Category: เศรษฐกิจ

  • “มท.4” ลงพื้นที่พังงา มอบนโยบายขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน หนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน

    “มท.4” ลงพื้นที่พังงา มอบนโยบายขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน หนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน

    “มท.4” ลงพื้นที่พังงา มอบนโยบายขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน หนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน


    11/10/2568 | 24 | |

    “มท.4” ลงพื้นที่พังงา มอบนโยบายขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน หนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน

    วันที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ วัดศรัทธาราม (วัดมะรุ่ย) อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดพังงา มอบนโยบาย ติดตามการดำเนินงานตามภารกิจของกระทรวงมหาดไทยและกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะผู้บริหาร โดยมีนายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายประพันธ์ วรรณบวร พัฒนาการจังหวัดพังงา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ เครือข่ายองค์กรสตรี และประชาชนร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน ประจำปี 2568 จำนวน 22 บูท และมอบนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนที่มีสาระสำคัญ ดังนี้

    *** พลัง “องค์กรสตรี” เป็นกลไกที่สำคัญในการพัฒนาครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ โดยขอให้สตรีทุกระดับตั้งแต่หมู่บ้านถึงจังหวัด พัฒนาศักยภาพ องค์ความรู้ และบทบาทผู้นำ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาชุมชน สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม

    *** การพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพมาตรฐาน สร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึงจะช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ให้สามารถแข่งขันได้ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/274506&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YEV0dNDa2WU8WdGy0Nh1t

  • ‘เอส’ สวนวิกฤตเศรษฐกิจ โต 6% ขึ้นแท่นเบอร์ 2 ในตลาดน้ำสี หลังตลาดรวมติดลบ

    ‘เอส’ สวนวิกฤตเศรษฐกิจ โต 6% ขึ้นแท่นเบอร์ 2 ในตลาดน้ำสี หลังตลาดรวมติดลบ

    “วิกฤตเศรษฐกิจในปีนี้ถือว่าหนักหน่วงกว่าที่ผ่านมา ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ตัวเลข GDP ที่ไม่เติบโต ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และสร้างความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจโดยรวม โดยเฉพาะตลาดน้ำอัดลมในประเทศที่มีมูลค่ารวมกว่า 67,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดน้ำดำ 70% และน้ำสี 30%” สุภรณ์ เด่นไพศาล ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าว

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดน้ำอัดลมโดยรวมติดลบ จากที่เคยเติบโตเฉลี่ยราว 10% ต่อปีในช่วงสองปีที่ผ่านมา และแม้แต่ตลาดน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 9% ของตลาดทั้งหมด ก็ยังไม่สามารถขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ แม้เทรนด์สุขภาพจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องก็ตาม

    ภายใต้ภาพรวมตลาดที่ชะลอตัว ‘เอส’ น้ำอัดลมในเครือไทยเบฟฯ ซึ่งสามารถสร้างการเติบโตในตลาดน้ำสีได้ถึง 6% ขณะที่ตลาดรวมหดตัวลง 6% โดยเฉพาะในช่องทาง Modern Trade ที่เอสมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มสูงสุดถึง 24.6% และปัจจุบันเอสสามารถก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ในตลาดน้ำสี ด้วยส่วนแบ่งตลาด 14.9%

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเอสสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้กว่า 5.2% จากเดิมที่มีเพียง 9.7% และเป็นแบรนด์เดียวที่ยังคงเติบโตในตลาดน้ำสี โดยเฉพาะในช่องทางร้านสะดวกซื้อ ซึ่งปัจจุบันช่องว่างระหว่างเอสกับผู้นำตลาดเหลือเพียง 4.3% เท่านั้น

    สุภรณ์ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะไม่เอื้อ แต่เอสไม่เคยหยุดปรับตัว โดยตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้เดินหน้าทำรีแบรนด์ดิ้ง ปรับภาพลักษณ์ให้สดใส ทันสมัย และตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่อย่าง Gen Z ควบคู่ไปกับการทำตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงพื้นที่จัดบูธให้ทดลองชิมสินค้าใหม่ ๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าและสร้างการรับรู้แบรนด์ให้กว้างขึ้น

    จากการศึกษาอินไซต์ผู้บริโภค พบว่า กลุ่ม Gen Z มีความสนใจที่หลากหลาย เห็นได้จากพฤติกรรมการซื้อไม่ได้มุ่งเน้นที่รสชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ จึงทำให้เอสต้องเข้าไปสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภคผ่านกิจกรรมหลากหลาย 

    ทั้งการสนับสนุนสื่อด้านกีฬา งานดนตรี รวมถึงการทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งผ่านซีรีส์ต่าง ๆ จนสามารถขยายฐานลูกค้ารวมเพิ่มขึ้น 14% และเฉพาะกลุ่ม Gen Z เพิ่มขึ้นกว่า 31% พร้อมกระตุ้นความถี่ในการบริโภคเพิ่มขึ้น 23%

    เมื่อวัดผลจากช่องทางออนไลน์ พบว่า เอส สามารถสร้างเอนเกจเมนต์เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า จากความสำเร็จของแคมเปญต่าง ๆ โดยเฉพาะแคมเปญ ‘est x Squid Game 2: Dare To Be Awesome กล้าเล่นให้สุด’ ที่คอลแลบกับ Netflix ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากกลุ่มเป้าหมาย

    สำหรับทิศทางและกลยุทธ์การตลาดในปี 2569 เอสเตรียมเดินหน้าทำการตลาดต่อเนื่องผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1. พัฒนารสชาติใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เปิดตัวน้ำอัดลมสี 4 รสชาติใหม่ หลังจากรสชาติขายดีอย่าง เอส ลิ้นจี่, เอส เกรปเบอร์รี่ และ เอส กามิกาเซ่ ประสบความสำเร็จเกินคาด เชื่อว่ารสชาติใหม่ก็จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดี
    1. สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค เอสมองว่าการแข่งขันในตลาดที่มีตัวเลือกเพิ่มขึ้น สินค้าจะต้องตอบโจทย์ทั้งด้านรสชาติและประสบการณ์ที่แปลกใหม่ พร้อมทำการตลาดตลอดทั้งปี โดยจะเน้นหนักในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายสูงกว่าปกติถึง 25%
    1. ใช้พรีเซนเตอร์รุ่นใหม่ขยายฐานผู้บริโภค ปีนี้เอสได้เปิดตัว 4 หนุ่มวง GELBOYS ได้แก่ นิว-ชยภัค, ไปป์-มนธภูมิ, พีเจ-มหิดล และเลออน เซค มาถ่ายทอดเอกลักษณ์ของแต่ละรสชาติ ผ่านภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์ ‘แล็บจ๋า’ พร้อมทั้งเตรียมจัดกิจกรรมเปิดบูธทดลองชิมทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์จริงกับรสชาติใหม่ ๆ ของเอส

