Category: ไอที

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • บทวิเคราะห์: เมื่อกระแสชาตินิยมชนะทรัมป์ ภาษีสหรัฐฯ ก็หยุดไทยไม่ได้

    เจเฟ็ด ควิตซอน นักวิชาการจากโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของศูนย์ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) วิเคราะห์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในรายการ Asia First ของสำนักข่าว Channel News Asia

    ผู้ดำเนินรายการ: หากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ หรือนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ไม่สามารถหยุดการปะทะ ใครหรืออะไรจะทำให้ไทยกับกัมพูชากลับสู่โต๊ะเจรจา

    ควิตซอน: พวกเขาน่าจะยังไม่เจรจากันเร็วๆ นี้ นายกฯ อนุทินประกาศชัดเจนก่อนคุยกับทรัมป์ว่า ไม่มีความต้องการที่จะเจรจา เว้นแต่จะเป็นการเจรจาด้วยความสุจริตใจและเป็นการเจรจาระหว่างสองประเทศเท่านั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องทวิภาคี และเนื่องจากกระแสชาตินิยมที่รุนแรงในทั้งสองฝ่าย ซึ่งถูกปลุกปั่นโดย ฮุน มาเนต ทางฝั่งกัมพูชา และนายกฯ อนุอิน ทางฝั่งไทย จึงยากที่สถานการณ์จะกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว ฝั่งกัมพูชาก็ไม่ถอย ฮุน เซน เรียกไทยว่า ผู้รุกราน และสร้างภาพว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความอยู่รอดของชาติ ดังนั้นผมมองว่าตอนนี้ทางออกยังไม่ชัดเจน

    ผู้ดำเนินรายการ: ทรัมป์อ้างว่าทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิง แต่อนุทินปฏิเสธ คุณตีความความไม่ตรงกันนี้อย่างไร ดูเหมือนว่าอนุทินจะไม่กังวลเรื่องการทำให้วอชิงตันไม่พอใจ ผลกระทบที่จะตามมาจะเป็นอย่างไร

    ควิตซอน: สิ่งที่อยู่ในใจเขา (อนุทิน) และผมมั่นใจว่าอยู่ในใจ ฮุน มาเนต ด้วยคือ ผลกระทบจากการทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์โกรธ ซึ่งมาในรูปแบบของมาตรการทางเศรษฐกิจ มาตรการภาษีใดๆ ก็ตามอาจสร้างความหวาดกลัวให้กับเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตของทั้งสองประเทศได้ ทั้งกัมพูชาและไทยกำลังอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจทรงตัว และแน่นอนว่าต้องอาศัยการเจรจาที่ดีกับสหรัฐฯ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ที่ดีกับประธานาธิบดีทรัมป์ในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อเจรจาต่อรองอัตราภาษีที่เป็นประโยชน์

    เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บภาษีเพิ่มและถอนตัวจากการเจรจาภาษีหากทั้งสองฝ่ายไม่หยุดการสู้รบ และทรัมป์ก็เชื่อว่าคำขู่นั้นทำให้ไทยและกัมพูชายอมนั่งโต๊ะเจรจากันตั้งแต่แรก แต่ ณ ตอนนี้ดูเหมือนว่ากระแสชาตินิยมจะชนะทรัมป์ พวกเขาจะไม่ยอมอ่อนข้อต่อข้อเสนอทางเศรษฐกิจใดๆ จากสหรัฐฯ เนื่องจากมีผลประโยชน์ด้านชาตินิยมสูงมาก

    ผู้ดำเนินรายการ: นี่คือ 1 ใน 8 ข้อตกลงสันติภาพที่ทรัมป์อ้างว่าทำให้เกิดขึ้นตั้งแต่รับตำแหน่ง มีอย่างอื่นที่ทรัมป์อาจทำอีกไหม ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ข้อตกลงดูน่าสนใจยิ่งขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การบังคับให้คนที่ขัดแย้งหยุดโต้เถียงและเริ่มประพฤติตัวอย่างมีเหตุผลหรือร่วมมือกัน เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะพูดคุยเกี่ยวกับการหยุดยิง

