Category: เศรษฐกิจ

  • ธปท. จัดสัมมนาใหญ่ ดัน “Micro SMEs อีสาน” รากฐานเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    ธปท. จัดสัมมนาใหญ่ ดัน “Micro SMEs อีสาน” รากฐานเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    การสัมมนานี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยผู้แทนจาก บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และคลังจังหวัดนครพนม รวมถึงผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    ​ภายในงานมีการเปิดเวทีให้ความรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น โดยมีการบรรยายเจาะลึกเศรษฐกิจภาคอีสาน การนำเสนอผลการศึกษา “เสริม Micro SMEs อีสาน สร้างรากฐานสู่ความยั่งยืน” และการเสวนา “Micro SMEs ก้าวเดินที่ใช่กับการเติบโตที่มั่นคง” ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงินมาร่วมให้ข้อมูลและหารือแนวทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้

    ​ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานในครั้งนี้ว่า มุ่งเน้นการให้ความรู้และคำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบริหารจัดการหนี้สินร่วมกับ บสย. เพื่อช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำบัญชีและการรีบปรึกษาสถาบันการเงินทันทีที่ประสบปัญหา เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1296589&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10WbNmyzav62B-RrW9isYy

  • ย่านเศรษฐกิจ ‘หล่มสัก’ นำเริ่มลด พื้นที่รอบนอกรับน้ำต่อ

    ย่านเศรษฐกิจ ‘หล่มสัก’ นำเริ่มลด พื้นที่รอบนอกรับน้ำต่อ

    วันนี้ (2 ก.ย.68) ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา คุณเบนซ์ พรชัย ผู้สื่อข่าวเวิร์คพอยท์ ได้ลงพื้นที่สำรวจและรายงานความคืบหน้าล่าสุดในย่านเศรษฐกิจ ตลาดหล่มสัก อ.หล่มสัก พบว่าเช้านี้ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้วบางจุด ขณะที่ประชาชนบางส่วนเริ่มทยอยทำความสะอาดบ้านเรือนของตนเอง พร้อมกับติดตามเฝ้าสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

    ที้งนี้ในหลายพื้นที่ในเขตอำเภอหล่มสักเริ่มได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่รอบนอกที่รับน้ำต่อจากอำเภอหล่มสัก เช่น ตำบลตาลเดียว และตำบลปากดุก ล่าสุดระดับน้ำเริ่มท่วมสูงขึ้น มีบ้านเรือนและ พื้นที่เกษตรกรรม ถูกน้ำท่วมสูง ล่าสุดระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    สำหรับน้ำท่วมจังหวัดเพชรบูรณ์ น้ำท่วมครั้งนี้ พบว่ามีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 5 อำเภอ 23 ตำบล 112 กระทบ 7,747 ครัวเรือนหนักสุดคือ เทศบาลเมืองหล่มสักมี 11 ชุมชนได้รับผลกระทบ และบ้านเรือนร้านค้าถูกน้ำท่วมมากกว่า 5000 หลังคาเรือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/disaster/Nmhk405ZU&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_Y6aQZj3SKbmCHUZLHsbA

  • เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อตก แต่เวชสำอางขายดี โต Double Digit

    เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อตก แต่เวชสำอางขายดี โต Double Digit

    ตลาดสกินแคร์ไทยที่มีมูลค่า 4-5 หมื่นล้านบาท กำลังแข่งกันกันอย่างคึกคัก เพราะยุคนี้มีทั้งแบรนด์นอกและแบรนด์ไทยที่แข่งกันอย่างดุเดือด 

    • หนึ่งในคำถามที่สำคัญคือ ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อตก เวชสำอางยังขายดีไหม?

    นางสาวอรวรรณ ลาภอำนวยผล ผู้จัดการทั่วไป แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) บอกว่า “แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อตกต่ำ แต่ธุรกิจ เวชสำอางยังเติบโตระดับ Double Digit เนื่องจากผู้บริโภคมองว่าเป็น ‘สินค้าจำเป็น’ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นใจ”

    นอกจากนั้น ผู้บริหารของ La Roche-Posay บอกด้วยว่า เป็นเพราะ “คนไทยยุคนี้มีความรู้เรื่องเวชสำอางมากขึ้น” ซึ่งนี่เป็นผลจากการแข่งขันที่สูงขึ้นของทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์นอกโดยตรง ส่งผลให้ในภาพรวมแล้วเป็นผลดีกับผู้บริโภค

    La Roche-Posay อยู่ภายใต้แบรนด์ L’Oréal ซึ่งในเครือมีแบรนด์เวชสำอางอีก 2 แบรนด์คือ CeraVe และ Vichy ซึ่งมีจุดเด่นที่การทำงานร่วมกับแพทย์ผิวหนังอย่างใกล้ชิด และได้รับการยอมรับด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

    แต่ถ้าเฉพาะเจาะจงไปที่ La Roche-Posay ท่ามกลางการแข่งขันที่มีความท้าทาย คำถามคือ La Roche-Posay ในฐานะของผู้นำตลาดเวชสำอาง ทำการตลาดอย่างไร?

    3 กลยุทธ์การตลาด แพทย์ – ความเชื่อมั่น – อินฟลูเอนเซอร์

    ผู้บริหาร La Roche-Posay บอกว่า จะเดินเกมการตลาดด้วย 3 แกนหลัก

    1. Medical First – ทำงานกับเครือข่ายแพทย์ผิวหนังทั่วโลกกว่า 90,000 คน และในไทยมากกว่า 700 คน ถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้องและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์
    2. Influencer & Silver Gen – ใช้พลังอินฟลูเอนเซอร์เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งขยายฐานสู่ Silver Generation (วัย 45+) ผ่านการสื่อสารเรื่อง “ผิวแพ้ง่าย-ผิวบอบบาง” ซึ่งตรงกับเทรนด์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ
    3. Omnichannel Communication – ขยายการสื่อสารครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย

    ครบรอบ 50 ปี: “Life-Changing House Since 1975”

    อย่างไรก็ตาม ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของ La Roche-Posay  ได้มีการจัดนิทรรศการ Life-Changing House Since 1975 ย้อนรอยความสำเร็จตลอด 50 ปี แห่งความมุ่งมั่นและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์พร้อมขอบคุณพาร์ทเนอร์ทางการแพทย์ และมอบรางวัลให้แก่ นักวิจัยผิวหนัง (Dermatologist Awards)

    โดยแบรนด์มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับสังคม เช่น โครงการ Cancer Support ที่ช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งฟื้นความมั่นใจด้านผิวหนัง รวมถึงการวิจัยด้าน Neuroscience ที่ชี้ให้เห็นพลังของ “การสัมผัส” (Healing Power of Touch) ต่อกำลังใจของผู้ป่วย