    นอกจากนี้ บริษัทยังคาดหวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง จะช่วยสร้างบรรยากาศการจับจ่ายให้คึกคักมากขึ้น ส่วนผลกระทบจากภาษีความหวานเฟส 4 ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ยังไม่มีผลต่อธุรกิจ เนื่องจากสูตรของน้ำอัดลมสีเอสมีปริมาณน้ำตาลต่ำกว่าระดับที่ถูกจัดเก็บภาษีอยู่แล้ว

    สุภรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในภาพรวมของ 3 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเอสทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่จะไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะเป้าหมายต่อไปคือการสร้างยอดขายและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้มากขึ้น พร้อมขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต

    โดยปัจจุบัน เอสมีการส่งออกไปยังมาเลเซีย จีน และเวียดนาม แม้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศยังไม่มากนัก แต่บริษัทตั้งใจจะสร้างแบรนด์ในประเทศไทยให้แข็งแกร่งก่อน หลังจากนั้นจะวางแผนเร่งขยายตลาดสู่ต่างประเทศอย่างจริงจังในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/est-6-percent-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PEpel9JMSFVPTR2kGVVQS

  • เจาะลึกโมเดลความสำเร็จ ‘กล้วยหอมทองไทย’ พืชเศรษฐกิจใหม่บุกญี่ปุ่น

    เจาะลึกโมเดลความสำเร็จ ‘กล้วยหอมทองไทย’ พืชเศรษฐกิจใหม่บุกญี่ปุ่น

    เจาะลึกโมเดลความสำเร็จ ‘กล้วยหอมทองไทย’ พืชเศรษฐกิจใหม่บุกญี่ปุ่น

    กล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น: ความหวังสู่พืชเศรษฐกิจใหม่

    นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ประจำสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่ากล้วยเป็นผลไม้ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมบริโภคมากที่สุดชนิดหนึ่ง เพราะรับประทานง่าย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และราคาไม่แพง ใครที่ใช้ชีวิตในญี่ปุ่นจะสังเกตได้ไม่ยากว่า กล้วยเป็นของติดมือของคนญี่ปุ่นทั้งในที่ทำงานและโรงเรียนอยู่เสมอ แต่แม้จะเป็นผลไม้ยอดนิยม ญี่ปุ่นกลับไม่สามารถปลูกกล้วยได้มากนัก 

    เนื่องจากสภาพภูมิอากาศไม่เหมาะสม ยกเว้นเพียงพื้นที่ทางตอนใต้ เช่น จังหวัดโอกินาวาเท่านั้น ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องนำเข้ากล้วยกว่า หนึ่งล้านตันต่อปี

    แม้ไทยและญี่ปุ่นจะมีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (JTEPA) ตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งเปิดโควตาส่งออกกล้วยหอมจากไทยไปญี่ปุ่น 8,000 ตันต่อปีโดยปลอดภาษี แต่ที่ผ่านมา ไทยกลับส่งออกได้เพียงราว 2,000 กว่าตัน ต่อปีเท่านั้น เหตุผลสำคัญคือ ต้นทุนและราคากล้วยไทยยังสูงกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างฟิลิปปินส์

    อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจไม่เคยทราบว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่ปลูกและบริโภค กล้วยหอมทอง (Gros Michel) เป็นหลัก ในขณะที่ประเทศอื่นนิยมกล้วยหอมเขียว (Cavendish) ดังนั้น กล้วยหอมทองจึงมีเอกลักษณ์ในด้านรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัว ซึ่งเป็นจุดขายที่โดดเด่นในสายตาผู้บริโภคญี่ปุ่น และจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานฯ และพันธมิตรในญี่ปุ่น ซึ่งได้ทดลองนำกล้วยหอมทองเข้าสู่ตลาดผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตและแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ ผลตอบรับที่ได้รับเกินคาด โดยผู้บริโภคญี่ปุ่นต่างชื่นชอบในความอร่อยและความหอมของกล้วยหอมทองไทย ซึ่งแตกต่างจากกล้วยที่เคยทานมาก่อน 

    จากแนวคิดสู่พื้นที่นำร่อง

    เพื่อให้สามารถผลิตกล้วยที่ได้มาตรฐานตลาดญี่ปุ่น จึงต้องเป็นการปลูก “เพื่อส่งออกโดยเฉพาะ” ซึ่งหมายถึงพื้นที่ปลูกที่มีน้ำเพียงพอ ไม่ท่วมขัง อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล และมีแปลงปลูกขนาดใหญ่ในบริเวณใกล้กันกว่า 100 ไร่ขึ้นไปเพื่อให้บริหารต้นทุนโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการประสานงานของสำนักงานพาณิชย์ฯ และการสนับสนุนนโยบายจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจากการที่ได้เริ่มต้นพื้นที่นำร่องกับ กลุ่มแปลงใหญ่กล้วยหอมทองสุขไพบูลย์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา 

    โดยขณะนี้เริ่มส่งกล้วยหอมทองเข้าตลาดญี่ปุ่นแล้ว และได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และด้วยความสำเร็จในระยะเริ่มต้นนี้ ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีนโยบายขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเติม เพราะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรเนื่องจากกล้วยเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนสูง อีกทั้งความต้องการของผู้ซื้อญี่ปุ่นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี 

    นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ประจำสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

    ทั้งนี้ ต้องขอย้ำว่า ไม่ใช่กล้วยทุกพื้นที่ในไทยจะสามารถส่งออกได้ทันที ผู้ที่สนใจจำเป็นต้องมีพื้นที่ที่เหมาะสมไม่ว่าพื้นที่เดิมจะเป็นพื้นที่นาหรือพื้นที่ไร่ก็ตาม และจะต้องมีการปรับการปลูกให้เป็นไปตามมาตรฐานตลาดญี่ปุ่น ซึ่งสำนักงานฯ จะลงไปสำรวจพื้นที่ก่อน และจะมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน

    กล้วย: พืชเศรษฐกิจใหม่และวิถีเกษตรใหม่ของไทย

    กล้วยหอมทองถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนเร็ว ใช้เวลาไม่ถึงปีในการเก็บเกี่ยว อีกทั้งองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นยังช่วยเพิ่มคุณภาพและผลผลิตได้มากขึ้น จากเดิมปีละ 1 รอบเก็บเกี่ยวต่อปี เป็น 3 รอบเก็บเกี่ยวใน 2 ปี เพิ่มผลผลิตถึง 50%

    นอกจากนี้ ระบบการซื้อขายของญี่ปุ่นยังเป็นแบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งผู้ซื้อจะรับซื้อผลผลิตทั้งหมดในโครงการ ช่วยให้เกษตรกรรู้ราคาขายล่วงหน้า มีรายได้มั่นคง และสามารถวางแผนต้นทุนได้อย่างแม่นยำ ปัจจุบันเกษตรกรในโครงการสามารถมีรายได้สูงกว่าแสนบาทต่อไร่ต่อปี ซึ่งสูงกว่าพืชหลักเดิม เช่น มันสำปะหลัง หรืออ้อย อย่างชัดเจน นี่จึงเป็น โมเดลการเกษตรแบบใหม่ของไทย ที่เปลี่ยนจาก “ผลิตก่อนแล้วค่อยหาตลาด” มาเป็น “มีตลาดก่อนแล้วจึงผลิต” หมดปัญหาผลผลิตล้นตลาด และเกษตรกรสามารถคำนวณกำไรได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มปลูก

