Category: เศรษฐกิจ

  • “เอกชนไม่ทน” ชี้เศรษฐกิจไทยเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต นักลงทุนเมิน รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูหลักนิติธรรม

    “เอกชนไม่ทน” ชี้เศรษฐกิจไทยเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต นักลงทุนเมิน รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูหลักนิติธรรม

    “เอกชนไม่ทน” 4 องค์กรภาคเอกชน และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ชี้เศรษฐกิจไทยเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต นักลงทุนเมิน รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูหลักนิติธรรม กิโยตินกฎหมาย ปราบคอร์รัปชันทันที

    สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ร่วมวงเสวนาหัวข้อ “ความพร้อมของกลไกเชิงสถาบันกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ในเวทีสาธารณะด้านหลักนิติธรรม Rule of Law Forum ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับเครือข่ายผู้บริหารด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (RoLD) The World Justice Project (WJP) และสำนักข่าว The Standard เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เพื่อร่วมกำหนดทิศทางขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเร่งปฏิรูประบบหลักนิติธรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุน

    โดยผู้ร่วมเวทีทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่า ไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรง กลายเป็นดินแดนที่ไม่จูงใจนักลงทุนต่างชาติ จากปัญหาใหญ่ “ขาดหลักนิติธรรม” เพราะมีกฎหมายที่ล้าสมัย กฎหมายซ้ำซ้อนให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลพินิจมากเกินไป และเต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน จึงถือเป็นวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูหลักนิติธรรม เพราะ “ภาคเอกชนจะไม่ทน” อีกต่อไป

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    หอการค้า เตรียมเปิดผลการศึกษา “คอร์รัปชันไทยอยู่ในระดับที่น่ากลัว” ส่งผลกระทบต่อการค้าการลงทุนมหาศาล

    “ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ต้องการจะเปิดเผยผลการศึกษาในช่วง 4-5 ปีหลัง ของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ที่ถูกจัดว่ามีความน่าเชื่อถือมาก โดยพบว่า ประเทศไทยมีปัญหาคอร์รัปชันอยู่ในระดับรุนแรง มีตัวเลขที่เห็นแล้วสามารถใช้คำว่า “น่ากลัวมาก” ทำให้ที่ผ่านมามีผู้ใหญ่ขอร้องไม่ให้เปิดเผย แต่จากนี้ไป กกร.ตัดสินใจว่าจะนำมาเปิดเผยในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อเสนอแนะว่า ประเทศไทยต้องใช้คำว่า หลักนิติธรรมและหลักธรรมาภิบาลมาต่อต้านการคอร์รัปชัน”

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นปัญหาใหญ่ของการทำธุรกิจและการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย แม้ว่าทางหอการค้าจะพยายามให้ความร่วมมือกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน แต่หากพิจารณาจากดัชนีชี้วัดด้านต่าง ๆ ในระดับโลก ก็พบข้อเท็จจริงว่า การคอร์รัปชันในประเทศไทยยิ่งรุนแรงขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดอีกตัว คือ ดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม ที่ประเทศไทยได้คะแนนไม่ดีเช่นกัน

    ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ย้ำว่า หากประเทศไทยยังไม่มีแนวทางระงับยับยั้งการทุจริตที่ฝังรากลึกลงไปแล้ว ก็จะส่งผลให้เสียบรรยากาศในการลงทุน เพราะไทยยังมีกฎหมายที่เต็มไปด้วยระเบียบและขั้นตอนที่ล้าสมัย ให้อำนาจในการใช้ดุลพินิจกับหน่วยงานของรัฐมากมายและซ้ำซ้อน สะท้อนว่ายังมีระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ เป็นผลให้เกิดการคอร์รัปชัน ในขณะที่ภาคเอกชนพยายามเรียกร้องมาตลอดให้รัฐทำกระบวนการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อกำจัดกฎหมายที่ล้าหลังและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ แต่ก็ได้ผลบ้างเท่านั้น

    “การขาดเสถียรภาพทางการเมือง และการมีนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ไม่ต่อเนื่อง” เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเน้นย้ำว่า ส่งผลทำให้การลงทุนในประเทศยังไม่นิ่ง ดังนั้นภาคเอกชนต้องการให้รัฐมีนโยบายที่นิ่ง ต่อเนื่อง พร้อมไปกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยเฉพาะด้านการศึกษา

    “ภาคเอกชนจะไม่ทนกับการคอร์รัปชันอีกต่อไป ดังนั้น กกร.ตัดสินใจแล้วว่า จะขับเคลื่อนเดินหน้าต่อต้านการคอร์รัปชันร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) และ ป.ป.ช. เพราะคนที่ต้องยอมจ่ายเงินให้กับการคอร์รัปชันก็คือพวกเรา”

    สำหรับแนวทางที่ภาคเอกชนจะทำเพื่อส่งเสริมภาคเอกชนด้วยกันให้ทำธุรกิจด้วยหลักนิติธรรม จะอยู่ภายใต้ motto ว่า Unlocking New Growth หรือ การปลดล็อกเพื่อการเติบโตของหอการค้าไทย ด้วยการต่อต้านคอร์รัปชัน”

    นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
    นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    มีกฎหมายล้าสมัย แต่มีคอร์รัปชันเป็น Soft Power ฉุดภาคอุตสาหกรรมไทย แข่งขันไม่ได้ในเวทีโลก

    “ที่เราบอกว่า ease of doing business มันจะง่ายได้จริงมั้ย ถ้าการคอร์รัปชันกลายเป็น New Normal ในประเทศไทย … ต้องถามว่านี่ถือเป็น Soft Power ของประเทศหรือเปล่า เพราะมีการจ่ายกันแบบไม่เคอะเขิน จ่ายกันกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ”

    นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นำเสนอว่า ขณะนี้มีปัญหาซ้อนปัญหาเกิดขึ้นทั่วโลก ถือเป็น global challenges ทั้งสงครามทางการค้า ปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิต และหากมาดูเฉพาะในประเทศไทย ก็จะพบปัญหาที่ซ้อนปัญหาอยู่อีก 8 ปัจจัยใหญ่ ที่เคยแจ้งต่อนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลไปแล้ว

    8 ปัจจัยปัญหาที่ประธานสภาอุตสาหกรรม กล่าวถึง คือ ภาษีสหรัฐและสงครามการค้า ซึ่งแม้ได้รับการปรับลดภาษีนำเข้าสหรัฐลงมาเหลือ 19% แล้ว แต่ในรายละเอียดยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ข้อยุติ … ปัญหาการทุ่มตลาดมาที่ภูมิภาคอาเซียนอย่างหนัก โดยเฉพาะผลกระทบมากที่สุดคือประเทศไทย จนทำให้ธุรกิจ SME ของไทยกำลังจะไปต่อไม่ได้ … ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งไทยอยู่ระหว่างความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจ … ปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชา ซึ่งต้องยอมรับว่าส่งผลกระทบกับการค้าชายแดนของไทย เพราะไทยได้เปรียบดุลการค้ากับกัมพูชาอยู่ประมาณปีละ 1 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือธุรกิจไทยที่ได้รับผลกระทบ … ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ ซึ่งเดิมมีข้อมูลว่า หนี้ครัวเรือนของไทยเคยมีมูลค่าสูงถึง 90% ของ GDP และถ้าไปรวมกับหนี้นอกระบบด้วย มีมูลค่าสูงถึง 104% ของ GDP ทำให้ประชาชนไม่มีกำลังซื้อสินค้าเพราะมีหนี้สิน หนี้ธุรกิจก็กำลังจะกลายเป็นหนี้เสีย ส่วนหนี้ SME พุ่งสูงขึ้นไปถึง 7.62% ทั้งหมดเป็นปัญหาที่ต้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาช่วยดู … ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกซึ่งคิดเป็น 60% ของรายได้ GDP และภาคท่องเที่ยว อีก 10% … ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ … และปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง

    “แต่ภายใต้ปัญหาทั้ง 8 ปัจจัยนี้ มีสิ่งที่เป็นหัวใจอยู่ตรงกลาง ก็คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง อีก 5 เรื่อง” ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ ชี้ให้เห็นปัญหาใหญ่กว่าที่ซ่อนอยู่ ประกอบด้วย

    “ปัญหามีประชากรเกือบ 14 ล้านคน หรือ คิดเป็น 21% ของจำนวนประชากรเป็นผู้สูงวัย เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ … ปัญหาติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน เพราะอุตสาหกรรมของไทยไม่มีคุณค่าทางการตลาดมากพอ … ปัญหาระบบการศึกษาไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้คนที่เรียนจบมาไม่มีงานทำ … ปัญหางบประมาณไม่สมดุล เพราะมีฐานการเก็บรายได้จากคนเพียงประมาณ 4 ล้านคน เพื่อมาเลี้ยงคนกว่า 60 ล้านคน … และปัญหาการคอร์รัปชันในระบบราชการ ซึ่งเกิดจากทั้งระบบราชการและระบบกฎหมายไทยที่ล้าสมัย … 5 ประเด็นนี้ ถือเป็นปัญหาแกนกลางของไทย”

