© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5108146/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Hic6wsJjSGhJjLNfQ0BaC

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5108146/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Hic6wsJjSGhJjLNfQ0BaC

เมื่อเวลา 19.10 น. วันที่ 12 ก.ย. 2568 เจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนท้ายรถ 18 ล้อ บริเวณเชิงสะพานทางขึ้นภูมิพล 1 จึงจัดกำลังไปที่เกิดเหตุ พบชายนอนหมดสติอยู่ตรงบริเวณระหว่างเลน 1-2 จึงให้การช่วยเหลือปั๊มหัวใจยื้อชีวิต แต่ไม่สามารถยื้อไว้ได้
และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นหญิงอีก 1 ราย มีอาการเจ็บแน่นบริเวณหน้าอก และไหล่ซ้าย เจ้าหน้าที่กู้ชีพมูลนิธิปอเต็กตึ๊งได้นำส่งโรงพยาบาลบางปะกอก 1 ทราบชื่อต่อมา นางสาวจินตนา แสงแก้ว อายุ 32 ปี เป็นแฟนสาวของผู้เสียชีวิต แต่ก่อนนำส่งโรงพยาบาล แฟนสาวดังกล่าวได้เข้ามาปั๊มหัวใจแฟนหนุ่มอีกครั้งแต่ไม่มีสัญญาณชีพ เจ้าหน้าที่จึงนำผู้บาดเจ็บคนดังกล่าวส่งโรงพยาบาลในเวลาต่อมา
ผู้เสียชีวิตทราบชื่อต่อมา นาย นฤพันธ์ แสงแก้ว อายุ 32 ปี สวมเสื้อแจ็คเก็ตสีดำ และเสื้อด้านในสีขาว กางเกงยีนส์ขายาว รองเท้าผ้าใบสีน้ำตาล ในสภาพนอนหงายจมกองเลือด มีแผลฉกรรจ์บริเวณใบหน้า เจ้าหน้าที่ให้การช่วยเหลือแต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ ณ ที่เกิดเหตุ
ผู้สื่อข่าวสอบถามเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง นายระพีภัทร ก้านอินทร์ รหัสกู้ภัยบางโพงพาง 015 รับเรื่องมาจากประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ที่อยู่ที่เกิดเหตุ เล่าให้ฟังว่า ขณะนั้นพวกตนได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุกรุงเทพฯ ว่ามีเหตุรถชนกันบนสะพานภูมิพล 1 จึงรุดเข้าที่เกิดเหตุ และได้ช่วยเหลือทำการปฐมพยาบาล ระหว่างนั้นมีคนเห็นเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่า ขณะนั้นรถจักรยานยนต์ได้ขับขึ้นสะพานภูมิพล 1 ซึ่งอยู่ประมาณเลน 2 และมีรถ 18 ล้อนำหน้าอยู่ เกิดเบรกกะทันหันทำให้รถจักรยานยนต์ที่ตามหลังชนเข้าอย่างจัง ซึ่งเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุในที่เกิดเหตุว่าเกิดจากอะไร ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหมอนิติเวชยืนยันอีกครั้ง
เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางโพงพาง ได้ให้กู้ภัยมูลนิธิปอเต็กตึ๊งนำร่างผู้เสียชีวิตส่งนิติเวชโรงพยาบาลจุฬาฯ และสืบหาสาเหตุ ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบนสะพานว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร และจะติดตามรถสิบล้อคันดังกล่าวมารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tnews.co.th/social/social-news/634866&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QD-cGT42JOWZSQ-ndkN5J