    โดยทาง La Roche-Posay ได้วางเป้าหมาย ติด TOP 3 แบรนด์สกินแคร์ในประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนด้วย 2 แกนหลัก

    • นวัตกรรม เช่น SPOTSCAN (AI วิเคราะห์ปัญหาผิว) และโมเลกุลใหม่ MELASYL สำหรับจัดการจุดด่างดำ
    • ความยั่งยืน โรงงานใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ตั้งแต่ปี 2023 และตั้งเป้าใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลทั้งหมดภายในปี 2030

    นอกจากนี้ La Roche-Posay บอกว่า ตลอดการเดินทาง 50 ปี ได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไอคอนิกมากมาย จนได้รับการยอมรับในฐานะ “สกินแคร์เปลี่ยนชีวิต” อย่างแท้จริง  อาทิ  EFFACLAR DUO+M  กลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงสำหรับผิวที่มีปัญหาสิว ​ANTHELIOS UVMUNE 400 SPF50+ PA++++ กลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดดเนื้อเบา ปกป้องผิวถึง Ultra-long UVA MELA B3 SERUM เซรั่มลดเลือนจุดด่างดำฝังลึก ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ CICAPLAST BAUME B5+ บาล์มเข้มข้นสูตรอ่อนโยนสำหรับผิวที่มีผิวบอบบางมีแนวโน้มระคายเคืองง่าย เหมาะกับทุกคนในครอบครัว ​ และ LIPIKAR BAUME AP+M บาล์มบำรุงผิวสำหรับผิวแห้งและมีแนวโน้มระคายเคืองง่าย

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/la-roche-posay-life-changing-house-since-1975/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dyKEVvGrhYI8d1e39WIEp

  • TISCO ESU ชี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ 0.3ppt ปีหน้า 0.5ppt แม้งบฯปี 2569 จะสามารถผ่านได้ตามกรอบเวลา แต่งบฯ ปี 2570 ยังมีความเสี่ยงที่จะล่าช้า โดยหากปัญหาการเมืองยืดเยื้อ จะยิ่งส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU ชี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ 0.3ppt ปีหน้า 0.5ppt แม้งบฯปี 2569 จะสามารถผ่านได้ตามกรอบเวลา แต่งบฯ ปี 2570 ยังมีความเสี่ยงที่จะล่าช้า โดยหากปัญหาการเมืองยืดเยื้อ จะยิ่งส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • การเมืองไทยมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นมาก ภายหลังจากที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ส่งผลให้ครม. ทั้งคณะกลายเป็นครม. รักษาการ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2568 โดยคำตัดสินดังกล่าวของศาลฯ ส่งผลให้การเมืองไทยเดินหน้าเข้าสู่ภาวะสุญญากาศอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568

    • เรามองฉากทัศน์การเมืองในระยะต่อไปแบ่งออกเป็น 3 กรณี 1. พรรคประชาชนสงวนท่าทีไม่ประกาศสนับสนุนแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจากพรรคใดเลย 2. พรรคประชาชนสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล 3. พรรคประชนชนสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล โดยทั้ง 3 กรณีข้างต้นนี้ จะมีผลลัพธ์คือนำไปสู่การยุบสภาภายใน 4 เดือนตามหนึ่งในข้อเรียกร้องของพรรคประชาชนในการโหวตหนุนการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ นับจากวันที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่แถลงนโยบายต่อที่ประชุมสภาฯ โดยเราประเมินว่า การยุบสภาให้เร็วที่สุด หรือการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพทางการเมืองสูง (เสียงไม่ปริ่มน้ำ และไม่ใช่รัฐบาลเสียงข้างน้อย) คือกรณีที่จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจน้อยที่สุด อย่างไรก็ดี การเมืองไทยในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง แต่เชื่อว่าพรรคการเมืองจะสามารถเจรจาหาข้อยุติ และหาทางออกได้โดยไม่ยืดเยื้อเกินกว่า 1 เดือน

    • แนะจับตาท่าทีของพรรคเพื่อไทยหลังการหารือของกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส. ในช่วงบ่ายวันนี้ (2 กันยายน 2568) ว่าจะมีแถลงการณ์ในลักษณะใด และจะประกาศยุบสภาเลยหรือไม่

    • สำหรับผลกระทบที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นสำหรับเศรษฐกิจไทย เราประเมินว่า การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี FY2569 ยังสามารถเป็นไปตามกรอบเวลาเดิม เนื่องจากปัจจุบันตัวร่างฯ ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วในวาระที่ 2-3 และอยู่ในขั้นตอนที่วุฒิสภากำลังพิจารณา ซึ่งกระบวนการงบประมาณนั้นได้ผ่านความเห็นชอบของสภาในวาระที่ 1 เมื่อเดือน พ.ค. ซึ่งยังเป็นช่วงเวลาที่ ครม. มีอำนาจเต็ม ดังนั้นคำตัดสินของศาลในครั้งนี้ เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการอนุมัติร่างฯ พรบ. งบประมาณแต่อย่างใด แต่ทว่า หากการสรรหาแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีใหม่ล่าช้า และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ในท้ายที่สุดอาจนำไปสู่การยุบสภาตามข้อเสนอของพรรคประชาชน หรือคำขู่ของรักษาการนายกฯ คนปัจจุบัน

    • โดยเรามองว่าการยุบสภาแม้จะไม่มีผลต่อการอนุมัติร่างงบประมาณปี FY2569 แต่จะกระทบความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายงบลงทุนทั้งของปี 2568 ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ และปี 2569 รวมถึงกระบวนการร่างงบประมาณฯ ปี 2570 ให้ล่าช้า ดังนั้น เรายังคงประเมินว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยราว 0.3ppt ในปีนี้ และ 0.5ppt. ในปี 2026F ผ่านการชะงักงันของการใช้งบประมาณลงทุนภาครัฐ และการสูญเสียความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงความกังวลภาคประชาชนต่อปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และความไม่แน่นอนทางการเมืองก็มีแนวโน้มจะส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงเช่นกัน

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เบื้องต้น เดือน ส.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) เดือน ส.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/02/574539/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L-ktKKX-Zt5S7eNYgnXB6

  • เปิดนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ผ่านมุมมอง ส.อ.ท.

    เปิดนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ผ่านมุมมอง ส.อ.ท.

    เปิดนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ผ่านมุมมอง ส.อ.ท.