    ส่วนข้อเสนอ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ย้ำว่า ต้องเริ่มจากกลับไปกลัดกระดุมเม็ดแรก โดยต้องเข้าใจว่า ดัชนีการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศใดก็ตามจะต้องวิ่งควบคู่ไปกับการมีค่าดัชนีหลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่ดี ประเทศที่มีค่าหลักนิติธรรมดีจึงมีเศรษฐกิจที่เติบโตและมั่นคง แต่ถ้าเป็นไปในทางตรงกันข้าม ก็จะมีสภาพเหมือนกับประเทศไทยในเวลานี้

    “เป็นไปได้ยังไง ไทยเคยเป็นประเทศที่เป็นดาวรุ่งในภูมิภาคอาเซียน แต่กลับมีสภาพยับยู่ยี่ขนาดนี้ … ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา (2558-2568) ประเทศเรามีอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยปีละ 2% เท่านั้น และในปีนี้ (2568) เมื่อดูทุกไตรมาสแล้ว ค่าเฉลี่ยก็น่าจะอยู่ที่ 1.8-2.2% … ดังนั้น เมื่อเราเข้าไปดูว่าทำไมขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยจึงตกลงมาถึง 5 อันดับ ก็จะเห็นเลยว่า ประสิทธิภาพของรัฐในการให้บริการมีปัญหา โครงสร้างพื้นฐานซึ่งเป็นเรื่องของงบประมาณที่รัฐต้องนำมาลงทุนมีปัญหา ประสิทธิภาพของภาคเอกชนลดลง”

    ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ย้ำว่า ภาคเอกชนพยายามนำเสนอในทุกเวทีในเรื่องของการกิโยตินกฎหมาย ซึ่งมีผลการศึกษาเดิมหากทำไปเพียงพันกว่ากระบวนการ จะช่วยเพิ่ม GDP ได้ถึง 0.8% แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เกิดขึ้น จึงต้องขอเสนอซ้ำไปว่าขอให้รีบทำทันที เพราะกฎหมายที่มีมากเกินไปและล้าสมัยเป็นที่มาของคอร์รัปชัน

    “ย้ำด้วยว่า กกร.ไม่ทน … เพราะการคอร์รัปชันเกิดจากทฤษฎีสามขา คือ นักการเมือง ข้าราชการ และขาที่ต้องจ่ายเงินคือภาคเอกชน … ดังนั้นต้องแก้ที่ 2 ขาฝ่ายรับ คือ นักการเมืองกับข้าราชการ ถ้าทำได้ ประเทศไทยจะแข่งขันได้แน่นอน”

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย
    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

    Reinvent Thailand ภาคเอกชน เสนอรัฐบาลจับมือฟื้นเศรษฐกิจไทยด้วยการฟื้นฟูหลักนิติธรรม

    “ข้อมูลทุกด้านแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย โดยสรุปได้เป็น 3 ด้าน คือ ความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม ขาดความสามารถในการแข่งขันในตลาดใหม่ และประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาล ซึ่งทั้งหมดนี้ มีหัวใจอยู่ที่ประเทศไทยกำลังขาดหลักนิติธรรม”

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า ประเทศไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมายังไม่สามารถออกจากกับดักการเติบโตได้ และทุกครั้งที่มีวิกฤตก็จะถูกกดให้ย่ำแย่ลงไปอีกอย่างต่อเนื่อง หากยังเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ประเทศไทยจะยังเติบโตช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค จะถูกแซงไปเรื่อย ๆ และจะนำไปสู่ปัญหาอีกมากมายตามมาในทุกมิติ โดยได้นำเสนอข้อมูลเชิงสถิติหลาย ๆ ด้านมาแสดงเป็นหลักฐานยืนยัน

    ข้อมูลแรก คือ ข้อมูลที่ระบุว่า บุคลากรของประเทศไทยในเวลานี้ มีผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก ในขณะที่คนวัยทำงานมีจำนวนลดลง โดยมีการคำนวณไว้ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรจะลดลงไปอีก 1 ล้านคน แต่จะมีจำนวนผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นเป็น 30% ของประชากรทั้งหมด

    ข้อมูลต่อมา คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ มีตัวเลขระบุว่า คนไทยกลุ่มที่มีรายได้สูงสุดเพียง 10% เป็นกลุ่มที่ครอบครองรายได้สูงถึง 52% ของประเทศ นำไปสู่ปัญหาการจ้างงานตามมา เพราะมีข้อมูลที่สอดคล้องกันชี้ว่า รายได้ส่วนใหญ่ไปกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มธุรกิจรายใหญ่เท่านั้น

    “ผู้ประกอบการรายใหญ่เพียง 1% คือส่วนที่มีผลต่อ 65% ของ GDP ขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม SME ทั้งหมดรวมกัน มีผลเพียง 35% ของ GDP … แต่กลุ่ม SME ที่ส่งผลต่อ GDP น้อยกว่ามาก กลับเป็นผู้จ้างงานคนไทยถึง 70% ของแรงงานทั้งหมด”

    ประธานสมาคมธนาคารไทย ยังแสดงตัวเลขที่ทำให้เห็นว่า ประเทศไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบมาก คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 48% ของ GDP และมีแรงงานนอกระบบสูงถึง 53% สะท้อนผ่านตัวเลขระบบภาษีอากร ที่มีคนยื่นเสียภาษีประมาณ 11 ล้าน แต่มีคนเสียภาษีจริงเพียงประมาณ 4 ล้านคน และมี SME เพียง 28% อยู่ในระบบ ส่วนอีกกว่า 70% อยู่นอกระบบ นำไปสู่ปัญหามากมายที่มีการศึกษามาแล้วจากธนาคารโลก ทั้งปัญหาประชากรมีรายได้ต่ำกว่าศักยภาพ ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ปัญหาการขาดธรรมาภิบาลของหน่วยงานรัฐ ปัญหาผลิตภาพอยู่ในระดับต่ำ ปัญหาการปรับตัวได้ช้า และปัญหามีการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ช้ากว่าที่ควรจะเป็น

    “ทั้งหมดนี้ ปัญหาที่เป็น Key หลัก ก็คือ การขาดหลักนิติธรรม” ประธานสมาคมธนาคารไทย ย้ำ

    อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่มีข้อมูลมาแสดง คือ ปัญหาหนี้สิน ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ รวมสูงถึง 104% ของ GDP ซึ่งมีผลการศึกษาพบว่า ประชากรไทยทั้ง GEN Y และ GEN Z มีหนี้สินมากแล้วทั้งหนี้บ้านและรถยนต์ แต่ที่สำคัญคือ กลุ่มผู้สูงวัยเป็นกลุ่มที่มีหนี้เสียเป็นจำนวนมหาศาล ไม่สามารถชำระหนี้ได้ และต้องไปพึ่งเงินกู้นอกระบบ เพราะไม่มีระบบสวัสดิการของรัฐเข้าไปดูแล และไม่มี Social Safety Net สำหรับกลุ่มเปราะบาง

    ข้อมูลที่ถูกนำมาแสดงยังชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีแรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่แรงงานในระบบกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้รายได้ต่อครัวเรือนลดลงตามไปด้วย ในขณะที่การรายงานตัวเลขแรงงานของไทยก็มีปัญหา เพราะนำตัวเลขผู้ว่างงานไปบรรจุไว้ในตัวเลขของแรงงานภาคเกษตรซึ่งไม่สะท้อนความเป็นจริง จากนั้นก็ใช้ทรัพยากรสาธารณะเข้าไปเจือจุนผ่านนโยบายประชานิยมอย่างหนักหน่วงขึ้นไปเรื่อย ๆ

    “มาที่ภาคธุรกิจ ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แสดงให้เห็นด้วยว่า ธุรกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา มีสัดส่วนการปิดตัวลงมากกว่าเปิดใหม่ และธุรกิจที่เปิดใหม่ก็อยู่ในภาวะขาดทุน”

    นอกจากนี้ ประธานสมาคมธนาคารไทย ยังแสดงให้เห็นข้อมูลที่มีปัญหาอีกหลายด้าน ทั้ง ปัญหาตลาดทุนในไทยไม่ให้ผลตอบแทนในประเทศตามที่พึงจะมี ประสิทธิภาพของภาครัฐตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซียมาหลายปี ปัญหาการเติบโตของเงินสีเทาที่ไม่สามารถเชื่อมโยงหาที่มาของเงินได้ และไม่สามารถหาสาเหตุที่ค่าเงินบาทแข็งตัวได้