“สถานการณ์ของตลาดสินค้าไอทียังสดใส แม้จะอยู่ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ไม่เว้นแม้แต่การเข้ามาของ AI ที่วันนี้ได้กลายเป็นผู้ช่วยตัวจริงของพนักงานออฟฟิศไปแล้ว” สุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNNEX ดิสทริบิวเตอร์ผู้นำด้านไอทีอีโคซิสเต็ม กล่าวในงาน ‘SYNNEX PARTNER CONNECT 2025’ ซึ่งเป็นอีเวนต์ที่ SYNNEX จัดขึ้นทุกปี
สุธิดา ฉายภาพต่อไปว่า ในมุมมองธุรกิจ พบว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า โดยปัจจัยสำคัญมาจากการที่ AI ไม่ได้ถูกใช้แค่เพื่อเสริมการทำงาน แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ๆ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มดิจิทัล ไปจนถึงสมาร์ทดีไวซ์ เช่น AI Phone ที่กลายเป็นอวัยวะสำคัญของชีวิตการทำงานไปแล้ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
เทรนด์ล่าสุดยังชี้ให้เห็นถึงการเข้าสู่ยุคของ Agentic AI ที่สามารถทำงานตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยการควบคุมจากมนุษย์ในทุกขั้นตอน ซึ่งไม่เพียงเพิ่มความเร็วและความแม่นยำในการทำงาน แต่ยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจสร้างโมเดลใหม่ ๆ ทั้งด้านบริการลูกค้า การตลาด และการพัฒนาแพลตฟอร์มที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสมหาศาลที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรม
จากความเคลื่อนไหวข้างต้น ทำให้กลยุทธ์ของ Synnex ต่อจากนี้จะไม่ได้แค่ขายอุปกรณ์ไอที แต่พร้อมจะนำเสนอโซลูชันและฟังก์ชันครบวงจรเพื่อตอบโจทย์พันธมิตรทางธุรกิจ โดยปี 2568 ได้ทุ่มงบรวม 100 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนครอบคลุมตั้งแต่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมพัฒนาพื้นที่ขึ้นมานำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันที่หลากหลาย ควบคู่กับเพิ่มขีดความสามารถด้านคลังสินค้า ไปจนถึงการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมศักยภาพการขาย
ผู้บริหาร Synnex ย้ำว่า แม้ในยุคนี้การเข้าถึงข้อมูลด้วย AI จะทำได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งที่ยากกว่าคือ การสร้างความไว้วางใจ จึงทำให้บริษัทตัดสินใจเปิดตัว AI Touch เข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอ โดย AI จะเข้าไปอยู่ในทุกกลุ่มสินค้า ตั้งแต่ คอมพิวเตอร์, สมาร์ตโฟน, เกมมิ่ง, อุปกรณ์อัจฉริยะ, ซอฟต์แวร์โซลูชัน, จนถึงระบบไอทีสำหรับองค์กร พร้อมบริการหลังการขายทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ทั้งหมดจะทำให้บริษัททำรายได้ในปี 2568 ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 4.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรกของปี ทำรายได้กว่า 2.2 หมื่นล้านบาท เติบโตทุก 6 กลุ่มสินค้า โดยกลุ่มสินค้าที่เติบโตสูงสุดคือกลุ่มคอมมูนิเคชัน
ซึ่งประเมินว่าหลังจากจะมีการเปิดให้จอง iPhone17 ผ่านเครือข่ายพาร์ตเนอร์ทั่วประเทศอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 กันยายนนี้ ก็จะยิ่งผลักดันให้ยอดขายของบริษัทเติบโตเพิ่มขึ้น 30% เพราะยังไงวันนี้กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นสาวก iPhone ก็ยังต้องการอัปเกรดเป็นรุ่นใหม่ และส่วนใหญ่คนไทยจะนิยมซื้อรุ่นที่แพงสุด อย่างรุ่น Pro Max
ในส่วนของปัจจัยด้านภาษี บริษัทฯ ยืนยันว่า ไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทนำเข้าโดยตรง ขณะเดียวกันสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในปัจจุบันกลับช่วยให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้ายังคงทรงตัว
สุดท้ายแล้ว สุธิดา ยังแสดงความเห็นต่อการเมืองไทย โดยระบุว่า รัฐบาลชุดใหม่มีระยะเวลาในการทำงานเพียงแค่ 4 เดือน จึงขอไม่ให้ความเห็นเชิงลึก อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าที่ผ่านมานโยบายภาครัฐมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว แต่หากสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น จะถือเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจ เพราะนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่องจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคและสร้างบรรยากาศให้การจับจ่ายคึกคักขึ้น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/synnex-revenue-46-billion-iphone-17-boost/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20-bHIHVgkqhzto7NIFaCf


บมจ. เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) หรือ SiS ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายเทคโนโลยีและโซลูชันไอทีชั้นนำของประเทศไทย ประกาศเปิดศูนย์บริการแห่งใหม่ที่จังหวัดนครราชสีมาเสริมศักยภาพการให้บริการลูกค้าดีลเลอร์และพาร์ทเนอร์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการบริการหลังการขายให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย
การเปิดศูนย์บริการ จ. นครราชสีมา (โคราช) นี้มีเป้าหมายรองรับการเติบโตของตลาดไอทีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย SiS เล็งเห็นถึงศักยภาพของภูมิภาคและเลือก จ. นครราชสีมา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์เป็นฐานการดำเนินงานแห่งใหม่ เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้าในพื้นที่ ศูนย์บริการตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ของโคราชซึ่งเป็น Hub ของภูมิภาคด้านโลจิสติกส์และการคมนาคม สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

คุณสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บมจ. เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า “ศูนย์บริการโคราชถือเป็นหัวใจสำคัญของแผนการขยายเครือข่ายภูมิภาค เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดภาคอีสานที่เติบโตอย่างรวดเร็ว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้เราสามารถยกระดับมาตรฐานการบริการหลังการขาย พร้อมสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับกลุ่มลูกค้าดีลเลอร์ เรามุ่งมั่นที่จะให้บริการอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเปิดรับ Claim สินค้า ไปจนถึงสร้างพื้นที่ Training และ Demo Room สำหรับฝึกอบรมและทดลองใช้งานสินค้าจริง
ปัจจุบัน SiS มีทีมบริหารการขายและศูนย์บริการครอบคลุม 8 แห่งทั่วภูมิภาค ได้แก่ เชียงใหม่ (เหนือตอนบน), พิษณุโลก (เหนือตอนล่าง), ขอนแก่น (อีสานตอนบน), โคราช (อีสานตอนล่าง), ชลบุรี (ตะวันออก), กรุงเทพฯ (กลาง), ภูเก็ต (ใต้ตอนบน) และหาดใหญ่ (ใต้ตอนล่าง) ซึ่งทำให้เราสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดและทันเวลา
ทั้งนี้ เรายังอยู่ในระหว่างการพิจารณาเพิ่มศูนย์ในบางพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง เช่น พิษณุโลกและพัทยา ซึ่งคาดว่าจะพัฒนาไปสู่การเปิดศูนย์บริการแห่งใหม่ต่อไป เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายบริการในอนาคต นี่คือสิ่งที่สะท้อนถึง commitment ของ SiS ในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจคู่ค้าในทุกภูมิภาค” คุณสมชัยกล่าวปิดท้าย
บริการครบวงจรในศูนย์โคราช
ศูนย์บริการโคราช ตั้งอยู่ที่ 1770/2 ถนนสุรนารายณ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 30000 พร้อมให้บริการหลัก ดังนี้
บริการหลังการขายครบวงจร
ศูนย์ฝึกอบรมและสาธิตเทคโนโลยี
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12747260&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sm_Ksto-tASCPkpGniTX2

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่งการเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที แฉใช้หลักฐานโดยทุจริต โกงภาษีกว่า 70 ล้านบาท
โดยได้ร่วมกันจับกุม
ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรือโดยอุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน, หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร หรือขอคืนภาษีอากรตามลักษณะนี้, ร่วมเป็นผู้ประกอบการโดยเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ หรือใบแทนเอกสารดังกล่าว”
พฤติการณ์ เนื่องด้วยเจ้าพนักงานประเมิน กองตรวจสอบภาษีกลาง ได้ทำการตรวจสอบภาษีอากร รายบริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด ตรวจพบว่า บริษัทฯ ดังกล่าว ประกอบกิจการขายสินค้าประเภทอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ โดยมีนายสุวัฒน์ฯ และนายสายชลฯ เป็นกรรมการ จากการตรวจสอบพบมีข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงิน ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารของบริษัทเป็นจำนวนมาก โดยในปี 2559 และปี 2560 พบว่า บริษัทมีการแสดงเงินได้พึงประเมินตามแบบ ภ.ง.ด.50 ต่ำกว่าข้อมูลทางการเงินที่ได้รับ พบข้อมูลมีรายได้รอบระยะเวลาบัญชี ตั้งแต่ 1 ส.ค. 2559 – 31 ส.ค. 2559 และรอบ 1 ม.ค. 2560 – 31 ธ.ค. 2560 ไม่สอดคล้องกับรายได้ตามแบบ ภ.ง.ด.50
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบว่าผู้ต้องหาไม่นำยอดขายจากรายการเงินฝากเข้าบัญชีธนาคารไปลงในรายงานภาษีขาย และไม่มีการออกใบกำกับภาษีขาย ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินกองตรวจสอบภาษีกลาง พบว่า บริษัทฯ มีภาษีอากรค้างชำระทั้งสิ้น 79,067,875.84 บาท (รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย คำนวณถึง 30 เม.ย. 2568) บริษัทไม่สามารถนำส่งเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบ และเมื่อเจ้าพนักงานทำหนังสือแจ้งให้กรรมการมาพบก็ไม่เข้ามาพบและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง เจ้าพนักงานสรรพากรพิจารณา เห็นว่า บริษัทมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ตามมาตรา 37(2) แห่งประมวลรัษฎากร และเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อดำเนินคดีอาญากับบริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด กับพวก ซึ่งมีนายสุวัฒน์ฯ และนายสายชลฯ เป็นกรรมการลงลายมือชื่อ ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นต่อศาลอาญา ขอออกหมายจับผู้ต้องหาผู้เป็นกรรมการในฐานะนิติบุคคล และในฐานะส่วนตัว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ต่อมาชุดสืบสวน ชุดปฏิบัติการที่ 3 และชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.2 บก.ปอศ. ได้ติดตามและสามารถจับกุมตัวนายสุวัฒน์ฯ และนายสายชลฯ ตามหมายจับดังกล่าวได้ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาทั้ง 2 เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ
กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้ดำเนินการตามมาตรการเชิงรุกป้องกันปราบปรามและจับกุมผู้กระทำความผิด จึงขอประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือน บริษัทห้างร้านหรือผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ จะต้องไม่ทุจริตหลีกเลี่ยงภาษี ให้ใช้เอกสารที่ถูกต้องครบถ้วนในการยื่นภาษีแบบตรงไปตรงมา จะได้ไม่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tnews.co.th/social/social-news/634839&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hfuzs5I2sbrk0l90HSnfq