    แต่สิ่งที่เกษตรกรควรเข้าใจคือ ตลาดญี่ปุ่นต้องการกล้วยที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ และมีการส่งมอบต่อเนื่องระยะยาว ไม่สามารถนำผลผลิตไปขายสลับกับตลาดในประเทศได้ ดังนั้นจึงต้องมองสองตลาดนี้แยกจากกันอย่างชัดเจน

    อุปสรรคที่ผ่าน และโอกาสที่เปิดตลาด

    ตลอดการดำเนินโครงการ สำนักงานฯ ได้ประสานขอความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อช่วยเกษตรกรกลุ่มนำร่องนี้ อาทิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ช่วยพัฒนาเทคนิค “ฟองอากาศนาโนผสมแก๊สออกซิเจน” เพื่อยืดอายุการสุกของกล้วย ธ.ก.ส. ที่ช่วยสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้ง JICA (Japan International Cooperation Agency) ที่ช่วยให้เงินสนับสนุนผู้นำเข้าญี่ปุ่น เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่ช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกรไทย อีกทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มทางเลือกที่ดีให้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นอีกด้วย

    นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ประจำสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

    และล่าสุด กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้เข้ามาสนับสนุนในส่วนของ กล้วยหอมเขียว (Cavendish) ซึ่งไม่ต้องปลูกในพื้นที่สูงแล้ว อีกทั้งยังมีความต้องการในตลาดญี่ปุ่นอีกมาก ทำให้เปิดโอกาสให้เกษตรกรทั่วประเทศเข้าร่วมได้มากขึ้น ดังนั้น เป้าหมายต่อไปคือ การวางตำแหน่งการเจาะตลาดญี่ปุ่นด้วยกล้วยไทยสองสายพันธุ์ให้ชัดเจน โดยให้ “กล้วยหอมทองไทย” สำหรับตลาดพรีเมียม และ“กล้วยหอมเขียวไทย” สำหรับตลาดกลางขนาดใหญ่ และเมื่อโควต้าปลอดภาษีใกล้เต็มเมื่อใด กระทรวงพาณิชย์ก็เตรียมเจรจากับรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อขอขยายโควต้าเพิ่มเติมในทันที

    อนาคตกล้วยไทย

    โดยส่วนตัวมีความมั่นใจมากว่า กล้วยหอมไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็น พืชเศรษฐกิจใหม่ของประเทศที่ช่วยสร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน และไม่เพียงเท่านี้ ในขณะนี้ก็ได้เริ่มขยายแนวทางเดียวกันไปยังกล้วยชนิดอื่นด้วย เช่น กล้วยไข่ กล้วยเล็บมือนาง และกล้วยน้ำว้า ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าญี่ปุ่นแล้วเช่นกัน สำหรับเกษตรกรไทยและบุคคลที่สนใจเข้าร่วมสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641161&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G53Gb-eqQyRR9Sg6J4DaX

  • ‘สมประวิณ‘ เปิดสูตรใหม่ ’3น้อย 3เปลี่ยน‘ เศรษฐกิจไทยหลุดกับดัก

    ‘สมประวิณ‘ เปิดสูตรใหม่ ’3น้อย 3เปลี่ยน‘ เศรษฐกิจไทยหลุดกับดัก

    การเงิน-การลงทุน

    10 ต.ค. 2025 เวลา 13:48 น.

    ถึงเวลาแล้ว ! “สมประวิณ” เสนอแนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจไทย  จาก “3 มาก” สู่ “3 น้อย” และ “3 เปลี่ยน” เพื่อฟื้นศักยภาพการแข่งขัน

    • ดร.สมประวิณ ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับดัก “3 น้อย” คือ คนเกิดน้อยลง, ความร่วมมือระหว่างประเทศลดลง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัว
    • เสนอทางออกด้วยโมเดล “3 เปลี่ยน” เพื่อสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน (Inside-out), ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากฐานราก (Bottom-up) และสร้างระบบเศรษฐกิจที่เท่าเทียมและทั่วถึง (Inclusive)
    • การปฏิรูปจะสำเร็จได้ต้องอาศัยการปรับปรุงกฎหมายและระบบราชการ (Soft Infrastructure) ควบคู่ไปกับภาวะผู้นำที่มุ่งมั่นและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

    ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน กล่าวบนเวที สัมมนา “ Thailand Economic Outlook 2026 ” โดย กรุงเทพธุรกิจ หัวข้อ Out of the Trap “ Wake up! Thailand Economy”  กล่าวว่า ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย หลุดจากกับดักโดยยึดหลัก “กลยุทธ์เก่า บนภูมิทัศน์ใหม่” เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลกและประเทศไทย   จาก “3 มาก” สู่ “3 น้อย”  

    โดยปัจจุบันกลับกลายเป็น “3 น้อย” คือ  

    1.จากคนเกิดมาก เป็นคนเกิดน้อยลง สะท้อนปัญหาโครงสร้างประชากร

    2. จากความร่วมมือมากขึ้น เป็นความร่วมมือลดลง โลกเข้าสู่ยุคภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด

    3 . จากกิจกรรมเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้น เป็น กิจกรรมเศรษฐกิจชะลอ การค้าและการลงทุนลดลงจากความไม่แน่นอน

    นั้น จะขับเคลื่อน เศรษฐกิจไทย ในระยะข้างหน้า เพื่อรับมือ “3 น้อย”

    เราต้องปรับกระบวนท่าโดยใช้โมเดล “3 เปลี่ยน  คือ 

    1. จาก Outside-in เป็น Inside-out เปลี่ยนจากการรอแรงกระตุ้นจากภายนอก มาเน้นการสร้างพลังภายในประเทศ

    2. จาก Top-down เป็น  Bottom-up เปลี่ยนจากการสั่งการจากบนลงล่าง มาเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม

    3. จาก Exclusive เป็น  Inclusive เปลี่ยนจากระบบที่จำกัดโอกาส มาเป็นระบบที่เปิดให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม

     นายสมประวิณ มองว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของสายพานการผลิตโลก หากสามารถ ทำ 3 เรื่องให้มีประสิทธิภาพ คือ

    1. เข้าถึงทรัพยากรและเงินทุนอย่างเท่าเทียม

    2. สร้างกลไกตลาดที่โปร่งใสและแข่งขันได้และ

    3. ส่งเสริมการลงทุนและนวัตกรรมในภาคเอกชน

    แต่สิ่งสำคัญ คือ การปรับโครงสร้างพื้นฐาน ที่เป็น “Soft infrastructure”  คือ การทำเรื่องกฎหมาย ระบบราชการ และการกระจายอำนาจ ต้องเอื้อต่อการทำธุรกิจและการมีส่วนร่วมของประชาชน