    สำหรับแนวทางที่จะพาประเทศไทยออกจากวิกฤตนี้ ประธานสมาคมธนาคารไทย นำเสนอแพลตฟอร์มเชิงนโยบายที่เรียกว่า Reinvent Thailand ซึ่งเกิดจากการขบคิดร่วมกันของภาคเอกชน 3 สถาบัน ร่วมกับสถาบันภาคการเงิน คือ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจะสร้างเป็นแพลตฟอร์มให้เกิดเวทีถกเถียงสาธารณะโดยมีรัฐเป็น Lighthouse โดยกำหนดเป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จในเวลาอันสั้น คือ Quick Big Win ในเวลา 4 เดือน ใน 5 ภาคธุรกิจที่จะสร้างผลกระทบกับ SME และเกิดการจ้างงานมากที่สุด คือ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการเกษตรและอาหาร ภาค Medical & Wellness ภาคยานยนต์ และภาค Smart Electronic ซึ่งได้นำเสนอต่อรัฐบาลไปแล้ว และเป็นแพลตฟอร์มที่ กกร.จะให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการดำเนินการกิโยตินกฎหมายที่เกี่ยวกับ 5 ภาคธุรกิจนี้

    ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนาพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
    ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนาพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    รัฐต้องกิโยตินกฎหมาย โดยไม่ต้องถามหน่วยราชการ ได้ GDP เพิ่มทันที 0.8%

    “เรื่องการปฏิรูปกฎหมายที่ซ้ำซ้อนและล้าสมัย หรือการกิโยตินกฎหมาย มีคณะทำงานทำการศึกษากันมานานแล้ว สามารถทำได้เลย และต้องทำอย่างเร่งด่วนด้วย เพื่อไม่ให้กฎหมายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ถ้ามี Political View ก็สามารถทำได้เลย และได้ยินว่าฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลนี้มีความตั้งใจที่จะทำ ก็ต้องรอดู”

    ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนาพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัญหาที่ประเทศไทยกำลังพบเจอ คือ ปัญหา “กับดักของกฎหมาย” ซึ่งแยกออกเป็น 3 เรื่องใหญ่ คือ กระบวนการออกกฎหมายที่ล่าช้า การยกเลิกกฎหมาย และการปฏิรูปโครงสร้างภาษีอากร

    กระบวนการออกกฎหมายไทยที่มีความล่าช้ามาก เป็นกับดักข้อแรกที่ ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ ให้ข้อมูลว่า การออกพระราชบัญญัติ 1 ฉบับของไทย จะต้องใช้เวลาเฉลี่ยถึงประมาณ 18-26 เดือน ซึ่งถือว่าใช้เวลานานเกินไป เช่นเดียวกับการออกกฎหมายลำดับรองอื่น ๆ ซึ่งมีหลายกรณีที่การออกกฎหมายล่าช้าทำให้ผู้ประกอบการมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นมากจากการไม่มีกฎหมาย และทำให้ประเทศต้องเสียโอกาสในการแข่งขัน

    กับดักที่ 2 เป็นกับดักที่ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่า สำคัญที่สุด มีผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจมากที่สุด และต้องทำโดยเร่งด่วนที่สุด นั่นคือ การยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยและซ้ำซ้อน หรือการกิโยตินกฎหมาย ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยมีกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติถึงเกือบ 1,400 ฉบับ กฎหมายลำดับรองเกือบ 1 แสนฉบับ และประเภทใบอนุญาตอีกประมาณ 7,000 ใบ โดยมีกฎหมายเป็นจำนวนมากที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบัน หรือออกมาซ้ำซ้อนกันเอง เป็นผลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจมาก มีขั้นตอนที่ยุ่งยากและซับซ้อนในการประกอบธุรกิจของเอกชน เกิดช่องทางการคอร์รัปชันได้ง่าย ไม่จูงใจให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน พร้อมระบุด้วยว่า ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ได้มีส่วนร่วมให้เข้าไปช่วยในกระบวนการกิโยตินกฎหมายมาตลอด แต่ทำไปได้เพียงแค่ประมาณ 10% เท่านั้น เพราะติดกระบวนการที่รัฐบาลชุดก่อน ๆ จะต้องไปถามความเห็นจากเจ้าของกระทรวงก่อน และได้รับคำตอบว่า ไม่เห็นด้วยในที่สุด

    “มาวันนี้ รองนายกรัฐมนตรีบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาชวนให้ไปช่วยทำกิโยตินกฎหมายอีกรอบ ทั้งที่รัฐบาลนี้จะมีอายุแค่ 4 เดือน โดยบอกว่า จะทุบเลย จะไม่ขอความเห็นจากหน่วยงานเจ้าของกฎหมายแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ต้องรอดู เพราะในความเป็นจริงแล้ว ถ้าจะเริ่มด้วยการแก้กฎหมายลำดับรอง ก็สามารถทำเสร็จได้เลยแค่ภายใน 1 เดือนเท่านั้น เพราะมีการศึกษาไว้หมดแล้ว”

    “ล่าสุด รัฐมนตรีพาณิชย์ ศุภจี ก็มาคุยที่ตลาดหลักทรัพย์ว่าจะทำให้กระทรวงพาณิชย์เป็นกระทรวงแรกที่กิโยตินกฎหมายได้เร็ว … ผมก็บอกว่า มีการศึกษากฎหมายของกระทรวงพาณิชย์มาหมดแล้ว ทั้งการแก้ พรบ. หรือแก้ในระดับกฎกระทรวง เพียงแต่ว่า มันต้องมี political view ที่จะทำ”

    ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เสนอต่อไปว่า ถ้า 2 กระทรวงหลัก คือ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง ซึ่งมีรัฐมนตรีคนนอกที่มาจากภาคเศรษฐกิจเป็นผู้นำการทำกิโยตินกฎหมาย จะช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนให้กระทรวงอื่นต้องดำเนินการตาม โดยเฉพาะกระทรวงที่มีกฎหมายล้าสมัยและซ้ำซ้อนมากที่สุดกระทรวงมหาดไทย ก็อาจจะต้องทำตามทันที เพราะนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีมหาดไทยด้วย และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นคือ GDP ของไทยจะเพิ่มขึ้นมาทันที 0.8% พร้อมกับการลดลงของปัญหาคอร์รัปชัน

    “ถ้าเรื่องกิโยตินกฎหมายโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและตลาดทุนถือเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลซึ่งมีอายุเพียง 4 เดือนจะทำ ก็สามารถทำได้ ด้วยการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เปิดการรับฟังความเห็น ขอความร่วมมือจากทุกพรรคการเมืองรวมทั้งพรรคฝ่ายค้าน และเสนอเป็นพระราชกำหนดผ่านกลไกรัฐสภาไปเลย … เพราะถ้าไม่ทำในรัฐบาลนี้ ก็คาดว่า รัฐบาลชุดใหม่หลังเลือกตั้งก็คงยากที่จะได้ทำ”

    ส่วนกับดักที่ 3 คือ การปฏิรูปโครงสร้างภาษี มีข้อมูลที่สำคัญมาก คือ มีบริษัทจดทะเบียนนิติบุคคลในไทยทั้งหมดประมาณ 9 แสนบริษัท มีประมาณ 3 แสนบริษัทที่ยื่นภาษี และมีเพียงประมาณ 1 แสนบริษัทเท่านั้นที่เสียภาษีจริง และ 800 บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีสัดส่วนเป็นผู้เสียภาษีคิดเป็นถึง 34% หรือประมาณ 1 ใน 3 ของรายได้ที่กรมสรรพากรจัดเก็บได้ทั้งหมด จึงต้องไปดูว่า ธุรกิจที่ควรจะต้องเสียภาษีอีกเป็นจำนวนมากหายไปไหน ซึ่งสามารถไปดูได้จากกลไกของตลาดหลักทรัพย์ในการออกมาตรการต่าง ๆ ให้ทุกบริษัทจดทะเบียนต้องเข้าสู่ระบบภาษี รวมทั้งต้องพยายามเปลี่ยน mindset ของคนไทย ที่ไม่มองการเสียภาษีเป็นหน้าที่แต่มองเป็นภาระ จึงต้องทำควบคู่ไปกับการเขียนกฎหมายที่ระบุให้คนไทยทุกคนต้องยื่นภาษี ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีงบประมาณเพิ่มขึ้นอีกมาก

    ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
    ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

    คอร์รัปชันฝังรากลึก จากหลบซ่อนกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้กัน ประเทศไทยต้องไม่ตกต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว

    “รูปแบบการคอร์รัปชันที่เราเห็นกันในปัจจุบันนี้ ล้วนเป็นเรื่องเดิม ๆ รูปแบบเดิม ๆ ที่เราพูดถึงกันมานานแล้ว แต่ที่เลวร้ายไปกว่าเดิม คือ ในปัจจุบันการคอร์รัปชันมันไม่ใช่การลักกินขโมยกินอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว ว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่”

    ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ยกตัวอย่างการคอร์รัปชันหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจนกลายเป็นเรื่องปกติ ตั้งแต่ การออกใบอนุญาตต่าง ๆ ทั้งการติดต่อเรื่องที่ดิน ขนส่ง ก่อสร้าง การขอเครื่องหมายรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหาร … การคอร์รัปชันในโครงการก่อสร้างภาครัฐซึ่งมักจะดำเนินการได้ล่าช้ากว่ากำหนดเสมอแถมยังก่อให้เกิดอุบัติเหตุจนมีผู้บริสุทธิ์ได้รับความสูญเสีย

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2888226&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZgRSRI6MvYRHrHtiBUkUr

  • จากศูนย์กลางสุขภาพโลกสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต Longevity Economy

    จากศูนย์กลางสุขภาพโลกสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต Longevity Economy

    “สุขภาพ” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการรักษา แต่กลายเป็น “เศรษฐกิจ” ที่ขับเคลื่อนโลก

    คำว่า Wellness ได้เปลี่ยนจากเทรนด์ชั่วคราวมาเป็นเมกะเทรนด์ระดับโลกที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของผู้คน และกำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล ภายใต้กระแสนี้ ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำที่โดดเด่นที่สุดในโลก ได้รับการจัดอันดับให้เป็น ตลาดสุขภาพที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ด้วยมูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ในปี 2566 และมีอัตราการเติบโตถึง 28.4% ต่อปี คิดเป็น 7.87% ของ GDP ไทย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติ แต่คือหลักฐานของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น

    จากประเทศท่องเที่ยวสู่ประเทศแห่งสุขภาพ และต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคตที่เรียกว่า Longevity Economy หรือเศรษฐกิจแห่งการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ

    ภาพโครงการ

    นิยามความมั่งคั่งใหม่ของโลก เมื่อ “Wellness” กลายเป็นเศรษฐกิจ

    การทำความเข้าใจ “เศรษฐกิจเวลเนส” (Wellness Economy) คือจุดเริ่มต้นสำคัญในการมองเห็นทิศทางโลกในศตวรรษใหม่ Wellness หมายถึงการใช้ชีวิตอย่างสมดุลทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ โดยผสมผสานแนวคิดจากศาสตร์สุขภาพโบราณอย่างอายุรเวทของอินเดีย การแพทย์แผนจีน และแนวทางกรีก-โรมัน เข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ปัจจุบันตลาดเวลเนสทั่วโลกมีมูลค่าสูงกว่า 6.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะทะยานแตะ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2571

    ในเวทีโลก คู่แข่งอย่าง AMAALA ในซาอุดีอาระเบีย คือกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมเวลเนส ด้วยแนวคิด “Ultra-luxury Wellness Community” ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ความยั่งยืนแบบ Carbon Neutral และแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู (Regenerative Tourism) เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ขณะที่ประเทศไทยอาจยังพัฒนาแบบแยกส่วน แต่ข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างของไทยคือ “ระบบนิเวศสุขภาพที่มีอยู่แล้ว” ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ระดับโลก วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแบบไทย และโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง

    เปิดแผนที่ขุมทรัพย์ 1.4 ล้านล้านบาท พลังซ่อนเร้นในเศรษฐกิจเวลเนสไทย

    เมื่อเจาะลึกเข้าไปในโครงสร้างเศรษฐกิจเวลเนสของไทย จะพบว่าการเติบโตนี้ไม่ได้เกิดจากภาคส่วนเดียว แต่เป็นผลจากการผสานพลังของอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อาหารและโภชนาการ ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ไปจนถึงเวชศาสตร์เฉพาะบุคคลและสุขภาพจิต โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่มีมูลค่าสูงถึง 415,000 ล้านบาท หรือกว่า 30% ของตลาดทั้งหมด และเติบโตถึง 119.5% ภายในปีเดียวหลังโควิด-19

    สิ่งที่น่าจับตามองคือ “พลังการใช้จ่าย” ของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต่างชาติที่ใช้จ่ายเฉลี่ย 58,000 บาทต่อทริป มากกว่านักท่องเที่ยวไทยกว่า 5 เท่า นั่นหมายความว่าการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวมูลค่าสูงกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และเป็นกุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    โมเดล “5S” พิมพ์เขียวสู่การเป็น Wellness Hub ของโลก

    ความสำเร็จของไทยไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ถูกหล่อหลอมจากวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนผ่านโมเดล “5S” ที่ถอดแนวคิดมาจากยุทธศาสตร์ของ กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ร่วมกันผลักดันเป้าหมาย “Thailand as a Global Wellness Hub” โดยวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเวลเนสระดับโลก ได้แก่

    • Scientific Wellness Services – การยกระดับบริการสุขภาพด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เวชศาสตร์แม่นยำ (Precision Medicine), Genome, AI และ Telemedicine เพื่อสร้างบริการเชิงป้องกันที่พิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริง
    • Signature Thai Wellness – การสร้างอัตลักษณ์ไทยที่ไม่อาจลอกเลียนแบบได้ ผ่านภูมิปัญญาไทย เช่น นวดไทย สมุนไพร และอาหารสุขภาพ ผสานกับมาตรฐานทางการแพทย์ระดับโลก
    • Sustainable Wellness Tourism – การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสุขภาพที่ยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด ESG และ Green Destination เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพสูง
    • Smart Healthcare Technology – การนำ Big Data และ AI มายกระดับบริการด้านสุขภาพแบบรายบุคคล (Personalized Healthcare) เพื่อเปลี่ยนจากการรักษาเชิงรับเป็นการดูแลเชิงรุก
    • Safe & Trusted Destination – การสร้างความเชื่อมั่นด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง ทั้งทางการแพทย์และการบริการ

    ดังที่ นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic กล่าวไว้ว่า

    “ประเทศไทยมีครบทุกองค์ประกอบ ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ระดับโลก ราคาที่แข่งขันได้ วิถีชีวิตแห่งสุขภาพ และการต้อนรับอันอบอุ่น เราพร้อมแล้วที่จะเป็นผู้นำด้าน Wellness Tourism ของโลก”

    จาก Wellness Tourism สู่ “Longevity Economy” วิสัยทัศน์เศรษฐกิจแห่งชีวิตที่ยืนยาว

    ในก้าวต่อไปของวิวัฒนาการอุตสาหกรรมสุขภาพโลกกำลังเปลี่ยนจาก “Wellness Tourism” ไปสู่ “Longevity Economy” เศรษฐกิจที่เน้นการยืด Health Span หรือ “ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี” มากกว่าเพียงการยืดอายุขัย แนวคิดนี้สอดคล้องกับการแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Medicine) และการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) ซึ่งตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัยทั่วโลกได้อย่างแม่นยำ

    สัญญาณของการเปลี่ยนผ่านนี้เริ่มชัดเจนในประเทศไทย ภาคส่วนเวชศาสตร์ป้องกันและแพทย์เฉพาะบุคคล เติบโตถึง 10.5% ขณะที่ อสังหาริมทรัพย์เชิงสุขภาพ (Wellness Real Estate) ขยายตัว 11.4% นำโดยโครงการมิกซ์ยูส “เวลเนสซิตี้” มูลค่า 25,000 ล้านบาทของ BDMS ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะ อีกทั้ง สุขภาพจิต (Mental Wellness) ยังเติบโตถึง 13.7% สะท้อนถึงการยกระดับมุมมองเรื่องสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งกายและใจ

    ด้วยความพร้อมทั้งในด้านบุคลากร การแพทย์ วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยตั้งเป้าจะก้าวขึ้นสู่ Top 5 Wellness Destination ของโลก ภายในปี 2025 พร้อมคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะทะลุ 15 ล้านคน ซึ่งหมายถึงการก้าวสู่เวทีแข่งขันโดยตรงกับประเทศมหาอำนาจสุขภาพอย่างสหรัฐฯ เยอรมนี และจีน

    บทสรุปอนาคตที่มั่งคั่ง คือสุขภาพที่ยั่งยืน

    ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเศรษฐกิจ เมื่อ “สุขภาพ” ไม่ใช่เพียงความเป็นอยู่ที่ดี แต่กลายเป็น “พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต” ด้วยรากฐานทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์อย่างโมเดล 5S และความร่วมมือกับองค์กรระดับโลก เช่น Global Wellness Institute ประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่กำลังจะกลายเป็น ระบบนิเวศสุขภาพแบบครบวงจร ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

    การก้าวสู่ “Longevity Economy” จึงไม่ใช่แค่การสร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศ แต่คือการลงทุนใน “ความมั่งคั่งที่แท้จริง” สุขภาพที่ดีของประชาชนทั้งประเทศ เพราะในอนาคตอันใกล้ “ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนที่สุด” จะไม่ใช่ทองคำหรือพลังงาน แต่คือ ชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และมีความสุข