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงนโยบายเร่งด่วนอันดับแรกที่รัฐบาลควรเป็นดำเนินการ ว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเพราะวันนี้โลกกำลังจับตาประเทศไทย 

    หากรัฐบาลส่งสัญญาณความมั่นคงและนโยบายต่อเนื่องได้ เงินลงทุนและการค้าจะฟื้นเร็วขึ้น

    สำหรับนโยบายเร่งด่วน ที่ควรดำเนินการควบคู่กันไปมี 3 เรื่องใหญ่ ประกอบด้วย

    • ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในธุรกิจ และการพัฒนาทักษะใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

    เปิดนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ผ่านมุมมอง ส.อ.ท.

    • ลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพแข่งขัน ผ่านการจัดการพลังงานและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์
    • สร้างเสถียรภาพ ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันความผันผวนจากปัจจัยภายนอก เช่น อัตราเงินเฟ้อโลก ราคาพลังงาน และมาตรการทางการค้าจากต่างประเทศ

    การฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ใช่แค่มาตรการเฉพาะกิจ แต่ต้องเดินหน้าครบ 4 ด้าน คือ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ การช่วยเหลือ SMEs อย่างจริงจัง

    และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานหมุนเวียน เหล่านี้ คือ ฐานสำคัญที่จะพยุงเศรษฐกิจ ฟื้นความเชื่อมั่น และสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637700&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vg2-MoNl2yarhNBquVWqy

  • ‘แบงก์ชาติยุโรป’ เตือน ทรัมป์แทรกแซง ‘เฟด’ กระทบเศรษฐกิจโลก 

    ‘แบงก์ชาติยุโรป’ เตือน ทรัมป์แทรกแซง ‘เฟด’ กระทบเศรษฐกิจโลก 

    ต่างประเทศ

    ‘แบงก์ชาติยุโรป’ เตือน ทรัมป์แทรกแซง ‘เฟด’ กระทบเศรษฐกิจโลก 

    ประธานธนาคารกลางยุโรป เตือนว่าท่าทีของทรัมป์ที่จะปลดประธานเฟดถือเป็นอันตรายร้ายแรง โดยการแทรกแซงดังกล่าวจะทำลายความเป็นอิสระของเฟดในการดำเนินนโยบายการเงิน

    • ประธานธนาคารกลางยุโรป เตือนว่าท่าทีของทรัมป์ที่จะปลดประธานเฟดถือเป็นอันตรายร้ายแรง
    • การแทรกแซงดังกล่าวจะทำลายความเป็นอิสระของเฟดในการดำเนินนโยบายการเงิน
    • หากนโยบายการเงินของสหรัฐไม่เป็นอิสระ จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานถ้อยแถลงของ คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ว่า ความต้องการปลดนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หรือนางลิซ่า คุก กรรมการเฟด ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ถือเป็น “อันตรายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก”

    ก่อนหน้านี้ ทรัมป์กล่าวโจมตีนายพาวเวลล์หลายครั้ง จากการที่เขาปฎิเสธไม่ลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นและขู่ว่าจะปลดเขาออกจากตำแหน่ง และล่าสุดทรัมป์ยังพยายามปลดนางคุก ออกจากตำแหน่งอีกด้วย

    ลาการ์ดกล่าวกับสถานีวิทยุเรดิโอคลาสสิกว่า

    “หากนโยบายการเงินของสหรัฐ ไม่มีความเป็นอิสระ และต้องขึ้นตรงกับคำสั่งของใครคนใดคนหนึ่ง ดิฉันเชื่อว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งยังส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก และอาจน่าเป็นห่วงเพราะสหรัฐเป็นประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกสูง”

    นอกจากนี้ ลาการ์ดยังกล่าวว่า คำตัดสินของศาลอุทธรณ์สหรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าการขึ้นภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ของทรัมป์นั้นผิดกฎหมาย ได้ทำให้เกิด “ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง” ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

    อ้างอิง: Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1196842&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21ZDIM33Lamm5A3pyGUpX2

  • รอรัฐบาลใหม่แก้โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจ

    รอรัฐบาลใหม่แก้โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจ

    ในระหว่างที่คนไทยทุกคนกำลังรอ “นายกรัฐมนตรี” และ “คณะรัฐมนตรี” ชุดใหม่ ซึ่ง ณ วันที่คอลัมน์ออกมาให้อ่านกันนี้ น่าจะเห็นหน้าเห็นตาชัดเจนขึ้นกว่าช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งในภาคเศรษฐกิจแน่นอนว่าอยากให้การเมืองมีความชัดเจนโดยเร็วที่สุด

    ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของเอกชนล่าสุด “ความเสี่ยงจากการเมืองที่ระส่ำระสาย” ในขณะนี้ ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งชั่วคราว แซงหน้าความกังวลจากค่าครองชีพสูง และภาษีทรัมป์ ซึ่งเป็นความกังวลแรกๆในช่วงที่ผ่านมา

    ที่สำคัญคือ วันนี้ “การเมืองไทย” ยังออกได้หลายหน้า จากอิทธิพลของทั้งการเมืองตามระบบ การเมืองนอกระบบ และการเมืองบนถนน และ “ความไม่แน่นอน” ถือเป็นศัตรูตัวสำคัญของการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย

    และหากถามถึงโจทย์ใหญ่ที่ “รัฐบาลใหม่” จะต้องเข้ามาสานต่อเพื่อประคองเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ไม่ให้ดิ่งเหว โดยเฉพาะ “ในครึ่งหลังของปี 68” นี้ ซึ่งทุกสำนักประเมินว่าเป็น “จุดอันตราย” ของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณชัดว่า 2 เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอลงแรง ทั้งการท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่มีการคาดการณ์กันว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมในปีนี้จะต่ำกว่าปี 67 ที่ผ่านมา

    นอกจากนั้น คนอาจจะนึกว่าเมื่อเราได้อัตราภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯที่ 19% แล้ว ทุกอย่างจะจบ แต่ความจริงข้อตกลงดังกล่าวยังเป็นเพียง “การเห็นชอบร่วมกันในหลักการ” ที่จะต้องเจรจาเจาะลึกในรายละเอียดประเด็นที่สหรัฐฯเรียกร้องจากไทย และประเด็นที่ไทยเสนอกลับไปให้สหรัฐฯ เพื่อจัดทำ “ความตกลงว่าด้วยภาษีตอบโต้ไทย-สหรัฐฯ” หรือ Agreement on Reciprocal

    และหลังจากการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่ ที่คาดว่าจะเสร็จในต้นเดือน ก.ย.นี้ เรายังต้องไปสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา และหากรัฐบาลไทยไม่พร้อมเจรจา ก็อาจจะทำให้เงื่อนไขการเก็บภาษี 19% เปลี่ยนแปลงไปได้ และจะกระทบการส่งออก การนำเข้า และภาคการผลิตของไทยเพิ่มมากขึ้น

    อีกจุดที่สำคัญคือ ปัญหาค่าครองชีพของคนไทย ซึ่งคนส่วนใหญ่กำลัง “เครียดกับเงินในกระเป๋า” ที่รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ขณะที่หนี้สินที่สะสมเพิ่มขึ้นในช่วงโควิด ที่เคยหวังว่าจะดีขึ้นหลังโควิดผ่านไปกลับแย่ลง เพราะภาพรวมเศรษฐกิจไทยฟื้นช้ากว่าที่คิด ทำให้กำลังซื้อคนไทยถดถอยลง เมื่อรวมกับความไม่เชื่อมั่นในแง่การเงิน และการงานในอนาคต คนไทยจึงต้องการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลจากรัฐบาล หลังผิดหวังจากโครงการแจกเงินหมื่น

    ซึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจจะสัมพันธ์กับงบประมาณรายจ่ายปี 69 ที่เหลืออีก 1 เดือน จะต้องเริ่มใช้แล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาเริ่มใช้งบใหม่ได้ทันเวลาหรือไม่ เพราะต้องรอการแถลงนโยบายก่อน

    และท้ายที่สุด การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะสำเร็จหรือไม่ ก่อนอื่นต้องรอดูว่าการคัดเลือก “คนที่จะนั่งกระทรวงเศรษฐกิจ” มีความรู้ความสามารถเพียงพอไหม ก็เป็นอีกเรื่องใหญ่ที่ต้องลุ้นกัน.

    มิสเตอร์พี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2880120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-rD43U7RVfy-yWMQ786hA

  • พันธมิตรต่อต้านสหรัฐฯ จะกลับมาผงาดอีกครั้งหรือไม่ ในการประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงของจีน – BBC News ไทย

    พันธมิตรต่อต้านสหรัฐฯ จะกลับมาผงาดอีกครั้งหรือไม่ ในการประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงของจีน – BBC News ไทย

    พันธมิตรต่อต้านสหรัฐฯ จะกลับมาผงาดอีกครั้งหรือไม่ ในการประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงของจีนที่รัสเซีย-เกาหลีเหนือ เข้าร่วม

    An image of a matryoshka doll with a portrait of Chinese President Xi Jinping against the background of a photo of Russian President Vladimir Putin in a souvenir shop on a street in central Moscow

    ที่มาของภาพ, EPA

      • Author, อเล็กเซย์ คาลมีคอฟ
      • Role, บีบีซี นิวส์ รัสเซีย

    หนึ่งเดือนอาจดูเหมือนช่วงเวลาที่ยาวนานในเวทีการเมืองโลก

    ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เดินทางเยือนประเทศจีนอีกครั้งในช่วงเดือนนี้ ทว่าการเยือนครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำรัสเซียไม่ได้เดินทางในฐานะผู้พึ่งพาประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ท่ามกลางสถานะที่เขาถูกกดดันด้วยมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกนับตั้งแต่รัสเซียเริ่มรุกรานยูเครน

    ทว่าการเดินทางไปจีนครั้งนี้ เป็นการเดินทางเยือนพันธมิตรคนหลักโดยที่ปูตินมีสถานะเป็นผู้นำโลกที่สามารถเจรจาในระดับเท่าเทียมกับประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ ประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารสูงสุดของโลก และเป็นคู่แข่งสำคัญของจีนในเวทีระหว่างประเทศ

    การเยือนจีนครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะทางการทูตของปูติน หลังจากเขาเดินทางกลับจากรัฐอะแลสกาในสหรัฐฯ โดยมีอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการบนแผ่นดินสหรัฐฯ โดยปูตินสามารถโน้มน้าวให้ทรัมป์ยกเลิกข้อเรียกร้องที่ไม่ให้รัสเซียโจมตียูเครน ทั้งยังสามารถโน้มน้าวให้ผู้นำสหรัฐฯ ยุติการข่มขู่ที่จะออกมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อรัสเซีย

    รัฐบาลจีนเตรียมต้อนรับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน อย่างอบอุ่นในการเยือนครั้งนี้ ผู้นำประเทศในภูมิภาคอีกว่า 10 คนจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (The Shanghai Cooperation Organisation – SCO) ที่เมืองเทียนจิน ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • การประชุม สส. พรรคประชาชนเพื่อตัดสินใจกรณีโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ เกิดขึ้นที่อาคารอนาคตใหม่ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. ของวันที่ 1 ก.ย.

    • ภาพภูมิธรรม (ซ้าย) อนุทิน (ขวา)

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ผู้นำหลายประเทศเข้าร่วมประชุมสุดยอด SCO ที่จีน ซึ่งรวมไปถึงนายคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นที่รู้จักถึงวาทะวิพากษ์วิจารณ์ชาติตะวันตกอย่างรุนแรง และนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ซึ่งความสัมพันธ์กับทั้งจีนและสหรัฐฯ ที่ผ่านมาดำเนินไปอย่างซับซ้อน

    เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

    ในวันพุธ (3 ก.ย.) ที่กรุงปักกิ่ง รัฐบาลจีนจะจัดขบวนพาเหรดเพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้นำหลายประเทศจะเข้าร่วมขบวนพาเหรดดังกล่าวเพื่อเฉลิมฉลอง “ชัยชนะของประชาชนจีนในสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และชัยชนะในสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ของโลก”

    เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในจีนสัปดาห์นี้สะท้อนถึงการรวมตัวของพันธมิตรฝ่ายต่อต้านสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งขึ้นหรือไม่

    กลุ่มประเทศรัสเซีย-อินเดีย-จีน (Russia-India-China – RIC) เคยมีบทบาทในการถ่วงดุลอิทธิพลของชาติตะวันตกในเวทีโลก ก่อนที่จะเงียบหายไปจากเวทีระหว่างประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่มประเทศกลุ่มนี้อาจกลับมามีบทบาทอีกครั้งหรือไม่ ท่ามกลางสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    ทรัมป์ไม่สามารถทำให้ปูตินและสี จิ้นผิง แตกคอกันได้

    ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าการเยือนจีนที่ยาวนานผิดปกติของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มีเป้าหมายเพื่อส่งสัญญาณถึงชาติตะวันตกว่า “มิตรภาพไร้ขอบเขต” ระหว่างรัสเซียกับจีนยังคงแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดจนทำให้เห็นว่าความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะสร้างความแตกแยกระหว่างรัสเซียกับจีนไม่มีทางประสบความสำเร็จ

    ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ด้วยว่า แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยอมสละยูเครนให้กับรัสเซียและยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร รัสเซียก็จะไม่หันหลังให้กับจีน

    นักวิเคราะห์ชี้ให้เปรียบเทียบกับกรณีที่เฮนรี คิสซินเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ที่สามารถดึงจีนออกจากอิทธิพลของสหภาพโซเวียตได้ในช่วงทศวรรษ 1970 แต่ในขณะนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งกับมอสโกตึงเครียดอยู่แล้ว ซึ่งต่างจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปแล้ว

    “ยิ่งรัฐบาลทรัมป์เพิ่มแรงกดดันทางการค้าต่อจีนเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้แกนความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับจีนแข็งแกร่งขึ้น เรายังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากความพยายามที่จะลดทอนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และการดำเนินยุทธศาสตร์แบบ ‘การสวนทางกับนโยบายของคิสซินเจอร์ (reverse Kissinger)’ แต่อย่างใด” ปิแอร์ อ็องดรีเยอ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์จีน-รัสเซียจากสถาบันนโยบายเอเชีย (Asia Society Policy Institute) และอดีตนักการทูตฝรั่งเศสประจำรัสเซีย ทาจิกิสถาน และมอลโดวา กล่าว

    “หากยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ คือการสร้างความแตกแยกระหว่างมอสโกกับปักกิ่งด้วยการยุติสงครามในยูเครนและยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียบางส่วนแล้ว วอชิงตันกำลังประเมินความลึกซึ้งและความซับซ้อนของความร่วมมือครั้งนี้ต่ำเกินไป” ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์จีน-รัสเซีย ที่ไม่ระบุชื่อ เขียนไว้ในบทความของศูนย์วิเคราะห์นโยบายยุโรป (Center for European Policy Analysis)

    Chinese President Xi Jinping holding a plate and Russian President Vladimir Putin wearing an apron toast each other with small glasses

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเกิดจากสายสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ

    จีนกลายเป็นผู้ซื้อทรัพยากรพลังงานหลักจากรัสเซียหลังจากที่บริษัทตะวันตกถอนตัวออกจากตลาด และยังส่งออกรถยนต์และสินค้าหลากหลายประเภทให้รัสเซียอย่างต่อเนื่อง ซ้ำแล้วการรุกรานยูเครนกลับยิ่งส่งผลให้สายสัมพันธ์ทางอุดมการณ์ระหว่างรัสเซียกับจีนแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    อ็องดรีเยออธิบายว่า “รัสเซียและจีนต่อต้านลัทธิเสรีนิยมแบบตะวันตก ท้าทาย ‘อำนาจนำ’ ของสหรัฐอเมริกา ทั้งสองเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ และเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศมีความสอดคล้องกันอย่างชัดเจน”

    เขายังเขียนไว้อีกด้วยว่า “ในเชิงเศรษฐกิจ รัสเซียและจีนสามารถเสริมบทบาทกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัสเซียเป็นมหาอำนาจด้านวัตถุดิบ ขณะที่จีนเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี”

    ทว่าอ็องดรีเยอเชื่อว่า ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นส่วนตัวระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศเป็นปัจจัยสำคัญ

    ปูติน และสี จิ้นผิง มีหลายสิ่งที่คล้ายกัน ทั้งสองมีอายุเท่ากันคือ 72 ปี ทั้งคู่เติบโตภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ยุคโซเวียตและครองอำนาจมาเป็นเวลานาน ผู้นำทั้งสองสร้างโครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ และไม่ปรากฏว่าเปิดพื้นที่ให้กับความเห็นต่าง

    ก่อนการรุกรานยูเครนในปี 2022 เพียงไม่นานนัก ปูตินได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับสี จิ้นผิง แถลงการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำ “มิตรภาพไร้ขอบเขต และความร่วมมือที่ไม่มีข้อจำกัด” ระหว่างสองประเทศ สี จิ้นผิง เรียกปูตินว่า “เพื่อนที่รัก” และพบกับเขารวมแล้วกว่า 40 ครั้ง มากกว่าผู้นำของประเทศอื่น ๆ

    กระนั้นแล้ว การเยือนในครั้งนี้มีความพิเศษกว่าครั้งก่อน

    แพทริเซีย คิม ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศของจีนและความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ จากสถาบันบรูกกิงส์ในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่าจีนเองก็ได้รับประโยชน์จากการรักษาปูตินไว้ใน “สายบังคับบัญชาระยะสั้น” เพื่อป้องกันไม่ให้เขาหันกลับไปหาตะวันตกอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จีนไม่ต้องการให้รัสเซียแข็งแกร่งเกินไปเช่นกัน

    “ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับปักกิ่ง คือการที่รัสเซียแข็งแกร่งพอจะเผชิญหน้ากับตะวันตก แต่ยังอ่อนแอพอที่จะอยู่ในวงโคจรของจีน”

    ด้านอ็องดรีเยอแสดงทัศนะว่า “รัสเซียเป็นพันธมิตรที่จีนใช้ประโยชน์ในหลายมิติ กล่าวคือ รัสเซียช่วยให้สี จิ้นผิง รักษาเสถียรภาพทั้งภายในประเทศและในภูมิภาคเอเชียกลาง ขณะเดียวกันก็ช่วยให้จีนสามารถระดมการสนับสนุนจากประเทศในซีกโลกใต้ (Global South) และส่งเสริมทางเลือกใหม่ให้กับการจัดระเบียบโลกแบบตะวันตก”

    นเรนทรา โมดี ร่วมด้วย

    China's Premier Li Qiang talks with India's Prime Minister Narendra Modi during a plenary session of the Brics summit in Rio de Janeiro, Brazil, on July 7, 2025

    ที่มาของภาพ, Pablo Porciuncula/AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี (ในภาพขณะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศบริกส์ที่บราซิลเมื่อ ก.ค. ที่ผ่านมา) ต้องดำเนินยุทธศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนในการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศอย่างจีนและรัสเซีย

    อินเดีย ซึ่งเป็นสมาชิกประเทศที่สามของกลุ่มประเทศรัสเซีย-อินเดีย-จีน หรือ RIC อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความหวังในการฟื้นฟูความร่วมมือของกลุ่มต้องสะดุด เนื่องจากความสัมพันธ์ของอินเดียกับจีนและสหรัฐฯ ยังคงไม่แน่นอน