    แต่ปัญหาสำคัญ พบว่า“ความสามารถแข่งขันไทยลดลง ” จากข้อมูลล่าสุด ประเทศไทยตกอันดับความสามารถแข่งขันลง 5 อันดับ สาเหตุมาจากด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ  

    จุดนี้ สะท้อนถึงความจำเป็น “ต้องเร่งทำ” คือ ในการปฏิรูปการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ , ยกระดับผลิตภาพแรงงานและบริการสาธารณะ และ อัพสกิลและรีสกิลแรงงานผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน

    ดร.สมประวิณ ชี้ว่า เรื่องการปฏิรูปนั้น “ไม่ใช่ไม่รู้ปัญหา”  แต่ “รู้ปัญหาแล้ว ทำไม่ได้“ เป็นปัญหาของไทย  

    ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นได้จริง คือ ภาวะผู้นำที่มีความมุ่งมั่น (Leadership Commitment) และการเมืองไม่แทรกแซงมากเกินไป รวมถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ด้วยการออกแบบแรงจูงใจใหม่ในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกันในการเปลี่ยนแปลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1202604&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ylla4WB87dEWr-PoItsZg

  • อุตสาหกรรมสัตว์น้ำของจีนก้าวสู่ความมั่นคงและเศรษฐกิจสีเขียว

    อุตสาหกรรมสัตว์น้ำของจีนก้าวสู่ความมั่นคงและเศรษฐกิจสีเขียว

    อุตสาหกรรมสัตว์น้ำของจีนกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่ความเป็นอัจฉริยะและการสร้างแบรนด์ จีนถือว่าเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคที่สำคัญของโลก อุตสาหกรรมสัตว์น้ำของจีนไม่เพียงแต่การพัฒนากลยุทธ์เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจสีเขียว 

    การพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของจีน ปัจจุบันอุตสาหกรรมประมงของจีนได้พัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่การเพาะเลี้ยง การแปรรูป การกระจายสินค้า และการบริโภค โดยการเพาะเลี้ยงประสบความสำเร็จอย่างก้าวกระโดดในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ อาทิ ระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหมุนเวียน (Recirculating Aquaculture System : RAS) และกระชังอัจฉริยะในทะเลลึก ถูกนํามาใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในส่วนการแปรรูป การแช่แข็งที่อุณหภูมิต่ำเป็นพิเศษ การไฮโดรไลซิสด้วยเอนไซม์ชีวภาพ และนวัตกรรมเทคโนโลยีแปรรูปต่างๆ  ส่งเสริมการพัฒนาการแปรรูปเพื่อตอบโจทย์อาหารพร้อมทาน ที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายในการบริโภคในชีวิตที่เร่งรีบ 

    มณฑลตามชายฝั่งทะเล เช่น มณฑลซานตง กวางตุ้ง และฝูเจี้ยน ได้ผลักดันการเพิ่มผลผลิตของสายพันธุ์คุณภาพสูง เช่น ปลาแซลมอน และปลาจวดเหลือง เป็นต้น โดยใช้เทคโนโลยีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลลึก รวมถึงการแปรรูปและการสร้างแบรนด์ โดยมณฑลกวางตุ้ง เจ้อเจียงและซานตงครองสัดส่วนผลผลิตกว่าร้อยละ 35 อาศัยข้อได้เปรียบของท่าเรือในการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปเชิงลึก สำหรับมณฑลพื้นที่ตอนใน อาทิ มณฑลหูเป่ย และหูหนาน มีการปรับปรุงพันธุ์และบูรณาการประมงแบบครบวงจร เพื่อส่งเสริมมูลค่าผลผลิตของกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น กุ้งเครฟิช และปลากะพงขาว เป็นต้น

    นโยบายการส่งเสริมการพัฒนาสีเขียวในอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทจีน ได้กำหนดให้ภายในปี 2568 พื้นที่ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงนิเวศจะมีสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 สนับสนุนการก่อตั้งฟาร์มปศุสัตว์ทางทะเล การฟื้นฟูทรัพยากรประมง และการส่งเสริมเทคโนโลยีสีเขียว ผ่านกองทุนพิเศษ และแนะนําเกษตรกรให้นํารูปแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเติบโตของตลาดอุปกรณ์บัดน้ำเสียให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 

    โครงสร้างความต้องการบริโภค

    1) ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำสดและแบบแช่เย็นแช่แข็ง ยังเป็นความต้องการพื้นฐานหลักสำหรับการบริโภคในชีวิตประจำวัน

    2) ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำระดับไฮเอนด์ของกลุ่มผู้บริโภครายได้ปานกลางและสูงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น อาหารทะเลนําเข้า ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองอินทรีย์ (ออร์แกนิก) และการแปรรูปเป็นอาหารที่มูลค่าเพิ่มสูง อาทิ สารสกัดคอลลาเจนเปปไทด์จากปลาโดยเทคโนโลยีไอโอเอนไซม์ เพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม

    3) พฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มใหม่ อาทิ การออกไปแคมปิง (Camping) และครอบครัวเดี่ยว ทำให้เกิดความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ ความต้องการอาหารทะเลสำเร็จรูปพร้อมทานในบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก ซึ่งการพัฒนารูปแบบสินค้าจะต้องมีการสำรวจตลาดตามกระแสการเปลี่ยนแปลง

    การปฏิรูปช่องทางการกระจายสินค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน ช่องทางใหม่อย่างการสั่งซื้อตรงผ่านอีคอมเมิร์ซ และการซื้อแบบกลุ่มในชุมชน (Community group buying) มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดรูปแบบการค้าปลีกแบบผสานระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ ซึ่งบางบริษัทค้าปลีกใช้รูปแบบการสั่งซื้อตรงจากแหล่งผลิตเพื่อลดความเสียหายและเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งการไลฟ์สดอีคอมเมิร์ซช่วยให้การเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้กว้างขึ้น ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือระหว่างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกับแหล่งเพาะเลี้ยงตามชายฝั่ง เปิดตัวบริการ “สดส่งถึงมือภายใน 24 ชม.” เป็นต้น

    แนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของจีน

    • การเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทั่วโลกต่างก็เร่งก้าวไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน การเพาะเลี้ยงในกระชังอัจฉริยะ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบหมุนเวียน ได้รับการส่งเสริมอย่างกว้างขวางเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีการประหยัดพลังงาน บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถูกนำมาใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สัดส่วนของผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำสีเขียวจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอบสนองเป้าหมายผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศของผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำของจีน

    • การขับเคลื่อนระบบอัจฉริยะและดิจิทัลเต็มรูปแบบ เทคโนโลยีการเพาะพันธุ์อัจฉริยะกลายเป็นแรงผลักดันหลัก การตรวจสอบคุณภาพน้ำด้วย AI ระบบการให้อาหารอัจฉริยะ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีรูปแบบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ความแม่นยำและการรีไซเคิลทรัพยากร นอกจากนี้ อัตราการเข้าถึงโลจิสติกส์ Cold Chain ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน การส่งมอบผลิตภัณฑ์สดใหม่และความสามารถในการรับประกันคุณภาพก็สูงขึ้นด้วย เทคโนโลยี Blockchain ยังช่วยให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกกระบวนการตั้งแต่ “บ่อสู่โต๊ะอาหาร” เพื่อเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้บริโภค

    • การยกระดับการบริโภค (1) ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีคุณสมบัติเพื่อสุขภาพ เช่น โอเมก้า 3 คอลลาเจนเปปไทด์ รวมถึงการติดฉลากที่บ่งบอกคุณค่าทางโภชนาการ หรือ ฉลาก GDA (Guideline Daily Amount) เป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อของผู้บริโภค (2) อาหารทะเลไฮเอนด์ที่มีคุณภาพสูงและออร์แกนิค ตามความต้องการของกลุ่มรายได้ปานกลาง-สูงที่ขยายตัว และ(3) การบริโภคในครอบครัวเดี่ยวทำให้เกิดบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก และผลิตภัณฑ์พร้อมทานเพื่อความสะดวกในการรับประทาน

    • ขยายตลาดต่างประเทศ ภายใต้กรอบ RCEP จะทำให้จีนเร่งบุกตลาดอาเซียน ตะวันออกกลาง และกลุ่มตลาดเกิดใหม่เป็นเป้าหมายสำคัญ ด้วยอาศัยโครงสร้างพื้นฐาน BRI และมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้า ช่วยเสริมประสิทธิภาพการขยายตลาดให้แก่จีน รวมถึงการออกไปลงทุนสร้างโรงงานในต่างประเทศเพื่อควบคุมห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ

    • เสริมสร้างการบริหารความเสี่ยงและสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น จำเป็นต้องระมัดระวังต่อความกังวลด้านข้อจำกัดทรัพยากรที่มากขึ้น ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ และความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ผู้ประกอบการจีนจึงต้องสร้างกลไกการรับมือฉุกเฉิน อาทิ มีการจัดการแหล่งน้ำที่หลากหลาย และแหล่งสำรองวัตถุดิบ ป้องกันความเสี่ยงด้านต้นทุนโดยการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน ติดตามการอัพเดทมาตรฐานสากลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับข้อกำหนดการเข้าถึงตลาดเช่น ตลาดสหภาพยุโรป เป็นต้น

    ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว

    อุตสาหกรรมสัตว์น้ำของจีนมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลพบว่า ในปี 2567 จีนมีปริมาณการผลิตผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำราว 73.66 ล้านตัน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.50 และคาดว่าในปี 2568 จะมีปริมาณการผลิตถึง 74.42 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 และมีความต้องการด้านการบริโภคประมาณ 76.35 ล้านตัน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ทั้งนี้ อุตสาหกรรมสัตว์น้ำของจีนมีทิศทางการพัฒนาไปสู่ความเป็นอัจริยะซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งปริมาณและคุณภาพการผลิตสัตว์น้ำของจีน ขณะเดียวกันจีนก็เร่งขยายตลาดการค้าการลงทุนกับต่างประเทศด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี จีนถือว่ามีการเปิดตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำค่อนข้างมาก เป็นโอกาสขยายการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแบบดั้งเดิม และผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากสัตว์น้ำเข้ามาขยายตลาดในจีน โดยคว้าโอกาสใหม่จากความต้องการยกระดับการบริโภคของชาวจีนและขยายกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มที่สูง อาทิ ส่งออกอาหารทะเลคุณภาพ อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีคุณสมบัติ (คอลลาเจนจากปลา) นอกจากนี้ ยังเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนทางการค้าโดยการพึ่งพาข้อตกลงทางการค้าต่างๆ อย่าง ACFTA และ RCEP 

    แหล่งที่มา 

    https://www.chinairn.com/hyzx/20250908/17095630.shtml

    http://journal.crnews.net/ncpsczk/2025n/d9q/2025nyzwdh/971707_20250516105528.html

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/x2fgovueft2w46spbzb74iix&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AvtVJPgxp8ox5RS_Uzhjb

  • กต.เตรียมชงผลกระทบเอกชนไทยในกัมพูชาให้ ครม.เศรษฐกิจพิจารณา

    กต.เตรียมชงผลกระทบเอกชนไทยในกัมพูชาให้ ครม.เศรษฐกิจพิจารณา

    กต.เตรียมชงผลกระทบเอกชนไทยในกัมพูชาให้ ครม.เศรษฐกิจพิจารณา

    นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดผลการหารือภายหลังนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หารือร่วมกับคณะผู้แทนภาคเอกชนไทยในกัมพูชา เพื่อรับฟังปัญหา และข้อเสนอจากภาคเอกชนต่อสถานการณ์และความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาว่า มีผู้แทนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมกว่า 90 คนเข้าร่วม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ขอบคุณภาคเอกชนไทยในกัมพูชาในการขับเคลื่อน และส่งเสริมเศรษฐกิจ 2 ประเทศ แต่สถานการณ์ชายแดน มีผลกระทบทุกมิติ รวมถึงเศรษฐกิจ และประชาชนด้วย รวมถึงมาตรการต่าง ๆ ของกัมพูชา ส่งผลกระทบต่อธุรกิจไทยหลายกลุ่ม และมีกระแสต่อต้านสินค้าไทยในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทบต่อยอดขาย และรัฐบาลไทยไม่ประสงค์ให้ความขัดแย้งขยายตัว และย้ำตลอดว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาระหว่างรัฐกับรัฐ ไม่ได้มีเป้าโจมตีประชาชน แต่กัมพูชากลับจงใจให้ประชาชนได้ผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อม รวมถึงบอยคอตสินค้าไทย ทั้งทางตรง และทางอ้อมเช่นกัน 

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังเปิดเผยว่า ในการหารือดังกล่าวได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งรัฐบาล จะได้นำไปกำหนดเป็นมาตรการเยียวยาต่อไป และการหารือของรัฐบาลต่อประเด็นดังกล่าว คาดว่า จะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น หรือภายในเดือนนี้ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และการดำเนินการในขั้นต่อไปนั้น หน่วยงานไทยในประเทศ และต่างประเทศ จะดำเนินการร่วมกันอย่างเอกภาพ ภายใต้ ”ทีมไทยแลนด์” และกระทรวงการต่างประเทศ จะประสานงานอย่างใกล้ชิดทุกฝ่าย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อสร้างขีดความสามารถ และโอกาสธุรกิจไทย เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ให้สามารถปรับตัวท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ 