    อ้างอิง:

    www.bdmswellness.com

    tatreviewmagazine.com

    www.brandbuffet.in.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/731702&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vU-eCCXHSakOUWBRJvPMF

  • มหาดไทยจับมือการคลัง เดินหน้าขับเคลื่อน “คนละครึ่ง พลัส+” กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ

    มหาดไทยจับมือการคลัง เดินหน้าขับเคลื่อน “คนละครึ่ง พลัส+” กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ

    มหาดไทยจับมือการคลัง เดินหน้าขับเคลื่อน “คนละครึ่ง พลัส+” กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ


    10/10/2568 | 178 |

    กระทรวงมหาดไทย จับมือกระทรวงการคลัง ประชุมสร้างการรับรู้ความเข้าใจขับเคลื่อนโครงการคนละครึ่ง พลัส+ พร้อมกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอใช้ทุกกลไกประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบและลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

    วันนี้ (10 ต.ค. 68) เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย นายชูชีพ พงษ์ไชย รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร เป็นประธานการประชุมผ่านระบบ Video Conference ร่วมกับนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เพื่อชี้แจงการขับเคลื่อนโครงการคนละครึ่ง พลัส ไปยังศาลากลางจังหวัดและที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ โดยมี ผู้บริหารกรม ผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    โครงการคนละครึ่ง พลัส เป็นโครงการตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อลดรายจ่ายให้ประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และสร้างรายได้แก่ร้านค้ารายย่อย นำไปสู่การกระตุ้นและพื้นฟูเศรษฐกิจไทย ซ่ภาครัฐจะร่วมจ่ายค่าสินค้าและบริการบางประเภทให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ โดยภาครัฐจ่าย 50% (ไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน) โดยกำหนดวงเงินสิทธิ หากเป็นประชาชนผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี จะได้รับ 2,400 บาท/คน และกรณีประชาชนผู้ไม่ยื่นแบบภาษี จะได้รับ 2,000 บาท/คน ในห้วงระยะเวลาใช้จ่ายในโครงการ ตั้งแต่ 29 ต.ค. 68 – 31 ธ.ค. 68

    สำหรับการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ประชาชนต้องลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง โดยกดผ่านแบนเนอร์ของโครงการคนละครึ่ง พลัส เท่านั้น กำหนดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 20 – 26 ต.ค. 68 เวลา 06.00 -22.00 น. ของทุกวัน จนกว่าจะครบจำนวนสิทธิ หรือครบวงเงินงบประมาณของโครงการ โดยการยืนยันผล หากเป็นประชาชนที่เคยใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 (ปี 2565) ลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง จะมีแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง ทันที และหากเป็นประชาชนที่ไม่เคยใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 (ปี 2565) ลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง จะได้รับ SMS และแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง ภายใน 3 วัน ทั้งนี้ ประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะไม่สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้

    ด้านคุณสมบัติผู้ลงทะเบียน ได้แก่ 1. มีบัตรประชาชน สัญชาติไทย อายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ ลงทะเบียน 2. ไม่เป็นผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ณ วันที่ 1 ต.ค. 68 และ 3.ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิในโครงการคนละครึ่ง เฟส 1-5 และสำหรับด้านสิทธิประโยชน์ พลัส 1. เพิ่มช่วงอายุ: ประชาชนสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ขยายจากเดิมที่ 18 ปี พลัส 2. เพิ่มวงเงินใช้จ่าย: รับสิทธิสูงสุด 200 บาทต่อคนต่อวัน พลัส 3. เพิ่มสิทธิพิเศษ: ประชาชนผู้ยื่นแบบภาษีที่ 2,400 บาทต่อคน ตลอดโครงการ  ขณะที่ประชาชนผู้ไม่ยื่นแบบภาษีที่ 2,000 บาทต่อคน ตลอดโครงการ พลัส 4. เพิ่มโอกาส: ผู้ประกอบการรายย่อย Micro SME เข้าร่วมโครงการ และ พลัส 5. เพิ่มทักษะใหม่: การเงินดิจิทัล ขายเก่ง ลดต้นทุน ด้วยเทคโนโลยีใหม่

    ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับประชาชน โทร. 0-2111-1122 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง โดยสามารถตรวจสอบผลการลงทะเบียนหรือวงเงินคงเหลือ โทร. 0-2111-1122 กด 2 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ และวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง หรือสอบถามข้อมูลโครงการฯ ได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 02-273-9020 ต่อ 3510, 3238, 3313, 3512, 3532 หรือ 3502 ตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น. เว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/430836&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KyWUTZ2OhXyAUDfGv5X0t

  • ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพบสื่อมวลชน (GovernorConnect)

    ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพบสื่อมวลชน (GovernorConnect)

    งาน GovernorConnect

    rn

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม 2568

    rn”}}” id=”text-ea78040cbb”>

    งาน GovernorConnect

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

    วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม 2568

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้พูดคุยกับสื่อมวลชนครั้งแรกหลังรับตำแหน่งเกี่ยวกับแนวทางการทำงานของ ธปท. และทิศทางนโยบายสำคัญในระยะต่อไป สรุปประเด็นหลักดังนี้

    แนวทางการทำงานของ ธปท.

    rn

      rn

    • สานต่อพันธกิจหลักของธนาคารกลาง คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว
    • rn

    rn

    เสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะดูแลให้เงินเฟ้อระยะปานกลางอยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน (low and stable) รวมถึงไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด และให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง

    rn

    เสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินเข้มแข็ง มีความมั่นคง สามารถให้บริการลูกหนี้ ประชาชนและธุรกิจได้ต่อเนื่อง และดูแลไม่ให้เกิดจุดเปราะบางในระบบการเงินที่อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตในอนาคต

    rn

    เสถียรภาพระบบการชำระเงิน ดูแลให้ระบบมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ ทั้งด้านความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และด้วยราคาที่สมเหตุสมผล

    rn

     

    rn

      rn

    • ธปท. จะดำเนินนโยบายด้วยความเป็นอิสระภายใต้กรอบกฎหมาย โดยมีหลายเรื่องที่ต้องทำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนมากขึ้น เพื่อผลักดันนโยบาย ตลอดจนจะเน้นประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง (policy coordination) เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ รวมทั้งเอื้อให้เกิดการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่จับต้องได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศ 
    • rn

    rn”}}” id=”01″>

    แนวทางการทำงานของ ธปท.

    • สานต่อพันธกิจหลักของธนาคารกลาง คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว

    เสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะดูแลให้เงินเฟ้อระยะปานกลางอยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน (low and stable) รวมถึงไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด และให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง

    เสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินเข้มแข็ง มีความมั่นคง สามารถให้บริการลูกหนี้ ประชาชนและธุรกิจได้ต่อเนื่อง และดูแลไม่ให้เกิดจุดเปราะบางในระบบการเงินที่อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตในอนาคต

    เสถียรภาพระบบการชำระเงิน ดูแลให้ระบบมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ ทั้งด้านความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และด้วยราคาที่สมเหตุสมผล

    • ธปท. จะดำเนินนโยบายด้วยความเป็นอิสระภายใต้กรอบกฎหมาย โดยมีหลายเรื่องที่ต้องทำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนมากขึ้น เพื่อผลักดันนโยบาย ตลอดจนจะเน้นประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง (policy coordination) เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ รวมทั้งเอื้อให้เกิดการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่จับต้องได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศ 
    ทิศทางนโยบายสำคัญของ ธปท. (policy priorities) ในระยะต่อไป ประกอบด้วย

    rn

    1) การสานต่อแนวนโยบายการพัฒนาภาคการเงิน โดยเฉพาะการวางรากฐานให้ภาคการเงินพร้อมรองรับกับกระแสโลกใหม่ทั้งด้านดิจิทัลและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (financial landscape) ได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น โครงการ Your Data การพัฒนาระบบ digital payment ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ยืดหยุ่น และสนับสนุนให้ภาคเศรษฐกิจจริงเข้าถึงบริการทางการเงินครอบคลุมขึ้น รวมถึงการจัดตั้ง Virtual Bank

    rn

     

