Category: ไอที

  • TISCO ESU ส่องเศรษฐกิจจีนในปี 2025 เติบโตได้ 5.0% ตามเป้าหมายของทางการ แม้ GDP ในไตรมาส 4/2025 ชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.5% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน:ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจจากสถาบัน ZEW (ZEW Survey Expectations) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • เศรษฐกิจจีน (Real GDP growth) ในไตรมาส 4/2025 เติบโต 4.5% YoY ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ชะลอตัวลงจาก 4.8% ในไตรมาส 3/2025 และถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2022 ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปี 2025 (Full-year GDP growth) อยู่ที่ 5.0% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ทางการจีนได้ตั้งไว้ที่ “ราว 5%”

    • แม้เศรษฐกิจจีนจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายของทางการ แต่เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ในฝั่งของอุปสงค์ในประเทศส่งสัญญาณอ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • ยอดค้าปลีก (Retail sales)

       ในเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 0.9% YoY ชะลอตัวลงจาก 1.3% ในเดือน พ.ย. และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.0% YoY โดยการเติบโตของยอดค้าปลีกในเดือน ธ.ค. ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่การกลับมาเปิดประเทศหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2022 โดยยอดค้าปลีกในปี 2025 ขยายตัว 3.7% YoY

    • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed assets investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. 2025 ปรับลดลง -3.8% YTD YoY (vs. -2.6% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -3.1% YTD YoY โดยปี 2025 ถือเป็นปีแรกในรอบ 30 ปี ที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนหดตัวนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการเก็บข้อมูล

    • การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -17.2% YTD YoY (vs. -15.9% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -16.5% YTD YoY

    • ยอดขายที่อยู่อาศัย (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -13.0% YTD YoY (vs. -11.2% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) ขณะที่ราคาบ้านยังลดลงต่อเนื่อง ทั้งราคาบ้านใหม่และราคาบ้านมือสอง

    • ทั้งนี้ 

      การผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial production)

       เติบโตได้ดีกว่าคาด โดยในเดือน ธ.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.2% YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน (vs. 4.8% ในเดือน พ.ย.) และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 5.0% YoY ตามทิศทางของภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยทั้งปี 2025 การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.9% YoY

    • ด้านอัตราการว่างงาน (Surveyed unemployment) ทรงตัวที่ 5.1% ในเดือน ธ.ค. 2025

    • ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งไม่ได้ปรับค่าตามการเปลี่ยนแปลงของราคา (Nominal GDP growth)  อยู่ที่ 4.0% ในปี 2025 ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1976 (ไม่นับรวมช่วง COVID-19) โดยถูกกดดันจากภาวะเงินฝืดที่ได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แต่เราคาดว่าระดับราคาจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้ในปีนี้ จากราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ตลอดจนมาตรการ Anti-involution ของทางการจีนที่ช่วยควบคุมการแข่งขันและการตัดราคาในภาคอุตสาหกรรม

    • เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในเศรษฐกิจจีนระหว่างการผลิตและการส่งออกที่แข็งแกร่ง และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ทั้งในด้านการลงทุน การบริโภค ตลอดจนภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคธุรกิจยังคงซบเซา ตามทิศทางของตลาดแรงงานที่อ่อนแอและราคาบ้านที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ

    • ในปี 2026 คาดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลง (Bloomberg consensus คาด Real GDP growth ในปี 2026 อยู่ที่ 4.5%) โดยภาคการผลิตจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม High-tech manufacturing  ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า หากทางการจีนไม่มีการออกมาตรการสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรการอุดหนุนการซื้อสินค้าคงทน (Trade-in program) ที่ได้ประกาศออกมาในช่วงต้นปี โดยเราคาดว่าทางการจีนมีแนวโน้มตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth target) ในปี 2026 ไว้ที่ “ราว 5%” เช่นเดียวกับในปี 2025 (แต่อาจมีโอกาสที่ทางการจีนจะตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4.5-5% หลังผู้นำระดับสูงเน้นเรื่องการเติบโตแบบมีคุณภาพ (High-quality growth) มากขึ้น) ด้านเป้าหมายการขาดดุลการคลัง (Official fiscal deficit) ยังมีแนวโน้มอยู่ที่ระดับ 4.0% ของ GDP เช่นเดียวกับในปี 2025 นอกจากนี้ เราคาดว่า ธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 20 bps และลดอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย (RRR) 50 bps ในปีนี้ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและสภาพคล่องในประเทศต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/20/610769/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21zjZPZSJJEe5b9AJx6IWS

  • TISCO ESU ส่องเศรษฐกิจจีนในปี 2025 เติบโตได้ 5.0% ตามเป้าหมายของทางการ แม้ GDP ในไตรมาส 4/2025 ชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.5% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน:ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจจากสถาบัน ZEW (ZEW Survey Expectations) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • เศรษฐกิจจีน (Real GDP growth) ในไตรมาส 4/2025 เติบโต 4.5% YoY ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ชะลอตัวลงจาก 4.8% ในไตรมาส 3/2025 และถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2022 ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปี 2025 (Full-year GDP growth) อยู่ที่ 5.0% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ทางการจีนได้ตั้งไว้ที่ “ราว 5%”

    • แม้เศรษฐกิจจีนจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายของทางการ แต่เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ในฝั่งของอุปสงค์ในประเทศส่งสัญญาณอ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • ยอดค้าปลีก (Retail sales)

       ในเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 0.9% YoY ชะลอตัวลงจาก 1.3% ในเดือน พ.ย. และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.0% YoY โดยการเติบโตของยอดค้าปลีกในเดือน ธ.ค. ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่การกลับมาเปิดประเทศหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2022 โดยยอดค้าปลีกในปี 2025 ขยายตัว 3.7% YoY

    • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed assets investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. 2025 ปรับลดลง -3.8% YTD YoY (vs. -2.6% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -3.1% YTD YoY โดยปี 2025 ถือเป็นปีแรกในรอบ 30 ปี ที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนหดตัวนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการเก็บข้อมูล

    • การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -17.2% YTD YoY (vs. -15.9% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -16.5% YTD YoY

    • ยอดขายที่อยู่อาศัย (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -13.0% YTD YoY (vs. -11.2% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) ขณะที่ราคาบ้านยังลดลงต่อเนื่อง ทั้งราคาบ้านใหม่และราคาบ้านมือสอง

    • ทั้งนี้ 

      การผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial production)

       เติบโตได้ดีกว่าคาด โดยในเดือน ธ.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.2% YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน (vs. 4.8% ในเดือน พ.ย.) และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 5.0% YoY ตามทิศทางของภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยทั้งปี 2025 การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.9% YoY

    • ด้านอัตราการว่างงาน (Surveyed unemployment) ทรงตัวที่ 5.1% ในเดือน ธ.ค. 2025

    • ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งไม่ได้ปรับค่าตามการเปลี่ยนแปลงของราคา (Nominal GDP growth)  อยู่ที่ 4.0% ในปี 2025 ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1976 (ไม่นับรวมช่วง COVID-19) โดยถูกกดดันจากภาวะเงินฝืดที่ได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แต่เราคาดว่าระดับราคาจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้ในปีนี้ จากราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ตลอดจนมาตรการ Anti-involution ของทางการจีนที่ช่วยควบคุมการแข่งขันและการตัดราคาในภาคอุตสาหกรรม

    • เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในเศรษฐกิจจีนระหว่างการผลิตและการส่งออกที่แข็งแกร่ง และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ทั้งในด้านการลงทุน การบริโภค ตลอดจนภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคธุรกิจยังคงซบเซา ตามทิศทางของตลาดแรงงานที่อ่อนแอและราคาบ้านที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ

    • ในปี 2026 คาดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลง (Bloomberg consensus คาด Real GDP growth ในปี 2026 อยู่ที่ 4.5%) โดยภาคการผลิตจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม High-tech manufacturing  ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า หากทางการจีนไม่มีการออกมาตรการสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรการอุดหนุนการซื้อสินค้าคงทน (Trade-in program) ที่ได้ประกาศออกมาในช่วงต้นปี โดยเราคาดว่าทางการจีนมีแนวโน้มตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth target) ในปี 2026 ไว้ที่ “ราว 5%” เช่นเดียวกับในปี 2025 (แต่อาจมีโอกาสที่ทางการจีนจะตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4.5-5% หลังผู้นำระดับสูงเน้นเรื่องการเติบโตแบบมีคุณภาพ (High-quality growth) มากขึ้น) ด้านเป้าหมายการขาดดุลการคลัง (Official fiscal deficit) ยังมีแนวโน้มอยู่ที่ระดับ 4.0% ของ GDP เช่นเดียวกับในปี 2025 นอกจากนี้ เราคาดว่า ธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 20 bps และลดอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย (RRR) 50 bps ในปีนี้ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและสภาพคล่องในประเทศต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/20/610769/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21zjZPZSJJEe5b9AJx6IWS

  • TISCO ESU ส่องเศรษฐกิจจีนในปี 2025 เติบโตได้ 5.0% ตามเป้าหมายของทางการ แม้ GDP ในไตรมาส 4/2025 ชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.5% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน:ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจจากสถาบัน ZEW (ZEW Survey Expectations) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • เศรษฐกิจจีน (Real GDP growth) ในไตรมาส 4/2025 เติบโต 4.5% YoY ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ชะลอตัวลงจาก 4.8% ในไตรมาส 3/2025 และถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2022 ทั้งนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปี 2025 (Full-year GDP growth) อยู่ที่ 5.0% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ทางการจีนได้ตั้งไว้ที่ “ราว 5%”

    • แม้เศรษฐกิจจีนจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายของทางการ แต่เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ในฝั่งของอุปสงค์ในประเทศส่งสัญญาณอ่อนตัวลงต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    • ยอดค้าปลีก (Retail sales)

       ในเดือน ธ.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 0.9% YoY ชะลอตัวลงจาก 1.3% ในเดือน พ.ย. และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.0% YoY โดยการเติบโตของยอดค้าปลีกในเดือน ธ.ค. ถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่การกลับมาเปิดประเทศหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปี 2022 โดยยอดค้าปลีกในปี 2025 ขยายตัว 3.7% YoY

    • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed assets investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. 2025 ปรับลดลง -3.8% YTD YoY (vs. -2.6% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -3.1% YTD YoY โดยปี 2025 ถือเป็นปีแรกในรอบ 30 ปี ที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนหดตัวนับตั้งแต่ที่เริ่มมีการเก็บข้อมูล

    • การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -17.2% YTD YoY (vs. -15.9% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -16.5% YTD YoY

    • ยอดขายที่อยู่อาศัย (Property investment)

       ในเดือน ม.ค. – ธ.ค. ปรับลดลง -13.0% YTD YoY (vs. -11.2% YTD YoY ในเดือน ม.ค. – พ.ย.) ขณะที่ราคาบ้านยังลดลงต่อเนื่อง ทั้งราคาบ้านใหม่และราคาบ้านมือสอง

    • ทั้งนี้ 

      การผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial production)

       เติบโตได้ดีกว่าคาด โดยในเดือน ธ.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.2% YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน (vs. 4.8% ในเดือน พ.ย.) และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 5.0% YoY ตามทิศทางของภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยทั้งปี 2025 การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.9% YoY

    • ด้านอัตราการว่างงาน (Surveyed unemployment) ทรงตัวที่ 5.1% ในเดือน ธ.ค. 2025

    • ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งไม่ได้ปรับค่าตามการเปลี่ยนแปลงของราคา (Nominal GDP growth)  อยู่ที่ 4.0% ในปี 2025 ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1976 (ไม่นับรวมช่วง COVID-19) โดยถูกกดดันจากภาวะเงินฝืดที่ได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน แต่เราคาดว่าระดับราคาจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้ในปีนี้ จากราคาอาหารสดที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ตลอดจนมาตรการ Anti-involution ของทางการจีนที่ช่วยควบคุมการแข่งขันและการตัดราคาในภาคอุตสาหกรรม

    • เครื่องชี้ทางเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในเศรษฐกิจจีนระหว่างการผลิตและการส่งออกที่แข็งแกร่ง และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ทั้งในด้านการลงทุน การบริโภค ตลอดจนภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคธุรกิจยังคงซบเซา ตามทิศทางของตลาดแรงงานที่อ่อนแอและราคาบ้านที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ

    • ในปี 2026 คาดว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลง (Bloomberg consensus คาด Real GDP growth ในปี 2026 อยู่ที่ 4.5%) โดยภาคการผลิตจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม High-tech manufacturing  ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า หากทางการจีนไม่มีการออกมาตรการสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศเพิ่มเติมนอกเหนือจากมาตรการอุดหนุนการซื้อสินค้าคงทน (Trade-in program) ที่ได้ประกาศออกมาในช่วงต้นปี โดยเราคาดว่าทางการจีนมีแนวโน้มตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth target) ในปี 2026 ไว้ที่ “ราว 5%” เช่นเดียวกับในปี 2025 (แต่อาจมีโอกาสที่ทางการจีนจะตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 4.5-5% หลังผู้นำระดับสูงเน้นเรื่องการเติบโตแบบมีคุณภาพ (High-quality growth) มากขึ้น) ด้านเป้าหมายการขาดดุลการคลัง (Official fiscal deficit) ยังมีแนวโน้มอยู่ที่ระดับ 4.0% ของ GDP เช่นเดียวกับในปี 2025 นอกจากนี้ เราคาดว่า ธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 20 bps และลดอัตราเงินสำรองตามกฎหมาย (RRR) 50 bps ในปีนี้ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและสภาพคล่องในประเทศต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/20/610769/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21zjZPZSJJEe5b9AJx6IWS

  • L

    L

    LINE MAN RIDE ร่วมมือกับ บริษัท ไอทีพีพี จำกัด เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “LINE MAN EV” นำรถยนต์ไฟฟ้า BYD มาให้บริการ เพื่อยกระดับรถแท็กซี่ไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล สนับสนุนนโยบายสังคมคาร์บอนต่ำของประเทศ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ขับขี่และผู้ใช้บริการอย่างยั่งยืน

