Category: ไอที

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศ “ส้มโอเวียงแก่น” เป็น GI น้องใหม่ ดัน “เชียงราย” ขึ้นแท่นอันดับ 2 จังหวัดที่มี GI มากที่สุดในไทย รวม 9 รายการ สร้างมูลค่าสู่ชุมชนรวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปี

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อคุ้มครองชื่อเสียง คุณภาพ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของผลไม้เศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย พร้อมยกระดับมูลค่าทางการตลาด เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และสนับสนุนการสร้างรายได้แก่เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการผลิตของชุมชน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การส่งเสริมการคุ้มครอง GI เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญตามนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา การขึ้นทะเบียนสินค้า GI จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับที่น่าเชื่อถือ พร้อมเชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าชุมชนท้องถิ่นของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” ผลไม้เด่นแห่งลุ่มน้ำงาว เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจากกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวก่ำล้านนา (ร่วมกับจังหวัดในภาคเหนืออีก 7 จังหวัด) และเครื่องเคลือบเวียงกาหลง โดยสินค้า GI ทั้ง 8 รายการก่อนหน้าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัดกว่า 300 ล้านบาทต่อปี และการขึ้นทะเบียน GI ส้มโอเวียงแก่นครั้งนี้ ส่งให้จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมาที่มีสินค้า GI 11 รายการ สะท้อนถึงทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมายาวนาน ตลอดจนศักยภาพของคนในพื้นที่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง

    นางอรมน กล่าวว่า ส้มโอเวียงแก่นปลูกในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลม่วงยาย ตำบลหล่ายงาว ตำบลปอ และตำบลท่าข้าม โดยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขา และมีแม่น้ำงาวไหลผ่านทุกตำบล ดินจึงเป็นดินตะกอนแม่น้ำที่อุดมด้วยอินทรียวัตถุ ระบายน้ำดี และมีค่าความเป็นกรด–ด่างเหมาะสม ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ส้มโอเวียงแก่นมีคุณภาพโดดเด่นทั้งด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และความสดฉ่ำ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

    ส้มโอเวียงแก่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มีทั้งหมด 3 พันธุ์ ได้แก่ 1) พันธุ์ขาวใหญ่ มีผลทรงรี น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1.2 – 2.5 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอมเหลือง เนื้อแน่นกรอบ ฉ่ำน้ำ มีสีขาวอมเหลืองอ่อน รสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีความซ่า ฝาดและขมเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ 2) พันธุ์ทองดี มีผลทรงกลมแป้น น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1 – 2 กิโลกรัม เปลือกสีเหลือง เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ มีสีชมพูอ่อน รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีความขมและซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ และ 3) พันธุ์เซลเลอร์ มีผลทรงกลม น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 0.8 – 2.0 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอ่อน เนื้อกรอบ มีสีแดงทับทิม รสชาติหวานอมเปรี้ยวมีความซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตส้มโอเวียงแก่นในจังหวัดเชียงราย 1,383 ครัวเรือน มีผลผลิตเฉลี่ยราว 25,130 ตันต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 100 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี มีประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ไทยที่สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียน GI “ส้มโอเวียงแก่น” ไม่เพียงเป็นการคุ้มครองชื่อสินค้าและคุณภาพตามแหล่งภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรเพิ่มรายได้เกษตรกร และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน โดยหลังจากสินค้าได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว กรมฯ จะเดินหน้าขับเคลื่อนงาน GI ต่อเนื่องไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปจนถึงการส่งเสริมช่องทางการตลาด เพื่อเพิ่มรายได้และต่อยอดธุรกิจชุมชน พร้อมกระจายประโยชน์จากการขึ้นทะเบียน GI สู่ผู้ประกอบการทุกภาคส่วน

    นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังได้ขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ อาทิ TikTok Shop Shopee และ Lazada เพื่อสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ออนไลน์ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้า ผ่านการไลฟ์สด การจัดทำคลิปสั้น และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ควบคู่กับการเปิดตลาดส่งออกสู่ต่างประเทศ และการเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งในเวทีการค้าระดับสากล พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/990159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37BNZHfNafNmjYgnd66dLS

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศ “ส้มโอเวียงแก่น” เป็น GI น้องใหม่ ดัน “เชียงราย” ขึ้นแท่นอันดับ 2 จังหวัดที่มี GI มากที่สุดในไทย รวม 9 รายการ สร้างมูลค่าสู่ชุมชนรวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปี

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อคุ้มครองชื่อเสียง คุณภาพ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของผลไม้เศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย พร้อมยกระดับมูลค่าทางการตลาด เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และสนับสนุนการสร้างรายได้แก่เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการผลิตของชุมชน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การส่งเสริมการคุ้มครอง GI เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญตามนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา การขึ้นทะเบียนสินค้า GI จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับที่น่าเชื่อถือ พร้อมเชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าชุมชนท้องถิ่นของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” ผลไม้เด่นแห่งลุ่มน้ำงาว เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจากกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวก่ำล้านนา (ร่วมกับจังหวัดในภาคเหนืออีก 7 จังหวัด) และเครื่องเคลือบเวียงกาหลง โดยสินค้า GI ทั้ง 8 รายการก่อนหน้าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัดกว่า 300 ล้านบาทต่อปี และการขึ้นทะเบียน GI ส้มโอเวียงแก่นครั้งนี้ ส่งให้จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมาที่มีสินค้า GI 11 รายการ สะท้อนถึงทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมายาวนาน ตลอดจนศักยภาพของคนในพื้นที่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง

    นางอรมน กล่าวว่า ส้มโอเวียงแก่นปลูกในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลม่วงยาย ตำบลหล่ายงาว ตำบลปอ และตำบลท่าข้าม โดยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขา และมีแม่น้ำงาวไหลผ่านทุกตำบล ดินจึงเป็นดินตะกอนแม่น้ำที่อุดมด้วยอินทรียวัตถุ ระบายน้ำดี และมีค่าความเป็นกรด–ด่างเหมาะสม ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ส้มโอเวียงแก่นมีคุณภาพโดดเด่นทั้งด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และความสดฉ่ำ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

    ส้มโอเวียงแก่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มีทั้งหมด 3 พันธุ์ ได้แก่ 1) พันธุ์ขาวใหญ่ มีผลทรงรี น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1.2 – 2.5 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอมเหลือง เนื้อแน่นกรอบ ฉ่ำน้ำ มีสีขาวอมเหลืองอ่อน รสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีความซ่า ฝาดและขมเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ 2) พันธุ์ทองดี มีผลทรงกลมแป้น น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1 – 2 กิโลกรัม เปลือกสีเหลือง เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ มีสีชมพูอ่อน รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีความขมและซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ และ 3) พันธุ์เซลเลอร์ มีผลทรงกลม น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 0.8 – 2.0 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอ่อน เนื้อกรอบ มีสีแดงทับทิม รสชาติหวานอมเปรี้ยวมีความซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตส้มโอเวียงแก่นในจังหวัดเชียงราย 1,383 ครัวเรือน มีผลผลิตเฉลี่ยราว 25,130 ตันต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 100 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี มีประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ไทยที่สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียน GI “ส้มโอเวียงแก่น” ไม่เพียงเป็นการคุ้มครองชื่อสินค้าและคุณภาพตามแหล่งภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรเพิ่มรายได้เกษตรกร และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน โดยหลังจากสินค้าได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว กรมฯ จะเดินหน้าขับเคลื่อนงาน GI ต่อเนื่องไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปจนถึงการส่งเสริมช่องทางการตลาด เพื่อเพิ่มรายได้และต่อยอดธุรกิจชุมชน พร้อมกระจายประโยชน์จากการขึ้นทะเบียน GI สู่ผู้ประกอบการทุกภาคส่วน

    นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังได้ขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ อาทิ TikTok Shop Shopee และ Lazada เพื่อสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ออนไลน์ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้า ผ่านการไลฟ์สด การจัดทำคลิปสั้น และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ควบคู่กับการเปิดตลาดส่งออกสู่ต่างประเทศ และการเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งในเวทีการค้าระดับสากล พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/990159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37BNZHfNafNmjYgnd66dLS

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศ “ส้มโอเวียงแก่น” เป็น GI น้องใหม่ ดัน “เชียงราย” ขึ้นแท่นอันดับ 2 จังหวัดที่มี GI มากที่สุดในไทย รวม 9 รายการ สร้างมูลค่าสู่ชุมชนรวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปี

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อคุ้มครองชื่อเสียง คุณภาพ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของผลไม้เศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย พร้อมยกระดับมูลค่าทางการตลาด เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และสนับสนุนการสร้างรายได้แก่เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการผลิตของชุมชน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การส่งเสริมการคุ้มครอง GI เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญตามนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา การขึ้นทะเบียนสินค้า GI จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับที่น่าเชื่อถือ พร้อมเชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าชุมชนท้องถิ่นของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” ผลไม้เด่นแห่งลุ่มน้ำงาว เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจากกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวก่ำล้านนา (ร่วมกับจังหวัดในภาคเหนืออีก 7 จังหวัด) และเครื่องเคลือบเวียงกาหลง โดยสินค้า GI ทั้ง 8 รายการก่อนหน้าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัดกว่า 300 ล้านบาทต่อปี และการขึ้นทะเบียน GI ส้มโอเวียงแก่นครั้งนี้ ส่งให้จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมาที่มีสินค้า GI 11 รายการ สะท้อนถึงทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมายาวนาน ตลอดจนศักยภาพของคนในพื้นที่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง

    นางอรมน กล่าวว่า ส้มโอเวียงแก่นปลูกในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลม่วงยาย ตำบลหล่ายงาว ตำบลปอ และตำบลท่าข้าม โดยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขา และมีแม่น้ำงาวไหลผ่านทุกตำบล ดินจึงเป็นดินตะกอนแม่น้ำที่อุดมด้วยอินทรียวัตถุ ระบายน้ำดี และมีค่าความเป็นกรด–ด่างเหมาะสม ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ส้มโอเวียงแก่นมีคุณภาพโดดเด่นทั้งด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และความสดฉ่ำ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

    ส้มโอเวียงแก่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มีทั้งหมด 3 พันธุ์ ได้แก่ 1) พันธุ์ขาวใหญ่ มีผลทรงรี น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1.2 – 2.5 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอมเหลือง เนื้อแน่นกรอบ ฉ่ำน้ำ มีสีขาวอมเหลืองอ่อน รสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีความซ่า ฝาดและขมเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ 2) พันธุ์ทองดี มีผลทรงกลมแป้น น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1 – 2 กิโลกรัม เปลือกสีเหลือง เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ มีสีชมพูอ่อน รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีความขมและซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ และ 3) พันธุ์เซลเลอร์ มีผลทรงกลม น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 0.8 – 2.0 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอ่อน เนื้อกรอบ มีสีแดงทับทิม รสชาติหวานอมเปรี้ยวมีความซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตส้มโอเวียงแก่นในจังหวัดเชียงราย 1,383 ครัวเรือน มีผลผลิตเฉลี่ยราว 25,130 ตันต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 100 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี มีประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ไทยที่สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียน GI “ส้มโอเวียงแก่น” ไม่เพียงเป็นการคุ้มครองชื่อสินค้าและคุณภาพตามแหล่งภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรเพิ่มรายได้เกษตรกร และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน โดยหลังจากสินค้าได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว กรมฯ จะเดินหน้าขับเคลื่อนงาน GI ต่อเนื่องไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปจนถึงการส่งเสริมช่องทางการตลาด เพื่อเพิ่มรายได้และต่อยอดธุรกิจชุมชน พร้อมกระจายประโยชน์จากการขึ้นทะเบียน GI สู่ผู้ประกอบการทุกภาคส่วน

    นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังได้ขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ อาทิ TikTok Shop Shopee และ Lazada เพื่อสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ออนไลน์ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้า ผ่านการไลฟ์สด การจัดทำคลิปสั้น และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ควบคู่กับการเปิดตลาดส่งออกสู่ต่างประเทศ และการเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งในเวทีการค้าระดับสากล พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/990159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37BNZHfNafNmjYgnd66dLS

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศ “ส้มโอเวียงแก่น” เป็น GI น้องใหม่ ดัน “เชียงราย” ขึ้นแท่นอันดับ 2 จังหวัดที่มี GI มากที่สุดในไทย รวม 9 รายการ สร้างมูลค่าสู่ชุมชนรวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปี

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อคุ้มครองชื่อเสียง คุณภาพ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของผลไม้เศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย พร้อมยกระดับมูลค่าทางการตลาด เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และสนับสนุนการสร้างรายได้แก่เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการผลิตของชุมชน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การส่งเสริมการคุ้มครอง GI เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญตามนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา การขึ้นทะเบียนสินค้า GI จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับที่น่าเชื่อถือ พร้อมเชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าชุมชนท้องถิ่นของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” ผลไม้เด่นแห่งลุ่มน้ำงาว เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจากกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวก่ำล้านนา (ร่วมกับจังหวัดในภาคเหนืออีก 7 จังหวัด) และเครื่องเคลือบเวียงกาหลง โดยสินค้า GI ทั้ง 8 รายการก่อนหน้าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัดกว่า 300 ล้านบาทต่อปี และการขึ้นทะเบียน GI ส้มโอเวียงแก่นครั้งนี้ ส่งให้จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมาที่มีสินค้า GI 11 รายการ สะท้อนถึงทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมายาวนาน ตลอดจนศักยภาพของคนในพื้นที่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง

    นางอรมน กล่าวว่า ส้มโอเวียงแก่นปลูกในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลม่วงยาย ตำบลหล่ายงาว ตำบลปอ และตำบลท่าข้าม โดยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขา และมีแม่น้ำงาวไหลผ่านทุกตำบล ดินจึงเป็นดินตะกอนแม่น้ำที่อุดมด้วยอินทรียวัตถุ ระบายน้ำดี และมีค่าความเป็นกรด–ด่างเหมาะสม ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ส้มโอเวียงแก่นมีคุณภาพโดดเด่นทั้งด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และความสดฉ่ำ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

