Category: เศรษฐกิจ

  • คอลัมน์การเมือง – ‘คนละครึ่งพลัส’ กระสุนที่เล็งเข้าเป้า

    คอลัมน์การเมือง – ‘คนละครึ่งพลัส’ กระสุนที่เล็งเข้าเป้า

    พรรคภูมิใจไทย โดย “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จนนายอนุทินได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีคำมั่นสัญญาว่าจะอยู่แก้ปัญหาประเทศในระยะสั้นๆ ไม่เกิน 4 เดือน หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

    ส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า นายอนุทินไม่ประสงค์จะอยู่นานกว่า 4 เดือน ในสภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ต้องคอย “หายใจด้วยจมูกคนอื่น” จึงชัดเจนว่า มุ่งใช้เวลา 4 เดือนนี้ เตรียมตัวจะเป็น “นายกฯ 4 ปี” หลังการเลือกตั้งครั้งที่กำลังจะมาถึง

    สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเจนว่า นายกฯ และพรรคภูมิใจไทย ตั้งใจทำเพื่อ “ผลตอบรับในเชิงบวก” คือ โครงการ “คนละครึ่งพลัส”

    คนละครึ่ง เป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำสำเร็จมาแล้วในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คราวนี้มีมา “พลัส” คือ มาเพิ่มยอดเงินให้แก่ “ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี” ให้ได้รับเงินสมทบจากรัฐมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

    โครงการนี้ “ร้ายดี-ลบบวก” อย่างไร ในสายตานักวิชาการและนักวิเคราะห์ เราลองมาดูกันครับ

    1) ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงโครงการคนละครึ่งพลัส ที่จะเริ่มดำเนินการในเดือนนี้ว่า ถือเป็นการต่อยอดนโยบายที่ประชาชนคุ้นเคยอยู่แล้ว และเป็นแนวทางที่ช่วยทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในเวลาเดียวกัน ซึ่งจุดเด่นของคนละครึ่งพลัส อยู่ที่การอุดหนุนเงินตามสถานะภาษีของผู้ได้รับ ซึ่งช่วยให้เงินหมุนเวียนลงสู่ร้านค้ารายย่อยได้รวดเร็วและทั่วถึง ขณะเดียวกัน ยังสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง ถือเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่เกิดประโยชน์สองต่อ ทั้งในระยะสั้นคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ และในระยะยาวคือการเชื่อมโยงนโยบายเข้ากับระบบภาษีที่ช่วยเสริมสร้างวินัยทางการคลังของประเทศ

    “สิ่งที่ต้องระวังคือปัญหาทางเทคนิคและการใช้งานในระบบเนื่องจากเป็นโครงการที่ประชาชนจำนวนมากเคยเข้าร่วมมาก่อนระบบการลงทะเบียนจึงต้องมีความเสถียร และต้องป้องกันพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ผิดเงื่อนไข เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่น และผลลัพธ์ในเชิงบวกของโครงการในภาพรวม” ดร.สติธร กล่าว

    2) นายโอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย  จะเริ่มโอนเงินให้ประชาชนในเดือน ต.ค.นี้ว่า “เป็นนโยบายเศรษฐกิจเชิงพัฒนาที่ผสานผลประโยชน์ของรัฐ ประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าด้วยกัน ซึ่ง “คนละครึ่งพลัส” ไม่ใช่โครงการแจกเงินแบบไร้ยุทธศาสตร์ หรือแค่ทำไป เพื่อหวังคะแนนเสียง แต่เป็นเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจที่ทำให้เงินหมุนเวียนจริงในระบบ ทั้งประชาชนได้ประโยชน์และผู้ประกอบการก็อยู่ได้”

    นายโอฬารกล่าวว่า จุดเด่นของโครงการคือแนวคิด “รัฐช่วยครึ่ง ประชาชนจ่ายครึ่ง” ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ประชาชนจะตระหนักถึงคุณค่าของเงิน ขณะเดียวกัน เงินที่รัฐสมทบก็จะหมุนกลับสู่ร้านค้าและผู้ประกอบการรายเล็กในชุมชน โดยสิทธิ์ในโครงการแบ่งเป็น 3 กลุ่มประชาชนทั่วไปนอกระบบภาษี ได้รับสิทธิ์ 2,000 บาท ผู้อยู่ในระบบภาษี ได้รับสิทธิ์ 2,400 บาท ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13 ล้านคน ได้รับเงินเพิ่มอีก 1,700 บาท รวมเป็น 2,000 บาทต่อคน ซึ่งเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและผู้ประกอบการโครงการฯนี้ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนรายได้น้อย สามารถซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น ลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจครัวเรือน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายย่อยได้รับผลดีจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น รายได้หมุนเวียนในพื้นที่สูงขึ้น เกิดการจ้างงาน และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ  อีกทั้งยังเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว

    นายโอฬารกล่าวว่า “คนละครึ่งพลัส” แตกต่างจากโครงการแจกเงินทั่วไป เพราะ 1.ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการจ่าย 2.เงินหมุนเวียนจริงในระบบผ่านร้านค้าชุมชน 3.กระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องถึงแรงงานและผู้ผลิต 4.สร้างผลประโยชน์ระยะยาวต่อเศรษฐกิจฐานราก  ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม ที่ประชาชนไม่เพียงรอรับความช่วยเหลือ แต่กลายเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับรัฐ

    3) นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ที่รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้จัดเตรียมไว้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการช่วยเหลือกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ถือบัตรคนจน จำนวน 13 ล้านคน ที่จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม 1,700 บาทต่อเดือน รวมกับเงินเดิม 300 บาท ทำให้ได้รับรวม 2,000 บาทต่อเดือนในงวดเดียว ประเมินว่า ทั้ง 2 โครงการนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นอีก 0.2-0.3% ได้ โดยไตรมาส 4 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 0.3% เท่านั้น ทำให้เมื่อมีการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้ง 2 โครงการออกมา อาจช่วยให้ขยายตัวเพิ่มเป็น 0.6% ได้

    นายสมชาย กล่าวว่า รูปแบบของโครงการคนละครึ่งพลัสแบ่งเป็นการอุดหนุนประชาชนทั่วไป กลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี ได้สิทธิรวม 2,000 บาท กลุ่มที่อยู่ในระบบภาษี จะได้สมทบในอัตรา 60% หรือมูลค่า 2,400 บาท ใช้จ่ายเอง 200 บาท และรัฐบาลสมทบให้ 200 บาท โดยความคืบหน้าล่าสุด กำหนดเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนวันที่ 20-26 ตุลาคม ก่อนเริ่มใช้จ่ายจริงในวันที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งได้ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมาโดยกระทรวงการคลัง คาดว่าโครงการคนละครึ่งพลัสจะสร้างผลทวีคูณในระบบเศรษฐกิจได้มากกว่าแสนล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ติดหล่มแน่นอน ซึ่งมีการประเมินผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะไตรมาส 4/2568 ที่น่าจะได้รับผลจากการกระตุ้นผ่านโครงการนี้อย่างน้อย 0.3-0.4% ถือว่าไม่แตกต่างจากที่ประเมินไว้เช่นกัน จึงเชื่อว่าจะมีผลดันเศรษฐกิจเพิ่มได้อย่างน้อยก็ 0.2% ขึ้นไปแน่นอน