    LINE MAN RIDE จับมือ ไอทีพีพี เดินหน้าขยาย

    ความร่วมมือครั้งนี้ LINE MAN RIDE ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มหลักในการให้บริการเรียกรถยนต์ไฟฟ้า (EV Taxi) ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า BYD รุ่น E6 ในรูปแบบการเช่าระยะยาว 5 ปี เพื่อสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ผู้ขับขี่บนแอปฯ ควบคู่กับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดในภาคขนส่ง ซึ่งการนำแท็กซี่ไฟฟ้ามาให้บริการเชิงพาณิชย์ผ่านแพลตฟอร์ม LINE MAN ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการเดินทางเมื่อเทียบกับรถแท็กซี่ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบเดิม พร้อมช่วยลดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในเขตเมือง และส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน

    โครงการ “LINE MAN EV” สะท้อนความมุ่งมั่นของ LINE MAN ในการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสะอาด และนวัตกรรมการเดินทาง เพื่อสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ขับขี่และผู้ใช้บริการในระยะยาว

    สำหรับผู้ที่สนใจร่วมสมัครขับรถยนต์ EV กับ LINE MAN RIDE สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    LINE Official Account: @linemanev

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ievkco77gq63ly9z8owz4adws2gitejb&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GeQ60JgdeE5OADfqtfB3D

  • นูทานิคซ์ คาดการณ์ทางเทคโนโลยี ปี 2026

    บทความโดย

    นายลี แคสเวลล์, รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน, นูทานิคซ์

    นายเดโบโชติ ดัตตา, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์, นูทานิคซ์

    องค์กรจำนวนมากมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในการประยุกต์ใช้ AI ทั้งเรื่องของการกำหนดกลยุทธ์ด้านไอที โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงความปลอดภัยไซเบอร์ ผลสำรวจ Enterprise Cloud Index (ECI) ล่าสุดของนูทานิคซ์ เผยแนวโน้มสำคัญไม่ว่าจะเป็นความท้าทายในการปรับขนาดเวิร์กโหลด GenAI จากการพัฒนาสู่การใช้งานจริง การกำกับดูแลข้อมูลที่เกิดจากการใช้ GenAI ความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้ และการบูรณาการกับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่มีอยู่เดิม

    นายลี แคสเวลล์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน ของนูทานิคซ์ และนายเดโบโชติ ดัตตา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ ของนูทานิคซ์ ได้คาดการณ์ AI ในปี 2026 เพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรต่าง ๆ เตรียมพร้อมปลดล็อกและใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

    ธุรกิจต่าง ๆ จะเปลี่ยนจาก AI-first สู่ AI-smart

    องค์กรหลายแห่งกระโจนเข้าใช้ AI (AI-first) อย่างรวดเร็วโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา และขาดการวางแผนอย่างชัดเจนว่าจะใช้ AI กับงานส่วนใดของธุรกิจได้บ้างจริง ๆ เช่นเดียวกับช่วงที่กระแส cloud-first มาแรง ที่สุดท้ายแล้วองค์กรต่างต้องเริ่มกลับมาประเมินเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ของตัวเองใหม่ และพิจารณาอย่างจริงจังว่าจะนำ AI ไปใช้งานในส่วนใดจึงจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรบ้าง

    แอปพลิเคชัน AI กลายเป็นแอปพลิเคชันสำคัญต่อธุรกิจจนขาดไม่ได้อย่างรวดเร็วกว่าแอปฯ รูปแบบอื่นที่เราเคยเห็นมา ในปี 2026 องค์กรต่าง ๆ จะเริ่มผสานรวม AI เข้ากับระบบไอทีหลักขององค์กรโดยเน้นสามด้านสำคัญคือ ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นทางธุรกิจ, การจัดการและบำรุงรักษาระบบหลังการติดตั้ง (day two operations) และ ความปลอดภัย

    การมาถึงของ Enterprise AGI ที่ใกล้ความจริงเข้าไปทุกขณะ โดยมี AI Agents เป็นตัวขับเคลื่อน

    โมเดลและระบบ AI ที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน สามารถทำงานที่ยากมาก ๆ ที่แม้แต่มนุษย์ผู้เชี่ยวชาญที่สุดยังต้องยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูง หรือการเขียนโค้ดที่ซับซ้อน เมื่อมีการนำขีดความสามารถระดับสูงเหล่านี้มาปรับใช้และบูรณาการเข้ากับระบบขององค์กรผ่าน AI agents ก็จะทำให้ใกล้ถึงจุดที่ระบบสามารถทำงานในระดับที่ใกล้เคียงกับ AGI ซึ่งมีศักยภาพในการดำเนินงานส่วนใหญ่ขององค์กรให้สำเร็จได้อย่างเบ็ดเสร็จ

    การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีความเป็นอิสระและมีอำนาจจัดการเบ็ดเสร็จด้วยตนเอง โดยเฉพาะนอกประเทศสหรัฐอเมริกา

    การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้หลายประเทศเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีอิสระและควบคุมได้ด้วยตนเอง (Sovereign AI infrastructure) ทั้งในด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ทั้งในส่วนของการใช้งานทางธุรกิจทั่วไปและด้านอื่น ๆ ได้

    โดยเริ่มจากการมี GPU farms ระบบพลังงานและพื้นที่ใช้งานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงสแต็กซอฟต์แวร์และโมเดลพื้นฐาน เป็นของตนเอง และทั้งหมดนี้จะได้รับการปรับแต่งให้ตรงความต้องการเฉพาะด้วยข้อมูลที่เป็นสิทธิ์และอยู่ในการควบคุมของตนเอง ซึ่งจะทำให้เกิดสแต็กโครงสร้างพื้นฐานซอฟต์แวร์ใหม่ในที่สุด

    Sovereign edge จะยังคงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

    AI คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานมีลักษณะกระจายตัวมากขึ้น เพราะ AI เริ่มขยายขอบเขตไปประมวลผล ณ จุดกำเนิดของข้อมูล (edge) มากขึ้น องค์กรจึงต้องพิจารณาถึงเรื่องของการบริหารจัดการที่ต้องทำได้ทั่วโลก ความปลอดภัยแบบกระจายศูนย์ นโยบายการกู้คืนและทำลายระบบจากระยะไกล (remote recovery/destruction policies) ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการใช้เทคโนโลยี sovereign edge นอกจากนี้องค์กรยังต้องพึ่งพาวิศวกรรมด้านแพลตฟอร์มให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

    การใช้ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ธุรกิจต่างมองหาวิธีการประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AI ภายในพื้นที่การทำงานที่อยู่ในอำนาจควบคุมของตนเอง ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้โซลูชันด้านการบริหารจัดการที่ใช้ได้ทั่วโลกที่ผนวกรวมระบบความปลอดภัย และความแข็งแกร่งของการทำงานที่ edge เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อการควบคุมดูแลที่มีประสิทธิภาพ

    การเติบโตอย่างรวดเร็วของ open generative AI และ Agents ที่ทำงานอยู่ภายในองค์กร

    แม้จะยังมีความกังวลเกี่ยวกับ AI อยู่ไม่น้อย แต่ประโยชน์ที่ได้รับนั้นชัดเจนและจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกามีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากห้องปฏิบัติการด้านการพัฒนาโมเดลพื้นฐานต่าง ๆ และแอปพลิเคชันเปลี่ยนโลกอย่าง Cursor ในขณะที่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เกิดกระแสโอเพ่นโมเดลอย่างกว้างขวาง เช่น DeepSeek, Mistral และอื่น ๆ โมเดลเหล่านี้ได้รับการปรับแต่งด้วยข้อมูลเฉพาะที่อยู่ในการควบคุมขององค์กร เพื่อนำไปใช้งานภายในองค์กรนั้น ๆ

    ปัจจุบันเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สที่อาศัยการทำงานร่วมกับโมเดล open weights ที่พัฒนานอกประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถทำงานเทียบเคียงได้กับแอปพลิเคชัน AI ชั้นนำแล้ว นูทานิคซ์คาดว่าเทคโนโลยีที่เป็นระบบเปิดนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่ปรากฎการณ์ที่ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นตามประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีตามแนวคิด Jevon’s Paradox และจะเป็นแรงกดดันให้ค่ายโมเดลในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องลงมาแข่งขันในตลาด open weights models อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังก้าวสู่ทศวรรษแห่งสงครามแพลตฟอร์ม

    เรากำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่วงการเทคโนโลยีจะเต็มไปด้วยการขับเคี่ยวกันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ในด้านแพลตฟอร์ม ที่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์ใดฟีเจอร์หนึ่งอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของทั้งแพลตฟอร์ม องค์กรต่างๆ จะให้ความสำคัญกับโซลูชันที่เน้นเป็นแบบแพลตฟอร์มมากขึ้นเรื่อย ๆ โซลูชันที่ให้ความอิสระในการเลือกใช้เทคโนโลยี ควบคู่ไปกับความสามารถที่จะตอบโจทย์ตามลำดับความสำคัญหลักสามประการ ได้แก่ ความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น (resiliency) การปรับปรุงฮาร์ดแวร์ให้ทันสมัย และ การยกระดับซอฟต์แวร์ให้ทันสมัย

    เส้นทางสู่การสร้างนวัตกรรมที่เร็วที่สุดจะเกิดจากแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการให้อิสระในการเลือกใช้คอนเทนเนอร์ต่าง ๆ อิสระในการเลือกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และการเลือกหน่วยประมวลผลกราฟฟิก (GPUs) ผู้ให้บริการที่สามารถบูรณาการทางเลือกเหล่านี้เข้าด้วยกันได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วจะเป็นผู้คว้าชัยในยุคนี้ ขณะที่องค์กรที่เลือกใช้แพลตฟอร์มที่สมบูรณ์ที่สุด จะสามารถบริหารจัดการแอปพลิเคชันทั้งแบบดั้งเดิมและแอปพลิเคชันใหม่ที่ติดตั้งอยู่บนไฮบริดคลาวด์ รวมถึง ณ sovereign edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1555631&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw320O2cHVUIb2sChWuHMC8g

  • นูทานิคซ์ คาดการณ์ทางเทคโนโลยี ปี 2026

    บทความโดย

    นายลี แคสเวลล์, รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน, นูทานิคซ์

    นายเดโบโชติ ดัตตา, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์, นูทานิคซ์

    องค์กรจำนวนมากมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในการประยุกต์ใช้ AI ทั้งเรื่องของการกำหนดกลยุทธ์ด้านไอที โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงความปลอดภัยไซเบอร์ ผลสำรวจ Enterprise Cloud Index (ECI) ล่าสุดของนูทานิคซ์ เผยแนวโน้มสำคัญไม่ว่าจะเป็นความท้าทายในการปรับขนาดเวิร์กโหลด GenAI จากการพัฒนาสู่การใช้งานจริง การกำกับดูแลข้อมูลที่เกิดจากการใช้ GenAI ความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้ และการบูรณาการกับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่มีอยู่เดิม

    นายลี แคสเวลล์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน ของนูทานิคซ์ และนายเดโบโชติ ดัตตา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ ของนูทานิคซ์ ได้คาดการณ์ AI ในปี 2026 เพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรต่าง ๆ เตรียมพร้อมปลดล็อกและใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

    ธุรกิจต่าง ๆ จะเปลี่ยนจาก AI-first สู่ AI-smart

    องค์กรหลายแห่งกระโจนเข้าใช้ AI (AI-first) อย่างรวดเร็วโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา และขาดการวางแผนอย่างชัดเจนว่าจะใช้ AI กับงานส่วนใดของธุรกิจได้บ้างจริง ๆ เช่นเดียวกับช่วงที่กระแส cloud-first มาแรง ที่สุดท้ายแล้วองค์กรต่างต้องเริ่มกลับมาประเมินเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ของตัวเองใหม่ และพิจารณาอย่างจริงจังว่าจะนำ AI ไปใช้งานในส่วนใดจึงจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรบ้าง

    แอปพลิเคชัน AI กลายเป็นแอปพลิเคชันสำคัญต่อธุรกิจจนขาดไม่ได้อย่างรวดเร็วกว่าแอปฯ รูปแบบอื่นที่เราเคยเห็นมา ในปี 2026 องค์กรต่าง ๆ จะเริ่มผสานรวม AI เข้ากับระบบไอทีหลักขององค์กรโดยเน้นสามด้านสำคัญคือ ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นทางธุรกิจ, การจัดการและบำรุงรักษาระบบหลังการติดตั้ง (day two operations) และ ความปลอดภัย

    การมาถึงของ Enterprise AGI ที่ใกล้ความจริงเข้าไปทุกขณะ โดยมี AI Agents เป็นตัวขับเคลื่อน

    โมเดลและระบบ AI ที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน สามารถทำงานที่ยากมาก ๆ ที่แม้แต่มนุษย์ผู้เชี่ยวชาญที่สุดยังต้องยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูง หรือการเขียนโค้ดที่ซับซ้อน เมื่อมีการนำขีดความสามารถระดับสูงเหล่านี้มาปรับใช้และบูรณาการเข้ากับระบบขององค์กรผ่าน AI agents ก็จะทำให้ใกล้ถึงจุดที่ระบบสามารถทำงานในระดับที่ใกล้เคียงกับ AGI ซึ่งมีศักยภาพในการดำเนินงานส่วนใหญ่ขององค์กรให้สำเร็จได้อย่างเบ็ดเสร็จ

    การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีความเป็นอิสระและมีอำนาจจัดการเบ็ดเสร็จด้วยตนเอง โดยเฉพาะนอกประเทศสหรัฐอเมริกา

    การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้หลายประเทศเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีอิสระและควบคุมได้ด้วยตนเอง (Sovereign AI infrastructure) ทั้งในด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ทั้งในส่วนของการใช้งานทางธุรกิจทั่วไปและด้านอื่น ๆ ได้

    โดยเริ่มจากการมี GPU farms ระบบพลังงานและพื้นที่ใช้งานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงสแต็กซอฟต์แวร์และโมเดลพื้นฐาน เป็นของตนเอง และทั้งหมดนี้จะได้รับการปรับแต่งให้ตรงความต้องการเฉพาะด้วยข้อมูลที่เป็นสิทธิ์และอยู่ในการควบคุมของตนเอง ซึ่งจะทำให้เกิดสแต็กโครงสร้างพื้นฐานซอฟต์แวร์ใหม่ในที่สุด

