Category: ไอที

  • สัญญาณเตือนภัยจากปารีส! เมื่อหนี้สาธารณะของฝรั่งเศสกลายเป็นระเบิดเวลา และโดมิโนตัวใหญ่กำลังจะล้ม

    ท่ามกลางความวิจิตรบรรจงของสถาปัตยกรรม แฟชั่นอันหรูหรา และแสงสีแห่งปารีส เงาที่ทอดตัวยาวและมืดมิดที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่เงาจากหอไอเฟล แต่เป็น ‘เงาแห่งหนี้สาธารณะ’ ที่ทาบทับและกำลังกัดเซาะรากฐานความมั่งคั่งของฝรั่งเศสอย่างรุนแรง ล่าสุดตัวเลขจากสถาบันสถิติแห่งชาติ (INSEE) ได้ประกาศความจริงที่น่าตระหนกว่า หนี้สาธารณะของฝรั่งเศสพุ่งทะยานสู่ 3.482 ล้านล้านยูโร หรือคิดเป็น 117.4% ของ GDP ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์หากไม่นับรวมช่วงสงครามหรือโรคระบาด


    ความมั่งคั่งบนปราสาททราย

    เป็นเวลากว่ากึ่งศตวรรษที่รัฐบาลฝรั่งเศสใช้จ่ายเกินตัวอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 1975 เป็นต้นมา ไม่เคยมีปีใดเลยที่งบประมาณจะสมดุล เงินที่กู้ยืมมาไม่ได้ถูกนำไปลงทุนเพื่อสร้างอนาคตเพียงอย่างเดียว แต่กลับถูกใช้ไปกับการพยุงระบบสวัสดิการและการดำเนินงานรายวัน เปรียบเสมือนการรูดบัตรเครดิตเพื่อซื้อของกินของใช้ประทังชีวิตไปวันๆ โดยที่หนี้เก่าไม่เคยถูกชำระคืน
    วันนี้ ‘ระเบิดเวลาทางการเงิน‘ ลูกนี้ กำลังส่งเสียงเตือนถี่ขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความขัดแย้งในสภาฝรั่งเศสที่ไม่สามารถหาข้อยุติในการปฏิรูปงบประมาณได้ ทำให้ตลาดเงินทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของยุโรปแห่งนี้

    สถาบันจัดอันดับเครดิต Kroll Bond Rating Agency (KBRA) จากสหรัฐอเมริกา ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของฝรั่งเศสลงสู่ระดับ AA- เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลจากการขาดดุลที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และทิศทางหนี้สาธารณะที่เลวร้ายลง แม้จะปรับมุมมอง (outlook) จากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพ แต่ KBRA เตือนว่า หากไม่มีการปฏิรูปอย่างจริงจังและการควบคุมรายจ่ายอย่างเด็ดขาด ตัวชี้วัดด้านเครดิตของฝรั่งเศสจะยังคงเผชิญแรงกดดันต่อไป
    “แม้ฝรั่งเศสจะมีการเข้าถึงสภาพคล่องในระดับสูงเป็นพิเศษ แต่สภาพแวดล้อมทางการเมืองที่แตกเป็นเสี่ยงๆ กำลังกดทับตัวชี้วัดด้านเครดิต ด้วยการขัดขวางการปรับฐานการคลังอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้การขาดดุลยังคงอยู่ในระดับสูง” เคน อีแกน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายอันดับเครดิตประเทศของ KBRA กล่าวกับ Euronews
    ฝรั่งเศสกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านเปราะบาง เศรษฐกิจขยายตัวช้าลง ภาระหนี้เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่โอกาสในการฟื้นฟูวินัยทางการคลังค่อยๆ หดแคบลงเรื่อยๆ เมื่อประเทศกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2027

    ’เชื้อเพลิงล้นมือแต่เครื่องยนต์ติดขัด‘ บททดสอบของ RRF และ France 2030 บนเส้นทางปฏิรูป

    โครงการ Recovery and Resilience Facility (RRF) และแผนการลงทุน France 2030 เปรียบเสมือนการฉีดวัคซีนและสารอาหารเข้มข้นเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยในขณะที่ RRF จากสหภาพยุโรปมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูรากฐานและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัลหลังวิกฤตการณ์โควิด แผน France 2030 กลับเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกที่มุ่งปั้นฝรั่งเศสให้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นพลังงานนิวเคลียร์ยุคใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ หรือเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ซึ่งเม็ดเงินมหาศาลเหล่านี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจถดถอยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนในระยะสั้น
    อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ในภาพรวมอาจเป็นไปได้อย่างจำกัดและไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ เนื่องจากแท้เงินทุนเหล่านี้จะเป็นเชื้อเพลิงคุณภาพสูงแต่เครื่องยนต์ของระบบเศรษฐกิจยังคงติดขัดด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมๆ โดยอุปสรรคสำคัญที่จะทำให้เม็ดเงินเหล่านี้สูญเปล่าคือแรงเสียดทานภายในระบบ ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบที่ซับซ้อนและล่าช้าในการขออนุญาตดำเนินโครงการใหม่ๆ หรือปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะตรงกับอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งหากไม่มีการปฏิรูปตลาดแรงงานและการศึกษาอย่างจริงจังเพื่อรองรับนวัตกรรมใหม่ เงินทุนที่ลงไปอาจทำได้เพียงสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้คนขับเคลื่อน 

    นอกจากนี้ ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นจากการอัดฉีดงบประมาณยังเป็นความเสี่ยงระยะยาวที่อาจกดดันความมั่นคงทางการคลัง ดังนั้น การพึ่งพาเพียงการอัดฉีดเงินทุนโดยปราศจากการปฏิรูปเชิงลึก เช่นการปรับปรุงระบบสวัสดิการ การลดขั้นตอนทางธุรการ และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายภาครัฐ จึงเปรียบเสมือนการพยายามเร่งความเร็วรถบนถนนที่ขรุขระ ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจไปได้ไม่ไกลและไม่ยั่งยืนเท่าที่ควร ดังนั้นความสำเร็จที่แท้จริงจึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนเงินที่จ่ายออกไป แต่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะสามารถแผ้วถางทางและปรับปรุงเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจให้ทำงานสอดประสานกับเงินลงทุนเหล่านั้นได้มากน้อยเพียงใด

