Category: ไอที

  • ธนาคารไทยเครดิต ผนึกสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ลงนาม MOU เสริมแกร่งความรู้ทางการเงิน และการบริหารทุนชุมชน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ปูรากฐานเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าตอกย้ำจุดยืนในการเป็นธนาคารเพื่อสังคมและความยั่งยืน จับมือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. (ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “ด้านการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน และการบริหารจัดการทุนชุมชน เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนโดยมี นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และ นางสาวกฤษณา อร่ามกุลชัย กรรมการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสององค์กรเข้าร่วมพิธีลงนาม จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมไพบูลย์วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

    ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกันของทั้งสองหน่วยงาน ที่เล็งเห็นว่า “ความรู้ทางการเงิน” คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยธนาคารไทยเครดิต ในฐานะสถาบันการเงินที่มีความเชี่ยวชาญ จะนำองค์ความรู้และเครื่องมือทางการเงินเข้าไปสนับสนุนภารกิจของ พอช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและองค์กรชุมชนทั่วประเทศ

    วัตถุประสงค์หลักของบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ มุ่งเน้นใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่:

    1. การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน: พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการเงินและการบริหารจัดการหนี้สินอย่างถูกวิธี พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้นี้สู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ

    2. การยกระดับผู้ประกอบการชุมชน: มุ่งเน้นการติดอาวุธทางปัญญาให้แก่ผู้ประกอบการในชุมชน ทั้งในด้านการบริหารจัดการธุรกิจ การวางแผนการตลาด และการจัดการการเงิน เพื่อให้ธุรกิจชุมชนสามารถเติบโตและแข่งขันได้

    3. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน: สนับสนุนการบริหารจัดการชุมชนให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและด้านอื่นๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น

    นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า “พอช. รู้สึกเป็นเกียรติที่ธนาคารไทยเครดิตมาร่วมมือในการมุ่งมั่นสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พอช. มุ่งสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน ซึ่งยังมีจุดอ่อนเรื่องความรู้ในการบริหารจัดการการเงินที่เข้มแข็ง ธนาคารไทยเครดิต มีจุดแข็งที่จะมาเติมเต็มให้ความรู้และสนับสนุนการบริหารจัดการด้านการเงินให้องค์กรชุมชน เป็นโอกาสที่เราจะเดินหน้าไปด้วยกันในการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน สร้างอาชีพ รายได้ที่มั่นคงแข็งแรง สร้างชุมชนที่เป็นศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน  เป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนสร้าง Social  Enterprise ที่เข้มแข็งร่วมกันต่อไป”

    นางสาวกฤษณา อร่ามกุลชัย กรรมการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ คือการนำโครงการ ‘ตังค์โต Know-how’ ซึ่งเป็นโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของธนาคารที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมด้านการเงินให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย เข้ามาเป็นกลไกหลักในการทำงานร่วมกัน โดยธนาคารมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนทีมวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเข้าไปถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่บุคลากร ผู้นำชุมชน และเครือข่ายของ พอช. อย่างเต็มที่ ทั้งในมิติของการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล การแก้ไขปัญหาหนี้สิน ตลอดจนการบริหารธุรกิจและการตลาดยุคใหม่ เพื่อเป้าหมายในการสร้าง ‘นักบริหารจัดการการเงินชุมชน’ ที่เข้มแข็ง และส่งต่อความยั่งยืนนี้กลับคืนสู่สังคม”

    การนำความเชี่ยวชาญของภาคเอกชนมาผนวกกับเครือข่ายที่เข้มแข็งของภาครัฐในครั้งนี้ จะช่วยให้องค์ความรู้ทางการเงินไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องอบรม แต่จะถูกกระจายและถ่ายทอดต่อไปยังสมาชิกในชุมชนในรูปแบบ “พี่สอนน้อง” หรือ “ผู้นำสอนลูกบ้าน” ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเงินในระดับฐานรากอย่างแท้จริง” โดยมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่ายในการทำงานร่วมกันในระยะยาว โดยจะมีการประเมินผลการดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

    การร่วมมือระหว่างธนาคารไทยเครดิตและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนในครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐในการร่วมกันแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการสร้างอาชีพที่มั่นคง เริ่มต้นจากจุดที่เล็กที่สุดแต่สำคัญที่สุดคือ “ชุมชน” เพื่อนำไปสู่สังคมไทยที่มีสุขภาพทางการเงินที่ดีและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/989935&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_OB9m9Vo7DkxUgc8SAAER

  • ธนาคารไทยเครดิต ผนึกสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ลงนาม MOU เสริมแกร่งความรู้ทางการเงิน และการบริหารทุนชุมชน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ปูรากฐานเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าตอกย้ำจุดยืนในการเป็นธนาคารเพื่อสังคมและความยั่งยืน จับมือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. (ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “ด้านการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน และการบริหารจัดการทุนชุมชน เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนโดยมี นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และ นางสาวกฤษณา อร่ามกุลชัย กรรมการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสององค์กรเข้าร่วมพิธีลงนาม จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมไพบูลย์วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

    ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกันของทั้งสองหน่วยงาน ที่เล็งเห็นว่า “ความรู้ทางการเงิน” คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยธนาคารไทยเครดิต ในฐานะสถาบันการเงินที่มีความเชี่ยวชาญ จะนำองค์ความรู้และเครื่องมือทางการเงินเข้าไปสนับสนุนภารกิจของ พอช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและองค์กรชุมชนทั่วประเทศ

    วัตถุประสงค์หลักของบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ มุ่งเน้นใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่:

    1. การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน: พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการเงินและการบริหารจัดการหนี้สินอย่างถูกวิธี พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้นี้สู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ

    2. การยกระดับผู้ประกอบการชุมชน: มุ่งเน้นการติดอาวุธทางปัญญาให้แก่ผู้ประกอบการในชุมชน ทั้งในด้านการบริหารจัดการธุรกิจ การวางแผนการตลาด และการจัดการการเงิน เพื่อให้ธุรกิจชุมชนสามารถเติบโตและแข่งขันได้

    3. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน: สนับสนุนการบริหารจัดการชุมชนให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและด้านอื่นๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น

    นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า “พอช. รู้สึกเป็นเกียรติที่ธนาคารไทยเครดิตมาร่วมมือในการมุ่งมั่นสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พอช. มุ่งสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน ซึ่งยังมีจุดอ่อนเรื่องความรู้ในการบริหารจัดการการเงินที่เข้มแข็ง ธนาคารไทยเครดิต มีจุดแข็งที่จะมาเติมเต็มให้ความรู้และสนับสนุนการบริหารจัดการด้านการเงินให้องค์กรชุมชน เป็นโอกาสที่เราจะเดินหน้าไปด้วยกันในการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน สร้างอาชีพ รายได้ที่มั่นคงแข็งแรง สร้างชุมชนที่เป็นศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน  เป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนสร้าง Social  Enterprise ที่เข้มแข็งร่วมกันต่อไป”

    นางสาวกฤษณา อร่ามกุลชัย กรรมการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ คือการนำโครงการ ‘ตังค์โต Know-how’ ซึ่งเป็นโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของธนาคารที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมด้านการเงินให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย เข้ามาเป็นกลไกหลักในการทำงานร่วมกัน โดยธนาคารมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนทีมวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเข้าไปถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่บุคลากร ผู้นำชุมชน และเครือข่ายของ พอช. อย่างเต็มที่ ทั้งในมิติของการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล การแก้ไขปัญหาหนี้สิน ตลอดจนการบริหารธุรกิจและการตลาดยุคใหม่ เพื่อเป้าหมายในการสร้าง ‘นักบริหารจัดการการเงินชุมชน’ ที่เข้มแข็ง และส่งต่อความยั่งยืนนี้กลับคืนสู่สังคม”

    การนำความเชี่ยวชาญของภาคเอกชนมาผนวกกับเครือข่ายที่เข้มแข็งของภาครัฐในครั้งนี้ จะช่วยให้องค์ความรู้ทางการเงินไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องอบรม แต่จะถูกกระจายและถ่ายทอดต่อไปยังสมาชิกในชุมชนในรูปแบบ “พี่สอนน้อง” หรือ “ผู้นำสอนลูกบ้าน” ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเงินในระดับฐานรากอย่างแท้จริง” โดยมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่ายในการทำงานร่วมกันในระยะยาว โดยจะมีการประเมินผลการดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

    การร่วมมือระหว่างธนาคารไทยเครดิตและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนในครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐในการร่วมกันแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการสร้างอาชีพที่มั่นคง เริ่มต้นจากจุดที่เล็กที่สุดแต่สำคัญที่สุดคือ “ชุมชน” เพื่อนำไปสู่สังคมไทยที่มีสุขภาพทางการเงินที่ดีและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/989935&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_OB9m9Vo7DkxUgc8SAAER