    Sovereign edge จะยังคงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

    AI คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานมีลักษณะกระจายตัวมากขึ้น เพราะ AI เริ่มขยายขอบเขตไปประมวลผล ณ จุดกำเนิดของข้อมูล (edge) มากขึ้น องค์กรจึงต้องพิจารณาถึงเรื่องของการบริหารจัดการที่ต้องทำได้ทั่วโลก ความปลอดภัยแบบกระจายศูนย์ นโยบายการกู้คืนและทำลายระบบจากระยะไกล (remote recovery/destruction policies) ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการใช้เทคโนโลยี sovereign edge นอกจากนี้องค์กรยังต้องพึ่งพาวิศวกรรมด้านแพลตฟอร์มให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

    การใช้ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ธุรกิจต่างมองหาวิธีการประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AI ภายในพื้นที่การทำงานที่อยู่ในอำนาจควบคุมของตนเอง ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้โซลูชันด้านการบริหารจัดการที่ใช้ได้ทั่วโลกที่ผนวกรวมระบบความปลอดภัย และความแข็งแกร่งของการทำงานที่ edge เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อการควบคุมดูแลที่มีประสิทธิภาพ

    การเติบโตอย่างรวดเร็วของ open generative AI และ Agents ที่ทำงานอยู่ภายในองค์กร

    แม้จะยังมีความกังวลเกี่ยวกับ AI อยู่ไม่น้อย แต่ประโยชน์ที่ได้รับนั้นชัดเจนและจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกามีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากห้องปฏิบัติการด้านการพัฒนาโมเดลพื้นฐานต่าง ๆ และแอปพลิเคชันเปลี่ยนโลกอย่าง Cursor ในขณะที่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เกิดกระแสโอเพ่นโมเดลอย่างกว้างขวาง เช่น DeepSeek, Mistral และอื่น ๆ โมเดลเหล่านี้ได้รับการปรับแต่งด้วยข้อมูลเฉพาะที่อยู่ในการควบคุมขององค์กร เพื่อนำไปใช้งานภายในองค์กรนั้น ๆ

    ปัจจุบันเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สที่อาศัยการทำงานร่วมกับโมเดล open weights ที่พัฒนานอกประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถทำงานเทียบเคียงได้กับแอปพลิเคชัน AI ชั้นนำแล้ว นูทานิคซ์คาดว่าเทคโนโลยีที่เป็นระบบเปิดนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่ปรากฎการณ์ที่ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นตามประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีตามแนวคิด Jevon’s Paradox และจะเป็นแรงกดดันให้ค่ายโมเดลในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องลงมาแข่งขันในตลาด open weights models อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังก้าวสู่ทศวรรษแห่งสงครามแพลตฟอร์ม

    เรากำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่วงการเทคโนโลยีจะเต็มไปด้วยการขับเคี่ยวกันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ในด้านแพลตฟอร์ม ที่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์ใดฟีเจอร์หนึ่งอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของทั้งแพลตฟอร์ม องค์กรต่างๆ จะให้ความสำคัญกับโซลูชันที่เน้นเป็นแบบแพลตฟอร์มมากขึ้นเรื่อย ๆ โซลูชันที่ให้ความอิสระในการเลือกใช้เทคโนโลยี ควบคู่ไปกับความสามารถที่จะตอบโจทย์ตามลำดับความสำคัญหลักสามประการ ได้แก่ ความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น (resiliency) การปรับปรุงฮาร์ดแวร์ให้ทันสมัย และ การยกระดับซอฟต์แวร์ให้ทันสมัย

    เส้นทางสู่การสร้างนวัตกรรมที่เร็วที่สุดจะเกิดจากแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการให้อิสระในการเลือกใช้คอนเทนเนอร์ต่าง ๆ อิสระในการเลือกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และการเลือกหน่วยประมวลผลกราฟฟิก (GPUs) ผู้ให้บริการที่สามารถบูรณาการทางเลือกเหล่านี้เข้าด้วยกันได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วจะเป็นผู้คว้าชัยในยุคนี้ ขณะที่องค์กรที่เลือกใช้แพลตฟอร์มที่สมบูรณ์ที่สุด จะสามารถบริหารจัดการแอปพลิเคชันทั้งแบบดั้งเดิมและแอปพลิเคชันใหม่ที่ติดตั้งอยู่บนไฮบริดคลาวด์ รวมถึง ณ sovereign edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1555631&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw320O2cHVUIb2sChWuHMC8g

  • นูทานิคซ์ คาดการณ์ทางเทคโนโลยี ปี 2026

    บทความโดย

    นายลี แคสเวลล์, รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน, นูทานิคซ์

    นายเดโบโชติ ดัตตา, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์, นูทานิคซ์

    องค์กรจำนวนมากมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในการประยุกต์ใช้ AI ทั้งเรื่องของการกำหนดกลยุทธ์ด้านไอที โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงความปลอดภัยไซเบอร์ ผลสำรวจ Enterprise Cloud Index (ECI) ล่าสุดของนูทานิคซ์ เผยแนวโน้มสำคัญไม่ว่าจะเป็นความท้าทายในการปรับขนาดเวิร์กโหลด GenAI จากการพัฒนาสู่การใช้งานจริง การกำกับดูแลข้อมูลที่เกิดจากการใช้ GenAI ความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้ และการบูรณาการกับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่มีอยู่เดิม

    นายลี แคสเวลล์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน ของนูทานิคซ์ และนายเดโบโชติ ดัตตา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ ของนูทานิคซ์ ได้คาดการณ์ AI ในปี 2026 เพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรต่าง ๆ เตรียมพร้อมปลดล็อกและใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

    ธุรกิจต่าง ๆ จะเปลี่ยนจาก AI-first สู่ AI-smart

    องค์กรหลายแห่งกระโจนเข้าใช้ AI (AI-first) อย่างรวดเร็วโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา และขาดการวางแผนอย่างชัดเจนว่าจะใช้ AI กับงานส่วนใดของธุรกิจได้บ้างจริง ๆ เช่นเดียวกับช่วงที่กระแส cloud-first มาแรง ที่สุดท้ายแล้วองค์กรต่างต้องเริ่มกลับมาประเมินเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ของตัวเองใหม่ และพิจารณาอย่างจริงจังว่าจะนำ AI ไปใช้งานในส่วนใดจึงจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรบ้าง

    แอปพลิเคชัน AI กลายเป็นแอปพลิเคชันสำคัญต่อธุรกิจจนขาดไม่ได้อย่างรวดเร็วกว่าแอปฯ รูปแบบอื่นที่เราเคยเห็นมา ในปี 2026 องค์กรต่าง ๆ จะเริ่มผสานรวม AI เข้ากับระบบไอทีหลักขององค์กรโดยเน้นสามด้านสำคัญคือ ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นทางธุรกิจ, การจัดการและบำรุงรักษาระบบหลังการติดตั้ง (day two operations) และ ความปลอดภัย

    การมาถึงของ Enterprise AGI ที่ใกล้ความจริงเข้าไปทุกขณะ โดยมี AI Agents เป็นตัวขับเคลื่อน