    นายสมชายกล่าวว่า แม้มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาแล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่า ตัวที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างแท้จริงเป็นภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ทำให้รัฐบาลต้องทำการบ้านหนักๆ ทั้งในตลาดเก่าที่แม้มีปัญหาแต่ก็ทิ้งไม่ได้ อาทิ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น อาเซียนทั้งหมด พร้อมเพิ่มตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ อาทิ ละตินอเมริกา แอฟริกา รัสเซียและกลุ่ม CIS อังกฤษ และเอเชียใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ จีน และยุโรป ส่วนการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงรายได้จากต่างชาติเข้ามาเช่นกัน ซึ่งท่องเที่ยวไทยมีทั้งการท่องเที่ยวในประเทศและการเข้ามาเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยรัฐบาลจำเป็นต้องฟื้นตลาดพื้นฐานอย่างตลาดจีน ยืนยันความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจในการเข้ามาเที่ยวไทย รวมถึงเพิ่มตลาดใหม่เข้ามามากขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องเร่งการท่องเที่ยวเมืองรอง เพิ่มสัดส่วนให้เกิดการเดินทางเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายกระจายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

    4) ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ กล่าวถึง นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ว่า เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูลได้ยกนโยบาย “คนละครึ่ง” ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์มาปรับใช้ ซึ่งประกาศเป็นนโยบายเรือธงเรื่องแรก เนื่องจากรัฐบาลไม่มีเวลามาก เพราะสถานการณ์ทางการเมืองอาจมีแนวโน้มจะยุบสภาก่อน 4 เดือน รัฐบาลจึงไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องออกนโยบายที่ทำได้เร็วและทำให้คนรู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้นโดยเร็ว แม้ว่าจากการวิเคราะห์พบว่า มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยมาก โดยมีผลต่อจีดีพีเพียงร้อยละ 0.3 เท่านั้น

    ขณะเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบการใช้นโยบาย “คนละครึ่ง”ในสมัยพลเอกประยุทธ์ กับนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ในยุคของนายกฯอนุทิน เป็นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน โดยสถานการณ์ในช่วงที่ใช้นโยบายนี้ อยู่ในช่วงที่ประเทศประสบกับปัญหาโควิด ในปี 2563 ซึ่งเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง จีดีพีติดลบถึงร้อยละ 6.1 ต่อปี ภาคท่องเที่ยวหยุดนิ่งไม่มีนักท่องเที่ยว ธุรกิจปิดตัว คนตกงานจำนวนมาก และรายได้หดตัว

    ขณะที่สถานการณ์ในปี 2568 แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมาก โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณร้อยละ 1.8 และจีดีพีเศรษฐกิจไตรมาส 3 น่าจะติดลบ ส่วนปี 2569 ตัวเลขเศรษฐกิจน่าจะเติบโตเพียงร้อยละ 1 การกระตุ้นเศรษฐกิจมีความจำเป็น แต่ไม่จำเป็นมากเท่ากับช่วงโควิด ยิ่งไปกว่านั้น ผลลัพธ์ของโครงการคนละครึ่งกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยมาก ประกอบกับความเชื่อมั่นและสภาพเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศค่อนข้างแย่ จึงไม่ง่ายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ประเทศยังมีความเสี่ยงถูกดาวน์เกรดในปี 2570 และคาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะจะชนเพดานที่ร้อยละ 70 ของจีดีพีอย่างแน่นอน หากนโยบายของทุกพรรคที่มาเป็นรัฐบาลเน้นนโยบายประชานิยม

    “ผมเข้าใจดีว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งผลักดันนโยบายออกมาในเวลาสั้น ๆ ซึ่งการออกนโยบายคนละครึ่งพลัสก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่ก็อย่าไปฝากความหวังว่า จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นเพราะเป็นไปได้ยาก รวมทั้งยังอาจสร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะแรงกดดันด้านหนี้สาธารณะ และการถูกลดเครดิต ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของประเทศเพิ่มสูงขึ้น”

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เสนอแนะรัฐบาลว่า การทำให้คนละครึ่งพลัสได้ผล หรือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกระดับ ควรทำแบบพุ่งเป้า โดยแจกเงินกับกลุ่มคนที่มีผลทวีคูณทางเศรษฐกิจ หรือพุ่งเป้าไปที่หมวดสินค้าบางชนิดที่มีผลลัพธ์สูง จะมีผลกระแทกตัวเลขเศรษฐกิจได้แรง ซึ่งต้องมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำถึงประชาชนว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ เมื่อรัฐบาลมีการกระตุ้นให้นำเงินออกมาใช้เพื่อจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นโดยเร็ว แม้เป็นการช่วยรัฐบาล แต่บางกรณีอาจเป็นการใช้จ่ายในส่วนที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น ประชาชนควรระวังการใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจจะแย่ไปอีกระยะหนึ่ง จึงต้องวางแผนการเงินให้รอบคอบ

    5) ในหมู่ประชาชนนั้น มีกระแสตอบรับกับโครงการนี้สูงมาก ยกว้นในกลุ่มผู้ค้าที่เจอข่าวลือที่แพร่สะพัดว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” อาจถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังโดยกรมสรรพากรนั้น ล่าสุด ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และยืนยันว่า ข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยย้ำว่า หนึ่งในหลักการสำคัญของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่รัฐบาลตกลงร่วมกับภาคส่วนต่างๆ คือ การรักษาความลับของข้อมูลผู้ประกอบการและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการอย่างเคร่งครัด

    “ขอยืนยันว่า ข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้ในโครงการคนละครึ่งพลัสจะถือเป็นข้อมูลลับ จะไม่มีการเปิดเผยให้บุคคลภายนอก และที่สำคัญคือ จะไม่มีการส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ให้กับกรมสรรพากร ไม่ว่าจะเพื่อการตรวจสอบภาษีย้อนหลังหรือในวัตถุประสงค์อื่นใด ภาครัฐมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความกังวลของพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มหลักของผู้ที่เข้าร่วมโครงการ โดยรัฐบาลไม่ต้องการสร้างภาระเพิ่มเติมหรือสร้างความหวาดกลัวในการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภาษีอย่างเป็นทางการ หากแต่ต้องการสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคงในช่วงเวลาที่ท้าทาย”

    โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ถือเป็นการต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งเดิม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศอย่างต่อเนื่อง เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชุมชนให้ฟื้นตัวจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจโลก

    กระทรวงการคลังจึงขอให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการมั่นใจได้ว่า การเข้าร่วมในครั้งนี้จะไม่ก่อให้เกิดภาระทางภาษีเพิ่มเติม หรือถูกตรวจสอบเป็นพิเศษจากหน่วยงานภาษีใดๆ

    “รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อย และเราไม่ต้องการให้เกิดความกลัวจากความไม่เข้าใจ ถ้ามีข่าวลือหรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ขอให้ตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น” ดร.เอกนิติกล่าวปิดท้าย