    ควิตซอน: ผมไม่มั่นใจว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะมีส่วนได้ส่วนเสียในความขัดแย้งนี้มากพอหรือไม่ ครั้งที่แล้วที่เขาไปที่นั่น เพื่อเป็นคนกลางเจรจาหยุดยิง และไปร่วมในพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพหรือข้อตกลงหยุดยิง ก็เป็นเพราะว่าบังเอิญเขาอยู่ในเมืองนั้นพอดี ผมนึกไม่ออกว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะมีแรงจูงใจมากพอที่จะเดินทางไปยังภูมิภาคนั้นด้วยตนเองเพื่อเจรจาต่อรองกับผู้นำทั้งสองคน ผมว่ามันน่าจะเป็นการต่อสายคุยหรือช่องทางการสื่อสารอื่นเพื่อโน้มน้าวให้พวกเขาหาทางออก ณ จุดนี้ ทรัมป์คงทำอะไรได้ไม่มากนัก เว้นแต่เขาจะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เคยมีสถานการณ์ที่ประธานาธิบดีให้ความสนใจในโครงการใดโครงการหนึ่งเป็นการส่วนตัว ซึ่งแน่นอนว่าเราก็ไม่อาจมองข้ามไปได้ แต่ตอนนี้ผมยังไม่เห็นว่าจะมีโอกาสนั้นเกิดขึ้น

    ผู้ดำเนินรายการ: เราไม่ได้ยินข่าวอะไรมากนักจากจีน แต่จีนกำลังมีบทบาทเงียบๆ อยู่ที่ไหนสักแห่งหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย หรืออาจจะให้การสนับสนุนพันธมิตรใกล้ชิดในพนมเปญ

    ควิตซอน: ผมคิดถึงท่าทีของจีนมาตลอด และตอนนี้ผมไม่เห็นความเคลื่อนไหวอะไรมากนักจากภายนอก แน่นอนว่าในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนเป็นตัวกลางสำคัญในการเจรจาหยุดยิง แม้แต่ในดินแดนพิพาทต่างๆ เช่น ในศูนย์กลางการหลอกลวง หรือบริเวณชายแดนเมียนมากับจีน จีนมีบทบาทในการพยายามไกล่เกลี่ยข้อตกลงหยุดยิงแบบลับๆ แต่จีนก็ไม่ได้มีชื่อเสียงที่ดีนักในเรื่องการรักษาข้อตกลงหยุดยิงให้ยั่งยืน ยกตัวอย่างเมียนมา การปะทะกันมักปะทุขึ้นอีกครั้งภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหรือสัปดาห์

    จีนไม่ได้เป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่เข้มแข็งนัก พนมเปญอาจขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากพันธมิตรใกล้ชิดอย่างปักกิ่งได้ แต่ ณ จุดนี้ ผมยังไม่แน่ใจว่าจีนจะมีอำนาจต่อรองกับไทยได้มากน้อยแค่ไหน แม้ว่าจีนจะเป็นคู่ค้าที่สำคัญอย่างที่ผมกล่าวไปก่อนหน้านี้ แต่ผมคิดว่าแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะดึงรัฐบาลไทยออกจากความสนใจในสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นวิกฤตการณ์ที่คุกคามการดำรงอยู่หรือภัยคุกคามสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีของชาติ

    ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรีอนุทินและรัฐบาลไทยมุ่งเน้นไปที่การทำให้กัมพูชาอ่อนแอลง พวกเขาได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการให้แน่ใจว่ากัมพูชาจะไม่สามารถสร้างสถานการณ์เช่นนี้ให้กับประเทศไทยและทำให้พลเมืองไทยตกอยู่ในอันตรายถึงขนาดนี้ได้อีก ดังนั้นจนกว่าพวกเขาจะบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น ผมจึงไม่คิดว่าจะมีทางออกทางเศรษฐกิจใดที่จะมาช่วยได้