    โมเดลและระบบ AI ที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน สามารถทำงานที่ยากมาก ๆ ที่แม้แต่มนุษย์ผู้เชี่ยวชาญที่สุดยังต้องยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูง หรือการเขียนโค้ดที่ซับซ้อน เมื่อมีการนำขีดความสามารถระดับสูงเหล่านี้มาปรับใช้และบูรณาการเข้ากับระบบขององค์กรผ่าน AI agents ก็จะทำให้ใกล้ถึงจุดที่ระบบสามารถทำงานในระดับที่ใกล้เคียงกับ AGI ซึ่งมีศักยภาพในการดำเนินงานส่วนใหญ่ขององค์กรให้สำเร็จได้อย่างเบ็ดเสร็จ

    การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีความเป็นอิสระและมีอำนาจจัดการเบ็ดเสร็จด้วยตนเอง โดยเฉพาะนอกประเทศสหรัฐอเมริกา

    การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้หลายประเทศเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีอิสระและควบคุมได้ด้วยตนเอง (Sovereign AI infrastructure) ทั้งในด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ทั้งในส่วนของการใช้งานทางธุรกิจทั่วไปและด้านอื่น ๆ ได้

    โดยเริ่มจากการมี GPU farms ระบบพลังงานและพื้นที่ใช้งานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงสแต็กซอฟต์แวร์และโมเดลพื้นฐาน เป็นของตนเอง และทั้งหมดนี้จะได้รับการปรับแต่งให้ตรงความต้องการเฉพาะด้วยข้อมูลที่เป็นสิทธิ์และอยู่ในการควบคุมของตนเอง ซึ่งจะทำให้เกิดสแต็กโครงสร้างพื้นฐานซอฟต์แวร์ใหม่ในที่สุด

    Sovereign edge จะยังคงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

    AI คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานมีลักษณะกระจายตัวมากขึ้น เพราะ AI เริ่มขยายขอบเขตไปประมวลผล ณ จุดกำเนิดของข้อมูล (edge) มากขึ้น องค์กรจึงต้องพิจารณาถึงเรื่องของการบริหารจัดการที่ต้องทำได้ทั่วโลก ความปลอดภัยแบบกระจายศูนย์ นโยบายการกู้คืนและทำลายระบบจากระยะไกล (remote recovery/destruction policies) ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการใช้เทคโนโลยี sovereign edge นอกจากนี้องค์กรยังต้องพึ่งพาวิศวกรรมด้านแพลตฟอร์มให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

    การใช้ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ธุรกิจต่างมองหาวิธีการประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AI ภายในพื้นที่การทำงานที่อยู่ในอำนาจควบคุมของตนเอง ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้โซลูชันด้านการบริหารจัดการที่ใช้ได้ทั่วโลกที่ผนวกรวมระบบความปลอดภัย และความแข็งแกร่งของการทำงานที่ edge เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อการควบคุมดูแลที่มีประสิทธิภาพ

    การเติบโตอย่างรวดเร็วของ open generative AI และ Agents ที่ทำงานอยู่ภายในองค์กร

    แม้จะยังมีความกังวลเกี่ยวกับ AI อยู่ไม่น้อย แต่ประโยชน์ที่ได้รับนั้นชัดเจนและจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกามีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากห้องปฏิบัติการด้านการพัฒนาโมเดลพื้นฐานต่าง ๆ และแอปพลิเคชันเปลี่ยนโลกอย่าง Cursor ในขณะที่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เกิดกระแสโอเพ่นโมเดลอย่างกว้างขวาง เช่น DeepSeek, Mistral และอื่น ๆ โมเดลเหล่านี้ได้รับการปรับแต่งด้วยข้อมูลเฉพาะที่อยู่ในการควบคุมขององค์กร เพื่อนำไปใช้งานภายในองค์กรนั้น ๆ

    ปัจจุบันเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สที่อาศัยการทำงานร่วมกับโมเดล open weights ที่พัฒนานอกประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถทำงานเทียบเคียงได้กับแอปพลิเคชัน AI ชั้นนำแล้ว นูทานิคซ์คาดว่าเทคโนโลยีที่เป็นระบบเปิดนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่ปรากฎการณ์ที่ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นตามประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีตามแนวคิด Jevon’s Paradox และจะเป็นแรงกดดันให้ค่ายโมเดลในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องลงมาแข่งขันในตลาด open weights models อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังก้าวสู่ทศวรรษแห่งสงครามแพลตฟอร์ม

    เรากำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่วงการเทคโนโลยีจะเต็มไปด้วยการขับเคี่ยวกันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ในด้านแพลตฟอร์ม ที่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์ใดฟีเจอร์หนึ่งอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของทั้งแพลตฟอร์ม องค์กรต่างๆ จะให้ความสำคัญกับโซลูชันที่เน้นเป็นแบบแพลตฟอร์มมากขึ้นเรื่อย ๆ โซลูชันที่ให้ความอิสระในการเลือกใช้เทคโนโลยี ควบคู่ไปกับความสามารถที่จะตอบโจทย์ตามลำดับความสำคัญหลักสามประการ ได้แก่ ความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น (resiliency) การปรับปรุงฮาร์ดแวร์ให้ทันสมัย และ การยกระดับซอฟต์แวร์ให้ทันสมัย

    เส้นทางสู่การสร้างนวัตกรรมที่เร็วที่สุดจะเกิดจากแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการให้อิสระในการเลือกใช้คอนเทนเนอร์ต่าง ๆ อิสระในการเลือกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และการเลือกหน่วยประมวลผลกราฟฟิก (GPUs) ผู้ให้บริการที่สามารถบูรณาการทางเลือกเหล่านี้เข้าด้วยกันได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วจะเป็นผู้คว้าชัยในยุคนี้ ขณะที่องค์กรที่เลือกใช้แพลตฟอร์มที่สมบูรณ์ที่สุด จะสามารถบริหารจัดการแอปพลิเคชันทั้งแบบดั้งเดิมและแอปพลิเคชันใหม่ที่ติดตั้งอยู่บนไฮบริดคลาวด์ รวมถึง ณ sovereign edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1555631&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw320O2cHVUIb2sChWuHMC8g

  • “Demumu” แอปฯ สุดไวรัลในจีน ตัวช่วยเตือนคนรอบข้างว่าเราตายหรือยัง?!

    “Demumu” แอปฯ สุดไวรัลในจีน ตัวช่วยเตือนคนรอบข้างว่าเราตายหรือยัง?!

    รู้จัก “Demumu” หรือ “Are You Dead?” แอปฯ ไวรัลในจีน ตัวช่วยเช็กอินเตือนคนรอบข้างว่าเรายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์หนุ่มสาวใช้ชีวิตคนเดียว

    หากลองนึกภาพว่าคุณอาศัยอยู่คนเดียว หากเกิดอะไรขึ้นกับคุณ คนในครอบครัวจะมีโอกาสรับรู้หรือไม่? ด้วยเหตุนี้ “Are You Dead?” แอปพลิเคชันมาแรงในจีนชื่อสุดอัปมงคล จะเป็นตัวช่วยที่จะมาเช็กว่าคุณตายแล้วหรือยัง!