    สี จิ้นผิง และนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้พบกันนอกรอบระหว่างการประชุมสุดยอด SCO ที่เมืองเทียนจินระหว่างการเยือนจีนครั้งแรกในรอบ 7 ปีของผู้นำอินเดีย การพบกันของผู้นำทั้งสองมีความหมายอย่างยิ่งเนื่องจากจีนและอินเดียแทบไม่ได้พูดคุยกันเลยนับตั้งแต่เหตุปะทะบริเวณพรมแดนในหุบเขากัลวานเมื่อปี 2020

    อย่างไรก็ตาม เมฆหมอกทางเศรษฐกิจที่ปกคลุมอินเดียในขณะนี้ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ภาคพื้นอย่างเห็นได้ชัด หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียอย่างหนักเป็นมาตรการลงโทษที่รัฐบาลเดลียังคงซื้อพลังงานจากรัสเซีย ซึ่งดูคล้ายว่าสถานการณ์นี้จะผลักดันให้อดีตคู่ขัดแย้งอย่างจีนและอินเดียใกล้ชิดกันมากขึ้น

    สี จิ้นผิง บอกกับโมดีว่า จีนและอินเดียควรเป็นพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่ง ขณะที่โมดีตอบว่า ขณะนี้มี “บรรยากาศแห่งสันติภาพและเสถียรภาพ” ระหว่างทั้งสองประเทศ

    ทั้งจีนและอินเดียไม่เพียงแต่เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก แต่ยังเป็นสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกด้วย

    โมดีประกาศว่า เที่ยวบินระหว่างอินเดียกับจีนที่ถูกระงับตั้งแต่เกิดข้อพิพาทบริเวณชายแดนเมื่อกว่า 5 ปีก่อน จะกลับมาให้บริการอีกครั้ง แม้ยังไม่มีการระบุกรอบเวลา

    ส่วนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวว่า “ทั้งสองฝ่ายควรเข้าหากันและจัดการความสัมพันธ์ของเราด้วยมุมมองแบบยุทธศาสตร์และมองไปสู่ระยะยาว” พร้อมบอกว่า “การเป็นมิตรต่อกันคือทางเลือกที่ถูกต้องสำหรับทั้งสองฝ่าย”

    ทั้งหมดนี้มีความหมายอย่างไรต่ออนาคตของพันธมิตรระหว่างประเทศเหล่านี้

    นักวิเคราะห์ระบุว่า หากกลุ่มประเทศรัสเซีย-อินเดีย-จีน (RIC) สามารถฟื้นฟูความร่วมมือได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่รัสเซียและจีนวาดหวังจะได้เห็น ย่อมจะหมายถึงการรวมประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกไว้ด้วยกัน และอาจกลายเป็นพลังถ่วงดุลอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ โดยกลุ่มประเทศ RIC อาจมีบทบาทเทียบเคียงกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2006 โดยมีบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ เป็นสมาชิก

    อย่างไรก็ตาม อินเดียต้องดำเนินยุทธศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่าอินเดียจะเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากมาตรการขึ้นภาษีของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะเดียวกันก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาที่ลึกซึ้งเรื่องความไว้วางใจต่อจีน

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อินเดียต้องการรักษานโยบายต่างประเทศที่มีความเป็นอิสระและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เนื่องจากความทรงจำเกี่ยวกับเหตุปะทะบริเวณชายแดนกับจีนที่มีผู้เสียชีวิตยังคงสดใหม่ในสังคมอินเดีย ทั้งยังคงมีข้อกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างจีนกับปากีสถาน ซึ่งเป็นคู่ปรับเก่าในภูมิภาค

    นอกจากนั้น อินเดียยังต้องพิจารณาว่าจะย้อนกลับความสัมพันธ์ทางการทูตแบบซับซ้อนซึ่งดำเนินมาเป็นเวลาหลายทศวรรษหรือไม่ ความสัมพันธ์เช่นนี้เคยนำพาอินเดียเข้าใกล้สหรัฐฯ ในหลายด้าน หากอินเดียตัดสินใจเข้าร่วมพันธมิตรต่อต้านวอชิงตันอย่างเต็มตัว อาจต้องแลกด้วยต้นทุนทางยุทธศาสตร์ที่สูงเป็นอย่างยิ่ง

    A picture of Kim Jong Un and Vladimir Putin driving together in a car and smiling in Pyongyang last June with Putin's hands on the steering wheel

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, การแสดงออกถึงมิตรภาพในที่สาธารณะระหว่างคิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เป็นเครื่องเตือนใจถึงมิตรภาพที่ส่งสัญญาณอย่างทรงพลังในเวทีระหว่างประเทศ

    ในแง่เวทีการเมืองระหว่างประเทศ ภาพที่ปรากฏในสัปดาห์นี้เป็นสิ่งที่ยากจะมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง

    ปูตินของรัสเซีย และคิมจะอยู่ในกลุ่มผู้นำประเทศอีก 26 คน ที่คาดว่าจะเข้าร่วมขบวนพาเหรดทางทหารที่กรุงปักกิ่ง อีกทั้งประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ก็จะเข้าร่วมในงานนี้เช่นกัน

    รัฐบาลจีนจะจัดงานขบวนพาเหรดทางทหารอย่างพิถีพิถันที่จตุรัสเทียนอันเหมินอันเก่าแก่ โดยมีทหารหลายหมื่นนายเดินสวนสนามผ่านจตุรัส พร้อมด้วยกองกำลังจาก 45 หน่วยกองทัพจีนรวมทั้งทหารผ่านศึก

    นีล โธมัส ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากสถาบันนโยบายเอเชีย (Asia Society Policy Institute) ระบุว่า “จะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นำจีน รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ มารวมกันเพื่อชมขบวนพาเหรดทางทหารสวนสนามที่กรุงปักกิ่งในวันที่ 3 ก.ย.”

