Category: ไอที

  • KKPS ชี้ท่องเที่ยวไทยปี 69 ฟื้น รับนักท่องเที่ยวจีน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากฐานที่ต่ำในปี 2568 เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อ่อนแอ การท่องเที่ยวไทยในปี 2026 คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากนักท่องเที่ยวจีนที่อาจเปลี่ยนทิศทางจากญี่ปุ่นมาสู่ประเทศไทย หลังข้อพิพาทล่าสุดระหว่างจีนและญี่ปุ่น

    บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมของไทยจะเติบโต 4% สู่ 34.4 ล้านคนในปี 2026 โดยส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวจีนคาดว่าจะเพิ่มจาก 7% ในช่วงเก้าเดือนแรกของปีนี้ ใกล้ระดับ 11% ที่เคยเห็นในปี 2019 ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของญี่ปุ่นลดลงจาก 15% เหลือ 13% ในเดือนธันวาคม

    ด้านการบิน บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ประกาศตารางบินฤดูหนาวล่าสุด สะท้อนจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน ขณะที่ภาคโรงแรมแนวโน้มรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) คาดฟื้นตัวในไตรมาส 4 จากนักท่องเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะโรงแรมต่างจังหวัด ส่วนโรงแรมในกรุงเทพฯ ยังติดลบระดับเลขตัวเดียวกลาง ๆ แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาส 1 ปีหน้า จากนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมา

    KKPS มองว่าโรงแรมต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและมัลดีฟส์ จะเติบโตต่อเนื่อง มัลดีฟส์โดดเด่นจากฐานต่ำ บริษัท เซ็นทรัลพลาซ่า จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL คาดว่าจะเติบโตกำไรสูงสุดในกลุ่ม ราว 32% ในปี 2026 จากการฟื้นตัวของธุรกิจในมัลดีฟส์

    ภาคการบินไทยคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 3–6% สำหรับ AOT, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA โดยกำไรของ AOT คาดเติบโต 24% จาก PSC ที่สูงขึ้น BA คาดเติบโต 5% จากเส้นทางสมุย ขณะที่ THAI คาดลดลง 8% จากต้นทุนที่สูงและการแข่งขันรุนแรง

    โดยรวม KKPS มองว่า CENTEL และ BA เป็นหุ้นเด่น โดย CENTEL ได้รับแรงหนุนจากกำไรที่แข็งแกร่ง ส่วน BA มีมูลค่าไม่แพง PER 8 เท่า, ROE 22% และอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 8% พร้อมโอกาสเติบโตจาก PSC และสัมปทานธุรกิจขนส่งสินค้าและบริการภาคพื้นดินที่สนามบินสุวรรณภูมิ

    สำหรับ AOT KKPS มองว่าระดับราคาประมาณ 50 บาทหรือต่ำกว่า เป็นจังหวะน่าสนใจในการเข้าซื้อ โดยราคาที่อ่อนตัวเป็นโอกาสรับประโยชน์จาก PSC ที่คาดได้รับการอนุมัติ และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าคาด จะหนุนกำไรและราคาเป้าหมายเพิ่ม 3–5%

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/802891&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AG5syBBpU59Kfj86S_dmS

  • เลือกตั้ง 2569 เสียงใคร ชี้ขาด

    เลือกตั้ง 2569 เสียงใคร ชี้ขาด 

    SPACEBAR วิเคราะห์จากข้อมูลการเลือกตั้ง 2566 คาดการณ์ โครงสร้างผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องจับตา จากข้อมูลปี 2566 ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52,506,800 คนผู้มาใช้สิทธิ 39,514,939 คน หรือ 75.26% โครงสร้างตามเพศใกล้เคียงกันทั้งหญิงและชาย ผู้มาใช้สิทธิ ในการเลือตั้งครั้งนี้ น่าจะเป็นกลุ่มคนอายุ 18 ปีขึ้นไป กลุ่มใหญ่สุดคือ Gen Y และ Gen Z