    ผู้ดำเนินรายการ: ตอนนี้การยิงปะทะเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว เส้นทางการยกระดับความรุนแรงที่เป็นไปได้มากที่สุดจากนี้ไปคืออะไร และความเสี่ยงจากการคำนวณผิดพลาดมีมากแค่ไหน ในเมื่อเราเห็นการผสมผสานระหว่างอาวุธหนัก ความรู้สึกชาตินิยม รวมถึงข้อความทางการเมืองด้วย

    ควิตซอน:การคำนวณผิดพลาดคือประเด็นใหญ่ที่เราจำเป็นต้องให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เพราะความขัดแย้งส่วนใหญ่เกิดจากการคำนวณผิดพลาดและการสื่อสารที่ผิดพลาด ทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็เชื่อว่าอีกฝ่ายหนึ่งยิงก่อน ฝั่งไทยเชื่อว่ากัมพูชามีเจตนาไม่ดีและยังคงฝังทุ่นระเบิดใหม่ แต่ฝั่งกัมพูชากลับปฏิเสธว่าไม่มี ดังนั้น ผมจึงนึกภาพไม่ออกว่าจะมีสถานการณ์ใดที่พวกเขาจะหาทางออกที่ราบรื่นได้ และมันจะนำไปสู่สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้

    มีการปะทะกันตามแนวชายแดน การโจมตีด้วยขีปนาวุธ และการโจมตีทางอากาศในพื้นที่จำกัดตามแนวชายแดน สัปดาห์ที่แล้วประเทศไทยกล่าวถึง 11 จุดตามแนวชายแดนที่หวังจะยึดคืนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่เรายังไม่เห็นพฤติกรรมใดๆ ที่บ่งชี้ไปในทิศทางนั้นมากนัก และยังไม่ชัดเจนว่าจุดเหล่านั้นอยู่ที่ใดกันแน่

    ฮุน มาเนต และฮุน เซน แสดงความคิดเห็นต่อสถานที่เหล่านั้น โดยกล่าวว่า กัมพูชาจะต่อสู้สุดกำลัง แต่ในขณะนี้ ผมคิดว่าสงครามจะยังคงเป็นสงครามที่เจ็บปวดและทำลายล้าง ซึ่งจะทำให้ผู้คนหลายพันหลายแสนคนต้องพลัดพรากจากบ้านเรือนไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยและสถานที่ชั่วคราวอื่นๆ เพื่อพยายามเอาชีวิตรอดจากพายุแห่งความขัดแย้งนี้

    Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/analyst-thailand-cambodia-conflict-nationalism-trumps-rump&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xerIzCd8m_E-Z4NmJ93Hn

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • บทวิเคราะห์: เมื่อกระแสชาตินิยมชนะทรัมป์ ภาษีสหรัฐฯ ก็หยุดไทยไม่ได้

    เจเฟ็ด ควิตซอน นักวิชาการจากโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของศูนย์ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) วิเคราะห์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในรายการ Asia First ของสำนักข่าว Channel News Asia

    ผู้ดำเนินรายการ: หากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ หรือนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ไม่สามารถหยุดการปะทะ ใครหรืออะไรจะทำให้ไทยกับกัมพูชากลับสู่โต๊ะเจรจา