  • ธนาคารไทยเครดิต ผนึกสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ลงนาม MOU เสริมแกร่งความรู้ทางการเงิน และการบริหารทุนชุมชน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ปูรากฐานเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าตอกย้ำจุดยืนในการเป็นธนาคารเพื่อสังคมและความยั่งยืน จับมือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. (ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “ด้านการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน และการบริหารจัดการทุนชุมชน เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนโดยมี นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และ นางสาวกฤษณา อร่ามกุลชัย กรรมการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสององค์กรเข้าร่วมพิธีลงนาม จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมไพบูลย์วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

    ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกันของทั้งสองหน่วยงาน ที่เล็งเห็นว่า “ความรู้ทางการเงิน” คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยธนาคารไทยเครดิต ในฐานะสถาบันการเงินที่มีความเชี่ยวชาญ จะนำองค์ความรู้และเครื่องมือทางการเงินเข้าไปสนับสนุนภารกิจของ พอช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและองค์กรชุมชนทั่วประเทศ

    วัตถุประสงค์หลักของบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ มุ่งเน้นใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่:

    1. การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน: พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการเงินและการบริหารจัดการหนี้สินอย่างถูกวิธี พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้นี้สู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ

    2. การยกระดับผู้ประกอบการชุมชน: มุ่งเน้นการติดอาวุธทางปัญญาให้แก่ผู้ประกอบการในชุมชน ทั้งในด้านการบริหารจัดการธุรกิจ การวางแผนการตลาด และการจัดการการเงิน เพื่อให้ธุรกิจชุมชนสามารถเติบโตและแข่งขันได้

    3. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน: สนับสนุนการบริหารจัดการชุมชนให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและด้านอื่นๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น

    นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า “พอช. รู้สึกเป็นเกียรติที่ธนาคารไทยเครดิตมาร่วมมือในการมุ่งมั่นสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พอช. มุ่งสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน ซึ่งยังมีจุดอ่อนเรื่องความรู้ในการบริหารจัดการการเงินที่เข้มแข็ง ธนาคารไทยเครดิต มีจุดแข็งที่จะมาเติมเต็มให้ความรู้และสนับสนุนการบริหารจัดการด้านการเงินให้องค์กรชุมชน เป็นโอกาสที่เราจะเดินหน้าไปด้วยกันในการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน สร้างอาชีพ รายได้ที่มั่นคงแข็งแรง สร้างชุมชนที่เป็นศูนย์เรียนรู้การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน  เป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนสร้าง Social  Enterprise ที่เข้มแข็งร่วมกันต่อไป”

    นางสาวกฤษณา อร่ามกุลชัย กรรมการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ คือการนำโครงการ ‘ตังค์โต Know-how’ ซึ่งเป็นโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของธนาคารที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมด้านการเงินให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย เข้ามาเป็นกลไกหลักในการทำงานร่วมกัน โดยธนาคารมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนทีมวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเข้าไปถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่บุคลากร ผู้นำชุมชน และเครือข่ายของ พอช. อย่างเต็มที่ ทั้งในมิติของการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล การแก้ไขปัญหาหนี้สิน ตลอดจนการบริหารธุรกิจและการตลาดยุคใหม่ เพื่อเป้าหมายในการสร้าง ‘นักบริหารจัดการการเงินชุมชน’ ที่เข้มแข็ง และส่งต่อความยั่งยืนนี้กลับคืนสู่สังคม”

    การนำความเชี่ยวชาญของภาคเอกชนมาผนวกกับเครือข่ายที่เข้มแข็งของภาครัฐในครั้งนี้ จะช่วยให้องค์ความรู้ทางการเงินไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องอบรม แต่จะถูกกระจายและถ่ายทอดต่อไปยังสมาชิกในชุมชนในรูปแบบ “พี่สอนน้อง” หรือ “ผู้นำสอนลูกบ้าน” ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการเงินในระดับฐานรากอย่างแท้จริง” โดยมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่ายในการทำงานร่วมกันในระยะยาว โดยจะมีการประเมินผลการดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

    การร่วมมือระหว่างธนาคารไทยเครดิตและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนในครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐในการร่วมกันแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการสร้างอาชีพที่มั่นคง เริ่มต้นจากจุดที่เล็กที่สุดแต่สำคัญที่สุดคือ “ชุมชน” เพื่อนำไปสู่สังคมไทยที่มีสุขภาพทางการเงินที่ดีและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/989935&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_OB9m9Vo7DkxUgc8SAAER

  • คอร์รัปชัน..ขยะใต้พรม ถึงยุค “ดูดฝุ่น” ประชาชน “ไม่ทน”

    ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ต้องการเสถียรภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืน “ปัญหาคอร์รัปชัน” ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญการเติบโตต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมายาวนาน และแรงกดดันจากการแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    หนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญ คือ ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าผิดไปจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ โดยในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 1 มกราคม 2569 ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 8% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามสามารถบริหารค่าเงินให้อ่อนค่าลงได้ราว 3% ส่งผลให้เกิดส่วนต่างด้านความสามารถในการแข่งขันสูงถึง 10–12% กระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกและภาคการผลิต ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
    ผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 จากประชาชน 3,043 ตัวอย่าง และภาคธุรกิจ 1,771 ตัวอย่างทั่วประเทศ ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับเครือข่าย “เพื่อนไม่ทน” ภายใต้การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Zero Corruption สะท้อนมุมมองต่อเรื่องนี้ว่าต้องดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์

    ปลูกฝังจิตสำนึกสู่เป้าหมาย Zero Corruption

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน มองว่าภาคเอกชนได้ตระหนักถึงปัญหาใหญ่ ที่ไม่เพียงบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ยังทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและคู่ค้าต่างชาติ คือ “ปัญหาคอร์รัปชัน” นี่จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน” ขึ้นโดยตรง โดยมีหอการค้าไทยและ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เป็นแกนหลักทำหน้าที่รวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติได้จริงในเชิงโครงสร้าง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และ สร้างระบบเศรษฐกิจ-การเมืองไทย ที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว
    โดยคณะทำงานฯ ได้เร่งขับเคลื่อนกรอบการดำเนินงาน “6 ด้านต้านทุจริต” เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม เริ่มต้นจากแนวทางที่ 1 คือ การปลูกฝังจิตสำนึก ภายใต้กรอบการดำเนินงาน ในระยะเร่งด่วน  รณรงค์ “ไม่เลือกคนโกง” สู่เป้าหมาย Zero Corruption ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ “ไม่ทนคอร์รัปชัน” หรือ “ไม่มีนโยบาย ต้านโกง เราไม่เลือก” พร้อมกันนี้ ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนร่วมติดสติ๊กเกอร์ Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน ร่วมกับเครือข่ายต่างๆ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ พร้อมผนึกกำลังประชาชนร่วมลงคะแนนเสียงเลือกพรรคที่โปร่งใส