    เขาตั้งคำถามว่า “การรวมตัวครั้งนี้จะถือเป็นการประชุมสุดยอดครั้งแรกของ ‘แกนเผด็จการ (‘axis of autocracies)’ หรือไม่”

    อย่างไรก็ดี โธมัสเชื่อว่าการรวมกลุ่มของผู้นำประเทศเหล่านี้ไม่น่าจะยั่งยืนในระยะยาว เนื่องจากแต่ละประเทศมีเป้าหมายที่แตกต่างกันและยังคงไม่ไว้วางใจกัน

    เขาสรุปว่า “แต่การปรากฏตัวของปูติน เปเซชเคียน และคิม สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของจีนในฐานะมหาอำนาจเผด็จการชั้นนำของโลก”

    ดังนั้น เหตุการณ์ที่จีนในสัปดาห์นี้อาจไม่ใช่การแสดงพลังของพันธมิตรอย่างองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO), กลุ่มประเทศรัสเซีย-อินเดีย-จีน (RIC) หรือกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ในการถ่วงดุลอิทธิพลของสหรัฐฯ โดยตรง หากแต่เป็นการตอกย้ำตำแหน่งของจีนในฐานะศูนย์กลางของพันธมิตรเหล่านี้ในอนาคตอันใกล้

    รายงานเพิ่มเติมโดย บีบีซี โกลบอล เจอร์นอลิสม์ (BBC Global Journalism) และบีบีซีนิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c78m2kd0554o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Namix86MbvvBapTBn7i0S

  • การเคหะ ฯ Kick off พัฒนาศักยภาพด้านอาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้

    การเคหะ ฯ Kick off พัฒนาศักยภาพด้านอาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้

    จากกรณีรัฐบาลอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจให้การเคหะแห่งชาตินำมาจัดทำ “โครงการพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพของผู้อยู่อาศัยในชุมชนของการเคหะแห่งชาติ” หวังเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายให้กับผู้อยู่อาศัยได้มีความมั่นคงในชีวิตนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยการถือฤกษ์ดีจัดกิจกรรม Kick off

    อย่างเป็นทางการที่โครงการบ้านเอื้ออาทรรังสิต คลอง 10/2 และอีก 37 ชุมชนทั่วประเทศพร้อมกันผ่านระบบ Zoom Meeting โดยมี นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เป็นประธานเปิดกิจกรรมดังกล่าว พร้อมด้วยผู้บริหารการเคหะแห่งชาติ หน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ผู้นำชุมชผู้อยู่อาศัยในชุมชนทุกช่วงวัยและกลุ่มเปราะบางเข้าร่วมกิจกรรม ในวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ณ โครงการบ้านเอื้ออาทรรังสิตคลอง 10/2 จังหวัดปทุมธานี

    นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นให้หน่วยงานภาครัฐร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบข้อเสนอโครงการรายการงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 โดยการเคหะแห่งชาติได้จัดทำข้อเสนอ “โครงการพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพของผู้อยู่อาศัยในชุมชนของการเคหะแห่งชาติ” ในวงเงิน 25 ล้านบาท เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนได้พัฒนาความรู้และทักษะด้านอาชีพ ทั้งด้าน Reskill และ Upskill เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพตรงความต้องการของผู้อยู่อาศัยในชุมชน ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่น

    ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ

    คงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งเพิ่มความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจภายในชุมชนของการเคหะแห่งชาติ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากรของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ความสำคัญกับประชาชนในทุกช่วงวัย วัยทำงาน เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง มุ่งผลักดันการสร้างอาชีพ ลดความเหลื่อมล้ำ และการยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของสังคมไทยอย่างยั่งยืน

    ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเคหะแห่งชาติมีเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน จำนวน 125 ชุมชน ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพของผู้อยู่อาศัยในชุมชนของการเคหะแห่งชาติ ซึ่งวันนี้ (31 ส.ค.68) เป็นการจัดกิจกรรม Kick off อย่างเป็นทางการครั้งแรกให้กับผู้อยู่อาศัยในโครงการบ้านเอื้ออาทรรังสิต คลอง 10/2 รวมทั้งผู้อยู่อาศัยในชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศอีก จำนวน 37 ชุมชน

    การเคหะแห่งชาติได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อมาร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานให้ประสบความสำเร็จและประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุด อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมการค้าภายใน (ร้านธงฟ้าราคาประหยัด) กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สภากาชาดไทย กองทุนการออมแห่งชาติ เป็นต้น

    มาร่วมผลักดันโครงการพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพของผู้อยู่อาศัยในชุมชนของการเคหะแห่งชาติให้ประสบความสำเร็จ เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนอย่างรอบด้าน หลังจากนั้นการเคหะแห่งชาติจะจัดกิจกรรมอีก 2 ครั้ง ให้ครบ 125 ชุมชน รวมถึงการจัดกิจกรรมตามความต้องการของผู้อยู่อาศัยในแต่ละชุมชนอย่างต่อเนื่องต่อไป

    “การจัดกิจกรรมดังกล่าว มีเป้าหมายให้เกิดอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของแต่ละบุคคล เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย เพื่อมีความมั่นคงในอาชีพ มีรายได้ มีความสุขนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานรากให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มีกำลังซื้อ นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ตามวิสัยทัศน์การเคหะแห่งชาติ “สร้างบ้าน สร้างสุข เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวปิดท้าย             

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/637612&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gi3rR17gyJMB06DNT_N96

  • จากโกงทั้งระบบ สู่เศรษฐกิจใหม่: บทเรียนที่ ธุรกิจไทย เรียนรู้ได้จาก จอร์เจีย

    จากโกงทั้งระบบ สู่เศรษฐกิจใหม่: บทเรียนที่ ธุรกิจไทย เรียนรู้ได้จาก จอร์เจีย

    จอร์เจียประเทศเล็กๆ อาณาเขตเพียง 69,700 ตารางกิโลเมตรในภูมิภาคคอเคซัส กลายเป็นกรณีศึกษาระดับโลกของการปฏิรูปที่เริ่มต้นจากจุดที่ย่ำแย่ที่สุด

    สมัยก่อน จอร์เจียเผชิญกับการคอร์รัปชันทุกอณูของระบบราชการ กลายเป็นรัฐล้มเหลวหลังแยกตัวจากสหภาพโซเวียต แทบไม่มีจุดไหนที่ห่างไกลจากระบบสินบน

    แล้วพวกเขากลับลำประเทศได้อย่างไร?