    rn

    2) การทำงานของ ธปท. จะใกล้ชิดกับประชาชนและสังคมมากขึ้น ผ่านการรับฟังมุมมอง และข้อเรียกร้องจากสังคมให้รอบด้าน เพื่อให้เข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง และนำมาประกอบการตัดสินนโยบายให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศโดยรวม รวมทั้งสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น ตลอดจนจะมีแนวนโยบายเฉพาะจุดเพื่อช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งจะมาช่วยเสริมกับนโยบายการเงินที่ดูแลเศรษฐกิจการเงินในภาพรวม เช่น มาตรการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไก AMC (ปัจจุบัน ธปท. อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังและสถาบันการเงินเพื่อออกแบบกลไกให้เหมาะสม ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงต้นปี 2569) การเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบด้วยต้นทุนที่เหมาะสม ผ่านกลไกค้ำประกันเครดิตที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นขึ้น รวมทั้งกลไกกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สมดุลกับความเสี่ยงของผู้กู้ (Risk-Based Pricing: RBP) ตลอดจนการทบทวนค่าธรรมเนียมของบริการทางการเงินให้เหมาะสมและเป็นธรรมขึ้น (fair pricing)

    rn

    3) การผลักดันงานส่งเสริมทักษะและความรู้ทางการเงินให้แก่ประชาชน (financial literacy) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรมขึ้น เช่น การส่งเสริมการออม การสอนวิธีการใช้เงิน เพื่อให้คนมีวินัยทางการเงินมากขึ้น

    rn

     

    rn

    ธปท. มุ่งหวังว่าการดำเนินงานตามพันธกิจควบคู่กับการออกนโยบายและมาตรการของ ธปท. จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างสมดุลเข้าสู่ศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนและประเทศชาติได้รับประโยชน์สูงสุด

    rn”}}” id=”02″>

    ทิศทางนโยบายสำคัญของ ธปท. (policy priorities) ในระยะต่อไป ประกอบด้วย

    1) การสานต่อแนวนโยบายการพัฒนาภาคการเงิน โดยเฉพาะการวางรากฐานให้ภาคการเงินพร้อมรองรับกับกระแสโลกใหม่ทั้งด้านดิจิทัลและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (financial landscape) ได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น โครงการ Your Data การพัฒนาระบบ digital payment ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ยืดหยุ่น และสนับสนุนให้ภาคเศรษฐกิจจริงเข้าถึงบริการทางการเงินครอบคลุมขึ้น รวมถึงการจัดตั้ง Virtual Bank

    2) การทำงานของ ธปท. จะใกล้ชิดกับประชาชนและสังคมมากขึ้น ผ่านการรับฟังมุมมอง และข้อเรียกร้องจากสังคมให้รอบด้าน เพื่อให้เข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง และนำมาประกอบการตัดสินนโยบายให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศโดยรวม รวมทั้งสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น ตลอดจนจะมีแนวนโยบายเฉพาะจุดเพื่อช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งจะมาช่วยเสริมกับนโยบายการเงินที่ดูแลเศรษฐกิจการเงินในภาพรวม เช่น มาตรการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไก AMC (ปัจจุบัน ธปท. อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังและสถาบันการเงินเพื่อออกแบบกลไกให้เหมาะสม ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงต้นปี 2569) การเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบด้วยต้นทุนที่เหมาะสม ผ่านกลไกค้ำประกันเครดิตที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นขึ้น รวมทั้งกลไกกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สมดุลกับความเสี่ยงของผู้กู้ (Risk-Based Pricing: RBP) ตลอดจนการทบทวนค่าธรรมเนียมของบริการทางการเงินให้เหมาะสมและเป็นธรรมขึ้น (fair pricing)

    3) การผลักดันงานส่งเสริมทักษะและความรู้ทางการเงินให้แก่ประชาชน (financial literacy) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรมขึ้น เช่น การส่งเสริมการออม การสอนวิธีการใช้เงิน เพื่อให้คนมีวินัยทางการเงินมากขึ้น

    ธปท. มุ่งหวังว่าการดำเนินงานตามพันธกิจควบคู่กับการออกนโยบายและมาตรการของ ธปท. จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างสมดุลเข้าสู่ศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนและประเทศชาติได้รับประโยชน์สูงสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251010.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21CT_pmaiox1NhlkrkXi3Q

  • องค์กรพัฒนาเอกชนหวั่นเศรษฐกิจกัมพูชา ‘พัง’ หลังแรงงานแห่กลับประเทศว่างงานกว่า 9 แสนคน

    องค์กรพัฒนาเอกชนหวั่นเศรษฐกิจกัมพูชา ‘พัง’ หลังแรงงานแห่กลับประเทศว่างงานกว่า 9 แสนคน

    องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) 18 แห่ง แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการเดินทางกลับของแรงงานชาวกัมพูชาประมาณ 900,000 คนจากประเทศไทย พร้อมเตือนถึงผลกระทบร้ายแรงต่อสภาพการจ้างงานและสภาพเศรษฐกิจของกัมพูชาที่เปราะบางอยู่แล้ว 

    ในแถลงการณ์ร่วมที่ออกเมื่อวันอังคาร (7 ต.ค.) องค์กรพัฒนาเอกชนเหล่านี้ได้เน้นย้ำว่า จำนวนของแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศครั้งนี้ ซึ่งเกิดจากการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นเวลานาน 5 วันตามแนวชายแดนช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แซงหน้าช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่มีแรงงานเดินทางกลับประเทศประมาณ 260,000 คน 

    แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า แรงงานที่เดินทางกลับประเทศจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากลำบากเร่งด่วน รวมถึงการขาดแคลนอาหารและโอกาสในการทำงาน ขณะที่ศูนย์แรงงานและสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีแรงงานกว่า 700 คนได้เดินทางกลับเข้าสู่พื้นที่ชนบท ซึ่งการเข้าถึงการจ้างงานมีข้อจำกัดอย่างมาก 

    แม้ว่ากระทรวงแรงงานและฝึกอบรมวิชาชีพจะประกาศในเดือนสิงหาคมว่ามีตำแหน่งงานว่าง 190,000 ตำแหน่ง ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและบริการ แต่แรงงานที่กลับมาส่วนใหญ่มีทักษะด้านการก่อสร้างและเกษตรกรรม ทำให้เกิดความไม่สอดคล้องระหว่างแรงงานและความต้องการของตลาดงาน 

    องค์กรพัฒนาเอกชนกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลขยายและเพิ่มความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ครอบครัวของแรงงานข้ามชาติที่กลับมา ให้ความช่วยเหลือด้านอาหารฉุกเฉินและเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณะฟรี โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพ จัดตั้งระบบโควตาแรงงานชั่วคราวเพื่อส่งเสริมการจ้างงานภาคเอกชนในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานมาก เช่น การก่อสร้าง การแปรรูปทางการเกษตร และการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมทั้งออกใบรับรองวิชาชีพให้กับแรงงานที่มีทักษะที่กลับมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีประสบการณ์ในภาคการก่อสร้าง บริการ และอาหาร 

    ซุน เมซา โฆษกกระทรวงแรงงานและฝึกอบรมวิชาชีพ รับทราบถึงข้อกังวลดังกล่าว แต่ย้ำว่าการกลับมาของแรงงานเป็น ‘โอกาสทอง’ ในการตอบสนองความต้องการแรงงานในภาคการผลิตที่กำลังเติบโตของกัมพูชา 

    “ปัจจุบันกัมพูชามีโอกาสงานมากกว่า 300,000 ตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งงานในภาคก่อสร้าง 60,000 ตำแหน่ง”

    — เมซา กล่าว และอ้างถึงโครงการริเริ่มของรัฐบาลที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งรวมถึงมาตรการด้านแรงงานสำคัญ 11 ฉบับที่เปิดตัวในเดือนมิถุนายน เพื่อสนับสนุนการจัดหางานให้กับแรงงานที่กลับประเทศ 

    ระหว่างวันที่ 3-26 ตุลาคม กระทรวงแรงงานและฝึกอบรมวิชาชีพกำลังดำเนินแคมเปญครอบคลุมใน 5 จังหวัด ได้แก่ เปรยแวง กำปงธม บันเตียเมียนเจย และเสียมราฐ โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงผู้หางานมากถึง 300,000 คนกับนายจ้าง โดยร่วมมือกับภาคเอกชนและสหภาพแรงงาน 

    เมซากล่าวเสริมว่า “ยังมีตำแหน่งงานว่างในโรงงาน 84,000 ตำแหน่ง และคาดการณ์ว่ากัมพูชาจะมีตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้นมากถึง 380,000 ตำแหน่ง จากโครงการลงทุนที่จะเกิดขึ้นกว่า 500 โครงการ” พร้อมยืนยันว่ากระทรวงฯ จะยังคงดำเนินความพยายามในการฝึกอบรมแรงงานที่ไม่มีทักษะ และช่วยเหลือประชากรยากจน รวมถึงกลุ่มเปราะบางผ่านโครงการจ้างงานต่อไป 

    (Photo by Chor Sokunthea / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/ngos-alarmed-over-900000-jobless-migrant-returnees&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ziIJ_XgHfw2ohMZg07OZB