    ‘ฝรั่งเศส’ โดมิโนยักษ์ของยูโรโซนส่อแววล้ม

    หากจะกล่าวว่าฝรั่งเศสคือโดมิโนตัวที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปก็คงไม่เกินจริงนัก เพราะหากยักษ์ตนนี้ล้มลง แรงสั่นสะเทือนจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ประตูชัยฝรั่งเศส (Arc de triomphe) แต่จะลามไปทั่วทั้งยุโรป แม้ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะมีเครื่องมือพยุงชีพอย่าง TPI หรือ OMT แต่นั่นอาจเป็นเพียงยาพาราเซตามอลที่พยายามรักษาอาการมะเร็งระยะสุดท้าย
    สำหรับ OMT (Outright Monetary Transactions) เปรียบเสมือนยารุ่นเก่า แต่แรง เกิดขึ้นหลังวิกฤตหนี้ยุโรปปี 2012 ECB ประกาศว่าจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่กำลังวิกฤตแบบไม่จำกัดวงเงิน แต่มีเงื่อนไขยุบยิบ เช่น ประเทศนั้นต้องยอมเข้ารับการคุมเข้มทางการคลัง ถูกบังคับให้รัดเข็มขัด 
    ต้องลดรายจ่าย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบงบประมาณและนโยบายต่างๆ ภายใต้การกำกับดูแลจากภายนอก พูดง่ายๆ คือ ต้องยอมเสียอำนาจในการกำหนดนโยบายบางส่วน เพื่อแลกกับความช่วยเหลือ

    ด้วยเหตุนี้ OMT จึงทรงพลัง แต่ก็เป็นเครื่องมือที่ไม่มีใครอยากใช้ถ้าไม่จนมุมจริง ๆ เพราะแม้จะช่วยหยุดวิกฤตได้ก็ตาม แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และเป็นราคาที่ต้องจ่ายคือความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ
    ส่วน TPI (Transmission Protection Instrument) เปรียบเหมือนยารุ่นใหม่ แต่ฤทธิ์อ่อนกว่า เปิดตัวในปี 2022 เป้าหมายคือ ลดความต่างของดอกเบี้ย (Bond Spread) ระหว่างประเทศใหญ่กับประเทศที่เริ่มถูกตลาดโจมตี โดย ECB จะเข้าไปซื้อพันธบัตรแบบเลือกได้ มีความยืดหยุ่นกว่า OMT เงื่อนไขผ่อนปรนกว่า ไม่ต้องเข้าคอร์สรัดเข็มขัดแบบสุดโหด แต่ปัญหาใหญ่คือ วงเงินไม่ชัด มีอำนาจข่มตลาดต่ำกว่า (เพราะ ECB ไม่ได้ประกาศชัดว่าจะทุ่มซื้อพันธบัตรได้ ไม่อั้น แบบ OMT นักลงทุนจึงยังคิดต่อได้ว่า หากขายต่อ โจมตีต่อ อาจยังมีโอกาสชนะ ECB อาจช่วยจริง แต่ช่วยแค่ระดับหนึ่ง ไม่ใช่พร้อมสู้จนสุดทาง) 
    มาตรการนี้จึงเหมาะสำหรับการพยุงสถานการณ์ไม่ให้ทรุดหนัก มากกว่าการตัดวงจรความตื่นตระหนกอย่างเด็ดขาด ใช้ได้ดีแค่ประคองอาการไม่ใช่รักษาโรค TPI จึงเหมือนยาพาราเซตามอล ลดไข้ บรรเทาปวด แต่ไม่แตะต้นตอของโรค

    แนวโน้มเศรษฐกิจของฝรั่งเศสในปี 2026 ยังคงถูกจำกัดด้วยภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น การขาดดุลงบประมาณในระดับสูง และภาวะชะงักงันทางการเมือง แม้การเติบโตทางเศรษฐกิจจะมีสัญญาณฟื้นตัวเล็กน้อย แต่การปรับฐานทางการคลังที่ทำได้อย่างจำกัด และความเหนื่อยล้าจากการปฏิรูป ยังคงถ่วงรั้งศักยภาพของเศรษฐกิจโดยรวม


    กลยุทธ์การรักษาตัวรอด คำแนะนำสำหรับผู้พำนักและนักลงทุน

    สำหรับใครที่มีถิ่นพำนักหรือมีทรัพย์สินอยู่ในฝรั่งเศส วินาทีนี้จึงอย่าไว้ใจตัวเลขในหน้าจอ ในยามวิกฤต สภาพคล่องคือราชา (Cash is King) การถอนเงินสดออกมาเก็บไว้กับตัว หรือการเปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็นทองคำแท่ง คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยามที่ระบบธนาคารอาจสั่นคลอน 
    ทวีสุข ธรรมศักดิ์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ แนะนำให้ถอนเงินสดมาเก็บไว้ที่บ้าน และหากเป็นไปได้ การย้ายเงินฝากไปยังแหล่งที่ปลอดภัยกว่าอย่างสวิตเซอร์แลนด์ (ในสกุลเงินสวิสฟรังก์) หรือโมนาโก จะเป็นการวางแผนที่ชาญฉลาด
    แล้วทำไมต้องจับจ้องที่ค่าเงินยูโร (EUR)? สำหรับนักลงทุนในไทย หากฝรั่งเศสเกิดวิกฤตศรัทธาจริง ค่าเงินยูโรจะร่วงดิ่งเหว และความปั่นป่วนนี้จะลากเอาเศรษฐกิจโลกเข้าสู่พายุลูกใหญ่ที่ยากจะคาดเดา
    วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของคำว่า ‘ถ้าแต่เป็นเรื่องของ ’เมื่อไหร่‘ เพราะความจริงทางตัวเลขและสถิติไม่เคยโกหกใคร ถึงเวลาแล้วที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องปกป้องหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเอง ก่อนที่พายุทางการเงินจะพัดพาทุกอย่างหายไปกับตา

    ที่มา :


    Post Views: 127

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/12/25/public-debt-timebomb-france-eurozone-risk/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11OhM4s1aYSdPg4pGO9CaR

  • เปลี่ยนมื้ออาหารให้เป็นรอยยิ้ม!

    ไอที

    เปลี่ยนมื้ออาหารให้เป็นรอยยิ้ม!

    วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 18.08 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เปลี่ยนมื้ออาหารให้เป็นรอยยิ้ม!
    ทรู คอร์ปอเรชั่น ส่งความสุขคริสต์มาสอีฟ!นำทีมผู้บริหารบุกเซอร์ไพรส์ลูกค้าร่วม “อัพสัญญาณความสุข อิ่มฟรีรับปีใหม่ @บาร์บีคิวพลาซ่า”

     

     เพราะมื้ออาหารคือช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกัน…ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าสร้างรอยยิ้ม และความประทับใจเนรมิตบรรยากาศวันคริสต์มาสอีฟให้เต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะ  ในกิจกรรม “อัพสัญญาณความสุขอิ่มฟรีรับปีใหม่ @ บาร์บีคิวพลาซ่า” มอบของขวัญสุดพิเศษ “สุขด้วยกันวันคริสต์มาสอีฟ 24 ธันวาคม” ให้ลูกค้าคนสำคัญอิ่มอร่อยกับมื้อพิเศษที่บาร์บีคิวพลาซ่า ฟรีพร้อมกันทั่วประเทศเพื่อตอกย้ำความผูกพันผ่านมื้ออาหารที่คัดสรรมาแทนคำขอบคุณลูกค้าจากใจจริง  สานต่อแคมเปญ “ยิ่งอยู่นานยิ่งรักกัน”  

    พร้อมเซอร์ไพรส์จากทีมผู้บริหาร ทรูคอร์ปอเรชั่น นำโดย คุณชารัด เมห์โรทราหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจลูกค้าบุคคล, คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย, คุณสรรค์พิจิตรเอี่ยมชีรางกูร หัวหน้าสายงานบริหารความสัมพันธ์และผสานสิทธิประโยชน์ลูกค้า ลงพื้นที่มาต้อนรับและขอบคุณลูกค้าคนสำคัญที่อยู่กับทรูด้วยกันมายาวนาน

      
    ทั้งนี้สำหรับลูกค้าที่ยังไม่ได้รับสิทธิ์ อัพสัญญาณความสุข อิ่มฟรีรับปีใหม่ ยังรับสิทธิ์ข้ามปีกับแบรนด์พันธมิตรชั้นนำ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 ประกอบด้วย ลูกค้าที่ใช้งานนานกว่า 10 ปี: ดื่มด่ำรสชาติคลาสสิก รับฟรี เมนูโบราณ จากทรูคอฟฟี่ มูลค่า 85 บาทลูกค้าที่ใช้งานนานกว่า 5 ปี: รับฟรี
    โค้ดส่วนลด GrabFood มูลค่า 50 บาท (ไม่มีขั้นต่ำ)ลูกค้าที่ใช้งานนานกว่า 1 ปี: เติมความสดชื่นรับฟรี ไอศกรีมโคน แมคโดนัลด์ มูลค่า 12
    บาทลูกค้าสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมและตรวจสอบสิทธิ์ผ่านแอปทรู

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/460171&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lu_PtbTzgS677WCDE87v2

  • พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 100%! ‘ไทยสร้างไทย’ กางแผนรีสตาร์ทให้ชาติ ตั้งเป้า 25 เก้าอี้

    พรรคไทยสร้างไทย ประกาศความพร้อมก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งอย่างเต็มตัว ผ่านงานรวมพลแสดงพลังแม่ทัพและขุนพลไทยสร้างไทย โดย “มุ่งเน้นการเป็นพรรคการเมืองสีขาวที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและนโยบายปราศจากการคอร์รัปชันอย่างสิ้นเชิง” ภายใต้การนำของคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิที่ตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง เพื่อแสดงถึงความเป็นทีมมืออาชีพที่มีประสบการณ์จริงและมีผลงานความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ พร้อมอาสาเข้ามาคลี่คลายวิกฤตประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ความมั่นคงสมัยใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน

    ในด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ได้นำเสนอแนวคิดสำคัญคือ Big Cleaning และ Big Fighting เพื่อขับเคลื่อนการเมืองสุจริต โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและโปรแกรมเมอร์เข้ามาตรวจสอบการทำงานของภาครัฐเพื่อความโปร่งใสแบบไม่เกรงใจผู้มีอิทธิพล พร้อมประกาศสงครามกับ 4 ปัญหาหลักที่ฉุดรั้งประเทศ ได้แก่

    • การยุติความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
    • การกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ
    • การขจัดคอร์รัปชัน
    • การพิชิตความเหลื่อมล้ำทางสังคมทุกรูปแบบ

    สำหรับแนวทางการแก้ไขความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พล.ท.ภราดร ย้ำว่า “ต้องใช้ยุทธศาสตร์สถาปนาความมั่นคงบนพื้นที่ชายแดนแทนการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว โดยเน้นการป้องกันตนเองเชิงรุกภายใต้กฎสากล การจัดระเบียบพื้นที่เพื่อคุมเข้มอาชญากรรม และการทำงานร่วมกันระหว่างกองทัพกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อชี้แจงต่อประชาคมโลกในรูปแบบสงครามไฮบริด (Hybrid Warfare)”

    ทั้งนี้ ยังให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ทั้งด้านรายได้และความหลากหลายทางเพศ เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและดึงดูดนักลงทุนให้กลับมาเชื่อมั่นในประเทศไทยอีกครั้ง

    ทางด้านแม่ทัพเศรษฐกิจ สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ได้เปิดแผน “Restart ประเทศไทย” โดยเน้นย้ำถึงการทำงานที่ต้องเริ่มจากเป้าหมายที่ชัดเจน คือการคืนศักดิ์ศรีให้คนไทย พร้อมนำประสบการณ์จากภาคธุรกิจระดับโลกมาพิสูจน์ว่า คนไทยมีศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมระดับสูงได้เอง โดยชูนโยบายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ “ขอนแก่นโมเดล” เป็นต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องรอพึ่งพางบประมาณส่วนกลางเพียงอย่างเดียว เพื่อมุ่งแก้ปัญหาหนี้สินและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนใน 7 ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ, สังคม และสิ่งแวดล้อม

    นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวคิด Mar Is My ซึ่งเป็นสมุดปกขาวรวบรวมนโยบายขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กและภาคธุรกิจ SME เข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม ผ่านสองกลไกสำคัญ คือ

    • Tokenize Thailand ที่ใช้เทคโนโลยีโทเคนสร้างมูลค่าใหม่ให้ทรัพย์สินและสินค้าเกษตรในตลาดโลก
    • Automate Thailand ที่นำระบบอัตโนมัติมาสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อแก้ปัญหาแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

    โดยยืนยันว่าพรรค “ไม่ได้เน้นนโยบายประชานิยมแบบแจกเงิน” แต่เป็นการแจกโอกาสและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันได้อย่างยั่งยืน

    thai-sang-thai-party-declares-readiness-for-election-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ‘ไทยสร้างไทย’ ตั้งเป้า 25 เก้าอี้-ย้ำร่วมรัฐบาลได้ทุกพรรคแต่ต้องเป็น ‘พรรคสีขาว’

    พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และ สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ยังแถลงถึงความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “พรรคมีความพร้อม 100% ในฐานะพรรคการเมืองระดับกลาง ทั้งในด้านตัวบุคคลและนโยบายที่พร้อมส่งต่อสู่สาธารณะ”

    ในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจ สุรเดช ระบุว่า “พรรคไทยสร้างไทยไม่มีนโยบายแจกเงิน แต่จะมุ่งเน้นการสร้างระบบงบประมาณใหม่ให้ประเทศไทย เนื่องจากงบพัฒนาเดิมที่มีอยู่ประมาณ 500,000 ล้านบาทนั้น ไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและพาประเทศหลุดพ้นจาก ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ ได้” ดังนั้น พรรคจึงเสนอแนวทาง “ต่อท่อออกซิเจน” ใหม่เข้าสู่ประเทศไทย 2 ท่อหลัก คือ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาฐานราก

    ดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ เน้นการดึง FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) และนำเข้าเทคโนโลยีระดับสูง โดยมองว่าระบบราชการแบบเดิมไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้ทันการณ์ ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวเป็น ‘นักรบ’ ซึ่งพรรคพร้อมจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการออกไปรบในเวทีโลก เพื่อดึงเม็ดเงินและเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์กลับมาพัฒนาประเทศ

    ด้าน พล.ท.ภราดร กล่าวถึงเป้าหมายในการเลือกตั้งว่า “พรรคอาจจะไม่ได้ส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต ซึ่งความชัดเจนจะปรากฏในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เป้าหมายจำนวน สส. จะต้องไม่ต่ำกว่า 25 ที่นั่ง เพื่อให้มีสิทธิ์เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตามกฎหมาย”

    พรรคเชื่อมั่นในดุลพินิจของประชาชน โดยมีจุดขายสำคัญคือการเป็น ‘พรรคการเมืองสีขาว’ ซึ่งหากเลือกพรรคไทยสร้างไทย ประชาชนจะได้การเมืองที่ดี มีวุฒิภาวะ และใสสะอาด

    สำหรับการจับมือกับพรรคการเมืองอื่นเพื่อจัดตั้งรัฐบาล พล.ท.ภราดร ย้ำว่า “ให้ความสำคัญกับการเป็น ‘รัฐบาลสีขาว’ แม้ในความเป็นจริงอาจต้องมีการผสมผสานกับพรรคอื่นบ้าง แต่หัวใจสำคัญคือต้องมีพรรคสีขาวเป็นแกนนำหลัก”

    ไม่ได้ปฏิเสธการทำงานร่วมกับพรรคการเมืองใด แต่แกนนำรัฐบาลจะต้องเป็นพรรคที่มีความใสสะอาดและมีอุดมการณ์ตรงกันเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/thai-sang-thai-party-declares-readiness-for-election&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cZOy46shzTFd83OCEa-wj

  • พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 100%! ‘ไทยสร้างไทย’ กางแผนรีสตาร์ทให้ชาติ ตั้งเป้า 25 เก้าอี้

    พรรคไทยสร้างไทย ประกาศความพร้อมก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งอย่างเต็มตัว ผ่านงานรวมพลแสดงพลังแม่ทัพและขุนพลไทยสร้างไทย โดย “มุ่งเน้นการเป็นพรรคการเมืองสีขาวที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและนโยบายปราศจากการคอร์รัปชันอย่างสิ้นเชิง” ภายใต้การนำของคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิที่ตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง เพื่อแสดงถึงความเป็นทีมมืออาชีพที่มีประสบการณ์จริงและมีผลงานความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ พร้อมอาสาเข้ามาคลี่คลายวิกฤตประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ความมั่นคงสมัยใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน

    ในด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ได้นำเสนอแนวคิดสำคัญคือ Big Cleaning และ Big Fighting เพื่อขับเคลื่อนการเมืองสุจริต โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและโปรแกรมเมอร์เข้ามาตรวจสอบการทำงานของภาครัฐเพื่อความโปร่งใสแบบไม่เกรงใจผู้มีอิทธิพล พร้อมประกาศสงครามกับ 4 ปัญหาหลักที่ฉุดรั้งประเทศ ได้แก่

    • การยุติความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
    • การกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ
    • การขจัดคอร์รัปชัน
    • การพิชิตความเหลื่อมล้ำทางสังคมทุกรูปแบบ

    สำหรับแนวทางการแก้ไขความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พล.ท.ภราดร ย้ำว่า “ต้องใช้ยุทธศาสตร์สถาปนาความมั่นคงบนพื้นที่ชายแดนแทนการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว โดยเน้นการป้องกันตนเองเชิงรุกภายใต้กฎสากล การจัดระเบียบพื้นที่เพื่อคุมเข้มอาชญากรรม และการทำงานร่วมกันระหว่างกองทัพกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อชี้แจงต่อประชาคมโลกในรูปแบบสงครามไฮบริด (Hybrid Warfare)”

    ทั้งนี้ ยังให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ทั้งด้านรายได้และความหลากหลายทางเพศ เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและดึงดูดนักลงทุนให้กลับมาเชื่อมั่นในประเทศไทยอีกครั้ง

    ทางด้านแม่ทัพเศรษฐกิจ สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ได้เปิดแผน “Restart ประเทศไทย” โดยเน้นย้ำถึงการทำงานที่ต้องเริ่มจากเป้าหมายที่ชัดเจน คือการคืนศักดิ์ศรีให้คนไทย พร้อมนำประสบการณ์จากภาคธุรกิจระดับโลกมาพิสูจน์ว่า คนไทยมีศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมระดับสูงได้เอง โดยชูนโยบายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ “ขอนแก่นโมเดล” เป็นต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องรอพึ่งพางบประมาณส่วนกลางเพียงอย่างเดียว เพื่อมุ่งแก้ปัญหาหนี้สินและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนใน 7 ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ, สังคม และสิ่งแวดล้อม

    นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวคิด Mar Is My ซึ่งเป็นสมุดปกขาวรวบรวมนโยบายขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กและภาคธุรกิจ SME เข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม ผ่านสองกลไกสำคัญ คือ

    • Tokenize Thailand ที่ใช้เทคโนโลยีโทเคนสร้างมูลค่าใหม่ให้ทรัพย์สินและสินค้าเกษตรในตลาดโลก
    • Automate Thailand ที่นำระบบอัตโนมัติมาสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อแก้ปัญหาแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

    โดยยืนยันว่าพรรค “ไม่ได้เน้นนโยบายประชานิยมแบบแจกเงิน” แต่เป็นการแจกโอกาสและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันได้อย่างยั่งยืน

    thai-sang-thai-party-declares-readiness-for-election-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ‘ไทยสร้างไทย’ ตั้งเป้า 25 เก้าอี้-ย้ำร่วมรัฐบาลได้ทุกพรรคแต่ต้องเป็น ‘พรรคสีขาว’

    พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และ สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ยังแถลงถึงความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “พรรคมีความพร้อม 100% ในฐานะพรรคการเมืองระดับกลาง ทั้งในด้านตัวบุคคลและนโยบายที่พร้อมส่งต่อสู่สาธารณะ”

    ในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจ สุรเดช ระบุว่า “พรรคไทยสร้างไทยไม่มีนโยบายแจกเงิน แต่จะมุ่งเน้นการสร้างระบบงบประมาณใหม่ให้ประเทศไทย เนื่องจากงบพัฒนาเดิมที่มีอยู่ประมาณ 500,000 ล้านบาทนั้น ไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและพาประเทศหลุดพ้นจาก ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ ได้” ดังนั้น พรรคจึงเสนอแนวทาง “ต่อท่อออกซิเจน” ใหม่เข้าสู่ประเทศไทย 2 ท่อหลัก คือ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาฐานราก

    ดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ เน้นการดึง FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) และนำเข้าเทคโนโลยีระดับสูง โดยมองว่าระบบราชการแบบเดิมไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้ทันการณ์ ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวเป็น ‘นักรบ’ ซึ่งพรรคพร้อมจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการออกไปรบในเวทีโลก เพื่อดึงเม็ดเงินและเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์กลับมาพัฒนาประเทศ

    ด้าน พล.ท.ภราดร กล่าวถึงเป้าหมายในการเลือกตั้งว่า “พรรคอาจจะไม่ได้ส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต ซึ่งความชัดเจนจะปรากฏในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เป้าหมายจำนวน สส. จะต้องไม่ต่ำกว่า 25 ที่นั่ง เพื่อให้มีสิทธิ์เสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตามกฎหมาย”

    พรรคเชื่อมั่นในดุลพินิจของประชาชน โดยมีจุดขายสำคัญคือการเป็น ‘พรรคการเมืองสีขาว’ ซึ่งหากเลือกพรรคไทยสร้างไทย ประชาชนจะได้การเมืองที่ดี มีวุฒิภาวะ และใสสะอาด

    สำหรับการจับมือกับพรรคการเมืองอื่นเพื่อจัดตั้งรัฐบาล พล.ท.ภราดร ย้ำว่า “ให้ความสำคัญกับการเป็น ‘รัฐบาลสีขาว’ แม้ในความเป็นจริงอาจต้องมีการผสมผสานกับพรรคอื่นบ้าง แต่หัวใจสำคัญคือต้องมีพรรคสีขาวเป็นแกนนำหลัก”

    ไม่ได้ปฏิเสธการทำงานร่วมกับพรรคการเมืองใด แต่แกนนำรัฐบาลจะต้องเป็นพรรคที่มีความใสสะอาดและมีอุดมการณ์ตรงกันเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/thai-sang-thai-party-declares-readiness-for-election&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cZOy46shzTFd83OCEa-wj

  • ส.อ.ท. ถกเพื่อไทย ชงทิศทางอุตสาหกรรม รับรัฐบาลใหม่

    ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกผันผวน หนี้ภาคครัวเรือนและธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งใหม่ เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บน ‘ทางแยกสำคัญ’ ที่รัฐบาลชุดต่อไปไม่อาจขับเคลื่อนประเทศด้วยนโยบายระยะสั้นหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกต่อไป หากแต่ต้องมีวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศ

    เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

    เกรียงไกร ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือน ‘รถที่ติดหล่ม’ จำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่จริงจังจากภาครัฐ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ปัญหาหนี้ และสร้างสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันการท่องเที่ยวกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรม

    fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยยังต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ สินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมผู้สูงอายุ กับดักรายได้ปานกลาง กฎหมายล้าสมัย และคอร์รัปชัน

    ในเวทีดังกล่าว ส.อ.ท. ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ ‘4GO’ ภายใต้นโยบาย ONE FTI ประกอบด้วย Go Digital & AI, Go Innovation, Go Global และ Go Green เพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอเป้าหมายเชิงนโยบาย 3 ด้านหลัก ได้แก่ การดันอันดับความสามารถแข่งขันของไทยสู่ IMD Top 20 การผลักดัน GDP เติบโตระดับ 5% และการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่สิ่งแวดล้อม โดยเน้นการปฏิรูปกฎหมาย การพัฒนากำลังคน พลังงาน เทคโนโลยี นวัตกรรม SMEs และโครงสร้างพื้นฐาน

    ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ส.อ.ท. เป็นหน่วยงานเอกชนแห่งแรกที่พรรคเพื่อไทยเข้าหารือ เพื่อรับฟังข้อเสนอเชิงลึกด้านอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ของพรรค โดยเน้นการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เพิ่มผลิตภาพ รองรับสังคมสูงวัย และผลักดัน Advanced Manufacturing

    fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568-SPACEBAR-Photo03.jpg

    พร้อมย้ำว่า รัฐบาลในอนาคตจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยีแกนหลัก การถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างแรงจูงใจเพื่อดึงผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว Green Premium และการเชื่อมโยง SMEs กับบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อให้การเติบโตเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

    การหารือครั้งนี้จึงสะท้อนภาพการเมืองหลังการเลือกตั้งใหม่ ที่นโยบายเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจะกลายเป็นโจทย์ชี้ขาดความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและประชาชน ว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะสามารถ “ดึงรถเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม” และพาประเทศเดินหน้าได้จริงหรือไม่

    fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cibwEKqgNAe9Bcrr5eDuo

  • ส.อ.ท. ถกเพื่อไทย ชงทิศทางอุตสาหกรรม รับรัฐบาลใหม่

    ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกผันผวน หนี้ภาคครัวเรือนและธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งใหม่ เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บน ‘ทางแยกสำคัญ’ ที่รัฐบาลชุดต่อไปไม่อาจขับเคลื่อนประเทศด้วยนโยบายระยะสั้นหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกต่อไป หากแต่ต้องมีวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศ

    เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

    เกรียงไกร ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือน ‘รถที่ติดหล่ม’ จำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่จริงจังจากภาครัฐ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ปัญหาหนี้ และสร้างสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันการท่องเที่ยวกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรม

    fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยยังต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ สินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมผู้สูงอายุ กับดักรายได้ปานกลาง กฎหมายล้าสมัย และคอร์รัปชัน

    ในเวทีดังกล่าว ส.อ.ท. ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ ‘4GO’ ภายใต้นโยบาย ONE FTI ประกอบด้วย Go Digital & AI, Go Innovation, Go Global และ Go Green เพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอเป้าหมายเชิงนโยบาย 3 ด้านหลัก ได้แก่ การดันอันดับความสามารถแข่งขันของไทยสู่ IMD Top 20 การผลักดัน GDP เติบโตระดับ 5% และการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่สิ่งแวดล้อม โดยเน้นการปฏิรูปกฎหมาย การพัฒนากำลังคน พลังงาน เทคโนโลยี นวัตกรรม SMEs และโครงสร้างพื้นฐาน

    ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ส.อ.ท. เป็นหน่วยงานเอกชนแห่งแรกที่พรรคเพื่อไทยเข้าหารือ เพื่อรับฟังข้อเสนอเชิงลึกด้านอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ของพรรค โดยเน้นการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เพิ่มผลิตภาพ รองรับสังคมสูงวัย และผลักดัน Advanced Manufacturing

    fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568-SPACEBAR-Photo03.jpg

    พร้อมย้ำว่า รัฐบาลในอนาคตจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยีแกนหลัก การถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างแรงจูงใจเพื่อดึงผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว Green Premium และการเชื่อมโยง SMEs กับบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อให้การเติบโตเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

    การหารือครั้งนี้จึงสะท้อนภาพการเมืองหลังการเลือกตั้งใหม่ ที่นโยบายเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจะกลายเป็นโจทย์ชี้ขาดความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและประชาชน ว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะสามารถ “ดึงรถเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม” และพาประเทศเดินหน้าได้จริงหรือไม่

    fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cibwEKqgNAe9Bcrr5eDuo

  • ส.ท่องเที่ยวเขาใหญ่ ส่งความสุขคริสต์มาส สวมชุดซานตาคลอส – ไดโนเสาร์บุกวอร์ดเด็ก มอบกำลังใจน้องป่วย รพ.ปากช่องนานา | TOPNEWS

    ส.ท่องเที่ยวเขาใหญ่ ส่งความสุขคริสต์มาส สวมชุดซานตาคลอส – ไดโนเสาร์บุกวอร์ดเด็ก มอบกำลังใจน้องป่วย รพ.ปากช่องนานา

    • เผยแพร่ : 25/12/2025 15:19

    ส.ท่องเที่ยวเขาใหญ่ ส่งความสุขคริสต์มาส สวมชุดซานตาคลอส – ไดโนเสาร์บุกวอร์ดเด็ก มอบกำลังใจน้องป่วย รพ.ปากช่องนานา

    วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. บรรยากาศอบอวลด้วยรอยยิ้มที่ โรงพยาบาลปากช่องนานา เมื่อ สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ จับมือจิตอาสาชมรมฮักเขาใหญ่ ตำรวจทางหลวงนครราชสีมา เทศบาลเมืองปากช่อง และภาคีเครือข่าย แต่งชุดซานตาคลอส ไดโนเสาร์ และฮีโร่สุดน่ารัก นำขนม ตุ๊กตา มอบถึงขอบเตียง สร้างกำลังใจให้น้องๆ ผู้ป่วยเด็กในวันคริสต์มาส

    กิจกรรมครั้งนี้สร้างเซอร์ไพรส์และเสียงหัวเราะให้เด็กๆ ที่กำลังรักษาตัว หลายคนยิ้มกว้างเมื่อซานตาคลอสและไดโนเสาร์เดินเข้าไปทักทายใกล้ชิด พร้อมมอบของขวัญและคำอวยพร เพื่อเติมพลังใจและแรงบันดาลใจให้หายป่วยเร็ววัน

    นางสาวพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ระบุว่า กิจกรรมจิตอาสานี้จัดต่อเนื่องทุกปีในช่วงคริสต์มาสและวันเด็ก เพื่อไม่ให้เด็กที่ต้องนอนโรงพยาบาลรู้สึกโดดเดี่ยว และได้ร่วมรับความสุขเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ

    ทั้งนี้ ทีมจิตอาสาเขาใหญ่เตรียมไฮไลต์ชุดแฟนซีหลากหลาย อาทิ ซานตาคลอส ช้าง กระทิง ไดโนเสาร์ และซูเปอร์ฮีโร่ ตอกย้ำพลังความร่วมมือของชุมชน ที่ร่วมกันส่งต่อความสุขเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ ให้กับหัวใจของเด็กๆ ในช่วงเทศกาลแห่งความหวัง.

    ภาพ/ข่าว นายประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าว TOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    SOCAIL 16-9

    1111

    ขอทหารไทยปลอดภัย สมรภูมิ “ภูมะเขือ-ห้วยตามาเรีย” ยังปะทะเดือด BM-21 เขมรยิงถี่ยิบ กระสุนตกบ้านพลเรือน

    รัฐมนตรีเขมรเปรียบการสู้รบไทย-กัมพูชาเหมือน WW I

    “ธรรมนัส” ร่วมเปิดตัวผู้สมัครสส.กล้าธรรม โชว์คนดังย้ายร่วม ลั่นดีเอ็นเอ “คนบ้างาน” ไม่ขายฝันทำมากกว่าพูด จัดเต็มนโยบายเพื่อเกษตรกร

    “มูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา” มอบผลิตภัณฑ์ช่วยเหลือโรงเรียนภาคใต้ ส่งต่อผ่านมูลนิธิยังมีเรา ร่วมฟื้นฟูการศึกษาในพื้นที่สงขลา–สตูล

    “สรรเพชญ” เปิดใจย้ายสมัครสส. “ภูมิใจไทย” ยันยึดมั่นอุดมการณ์ ลุยพัฒนาสงขลาต่อเนื่อง

    เปิดวิสัยทัศน์ “วุฒิชาติ เกรียงเกษร” จากนักธุรกิจจิตอาสาสู่สนามการเมือง กับภารกิจพลิกโฉมเชียงรายภายใต้ธง “พรรคกล้าธรรม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1435098&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SooxR_4G-Mk33iKObH5ar

  • ส.อ.ท. ถกเพื่อไทย ชงทิศทางอุตสาหกรรม รับรัฐบาลใหม่

    ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกผันผวน หนี้ภาคครัวเรือนและธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งใหม่ เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บน ‘ทางแยกสำคัญ’ ที่รัฐบาลชุดต่อไปไม่อาจขับเคลื่อนประเทศด้วยนโยบายระยะสั้นหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกต่อไป หากแต่ต้องมีวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศ

    เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

    เกรียงไกร ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือน ‘รถที่ติดหล่ม’ จำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่จริงจังจากภาครัฐ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ปัญหาหนี้ และสร้างสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันการท่องเที่ยวกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรม

    fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยยังต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ สินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมผู้สูงอายุ กับดักรายได้ปานกลาง กฎหมายล้าสมัย และคอร์รัปชัน

    ในเวทีดังกล่าว ส.อ.ท. ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ ‘4GO’ ภายใต้นโยบาย ONE FTI ประกอบด้วย Go Digital & AI, Go Innovation, Go Global และ Go Green เพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอเป้าหมายเชิงนโยบาย 3 ด้านหลัก ได้แก่ การดันอันดับความสามารถแข่งขันของไทยสู่ IMD Top 20 การผลักดัน GDP เติบโตระดับ 5% และการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่สิ่งแวดล้อม โดยเน้นการปฏิรูปกฎหมาย การพัฒนากำลังคน พลังงาน เทคโนโลยี นวัตกรรม SMEs และโครงสร้างพื้นฐาน

    ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ส.อ.ท. เป็นหน่วยงานเอกชนแห่งแรกที่พรรคเพื่อไทยเข้าหารือ เพื่อรับฟังข้อเสนอเชิงลึกด้านอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ของพรรค โดยเน้นการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เพิ่มผลิตภาพ รองรับสังคมสูงวัย และผลักดัน Advanced Manufacturing

    fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568-SPACEBAR-Photo03.jpg

    พร้อมย้ำว่า รัฐบาลในอนาคตจำเป็นต้องลงทุนในเทคโนโลยีแกนหลัก การถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างแรงจูงใจเพื่อดึงผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว Green Premium และการเชื่อมโยง SMEs กับบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อให้การเติบโตเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

    การหารือครั้งนี้จึงสะท้อนภาพการเมืองหลังการเลือกตั้งใหม่ ที่นโยบายเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจะกลายเป็นโจทย์ชี้ขาดความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและประชาชน ว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะสามารถ “ดึงรถเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม” และพาประเทศเดินหน้าได้จริงหรือไม่

    fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fti-pheu-thai-election-industrial-policy-2568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cibwEKqgNAe9Bcrr5eDuo

  • ส.ท่องเที่ยวเขาใหญ่ ส่งความสุขคริสต์มาส สวมชุดซานตาคลอส – ไดโนเสาร์บุกวอร์ดเด็ก มอบกำลังใจน้องป่วย รพ.ปากช่องนานา | TOPNEWS

    ส.ท่องเที่ยวเขาใหญ่ ส่งความสุขคริสต์มาส สวมชุดซานตาคลอส – ไดโนเสาร์บุกวอร์ดเด็ก มอบกำลังใจน้องป่วย รพ.ปากช่องนานา

    • เผยแพร่ : 25/12/2025 15:19

    ส.ท่องเที่ยวเขาใหญ่ ส่งความสุขคริสต์มาส สวมชุดซานตาคลอส – ไดโนเสาร์บุกวอร์ดเด็ก มอบกำลังใจน้องป่วย รพ.ปากช่องนานา

    วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. บรรยากาศอบอวลด้วยรอยยิ้มที่ โรงพยาบาลปากช่องนานา เมื่อ สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ จับมือจิตอาสาชมรมฮักเขาใหญ่ ตำรวจทางหลวงนครราชสีมา เทศบาลเมืองปากช่อง และภาคีเครือข่าย แต่งชุดซานตาคลอส ไดโนเสาร์ และฮีโร่สุดน่ารัก นำขนม ตุ๊กตา มอบถึงขอบเตียง สร้างกำลังใจให้น้องๆ ผู้ป่วยเด็กในวันคริสต์มาส

    กิจกรรมครั้งนี้สร้างเซอร์ไพรส์และเสียงหัวเราะให้เด็กๆ ที่กำลังรักษาตัว หลายคนยิ้มกว้างเมื่อซานตาคลอสและไดโนเสาร์เดินเข้าไปทักทายใกล้ชิด พร้อมมอบของขวัญและคำอวยพร เพื่อเติมพลังใจและแรงบันดาลใจให้หายป่วยเร็ววัน

    นางสาวพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ระบุว่า กิจกรรมจิตอาสานี้จัดต่อเนื่องทุกปีในช่วงคริสต์มาสและวันเด็ก เพื่อไม่ให้เด็กที่ต้องนอนโรงพยาบาลรู้สึกโดดเดี่ยว และได้ร่วมรับความสุขเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ

    ทั้งนี้ ทีมจิตอาสาเขาใหญ่เตรียมไฮไลต์ชุดแฟนซีหลากหลาย อาทิ ซานตาคลอส ช้าง กระทิง ไดโนเสาร์ และซูเปอร์ฮีโร่ ตอกย้ำพลังความร่วมมือของชุมชน ที่ร่วมกันส่งต่อความสุขเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ ให้กับหัวใจของเด็กๆ ในช่วงเทศกาลแห่งความหวัง.

    ภาพ/ข่าว นายประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าว TOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    13

    85239

    รมว.วัฒนธรรม เปิดงานหุ่นโคมไฟร้อยดวงใจ ถวายอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    “รองนายกฯสุชาติ-ชาบีดา” เป็นประธานพิธีส่งมอบไม้จันทน์หอมกุยบุรีแก่กรมศิลปากร เพื่อจัดสร้างพระโกศ-พระหีบจันทน์ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    สมุทรสาคร///หวิดสูญเงินเกือบ 4 แสน สาวสวยเหยื่อสแกมเมอร์ถูกหลอกตุ๋นเคลมสินค้า ใช้รหัสดูดเงิน ตำรวจสมุทรสาครตามอายัดได้ทัน ส่งเช็คคืนเจ้าของ

    มวลชนแห่ให้กำลังใจ สรรเพชญ เขต 1 เปิดศูนย์ภูมิใจไทย

    อุดมการณ์ชัดเจน “อนุทิน” ลั่น “ภูมิใจไทย” ไม่ร่วมรัฐบาลพรรคปชน. ถ้ายังหมกมุ่นแก้ ม.112

    เทศบาลเมืองน่าน ติดตามความคืบหน้าโครงการติดตั้งกล้อง CCTV เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลความปลอดภัยให้ประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1435098&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SooxR_4G-Mk33iKObH5ar

  • ทรู คอร์ปอเรชั่น เชิดชู “ทรูจิตอาสา” คว้าโล่รางวัลซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง ครั้งที่ 5

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เชิดชู “ทรูจิตอาสา” คว้าโล่รางวัลซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง ครั้งที่ 5

    ไอที

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เชิดชู “ทรูจิตอาสา” คว้าโล่รางวัลซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง ครั้งที่ 5

    วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.00 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เชิดชู “ทรูจิตอาสา” คว้าโล่รางวัลซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง ครั้งที่ 5