    🟡 จอร์เจียคืออดีตรัฐล้มเหลว

    มีคำกล่าวตลกร้ายที่ว่า “คุณไม่สามารถขับรถผ่านระยะทาง 10 กิโลเมตรโดยไม่เจอด่านตำรวจเรียกเงินสินบนสักไม่กี่ดอลลาร์” 

    จอร์เจียเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการคอร์รัปชันรุนแรงที่สุดในภูมิภาคยูเรเซีย ผู้เชี่ยวชาญหลายคนถึงกับเรียกว่าคือ ‘รัฐล้มเหลว’ ที่ระบบพังทลายจากภายในการติดสินบนคือเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการไปโรงพยาบาล ติดต่อราชการ หรือต่อใบขับขี่ ล้วนต้องมีค่าน้ำร้อนน้ำชาให้เจ้าหน้าที่

    สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานก็ระส่ำระส่าย ที่มีทั้งการขโมยสายไฟ และการละเลยเก็บค่าไฟจากพวกพ้อง จนบริษัทยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ ที่เข้ามาบริหารกิจการไฟฟ้าในทบิลิซีถึงกับล้มเลิกโครงการและถอนตัวออกไปในปี 2003 

    🟡 การล้างบางที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนคน แต่เปลี่ยนระบบ

    จากการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนพฤศจิกายน 2003 ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีการโกงบัตรเลือกตั้ง รวมถึงความลำบากข้นแค้นของประชาชน ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงทำให้ประชาชนหมดศรัทธา ผู้คนกว่า 50,000 คนลุกขึ้นประท้วงอย่างสันติในเดือนพฤศจิกายน โดยไคลแม็กซ์คือการที่ผู้ประท้วงที่ถือกุหลาบแดงเข้าสู่การประชุมรัฐสภา เป็นสัญลักษณ์ของพลังอ่อนโยนแต่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างสงบ ประธานาธิบดีเอดูอาร์ด เชวาร์ดนัดเซ (Eduard Shevardnadze) จึงต้องลาออกในที่สุด และเหตุการณ์นี้ถูกบันทึกไว้ในชื่อ ‘ปฏิวัติกุหลาบ’ (Rose Revolution)

    มีเคอิล ซาคัชวีลี (Mikheil Sskashvili) ผู้นำรัฐบาลใหม่ของจอร์เจียตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะปลดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร 30,000 คนทั้งประเทศในคราวเดียว ตามด้วยการปฏิรูปองค์กรใหม่ที่ให้เงินเดือนเพียงพอ อบรมเข้ม และเปิดรับวัฒนธรรมบริการประชาชนแบบใหม่ ตำรวจจอร์เจียจึงกลายเป็นหนึ่งในสถาบันที่ประชาชนไว้วางใจมากที่สุด

    ในภาคราชการ จอร์เจียไม่เพียงไล่ออกข้าราชการทุจริตทั้งกระทรวง แต่ยังควบรวมหน่วยงานซ้ำซ้อน เพิ่มเงินเดือนให้เทียบเท่าเอกชน และประกาศใช้นโยบาย ‘Zero Tolerance’ หรือไม่อดทนต่อการทุจริตโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าผู้กระทำจะอยู่ในตำแหน่งสูงเพียงใด พร้อมถ่ายทอดสดการจับกุมเจ้าหน้าที่ให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลเอาจริง

    ภายในเวลาไม่กี่ปี ระบบค่าน้ำร้อนน้ำชาก็หายไปจากกรมตำรวจ กรมสรรพากร ศุลกากร และสำนักงานบริการประชาชน ขณะที่รายได้ภาษีรัฐเพิ่มขึ้น 4 เท่า พลิกงบประมาณจากขาดดุลเป็นเกินดุลได้สำเร็จ

    🟡Digital Governance: ป้องกันการโกงด้วยเทคโนโลยี

    หัวใจสำคัญที่เปลี่ยนโฉมระบบราชการของจอร์เจียคือการใช้เทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ระบบออนไลน์ธรรมดา แต่คือการย้ายกระบวนการทั้งหมดขึ้นสู่ดิจิทัล พร้อมกับแยกการพบปะระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ให้เหลือน้อยที่สุด

    Public Service Hall กลายเป็นจุดเดียวเบ็ดเสร็จสำหรับบริการภาครัฐเกือบทุกประเภท ข้อมูลการทำงานของรัฐถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และประชาชนไม่ต้องยื่นซองใต้โต๊ะอีกต่อไป

    🟡เมื่อการปราบโกงกลายเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่

    สิ่งที่น่าสนใจคือ การปราบคอร์รัปชันไม่เพียงล้างภาพลักษณ์ประเทศ แต่ยังเปิดทางให้เศรษฐกิจใหม่เติบโตแบบก้าวกระโดด

    วันนี้จอร์เจียมีประชากรเพียง 3.8 ล้านคน แต่มีรายได้ประชาชาติต่อหัวถึง 9,141 ดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลปี 2024) อันดับดัชนีคอร์รัปชันกระโดดจากอันดับ 124 (ปี 2003) มาอยู่ที่อันดับ 53 ในปี 2024 ขณะที่ไทยอยู่ที่อันดับ 107

    ก่อนโควิด-19 จอร์เจียดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 9 ล้านคนต่อปี (มากกว่าประชากรในประเทศเกิน 2 เท่า) สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่า 25% ของ GDP

    จอร์เจียใช้ไวน์ เครื่องดื่มที่มีหลักฐานการผลิตมายาวนานกว่า 8,000 ปี เป็น Soft Power ระดับประเทศ ผ่านการเล่าเรื่องราวที่โยงเข้ากับศาสนา วัฒนธรรม การเฉลิมฉลอง และการขับร้องพื้นเมือง ภาครัฐส่งเสริมอย่างจริงจัง ทั้งการสนับสนุน SME เงินกู้ การอบรม ไปจนถึงการสร้างกิจกรรมทางวัฒนธรรม เช่น Georgian Wine Week

    เศรษฐกิจใหม่อย่าง ICT ก็เติบโตแบบก้าวกระโดด ด้วยภาษีต่ำ แรงจูงใจสูง และระบบราชการที่ไม่มีใครต้องจ่ายใต้โต๊ะ บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มขึ้น 4 เท่า ระหว่างปี 2021–2023 มูลค่ารวมเกือบ 900 ล้านดอลลาร์ในปีล่าสุด

    พลังงานสะอาดคืออีกหนึ่งขุมพลัง จอร์เจียผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำถึง 70–80% และมีแผนวางสายไฟใต้ทะเลดำเพื่อส่งพลังงานสะอาดไปยังยุโรป โดยได้รับการสนับสนุนจาก EU

    🟡 Key Success ที่น่าเรียนรู้จากจอร์เจีย

    🔸การแก้คอร์รัปชันอย่างยั่งยืน คือการแก้ไขวัฒนธรรมและระบบ และเป็นรากฐานสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ

    🔸การใช้ Soft Power สร้างเศรษฐกิจ ต้องรู้จัก Global Narrative หรือภาพจำที่คนทั้งโลกมองอยู่ ไปพร้อมกัน

    🔸อย่ารอให้บุญเก่าหมดไป แต่เครื่องยนต์เศรษฐกิจต้องปรับตัวสู่โลกใหม่ในวันที่พร้อม 

    ชมคลิป: 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/georgia-lessons-for-thai-business/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05bfyunWTONBYHDKy9xNn2