    เรียกได้ว่ากลายเป็นไวรัลบนโลกโซเชียล สำหรับแอปฯ “Are You Dead?” (死了吗) หรือที่จดทะเบียนในระดับสากลว่า “Demumu” แอปฯ ความปลอดภัยที่จะเปิดให้ผู้ใช้งานเข้ามาเช็กอินในทุกวัน เพื่อยืนยันว่ายังมีชีวิตอยู่ และหากไม่ได้เข้าใช้เกิน 2 วัน ระบบจะแจ้งเตือนไปยังรายชื่อติดต่อฉุกเฉินทันที

    Reuters/Tingshu Wang
    แอปฯ Demumu

    อย่างที่กล่าวไปข้างต้น การใช้งานแอปฯ นั้นง่ายและไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ผู้ใช้งานคลิกเข้าไปที่ปุ่มสีเขียวทุกวัน เพื่อเป็นการเช็กอินว่ายังอยู่ดี และหากขาดการเช็คอินไป 2 วัน แอปฯ จะแจ้งเตือนไปยังผู้ติดต่อฉุกเฉินตามที่ผู้ใช้งานกรอกข้อมูลเข้าไปในแอปฯ เพื่อแจ้งให้ทราบว่าคุณอาจตกอยู่ในอันตราย หรือร้ายแรงที่สุดคือเสียชีวิตแล้ว

    แอปพลิเคชันนี้เปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2025 โดยไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่กลับได้รับความสนใจแบบฉุดไม่อยู่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่อาศัยอยู่คนเดียวในเมืองต่าง ๆ ของจีนดาวน์โหลดไปใช้กันอย่างล้นหลาม

    แอปฯ ดังกล่าว เรียกได้ว่าตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบอยู่คนเดียวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในสังคมจีน ส่งผลให้แอปฯ ดังกล่าวกลายเป็นแอปฯ เสียเงิน (paid app) ที่มียอดดาวน์โหลดมากที่สุดในประเทศ

    แอปพลิเคชันนี้มีจุดประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยของผู้ที่เลือกใช้ชีวิตอยู่อย่างสันโดษ โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียของจีนแสดงความกังวลถึงการใช้ชีวิตคนเดียว และหากเป็นอะไรไปจะมีใครสังเกตเห็นหรือไม่ การดาวน์โหลดแอปฯ นี้จึงเป็นเหมือนเครื่องมือในการติดต่อฉุกเฉินไปยังญาติและคนรอบตัว

    แอปพลิเคชันนี้ มีราคาอยู่ที่ 8 หยวนในประเทศจีน ส่วนราคาไทยอยู่ที่ 29 บาท จากเดิมที่สามารถโหลดได้ฟรี โดยสามารถดาวน์โหลดได้เฉพาะระบบปฏิบัติการ iOS เท่านั้น

    ที่มา: BBC / South China Morning Post

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/266430&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nAD5vfECNjrq4B7ube9e-

  • S

    S

    ลุยกลยุทธ์เพิ่มรายได้ Recurring Income ดันผลงานปี 69 เติบโตมั่นคง

    SPREME ฉลุย! คว้างานไอทีต่อเนื่อง ล่าสุดได้งานเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 19 โปรเจค มูลค่า 4.25 พันลบ.

    บมจ.สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (SPREME) โชว์ศักยภาพผู้นำด้านเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร หลังคว้างานเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รวม 19 โครงการ มูลค่ากว่า 4,252.19 ล้านบาท ฟากซีอีโอ “ภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล” เผย เซ็นสัญญาแล้ว 17 โครงการ มูลค่ารวม 3,400 ล้านบาท และอีก 2 โครงการได้รับประกาศเป็นผู้ชนะการประมูล สะท้อนความเชื่อมั่นจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและราชการ พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์สร้างรายได้ประจำต่อเนื่อง (Recurring Income) เพื่อผลักดันธุรกิจปี 2569 ให้เติบโตอย่างมั่นคง

    นายภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น จำกัด (มหาชน) (SPREME) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร ในฐานะผู้ออกแบบ จัดหา และติดตั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในงานเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร (System Integrator) รวมถึงให้บริการดูแลบำรุงรักษา ซ่อมแซม และให้เช่าระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วง บริษัทฯ เปิดเผยว่ามีความคืบหน้าการประมูลงานโครงการเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวม 19 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4,252.19 ล้านบาท โดยเซ็นสัญญาแล้ว 17 โครงการ มูลค่า 3,400 ล้านบาท และอีก 2 โครงการ ได้รับประกาศให้เป็นผู้ชนะการประมูล (รอหน่วยงานเรียกทำสัญญา) มูลค่า 851.80 ล้านบาท

    โดยการได้รับงานครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและราชการ ที่ไว้วางใจในศักยภาพการส่งมอบโซลูชั่นด้าน IT ครบวงจรของบริษัทฯ ทั้งการให้เช่า การติดตั้ง และบริการบำรุงรักษา ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลการดำเนินงานต่อไป ส่งผลให้ผลการดำเนินงานโดยรวม ปี 2569 อยู่ในทิศทางที่ดี

    สำหรับปีแผนการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทฯ มุ่งเน้นโครงการที่สร้างรายได้ประจำต่อเนื่อง (Recurring Income) รวมถึงการเข้าประมูลโครงการภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมใหม่ เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ในระยะยาว

    “การได้รับงานเช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รวม 19 โครงการ มูลค่ากว่า 4,252.19 ล้านบาท ไม่เพียงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและราชการที่ไว้วางใจในศักยภาพของเรา แต่ยังตอกย้ำบทบาทของ SPREME ในการส่งมอบโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร ทั้งการให้เช่า การติดตั้ง และการดูแลบำรุงรักษา ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ผลการดำเนินงานปี 2569 อยู่ในทิศทางที่มั่นคงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง” นายภานุวัฒน์ กล่าวในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ievnhsr6zpragoikjppomus06mf8a3lw&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MKE46xzaw47fZKV8NHSa0

  • นูทานิคซ์ คาดการณ์ทางเทคโนโลยี ปี 2026

    บทความโดย

    นายลี แคสเวลล์, รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน, นูทานิคซ์

    นายเดโบโชติ ดัตตา, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์, นูทานิคซ์

    องค์กรจำนวนมากมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในการประยุกต์ใช้ AI ทั้งเรื่องของการกำหนดกลยุทธ์ด้านไอที โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงความปลอดภัยไซเบอร์ ผลสำรวจ Enterprise Cloud Index (ECI) ล่าสุดของนูทานิคซ์ เผยแนวโน้มสำคัญไม่ว่าจะเป็นความท้าทายในการปรับขนาดเวิร์กโหลด GenAI จากการพัฒนาสู่การใช้งานจริง การกำกับดูแลข้อมูลที่เกิดจากการใช้ GenAI ความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้ และการบูรณาการกับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่มีอยู่เดิม

    นายลี แคสเวลล์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และโซลูชัน ของนูทานิคซ์ และนายเดโบโชติ ดัตตา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ ของนูทานิคซ์ ได้คาดการณ์ AI ในปี 2026 เพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรต่าง ๆ เตรียมพร้อมปลดล็อกและใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

    ธุรกิจต่าง ๆ จะเปลี่ยนจาก AI-first สู่ AI-smart

    องค์กรหลายแห่งกระโจนเข้าใช้ AI (AI-first) อย่างรวดเร็วโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา และขาดการวางแผนอย่างชัดเจนว่าจะใช้ AI กับงานส่วนใดของธุรกิจได้บ้างจริง ๆ เช่นเดียวกับช่วงที่กระแส cloud-first มาแรง ที่สุดท้ายแล้วองค์กรต่างต้องเริ่มกลับมาประเมินเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ของตัวเองใหม่ และพิจารณาอย่างจริงจังว่าจะนำ AI ไปใช้งานในส่วนใดจึงจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรบ้าง