    ควิตซอน: พวกเขาน่าจะยังไม่เจรจากันเร็วๆ นี้ นายกฯ อนุทินประกาศชัดเจนก่อนคุยกับทรัมป์ว่า ไม่มีความต้องการที่จะเจรจา เว้นแต่จะเป็นการเจรจาด้วยความสุจริตใจและเป็นการเจรจาระหว่างสองประเทศเท่านั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องทวิภาคี และเนื่องจากกระแสชาตินิยมที่รุนแรงในทั้งสองฝ่าย ซึ่งถูกปลุกปั่นโดย ฮุน มาเนต ทางฝั่งกัมพูชา และนายกฯ อนุอิน ทางฝั่งไทย จึงยากที่สถานการณ์จะกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว ฝั่งกัมพูชาก็ไม่ถอย ฮุน เซน เรียกไทยว่า ผู้รุกราน และสร้างภาพว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความอยู่รอดของชาติ ดังนั้นผมมองว่าตอนนี้ทางออกยังไม่ชัดเจน

    ผู้ดำเนินรายการ: ทรัมป์อ้างว่าทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิง แต่อนุทินปฏิเสธ คุณตีความความไม่ตรงกันนี้อย่างไร ดูเหมือนว่าอนุทินจะไม่กังวลเรื่องการทำให้วอชิงตันไม่พอใจ ผลกระทบที่จะตามมาจะเป็นอย่างไร

    ควิตซอน: สิ่งที่อยู่ในใจเขา (อนุทิน) และผมมั่นใจว่าอยู่ในใจ ฮุน มาเนต ด้วยคือ ผลกระทบจากการทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์โกรธ ซึ่งมาในรูปแบบของมาตรการทางเศรษฐกิจ มาตรการภาษีใดๆ ก็ตามอาจสร้างความหวาดกลัวให้กับเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตของทั้งสองประเทศได้ ทั้งกัมพูชาและไทยกำลังอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจทรงตัว และแน่นอนว่าต้องอาศัยการเจรจาที่ดีกับสหรัฐฯ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ที่ดีกับประธานาธิบดีทรัมป์ในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อเจรจาต่อรองอัตราภาษีที่เป็นประโยชน์

    เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บภาษีเพิ่มและถอนตัวจากการเจรจาภาษีหากทั้งสองฝ่ายไม่หยุดการสู้รบ และทรัมป์ก็เชื่อว่าคำขู่นั้นทำให้ไทยและกัมพูชายอมนั่งโต๊ะเจรจากันตั้งแต่แรก แต่ ณ ตอนนี้ดูเหมือนว่ากระแสชาตินิยมจะชนะทรัมป์ พวกเขาจะไม่ยอมอ่อนข้อต่อข้อเสนอทางเศรษฐกิจใดๆ จากสหรัฐฯ เนื่องจากมีผลประโยชน์ด้านชาตินิยมสูงมาก

    ผู้ดำเนินรายการ: นี่คือ 1 ใน 8 ข้อตกลงสันติภาพที่ทรัมป์อ้างว่าทำให้เกิดขึ้นตั้งแต่รับตำแหน่ง มีอย่างอื่นที่ทรัมป์อาจทำอีกไหม ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ข้อตกลงดูน่าสนใจยิ่งขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การบังคับให้คนที่ขัดแย้งหยุดโต้เถียงและเริ่มประพฤติตัวอย่างมีเหตุผลหรือร่วมมือกัน เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะพูดคุยเกี่ยวกับการหยุดยิง

    ควิตซอน: ผมไม่มั่นใจว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะมีส่วนได้ส่วนเสียในความขัดแย้งนี้มากพอหรือไม่ ครั้งที่แล้วที่เขาไปที่นั่น เพื่อเป็นคนกลางเจรจาหยุดยิง และไปร่วมในพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพหรือข้อตกลงหยุดยิง ก็เป็นเพราะว่าบังเอิญเขาอยู่ในเมืองนั้นพอดี ผมนึกไม่ออกว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะมีแรงจูงใจมากพอที่จะเดินทางไปยังภูมิภาคนั้นด้วยตนเองเพื่อเจรจาต่อรองกับผู้นำทั้งสองคน ผมว่ามันน่าจะเป็นการต่อสายคุยหรือช่องทางการสื่อสารอื่นเพื่อโน้มน้าวให้พวกเขาหาทางออก ณ จุดนี้ ทรัมป์คงทำอะไรได้ไม่มากนัก เว้นแต่เขาจะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เคยมีสถานการณ์ที่ประธานาธิบดีให้ความสนใจในโครงการใดโครงการหนึ่งเป็นการส่วนตัว ซึ่งแน่นอนว่าเราก็ไม่อาจมองข้ามไปได้ แต่ตอนนี้ผมยังไม่เห็นว่าจะมีโอกาสนั้นเกิดขึ้น