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมพิธีมอบรางวัล “โครงการซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง” ครั้งที่ 5 เพื่อเชิดชูเกียรติพนักงานผู้ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยมีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ “ซีพีร้อยเรียงความดี” แก่ผู้สร้างแรงบันดาลใจจากการทำความดีด้วยหัวใจ สะท้อนพลังของคนทำงานที่พร้อมส่งต่อโอกาสให้สังคม และใบประกาศเกียรติคุณ “ซีพีร้อยเรียงความดี 24 ชั่วโมง” โครงการดังกล่าวเกิดจากดำริของ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของ ท่านประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ และ ท่านประธานกรรมการ สุภกิต เจียรวนนท์ ที่มุ่งปลูกฝัง “คุณธรรม ความซื่อสัตย์ และความดีงาม” ให้เป็นรากฐานวัฒนธรรมองค์กรอย่างยั่งยืน โดยปีนี้คัดเลือกเรื่องราวความดีรวม 19 เรื่อง แบ่งเป็น 11 เรื่อง ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ และ 8 เรื่อง ได้รับใบประกาศเกียรติคุณ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปลื้มปีติและความภาคภูมิใจร่วมกัน

    โดยมี นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นผู้มอบ ใบประกาศเกียรติคุณ “ซีพีร้อยเรียงความดี” ให้แก่ นายสุวิกรม แก้วสองเมือง วิศวกรจากหน่วยงาน Wire & Wireless, นายสนอง หยูมุ่ย Head of Regional Network Rollout and Operation และนายเสกศักดิ์ ช่อปลอด Head of Regional Operation บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมเป็นผู้ปฏิบัติภารกิจลงพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อฟื้นฟูสัญญาณการสื่อสารในพื้นที่ประสบอุทกภัย ให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้งโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนยังคงติดต่อสื่อสารและเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง เรื่องราวดังกล่าวไม่ใช่เพียงการปฏิบัติหน้าที่ในยามวิกฤต หากคืออีกหนึ่งภาพสะท้อนของ “พลังความดี” จากหัวใจของพนักงาน ที่พร้อมเคียงข้างผู้คนและสังคมในวันที่ยากลำบากที่สุด

    ในโอกาสเดียวกัน นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นผู้มอบ โล่ประกาศเกียรติคุณ ให้แก่ นางสาวรมมุก เพียจันทร์ รองหัวหน้าฝ่ายทรูปลูกปัญญา และ นายสมภพ แสนจุ้ย เจ้าหน้าที่อาวุโสทรูปลูกปัญญา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น จากผลงานเรื่อง “ปลุกความกล้าสร้างความหวัง เพื่ออนาคตเยาวชน” ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “การทำดี” ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่หรือหวือหวา หากเริ่มต้นได้จากสิ่งเล็ก ๆ ใกล้ตัว และเติบโตได้จากความตั้งใจจริงของคนทำงานทุกคน

    นางสาวรมมุก เพียจันทร์ รองหัวหน้าฝ่ายทรูปลูกปัญญา กล่าวว่า “ทรูปลูกปัญญาเชื่อว่า ‘โอกาส’ คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน และการให้โอกาสเริ่มได้จากหัวใจของคนทำงานทุกคน รางวัลในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงเกียรติยศ แต่เป็นกำลังใจที่ยืนยันว่า ความตั้งใจเล็ก ๆ เมื่อได้รับการต่อยอดอย่างเหมาะสม สามารถสร้างผลลัพธ์ที่มีความหมายต่อชีวิตผู้คนได้จริง โครงการ Heartism เกิดจากความเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ เราต้องการให้เด็กออทิสติกและครอบครัวมีทั้งรายได้ ความภาคภูมิใจ และคุณค่าในตัวเอง ขอขอบคุณพลังของทรูจิตอาสาและทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันให้โครงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนเริ่มทำความดีในแบบของตนเอง”

    นายสมภพ แสนจุ้ย เจ้าหน้าที่อาวุโสทรูปลูกปัญญา จาก ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวเสริมว่า “การส่งผลงานครั้งนี้ไม่ได้มองว่าการทำจิตอาสาต้องสมบูรณ์แบบ แต่เชื่อว่า ‘การให้’ เกิดขึ้นได้เสมอในรูปแบบของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันเวลา แรงกาย ความรู้ หรือความใส่ใจ ซึ่งล้วนมีความหมายและสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้ผู้คนรอบตัว พร้อมหวังว่าประสบการณ์นี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนพนักงานกล้าที่จะเริ่มทำสิ่งดี ๆ เพื่อสังคม โดยไม่ต้องรอให้พร้อม เพราะทันทีที่ลงมือทำ เราจะได้ทั้งความสุข ความภาคภูมิใจ และรอยยิ้มของผู้คนเป็นรางวัลอันล้ำค่า”

    ผลงานที่ส่งเข้าประกวดคือ โครงการสร้างรายได้และโอกาสอย่างยั่งยืนให้กลุ่มออทิสติก จังหวัดพิษณุโลก (ตั้งแต่ปี 2562 – ปัจจุบัน) ซึ่งเริ่มจากการมองเห็น “ศักยภาพ” มากกว่าข้อจำกัด โดยเด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะชีวิตผ่านกิจกรรมถักไหมเกาหลีเป็นแผ่นล้างจาน ช่วยเสริมสมาธิ ความละเอียด และความภาคภูมิใจในตนเอง ก่อนต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดเส้นทางการเติบโต โครงการได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจาก พนักงานทรูจิตอาสา ที่ร่วมช่วยเปิดตลาดแรกด้วยการนำผลิตภัณฑ์ไปทดลองวางจำหน่ายภายในอาคารทรู ทั้งยังช่วยแนะนำแนวทางการสื่อสารเรื่องราวและการขาย จนพัฒนาต่อยอดเป็นแบรนด์ “Heartism” ที่สะท้อนหัวใจ ความใส่ใจ และคุณค่าแห่งความหลากหลาย นอกจากนี้ ยังประสานความร่วมมือกับนักศึกษาฝึกงานจาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) เพื่อเสริมมิติด้านการออกแบบ บรรจุภัณฑ์ ช่องทางการจำหน่าย และการวิเคราะห์ต้นทุน ช่วยให้การดำเนินงานเดินหน้าอย่างแข็งแรงและยั่งยืน ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ Heartism สามารถสร้างรายได้ให้เด็กออทิสติกและครอบครัวเฉลี่ย 2,000–3,000 บาทต่อคนต่อเดือน ช่วยลดภาระครอบครัว เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือการสร้าง “คุณค่าในตัวเอง” ให้เด็ก ๆ ได้ยืนอย่างมั่นใจและภาคภูมิในสังคม

    เรื่องราวนี้จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของพลังความร่วมมือระหว่าง ชุมชน กลุ่มออทิสติก สถาบันการศึกษา และพนักงานทรูจิตอาสา ที่ร่วมกันต่อยอดจาก “ทักษะเล็ก ๆ” ให้กลายเป็น “อาชีพที่ยั่งยืน” พร้อมส่งต่อความหวังและโอกาสให้เติบโตได้จริงในชีวิตของผู้คน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/460024&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VXoPEzHVuZv2Ko0O5dvcS