    เกรียงไกร เธียรนุกุล

    เศรษฐกิจไทยเหมือนเครื่องจักรเก่าเต็มไปด้วยสนิมและการรั่วไหล

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชันในวันนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านคุณธรรมหรือภาพลักษณ์ของประเทศอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “ต้นทุนเชิงโครงสร้าง” ที่กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญการเติบโตต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมายาวนาน และแรงกดดันจากการแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
    หนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญ คือ ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าผิดไปจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ โดยในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 1 มกราคม 2569 ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 8% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามสามารถบริหารค่าเงินให้อ่อนค่าลงได้ราว 3% ส่งผลให้เกิดส่วนต่างด้านความสามารถในการแข่งขันสูงถึง 10–12% ซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกและภาคการผลิต ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากเงินนอกระบบและทุนสีเทาที่ไหลผ่านช่องโหว่ของระบบเศรษฐกิจและการเงิน ไม่ว่าจะเป็นตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือการค้าทองคำ โดยพบว่าปริมาณการเทรดสกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทยสูงถึงประมาณ 50% ของปริมาณการเทรดทั้งหมด ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่เพียงราว 10% ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่บิดเบือนกลไกตลาด และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ
    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เห็นว่าภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลการค้าทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้เกิด Free Flow โดยปราศจากการตรวจสอบที่เพียงพอ จนกลายเป็นช่องทางฟอกเงิน ซึ่งจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี
    กกร. ประเมินว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 จะอยู่เพียง 1.6–2.0% และหากยังไม่มีการเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไทยมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นประเทศที่เติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาค และอาจถูกเวียดนามแซงหน้าในด้านขนาดเศรษฐกิจ โดยเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก พร้อมเดินหน้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ไทยยังพึ่งพาเครื่องยนต์เดิม คือ การผลิตแบบรับจ้าง (OEM) ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ เผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ค่าแรงสูง และภาระหนี้ครัวเรือนรวมถึงหนี้นอกระบบที่เกินศักยภาพรายได้ ส่งผลให้กำลังซื้อและการลงทุนชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง
    ในบริบทเช่นนี้ คอร์รัปชันจึงเป็นต้นทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ทั้งในรูปของกฎระเบียบที่ล้าสมัยและซับซ้อน ซึ่งเปิดช่องให้เกิดการเรียกรับสินบน รวมถึงต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงถึง 15–16% ของ GDP ขณะที่ประเทศคู่แข่งสามารถลดลงมาอยู่ที่ระดับ 9–10% ได้ ความไม่โปร่งใสเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกลังเลต่อการลงทุนในประเทศไทย
    เศรษฐกิจไทยในวันนี้จึงถูกเปรียบเสมือน “เครื่องจักรเก่าที่เต็มไปด้วยสนิมและการรั่วไหล” ต่อให้เร่งเครื่องมากเพียงใด ก็ไม่อาจเดินหน้าได้ หากไม่เร่งซ่อมโครงสร้างและอุดรอยรั่วของคอร์รัปชัน 
    การขับเคลื่อนแคมเปญ “กกร. และเพื่อนไม่ทน – Zero Corruption” จึงเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของภาคเอกชนไทยว่า ไม่อาจยอมรับคอร์รัปชันในฐานะเรื่องปกติได้อีกต่อไป เป็นเป้าหมายเพื่อสะท้อนเสียงของสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยผลการสำรวจครั้งนี้จะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อทุกภาคส่วน ทั้งภาคนโยบาย ภาคการเมือง ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ในการชี้ให้เห็นมุมมอง ความคาดหวัง และความห่วงใยของสังคมต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การลงทุน และบรรยากาศทางธุรกิจของประเทศในระยะยาว

    กอบศักดิ์ ดวงดี

    หยุดคอร์รัปชันสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม

    กอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ย้ำจุดยืนว่า ปัญหาคอร์รัปชันคือโจทย์เชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) ในระบบเศรษฐกิจไทย และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในเวทีโลก ภาคธุรกิจจึงต้องการ “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” ที่ปราศจากอิทธิพลจากธุรกิจสีเทา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติอย่างยั่งยืน
    ทั้งนี้ สมาคมฯ พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด Reinvent Thailand โดยเปลี่ยนผลสำรวจความคิดเห็นในครั้งนี้ให้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง (High Impact) มุ่งเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และร่วมปลดล็อกห่วงโซ่คอร์รัปชันให้หมดไปจากระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างถาวรผ่านการทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่าย ในนามของสมาคมธนาคารไทย ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบในทุกภาคส่วน โดยจะไม่หยุดเพียงแค่การรณรงค์ แต่พร้อมสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและสร้างวัฒนธรรมการไม่ทนต่อการทุจริต เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง เป็นธรรม และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและสังคมอย่างแท้จริง

    รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์

    97% ภาคธุรกิจชี้ปัญหาคอร์รัปชันมีความรุนแรงมาก

    รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 ว่า ประชาชนและภาคธุรกิจเห็นตรงกัน คอร์รัปชันเป็นวิกฤตแห่งชาติ ผลสำรวจพบว่า 77% ของประชาชนและ 97% ของภาคธุรกิจมองว่าปัญหาคอร์รัปชันในไทยมีความรุนแรงมาก โดย 48% ของประชาชนและ 22% ของภาคธุรกิจระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน รองจากปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
    ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง โดย 71% มองว่าคอร์รัปชันที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ และ 38% ระบุว่าทำให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่เป็นธรรม
    พฤติกรรมที่เบื่อหน่ายที่สุด “ดีแต่พูด” “รัฐมนตรีเทา” และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ประชาชนและภาคธุรกิจเบื่อหน่ายพฤติกรรมของนักการเมือง 3 อันดับแรก ได้แก่ “รัฐมนตรีเทา” คนมีมลทินยังได้เสวยอำนาจ (28%), “ดีแต่พูด” นโยบายต่อต้านโกงมีไว้แค่หาเสียง (20-22%) และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ใช้อำนาจเอื้อธุรกิจพวกพ้อง (17%) “หัวหน้าพรรค” ต้องรับผิดชอบหลัก – ตัวแปรสำคัญที่ต้องคัดกรองเข้มข้นที่สุด 91% ของภาคธุรกิจและ 68% ของประชาชนเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าหัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในพรรคมากที่สุด นอกจากนี้ 44% ของภาคธุรกิจและ 53% ของประชาชนระบุว่า “หัวหน้าพรรค” คือตัวแปรสำคัญที่พรรคต้องคัดกรองให้เข้มข้นที่สุด
    มาตรการที่เรียกร้อง เข้มงวด โปร่งใส มีส่วนร่วม มาตรการที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ ได้แก่ รับฟังเสียงประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วม (30%), เปิดเผยข้อมูลสาธารณะให้เข้าถึงง่าย (29%) และมีการกำกับควบคุม ถอดถอน ลงโทษหากมีการทุจริต (15-28%) สำหรับมาตรการที่พรรคการเมืองควรมี อันดับต้นๆ คือ ไม่รับบุคคลที่มีประวัติคดีโกงเข้าพรรค, ห้ามแต่งตั้งรัฐมนตรีเทา และลาออกทั้งคณะหากหัวหน้าพรรคทุจริต
    ภาคเอกชนพร้อมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 66% ของภาคธุรกิจสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้องค์กรภาคธุรกิจประกาศจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านคอร์รัปชันและตัดความสัมพันธ์กับนักการเมืองที่ทุจริต โดย 42% มองว่า กกร. และองค์กรภาคเอกชนควรเป็นผู้นำในการผลักดันการปฏิรูปและทำลายวงจรคอร์รัปชัน เรียกร้องพันธสัญญาชัดเจน 88% ของภาคธุรกิจและ 70% ของประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันในการตัดสินใจเลือกตั้ง โดย 34% ของภาคธุรกิจและ 33% ของประชาชนระบุว่าเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ

    รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย

    ประชาชนต้องการรัฐบาลบริหารงานด้วยความโปร่งใส

    รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิบการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ทั้งภาคประชาชน และภาคธุรกิจให้ความสำคัญ กับ การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นอย่างมาก โดยต้องการให้รัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ แก้ไขปัญหานี้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ และมีความคาดหวังให้รัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยรัฐบาลต้องบริหารงานด้วยความโปร่งใสและให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ทั้งนี้ ผลสำรวจชี้ว่าภาคประชาชนและภาคธุรกิจ แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าการมีนโยบายและประกาศนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ชัดเจน เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองนั้น เพราะภาคประชาชน และ ภาคธุรกิจเห็นว่า การรทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่รุนแรง และต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

    ธิปไตร แสละวงศ์

    สินบนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสูงถึงร้อยละ 20–30 

    ธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส TDRI และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า สถานการณ์คอร์รัปชันในปัจจุบันทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการเรียกรับสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่สูงถึงร้อยละ 20–30 ของมูลค่าโครงการ รวมถึงความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติและสแกมเมอร์ ซึ่งในปี 2568 สร้างความเสียหายต่อประชาชนกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท คณะทำงานฯ จึงเสนอวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการภายใน 1 ปี ได้แก่ การผลักดันกฎหมายป้องกันการฟอกเงินและมาตรการตรวจสอบธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี การสร้างความร่วมมือระดับสากลโดยเฉพาะกับ “คณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านสแกม (Scam Center Strike Force)” ของสหรัฐฯ เพื่อกำกับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องติดตามและปิดกั้นบัญชีที่มีพฤติกรรมหลอกลวง รวมถึงเร่งบังคับใช้ พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ผู้ให้บริการร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหาย และกำหนดให้โครงการภาครัฐมูลค่าสูงต้องเข้าร่วม “ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)” เพื่อความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม
    ภาคเอกชนส่งสารถึงพรรคการเมือง การปราบโกงต้องทำได้จริง เห็นผลจริง กล้าลงโทษแม้เป็นคน ในพรรค ปฏิรูปหน่วยงานที่คอร์รัปชันฝังรากลึก และไม่สนับสนุนผู้มีประวัติทุจริตในการเลือกตั้ง

    Post Views: 148

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/17/the-problem-of-corruption-in-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p-BKbuoDKjb4xkc-ZQDEh

  • คอร์รัปชัน..ขยะใต้พรม ถึงยุค “ดูดฝุ่น” ประชาชน “ไม่ทน”

    ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ต้องการเสถียรภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืน “ปัญหาคอร์รัปชัน” ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญการเติบโตต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมายาวนาน และแรงกดดันจากการแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    หนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญ คือ ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าผิดไปจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ โดยในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 1 มกราคม 2569 ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 8% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามสามารถบริหารค่าเงินให้อ่อนค่าลงได้ราว 3% ส่งผลให้เกิดส่วนต่างด้านความสามารถในการแข่งขันสูงถึง 10–12% กระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกและภาคการผลิต ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
    ผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 จากประชาชน 3,043 ตัวอย่าง และภาคธุรกิจ 1,771 ตัวอย่างทั่วประเทศ ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับเครือข่าย “เพื่อนไม่ทน” ภายใต้การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Zero Corruption สะท้อนมุมมองต่อเรื่องนี้ว่าต้องดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์

    ปลูกฝังจิตสำนึกสู่เป้าหมาย Zero Corruption

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน มองว่าภาคเอกชนได้ตระหนักถึงปัญหาใหญ่ ที่ไม่เพียงบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ยังทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและคู่ค้าต่างชาติ คือ “ปัญหาคอร์รัปชัน” นี่จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน” ขึ้นโดยตรง โดยมีหอการค้าไทยและ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เป็นแกนหลักทำหน้าที่รวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติได้จริงในเชิงโครงสร้าง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และ สร้างระบบเศรษฐกิจ-การเมืองไทย ที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว
    โดยคณะทำงานฯ ได้เร่งขับเคลื่อนกรอบการดำเนินงาน “6 ด้านต้านทุจริต” เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม เริ่มต้นจากแนวทางที่ 1 คือ การปลูกฝังจิตสำนึก ภายใต้กรอบการดำเนินงาน ในระยะเร่งด่วน  รณรงค์ “ไม่เลือกคนโกง” สู่เป้าหมาย Zero Corruption ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ “ไม่ทนคอร์รัปชัน” หรือ “ไม่มีนโยบาย ต้านโกง เราไม่เลือก” พร้อมกันนี้ ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนร่วมติดสติ๊กเกอร์ Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน ร่วมกับเครือข่ายต่างๆ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ พร้อมผนึกกำลังประชาชนร่วมลงคะแนนเสียงเลือกพรรคที่โปร่งใส

    เกรียงไกร เธียรนุกุล

    เศรษฐกิจไทยเหมือนเครื่องจักรเก่าเต็มไปด้วยสนิมและการรั่วไหล

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชันในวันนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านคุณธรรมหรือภาพลักษณ์ของประเทศอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “ต้นทุนเชิงโครงสร้าง” ที่กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญการเติบโตต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมายาวนาน และแรงกดดันจากการแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
    หนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญ คือ ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าผิดไปจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ โดยในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 1 มกราคม 2569 ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 8% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามสามารถบริหารค่าเงินให้อ่อนค่าลงได้ราว 3% ส่งผลให้เกิดส่วนต่างด้านความสามารถในการแข่งขันสูงถึง 10–12% ซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกและภาคการผลิต ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากเงินนอกระบบและทุนสีเทาที่ไหลผ่านช่องโหว่ของระบบเศรษฐกิจและการเงิน ไม่ว่าจะเป็นตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือการค้าทองคำ โดยพบว่าปริมาณการเทรดสกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทยสูงถึงประมาณ 50% ของปริมาณการเทรดทั้งหมด ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่เพียงราว 10% ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่บิดเบือนกลไกตลาด และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ
    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เห็นว่าภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลการค้าทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้เกิด Free Flow โดยปราศจากการตรวจสอบที่เพียงพอ จนกลายเป็นช่องทางฟอกเงิน ซึ่งจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี
    กกร. ประเมินว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 จะอยู่เพียง 1.6–2.0% และหากยังไม่มีการเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไทยมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นประเทศที่เติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาค และอาจถูกเวียดนามแซงหน้าในด้านขนาดเศรษฐกิจ โดยเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก พร้อมเดินหน้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ไทยยังพึ่งพาเครื่องยนต์เดิม คือ การผลิตแบบรับจ้าง (OEM) ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ เผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ค่าแรงสูง และภาระหนี้ครัวเรือนรวมถึงหนี้นอกระบบที่เกินศักยภาพรายได้ ส่งผลให้กำลังซื้อและการลงทุนชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง
    ในบริบทเช่นนี้ คอร์รัปชันจึงเป็นต้นทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ทั้งในรูปของกฎระเบียบที่ล้าสมัยและซับซ้อน ซึ่งเปิดช่องให้เกิดการเรียกรับสินบน รวมถึงต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงถึง 15–16% ของ GDP ขณะที่ประเทศคู่แข่งสามารถลดลงมาอยู่ที่ระดับ 9–10% ได้ ความไม่โปร่งใสเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกลังเลต่อการลงทุนในประเทศไทย
    เศรษฐกิจไทยในวันนี้จึงถูกเปรียบเสมือน “เครื่องจักรเก่าที่เต็มไปด้วยสนิมและการรั่วไหล” ต่อให้เร่งเครื่องมากเพียงใด ก็ไม่อาจเดินหน้าได้ หากไม่เร่งซ่อมโครงสร้างและอุดรอยรั่วของคอร์รัปชัน 
    การขับเคลื่อนแคมเปญ “กกร. และเพื่อนไม่ทน – Zero Corruption” จึงเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของภาคเอกชนไทยว่า ไม่อาจยอมรับคอร์รัปชันในฐานะเรื่องปกติได้อีกต่อไป เป็นเป้าหมายเพื่อสะท้อนเสียงของสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยผลการสำรวจครั้งนี้จะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อทุกภาคส่วน ทั้งภาคนโยบาย ภาคการเมือง ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ในการชี้ให้เห็นมุมมอง ความคาดหวัง และความห่วงใยของสังคมต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การลงทุน และบรรยากาศทางธุรกิจของประเทศในระยะยาว

    กอบศักดิ์ ดวงดี

    หยุดคอร์รัปชันสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม

    กอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ย้ำจุดยืนว่า ปัญหาคอร์รัปชันคือโจทย์เชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) ในระบบเศรษฐกิจไทย และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในเวทีโลก ภาคธุรกิจจึงต้องการ “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” ที่ปราศจากอิทธิพลจากธุรกิจสีเทา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติอย่างยั่งยืน
    ทั้งนี้ สมาคมฯ พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด Reinvent Thailand โดยเปลี่ยนผลสำรวจความคิดเห็นในครั้งนี้ให้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง (High Impact) มุ่งเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และร่วมปลดล็อกห่วงโซ่คอร์รัปชันให้หมดไปจากระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างถาวรผ่านการทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่าย ในนามของสมาคมธนาคารไทย ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบในทุกภาคส่วน โดยจะไม่หยุดเพียงแค่การรณรงค์ แต่พร้อมสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและสร้างวัฒนธรรมการไม่ทนต่อการทุจริต เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง เป็นธรรม และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและสังคมอย่างแท้จริง

    รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์

    97% ภาคธุรกิจชี้ปัญหาคอร์รัปชันมีความรุนแรงมาก

    รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 ว่า ประชาชนและภาคธุรกิจเห็นตรงกัน คอร์รัปชันเป็นวิกฤตแห่งชาติ ผลสำรวจพบว่า 77% ของประชาชนและ 97% ของภาคธุรกิจมองว่าปัญหาคอร์รัปชันในไทยมีความรุนแรงมาก โดย 48% ของประชาชนและ 22% ของภาคธุรกิจระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน รองจากปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
    ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง โดย 71% มองว่าคอร์รัปชันที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ และ 38% ระบุว่าทำให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่เป็นธรรม
    พฤติกรรมที่เบื่อหน่ายที่สุด “ดีแต่พูด” “รัฐมนตรีเทา” และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ประชาชนและภาคธุรกิจเบื่อหน่ายพฤติกรรมของนักการเมือง 3 อันดับแรก ได้แก่ “รัฐมนตรีเทา” คนมีมลทินยังได้เสวยอำนาจ (28%), “ดีแต่พูด” นโยบายต่อต้านโกงมีไว้แค่หาเสียง (20-22%) และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ใช้อำนาจเอื้อธุรกิจพวกพ้อง (17%) “หัวหน้าพรรค” ต้องรับผิดชอบหลัก – ตัวแปรสำคัญที่ต้องคัดกรองเข้มข้นที่สุด 91% ของภาคธุรกิจและ 68% ของประชาชนเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าหัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในพรรคมากที่สุด นอกจากนี้ 44% ของภาคธุรกิจและ 53% ของประชาชนระบุว่า “หัวหน้าพรรค” คือตัวแปรสำคัญที่พรรคต้องคัดกรองให้เข้มข้นที่สุด
    มาตรการที่เรียกร้อง เข้มงวด โปร่งใส มีส่วนร่วม มาตรการที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ ได้แก่ รับฟังเสียงประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วม (30%), เปิดเผยข้อมูลสาธารณะให้เข้าถึงง่าย (29%) และมีการกำกับควบคุม ถอดถอน ลงโทษหากมีการทุจริต (15-28%) สำหรับมาตรการที่พรรคการเมืองควรมี อันดับต้นๆ คือ ไม่รับบุคคลที่มีประวัติคดีโกงเข้าพรรค, ห้ามแต่งตั้งรัฐมนตรีเทา และลาออกทั้งคณะหากหัวหน้าพรรคทุจริต
    ภาคเอกชนพร้อมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 66% ของภาคธุรกิจสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้องค์กรภาคธุรกิจประกาศจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านคอร์รัปชันและตัดความสัมพันธ์กับนักการเมืองที่ทุจริต โดย 42% มองว่า กกร. และองค์กรภาคเอกชนควรเป็นผู้นำในการผลักดันการปฏิรูปและทำลายวงจรคอร์รัปชัน เรียกร้องพันธสัญญาชัดเจน 88% ของภาคธุรกิจและ 70% ของประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันในการตัดสินใจเลือกตั้ง โดย 34% ของภาคธุรกิจและ 33% ของประชาชนระบุว่าเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ

    รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย

    ประชาชนต้องการรัฐบาลบริหารงานด้วยความโปร่งใส

    รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิบการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ทั้งภาคประชาชน และภาคธุรกิจให้ความสำคัญ กับ การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นอย่างมาก โดยต้องการให้รัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ แก้ไขปัญหานี้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ และมีความคาดหวังให้รัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยรัฐบาลต้องบริหารงานด้วยความโปร่งใสและให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ทั้งนี้ ผลสำรวจชี้ว่าภาคประชาชนและภาคธุรกิจ แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าการมีนโยบายและประกาศนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ชัดเจน เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองนั้น เพราะภาคประชาชน และ ภาคธุรกิจเห็นว่า การรทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่รุนแรง และต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

    ธิปไตร แสละวงศ์

    สินบนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสูงถึงร้อยละ 20–30 

    ธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส TDRI และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า สถานการณ์คอร์รัปชันในปัจจุบันทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการเรียกรับสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่สูงถึงร้อยละ 20–30 ของมูลค่าโครงการ รวมถึงความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติและสแกมเมอร์ ซึ่งในปี 2568 สร้างความเสียหายต่อประชาชนกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท คณะทำงานฯ จึงเสนอวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการภายใน 1 ปี ได้แก่ การผลักดันกฎหมายป้องกันการฟอกเงินและมาตรการตรวจสอบธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี การสร้างความร่วมมือระดับสากลโดยเฉพาะกับ “คณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านสแกม (Scam Center Strike Force)” ของสหรัฐฯ เพื่อกำกับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องติดตามและปิดกั้นบัญชีที่มีพฤติกรรมหลอกลวง รวมถึงเร่งบังคับใช้ พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ผู้ให้บริการร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหาย และกำหนดให้โครงการภาครัฐมูลค่าสูงต้องเข้าร่วม “ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)” เพื่อความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม
    ภาคเอกชนส่งสารถึงพรรคการเมือง การปราบโกงต้องทำได้จริง เห็นผลจริง กล้าลงโทษแม้เป็นคน ในพรรค ปฏิรูปหน่วยงานที่คอร์รัปชันฝังรากลึก และไม่สนับสนุนผู้มีประวัติทุจริตในการเลือกตั้ง

    Post Views: 129

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/17/the-problem-of-corruption-in-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p-BKbuoDKjb4xkc-ZQDEh

  • คอร์รัปชัน..ขยะใต้พรม ถึงยุค “ดูดฝุ่น” ประชาชน “ไม่ทน”

    ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ต้องการเสถียรภาพและการเติบโตอย่างยั่งยืน “ปัญหาคอร์รัปชัน” ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญการเติบโตต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมายาวนาน และแรงกดดันจากการแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    หนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญ คือ ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าผิดไปจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ โดยในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 1 มกราคม 2569 ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 8% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามสามารถบริหารค่าเงินให้อ่อนค่าลงได้ราว 3% ส่งผลให้เกิดส่วนต่างด้านความสามารถในการแข่งขันสูงถึง 10–12% กระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกและภาคการผลิต ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
    ผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 จากประชาชน 3,043 ตัวอย่าง และภาคธุรกิจ 1,771 ตัวอย่างทั่วประเทศ ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับเครือข่าย “เพื่อนไม่ทน” ภายใต้การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Zero Corruption สะท้อนมุมมองต่อเรื่องนี้ว่าต้องดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์

    ปลูกฝังจิตสำนึกสู่เป้าหมาย Zero Corruption

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน มองว่าภาคเอกชนได้ตระหนักถึงปัญหาใหญ่ ที่ไม่เพียงบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ยังทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและคู่ค้าต่างชาติ คือ “ปัญหาคอร์รัปชัน” นี่จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน” ขึ้นโดยตรง โดยมีหอการค้าไทยและ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เป็นแกนหลักทำหน้าที่รวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติได้จริงในเชิงโครงสร้าง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และ สร้างระบบเศรษฐกิจ-การเมืองไทย ที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว
    โดยคณะทำงานฯ ได้เร่งขับเคลื่อนกรอบการดำเนินงาน “6 ด้านต้านทุจริต” เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม เริ่มต้นจากแนวทางที่ 1 คือ การปลูกฝังจิตสำนึก ภายใต้กรอบการดำเนินงาน ในระยะเร่งด่วน  รณรงค์ “ไม่เลือกคนโกง” สู่เป้าหมาย Zero Corruption ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ “ไม่ทนคอร์รัปชัน” หรือ “ไม่มีนโยบาย ต้านโกง เราไม่เลือก” พร้อมกันนี้ ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนร่วมติดสติ๊กเกอร์ Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน ร่วมกับเครือข่ายต่างๆ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ พร้อมผนึกกำลังประชาชนร่วมลงคะแนนเสียงเลือกพรรคที่โปร่งใส

    เกรียงไกร เธียรนุกุล

    เศรษฐกิจไทยเหมือนเครื่องจักรเก่าเต็มไปด้วยสนิมและการรั่วไหล

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชันในวันนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านคุณธรรมหรือภาพลักษณ์ของประเทศอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “ต้นทุนเชิงโครงสร้าง” ที่กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญการเติบโตต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมายาวนาน และแรงกดดันจากการแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
    หนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญ คือ ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าผิดไปจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ โดยในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 1 มกราคม 2569 ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 8% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามสามารถบริหารค่าเงินให้อ่อนค่าลงได้ราว 3% ส่งผลให้เกิดส่วนต่างด้านความสามารถในการแข่งขันสูงถึง 10–12% ซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกและภาคการผลิต ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากเงินนอกระบบและทุนสีเทาที่ไหลผ่านช่องโหว่ของระบบเศรษฐกิจและการเงิน ไม่ว่าจะเป็นตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือการค้าทองคำ โดยพบว่าปริมาณการเทรดสกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทยสูงถึงประมาณ 50% ของปริมาณการเทรดทั้งหมด ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่เพียงราว 10% ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่บิดเบือนกลไกตลาด และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ
    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เห็นว่าภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลการค้าทองคำและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้เกิด Free Flow โดยปราศจากการตรวจสอบที่เพียงพอ จนกลายเป็นช่องทางฟอกเงิน ซึ่งจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี
    กกร. ประเมินว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 จะอยู่เพียง 1.6–2.0% และหากยังไม่มีการเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไทยมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นประเทศที่เติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาค และอาจถูกเวียดนามแซงหน้าในด้านขนาดเศรษฐกิจ โดยเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก พร้อมเดินหน้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ไทยยังพึ่งพาเครื่องยนต์เดิม คือ การผลิตแบบรับจ้าง (OEM) ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ เผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ค่าแรงสูง และภาระหนี้ครัวเรือนรวมถึงหนี้นอกระบบที่เกินศักยภาพรายได้ ส่งผลให้กำลังซื้อและการลงทุนชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง
    ในบริบทเช่นนี้ คอร์รัปชันจึงเป็นต้นทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ทั้งในรูปของกฎระเบียบที่ล้าสมัยและซับซ้อน ซึ่งเปิดช่องให้เกิดการเรียกรับสินบน รวมถึงต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงถึง 15–16% ของ GDP ขณะที่ประเทศคู่แข่งสามารถลดลงมาอยู่ที่ระดับ 9–10% ได้ ความไม่โปร่งใสเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกลังเลต่อการลงทุนในประเทศไทย
    เศรษฐกิจไทยในวันนี้จึงถูกเปรียบเสมือน “เครื่องจักรเก่าที่เต็มไปด้วยสนิมและการรั่วไหล” ต่อให้เร่งเครื่องมากเพียงใด ก็ไม่อาจเดินหน้าได้ หากไม่เร่งซ่อมโครงสร้างและอุดรอยรั่วของคอร์รัปชัน 
    การขับเคลื่อนแคมเปญ “กกร. และเพื่อนไม่ทน – Zero Corruption” จึงเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของภาคเอกชนไทยว่า ไม่อาจยอมรับคอร์รัปชันในฐานะเรื่องปกติได้อีกต่อไป เป็นเป้าหมายเพื่อสะท้อนเสียงของสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยผลการสำรวจครั้งนี้จะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อทุกภาคส่วน ทั้งภาคนโยบาย ภาคการเมือง ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ในการชี้ให้เห็นมุมมอง ความคาดหวัง และความห่วงใยของสังคมต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การลงทุน และบรรยากาศทางธุรกิจของประเทศในระยะยาว