    data by team data ops: SPACEBAR

    election-2026-whose-vote-will-decide-SPACEBAR-Photo01.jpg

    Insights สำคัญ กลุ่มที่จะเป็นเสียงชี้ขาดน่าจะเป็นคนวัยเรียนและคนทำงาน เริ่มจากกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 45 ปี (Gen Z + Gen Y + Gen X ) รวมกันมีสัดส่วนเกิน 70% ของฐานเสียงข้อสรุปเชิงพฤติกรรมสังคม วัยทำงานยังคงเป็นกลุ่มนี่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y และ Gen Z กระตือรือร้น มีประเด็นใน social สูง ส่วน Gen X มีเสียงไม่มาก แต่ turnout สูง และโน้มเอียงมีวินัยการลงคะแนน

    election-2026-whose-vote-will-decide-SPACEBAR-Photo02.jpg

    วิเคราะห์คาดการณ์ฐานเสียงชี้ขาด 2569  Gen Y คือ kingmaker ใหม่ เพราะ… ฐานประชากรมากที่สุด เสียงบนโซเชียลสูงที่สุด และอยู่ในช่วงมีภาระทางสังคมที่น่าจะต้องการ ผู้นำที่อยู่ในอุดมคต เนื่องจาก ภาระหนี้ รายได้ การจ้างงาน ทำให้ “นโยบายเศรษฐกิจปากท้อง” มีผลต่อพฤติกรรมเลือกตั้งสูง

    election-2026-whose-vote-will-decide-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ส่วน Gen Z คือ swing vote เพราะ…เข้าสู่การเลือกตั้งครั้งที่ 2 บางส่วน มี political expectation สูง พร้อม “ย้ายคะแนน” หากผิดหวัง ใครทำผิดหวังโดน มีการใช้ข้อมูล social ผลักดันกระแสได้รวดเร็ว

    Gen X คือเสียงคงที่ แต่เพิ่มน้ำหนักเมื่อ turnout ต่ำเพราะ…turnout มักสูงและเสถียร กลุ่มนี้สนใจความมั่นคงและภาษี ถ้ากลุ่มวัยรุ่น turnout ต่ำ กลุ่มนี้จะกลายเป็นเสียงชี้ขาดทันที

    election-2026-whose-vote-will-decide-SPACEBAR-Photo04.jpg

    สมการชี้ผลปี 2569 แบบคาดการณ์

    turnout กลุ่มคนอายุน้อยสูง → Gen Y + Gen Z รวมกว่า 50–60 % ดังนั้น ผลเลือกตั้งจะถูกกำหนดโดยแนวโน้มเศรษฐกิจ –ฃงาน – หนี้

    (ถ้า turnout ลดลงเทียบปี 2566 → Gen X จะเป็นเสียงชี้ขาด → นโยบายความมั่นคง ภาษีสวัสดิการครอบครัว จะเป็นแกนกลาง

    สรุป กลุ่มเสียงที่จะชี้ขาดในการเลือกตั้งปี 2569 คือ Gen Y และ Gen Z โดยเฉพาะ Gen Y เป็นฐาน “คะแนนเสียงขนาดใหญ่ที่สุด” และ Gen Z เป็นฐาน “กระแสชี้นำ และเปลี่ยนเกม”แต่หาก turnout ต่ำ กลุ่มที่จะ flip ผลการเลือกตั้ง คือ Gen X เพราะสัดส่วนผู้ไปใช้สิทธิเสถียรและมักรวมพลังเลือกในทิศทางคล้ายกัน

    และ… implication สำหรับปี 2569 การแข่งขันชิงเสียงวัยทำงาน (25–45 ปี) จะดุเดือดที่สุด สนาม online จะมีผลสูง เทียบสัดส่วน mentionนโยบาย “หนี้ครัวเรือน รายได้คุณภาพการศึกษา สุขภาพ” คือประเด็นใหญ่ การ mobilize turnout คือตัวคูณผลคะแนน

    election-2026-whose-vote-will-decide-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/election-2026-whose-vote-will-decide&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gEvJBKaWN1oNXgVJpepBG

  • KKPS ชี้ท่องเที่ยวไทยปี 69 ฟื้น รับนักท่องเที่ยวจีน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากฐานที่ต่ำในปี 2568 เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อ่อนแอ การท่องเที่ยวไทยในปี 2026 คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากนักท่องเที่ยวจีนที่อาจเปลี่ยนทิศทางจากญี่ปุ่นมาสู่ประเทศไทย หลังข้อพิพาทล่าสุดระหว่างจีนและญี่ปุ่น

    บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมของไทยจะเติบโต 4% สู่ 34.4 ล้านคนในปี 2026 โดยส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวจีนคาดว่าจะเพิ่มจาก 7% ในช่วงเก้าเดือนแรกของปีนี้ ใกล้ระดับ 11% ที่เคยเห็นในปี 2019 ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของญี่ปุ่นลดลงจาก 15% เหลือ 13% ในเดือนธันวาคม

    ด้านการบิน บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ประกาศตารางบินฤดูหนาวล่าสุด สะท้อนจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน ขณะที่ภาคโรงแรมแนวโน้มรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) คาดฟื้นตัวในไตรมาส 4 จากนักท่องเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะโรงแรมต่างจังหวัด ส่วนโรงแรมในกรุงเทพฯ ยังติดลบระดับเลขตัวเดียวกลาง ๆ แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาส 1 ปีหน้า จากนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมา

    KKPS มองว่าโรงแรมต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและมัลดีฟส์ จะเติบโตต่อเนื่อง มัลดีฟส์โดดเด่นจากฐานต่ำ บริษัท เซ็นทรัลพลาซ่า จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL คาดว่าจะเติบโตกำไรสูงสุดในกลุ่ม ราว 32% ในปี 2026 จากการฟื้นตัวของธุรกิจในมัลดีฟส์

    ภาคการบินไทยคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 3–6% สำหรับ AOT, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA โดยกำไรของ AOT คาดเติบโต 24% จาก PSC ที่สูงขึ้น BA คาดเติบโต 5% จากเส้นทางสมุย ขณะที่ THAI คาดลดลง 8% จากต้นทุนที่สูงและการแข่งขันรุนแรง

    โดยรวม KKPS มองว่า CENTEL และ BA เป็นหุ้นเด่น โดย CENTEL ได้รับแรงหนุนจากกำไรที่แข็งแกร่ง ส่วน BA มีมูลค่าไม่แพง PER 8 เท่า, ROE 22% และอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 8% พร้อมโอกาสเติบโตจาก PSC และสัมปทานธุรกิจขนส่งสินค้าและบริการภาคพื้นดินที่สนามบินสุวรรณภูมิ

    สำหรับ AOT KKPS มองว่าระดับราคาประมาณ 50 บาทหรือต่ำกว่า เป็นจังหวะน่าสนใจในการเข้าซื้อ โดยราคาที่อ่อนตัวเป็นโอกาสรับประโยชน์จาก PSC ที่คาดได้รับการอนุมัติ และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าคาด จะหนุนกำไรและราคาเป้าหมายเพิ่ม 3–5%

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/802891&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AG5syBBpU59Kfj86S_dmS

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • KKPS ชี้ท่องเที่ยวไทยปี 69 ฟื้น รับนักท่องเที่ยวจีน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากฐานที่ต่ำในปี 2568 เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อ่อนแอ การท่องเที่ยวไทยในปี 2026 คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากนักท่องเที่ยวจีนที่อาจเปลี่ยนทิศทางจากญี่ปุ่นมาสู่ประเทศไทย หลังข้อพิพาทล่าสุดระหว่างจีนและญี่ปุ่น

    บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมของไทยจะเติบโต 4% สู่ 34.4 ล้านคนในปี 2026 โดยส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวจีนคาดว่าจะเพิ่มจาก 7% ในช่วงเก้าเดือนแรกของปีนี้ ใกล้ระดับ 11% ที่เคยเห็นในปี 2019 ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของญี่ปุ่นลดลงจาก 15% เหลือ 13% ในเดือนธันวาคม

    ด้านการบิน บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ประกาศตารางบินฤดูหนาวล่าสุด สะท้อนจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน ขณะที่ภาคโรงแรมแนวโน้มรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) คาดฟื้นตัวในไตรมาส 4 จากนักท่องเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะโรงแรมต่างจังหวัด ส่วนโรงแรมในกรุงเทพฯ ยังติดลบระดับเลขตัวเดียวกลาง ๆ แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาส 1 ปีหน้า จากนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมา

    KKPS มองว่าโรงแรมต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและมัลดีฟส์ จะเติบโตต่อเนื่อง มัลดีฟส์โดดเด่นจากฐานต่ำ บริษัท เซ็นทรัลพลาซ่า จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL คาดว่าจะเติบโตกำไรสูงสุดในกลุ่ม ราว 32% ในปี 2026 จากการฟื้นตัวของธุรกิจในมัลดีฟส์

    ภาคการบินไทยคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 3–6% สำหรับ AOT, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA โดยกำไรของ AOT คาดเติบโต 24% จาก PSC ที่สูงขึ้น BA คาดเติบโต 5% จากเส้นทางสมุย ขณะที่ THAI คาดลดลง 8% จากต้นทุนที่สูงและการแข่งขันรุนแรง

    โดยรวม KKPS มองว่า CENTEL และ BA เป็นหุ้นเด่น โดย CENTEL ได้รับแรงหนุนจากกำไรที่แข็งแกร่ง ส่วน BA มีมูลค่าไม่แพง PER 8 เท่า, ROE 22% และอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 8% พร้อมโอกาสเติบโตจาก PSC และสัมปทานธุรกิจขนส่งสินค้าและบริการภาคพื้นดินที่สนามบินสุวรรณภูมิ

    สำหรับ AOT KKPS มองว่าระดับราคาประมาณ 50 บาทหรือต่ำกว่า เป็นจังหวะน่าสนใจในการเข้าซื้อ โดยราคาที่อ่อนตัวเป็นโอกาสรับประโยชน์จาก PSC ที่คาดได้รับการอนุมัติ และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าคาด จะหนุนกำไรและราคาเป้าหมายเพิ่ม 3–5%

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/802891&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AG5syBBpU59Kfj86S_dmS

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1

  • KKPS ชี้ท่องเที่ยวไทยปี 69 ฟื้น รับนักท่องเที่ยวจีน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากฐานที่ต่ำในปี 2568 เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อ่อนแอ การท่องเที่ยวไทยในปี 2026 คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากนักท่องเที่ยวจีนที่อาจเปลี่ยนทิศทางจากญี่ปุ่นมาสู่ประเทศไทย หลังข้อพิพาทล่าสุดระหว่างจีนและญี่ปุ่น

    บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมของไทยจะเติบโต 4% สู่ 34.4 ล้านคนในปี 2026 โดยส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวจีนคาดว่าจะเพิ่มจาก 7% ในช่วงเก้าเดือนแรกของปีนี้ ใกล้ระดับ 11% ที่เคยเห็นในปี 2019 ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของญี่ปุ่นลดลงจาก 15% เหลือ 13% ในเดือนธันวาคม

    ด้านการบิน บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ประกาศตารางบินฤดูหนาวล่าสุด สะท้อนจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน ขณะที่ภาคโรงแรมแนวโน้มรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) คาดฟื้นตัวในไตรมาส 4 จากนักท่องเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะโรงแรมต่างจังหวัด ส่วนโรงแรมในกรุงเทพฯ ยังติดลบระดับเลขตัวเดียวกลาง ๆ แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาส 1 ปีหน้า จากนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมา

    KKPS มองว่าโรงแรมต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและมัลดีฟส์ จะเติบโตต่อเนื่อง มัลดีฟส์โดดเด่นจากฐานต่ำ บริษัท เซ็นทรัลพลาซ่า จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL คาดว่าจะเติบโตกำไรสูงสุดในกลุ่ม ราว 32% ในปี 2026 จากการฟื้นตัวของธุรกิจในมัลดีฟส์

    ภาคการบินไทยคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 3–6% สำหรับ AOT, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA โดยกำไรของ AOT คาดเติบโต 24% จาก PSC ที่สูงขึ้น BA คาดเติบโต 5% จากเส้นทางสมุย ขณะที่ THAI คาดลดลง 8% จากต้นทุนที่สูงและการแข่งขันรุนแรง

    โดยรวม KKPS มองว่า CENTEL และ BA เป็นหุ้นเด่น โดย CENTEL ได้รับแรงหนุนจากกำไรที่แข็งแกร่ง ส่วน BA มีมูลค่าไม่แพง PER 8 เท่า, ROE 22% และอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 8% พร้อมโอกาสเติบโตจาก PSC และสัมปทานธุรกิจขนส่งสินค้าและบริการภาคพื้นดินที่สนามบินสุวรรณภูมิ