  • รัฐบาลชี้ ‘คนละครึ่งพลัส’ เห็นสัญญาณความเชื่อมั่นเศรษฐกิจดี ดัน Q4 บวก

    รัฐบาลชี้ ‘คนละครึ่งพลัส’ เห็นสัญญาณความเชื่อมั่นเศรษฐกิจดี ดัน Q4 บวก

    วันนี้ (10 ตุลาคม 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สัญญาณความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ปรับตัวดีขึ้นในหลายจุด จากทัศนคติเชิงบวกของประชาชนต่อการปรับเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัว ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและสนับสนุนธุรกิจภาคการค้าและบริการ เชื่อจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม 

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) ปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 56.0 ซึ่งสอดคล้องกับ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ได้เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 50.7 ปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 44.4 

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 59.3 ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นฯ ทุกรายการปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนเช่นเดียวกัน โดยปัจจัยบวกสำคัญมาจากการเมืองในประเทศเริ่มมีความชัดเจนขึ้น หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งหนุนความเชื่อมั่น บรรยากาศการลงทุน และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

    ด้าน สภาธุรกิจตลาดทุนไทยก็ได้ สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ในเดือนกันยายน 2568 พบว่าอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ธันวาคม 2568) โดยนักลงทุนมองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด 

    ขณะที่ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยก็เห็นว่า การสานต่อนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันสร้างความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ เช่น จาก โครงการคนละครึ่ง ต่อยอดสู่ “โครงการคนละครึ่ง พลัส” การออมเพื่อการเกษียณอายุ และหวยออมทรัพย์ เป็นต้น

    “นายกฯ ได้กำชับทุกกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจที่ต้องเร่งเดินหน้ามาตรการ Quick Big Win ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 4 เดือนข้างหน้า กระตุ้นโมเมนตัม จุดติดเครื่องยนต์เศรษฐกิจ พลิกฟื้นบรรยากาศการค้า และการลงทุน ทำให้ประชาชนพร้อมจะกลับมาจับจ่ายใช้สอยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ แม้จะเป็นมาตรการระยะสั้น แต่เชื่อว่าจะส่งต่อเนื่องในระยะยาวอีกด้วย” นายสิริพงศ์ ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641072&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Fl0qPm_xItBnGqzyJyzIS

  • ‘ศุภจี’ แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้าน พาไทยหลุดกับดัก

    ‘ศุภจี’ แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้าน พาไทยหลุดกับดัก

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา Thailand Economic Outlook 2026 “Out of The Trap” หัวข้อ “Thailand’s Opportunities & Challenges” ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โดยระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเต็มไปด้วยความผันผวนจากทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) สงครามการค้า และการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ ทำให้ไทยต้องเร่ง “ปรับตัวอย่างรวดเร็ว” เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ที่เกิดขึ้น

    นางศุภจี กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงใน 4 เทรนด์สำคัญ ได้แก่

    1.De-globalization การกระจายตัวของห่วงโซ่อุปทานและการลดการพึ่งพา

    2.De-carbonization การขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ที่ไทยต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป

    3.Digitalization การเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ซึ่งอาจเป็นทั้ง “โอกาสและอุปสรรค”

    4.Demographics โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ส่งผลต่อกำลังแรงงานและศักยภาพการผลิต

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

    รมว.พาณิชย์ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% แต่ปัจจุบันลดเหลือราว 2% และคาดว่าปี 2568 จะเติบโตเพียง 1.8–2.3% พร้อมเตือนว่า เงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ที่ -0.76% ในเดือนกันยายน 2568 ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินฝืด หากไม่เร่งกระตุ้นดีมานด์ภายในประเทศ แนวคิดหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์ คือ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ และ 7 นโยบาย Quick Big Win เพื่อเสริมรายได้ให้เกษตรกร สร้างตลาดใหม่ และลดค่าครองชีพประชาชน

    ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ “หลุดจากกับดัก” ต้องอาศัยการปรับแนวคิดและโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่บน 3 หลักการสำคัญ ได้แก่
        
    1.Demand-Driven Economy แทน Supply-Driven Economy ไทยต้องปรับจากการผลิตตามกำลัง (Supply) ไปสู่การผลิตตามความต้องการของตลาด (Demand) โดยใช้ข้อมูลเชิงลึก (Market Intelligence) และเทคโนโลยีดิจิทัลมาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อให้การผลิตสินค้าและบริการตอบโจทย์ตลาดจริง โดยเฉพาะตลาดใหม่ในต่างประเทศ
        
    2.ไทยต้องพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารสู่ “อาหารอนาคต” (Future Food) เช่น อาหารสุขภาพ อาหารโปรตีนทางเลือก และอาหารฟังก์ชัน ที่สอดคล้องกับแนวโน้มความยั่งยืนของโลก (Sustainability) พร้อมสร้าง Value Chain ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
        
    3.Technology Transformation & Digital Empowerment การนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ยกระดับทุกมิติของการค้า ตั้งแต่การผลิต การกระจายสินค้า ไปจนถึงการให้บริการภาครัฐ เช่น แพลตฟอร์ม “MOC+” (+ คือ ประชาชน) ที่กระทรวงพาณิชย์กำลังพัฒนา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้สะดวก โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

    'ศุภจี' แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้าน พาไทยหลุดกับดัก  

    สำหรับ 3 ยุทธศาสตร์หลักของกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่

    ยุทธศาสตร์ที่ 1 เสริมรายได้ โดยเฉพาะภาคเกษตร ปีนี้ไทยมีข้าวราว 25.8 ล้านตัน โดยมีข้าวหอมมะลิ 6.8 ล้านตัน ซึ่งตลาดรองรับได้ดี ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ยังมีสต๊อกข้าว 1.8 ล้านตันที่ต้องบริหารให้ได้ราคาดีที่สุด กระทรวงพาณิชย์ได้ออกโครงการลดต้นทุนเกษตรกร เช่น โครงการธงเขียว ลดราคาปุ๋ย พร้อมดูแลสมดุลอุปสงค์–อุปทาน (Demand–Supply) เพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และช่วยให้ราคาข้าวอยู่ในระดับเหมาะสม

    ยุทธศาสตร์ที่ 2 สร้างและขยายตลาดใหม่ ปัจจุบันไทยมี FTA แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ ซึ่งอยากให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น และเพิ่งลงนามกับกลุ่ม EFTA (ยุโรป 4 ประเทศ: สวิตเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ ลิกเตนสไตน์) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเจรจากับประเทศที่มีมาตรฐานสูง และยังเป็นต้นแบบไปสู่การเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) ที่กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเจรจา รวมทั้ง FTA ไทย–เกาหลีใต้ ที่จะเกิดผลเป็นรูปธรรมภายในต้นปีหน้า โดยภาครัฐจะกระตุ้นให้ภาคเอกชนใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่ให้มากขึ้น

    'ศุภจี' แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้าน พาไทยหลุดกับดัก

    ในส่วนของตลาดใหม่ กระทรวงพาณิชย์วางแผนจัด Trade Mission เจาะตลาดที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา โดยทำการบ้านล่วงหน้าร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้สินค้าตรงกับความต้องการของตลาดเป้าหมาย ทั้งด้านคุณภาพ ขนาด และบรรจุภัณฑ์

    ยุทธศาสตร์ที่ 3 ลดค่าครองชีพประชาชน จัดโครงการธงฟ้ากว่า 1,300 ครั้งทั่วประเทศ โดยปีนี้จะขยายสู่พื้นที่ชายแดน 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดน เพื่อช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ พร้อมเปิดความร่วมมือใหม่กับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสด้านราคายา โดยประชาชนสามารถเลือกซื้อยาภายนอกโรงพยาบาลได้ในราคามาตรฐาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพด้านยาได้กว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังจับมือกับไปรษณีย์ไทย และพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ผลักดันสินค้าชายแดนและสินค้าชุมชนเข้าสู่ตลาดของขวัญปลายปี ผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจฐานราก

    'ศุภจี' แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้าน พาไทยหลุดกับดัก

    นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดแข็งของประเทศไทย คือ ที่ตั้งซึ่งสามารถใช้เป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าได้ทั่วภูมิภาค และด้วยเครือข่าย FTA ที่ครอบคลุม จึงเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนและขยายการค้าการลงทุนในอนาคต ไทยต้องใช้จุดแข็งนี้ให้เต็มที่ ผสานกับองค์ความรู้และการนำเทคโนโลยีมาช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลาง มุ่งสู่ประเทศที่ขับเคลื่อนด้วย Value-Based Economy เน้นนวัตกรรมและคุณค่าอย่างแท้จริง โดยรัฐบาลพร้อมสร้างความเชื่อมั่น ภาคเอกชนได้รับโอกาส และประชาชนได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967901&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eN-zfX7tg4DN17TdlYdY9