Acer เปิดตัวศูนย์บริการ ‘Highpoint Service Network’ (HSNT) พระราม 3 โฉมใหม่ หลังการปรับโฉมครั้งใหญ่เพื่อยกระดับประสบการณ์ด้านบริการหลังการขายให้ครบวงจรยิ่งขึ้น ศูนย์บริการแห่งนี้มาพร้อมดีไซน์พื้นที่ที่กว้างขวาง สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน และระบบสนับสนุนที่ทันสมัย รองรับลูกค้าได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมตั้งเป้าเป็นมาตรฐานใหม่ของการให้บริการด้านไอทีในประเทศไทย
12 ก.ย. 2568 – นายเจฟ ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การรีโนเวทศูนย์บริการ HSNT พระราม 3 ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปรับโฉมอาคาร แต่เป็นการลงทุนครั้งสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของเอเซอร์ ในการยกระดับบริการหลังการขายให้ครบวงจร เรามุ่งมั่นสร้างประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้า เพราะเราเชื่อว่าบริการที่ดีคือหัวใจในการสร้างความไว้วางใจ และเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”
นายสมบัติ ต่อศักดิ์สิริ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไฮพอยท์ เซอร์วิส เน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) จำกัด เสริมว่า “ในการปรับโฉมครั้งนี้ เราตั้งใจออกแบบให้ศูนย์บริการให้มีความทันสมัยและกว้างขวาง พร้อมยกระดับการดูแลด้วยเครื่องมือและอะไหล่ที่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงมีทีมวิศวกรที่ผ่านการฝึกอบรมจากแบรนด์ระดับโลกพร้อมให้บริการแบบรวดเร็วและมีคุณภาพ เพื่อช่วยแก้ปัญหาและตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าอย่างคุ้มค่ามากที่สุด”
HSNT ก่อตั้งขึ้นในปี 2561 ในฐานะสตาร์ทอัพภายใต้ Acer Group โดยเริ่มจากการให้บริการตรวจสอบ ซ่อมแซม และบำรุงรักษาผลิตภัณฑ์ไอทีและเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภท ทั้งคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์สำนักงาน ภายใต้ปรัชญา “Global Brand, Local Touch” ที่ผสานมาตรฐานชั้นนำระดับโลกเข้ากับการบริการที่เข้าถึงง่ายสำหรับลูกค้าทุกคน
ศูนย์บริการ HSNT ไม่เพียงรองรับลูกค้าแบบ Walk-in เท่านั้น แต่ยังมีบริการ One Stop Service ครอบคลุมทั้งทีม On-site, ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า, ฝ่ายช่วยเหลือ, ระบบคลังสินค้าและโลHจิสติกส์ รวมถึงการจัดการอะไหล่แท้เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพ โดยมีจุดแข็งที่เน้นจุดติดต่อเพียงจุดเดียว เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและการสื่อสารกับลูกค้าทำได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้มั่นใจว่าทุกเคสจะได้รับการดูแลอย่างครบถ้วนทั่วถึง
ปัจจุบัน HSNT ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศูนย์บริการอย่างเป็นทางการจากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ตอกย้ำความเชื่อมั่นในมาตรฐานการให้บริการที่เชื่อถือได้ นอกจากนี้ บริษัทยังต่อยอดจากฐานลูกค้า B2B ที่แข็งแกร่ง ขยายสู่ตลาด B2C เพื่อตอบโจทย์และเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงได้มากยิ่งขึ้น
การรีโนเวทศูนย์บริการ HSNT สาขาพระราม 3 ถือเป็นก้าวสำคัญที่เอเซอร์และ HSNT จะต่อยอดไปยังสาขาอื่นทั่วประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานการบริการที่สม่ำเสมอในทุก Touchpoint พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการเติบโตในฐานะ “ผู้ให้บริการไอทีมืออาชีพ” ที่ไม่เพียงแก้ไขปัญหา แต่ยังมอบประสบการณ์การใช้งานเทคโนโลยีที่มีคุณค่าและตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง ปัจจุบัน HSNT มีศูนย์บริการทั้งหมด 10 สาขา เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะได้รับการดูแลที่ใกล้และสะดวกที่สุด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/860484/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rebXgAnymp1VDYGhOYNNQ