    ส้มโอเวียงแก่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มีทั้งหมด 3 พันธุ์ ได้แก่ 1) พันธุ์ขาวใหญ่ มีผลทรงรี น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1.2 – 2.5 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอมเหลือง เนื้อแน่นกรอบ ฉ่ำน้ำ มีสีขาวอมเหลืองอ่อน รสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีความซ่า ฝาดและขมเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ 2) พันธุ์ทองดี มีผลทรงกลมแป้น น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1 – 2 กิโลกรัม เปลือกสีเหลือง เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ มีสีชมพูอ่อน รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีความขมและซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ และ 3) พันธุ์เซลเลอร์ มีผลทรงกลม น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 0.8 – 2.0 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอ่อน เนื้อกรอบ มีสีแดงทับทิม รสชาติหวานอมเปรี้ยวมีความซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตส้มโอเวียงแก่นในจังหวัดเชียงราย 1,383 ครัวเรือน มีผลผลิตเฉลี่ยราว 25,130 ตันต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 100 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี มีประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ไทยที่สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียน GI “ส้มโอเวียงแก่น” ไม่เพียงเป็นการคุ้มครองชื่อสินค้าและคุณภาพตามแหล่งภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรเพิ่มรายได้เกษตรกร และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน โดยหลังจากสินค้าได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว กรมฯ จะเดินหน้าขับเคลื่อนงาน GI ต่อเนื่องไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปจนถึงการส่งเสริมช่องทางการตลาด เพื่อเพิ่มรายได้และต่อยอดธุรกิจชุมชน พร้อมกระจายประโยชน์จากการขึ้นทะเบียน GI สู่ผู้ประกอบการทุกภาคส่วน

    นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังได้ขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ อาทิ TikTok Shop Shopee และ Lazada เพื่อสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ออนไลน์ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้า ผ่านการไลฟ์สด การจัดทำคลิปสั้น และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ควบคู่กับการเปิดตลาดส่งออกสู่ต่างประเทศ และการเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งในเวทีการค้าระดับสากล พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/990159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37BNZHfNafNmjYgnd66dLS

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศ “ส้มโอเวียงแก่น” เป็น GI น้องใหม่ ดัน “เชียงราย” ขึ้นแท่นอันดับ 2 จังหวัดที่มี GI มากที่สุดในไทย รวม 9 รายการ สร้างมูลค่าสู่ชุมชนรวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปี

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อคุ้มครองชื่อเสียง คุณภาพ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของผลไม้เศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย พร้อมยกระดับมูลค่าทางการตลาด เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และสนับสนุนการสร้างรายได้แก่เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการผลิตของชุมชน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การส่งเสริมการคุ้มครอง GI เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญตามนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา การขึ้นทะเบียนสินค้า GI จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับที่น่าเชื่อถือ พร้อมเชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าชุมชนท้องถิ่นของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” ผลไม้เด่นแห่งลุ่มน้ำงาว เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจากกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวก่ำล้านนา (ร่วมกับจังหวัดในภาคเหนืออีก 7 จังหวัด) และเครื่องเคลือบเวียงกาหลง โดยสินค้า GI ทั้ง 8 รายการก่อนหน้าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัดกว่า 300 ล้านบาทต่อปี และการขึ้นทะเบียน GI ส้มโอเวียงแก่นครั้งนี้ ส่งให้จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมาที่มีสินค้า GI 11 รายการ สะท้อนถึงทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมายาวนาน ตลอดจนศักยภาพของคนในพื้นที่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง

    นางอรมน กล่าวว่า ส้มโอเวียงแก่นปลูกในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลม่วงยาย ตำบลหล่ายงาว ตำบลปอ และตำบลท่าข้าม โดยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขา และมีแม่น้ำงาวไหลผ่านทุกตำบล ดินจึงเป็นดินตะกอนแม่น้ำที่อุดมด้วยอินทรียวัตถุ ระบายน้ำดี และมีค่าความเป็นกรด–ด่างเหมาะสม ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ส้มโอเวียงแก่นมีคุณภาพโดดเด่นทั้งด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และความสดฉ่ำ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

    ส้มโอเวียงแก่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มีทั้งหมด 3 พันธุ์ ได้แก่ 1) พันธุ์ขาวใหญ่ มีผลทรงรี น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1.2 – 2.5 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอมเหลือง เนื้อแน่นกรอบ ฉ่ำน้ำ มีสีขาวอมเหลืองอ่อน รสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีความซ่า ฝาดและขมเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ 2) พันธุ์ทองดี มีผลทรงกลมแป้น น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1 – 2 กิโลกรัม เปลือกสีเหลือง เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ มีสีชมพูอ่อน รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีความขมและซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ และ 3) พันธุ์เซลเลอร์ มีผลทรงกลม น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 0.8 – 2.0 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอ่อน เนื้อกรอบ มีสีแดงทับทิม รสชาติหวานอมเปรี้ยวมีความซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตส้มโอเวียงแก่นในจังหวัดเชียงราย 1,383 ครัวเรือน มีผลผลิตเฉลี่ยราว 25,130 ตันต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 100 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี มีประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ไทยที่สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียน GI “ส้มโอเวียงแก่น” ไม่เพียงเป็นการคุ้มครองชื่อสินค้าและคุณภาพตามแหล่งภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรเพิ่มรายได้เกษตรกร และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน โดยหลังจากสินค้าได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว กรมฯ จะเดินหน้าขับเคลื่อนงาน GI ต่อเนื่องไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปจนถึงการส่งเสริมช่องทางการตลาด เพื่อเพิ่มรายได้และต่อยอดธุรกิจชุมชน พร้อมกระจายประโยชน์จากการขึ้นทะเบียน GI สู่ผู้ประกอบการทุกภาคส่วน

    นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังได้ขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ อาทิ TikTok Shop Shopee และ Lazada เพื่อสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ออนไลน์ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้า ผ่านการไลฟ์สด การจัดทำคลิปสั้น และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ควบคู่กับการเปิดตลาดส่งออกสู่ต่างประเทศ และการเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งในเวทีการค้าระดับสากล พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/990159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37BNZHfNafNmjYgnd66dLS

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศ “ส้มโอเวียงแก่น” เป็น GI น้องใหม่ ดัน “เชียงราย” ขึ้นแท่นอันดับ 2 จังหวัดที่มี GI มากที่สุดในไทย รวม 9 รายการ สร้างมูลค่าสู่ชุมชนรวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปี

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อคุ้มครองชื่อเสียง คุณภาพ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของผลไม้เศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย พร้อมยกระดับมูลค่าทางการตลาด เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และสนับสนุนการสร้างรายได้แก่เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการผลิตของชุมชน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การส่งเสริมการคุ้มครอง GI เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญตามนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา การขึ้นทะเบียนสินค้า GI จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับที่น่าเชื่อถือ พร้อมเชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าชุมชนท้องถิ่นของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” ผลไม้เด่นแห่งลุ่มน้ำงาว เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจากกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวก่ำล้านนา (ร่วมกับจังหวัดในภาคเหนืออีก 7 จังหวัด) และเครื่องเคลือบเวียงกาหลง โดยสินค้า GI ทั้ง 8 รายการก่อนหน้าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัดกว่า 300 ล้านบาทต่อปี และการขึ้นทะเบียน GI ส้มโอเวียงแก่นครั้งนี้ ส่งให้จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมาที่มีสินค้า GI 11 รายการ สะท้อนถึงทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมายาวนาน ตลอดจนศักยภาพของคนในพื้นที่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง

    นางอรมน กล่าวว่า ส้มโอเวียงแก่นปลูกในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลม่วงยาย ตำบลหล่ายงาว ตำบลปอ และตำบลท่าข้าม โดยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขา และมีแม่น้ำงาวไหลผ่านทุกตำบล ดินจึงเป็นดินตะกอนแม่น้ำที่อุดมด้วยอินทรียวัตถุ ระบายน้ำดี และมีค่าความเป็นกรด–ด่างเหมาะสม ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ส้มโอเวียงแก่นมีคุณภาพโดดเด่นทั้งด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และความสดฉ่ำ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

    ส้มโอเวียงแก่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มีทั้งหมด 3 พันธุ์ ได้แก่ 1) พันธุ์ขาวใหญ่ มีผลทรงรี น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1.2 – 2.5 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอมเหลือง เนื้อแน่นกรอบ ฉ่ำน้ำ มีสีขาวอมเหลืองอ่อน รสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีความซ่า ฝาดและขมเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ 2) พันธุ์ทองดี มีผลทรงกลมแป้น น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1 – 2 กิโลกรัม เปลือกสีเหลือง เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ มีสีชมพูอ่อน รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีความขมและซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ และ 3) พันธุ์เซลเลอร์ มีผลทรงกลม น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 0.8 – 2.0 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอ่อน เนื้อกรอบ มีสีแดงทับทิม รสชาติหวานอมเปรี้ยวมีความซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตส้มโอเวียงแก่นในจังหวัดเชียงราย 1,383 ครัวเรือน มีผลผลิตเฉลี่ยราว 25,130 ตันต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 100 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี มีประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ไทยที่สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียน GI “ส้มโอเวียงแก่น” ไม่เพียงเป็นการคุ้มครองชื่อสินค้าและคุณภาพตามแหล่งภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรเพิ่มรายได้เกษตรกร และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน โดยหลังจากสินค้าได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว กรมฯ จะเดินหน้าขับเคลื่อนงาน GI ต่อเนื่องไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปจนถึงการส่งเสริมช่องทางการตลาด เพื่อเพิ่มรายได้และต่อยอดธุรกิจชุมชน พร้อมกระจายประโยชน์จากการขึ้นทะเบียน GI สู่ผู้ประกอบการทุกภาคส่วน

    นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังได้ขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ อาทิ TikTok Shop Shopee และ Lazada เพื่อสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ออนไลน์ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้า ผ่านการไลฟ์สด การจัดทำคลิปสั้น และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ควบคู่กับการเปิดตลาดส่งออกสู่ต่างประเทศ และการเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งในเวทีการค้าระดับสากล พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/990159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37BNZHfNafNmjYgnd66dLS

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศ “ส้มโอเวียงแก่น” เป็น GI น้องใหม่ ดัน “เชียงราย” ขึ้นแท่นอันดับ 2 จังหวัดที่มี GI มากที่สุดในไทย รวม 9 รายการ สร้างมูลค่าสู่ชุมชนรวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปี

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อคุ้มครองชื่อเสียง คุณภาพ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของผลไม้เศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย พร้อมยกระดับมูลค่าทางการตลาด เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และสนับสนุนการสร้างรายได้แก่เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการผลิตของชุมชน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การส่งเสริมการคุ้มครอง GI เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญตามนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา การขึ้นทะเบียนสินค้า GI จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับที่น่าเชื่อถือ พร้อมเชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าชุมชนท้องถิ่นของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” ผลไม้เด่นแห่งลุ่มน้ำงาว เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจากกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวก่ำล้านนา (ร่วมกับจังหวัดในภาคเหนืออีก 7 จังหวัด) และเครื่องเคลือบเวียงกาหลง โดยสินค้า GI ทั้ง 8 รายการก่อนหน้าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัดกว่า 300 ล้านบาทต่อปี และการขึ้นทะเบียน GI ส้มโอเวียงแก่นครั้งนี้ ส่งให้จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมาที่มีสินค้า GI 11 รายการ สะท้อนถึงทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมายาวนาน ตลอดจนศักยภาพของคนในพื้นที่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง

    นางอรมน กล่าวว่า ส้มโอเวียงแก่นปลูกในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลม่วงยาย ตำบลหล่ายงาว ตำบลปอ และตำบลท่าข้าม โดยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขา และมีแม่น้ำงาวไหลผ่านทุกตำบล ดินจึงเป็นดินตะกอนแม่น้ำที่อุดมด้วยอินทรียวัตถุ ระบายน้ำดี และมีค่าความเป็นกรด–ด่างเหมาะสม ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ส้มโอเวียงแก่นมีคุณภาพโดดเด่นทั้งด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และความสดฉ่ำ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

    ส้มโอเวียงแก่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มีทั้งหมด 3 พันธุ์ ได้แก่ 1) พันธุ์ขาวใหญ่ มีผลทรงรี น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1.2 – 2.5 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอมเหลือง เนื้อแน่นกรอบ ฉ่ำน้ำ มีสีขาวอมเหลืองอ่อน รสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีความซ่า ฝาดและขมเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ 2) พันธุ์ทองดี มีผลทรงกลมแป้น น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1 – 2 กิโลกรัม เปลือกสีเหลือง เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ มีสีชมพูอ่อน รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีความขมและซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ และ 3) พันธุ์เซลเลอร์ มีผลทรงกลม น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 0.8 – 2.0 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอ่อน เนื้อกรอบ มีสีแดงทับทิม รสชาติหวานอมเปรี้ยวมีความซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตส้มโอเวียงแก่นในจังหวัดเชียงราย 1,383 ครัวเรือน มีผลผลิตเฉลี่ยราว 25,130 ตันต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 100 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี มีประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ไทยที่สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียน GI “ส้มโอเวียงแก่น” ไม่เพียงเป็นการคุ้มครองชื่อสินค้าและคุณภาพตามแหล่งภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรเพิ่มรายได้เกษตรกร และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน โดยหลังจากสินค้าได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว กรมฯ จะเดินหน้าขับเคลื่อนงาน GI ต่อเนื่องไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปจนถึงการส่งเสริมช่องทางการตลาด เพื่อเพิ่มรายได้และต่อยอดธุรกิจชุมชน พร้อมกระจายประโยชน์จากการขึ้นทะเบียน GI สู่ผู้ประกอบการทุกภาคส่วน

    นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังได้ขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ อาทิ TikTok Shop Shopee และ Lazada เพื่อสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ออนไลน์ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้า ผ่านการไลฟ์สด การจัดทำคลิปสั้น และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ควบคู่กับการเปิดตลาดส่งออกสู่ต่างประเทศ และการเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งในเวทีการค้าระดับสากล พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/990159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37BNZHfNafNmjYgnd66dLS

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศ “ส้มโอเวียงแก่น” เป็น GI น้องใหม่ ดัน “เชียงราย” ขึ้นแท่นอันดับ 2 จังหวัดที่มี GI มากที่สุดในไทย รวม 9 รายการ สร้างมูลค่าสู่ชุมชนรวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปี

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อคุ้มครองชื่อเสียง คุณภาพ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของผลไม้เศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย พร้อมยกระดับมูลค่าทางการตลาด เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และสนับสนุนการสร้างรายได้แก่เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการผลิตของชุมชน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การส่งเสริมการคุ้มครอง GI เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญตามนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา การขึ้นทะเบียนสินค้า GI จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับที่น่าเชื่อถือ พร้อมเชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าชุมชนท้องถิ่นของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” ผลไม้เด่นแห่งลุ่มน้ำงาว เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจากกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวก่ำล้านนา (ร่วมกับจังหวัดในภาคเหนืออีก 7 จังหวัด) และเครื่องเคลือบเวียงกาหลง โดยสินค้า GI ทั้ง 8 รายการก่อนหน้าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัดกว่า 300 ล้านบาทต่อปี และการขึ้นทะเบียน GI ส้มโอเวียงแก่นครั้งนี้ ส่งให้จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมาที่มีสินค้า GI 11 รายการ สะท้อนถึงทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมายาวนาน ตลอดจนศักยภาพของคนในพื้นที่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง

    นางอรมน กล่าวว่า ส้มโอเวียงแก่นปลูกในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลม่วงยาย ตำบลหล่ายงาว ตำบลปอ และตำบลท่าข้าม โดยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขา และมีแม่น้ำงาวไหลผ่านทุกตำบล ดินจึงเป็นดินตะกอนแม่น้ำที่อุดมด้วยอินทรียวัตถุ ระบายน้ำดี และมีค่าความเป็นกรด–ด่างเหมาะสม ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ส้มโอเวียงแก่นมีคุณภาพโดดเด่นทั้งด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และความสดฉ่ำ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

    ส้มโอเวียงแก่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มีทั้งหมด 3 พันธุ์ ได้แก่ 1) พันธุ์ขาวใหญ่ มีผลทรงรี น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1.2 – 2.5 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอมเหลือง เนื้อแน่นกรอบ ฉ่ำน้ำ มีสีขาวอมเหลืองอ่อน รสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีความซ่า ฝาดและขมเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ 2) พันธุ์ทองดี มีผลทรงกลมแป้น น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 1 – 2 กิโลกรัม เปลือกสีเหลือง เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ มีสีชมพูอ่อน รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีความขมและซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ และ 3) พันธุ์เซลเลอร์ มีผลทรงกลม น้ำหนักเฉลี่ยลูกละ 0.8 – 2.0 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอ่อน เนื้อกรอบ มีสีแดงทับทิม รสชาติหวานอมเปรี้ยวมีความซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์ โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตส้มโอเวียงแก่นในจังหวัดเชียงราย 1,383 ครัวเรือน มีผลผลิตเฉลี่ยราว 25,130 ตันต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 100 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี มีประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ไทยที่สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียน GI “ส้มโอเวียงแก่น” ไม่เพียงเป็นการคุ้มครองชื่อสินค้าและคุณภาพตามแหล่งภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรเพิ่มรายได้เกษตรกร และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน โดยหลังจากสินค้าได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว กรมฯ จะเดินหน้าขับเคลื่อนงาน GI ต่อเนื่องไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปจนถึงการส่งเสริมช่องทางการตลาด เพื่อเพิ่มรายได้และต่อยอดธุรกิจชุมชน พร้อมกระจายประโยชน์จากการขึ้นทะเบียน GI สู่ผู้ประกอบการทุกภาคส่วน

    นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังได้ขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ อาทิ TikTok Shop Shopee และ Lazada เพื่อสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ออนไลน์ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้า ผ่านการไลฟ์สด การจัดทำคลิปสั้น และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ควบคู่กับการเปิดตลาดส่งออกสู่ต่างประเทศ และการเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งในเวทีการค้าระดับสากล พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/990159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37BNZHfNafNmjYgnd66dLS

  • เปิดประสบการณ์ผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน สู่โลกซินโครตรอน เชื่อมเครือข่ายเทคโนโลยีขั้นสูง สร้างผู้นำอุตสาหกรรมอนาคต

    เปิดประสบการณ์ผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน สู่โลกซินโครตรอน เชื่อมเครือข่ายเทคโนโลยีขั้นสูง สร้างผู้นำอุตสาหกรรมอนาคต

    การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นำคณะ “เครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอนาคต” ศึกษาเทคโนโลยีซินโครตรอน หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม ณ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เสริมสร้างศักยภาพผู้บริหารภาครัฐและเอกชน มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำคัญในอนาคต พร้อมส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยและภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