  • &

    &

    เศรษฐกิจจังหวัดเพชรบูรณ์กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจาก GFEST ผู้จัดงานมืออาชีพภายใต้ GMM SHOW ประกาศวันจัดเทศกาลดนตรีร็อกฤดูหนาว “Chang Music Connection Presents Rock Mountain 2026” อย่างเป็นทางการ โดยจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 24 มกราคม 2569 ณ Jolly Land เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เทศกาลนี้ถือเป็นหนึ่งในงานดนตรีร็อกฤดูหนาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ที่ไม่เพียงสร้างความสุขให้กับแฟนเพลงเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบูรณ์อย่างชัดเจน

    'เพชรบูรณ์' เศรษฐกิจคึกคัก นักท่องเที่ยวแห่จองที่พักแน่นเขาค้อ หลัง 'GMM SHOW' ประกาศวันจัดเทศกาลร็อกฤดูหนาว 'Rock Mountain 2026' คาดเงินสะพัดกว่า 400 ล้านบาท

    ทันทีที่มีการประกาศวันจัดงาน เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา กระแสตอบรับจากนักท่องเที่ยวทั่วประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ยอดจองโรงแรม รีสอร์ต และโฮมสเตย์ในอำเภอเขาค้อพุ่งสูง หลายแห่งมียอดจองเต็มล่วงหน้า นักท่องเที่ยวจำนวนมากวางแผนพักต่อเนื่อง 1-3 คืน เพื่อเที่ยวชมธรรมชาติและพักผ่อนท่ามกลางอากาศหนาวเย็นหลังจบงาน จากการจัดงานในปีที่ผ่านมา อัตราการเข้าพักของที่พักในเขาค้อเต็ม 100% ทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เห็นตรงกันว่า งาน Rock Mountain ไม่เพียงสร้างความคึกคัก แต่ยังช่วยกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง ทั้งจากนักท่องเที่ยวที่เข้าพักและการใช้บริการต่าง ๆ ในพื้นที่ ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดเติบโตอย่างชัดเจน และหลายฝ่ายคาดว่าการจัดงานในปี 2569 นี้ จะสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท จึงเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยให้การท่องเที่ยวของจังหวัดเพชรบูรณ์กลับมาคึกคักอย่างต่อเนื่อง และยกระดับรายได้ของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม 'เพชรบูรณ์' เศรษฐกิจคึกคัก นักท่องเที่ยวแห่จองที่พักแน่นเขาค้อ หลัง 'GMM SHOW' ประกาศวันจัดเทศกาลร็อกฤดูหนาว 'Rock Mountain 2026' คาดเงินสะพัดกว่า 400 ล้านบาท

    Rock Mountain 2026 ถือเป็นเทศกาลดนตรีร็อกฤดูหนาวสุดยิ่งใหญ่ที่รวมที่สุดของทุกองค์ประกอบไว้ในงานเดียว ไม่ว่าจะเป็น 10 ศิลปินร็อกชั้นแนวหน้าของประเทศ อาทิ BIG ASS, BODYSLAM, POTATO, KLEAR, TAITOSMITH, THREE MAN DOWN, JOEY PHUWASIT, ONLY MONDAY, SILLY FOOLS และ SWEET MULLET รวมถึงเรื่องโปรดักชั่นระดับพรีเมี่ยม โดยเฉพาะเวทีที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของงานในแต่ละปีด้วยการออกแบบที่ไม่เคยซ้ำกัน สำหรับปีนี้มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ใหม่ “เกาะลับแห่งยักษ์” พร้อมจัดเต็มด้วยแสง สี เสียง และพลุสุดตระการตา ที่จัดขึ้นบนพื้นที่อัฒจันทร์ธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยภูเขา และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกสบาย ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเขาค้อ เรียกได้ว่าการจัดงานในครั้งนี้เป็นเหมือนแม่เหล็กช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศให้เดินทางมายังจังหวัดเพชรบูรณ์จำนวนมาก ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้า และธุรกิจบริการต่าง ๆ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้คึกคัก

    นอกจากจะมอบความบันเทิงด้านดนตรีแล้ว Rock Mountain ยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ของจังหวัดเพชรบูรณ์ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของเทศกาลดนตรีร็อกฤดูหนาวที่โดดเด่นในระดับประเทศ งานนี้จึงไม่เพียงสร้างความสุขให้กับแฟนเพลงเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นในหลายมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การบริการ และธุรกิจชุมชน ถือเป็นตัวอย่างของพลังอุตสาหกรรมบันเทิงที่สามารถสร้างทั้งความสุขและมูลค่าทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างแท้จริง

    สำหรับเทศกาลดนตรีร็อกฤดูหนาว “Chang Music Connection Presents Rock Mountain 2026” จะเปิดจำหน่ายบัตร Early Bird ราคา 2,000 บาท (จากปกติ 2,500 บาท) ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2569 ที่ Counter Service All Ticket ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่ www.allticket.com และแอปพลิเคชัน TICKETIER หรือทาง https://ticketier.events/6dQAF สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook / Instagram / TikTok : GFESTTH

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieyubc5m2nuqjaom47mjzb8aj70kjkoe&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29b4ohRBbUrqlMuA5MHl5q

  • ชายแดนไม่เงียบ : เส้นแบ่งเขตแดนอาจกั้นแผ่นดิน แต่ไม่อาจกั้น”ชีวิต” และ”เรื่องราว” ของผู้คน

    ชายแดนไม่เงียบ : เส้นแบ่งเขตแดนอาจกั้นแผ่นดิน แต่ไม่อาจกั้น”ชีวิต” และ”เรื่องราว” ของผู้คน

    Locals

    สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วม
    สาธารณะไทยพีบีเอส (Thai PBS)

    ©2025 All rights reserved | Locals Thai PBS.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/txucvlgobkfj9387hmc3w9b0-&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bHv57xtZw4YepjONZma2P

  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบตามวอลล์สตรีท นลท.ประเมินเศรษฐกิจขณะสหรัฐฯ ยังถูกชัตดาวน์ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบตามวอลล์สตรีท นลท.ประเมินเศรษฐกิจขณะสหรัฐฯ ยังถูกชัตดาวน์ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดลบในวันนี้ (10 ต.ค.) ตามทิศทางตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปรับตัวลงในวันพฤหัสบดี (9 ต.ค.) ขณะที่นักลงทุนประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังจากการปิดหน่วยงานของรัฐบาลล่วงเข้าสู่วันที่ 9 และแทบไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าพรรครีพับลิกันและเดโมแครตจะสามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับการผ่านร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณชั่วคราว ส่งผลให้นักลงทุนขาดแคลนข้อมูลเศรษฐกิจที่จำเป็น

    ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 48,510.72 จุด ลดลง 69.72 จุด หรือ -0.14% ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 26,523.89 จุด ลดลง 228.70 จุด หรือ -0.85% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 3,915.48 จุด ลดลง 18.49 จุด หรือ -0.47%

    ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้น 0.66% ส่วนดัชนี ASX/S&P 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียลดลง 0.26%

    ตลาดหุ้นจีนเปิดอ่อนแรงลงในวันนี้ หลังปิดตลาดพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปีเมื่อวานนี้ โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ที่พุ่งขึ้นตามทิศทางราคาโลหะ หลังจากรัฐบาลจีนประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตแร่หายาก โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาความมีอำนาจเหนือกว่าในอุตสาหกรรมแร่หายาก ท่ามกลางการแข่งขันด้านการค้าและเทคโนโลยีที่รุนแรงขึ้นกับสหรัฐอเมริกา

    วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ลงมติผลักดันร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวครั้งที่ 6 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (8 ต.ค.) ด้วยคะแนนเสียง 54 ต่อ 45 แต่คะแนนสนับสนุนไม่ถึง 60 คะแนนซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญในการผ่านร่างกฎหมายเพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลมีงบประมาณไปจนถึงวันที่ 21 พ.ย. ส่งผลให้การชัตดาวน์ยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่สำนักงานงบประมาณของสภาคองเกรส (CBO) ประมาณการว่า พนักงานของรัฐบาลกลางประมาณ 750,000 คนจะถูกสั่งพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างในช่วงการชัตดาวน์

    สำนักข้อมูลเศรษฐกิจในเอเชียที่มีการเปิดเผยในช่วงเช้าวันนี้ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยว่า ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของเกาหลีใต้ ณ สิ้นเดือนก.ย. อยู่ที่ระดับ 4.2202 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.73 พันล้านดอลลาร์จากเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยหนุนหลักจากการเพิ่มขึ้นของยอดเงินฝากในสกุลเงินต่างประเทศที่ถือครองโดยสถาบันการเงินต่าง ๆ

    ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 นับตั้งแต่ทุนสำรองฯ ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีที่ 4.046 แสนล้านดอลลาร์เมื่อเดือนพ.ค.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-ObDOx0qPzIy2QrpnPQQk