    ผู้ดำเนินรายการ: เราไม่ได้ยินข่าวอะไรมากนักจากจีน แต่จีนกำลังมีบทบาทเงียบๆ อยู่ที่ไหนสักแห่งหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้ไกล่เกลี่ย หรืออาจจะให้การสนับสนุนพันธมิตรใกล้ชิดในพนมเปญ

    ควิตซอน: ผมคิดถึงท่าทีของจีนมาตลอด และตอนนี้ผมไม่เห็นความเคลื่อนไหวอะไรมากนักจากภายนอก แน่นอนว่าในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนเป็นตัวกลางสำคัญในการเจรจาหยุดยิง แม้แต่ในดินแดนพิพาทต่างๆ เช่น ในศูนย์กลางการหลอกลวง หรือบริเวณชายแดนเมียนมากับจีน จีนมีบทบาทในการพยายามไกล่เกลี่ยข้อตกลงหยุดยิงแบบลับๆ แต่จีนก็ไม่ได้มีชื่อเสียงที่ดีนักในเรื่องการรักษาข้อตกลงหยุดยิงให้ยั่งยืน ยกตัวอย่างเมียนมา การปะทะกันมักปะทุขึ้นอีกครั้งภายในเวลาเพียงไม่กี่วันหรือสัปดาห์

    จีนไม่ได้เป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่เข้มแข็งนัก พนมเปญอาจขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากพันธมิตรใกล้ชิดอย่างปักกิ่งได้ แต่ ณ จุดนี้ ผมยังไม่แน่ใจว่าจีนจะมีอำนาจต่อรองกับไทยได้มากน้อยแค่ไหน แม้ว่าจีนจะเป็นคู่ค้าที่สำคัญอย่างที่ผมกล่าวไปก่อนหน้านี้ แต่ผมคิดว่าแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะดึงรัฐบาลไทยออกจากความสนใจในสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นวิกฤตการณ์ที่คุกคามการดำรงอยู่หรือภัยคุกคามสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีของชาติ

    ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรีอนุทินและรัฐบาลไทยมุ่งเน้นไปที่การทำให้กัมพูชาอ่อนแอลง พวกเขาได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการให้แน่ใจว่ากัมพูชาจะไม่สามารถสร้างสถานการณ์เช่นนี้ให้กับประเทศไทยและทำให้พลเมืองไทยตกอยู่ในอันตรายถึงขนาดนี้ได้อีก ดังนั้นจนกว่าพวกเขาจะบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น ผมจึงไม่คิดว่าจะมีทางออกทางเศรษฐกิจใดที่จะมาช่วยได้

    ผู้ดำเนินรายการ: ตอนนี้การยิงปะทะเข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว เส้นทางการยกระดับความรุนแรงที่เป็นไปได้มากที่สุดจากนี้ไปคืออะไร และความเสี่ยงจากการคำนวณผิดพลาดมีมากแค่ไหน ในเมื่อเราเห็นการผสมผสานระหว่างอาวุธหนัก ความรู้สึกชาตินิยม รวมถึงข้อความทางการเมืองด้วย