    ส่วนข้อเสนอจากภาคเอกชนส่วนใหญ่นั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า มีหลายข้อเสนอ และอยากให้รัฐบาลนำไปพิจารณาช่วยเหลือ เช่น มาตรการภาษี มาตรการทางการเงิน สินเชื่อ การช่วยเหลือค่าไฟ ฯลฯ และยังมีผลกระทบหลายเรื่องจาการค้าชายแดนที่ชะงักลงไป แต่ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบจากการรณรงค์ไม่บริโภคสินค้าไทยจากรัฐบาลกัมพูชา ทั้งธุรกิจพลังงาน ธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม ร้านสะดวกซื้อและร้านค้าส่ง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ จะนำข้อเสนอ เพื่อเสนอต่อการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพื่อกำหนดนโยบายให้ความช่วยเหลือต่อไป

    ส่วนผลกระทบจากการปิดพรมแดนนั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า เป็นที่รับทราบ เพราะทราบว่า มูลค่าการค้าชายแดน คิดเป็น 50 เปอร์เซ็นของมูลค่าการค้าทั้งหมด ซึ่งเอกชนส่วนใหญ่ ได้มีมาตรการชั่วคราวในการแก้ปัญหา เช่น การปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งจากทางบก เป็นทางเรือ รวมถึงยังรอผลการเจรจาไทย-กัมพูชา ในกลไกต่าง ๆ ทั้ง GBC RBC และ JBC รวมถึงข้อตกลงหยุดยิง เพื่อให้เกิดสันติภาพอย่างถาวร และประเทศไทยยังเชื่อมั่นในการเจรจา รวมถึงหากกัมพูชา มีความจริงใจในการเจรจา สถานการณ์ก็น่าจะดีขึ้น 

    ส่วนมีข้อเสนอการเปิดด่านทางบกหรือไม่นั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า ไม่มีข้อเสนอ แต่มีคำถามว่า จะสามารถกลับมาเปิดด่านอีกครั้งได้เมื่อใด ซึ่งตนเชื่อมั่นว่า เอกชนทราบดีถึงเหตุผลด้านความปลอดภัยในการปิดด่าน และเอกชน ก็ได้แสดงความเข้าอกเข้าใจ ซึ่งกระทรวงฯ ก็เชื่อมั่นว่า การเจรจาจะสามารถนำมาสู่ข้อตกลงใด ๆ ได้ 

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังย้ำว่า ประเทศไทยมุ่งมั่นแก้ปัญหาไทย-กัมพูชาอย่างสันติ และเลือกเส้นทางสันติภาพและความร่วมมือ พร้อมหวังว่า กัมพูชาจะเลือกเส้นทางเดียวกับไทย เพื่อความสงบ และยั่งยืน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378967932&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p_HrtkjWT6SkhI1ddi0pN

  • กรุงเทพประกันภัยเดินหน้าสร้างผลประกอบการแข็งแกร่งต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงรอบด้าน คาดสิ้นปี 2568 ยังคงสร้างผลกำไรตามที่คาดหมายไว้

    กรุงเทพประกันภัยเดินหน้าสร้างผลประกอบการแข็งแกร่งต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงรอบด้าน คาดสิ้นปี 2568 ยังคงสร้างผลกำไรตามที่คาดหมายไว้

    10 ตุลาคม 2568, 15:25น.

       ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH และ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจปี 2568 ว่า ปีนี้นับเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายและความผันผวนในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง กำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง ประกอบกับภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการในประเทศยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะ China Shock เมื่อสินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้าสู่ตลาด ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) จำนวนมากต้องเผชิญความยากลำบากในการแข่งขัน นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 2% สะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและไม่เติบโตตามที่ควรจะเป็น ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนธุรกิจ รวมถึงธุรกิจประกันภัยด้วยเช่นกัน โดยภาพรวมปี 2568 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตประมาณ 2% หลังจากครึ่งปีแรกขยายตัวราว 3% ขณะที่อุตสาหกรรมประกันภัยในช่วงครึ่งปีแรกมีการเติบโตประมาณ 3% และทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวในกรอบ 1.5% – 2.5%

       จากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่กล่าวมาข้างต้น กรุงเทพประกันภัยจึงได้ปรับเป้าหมายการเติบโตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ แม้ว่าภาพรวมในปีนี้เบี้ยประกันภัยรับรวมอาจจะไม่สามารถขยายตัวได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ แต่บริษัทฯ ยังคงมุ่งดำเนินงานในทิศทางที่กำหนดไว้ และมั่นใจว่าจะสามารถรักษามาตรฐานด้านผลประกอบการได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ากำไรสุทธิจากผลการดำเนินงานในปี 2568 จะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาและเป็นไปตามที่คาดหมายไว้

       สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 นี้ คาดว่าจะได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ อย่างโครงการคนละครึ่งพลัสที่จะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายในประเทศ ทั้งการเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ การขยายตัวของเบี้ยประกันภัยประเภทอื่นๆ ที่จะมีเข้ามา เช่น ประกันภัยทรัพย์สิน และศูนย์ข้อมูล Data Center ฯลฯ ตลอดจนบริษัทฯ มีการบริหารจัดการด้านประกันภัยรถยนต์ที่ยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ “ไม่แข่งขันด้านราคา” และให้ความสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบและสมดุล ซึ่งจุดแข็งของเราคือการให้บริการที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์และความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ ปัจจัยเหล่านี้จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เบี้ยประกันภัยรับรวมของบริษัทฯ ในสิ้นปี 2568 อยู่ที่ราว 32,500 ล้านบาท

       ด้านการประเมินความเสียหายในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทฯ ยังคงยึดมั่นในการดูแลลูกค้าอย่างเต็มที่ในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนส่วนใหญ่ในประกันอัคคีภัยบ้านอยู่อาศัยและห้องชุด รวมถึงประกันภัยทรัพย์สิน ทั้งนี้ กรุงเทพประกันภัยได้บริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการจัดสรรประกันภัยต่อ (Reinsurance) ที่ครอบคลุมมากกว่า 95% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด ส่งผลให้บริษัทฯ รับผิดชอบโดยตรงเพียงประมาณ 100 ล้านบาท ขณะที่ส่วนที่เหลือได้รับการคุ้มครองจากประกันภัยต่อ

       ส่วนกรณีความเสียหายจากการทรุดตัวของถนนสามเสน บริเวณพื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการประเมินความเสียหายทั้งในส่วนทรัพย์สินบุคคลภายนอกและความเสียหายของโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งบริษัทกรุงเทพประกันภัยได้เข้าร่วมรับประกันภัย 40% ของมูลค่ารวม ดังนั้น เมื่อสามารถสรุปความเสียหายได้แล้ว บริษัทฯ จะชดใช้ความเสียหายตามสัดส่วนที่รับประกันภัยไว้ แต่ทั้งนี้ จะไม่ได้มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการของบริษัทฯ เนื่องจากกรุงเทพประกันภัยได้จัดสรรการประกันภัยต่อออกไปกว่า 99% ซึ่งบริษัทฯ จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า 1% ของมูลค่าความเสียหายรวมที่เกิดขึ้น

       ทั้งนี้ ปัจจุบันภาคธุรกิจประกันภัยยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติและอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ทำให้บริษัทฯ ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในการคัดเลือกการรับประกันภัย พร้อมกับการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบและเหมาะสม เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เอาประกันภัยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/155407&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hXrIOE2cj64bfMFgST8L_

  • ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ เดินหน้ายุทธศาสตร์  มุ่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ เดินหน้ายุทธศาสตร์ มุ่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ เดินหน้ายุทธศาสตร์ มุ่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.40 น.