    นครราชสีมา – รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ผู้ริเริ่มการอบรมหลักสูตรเครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอนาคต พร้อม คุณสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คณะผู้บริหารการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นำคณะผู้เข้าอบรมหลักสูตร “เครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอนาคต” (Technology & Innovation Networking for Future Industries: TechNet) รุ่นที่ 1 ซึ่งจัดโดยสถาบันวิทยาการอุตสาหกรรม ภายใต้ กนอ. ศึกษาดูงานเทคโนโลยีซินโครตรอน เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมที่สำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม เมื่อวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 ณ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จ.นครราชสีมา

    โดยมี ดร.สุพัฒน์ กลิ่นเขียว รองผู้อำนวยการปฏิบัติการเครื่องกำเนิดแสงสยาม 1 พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและนักวิจัยของสถาบันฯ ให้การต้อนรับ

    ดร.ศรายุทธ ตั้นมี หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร กล่าวว่า “เครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอนาคตนี้ประกอบด้วยคณะผู้บริหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จะได้รับความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิจัยและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และเปิดมุมมองในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ต่อยอดสู่การพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม”

    โอกาสนี้ คณะ TechNet ได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการแสงสยาม ห้องปฏิบัติการสนับสนุนทางเทคนิคและวิศวกรรม ห้องปฏิบัติการเครื่องเร่งอนุภาคแนวตรง ห้องปฏิบัติการอาหารและการเกษตร รวมถึงชมตัวอย่างผลงานที่สถาบันฯ ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมตอบโจทย์การใช้งานจริง อาทิ การพัฒนาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” สูตรลดปริมาณโซเดียม โลชั่นมามาคาระสำหรับบำรุงผิวเด็กและครอบครัว เจลอาบน้ำโชกุบุสซึ สกิน โซลูชั่น ซีรีย์ เทคโนโลยีการเคลือบฟิล์มบางคาร์บอนเสมือนเพชร (Diamond-like Carbon: DLC) สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเลียม รวมถึงเทคโนโลยีการผลิตกราฟีนจากวัสดุเหลือทิ้งในระดับอุตสาหกรรม

    “การศึกษาดูงานครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ระหว่างผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันวิจัย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ผ่านการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ระดับประเทศอย่างเต็มศักยภาพ” ดร.ศรายุทธ ตั้นมี กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/990109&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mZMgwgkO2VQVfGI2VpwlX

  • จุฬาฯ เชิญร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “CU Etiquettes” รุ่นที่ 2

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสำนักบริหารกิจการนิสิต ร่วมกับกลุ่มภารกิจพิธีการและกิจการพิเศษ ศูนย์บริหารกลาง และฝ่ายการเรียนรู้และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “CU Etiquettes : การพัฒนาศักยภาพด้านมารยาทไทยและมารยาทในสังคมสำหรับบุคลากรและนิสิตจุฬาฯ” รุ่นที่ 2 เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านมารยาทและงานพิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสม และสามารถนำไปใช้ได้จริง มีการอบรมในสองหัวข้อดังนี้

    – การอบรมสำหรับบุคลากรจุฬาฯ เรื่อง “พิธีสงฆ์ มารยาทไทย และมารยาทสากลในงานพิธีการ” ระหว่างวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 ณ ห้อง 2001 ชั้น 20 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (อาคารจามจุรี 10) เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจด้านงานพิธีการของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ในโอกาสที่มีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จฯ ครอบคลุมสาระสำคัญ อาทิ

    • ขั้นตอนการถวายงานและถวายความเคารพ
    • การทูลเกล้าฯ ถวายสิ่งของ
    • มารยาทและการวางตัวในงานพิธีการและงานทางการ
    • การปฏิบัติงานด้านพิธีการอย่างถูกต้องตามราชประเพณีและหลักสากล

    รับบุคลากรเข้าอบรมจำนวน 60 คน

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ น.ส.ชุติมา จันกิมฮะ โทร. 0- 2218- 0261 และ น.ส.กนกนภัส สายเนตร โทร. 0 -2218 -0378

    – การอบรมสำหรับนิสิตจุฬาฯ หัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพด้านมารยาทไทยและมารยาทในสังคม” ในวันที่  7 และ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องรับรอง หอประชุมจุฬาฯ เพื่อมุ่งพัฒนานิสิตให้มีความรู้ ความเข้าใจ และบุคลิกภาพที่เหมาะสมในฐานะตัวแทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครอบคลุม

    • มารยาทไทยพื้นฐานและมารยาทในสังคม
    • การแสดงออกและการวางตัวอย่างเหมาะสมในงานพิธีและกิจกรรมสำคัญ
    • การเตรียมความพร้อมนิสิตในการเข้าร่วมกิจกรรมพิธีการและกิจกรรมทางสังคมในระดับต่าง ๆ

    รับนิสิตเข้าอบรมจำนวน 40 คน

    ผู้สนใจสามารถสมัครผ่าน QR Code ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569

          สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ E-mail: Chula.Etiquette@gmail.com  หรือที่  IG : chula_etiquette

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/283162/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tAuEQ40rUPZWCr52qxgVA