    สรุป : โครงการนี้สร้าง “อารมณ์บวก” ให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่หากต้องไปหักลบกลบหนี้กับปัญหาชายแดนปัญหาคาใจเรื่องที่ดินเขากระโดง และเรื่องคดีฮั้ว สว. ไม่รู้ว่า “พรรคภูมิใจไทย” จะจัดการกับความเสี่ยงในเรื่องที่เหลือให้ 4 เดือนนี้ เป็นต้นทุนที่ดีสู่ “4 ปี นายกฯเสียงข้างมาก”ได้ดีเพียงใด?!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/64238&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PkhdBIRzXpkytaxvoccLV

  • ซีอีโอ 4 องค์กรใหญ่ถอดบทเรียน ‘การปรับตัว’ สู้พายุเศรษฐกิจโลก สู่อนาคตยั่งยืน

    ซีอีโอ 4 องค์กรใหญ่ถอดบทเรียน ‘การปรับตัว’ สู้พายุเศรษฐกิจโลก สู่อนาคตยั่งยืน

    โลกกำลังเผชิญภาวะวิกฤตที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความไม่แน่นอน และปัจจัยเสี่ยงที่ไม่อาจคาดคิดได้ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทุกองค์กรภาคธุรกิจต้องเผชิญว่า จะปรับตัวอย่างไรให้รอดจากมหาพายุเศรษฐกิจโลกและยืนหยัดอย่างยั่งยืน

    บนเวที CEO Panel ซึ่งจัดขึ้นในงานมหกรรมด้านความยั่งยืน หรือ Sustainability Expo 2025 ซีอีโอ จาก 4 บริษัทชั้นนำด้านความยั่งยืนในประเทศไทย ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ พร้อมทั้งข้อเสนอแนะถึงแนวทางการปรับตัวองค์กรทุกระดับในมิติต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบโลกเปลี่ยนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

    คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวว่า “การปรับตัวของสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก คือ สหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้ระบบซัพพลายเชนของโลกเปลี่ยนไป และประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการนำเข้า-ส่งออก แต่เราก็มองวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ เพราะการที่อเมริกาทวนกระแสโลกาภิวัตน์(Deglobalization) โดยใช้นโยบายคุ้มครองทางการค้า (Protectionism) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ทำให้จีนปรับนโยบายมาเน้นโลกาภิวัฒน์ด้วยการผลักดันทุนออกนอกประเทศ ซึ่งไทยก็ได้อานิสงส์จากการที่บริษัทต่างชาติรวมทั้งจีน ย้ายฐานการผลิตมาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมของไทยมากขึ้น ผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนล้วนมีเป้าหมายด้านความยั่งยืน หากไทยจะเป็นศูนย์กลางการกระจายทุนสีเขียว หรือ Green Financing ภาครัฐสามารถตั้งกองทุน และสร้างแรงจูงใจให้มีการย้ายฐานการผลิตมามากขึ้น รวมไปถึงช่วยเอสเอ็มอีของไทยให้ปรับตัวไปสู่ธุรกิจสีเขียว เพราะจะต้องลงทุนอัพเกรดโรงงานและสร้างสแตนดาร์ดใหม่ให้สอดคล้องกับอุปสงค์อุปทาน เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีและนวัตกรรมแล้ว องค์กรธุรกิจต้องถามตัวเองว่า ปรับตัวทันหรือไม่ มีการสร้างนวัตกรรม วิธีการทำงาน และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือเปล่า โดยเฉพาะ การเข้าถึง AI ภายในองค์กร และการทำให้โรงงานฉลาดขึ้น ทุกคนรู้ว่า โลกเข้าสู่ยุค Unmanned มากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้น เราต้องทำงานเชิงรุก และต้องกลับเข้าห้องเรียน (back to school) คือ กลับไปเป็นห้องทดลองเล็กๆ แล้วเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลองเรื่องใหม่ๆ ในแล็บอย่างต่อเนื่อง และมีการเชื่อมโยงกับแล็บอื่นๆ ที่เก่งกว่าในด้านต่างๆ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้เราคล่องตัวและปรับตัวได้เร็วขึ้น 

    ศุภชัย แนะว่า ทั้งองค์การขนาดใหญ่และขนาดเล็กต้องสร้างความร่วมมือ ต้องเปลี่ยนจากคู่ต่อสู้หรือศัตรูมาเป็นอาจารย์ที่สอนให้เราเห็นว่า ทำให้ดีต้องทำอย่างไร เอกชนจะต้องพึ่งพากันในศักยภาพที่

    โดดเด่นของแต่ละคน แต่เอกชนไม่ค่อยเชื่อมโยงกัน ไม่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในต่างประเทศ และไม่เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย

    “วันนี้ เราต้องกลับไปเรียนใหม่ เพราะความคิดและวิธีการล้าสมัยแล้ว ศักยภาพของเราในการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ด้อยกว่านักเรียนในระดับมัธยม เรายังคิดนอกกรอบไม่ได้ แต่คนที่คิดนอกกรอบได้นั่งอยู่ในมหาวิทยาลัย ธุรกิจเป็นฐานปฏิบัติอยู่แล้ว ขณะที่นักศึกษาก็อยากฝึกงาน ดังนั้น ธุรกิจควรสร้างแรงจูงใจเพื่อผลักดันให้คนรุ่นใหม่มาเรียนรู้ ค้นคว้าวิจัย และพัฒนาเชิงปฏิบัติ ก็จะเกิดแล็บที่ใหญ่ขึ้น เก่งขึ้น ซึ่งคนรุ่นใหม่จะมีบทบาทมาช่วยทรานสฟอร์มองค์กรและเศรษฐกิจของเราได้”

    ปรับตัวให้สอดคล้องบริบทโลก

    คุณธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า ในซัพพลายเชน ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจบริบทของสถานการณ์โลก ซึ่งการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นผลกระทบที่หนักที่สุด และเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก่อน ดังนั้น ซัพพลายเชนก็ต้องกลับมาคิดกันว่า เราจะอยู่อย่างไร หากเกิดสถานการณ์แบบนี้อีก เพราะการค้าโลกได้เปลี่ยนแปลงจากการมีกติกาเป็นไม่มีกติกาไปแล้ว

    “ผมอยู่ในธุรกิจอาหารทะเล โดย 90% เป็นตลาดต่างประเทศ และรายได้ 40% มาจากตลาดอเมริกา 30% อยู่ที่ยุโรป โดย 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจของไทยยูเนี่ยนต้องเจอมรสุมค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ดอกเบี้ยสูง ภาวะเงินเฟ้อ สงครามรัสเซีย-ยูเครน มาจนกระทั่งการขึ้นภาษีนำเข้าของอเมริกา ทำให้ผมได้เข้าใจและตระหนักถึงโลกธุรกิจมากขึ้น และทำให้รู้ว่า ประสบการณ์ทำงาน 37 ปีที่ผ่านมา แทบจะใช้ไม่ได้เลย เพราะวันนี้เราอยู่ในโลกที่เป็นเรื่องใหม่”

    ธีรพงศ์ บอกว่า ความจำเป็นที่ต้องมีรัฐบาลที่ดีมีความสำคัญจริงๆ เพราะการเจรจาต่อรองภาษีกับสหรัฐเป็นเรื่องรัฐกับรัฐ แต่ภาคธุรกิจก็ต้องคิดว่า ถ้าพึ่งพาภาครัฐไม่ได้จะทำอย่างไร ซึ่งองค์กรจำเป็นจะต้องกลับมาทบทวนการทำงานภายในของตัวเองทั้งหมด

    องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่องและทำตลอดไป แต่ต้องทำความเข้าใจในบริบทสภาวะแวดล้อมของโลก โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา ทบทวนการดำเนินงานว่ามีอะไรที่จะทำให้ดีขึ้นได้ มีแผนป้องกันความเสี่ยง และเตรียมความพร้อมเพื่อตอบรับเทรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบุคลากร  ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น

    ไทยยูเนียนได้ตัดสินใจปรับโครงสร้างองค์กรมากที่สุดเมื่อปีที่ผ่านมา โดยหลักๆ คือ การทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่นและคล่องตัว เพื่อปรับเปลี่ยนให้ทันกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

    การขึ้นภาษีของอเมริกาทำให้เกิด wake-up call ครั้งใหญ่ เพราะการฉีกกฎ กติกาทั้งหมด เป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ดังนั้น ไทยยูเนียนต้องเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอีกและคาดการณ์ไม่ได้ในอนาคต 

    เพิ่มศักยภาพซัพพลายเชน

    คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “นโยบายภาษีสวมสิทธิของสหรัฐอเมริกา (Transshipment Policy) ที่จะเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 40% หากใช้ วัตถุดิบในประเทศน้อยกว่า 50% ซึ่งเป็นตัวกำหนดการดีไซน์ซัพพลายเชน พร้อมเตือนว่า นโยบายทรัมป์มีความไม่แน่นอน วันนี้เก็บ 40%  แต่อีก 3 เดือนข้างหน้า อาจจะเพิ่มเป็น 60% ก็ได้ ฉะนั้น การดีไซน์ซัพพลายเชนจะต้องให้มีความยืดหยุ่น เผื่อเหลือเผื่อขาด เพราะเราไม่สามารถปรับตัวได้ภายใน 3 เดือน  ถ้าจะอยู่รอดในระยะยาว ซัพพลายเชนต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับความคล่องตัว ถ้าเรามีซัพพลายเชนที่เข้มแข็งในหลายๆ จุด และสามารถร่วมมือกันได้ เราก็สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายซัพพลายเชนกันได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้น  

    ทุกคนในเครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (Thailand Supply Chain Network: TSCN) ต้องร่วมมือกันและช่วยกันให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ Green Supply Chain ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ต้องลองผิดลองถูก ถ้าใครที่ทดลองทำแล้วไม่ได้ผล และใครที่ทำแล้วได้ผลก็เอาข้อมูลมาแชร์กัน ก็จะทำให้ซัพพลายเชนของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

    ธรรมศักดิ์ บอกว่า เอสซีจี จะดูว่าธุรกิจไหนรอดหรือไม่รอด หากธุรกิจไหนไม่มีความสามารถในการแข่งขัน ไม่ตอบโจทย์กับเทรนด์ในระยะยาว ก็จะปิด ส่วนธุรกิจที่จะสู้ต่อไป บริษัทก็จะต้องสามารถทรานสฟอร์มให้ได้ เพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น

    “แน่นอน เราต้องเจอปัญหาเยอะที่เป็นพายุลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้ามา และต้องสู้ไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า แต่ถ้าเราทรานสฟอร์มธุรกิจที่ทำอยู่ ถอดบทเรียน และเพิ่มความพยายามอย่างรวดเร็วในจุดที่มันใช่ เราก็จะก้าวไปสู่การเติบโตได้ เราต้องเร่งทรานสฟอร์มองค์กรให้เร็วที่สุด เพราะความไม่แน่นอน และพายุซัดเข้ามาเป็นระลอกๆ และยังมีอีกหลายลูกที่จะเข้ามาอีกปีในหน้า เราต้องเข้มแข็ง ยืดหยุ่น และปูทางไปสู่ new engine ของเรา”

    ตัดสินใจให้ดีอย่างรวดเร็ว

    คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานอำนวยการจัดงาน SX2025 และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บอกว่า วันนี้โลกเปลี่ยนจริงๆ ผู้ประกอบการธุรกิจต้องคุยกันให้เยอะ ปรับตัวให้เยอะ เราจะปรับตัวอย่างไร เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันให้มากขึ้น ซึ่งเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ข้อ 17: Partnerships for the Goals ยังเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักที่อยากให้ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกัน ขณะที่ปัญหา

    และความท้าทายทุกอย่างที่ประดังประเดเข้ามาทำให้เราต้องเข้าใจและคิดครบถึงบริบทของสิ่งที่อยู่รอบตัวเราได้ แต่ก็เป็นความยาก เพราะเราไม่สามารถจะรู้และเข้าใจทุกเรื่อง สิ่งที่เราเคยทำได้ดี อาจจะไม่ดีต่อไป เพราะว่า โลกที่เปลี่ยนทำให้กระทบกับสิ่งที่เราคิดว่าเป็นจุดแข็ง แต่ดูเหมือนวันนี้ จุดแข็งของเรากลายเป็น เรากลับขยับช้า

    “โลกธุรกิจมีเรื่องราวให้มาทบทวนมากมาย ซึ่งทีมงานกำลังรอคำตอบจากผู้บริหารว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องตัดสินใจให้ดีและรวดเร็ว (Make good decision quickly) เมื่อกล้าตัดสินใจก็กล้าที่จะปรับเปลี่ยน ซึ่งทุกการเปลี่ยนย่อมมีผลกระทบและผลที่จะตามมาแต่ต้องอยู่ในเกณฑ์ที่เรารับได้”

    ในเครือข่าย TSCN ต้องถามว่า จะจับคู่ธุรกิจ หรือร่วมกันสร้างสรรค์เรื่องใหม่ๆ กันได้อย่างไร ผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมคล้ายคลึงกัน บางทีก็คุยกันน้อยไปหน่อย เราแข่งขันกันเอง แต่ถ้าเราสามารถคุยกันและร่วมกัน ก็กลายเป็น consortium แล้วไปขายสินค้าในกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้ เพราะต้องยอมรับว่า ขณะนี้เรายังมีกำลังการผลิตที่เหลืออยู่ ฉะนั้น ซัพพลายเชนต้องมาคิดว่า เราจะแตะมือกันได้อย่างไร

    มหาวิทยาลัยไทยก็เช่นเดียวกัน หลายๆ แห่งมีการเซ็นเอ็มโอยูกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศเยอะมาก แต่ไม่ค่อยเห็นมหาวิทยาลัยไทยเซ็นเอ็มโอยูกันเอง เพราะเรารู้สึกว่า ทำเรื่องเดียวกัน คล้ายกัน จึงไม่ได้ร่วมมือกัน