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.25 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
แอปฯ เช็คฝุ่น คว้าเลิศรัฐ 68 สาขานวัตกรรมการบริการระดับดี
12 กันยายน 2568 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. โดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 ด้านการบริการภาครัฐระดับดี ประเภทนวัตกรรมการบริการ จากผลงาน “แอปพลิเคชันเช็คฝุ่น” โดย ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ผู้อำนวยการ GISTDA เป็นผู้รับมอบรางวัลจากนายไมตรี อินทุสุต ประธานคณะทำงานเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ และ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะทำงานตรวจประเมินรางวัลเลิศรัฐ ในงานเสวนาวิชาการและพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 ในหัวข้อ “ภาครัฐอัจฉริยะ ขับเคลื่อนอนาคต” Smart Government & Smart Services : Driving for the Future ณ ห้องจูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพคเมืองทองธานี นนทบุรี

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า แอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น” ถูกพัฒนาขึ้น โดยผสมผสานเทคโนโลยีการสำรวจจากดาวเทียม ร่วมกับข้อมูลจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศภาคพื้นดิน แบบจำลองทางภูมิอากาศ และข้อมูลแหล่งกำเนิดฝุ่น เช่น จุดความร้อน มานำเสนอให้อยู่ในรูปแบบของตัวเลข และค่าสีในระดับต่าง ๆ ตามระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบปริมาณฝุ่น PM2.5 ได้แบบเรียลไทม์ชั่วโมงต่อชั่วโมง และคาดการณ์ล่วงหน้าได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งประเทศไทย อีกทั้ง แอปพลิเคชัน เช็คฝุ่น ยังถูกออกแบบมาเพื่อความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลกับกลุ่มคนทุกระดับ โดยเฉพาะผู้พิการทางสายตา ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศได้อย่างสะดวก
ภายหลังจากแอปฯ เปิดให้บริการ พบว่า ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานในวงกว้าง สามารถช่วยส่งเสริมการตัดสินใจเชิงสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรค ระบบทางเดินหายใจ หรือโรคหัวใจ นอกจากนี้ ยังช่วยสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานรัฐในการเฝ้าระวังและบริหารจัดการคุณภาพอากาศในระยะยาว ส่งผลให้แอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น” กลายเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลที่สะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบที่เป็นมิตรกับคนทุกกลุ่ม รวมถึงสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
แอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น” เริ่มให้บริการตั้งแต่ปลายปี 2564 ดาวน์โหลดใช้งานได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Play Store โดยมีฟีเจอร์หลักๆ คือ ดูปริมาณฝุ่น PM2.5 ณ ตำแหน่งปัจจุบันของผู้ใช้งาน ดูข้อมูลฝุ่น PM2.5 ได้แบบชั่วโมงต่อชั่วโมง และแบบเฉลี่ย 24 ชม. ตามมาตรฐานการรายงานคุณภาพอากาศ หรือสามารถดูค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงได้ เพื่อวางแผนทำกิจกรรมประจำวัน มีการสรุปเป็นรายอำเภอ รายจังหวัด นอกจากนี้ ยังมีการใช้เทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของฝุ่นกับปัจจัยต่าง ๆ เพื่อคาดการณ์อนาคต และสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ประมาณ 3 ชั่วโมง ทั้งนี้ ในช่วงที่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติ PM2.5 จำนวนมาก มีผู้เข้าใช้บริการแอปพลิเคชั่นกว่า 2 แสนครั้งต่อวัน และแอปพลิเคชั่นนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับ PM2.5 ของประชาชนไปแล้ว ด้วยการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าว
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวจะไม่สามารถกำจัดปัญหาฝุ่นละอองได้โดยตรง แต่การมีข้อมูลที่โปร่งใสและเข้าถึงได้ง่ายจะช่วยให้สังคมตื่นตัวและตระหนักถึงปัญหามากขึ้น ส่งผลให้เกิดการออกนโยบายควบคุมมลพิษ และกระตุ้นให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยมลพิษ เช่น ลดการเผาในที่โล่ง การหันมาใช้พลังงานสะอาด และสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ
แอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น” เป็นอีกหนึ่งผลผลิตภายใต้นโยบาย GI for All ของ GISTDA ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในระดับพื้นฐาน ด้วยความสามารถในการให้ข้อมูลที่รวดเร็ว แม่นยำ และเข้าถึงง่าย แอปฯ นี้จึงไม่เพียงเป็นเครื่องมือในการติดตามมลพิษทางอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการวางรากฐานเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนของคนไทยทั้งประเทศ
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/446187&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NG8EMQkR7A3gtEeiExeaY