    Tag :

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ประกาศแนวทางการทำงานและทิศทางนโยบายสำคัญภายหลังผู้ว่าการ ธปท. เข้ารับตำแหน่ง โดยย้ำว่าจะสานต่อพันธกิจหลักของธนาคารกลางในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินในระยะยาว พร้อมดำเนินนโยบายภายใต้กรอบกฎหมายด้วยความเป็นอิสระ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

    ธปท. จะให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในทุกมิติ ทั้งการดูแลให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน ป้องกันภาวะเงินฝืด และผลักดันให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง ขณะเดียวกันจะรักษาความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินให้มีความเข้มแข็งและสามารถให้บริการแก่ลูกหนี้ ประชาชน และภาคธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดจุดเปราะบางในระบบการเงินที่อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตในอนาคต นอกจากนี้ ธปท. ยังมุ่งพัฒนาระบบการชำระเงินให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย รวดเร็ว และมีต้นทุนที่เหมาะสม รองรับความต้องการของภาคประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ

    ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ธปท. จะให้ความสำคัญกับการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมากขึ้น เพื่อให้การดำเนินนโยบายการเงินและการคลังสอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ พร้อมทั้งสนับสนุนการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่จับต้องได้ เพื่อยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
    สำหรับทิศทางนโยบายสำคัญในระยะต่อไป ธปท. จะสานต่อแนวนโยบายการพัฒนาภาคการเงินให้พร้อมรับกับกระแสโลกใหม่ ทั้งด้านดิจิทัลและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม โดยจะเดินหน้าโครงการ Your Data การพัฒนาระบบ Digital Payment ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย รวมถึงสนับสนุนให้ภาคเศรษฐกิจจริงเข้าถึงบริการทางการเงินได้ครอบคลุมมากขึ้น ตลอดจนการจัดตั้ง Virtual Bank เพื่อเพิ่มทางเลือกและการแข่งขันในระบบการเงิน

    ขณะเดียวกัน ธปท. จะใกล้ชิดกับประชาชนและสังคมมากขึ้น ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อนำมาประกอบการตัดสินนโยบาย พร้อมพัฒนาการสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงออกนโยบายช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การแก้ปัญหาหนี้กลุ่มเปราะบาง การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบด้วยต้นทุนที่เหมาะสมผ่านกลไกค้ำประกันเครดิตที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงของผู้กู้ (Risk-Based Pricing: RBP) และการทบทวนค่าธรรมเนียมบริการทางการเงินให้เป็นธรรมและเหมาะสมมากขึ้น
    ธปท. เชื่อว่าการดำเนินงานตามพันธกิจดังกล่าวจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างสมดุล เข้าสู่ศักยภาพเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนและประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างยั่งยืน

    -032
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/920207&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xZPojTLUNwvI8_6iKwtwq

  • คนไทยจับตา“รัฐบาลอนุทิน”พิสูจน์ฝีมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    คนไทยจับตา“รัฐบาลอนุทิน”พิสูจน์ฝีมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,138 ระหว่างวันที่ 9-11 ต.ค. 2568 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย

    *** ในช่วง 120 วัน ของรัฐบาล ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ก่อนที่จะนำไปสู่การคืนอำนาจให้ประชาชน ด้วยการ “ยุบสภา” ในวันที่ 31 ม.ค. 2569 และเลือกตั้งใหม่ ไม่เกินวันที่ 29 มี.ค. 2569 สิ่งที่ “ประชาชนคนไทย” แถบจะทั้งประเทศ คาดหวังจากรัฐบาลเฉพาะกาล ก็คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่เกี่ยวข้องกับ “ปัญหาปากท้อง” 

    *** ดังที่ “สวนดุสิตโพล” ได้เปิดผลสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับ “นโยบายเร่งด่วนรัฐบาลอนุทิน” พบว่า ประชาชนหวังให้เดินหน้าจัดการปัญหาเศรษฐกิจมากที่สุด โดยเฉพาะการสร้างรายได้-ลดรายจ่าย โดยสำรวจประชาชน 1,149 คนทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1-3 ต.ค. 2568 ร้อยละ 59.36 ระบุว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจ คือ สิ่งที่คาดหวังมากที่สุด โดยเฉพาะมาตรการที่ช่วยสร้างรายได้ และลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ขณะที่ร้อยละ 20.45 มองว่า ประเด็นความมั่นคง ทั้งการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา และการยกระดับคุณภาพชีวิตชายแดนใต้ เป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องไม่ละเลย

    *** ขณะที่สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นมากที่สุดในช่วง 4 เดือนข้างหน้านี้ คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และ ค่าครองชีพ (ร้อยละ 31.33) รองลงมาคือ การทำตามนโยบายที่ให้ไว้ (ร้อยละ 23.11) และการทำงานด้วยความซื่อสัตย์ คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน (ร้อยละ 15.56) นอกจากนี้ ยังมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลความเป็นอยู่ของทหาร-ประชาชนตามแนวชายแดน (ร้อยละ 15.11) และปฏิบัติตามข้อตกลง MOA ที่ทำไว้กับพรรคประชาชน (ร้อยละ 8.44)

    *** มุทิตา มากวิจิตร์ อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า ผลโพลสะท้อนความจริงที่ว่า ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นรากฐานของคุณภาพชีวิตและเสถียรภาพครัวเรือน

    พร้อมย้ำว่า ความมั่นคงยังเป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจและการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพทางการเมือง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงบรรยากาศการท่องเที่ยว “รัฐบาลอนุทินยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เต็มที่ จึงจำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริงในเวลาอันสั้น หากทำได้อย่างเป็นระบบและเห็นผลเป็นรูปธรรม ก็จะไม่เพียงแต่สร้างความมั่นใจแก่ประชาชน แต่ยังช่วยขยายฐานคะแนนเสียงใหม่ในอนาคต” 

    *** ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ชัดว่า “เศรษฐกิจ” คือโจทย์ท้าทายที่สุดของ “รัฐบาลอนุทิน” และจะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถในการบริหารจัดการประเทศในห้วงเวลาจำกัดก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่ การเดินเกมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน แต่ยังเป็นเดิมพันทางการเมืองที่อาจกำหนดอนาคตของ “รัฐบาลภูมิใจไทย” ด้วย 