    ส่วนในภาคอุตสาหกรรม เรากำลังค่อยๆ ทำความรู้จักกัน เข้าใจกัน และตั้งใจจะทำงานร่วมกันมากขึ้น เพราะหากไม่รวมพลังกันสามัคคีกัน เราจะเสียเปรียบ เดี๋ยวนี้ นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย จะมาทั้งซับพลายเชน เช่น ญี่ปุ่น จีน จะมากันทั้งทีม แต่เวลาคนไทยไปลงทุน จะไปเดี่ยวๆ เพราะคนไทยยังไม่คุ้นชินกับการทำธุรกิจในรูปแบบนี้ การรวมตัวกันมักเป็นการรวมตัวกันเฉพาะกิจ เราจะรวมตัวเร็ว แต่ก็สลายตัวเร็ว แม้ว่า ทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย จะมีการพิจารณารวบรวมข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาการค้าการลงทุน แต่เป็นลักษณะรายพื้นที่ ซึ่งนับจากนี้ เราต้องมามองการแก้ปัญหาการค้าการลงทุนเป็นรายอุตสาหกรรม ดูว่าอะไรเป็นอุตสาหกรรมหลัก แล้วมาพิจารณากันใหม่และทำให้เกิดความเข้าว่า เราจะต้องเสริมสร้างทั้งโอกาสในบริบทของพวกเราเองก็จะทำให้อุตสาหกรรมเข้มแข็งขึ้น สิ่งสำคัญคือ ผู้ประกอบการจะต้องประสานกันและเชื่อมโยงวิธีคิด เพื่อพัฒนาในอุตสาหกรรมประเภทนั้นๆ ให้เกิดมิติของการพัฒนาที่ก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่งได้

    ฐาปน กล่าวทิ้งท้ายในหลักคิดของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยน้อมนำพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ในบทพระราชนิพนธ์พระมหาชนก ที่ว่า จงมีความเพียรอันบริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม และกำลังกายที่สมบูรณ์ที่เอื้ออำนวยในการทำประโยชน์ต่างๆ ซึ่งหลัก 3 ประการนี้ จะนำพาความก้าวหน้า ความเจริญ กลับมาสู่ทุกคนตามที่ปรารถนาได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/877396/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w4iIN3rqugNUn8OUmZOnR

  • ผู้นำธุรกิจทุ่มแสนล้าน ดันไทยสู่ Net Zero ปี 2593 ขับเคลื่อนอนาคตด้วย “ความยั่งยืน”

    ผู้นำธุรกิจทุ่มแสนล้าน ดันไทยสู่ Net Zero ปี 2593 ขับเคลื่อนอนาคตด้วย “ความยั่งยืน”


    ภาคเอกชนจับมือทุกภาคส่วน สร้างโมเดลเศรษฐกิจใหม่ มุ่งลดคาร์บอน-เพิ่มขีดแข่งขันระยะยาว ใช้ “ความยั่งยืน” เป็นกลยุทธ์หลักฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

    งานสัมมนา Future Forum 2025: The Great Transformation จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ผู้นำองค์กรชั้นนำทั้งภาคอุตสาหกรรม การเงิน และธุรกิจบริการต่างแสดงจุดยืนร่วมกันว่า “ความยั่งยืนคือหัวใจสำคัญของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    “Reinvent Thailand” โมเดลร่วมสร้างอนาคตยั่งยืน

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เน้นว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” โดยภาคเอกชนต้องเป็นแกนหลักในการเปลี่ยนแปลง ปรับโครงสร้างธุรกิจ พัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากร ขณะที่ภาครัฐควรสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน และภาคการเงินต้องสนับสนุนสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม เพื่อช่วยธุรกิจขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย Net Zero

    ศาสตร์และศิลป์ของ “ความยั่งยืน”

    นางต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวว่า ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคหรือวิทยาศาสตร์ แต่คือ “ศิลปะในการเข้าใจผู้คน” โดยเฉพาะเมื่อปัญหาสภาพภูมิอากาศกระทบชีวิตประชาชนโดยตรง จึงต้องใช้ทั้งเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหา และการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

    ทุ่มงบแสนล้าน ขับเคลื่อนสู่ Net Zero ปี 2593

    องค์กรชั้นนำต่างเดินหน้าลงทุนมหาศาลเพื่อเป้าหมาย Net Zero:

    • ปตท. ทุ่มกว่า 33,000 ล้านบาท พัฒนาเทคโนโลยีและ AI ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมลงทุนอีก 10,000 ล้านบาท ในโครงการ Carbon Capture and Storage (CCS) ที่แหล่งก๊าซฯ อาทิตย์ เพื่อกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ล้านตันภายในปี 2571

    • ไทยพาณิชย์ (SCBX) ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 150,000 ล้านบาท (ปี 2566-2568) ให้ธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมสิทธิประโยชน์ทางการเงินสำหรับธุรกิจสีเขียว

    • SCG ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว 20% ตั้งเป้า Net Zero ภายในปี 2593 พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ และผลักดันมาตรฐานอุตสาหกรรมใหม่

    • PTTGC หนึ่งในผู้ผลิตพลาสติกรีไซเคิลรายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้าลดคาร์บอน 20% ภายในปี 2573 พร้อมต่อยอดธุรกิจใหม่ เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) จากน้ำมันใช้แล้ว

    ก้าวข้ามเป้าหมายธุรกิจ สู่การสร้างคุณค่าให้สังคม

    ผู้บริหารจาก ธนาคารกสิกรไทย และ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ สะท้อนทิศทางใหม่ขององค์กร ที่ขยับจาก “การแสวงหากำไร” มาสู่ “การสร้างคุณค่า” ผ่านการใช้เทคโนโลยี AI การลงทุนในนวัตกรรม และความใส่ใจในผลกระทบทางสังคม โดยเฉพาะในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คน เช่น การแพทย์และการดูแลสุขภาพ

    การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การ “ลดคาร์บอน” แต่คือการ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ที่เน้นความร่วมมือข้ามภาคส่วน เทคโนโลยี นวัตกรรม และความเข้าใจในมิติทางสังคม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

    “Net Zero ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่คือใบเบิกทางสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ ที่ต้องอาศัยทั้งมิตรภาพ และความยั่งยืน” – ข้อสรุปจากเวที Future Forum 2025

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37fSsddUSFwN_ltoPu6TG0

  • น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9 พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี จัดงานใหญ่แห่งปี มหกรรมในความทรงจำ | TOPNEWS

    น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9 พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี จัดงานใหญ่แห่งปี มหกรรมในความทรงจำ | TOPNEWS

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 ตุลาคม 2568 ที่ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดปทุมธานี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีเปิดงานมหกรรม “ในความทรงจำ” อย่างสมพระเกียรติเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระผู้ทรงเป็น“กษัตริย์นักพัฒนา” ผู้วางรากฐานความมั่นคงของแผ่นดินด้วยศาสตร์แห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยได้รับเกียรติจาก นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

    นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงอุทิศพระวรกายเพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ อันก่อให้เกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายพันโครงการ ที่ยังคงงอกงามและสร้างความผาสุกแก่พสกนิกรทั่วประเทศ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาแห่งการสร้างความยั่งยืน เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของประเทศไทยที่ประชาชนชาวไทยต่างร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยทั่วประเทศ สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานมหกรรม “ในความทรงจำ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระราชจริยวัตรอันงดงามและพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญเพื่อพสกนิกรไทยตลอดพระชนม์ชีพ พร้อมกันนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม ได้มาเรียนรู้ แลกเปลี่ยน แบ่งปัน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการเกษตรจากรูปธรรมความสำเร็จของกลุ่มวิสาหกิจ เกษตรกร ที่ประสบความสำเร็จในการพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการเกษตร ซึ่งภายในงานมีทั้งวิธีคิด แนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ให้ได้เรียนรู้และไปปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับวิถีของตนเอง และที่สำคัญเป็นการร่วมสืบสาน ต่อยอด งานของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่”