    แอปพลิเคชัน AI กลายเป็นแอปพลิเคชันสำคัญต่อธุรกิจจนขาดไม่ได้อย่างรวดเร็วกว่าแอปฯ รูปแบบอื่นที่เราเคยเห็นมา ในปี 2026 องค์กรต่าง ๆ จะเริ่มผสานรวม AI เข้ากับระบบไอทีหลักขององค์กรโดยเน้นสามด้านสำคัญคือ ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นทางธุรกิจ, การจัดการและบำรุงรักษาระบบหลังการติดตั้ง (day two operations) และ ความปลอดภัย

    การมาถึงของ Enterprise AGI ที่ใกล้ความจริงเข้าไปทุกขณะ โดยมี AI Agents เป็นตัวขับเคลื่อน

    โมเดลและระบบ AI ที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน สามารถทำงานที่ยากมาก ๆ ที่แม้แต่มนุษย์ผู้เชี่ยวชาญที่สุดยังต้องยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูง หรือการเขียนโค้ดที่ซับซ้อน เมื่อมีการนำขีดความสามารถระดับสูงเหล่านี้มาปรับใช้และบูรณาการเข้ากับระบบขององค์กรผ่าน AI agents ก็จะทำให้ใกล้ถึงจุดที่ระบบสามารถทำงานในระดับที่ใกล้เคียงกับ AGI ซึ่งมีศักยภาพในการดำเนินงานส่วนใหญ่ขององค์กรให้สำเร็จได้อย่างเบ็ดเสร็จ

    การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีความเป็นอิสระและมีอำนาจจัดการเบ็ดเสร็จด้วยตนเอง โดยเฉพาะนอกประเทศสหรัฐอเมริกา

    การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้หลายประเทศเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีอิสระและควบคุมได้ด้วยตนเอง (Sovereign AI infrastructure) ทั้งในด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ทั้งในส่วนของการใช้งานทางธุรกิจทั่วไปและด้านอื่น ๆ ได้

    โดยเริ่มจากการมี GPU farms ระบบพลังงานและพื้นที่ใช้งานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงสแต็กซอฟต์แวร์และโมเดลพื้นฐาน เป็นของตนเอง และทั้งหมดนี้จะได้รับการปรับแต่งให้ตรงความต้องการเฉพาะด้วยข้อมูลที่เป็นสิทธิ์และอยู่ในการควบคุมของตนเอง ซึ่งจะทำให้เกิดสแต็กโครงสร้างพื้นฐานซอฟต์แวร์ใหม่ในที่สุด

    Sovereign edge จะยังคงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

    AI คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานมีลักษณะกระจายตัวมากขึ้น เพราะ AI เริ่มขยายขอบเขตไปประมวลผล ณ จุดกำเนิดของข้อมูล (edge) มากขึ้น องค์กรจึงต้องพิจารณาถึงเรื่องของการบริหารจัดการที่ต้องทำได้ทั่วโลก ความปลอดภัยแบบกระจายศูนย์ นโยบายการกู้คืนและทำลายระบบจากระยะไกล (remote recovery/destruction policies) ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการใช้เทคโนโลยี sovereign edge นอกจากนี้องค์กรยังต้องพึ่งพาวิศวกรรมด้านแพลตฟอร์มให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

    การใช้ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ธุรกิจต่างมองหาวิธีการประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AI ภายในพื้นที่การทำงานที่อยู่ในอำนาจควบคุมของตนเอง ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้โซลูชันด้านการบริหารจัดการที่ใช้ได้ทั่วโลกที่ผนวกรวมระบบความปลอดภัย และความแข็งแกร่งของการทำงานที่ edge เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อการควบคุมดูแลที่มีประสิทธิภาพ

    การเติบโตอย่างรวดเร็วของ open generative AI และ Agents ที่ทำงานอยู่ภายในองค์กร

    แม้จะยังมีความกังวลเกี่ยวกับ AI อยู่ไม่น้อย แต่ประโยชน์ที่ได้รับนั้นชัดเจนและจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกามีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากห้องปฏิบัติการด้านการพัฒนาโมเดลพื้นฐานต่าง ๆ และแอปพลิเคชันเปลี่ยนโลกอย่าง Cursor ในขณะที่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เกิดกระแสโอเพ่นโมเดลอย่างกว้างขวาง เช่น DeepSeek, Mistral และอื่น ๆ โมเดลเหล่านี้ได้รับการปรับแต่งด้วยข้อมูลเฉพาะที่อยู่ในการควบคุมขององค์กร เพื่อนำไปใช้งานภายในองค์กรนั้น ๆ

    ปัจจุบันเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สที่อาศัยการทำงานร่วมกับโมเดล open weights ที่พัฒนานอกประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถทำงานเทียบเคียงได้กับแอปพลิเคชัน AI ชั้นนำแล้ว นูทานิคซ์คาดว่าเทคโนโลยีที่เป็นระบบเปิดนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่ปรากฎการณ์ที่ความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นตามประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีตามแนวคิด Jevon’s Paradox และจะเป็นแรงกดดันให้ค่ายโมเดลในประเทศสหรัฐอเมริกาต้องลงมาแข่งขันในตลาด open weights models อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังก้าวสู่ทศวรรษแห่งสงครามแพลตฟอร์ม

    เรากำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่วงการเทคโนโลยีจะเต็มไปด้วยการขับเคี่ยวกันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ในด้านแพลตฟอร์ม ที่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์ใดฟีเจอร์หนึ่งอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของทั้งแพลตฟอร์ม องค์กรต่างๆ จะให้ความสำคัญกับโซลูชันที่เน้นเป็นแบบแพลตฟอร์มมากขึ้นเรื่อย ๆ โซลูชันที่ให้ความอิสระในการเลือกใช้เทคโนโลยี ควบคู่ไปกับความสามารถที่จะตอบโจทย์ตามลำดับความสำคัญหลักสามประการ ได้แก่ ความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น (resiliency) การปรับปรุงฮาร์ดแวร์ให้ทันสมัย และ การยกระดับซอฟต์แวร์ให้ทันสมัย

    เส้นทางสู่การสร้างนวัตกรรมที่เร็วที่สุดจะเกิดจากแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการให้อิสระในการเลือกใช้คอนเทนเนอร์ต่าง ๆ อิสระในการเลือกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และการเลือกหน่วยประมวลผลกราฟฟิก (GPUs) ผู้ให้บริการที่สามารถบูรณาการทางเลือกเหล่านี้เข้าด้วยกันได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วจะเป็นผู้คว้าชัยในยุคนี้ ขณะที่องค์กรที่เลือกใช้แพลตฟอร์มที่สมบูรณ์ที่สุด จะสามารถบริหารจัดการแอปพลิเคชันทั้งแบบดั้งเดิมและแอปพลิเคชันใหม่ที่ติดตั้งอยู่บนไฮบริดคลาวด์ รวมถึง ณ sovereign edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1555631&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw320O2cHVUIb2sChWuHMC8g