วันที่ 12 ก.ย. 2568 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมกันปฏิบัติการปิดเกมโกงภาษีครั้งใหญ่ โดยเข้าจับกุมกรรมการบริษัทไอที 2 ราย หลังพบพฤติการณ์ทุจริตหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคล มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 70 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้นำหมายจับเข้าจับกุม นายสุวัฒน์ฯ อายุ 60 ปี และ นายสายชลฯ อายุ 53 ปี ซึ่งทั้งสองเป็นกรรมการของ บริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด ผู้ประกอบกิจการขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ โดยจับกุมได้ที่บริเวณหน้าบ้านพักในกรุงเทพฯ และปทุมธานี
การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมิน กองตรวจสอบภาษีกลาง ที่พบความผิดปกติในการแสดงรายได้ของบริษัทฯ ในปี 2559 และ 2560 โดยมีการแสดงยอดเงินได้ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก และไม่นำยอดขายจากรายการเงินฝากเข้าบัญชีธนาคารไปลงในรายงานภาษีขาย รวมถึงไม่มีการออกใบกำกับภาษีขาย

จากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า บริษัทฯ มีภาษีค้างชำระรวมดอกเบี้ยและค่าปรับกว่า 79 ล้านบาท ซึ่งทางบริษัทฯ ไม่สามารถนำส่งเอกสารหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ และยังเพิกเฉยต่อการเรียกเข้าพบของเจ้าพนักงานสรรพากร

จากพฤติการณ์ดังกล่าว เจ้าพนักงานสรรพากรพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการกระทำที่เจตนาหลีกเลี่ยงภาษี จึงได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีอาญากับบริษัทฯ และกรรมการผู้มีอำนาจลงนามทั้งสองคน

เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งสองคนยังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยทางเจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ผู้สื่อข่าวนครบาล ทีมข่าวสยามนิวส์ รายงาน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/crime/27502&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZOAUMcTLGINOxadqOFqj8

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB ) ปิดเกมโกงภาษี รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที แฉใช้หลักฐานโดยทุจริต โกงภาษี กว่า 70 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ผบก.ปอศ.,พ.ต.อ.วิจักขณ์ ตารมย์ รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.จักรกริช เสริบุตร รอง ผบก.ปอศ., ว่าที่ พ.ต.อ.นฤพนธ์ กรุณา ผกก.2 บก.ปอศ., พ.ต.ท.วันเผด็จ จันยะรมณ์ รอง ผกก.2 บก.ปอศ. พ.ต.ท.ชวพล เชื้อเพ็ชร์ รอง ผกก.2 บก.ปอศ.
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ชุดปฏิบัติการที่ 3 นำโดย พ.ต.ท.วรรณลพ รัตนวงษ์ สว.กก.2 บก.ปอศ.
ชุดปฏิบัติการที่ 2 นำโดย พ.ต.ท.พีระพัฒน์ สุทธเสนา สว.กก.2 บก.ปอศ. พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ร.ต.อ.ภานุวัฒน์ ฮงสูน รอง สว.กก.2 บก.ปอศ., ร.ต.อ.ธนาธิป รุ่งสว่าง รอง สว.กก.2 บก.ปอศ., ร.ต.อ.กษิดิ์พิชญ์ สุภาสูรย์ รอง สว.กก.2 บก.ปอศ., ร.ต.ท. กฤษณะ มะกรูดอินทร์ รอง สว.กก.(สอบสวน) 2 บก.ปอศ., ด.ต.สมชาย คุดพลู, ด.ต.นพดล กั้งสกุล และ ด.ต.เปรมวิชช์ บินตาสุระสีห์ ผบ.หมู่ กก.2 บก.ปอศ.

ร่วมกันจับกุม นายสุวัฒน์ฯ อายุ 60 ปี จับกุมได้ที่บริเวณหน้าพักย่านถนนร่มเกล้า แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร และนายสายชลฯ อายุ 53 ปี จับกุมได้ที่หน้าบ้านพัก ในพื้นที่ หมู่4 ตำบลคลองสาม อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรือโดยอุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทํานองเดียวกัน, หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการสียภาษีอากร หรือขอคืน ภาษีอากรตามลักษณะนี้, ร่วมเป็นผู้ประกอบการโดยเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ออกใบกํากับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ หรือใบแทนเอกสารดังกล่าว”
พฤติการณ์ เนื่องด้วยเจ้าพนักงานประเมิน กองตรวจสอบภาษีกลาง ได้ทําการตรวจสอบภาษีอากร รายบริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด ตรวจพบว่า บริษัทฯ ดังกล่าว ประกอบกิจการขายสินค้าประเภท อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ โดยมี นายสุวัฒน์ฯ และนายสายชลฯ เป็นกรรมการ จากการตรวจสอบพบมีข้อมูลการทําธุรกรรมทางการเงิน ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารของบริษัทเป็นจํานวนมาก โดยในปี 2559 และ ปี 2560 พบว่า บริษัท มีการแสดงเงินได้พึงประเมินตามแบบ ภ.ง.ด.50 ตํ่ากว่าข้อมูลทางการเงินที่ได้รับ พบข้อมูลมีรายได้รอบระยะเวลาบัญชี ตั้งแต่ 1 ส.ค.2559 – 31 ส.ค. 2559 และรอบ 1 ม.ค.2560 – 31 ธ.ค.2560 ไม่สอดคล้องกับรายได้ ตามแบบ ภ.ง.ด.50

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบว่าผู้ต้องหาไม่นํายอดขายจากรายการเงินฝากเข้าบัญชีธนาคาร ไปลงในรายงานภาษีขาย และไม่มีการออกใบกํากับภาษีขาย ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินกองตรวจสอบภาษีกลาง พบว่า บริษัทฯ มีภาษีอากรค้างชําระ ทั้งสิ้น 79,067,875.84 บาท ( รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย คํานวนถึง 30 เม.ย. 2568 ) บริษัทไม่สามารถนําส่งเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบ และเมื่อเจ้าพนักงานทำหนังสือแจ้งให้กรรมการมาพบก็ไม่เข้ามาพบและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง เจ้าพนักงานสรรพากรพิจารณา เห็นว่า บริษัท มีเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง การเสียภาษีอากร ตามมาตรา 37( 2) แห่งประมวลรัษฎากร และเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงได้เข้าร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจเพื่อดำเนินคดีอาญากับ บริษัท มีดี้ไทย ไอทีจํากัด กับพวก ซึ่ง มีนายสุวัฒน์ฯ และสายชลฯ เป็นกรรมการลงลายมือชื่อ ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นต่อศาลอาญา ขอออกหมายจับผู้ต้องหาผู้เป็นกรรมการในฐานะนิติบุคคล และ ในฐานะส่วนตัว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ต่อมา ชุดสืบสวน ชุดปฏิบัติการที่ 3 และ ชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.2 บก.ปอศ ได้ติดตามและสามรถจับกุมตัวนายสุวัฒน์ฯ และนาย สายชลฯ ตามหมายจับดังกล่าวได้ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป สอบถามคำให้การผู้ต้องหาทั้ง 2 เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ

กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้ดำเนินการตามมาตรการเชิงรุกป้องกันปราบปรามและจับกุมผู้กระทำความผิด จึงขอประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือน บริษัทห้างร้านหรือผู้ประกอบธุรกิจต่างๆจะต้องไม่ทุจริตหลีกเลี่ยงภาษี ให้ใช้เอกสารที่ถูกต้องครบถ้วนในการยื่นภาษีแบบตรงไปตรงมา จะได้ไม่ถูกดําเนินคดีตามกฎหมาย
“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชนให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/241237&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oB2grFnJ9lWwiJRb1W3uX


12 ก.ย.2568 – พ.ต.ท.วรรณลพ รัตนวงษ์ สว.กก.2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) พ.ต.ท.พีระพัฒน์ สุทธเสนา สว.กก.2 บก.ปอศ. พร้อมเจ้าหน้าที่ร่วมกันจับกุม1.นายสุวัฒน์ฯ อายุ 60 ปี จับกุมได้ที่บริเวณหน้าพักย่านถนนร่มเกล้า แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 2.นายสายชลฯ อายุ 53 ปี จับกุมได้ที่หน้าบ้านพัก ในพื้นที่ หมู่4 ตำบลคลองสาม อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ข้อหา”ร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรือโดยอุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทํานองเดียวกัน, หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการสียภาษีอากร หรือขอคืน ภาษีอากรตามลักษณะนี้, ร่วมเป็นผู้ประกอบการโดยเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ออกใบกํากับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ หรือใบแทนเอกสารดังกล่าว”
พฤติการณ์ เนื่องด้วยเจ้าพนักงานประเมิน กองตรวจสอบภาษีกลาง ได้ทําการตรวจสอบภาษีอากร รายบริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด ตรวจพบว่า บริษัทฯ ดังกล่าว ประกอบกิจการขายสินค้าประเภท อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ โดยมี นายสุวัฒน์ฯ และนายสายชลฯ เป็นกรรมการ จากการตรวจสอบพบมีข้อมูลการทําธุรกรรมทางการเงิน ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารของบริษัทเป็นจํานวนมาก โดยในปี 2559 และ ปี 2560 พบว่า บริษัท มีการแสดงเงินได้พึงประเมินตามแบบ ภ.ง.ด.50 ตํ่ากว่าข้อมูลทางการเงินที่ได้รับ พบข้อมูลมีรายได้รอบระยะเวลาบัญชี ตั้งแต่ 1 ส.ค.2559 – 31 ส.ค. 2559 และรอบ 1 ม.ค.2560 – 31 ธ.ค.2560 ไม่สอดคล้องกับรายได้ ตามแบบ ภ.ง.ด.50
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบว่าผู้ต้องหาไม่นํายอดขายจากรายการเงินฝากเข้าบัญชีธนาคาร ไปลงในรายงานภาษีขาย และไม่มีการออกใบกํากับภาษีขาย ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินกองตรวจสอบภาษีกลาง พบว่า บริษัทฯ มีภาษีอากรค้างชําระ ทั้งสิ้น 79,067,875.84 บาท ( รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย คํานวนถึง 30 เม.ย. 2568 ) บริษัทไม่สามารถนําส่งเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบ และเมื่อเจ้าพนักงานทำหนังสือแจ้งให้กรรมการมาพบก็ไม่เข้ามาพบและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง เจ้าพนักงานสรรพากรพิจารณา เห็นว่า บริษัท มีเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง การเสียภาษีอากร ตามมาตรา 37( 2) แห่งประมวลรัษฎากร และเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงได้เข้าร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อดำเนินคดีอาญากับ บริษัท มีดี้ไทย ไอทีจํากัด กับพวก ซึ่ง มีนายสุวัฒน์ฯ และสายชลฯ เป็นกรรมการลงลายมือชื่อ ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นต่อศาลอาญา ขอออกหมายจับผู้ต้องหาผู้เป็นกรรมการในฐานะนิติบุคคล และ ในฐานะส่วนตัว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ต่อมา ชุดสืบสวน ชุดปฏิบัติการที่ 3 และ ชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.2 บก.ปอศ ได้ติดตามและสามรถจับกุมตัว นายสุวัฒน์ฯ และนาย สายชลฯ ตามหมายจับดังกล่าวได้ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/criminality-news/860388/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f69dnRv3WWQI7-UJtZ01F