    ด้านพันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวเพิ่มเติมว่า “งานมหกรรมในความทรงจำในครั้งนี้ จัดขึ้นด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้รำลึกถึงพระราชจริยวัตรอันงดงามพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่า และร่วมเรียนรู้ศาสตร์พระราชาผ่านนิทรรศการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสืบสาน ต่อยอดแนวพระราชดำริสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”

    ภายในงาน “มหกรรมในความทรงจำ” ได้จัดกิจกรรมหลากหลายเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและถ่ายทอดแนวคิด “ศาสตร์พระราชา” สู่การเรียนรู้ของประชาชนผ่านกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ “รำลึก ร.9 ในความทรงจำ” นำเสนอเรื่องราวพระราชกรณียกิจในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร สะท้อนพระวิริยะอุตสาหะและพระเมตตา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรน้ำ ดิน และป่าไม้ ซึ่งเป็นรากฐานของการเกษตรและคุณภาพชีวิตของประชาชนตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์นิทรรศการเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ “ผู้น้อมนำ คำพ่อสอน” ถ่ายทอดเรื่องราวของบุคคลและชุมชนที่น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติจริง ผ่าน 8 ฐานนิทรรศการ ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนได้เรียนรู้แนวคิดและหลักปฏิบัติด้านการเกษตรอย่างแท้จริง

    วิทยากรมากประสบการณ์และเกษตรกรตัวจริงเสียงจริง ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้อันน่าสนใจ พร้อม Workshop ที่จัดขึ้นกว่า 12 หลักสูตร โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถเข้าร่วมได้ทั้งแบบ Onsite และ Online ผ่าน YouTube ของพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯนิทรรศการพิเศษ “ในความทรงจำ” จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และภาคีความร่วมมือกว่า 10 หน่วยงาน เช่น กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และสภากาชาดไทย เป็นต้นตลาดเศรษฐกิจพอเพียง รวมสินค้าเกษตรปลอดภัย ผลิตภัณฑ์แปรรูป พันธุ์ไม้ดอก ไม้ผล และอาหารพื้นบ้านจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ กว่า 200 ร้านค้า พร้อมกิจกรรม “ขาดทุน คือ กำไร” จำหน่ายสินค้าคุณภาพในราคาต่ำกว่าทุน เพื่อส่งต่อกำไรที่เรียกว่า “ความสุข” ให้สังคม

    นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษน้อมรำลึกเนื่องใน“วันนวมินทรมหาราช” วันที่ 13 ตุลาคม 2568 เริ่มเวลา 08.30 น. ทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 59 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และเวลา 15.52 น. ร่วมพิธีน้อมรำลึกกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยการนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมรับฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์จาก อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ศิลปินแห่งชาติ และคุณขวัญข้าว ธิดารินทร์ อีกทั้งเปิดเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม พิพิธภัณฑ์ป่าดงพงไพร และพิพิธภัณฑ์ดินดล โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 11–13 ตุลาคม 2568 ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดปทุมธานี

    อนันต์  วิจิตรประชา  ผู้สื่อข่าว topnewsทั่วไทย จ.ปทุมธานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1352586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Hiom2-aHwwn76wL6cPBCv

  • “ธรรมนัส”ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ขับเคลื่อนภาคเกษตร เน้นลดต้นทุนผลิต หนุนความเข้มแข็งให้เกษตรกร พร้อมสร้างเศรษฐกิจจากท่องเที่ยว

    “ธรรมนัส”ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ขับเคลื่อนภาคเกษตร เน้นลดต้นทุนผลิต หนุนความเข้มแข็งให้เกษตรกร พร้อมสร้างเศรษฐกิจจากท่องเที่ยว

    วันที่ 11 ต.ค. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึง นายอนุรัตน์ ตันบรรจง และนายจีรเดช ศรีวิราช สส.พะเยา พรรคกล้าธรรม และคณะผู้บริหารทั้ง 2 กระทรวง ลงพื้นที่ตรวจราชการที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จ.เชียงราย เพื่อนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติให้กับผู้นำท้องถิ่นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมกว่า 145 แห่ง และผู้นำชุมชนในพื้นที่กว่า 1,753 หมู่บ้าน เพื่อรับฟังนโยบายและแนวทางการปฏิบัติด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และการเกษตรในระดับพื้นที่

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้กำกับและติดตามการดำเนินงานในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนทั้งหมด รวมถึงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนกำกับดูแล 4 กระทรวงตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เพื่อให้การบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกล่าวยืนยันว่า เราไม่มีวันหยุด ต้องทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

    “รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานต้องลงพื้นที่ เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง คลุกคลีกับพี่น้องในพื้นที่ เพื่อเข้าใจปัญหาจากของจริง เราต้องนำปัญหามาเป็น ‘โจทย์หลัก’ แล้วจัดทำแผนเพื่อจัดสรรงบประมาณให้ตรงจุด สำหรับจังหวัดเชียงราย มีปัญหาหลักๆ ที่พบ เช่น ปัญหาน้ำท่วมแม่สายที่เกิดซ้ำซาก รวมถึงสารเจือปนในแหล่งน้ำที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยจะนำเข้าหารือในที่ประชุม ครม. เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางเจรจาในระดับการทูต เพื่อหาทางออกร่วมกัน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า จังหวัดเชียงราย ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว จึงต้องการพัฒนาให้เมืองเชียงรายกลับมาคึกคักอีกครั้ง สร้างรายได้ให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้ ลดหนี้สิน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และพัฒนาเศรษฐกิจในทุกมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การศึกษา และสวัสดิการประชาชน โดยได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำแนวทางนโยบายไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ในส่วนของการพัฒนาภาคการเกษตร ได้เน้นย้ำให้ลดต้นทุนการผลิต โดยให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม พร้อมสั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้แก่สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศนอกจากนี้ ยังมอบแนวนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อบริหารจัดการผลผลิตและหาตลาดจำหน่าย โดยให้สหกรณ์ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสินค้าปศุสัตว์ โดยได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์และกรมวิชาการเกษตร ทำงานร่วมกันเพื่อดันราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น โดยราคาวัวจะต้องอยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวนาปี อยู่ที่ 8,000-10,000 บาทต่อตัน และให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน โดยยืนยันว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างตั้งใจ เชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุผลได้ตามเป้าหมาย

    ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้เป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ แต่นั้นบ้านพักครูหลายแห่งที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม และไม่ปลอดภัยต่อการอยู่อาศัย เพราะติดข้อจำกัดตามระเบียบราชการเก่า ตนจึงได้เน้นย้ำว่า ต้องเร่งปรับปรุงให้ดี ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สอง ครูที่ดีคือรากฐานสำคัญของเด็กไทย การสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี แต่ต้องเริ่มจากการทำให้ครูมีความมั่นคงในชีวิต มีบ้านพักที่ปลอดภัย และมีขวัญกำลังใจที่ดี

    จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางตรวจติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำกก ณ เขื่อนเชียงราย ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย ก่อนเดินทางต่อไปยังที่ว่าการอำเภอเวียงชัย เพื่อรับฟังปัญหาความต้องการในพื้นที่ พร้อมมอบสิ่งของและปัจจัยการผลิต เช่น มอบโฉนดเพื่อการเกษตร พันธุ์สัตว์น้ำ น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ รวมทั้งป้ายปัจจัยการผลิตโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248404&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20NktCcu9TsUXzppLwF60Z