    ควิตซอน:การคำนวณผิดพลาดคือประเด็นใหญ่ที่เราจำเป็นต้องให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เพราะความขัดแย้งส่วนใหญ่เกิดจากการคำนวณผิดพลาดและการสื่อสารที่ผิดพลาด ทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็เชื่อว่าอีกฝ่ายหนึ่งยิงก่อน ฝั่งไทยเชื่อว่ากัมพูชามีเจตนาไม่ดีและยังคงฝังทุ่นระเบิดใหม่ แต่ฝั่งกัมพูชากลับปฏิเสธว่าไม่มี ดังนั้น ผมจึงนึกภาพไม่ออกว่าจะมีสถานการณ์ใดที่พวกเขาจะหาทางออกที่ราบรื่นได้ และมันจะนำไปสู่สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้

    มีการปะทะกันตามแนวชายแดน การโจมตีด้วยขีปนาวุธ และการโจมตีทางอากาศในพื้นที่จำกัดตามแนวชายแดน สัปดาห์ที่แล้วประเทศไทยกล่าวถึง 11 จุดตามแนวชายแดนที่หวังจะยึดคืนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่เรายังไม่เห็นพฤติกรรมใดๆ ที่บ่งชี้ไปในทิศทางนั้นมากนัก และยังไม่ชัดเจนว่าจุดเหล่านั้นอยู่ที่ใดกันแน่

    ฮุน มาเนต และฮุน เซน แสดงความคิดเห็นต่อสถานที่เหล่านั้น โดยกล่าวว่า กัมพูชาจะต่อสู้สุดกำลัง แต่ในขณะนี้ ผมคิดว่าสงครามจะยังคงเป็นสงครามที่เจ็บปวดและทำลายล้าง ซึ่งจะทำให้ผู้คนหลายพันหลายแสนคนต้องพลัดพรากจากบ้านเรือนไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยและสถานที่ชั่วคราวอื่นๆ เพื่อพยายามเอาชีวิตรอดจากพายุแห่งความขัดแย้งนี้

    Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/analyst-thailand-cambodia-conflict-nationalism-trumps-rump&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xerIzCd8m_E-Z4NmJ93Hn

  • รมว.วัฒนธรรมเปิดชุมชนลำปำ พัทลุง 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี ปี 2568 | TOPNEWS

    วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2568 ที่ชุมชนลำปำ ณ ศาลาเอนกประสงค์ชุมชนบ้านท่าน้ำหัวนอน ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมี ดร.นาที รัชกิจประการ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมงาน พร้อมด้วยชาวชุมชนและประชาชนในพื้นที่

      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์” นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ปีนี้ชุมชนลำปำได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบของประเทศ พร้อมเน้นย้ำให้ชุมชนร่วมกันพัฒนาเพื่อความเข้มแข็งและเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

     รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ชุมชนลำปำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัด มีอัตลักษณ์โดดเด่น ทั้งโบราณสถาน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ตลาดริมคลองลำปำที่สะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิม อาหารพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรมตักบาตรพระทางน้ำที่หาชมได้เฉพาะที่นี่ พร้อมกล่าวว่าในปีหน้าจะบรรจุชุมชนลำปำในปฏิทินท่องเที่ยวของประเทศต่อไป

    แสงอรุณ แดงมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พัทลุง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1427089&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jxKjVN_bgAVTkfUFhl4Cn

  • รมว.วัฒนธรรมเปิดชุมชนลำปำ พัทลุง 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี ปี 2568 | TOPNEWS

    วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2568 ที่ชุมชนลำปำ ณ ศาลาเอนกประสงค์ชุมชนบ้านท่าน้ำหัวนอน ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมี ดร.นาที รัชกิจประการ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมงาน พร้อมด้วยชาวชุมชนและประชาชนในพื้นที่

      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์” นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ปีนี้ชุมชนลำปำได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบของประเทศ พร้อมเน้นย้ำให้ชุมชนร่วมกันพัฒนาเพื่อความเข้มแข็งและเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

     รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ชุมชนลำปำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัด มีอัตลักษณ์โดดเด่น ทั้งโบราณสถาน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ตลาดริมคลองลำปำที่สะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิม อาหารพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรมตักบาตรพระทางน้ำที่หาชมได้เฉพาะที่นี่ พร้อมกล่าวว่าในปีหน้าจะบรรจุชุมชนลำปำในปฏิทินท่องเที่ยวของประเทศต่อไป

    แสงอรุณ แดงมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พัทลุง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1427089&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jxKjVN_bgAVTkfUFhl4Cn

  • รมว.วัฒนธรรมเปิดชุมชนลำปำ พัทลุง 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบเที่ยวชุมชนยลวิถี ปี 2568 | TOPNEWS

    วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2568 ที่ชุมชนลำปำ ณ ศาลาเอนกประสงค์ชุมชนบ้านท่าน้ำหัวนอน ต.ลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง โดยมี ดร.นาที รัชกิจประการ นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมงาน พร้อมด้วยชาวชุมชนและประชาชนในพื้นที่

      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของชุมชน โดยนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่พัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์” นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ปีนี้ชุมชนลำปำได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบของประเทศ พร้อมเน้นย้ำให้ชุมชนร่วมกันพัฒนาเพื่อความเข้มแข็งและเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

     รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ชุมชนลำปำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำคัญของจังหวัด มีอัตลักษณ์โดดเด่น ทั้งโบราณสถาน การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ตลาดริมคลองลำปำที่สะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิม อาหารพื้นบ้านและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรมตักบาตรพระทางน้ำที่หาชมได้เฉพาะที่นี่ พร้อมกล่าวว่าในปีหน้าจะบรรจุชุมชนลำปำในปฏิทินท่องเที่ยวของประเทศต่อไป

    แสงอรุณ แดงมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พัทลุง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1427089&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jxKjVN_bgAVTkfUFhl4Cn

  • วช. แถลงข่าวเชิญชวนร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569

    วช. แถลงข่าวเชิญชวนร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569

    ไอที

    วช. แถลงข่าวเชิญชวนร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569

    วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วช. แถลงข่าวเชิญชวนร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569
    ชูผลงานวิจัย นวัตกรรมเด่นกว่า 1,000 ผลงาน พร้อมประกาศรางวัลการวิจัยแห่งชาติ 185 รางวัล

    สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดแถลงข่าวการจัดงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569 และรางวัลการวิจัยแห่งชาติ: รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ รางวัลผลงานวิจัย รางวัลวิทยานิพนธ์ และรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปีงบประมาณ 2569 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ผู้บริหารหน่วยงาน และคณะผู้บริหาร วช. เข้าร่วมกิจกรรม ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม อาคาร วช. 8

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า หนึ่งในภารกิจสำคัญตามพันธกิจของ วช. คือการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูนักวิจัยและหน่วยงานด้านการวิจัยและนวัตกรรม ที่มีผลงานโดดเด่น และสร้างคุณูปการต่อวงวิชาการและประเทศชาติ สำหรับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2569 นี้ วช. ได้อนุมัติให้รางวัลรวมทั้งสิ้น 185 รางวัล ใน 4 ประเภท ดังนี้ 1) รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 15 ท่าน ใน 9 สาขาวิชาการ 2) รางวัลผลงานวิจัย จำนวน 57 รางวัล ใน 12 สาขาวิชาการ 3) รางวัลวิทยานิพนธ์ จำนวน 51 รางวัล ใน 12 สาขาวิชาการ และ 4) รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น จำนวน 62 รางวัล ใน 9 สาขาวิชาการ ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ จะเข้ารับพระราชทานเกียรติบัตรรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ภายในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569 ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 9 มกราคม 2569 เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพด้านการประดิษฐ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” โดยงานดังกล่าวจะเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมพร้อมใช้ ตลอดจนความก้าวหน้าด้านการประดิษฐ์คิดค้นของประเทศ เพื่อขยายผลและนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ สอดคล้องกับเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการขับเคลื่อนประเทศด้วยการวิจัยและนวัตกรรมสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