    กอบศักดิ์ ดวงดี

    หยุดคอร์รัปชันสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม

    กอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ย้ำจุดยืนว่า ปัญหาคอร์รัปชันคือโจทย์เชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) ในระบบเศรษฐกิจไทย และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในเวทีโลก ภาคธุรกิจจึงต้องการ “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” ที่ปราศจากอิทธิพลจากธุรกิจสีเทา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติอย่างยั่งยืน
    ทั้งนี้ สมาคมฯ พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด Reinvent Thailand โดยเปลี่ยนผลสำรวจความคิดเห็นในครั้งนี้ให้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง (High Impact) มุ่งเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และร่วมปลดล็อกห่วงโซ่คอร์รัปชันให้หมดไปจากระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างถาวรผ่านการทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่าย ในนามของสมาคมธนาคารไทย ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบในทุกภาคส่วน โดยจะไม่หยุดเพียงแค่การรณรงค์ แต่พร้อมสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและสร้างวัฒนธรรมการไม่ทนต่อการทุจริต เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง เป็นธรรม และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและสังคมอย่างแท้จริง

    รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์

    97% ภาคธุรกิจชี้ปัญหาคอร์รัปชันมีความรุนแรงมาก

    รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 ว่า ประชาชนและภาคธุรกิจเห็นตรงกัน คอร์รัปชันเป็นวิกฤตแห่งชาติ ผลสำรวจพบว่า 77% ของประชาชนและ 97% ของภาคธุรกิจมองว่าปัญหาคอร์รัปชันในไทยมีความรุนแรงมาก โดย 48% ของประชาชนและ 22% ของภาคธุรกิจระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน รองจากปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
    ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง โดย 71% มองว่าคอร์รัปชันที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ และ 38% ระบุว่าทำให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่เป็นธรรม
    พฤติกรรมที่เบื่อหน่ายที่สุด “ดีแต่พูด” “รัฐมนตรีเทา” และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ประชาชนและภาคธุรกิจเบื่อหน่ายพฤติกรรมของนักการเมือง 3 อันดับแรก ได้แก่ “รัฐมนตรีเทา” คนมีมลทินยังได้เสวยอำนาจ (28%), “ดีแต่พูด” นโยบายต่อต้านโกงมีไว้แค่หาเสียง (20-22%) และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ใช้อำนาจเอื้อธุรกิจพวกพ้อง (17%) “หัวหน้าพรรค” ต้องรับผิดชอบหลัก – ตัวแปรสำคัญที่ต้องคัดกรองเข้มข้นที่สุด 91% ของภาคธุรกิจและ 68% ของประชาชนเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าหัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในพรรคมากที่สุด นอกจากนี้ 44% ของภาคธุรกิจและ 53% ของประชาชนระบุว่า “หัวหน้าพรรค” คือตัวแปรสำคัญที่พรรคต้องคัดกรองให้เข้มข้นที่สุด
    มาตรการที่เรียกร้อง เข้มงวด โปร่งใส มีส่วนร่วม มาตรการที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ ได้แก่ รับฟังเสียงประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วม (30%), เปิดเผยข้อมูลสาธารณะให้เข้าถึงง่าย (29%) และมีการกำกับควบคุม ถอดถอน ลงโทษหากมีการทุจริต (15-28%) สำหรับมาตรการที่พรรคการเมืองควรมี อันดับต้นๆ คือ ไม่รับบุคคลที่มีประวัติคดีโกงเข้าพรรค, ห้ามแต่งตั้งรัฐมนตรีเทา และลาออกทั้งคณะหากหัวหน้าพรรคทุจริต
    ภาคเอกชนพร้อมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 66% ของภาคธุรกิจสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้องค์กรภาคธุรกิจประกาศจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านคอร์รัปชันและตัดความสัมพันธ์กับนักการเมืองที่ทุจริต โดย 42% มองว่า กกร. และองค์กรภาคเอกชนควรเป็นผู้นำในการผลักดันการปฏิรูปและทำลายวงจรคอร์รัปชัน เรียกร้องพันธสัญญาชัดเจน 88% ของภาคธุรกิจและ 70% ของประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันในการตัดสินใจเลือกตั้ง โดย 34% ของภาคธุรกิจและ 33% ของประชาชนระบุว่าเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ

    รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย

    ประชาชนต้องการรัฐบาลบริหารงานด้วยความโปร่งใส

    รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิบการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ทั้งภาคประชาชน และภาคธุรกิจให้ความสำคัญ กับ การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นอย่างมาก โดยต้องการให้รัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ แก้ไขปัญหานี้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ และมีความคาดหวังให้รัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยรัฐบาลต้องบริหารงานด้วยความโปร่งใสและให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ทั้งนี้ ผลสำรวจชี้ว่าภาคประชาชนและภาคธุรกิจ แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าการมีนโยบายและประกาศนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ชัดเจน เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองนั้น เพราะภาคประชาชน และ ภาคธุรกิจเห็นว่า การรทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่รุนแรง และต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

    ธิปไตร แสละวงศ์

    สินบนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสูงถึงร้อยละ 20–30 

    ธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส TDRI และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า สถานการณ์คอร์รัปชันในปัจจุบันทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการเรียกรับสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่สูงถึงร้อยละ 20–30 ของมูลค่าโครงการ รวมถึงความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติและสแกมเมอร์ ซึ่งในปี 2568 สร้างความเสียหายต่อประชาชนกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท คณะทำงานฯ จึงเสนอวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการภายใน 1 ปี ได้แก่ การผลักดันกฎหมายป้องกันการฟอกเงินและมาตรการตรวจสอบธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี การสร้างความร่วมมือระดับสากลโดยเฉพาะกับ “คณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านสแกม (Scam Center Strike Force)” ของสหรัฐฯ เพื่อกำกับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องติดตามและปิดกั้นบัญชีที่มีพฤติกรรมหลอกลวง รวมถึงเร่งบังคับใช้ พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ผู้ให้บริการร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหาย และกำหนดให้โครงการภาครัฐมูลค่าสูงต้องเข้าร่วม “ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)” เพื่อความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม
    ภาคเอกชนส่งสารถึงพรรคการเมือง การปราบโกงต้องทำได้จริง เห็นผลจริง กล้าลงโทษแม้เป็นคน ในพรรค ปฏิรูปหน่วยงานที่คอร์รัปชันฝังรากลึก และไม่สนับสนุนผู้มีประวัติทุจริตในการเลือกตั้ง

    Post Views: 108

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/17/the-problem-of-corruption-in-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p-BKbuoDKjb4xkc-ZQDEh

  • ทกจ.เชียงราย เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงบ้านศิลปินอาชีพเชียงราย “มรดกศิลปะล้านนา“ | TOPNEWS

    สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย (ทกจ.เชียงราย) จัดกิจกรรม Media FamTrip เส้นทางท่องเที่ยว เชื่อมโยง บ้านศิลปินอาชีพเชียงราย (Chiangrai Life Artist Studio for Tourism) เส้นทางที่: 4 มรดกศิลปะล้านนา(Lanna Art Heritage) ภายใต้โครงการ Life Artists ศิลปินศิลปาชีพสร้างสรรค์เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม 2569 กิจกรรมพาสื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้และสตูดิโอศิลปิน อาทิ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านสันกอง, Sangiam Yarangsee Studio, ปัจจุบัน Art Space, หอศิลป์บ้านนายพรหมมา และ หอศิลป์ระวี ได้สัมผัสผลงานศิลปะหลากหลายแขนง ตั้งแต่งานหัตถศิลป์พื้นถิ่น จิตรกรรมร่วมสมัย ไปจนถึงกิจกรรมเวิร์กชอป พร้อมเรียนรู้แนวคิด แรงบันดาลใจ และวิถีชีวิตของศิลปินอย่างใกล้ชิด