    *** เมื่อพูดถึงการแก้ปัญหา “ปัญหาเศรษฐกิจ” ต้องจับตาไปที่กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นเสาหลักในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล และนโยบายแรกที่ชูธงสำหรับการ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ก็คือ “โครงการคนละครึ่งพลัส” ล่าสุด เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ที่ได้ผลักดันเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2568 โครงการนี้วงเงินกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการ Quick Big Win ถือเป็นเสาแรกที่รัฐบาลตั้งใจจะฟื้นเศรษฐกิจในระยะสั้นในช่วงไตรมาสที่ 4 และช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนไปใช้จ่าย พร้อมเพิ่มทักษะให้พ่อค้าแม่ค้าในการใช้แอปพลิเคชัน

    *** โครงการนี้ครอบคลุมประชาชน 20 ล้านคนทั่วประเทศ กำหนดไทม์ไลน์ลงทะเบียนตั้งแต่ 15 ตุลาคม สำหรับร้านค้า และ 20-26 ตุลาคม สำหรับประชาชน ก่อนเริ่มใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง วันที่ 29 ตุลาคม โดยประชาชนทั่วไปจะได้คนละ 2,000 บาท ส่วนผู้ที่อยู่ในระบบภาษีได้เพิ่มเป็น 2,400 บาท รัฐช่วยแบ่งเบาวันละ 200 บาท ถือเป็นการให้ “แรงใจ” แก่ผู้เสียภาษีโดยตรง สำหรับงบที่ใช้ในโครงการ ใช้เงินจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ปีงบประมาณ 2569 และงบกลาง 1.9 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด 20 ล้านคน

    “การผลักดันโครงการคนละครึ่งครั้งนี้ เมื่อรวมกับการเติมเงินลงไปยังโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อนหน้านี้ จะครอบคลุมจำนวนประชากรทั้งหมด 33.4 ล้านคน ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568  โดยการดำเนินโครงการครั้งนี้น่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจ โดยช่วยเพิ่มตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประมาณ 0.3-0.4%” รมว.คลังระบุ

    *** แม้รัฐบาลคาดหวังจะเพิ่มจีดีพีได้ 0.3-0.4% แต่เสียงสะท้อนจากภาควิชาการอย่าง นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ก็ชี้ให้เห็นข้อจำกัดของ “โครงการคนละครึ่งพลัส” ว่า แม้โครงการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศได้ในช่วงที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันประสิทธิภาพของโครงการเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุไม่ได้อยู่ที่นโยบาย หากแต่อยู่ที่โครงสร้างเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่ภาวะเงินหมุนเวียนชะลอตัว ทำให้เม็ดเงินที่อัดฉีดผ่านโครงการไม่สามารถส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจได้เต็มที่ 

    ทีดีอาร์ไอ ชี้ว่า ในมุมของการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายลักษณะนี้ ภาครัฐควรจำกัดวงเงินโครงการไม่ให้ขยายใหญ่เกินความจำเป็น เพราะอาจเกิดภาระงบประมาณโดยไม่คุ้มค่า ซึ่งวงเงินที่ใช้ในโครงการนี้ จากที่รัฐบาลประกาศมาประมาณ 4.4 – 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้งบที่ค่อนข้างสูงมาก

    ดังนั้น จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องระวังคือ การใช้สิทธิของประชาชนในโครงการ ซึ่งที่ผ่านมาของ โครงการคนละครึ่ง ยุคแรกๆ พบว่ามีผู้ได้รับสิทธิแต่ไม่นำไปใช้จริงในสัดส่วนที่สูง หากเกิดกรณีเช่นนี้ต่อไป จะทำให้เงินที่จัดสรรไว้ไม่เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และกลายเป็นการใช้งบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ โดยงบประมาณของรัฐมีจำกัด  

    หากเปิดโครงการแล้วคนไม่ใช้ สิทธินั้นก็จะสูญเปล่า เงินที่ควรนำไปหมุนในระบบเศรษฐกิจจะถูกพักไว้โดยไม่มีผลใดๆ โดยเสนอว่า รัฐควรออกแบบนโยบายให้เหมาะสม กับศักยภาพของกลุ่มเป้าหมาย เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ควรพิจารณาปรับสัดส่วนการสนับสนุนให้เหมาะสม เพื่อให้มาตรการบรรลุเป้าหมายได้จริง

    การออกแบบโครงการในภาวะงบประมาณจำกัด จำเป็นต้องเน้น ความคุ้มค่าและตรงจุด ให้ทุกบาทที่ใช้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการได้อย่างแท้จริง โดยเห็นว่า หากรัฐต้องการให้ “คนละครึ่งพลัส” เป็นนโยบายที่ยังตอบโจทย์สังคม ควรให้ความสำคัญกับการออกแบบเชิงกลยุทธ์ มากกว่าการขยายงบประมาณ

                          คนไทยจับตา“รัฐบาลอนุทิน”พิสูจน์ฝีมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    *** ปิดท้าย… บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนลเพ็ทฟู้ด จำกัด ในเครือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหาร รวมถึงขนมสัตว์เลี้ยง แบรนด์ JINNY เตรียมจัด “งาน JINNY ใจฟูเจอร์นี่” โดยมี “พี่จอง คัลแลน” ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์ ในวันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 14.30-17.00 น.  ณ  River Park ไอคอนสยาม
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/641093&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31sYqE5szbK5dBKUaaTCpq

  • นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมตลาดถนนคนเดินสิงห์บุรี สร้างขวัญกำลังใจผู้ค้า กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมตลาดถนนคนเดินสิงห์บุรี สร้างขวัญกำลังใจผู้ค้า กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมตลาดถนนคนเดินสิงห์บุรี สร้างขวัญกำลังใจผู้ค้า กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น


    11/10/2568 | 72 |

    วันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลา 20.00 น. ที่ตลาดถนนคนเดินสิงห์บุรี อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะ เยี่ยมชมตลาดถนนคนเดินสิงห์บุรี ภายหลังรับประทานอาหารค่ำที่ร้านรำพึงสิงห์บุรี

    ในการนี้ นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรีเมืองสิงห์บุรี และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    นายกรัฐมนตรีได้ร่วมกิจกรรมกับประชาชนอย่างเป็นกันเอง ทั้งชิมนมร้อนจากร้าน “อู๊ดนมสด” และร่วมผัดเมนู “ข้าวคลุกกะปิ” เจ้าดังของตลาดด้วยตนเอง พร้อมร่วมร้องเพลงสุนทราภรณ์กับชมรมสุนทราภรณ์สิงห์บุรี 2 บทเพลง หนึ่งในนั้นคือเพลง “บ้านเกิดเมืองนอน” โดยกล่าวให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

    นายกรัฐมนตรีกล่าวความรู้สึกว่า รู้สึกดีที่ได้มาเยี่ยมชมตลาดถนนคนเดินสิงห์บุรี ซึ่งเป็นพื้นที่สร้างรายได้และโอกาสให้กับประชาชน ถือเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวในท้องถิ่นอย่างแท้จริง
    ก่อนเดินทางกลับ ประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าต่างทยอยเข้ามาขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอย่างอบอุ่นตลอดเส้นทาง


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/430949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oxUU2efhoyCzb7ZjmOuTA