    ต่อมา เป็นการเสวนา “เส้นทางแห่งปัญญา: ประสบการณ์วิจัยและบทเรียนที่อยากส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่” โดย นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 ทั้ง 6 ท่าน จาก 5 สาขาวิชาการ ดังนี้
    1) สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศาสตราจารย์วิจัย ดร.เจตสุมน ประจำศรี
    2) สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช ศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.ปิติ จันทร์วรโชติ
    3) สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ศาสตราจารย์ ดร.วิไล รังสาดทอง และ รองศาสตราจารย์ ดร.ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ
    4) สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย ศาสตราจารย์ ดร.อภิรัฐ ศิริธราธิวัตร
    5) สาขาเศรษฐศาสตร์ ดร.ศิริมล ตรีพงษ์กรุณา

    วช. ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026) ระหว่างวันที่ 5 – 9 มกราคม 2569 เวลา 09.00 – 17.30 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ พบกับนิทรรศการน้อมรำลึกและนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการผลงานที่ได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ นิทรรศการผลงานจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาใน 6 กลุ่มเรื่อง ผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์กว่า 1,000 ผลงาน อาทิ “ต้นแบบระบบบำบัดยาปฏิชีวนะตกค้างในน้ำเสียโรงพยาบาล (Ozone-Act)” โดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มุ่งลดความเสี่ยงด้านการดื้อยาต่อสิ่งแวดล้อมและระบบสาธารณสุข นอกจากนี้ยังมีผลงานด้านการแพทย์และสัตวแพทย์ เช่น หุ่นฝึกฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อทารกแรกเกิดด้วยระบบเซนเซอร์ไร้สาย หุ่นฝึกกู้ชีพสุนัขและแมวขั้นพื้นฐาน (CPR Training Model) โดย บริษัท เอฟ 2022 จำกัด และ ชุดรักษาทางทันตกรรมเคลื่อนที่ โดย กรมอนามัย ซึ่งช่วยยกระดับการฝึกทักษะบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงผลงานด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อม เช่น อากาศยานไร้คนขับแบบขึ้นลงแนวดิ่งแบบสามมิติ (VTOL Drone) สำหรับสำรวจสุขภาพพืชและติดตามการระบาดของศัตรูพืช โดย มหาวิทยาลัยมหิดล แผ่นตรวจวัดเชิงสีแบบมัลติเพล็กซ์สำหรับวิเคราะห์โลหะหนักและสารปนเปื้อนในน้ำดื่ม และ จุ่มก่อนจิบ อุปกรณ์แจ้งเตือนผ่านเล็บมือเพื่อป้องกันยาเสียตัวและสร้างความปลอดภัยในสังคม โดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครื่องทอผ้าขนาดเล็ก โดย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เป็นต้น ซึ่งล้วนสะท้อนบทบาทของงานวิจัยไทยที่มุ่งตอบโจทย์การใช้ประโยชน์จริงในระดับชุมชน สังคม และประเทศ กิจกรรมการฝึกอบรมเชิงวิชาการและปฏิบัติการ การเสวนาและการบรรยายในหัวข้อต่าง ๆ กว่า 100 หัวข้อ การประกวดและมอบรางวัล รวมถึงนิทรรศการ Highlight ส่งเสริมการเรียนรู้สร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อาทิ ศูนย์เกษตรวิถีเมือง Urban farming hub, ดอกไม้เพื่อการใช้ประโยชน์ (Research Utilization : Flower for use), ดินแดนสัตว์มหัศจรรย์ Animal In Wonderland, New Gen x วัยเก๋า เล่นไปด้วยกัน, ผจญภัยในโลกนวัตกรรมการแพทย์สมัยใหม่ MedLab Experience ฯลฯ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/459138&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wPinUuXRZ8Nj_P2_MuwUc