    นางวิภาวี ลีไพบูลย์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ (หัวหน้าโครงการ)สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับและชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม Media FamTrip เส้นทางท่องเที่ยว เชื่อมโยง บ้านศิลปินอาชีพเชียงราย (Chiangrai Life Artist Studio for Tourism) เส้นทางที่: 4 มรดกศิลปะล้านนา(Lanna Art Heritage) ระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม 2569 นี้ว่า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศิลปะให้เป็นการท่องเที่ยวในรูปแบบเชิงได้ประสบการณ์ ซึ่งเส้นทางมรดกศิลปะล้านนาเฮอริเทจ จะเจาะหรือดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายและขายให้คนเข้าถึงศิลปะชุมชนได้อย่างไร ผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้จะได้สัมผัสและเรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะเป้าหมายของโครงการคือต้องการยกระดับวิชาชีพชุมชนสู่ศิลปาชีพที่ทรงคุณค่า และเพิ่มมูลค่าสินค้าในชุมชน รวมถึงสร้างการรับรู้ พร้อมกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว และสร้างรายหมุนเวียนในจังหวัดเชียงรายให้เพิ่มมากขึ้น

    เริ่มต้นของการเดินทาง เปิดด้วยบรรยากาศสบาย ๆ ที่ Mu Café คาเฟ่เล็ก ๆ ที่ผสมผสานงานศิลป์เข้ากับกลิ่นกาแฟหอมละมุน เป็นพื้นที่พักใจให้ผู้เดินทางได้ผ่อนคลาย แลกเปลี่ยนมุมมอง ก่อนก้าวเข้าสู่โลกของศิลปะอย่างเต็มตัว

    กิจกรรม Chiangrai Life Artist Studio for Tourism Media Fam Trip  เส้นทางที่ 4 :มรดกศิลปะล้านนา (Lanna Art Heritage) เริ่มที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านสันกองมีนางนิธี สุธรรมรักษ์ ศิลปินปักผ้าผู้สร้างสรรค์ผลงานด้วยเทคนิคปักลายเม็ดข้าวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ให้การต้อนรับพร้อมกับสมาชิกกลุ่มผู้สูงอายุที่มาแสดงฝีมือการปักผ้า พร้อมกับพาคณะทำความรู้จักกระบวนการป้กและแรงบันดาลใจที่ถ่ายทอดวิถีชีชุมชนผ่านลวดลายบนผืนผ้าอย่างประณีตและงดงาม


    ช่วงเที่ยง แวะพักที่ Panor Coffee House ร้านอาหารบรรยากาศร่มรื่น อาหารอร่อย มีพื้นที่กว้าง จุดถ่ายภาพหลากหลาย และยังมีโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยว ตอบโจทย์ทั้งสายกิน สายเที่ยว และสายถ่ายรูปเรียกได้ว่าอาหารอร่อย วิวดี เป็นการเติมพลังระหว่างทางก่อนเดินทางสู่สตูดิโอของอาจารย์เสงี่ยม ยารังสี Sangiam Yarangsee ซึ่งได้นำชมแกลลอรี่ผลงานศิลปะ ภาพวาดสีน้ำมันที่สะท้อนอารมณ์และลายเส้นเฉพาะตัวอย่างงดงามและทรงพลัง เป็นผลงานที่สะท้อนอารมณ์และมิติของแสงเงาอย่างประณีตหลากหลายแนว โดยเฉพาะภาพทิวทัศน์ที่อาจารย์เสงี่ยมบอกว่าเป็นความชื่นชอบที่มีมาตั้งแต่เด็ก ด้วยเป็นคนที่รักธรรมชาติจึงถ่ายทอดความงดงามผ่านเทคนิคภาพสีน้ำมัน เป็นการถ่ายทอดกลิ่นอายความเป็นศิลปินผ่านพื้นที่สร้างสรรค์ที่อบอุ่นและเป็นกันเอง เหมาะสำหรับผู้ที่หลงไหลในงานศิลปะและต้องการสัมผัสแรงบันดาลใจได้ใกล้ชิดกับตัวศิลปิน

    แวะเติมพลังที่ FRIENDCATION Café คาเฟ่โทนอบอุ่น เหมือนมานั่งบ้านเพื่อน แต่มีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ แต่มีความ Art มากมาย จุดหมายต่อมาคือ  หอศิลป์ระวี โดยมีนายระวี มะโนเรือง ศิลปินผู้เชี่ยวชาญงานอิมเพรสชั่นนิสม์แนวทิวทัศน์ ที่ถ่ายทอดความงดงามของทิวทัศน์และแสงเงาผ่านลายพู่กันอันเป็นเอกลักษณ์ก่อนร่วมชม Life Artist Exhibition : Local Artist x Life Artist ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย ที่จัดแสดงผลงานศิลปิน ควบคู่กิจกรรมเวิร์กช็อป ดนตรี และการแสดงศิลปวัฒนธรรม ในพิธี Pre-Opening ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะเชียงราย กล่าวต้อนรับ ท่ามกลางศิลปิน ผู้ประกอบการ และประชาชนที่เข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง

    วันถัดมาเริ่มต้นที่ ปัจจุบัน Art Space ของนายอำนาจ ก้านขุนทด ที่นำชมแกลลอรี่ภาพวาดแนวธรรมชาติและพาคณะร่วมทำกิจกรรม Workshop เพ้นท์ก้อนหิน บนพื้นที่ศิลปะร่วมสมัยที่เปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่และศิลปินท้องถิ่นได้แสดงผลงานหลากหลายรูปแบบทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพถ่ายรวมถึงศิลปะจัดวางท่ามกลางบรรยากาศที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสงานศิลป์ในมุมองที่สดใหม่และทันสมัย

    ปิดท้ายที่หอศิลป์บ้านนายพรหมา ของอาจารย์พรมมา อินยาศรี ผลงานศิลปะที่นำมาจัดแสดงเป็นผลงานที่สะสมมาตั้งแต่สมัยเรียน เป็นผลงานที่สะท้อนเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ความเชื่อที่สร้างสรรค์จากจินตนาการพื้นที่ศิลปะท้องถิ่นที่รวบรวมผลงานสร้างสรรค์ของศิลปินเชียงราย ถ่ายทอดตัวตนและวิถีชีวิตผ่านงานจิตรกรรม ประติมากรรมและศิลปะแบบร่วมสมัย บรรยากาศเงียบสงบเป็นกันเองเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ศิลปะแบบเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งในชุมชนศิลปินตัวจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1458657&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11dUW92phVlsv2o8huh_Ew

  • เคียงข้างบ่มเพาะคนรุ่นใหม่สู่วิชาชีพสื่อ…ทรู สนับสนุนโครงการ “นักข่าวพิราบน้อย รุ่นที่ 28”

    เคียงข้างบ่มเพาะคนรุ่นใหม่สู่วิชาชีพสื่อ…ทรู สนับสนุนโครงการ “นักข่าวพิราบน้อย รุ่นที่ 28”

    ไอที

    เคียงข้างบ่มเพาะคนรุ่นใหม่สู่วิชาชีพสื่อ…ทรู สนับสนุนโครงการ “นักข่าวพิราบน้อย รุ่นที่ 28”

    วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เคียงข้างบ่มเพาะคนรุ่นใหม่สู่วิชาชีพสื่อ…ทรู สนับสนุนโครงการ “นักข่าวพิราบน้อย รุ่นที่ 28”

    ร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ปลุกพลังว่าที่นักข่าวรุ่นใหม่ อัพสกิลดิจิทัล รู้เท่าทัน AI และจริยธรรมสื่อ

    สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดย คุณน.รินี เรืองหนู นายกสมาคมฯ ร่วมกับ ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เดินหน้าพัฒนาว่าที่นักข่าวรุ่นใหม่ เปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการ “นักข่าวพิราบน้อย รุ่นที่ 28” เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะวิชาชีพสื่อมวลชนให้แก่นิสิต-นักศึกษารุ่นใหม่ ให้พร้อมต่อบทบาทของสื่อในยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)  โดยยังคงยึดมั่นในจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม  โครงการดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “นักข่าวยุคเปลี่ยนผ่าน” โดยมีผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 30 คน จากนิสิต-นักศึกษาทั่วประเทศ ที่สมัครเข้าร่วมถึง 382 คน โดยการอบรมเชิงลึก ระหว่างวันที่ 15 – 17 มกราคม 2569 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพมหานคร
     
    การสนับสนุนจากทรูในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านสื่อสารมวลชน โดยมุ่งส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีความเข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัล รู้เท่าทันการใช้ AI ในงานข่าว ควบคู่กับการยึดมั่นในจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม โดยผู้เข้าอบรมจะได้ลงพื้นที่ปฏิบัติจริง ฝึกกระบวนการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และผลิตชิ้นงานข่าวด้วยตนเอง พร้อมเข้าร่วมเวทีวิพากษ์ผลงานเพื่อยกระดับทักษะสู่มาตรฐานวิชาชีพ รวมถึงลุ้นรับรางวัลผลงานข่าวยอดเยี่ยมและประกาศนียบัตรเมื่อสิ้นสุดการอบรม
     
    คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ในยุคที่การสื่อสารรวดเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากการพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัล ตั้งแต่ 4G สู่ 5G รวมถึงแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่นำเทคโนโลยีและ AI เข้ามามีบทบาทในกระบวนการทำงานข่าวมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ยังคงมีความจำเป็นและไม่อาจถูกทดแทนได้ คือ “นักข่าว” เนื่องจากแม้ AI จะสามารถวิเคราะห์รูปแบบหรือประมวลผลข้อมูลได้ แต่ต้นทางของข้อเท็จจริงยังต้องอาศัยการทำงานของมนุษย์ที่ลงพื้นที่จริง ใช้การคิดวิเคราะห์ ดุลพินิจ และยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรมวิชาชีพ ดังนั้นการเตรียมความพร้อมให้กับนักข่าวรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่วิชาชีพสื่อมวลชน จึงมี
     
     
    ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลคุณภาพให้กับสังคม ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและรูปแบบการสื่อสารที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
     
    โครงการ “นักข่าวพิราบน้อย รุ่นที่ 28” นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญระหว่างภาควิชาชีพและภาคเอกชน ในการร่วมบ่มเพาะนิสิต–นักศึกษาที่กำลังก้าวสู่วิชาชีพสื่อมวลชน ให้มีศักยภาพรอบด้าน ทั้งทักษะด้านดิจิทัล ความเข้าใจการใช้ AI ในงานข่าว และกรอบคิดเชิงวิชาชีพ เพื่อเติบโตเป็นบุคลากรคุณภาพที่สามารถมีบทบาทเชิงบวก และร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชนไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/462507&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qj-c1NnbQvIV3JgUKFaCd

  • ลือ iPhone พับได้จะใช้ขุมพลังเดียวกับ iPhone 18 Pro Series

    ลือ iPhone พับได้จะใช้ขุมพลังเดียวกับ iPhone 18 Pro Series

    Jeff Pu นักวิเคราะห์ชื่อดังแห่งวงการไอที ออกมาเปิดเผยข้อมูลสุดเอ็กซ์คลูซีฟผ่านบันทึกถึงนักลงทุนล่าสุด ระบุว่า Apple เตรียมปล่อย “ของแรง” ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ โดยไฮไลต์ไม่ได้มีแค่ iPhone 18 Pro แต่รวมถึง “iPhone Fold” ไอโฟนพับได้รุ่นแรกที่หลายคนรอ

    ลือขุมพลัง A20 Pro เล็กแต่แรง

    Jeff Pu ระบุว่าทั้ง iPhone Fold และ iPhone 18 Pro / Pro Max จะใช้ชิปเซ็ตเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดอย่าง A20 Pro ที่ผลิตด้วยสถาปัตยกรรมระดับ 2 นาโนเมตร (N2) จาก TSMC ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ด้วยประสิทธิภาพ CPU ดีขึ้น 15% และประหยัดพลังงานกว่าเดิมถึง 30% เมื่อเทียบกับชิป A19

    ใช้เทคนิคการแพ็กเกจชิปแบบใหม่ (Wafer-Level Multi-Chip Module) โดยการฝัง RAM ลงไปบนแผ่นเวเฟอร์เดียวกับ CPU และ GPU เลย (จากเดิมที่วางข้างๆ) ผลลัพธ์คือรับส่งข้อมูลไวขึ้น แบตอึดขึ้น และประหยัดพื้นที่ในเครื่อง และอัปเกรดระบบจ่ายไฟด้วยตัวเก็บประจุชนิดใหม่ ช่วยให้การจ่ายไฟนิ่งและเสถียรสุดๆ รองรับการประมวลผลหนักๆ ได้สบาย

    apple-foldable-thumb

    สเปกของ iPhone Fold

    ข้อมูลของ iPhone พับได้รุ่นแรกระบุว่าจะมาในดีไซน์แบบ Book-style (พับเหมือนสมุด) โดยมีสเปกที่น่าสนใจดังนี้:

    • หน้าจอ: จอด้านในกว้าง 7.8 นิ้ว และจอด้านนอกขนาดกะทัดรัด 5.5 นิ้วและไร้รอยพับ
    • ความบาง: เมื่อกางออกจะบางเฉียบเพียง 4.5 มม. และเมื่อพับจะหนาประมาณ 9 – 9.5 มม.
    • ฟีเจอร์อื่น: รองรับ Touch ID และมีกล้องหน้าทั้งตอนพับและกาง

    สเปกอื่นๆ ที่ใช้ร่วมกัน

    ทั้งรุ่น Pro และ Fold คาดว่าจะจัดเต็มสเปกพื้นฐานมาให้เหมือนกัน ได้แก่ RAM 12GB (LPDDR5), กล้องหลังความละเอียด 48 ล้านพิกเซล และชิปโมเด็ม Apple C2 ที่ Apple พัฒนาเอง

    ใครที่อยากได้อาจจะต้องบอกข่าวร้ายสำหรับคนรอรุ่นธรรมดา Jeff Pu เผยว่า Apple อาจใช้กลยุทธ์การเปิดตัวแบบแยกช่วงเวลาแบ่งเป็น

    • กันยายนนี้: เปิดตัวรุ่นพรีเมียม (iPhone 18 Pro, 18 Pro Max และ iPhone Fold)
    • ฤดูใบไม้ผลิ 2027 (ต้นปีหน้า): ถึงจะเปิดตัวรุ่นธรรมดาอย่าง iPhone 18 และรุ่นประหยัด iPhone 18e

    หากข่าวนี้เป็นจริง ก็จะทำให้ iPhone ใหม่ได้ขุมพลังที่เล็กกว่าฝั่ง Android แต่สุดท้ายใครอยากได้อาจจะต้องอดใจรอกันไปก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1620898/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z9F7ILXnqXaGNCDsrbjek

  • พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    (16 ม.ค. 2026) – สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐฯ เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เปิดเผยตัวเลขล่าสุดที่น่ากังวล โดยระบุว่าในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีพื้นที่เขตเมือง (Metropolitan areas) ถึง 259 แห่งจาก 387 แห่ง ทั่วประเทศ ที่มีอัตราการว่างงานสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่มีเพียง 8 พื้นที่เท่านั้นที่มีการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสถิติที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลัง “หมดแรง” อย่างชัดเจน

    ตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอนี้ กลายเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่จะบีบคั้นให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องเร่งตัดสินใจ “ลดดอกเบี้ย” เร็วและแรงขึ้นในปี 2026 นี้ แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือนธันวาคมจะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 0.3% จากค่าเช่าบ้านและอาหาร แต่ความเสี่ยงที่คนอเมริกันจะตกงานจำนวนมากเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งตามกลไกเศรษฐกิจ เมื่อเฟดลดดอกเบี้ยเพื่อประคองการจ้างงาน จะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบเพิ่มขึ้น และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซี: ในมุมมองของการลงทุน นี่คือ “ข่าวดีในข่าวร้าย” สำหรับสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซี เพราะ:

    1. สภาพคล่อง (Liquidity): ตลาดแรงงานที่ย่ำแย่จะเร่งให้เฟดอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบผ่านการลดดอกเบี้ย ซึ่งเงินเหล่านี้มักจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง
    2. ดอลลาร์อ่อนค่า: เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว นักลงทุนจะมองหาแหล่งพักเงินใหม่ ซึ่ง Bitcoin มักจะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ในยามที่ระบบการเงินดั้งเดิมสั่นคลอน
    3. Risk-On Sentiment: ตลาดมักจะตอบรับเชิงบวกล่วงหน้า (Price-in) ทันทีที่เห็นโอกาสในการลดดอกเบี้ย ทำให้ช่วงไตรมาส 1 ของปี 2026 นี้ อาจเป็นช่วงเวลาทองของตลาดคริปโทฯ ท่ามกลางเศรษฐกิจจริงที่ซบเซา

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องจับตาดูภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง) อย่างใกล้ชิด เพราะหากเงินเฟ้อไม่ยอมลงแต่คนตกงานเพิ่มขึ้น เฟดจะตกที่นั่งลำบากในการดำเนินนโยบาย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้ในระยะสั้น

    ที่มา: bls

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/16/us-jobless-claims-rise-fed-rate-cut-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3co5sxXsobAJddK7FKP0SF