  • พลาดตรงไหน? “คนละครึ่งพลัส” ลงทะเบียนไม่ผ่านต้องแก้ไขยังไง? | เดลินิวส์

    พลาดตรงไหน? “คนละครึ่งพลัส” ลงทะเบียนไม่ผ่านต้องแก้ไขยังไง? | เดลินิวส์

    เมื่อพูดถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งสำคัญของรัฐบาล ที่เตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิร่วมจ่าย 50% สูงสุด 2,400 บาท ตลอดโครงการ โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเพียง 20 ล้านสิทธิ เท่านั้น

    เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ คนละครึ่งพลัส

    โครงการคนละครึ่งพลัส มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภคในประเทศ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
    – คุณสมบัติผู้ลงทะเบียน สัญชาติไทย อายุ 16 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
    – วงเงินสนับสนุน รัฐร่วมจ่าย 50% ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน
    – วงเงินรวมสูงสุด 2,400 บาท (สำหรับผู้ยื่นแบบภาษี) และ 2,000 บาท (สำหรับประชาชนทั่วไป)
    – ช่วงเวลาลงทะเบียน 20-26 ตุลาคม 2568 (เวลา 06.00-22.00 น.)
    – ช่วงเวลาใช้จ่าย 29 ตุลาคม-31 ธันวาคม 2568
    – กำหนดใช้ครั้งแรก ภายใน 11 พฤศจิกายน 2568 (23.00 น.) มิฉะนั้นจะถูกตัดสิทธิ

    คู่มือ ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง

    การลงทะเบียนและการใช้จ่าย จะต้องทำผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น โดยแบ่งขั้นตอนตามสถานะผู้ใช้งาน ดังนี้

    1.สำหรับผู้ที่เคยรับสิทธิ คนละครึ่ง เฟส 5 มาก่อน

    – อัปเดตแอปเป๋าตัง ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
    – เปิดแอปและกดที่แบนเนอร์ “โครงการคนละครึ่งพลัส”
    – กดยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขเพื่อยืนยันการรับสิทธิ
    – รอรับการแจ้งเตือนผลการลงทะเบียนผ่านแอป
    – เติมเงินเข้า G-Wallet และเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568

    2.สำหรับผู้ที่ไม่เคยรับสิทธิ หรือไม่เคยเข้าร่วมเฟส 5

    – ติดตั้งและเปิดแอปเป๋าตัง จากนั้นดำเนินการผูกบัญชี G-Wallet ให้สำเร็จ
    – กดที่แบนเนอร์ “โครงการคนละครึ่งพลัส”
    – อ่านเงื่อนไขและกดปุ่ม “ลงทะเบียน”
    – รอผลการตรวจสอบคุณสมบัติผ่าน SMS และการแจ้งเตือนบนแอปภายใน 3 วัน
    – เมื่อได้รับสิทธิ ให้เติมเงินเข้า G-Wallet และเริ่มใช้จ่าย

    หมายเหตุ: สามารถเริ่มใช้สิทธิสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรีบนแอปเป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    วิธีแก้ปัญหา เมื่อลงทะเบียนไม่สำเร็จ หรือมีปัญหาแอปเป๋าตัง

    5 สาเหตุหลักที่อาจทำให้ลงทะเบียนไม่สำเร็จ
    – สิทธิเต็ม : โควตา 20 ล้านสิทธิ ถูกลงทะเบียนครบแล้ว
    – ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ : ระบบตรวจสอบพบว่าเป็นผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
    – คุณสมบัติไม่เข้าเงื่อนไข : เช่น อายุไม่ถึง 16 ปี หรือเคยถูกระงับสิทธิในโครงการเดิม
    – ลงทะเบียนนอกเวลา : ลงทะเบียนนอกช่วงเวลาที่กำหนด (06.00-22.00 น.)
    – อายุไม่ถึงเกณฑ์ : อายุต่ำกว่า 16 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ลงทะเบียน

    แนวทางแก้ไขปัญหาการใช้งานแอปเป๋าตัง (ลืมรหัส, สแกนหน้าไม่ผ่าน)

    หากพบปัญหาในการเข้าใช้งานแอปเป๋าตัง เช่น ลืมรหัสผ่าน, เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ หรือยืนยันตัวตน/สแกนใบหน้าไม่สำเร็จ วิธีแก้ไข คือ :
    – ให้นำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง ไปติดต่อ ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ
    – ควรดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จ ก่อนวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เพื่อไม่ให้พลาดช่วงเวลาการลงทะเบียน..

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5195065/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AbGDO_NPpgwVfPM6yeTRY

  • ทรัมป์จุดชนวนสงครามการค้ากับจีนครั้งใหม่ จ่อขึ้นภาษี 100% – คุมส่งออกซอฟต์แวร์ : อินโฟเควสท์

    ทรัมป์จุดชนวนสงครามการค้ากับจีนครั้งใหม่ จ่อขึ้นภาษี 100% – คุมส่งออกซอฟต์แวร์ : อินโฟเควสท์

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กลับมาจุดชนวนความตึงเครียดด้านการค้ากับจีนอีกครั้งเมื่อวันศุกร์ (10 ต.ค.) ด้วยการประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอย่างมาก และควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญ เพื่อตอบโต้มาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายากของจีน

    ทรัมป์ระบุว่าจะเก็บภาษีเพิ่มเติม 100% กับสินค้าจีนที่ส่งไปยังสหรัฐฯ พร้อมทั้งควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญทุกประเภท ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้ ซึ่งเป็นเวลา 9 วันก่อนมาตรการระงับภาษีเดิมจะหมดอายุ

    มาตรการการค้าใหม่ของทรัมป์เกิดขึ้น หลังจากจีนขยายการควบคุมการส่งออกแร่ธาตุหายากอย่างมาก ซึ่งจีนเป็นผู้ครองตลาดแร่เหล่านี้ที่จำเป็นต่อการผลิตด้านเทคโนโลยี ซึ่งทรัมป์ระบุว่ามาตรการดังกล่าวเป็นเรื่องน่าตกใจและมีผลเสียต่อเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่สหรัฐฯ โดยตรง

    เมื่อถูกถามถึงการประชุมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่มีกำหนดจัดขึ้นอีกสามสัปดาห์ข้างหน้าในเกาหลีใต้ ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า เขายังไม่ได้ยกเลิกและคิดว่าน่าจะมีการประชุมเกิดขึ้น ขณะที่จีนยังไม่ยืนยันการประชุมดังกล่าว

    ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การจำกัดการส่งซอฟต์แวร์สหรัฐฯ ไปยังจีนอาจสร้างผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจีน รวมถึงระบบคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    นอกจากนี้ ทรัมป์ยังขู่ควบคุมการส่งออกเครื่องบินและชิ้นส่วนเครื่องบิน และมีรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณากลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย

    ทั้งนี้ การดำเนินการล่าสุดของทรัมป์ถือเป็นสัญญาณความแตกหักครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหกเดือนระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของโลก หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าข้อตกลงทางเศรษฐกิจที่ทำไว้ในช่วงฤดูร้อนจะยังคงอยู่ต่อไปหรือไม่ หลังจากที่ทั้งสองประเทศเคยบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าในช่วงต้นปีด้วยความพยายามทางการทูตอย่างรอบคอบ