    สำหรับ AOT KKPS มองว่าระดับราคาประมาณ 50 บาทหรือต่ำกว่า เป็นจังหวะน่าสนใจในการเข้าซื้อ โดยราคาที่อ่อนตัวเป็นโอกาสรับประโยชน์จาก PSC ที่คาดได้รับการอนุมัติ และจำนวนนักท่องเที่ยวสูงกว่าคาด จะหนุนกำไรและราคาเป้าหมายเพิ่ม 3–5%

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/802891&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AG5syBBpU59Kfj86S_dmS

  • TISCO ESU ชี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% โดยพิจารณาจากความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพในระยะข้างหน้า – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting)
    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ธ.ค. และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Note: The estimation is based on the model assumptions in An Independent Evaluation of the Bank of Thailand’s Monetary Policy under the Inflation Targeting Framework, 2000–2010 by S. Greenville and T. Ito.

    Source: BoT, CEIC, NESDC, Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่ามาตรการด้านการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเสริมประสิทธิผลของมาตรการด้านการเงินและนโยบายการคลังอื่นๆ ให้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น
    • ประเด็นสำคัญจากการประชุม: ด้านเศรษฐกิจ: กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.2%, 1.5% และ 2.3% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ และผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2026 และสำหรับปี 2026 เศรษฐกิจคาดว่าจะอ่อนแรงลงเมื่อเทียบกับปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวสอดคล้องกับรายได้ที่ปรับลดลง และการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงจากผลกระทบนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการยังเห็นว่าควรติดตามความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติงบประมาณปี 2027 และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำบางส่วนเนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องมีนโยบายที่สอดประสานกันเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
    • ด้านเงินเฟ้อ: อัตราเงินเฟ้อทั่วไปถูกปรับลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ -0.1%, 0.3% และ 1.0% ในปี 2025, 2026 และ 2027 ตามลำดับ โดยยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอยู่ในระดับจำกัด แม้อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ความเสี่ยงเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการไม่มีสัญญาณของการปรับลดราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
    • ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน: แม้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับลดลงตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้า การขยายตัวของสินเชื่อโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะหดตัว สะท้อนถึงการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น คณะกรรมการจะติดตามพัฒนาการด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนมาตรการทางการเงินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ คณะกรรมการเห็นควรเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามการแข็งค่าของเงินบาทและพิจารณามาตรการบริหารจัดการธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่ก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท
    • ประเด็นสำคัญเพิ่มเติม: กนง. ระบุว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงิน และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการคำนึงถึงขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัดในการดำเนินมาตรการด้วย
    • กรรมการฯ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกัน กนง. ยังได้ตัดข้อความที่เน้นความสำคัญของจังหวะเวลาและประสิทธิภาพของการผ่อนคลายนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่นโยบายออกไป ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงโอกาสในการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากเศรษฐกิจยังโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
    • ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มสูงขึ้นและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังต่ำกว่าศักยภาพ เราคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อเนื่องอีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026
    • ทั้งนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอาจส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570  มีแนวโน้มล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่หากยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น อาจส่งผลให้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ต้องเลื่อนออกไป เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณติดขัด และแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 อาจล่าช้าออกไปอีก ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ต่ำอยู่แล้ว ให้แย่ลง
    • เรายังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่างการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะชะลอตัว ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง และปัญหาภาระหนี้สินของครัวเรือน ดังนั้น เราจึงคงประมาณการการขยายตัวของ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% คงที่จากการประเมินครั้งก่อนหน้า และมองความเสี่ยงต่อประมาณการโน้มเอียงไปทางด้านต่ำเพิ่มมากขึ้น
    • ดังนั้น เรายังคงมุมมองว่าทิศทางนโยบายการเงินยังต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026F  เนื่องจากนโยบายการเงินยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับลดลงมาสู่ระดับ 1.00% ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการผ่อนคลายในครั้งนี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/18/604250/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNCX-nSOlRq2ORBnWG5G1