    ด้านจีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการจำกัดการค้าฝ่ายเดียวซึ่งจีนระบุว่าบ่อนทำลายระบบการค้าโลก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536580&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PqcCqzniyudZkv9PW_2M4

  • ‘ตติยภัทร์’ ผลักดันการยกระดับอุตสาหกรรมฮาลาลไทย สู่เป้าหมายศูนย์กลางฮาลาลอาเซียน

    ‘ตติยภัทร์’ ผลักดันการยกระดับอุตสาหกรรมฮาลาลไทย สู่เป้าหมายศูนย์กลางฮาลาลอาเซียน

    ตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ ผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดสตูล พรรคเพื่อไทย ส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลไทย สู่เป้าหมายศูนย์กลางฮาลาลอาเซียน ยึดหลักศาสนาอิสลามอย่างถูกต้องควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับประโยชน์ร่วมกัน ผ่านแนวคิด ‘Halal for All’

    นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ ผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดสตูล พรรคเพื่อไทย อดีตเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษากรอบความร่วมมือระหว่างประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และอินโดนีเซีย (TIMBS) เปิดเผยหลังการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฮาลาล (Halal Economy) ของประเทศไทย

    นายตติยภัทร์กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลของไทยได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการสร้างมาตรฐานและเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการฮาลาล เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางฮาลาลแห่งอาเซียน (ASEAN Halal Hub)” ภายในปี 2570 ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างงาน และขยายการส่งออกสินค้าฮาลาลของไทยให้เติบโตมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านอาหาร การแพทย์ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมบริการอื่นๆ

    “การส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลต้องยึดหลักการของศาสนาอิสลามอย่างถูกต้องควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับประโยชน์ร่วมกัน ผ่านแนวคิด ‘Halal for All’ ที่เน้นความสะอาด ปลอดภัย และมีจริยธรรมในการผลิตสินค้าและบริการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งพี่น้องมุสลิมและประชาชนทั่วไป” นายตติยภัทร์กล่าว

    ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการฯ ยังได้เสนอให้รัฐบาล หน่วยงานราชการ และภาคเอกชน ร่วมกันเดินหน้าพัฒนามาตรฐานสินค้าและบริการด้านฮาลาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศชั้นนำของโลกด้านอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ได้ประกาศไว้ในงาน “Halal Inspirium” ว่าจะผลักดันเศรษฐกิจฮาลาลไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีบทบาทโดดเด่นบนเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/jFbwCGCbH&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DUgJPY6vb4uS9RfpFTRh6

  • ‘นักวิชาการ’ ชี้ ‘คนละครึ่งพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อย แนะทำมาตรการพุ่งเป้า

    ‘นักวิชาการ’ ชี้ ‘คนละครึ่งพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อย แนะทำมาตรการพุ่งเป้า

    เศรษฐกิจ

    ‘นักวิชาการ’ ชี้ ‘คนละครึ่งพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อย แนะทำมาตรการพุ่งเป้า

    11 ต.ค. 2025 เวลา 10:50 น.

    “เกรียงศักดิ์” มอง “คนละครึ่งพลัส” ชี้ ผลลัพธ์ ศก.น้อยแค่ 0.3% แนะรัฐบาลปรับแผนให้พุ่งเป้าหวังผลระยะยาว ห่วง ประชาชนใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ นักวิชาการอาวุโสมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  กล่าวถึง นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ว่า เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ยกนโยบาย “คนละครึ่ง” ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์มาปรับใช้ ซึ่งประกาศเป็นนโยบายเรือธงเรื่องแรก เนื่องจากรัฐบาลไม่มีเวลามาก เพราะสถานการณ์ทางการเมืองอาจมีแนวโน้มจะยุบสภาก่อน 4 เดือน รัฐบาลจึงไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องออกนโยบายที่ทำได้เร็วและทำให้คนรู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้นโดยเร็ว แม้ว่าจากการวิเคราะห์พบว่า มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยมาก โดยมีผลต่อจีดีพีเพียงร้อยละ 0.3 เท่านั้น
     
    ขณะเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบการใช้นโยบาย “คนละครึ่ง” ในสมัยพลเอกประยุทธ์ กับนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ในยุคของ นายกฯอนุทิน เป็นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน โดยสถานการณ์ในช่วงที่ใช้นโยบายนี้ อยู่ในช่วงที่ประเทศประสบกับปัญหาโควิด ในปี 2563 ซึ่งเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง จีดีพีติดลบถึงร้อยละ 6.1 ต่อปี ภาคท่องเที่ยวหยุดนิ่งไม่มีนักท่องเที่ยว ธุรกิจปิดตัว คนตกงานจำนวนมาก และรายได้หดตัว
     

    ขณะที่สถานการณ์ในปี 2568 แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมาก โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณร้อยละ 1.8 และจีดีพีเศรษฐกิจไตรมาส 3 น่าจะติดลบ ส่วนปี 2569 ตัวเลขเศรษฐกิจน่าจะเติบโตเพียงร้อยละ 1 การกระตุ้นเศรษฐกิจมีความจำเป็น แต่ไม่จำเป็นมากเท่ากับช่วงโควิด ยิ่งไปกว่านั้น ผลลัพธ์ของโครงการคนละครึ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยมาก ประกอบกับความเชื่อมั่นและสภาพเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศค่อนข้างแย่ จึงไม่ง่ายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ประเทศยังมีความเสี่ยงถูกดาวน์เกรดในปี 2570 และคาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะจะชนเพดานที่ร้อยละ 70 ของจีดีพีอย่างแน่นอน หากนโยบายของทุกพรรคที่มาเป็นรัฐบาลเน้นนโยบายประชานิยม
     

    “ผมเข้าใจดีว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งผลักดันนโยบายออกมาในเวลาสั้น ๆ ซึ่งการออกนโยบายคนละครึ่งพลัสก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่ก็อย่าไปฝากความหวังว่า จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นเพราะเป็นไปได้ยาก รวมทั้งยังอาจสร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะแรงกดดันด้านหนี้สาธารณะ และการถูกลดเครดิต ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของประเทศเพิ่มสูงขึ้น”

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เสนอแนะรัฐบาลว่า การทำให้คนละครึ่งพลัสได้ผล หรือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกระดับ ควรทำแบบพุ่งเป้า โดยแจกเงินกับกลุ่มคนที่มีผลทวีคูณทางเศรษฐกิจ หรือพุ่งเป้าไปที่หมวดสินค้าบางชนิดที่มีผลลัพธ์สูง จะมีผลกระแทกตัวเลขเศรษฐกิจได้แรง ซึ่งต้องมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำถึงประชาชนว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ

    เมื่อรัฐบาลมีการกระตุ้นให้นำเงินออกมาใช้เพื่อจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นโดยเร็ว แม้เป็นการช่วยรัฐบาล แต่บางกรณีอาจเป็นการใช้จ่ายในส่วนที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นประชาชนควรระวังการใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจจะแย่ไปอีกระยะหนึ่ง จึงต้องวางแผนการเงินให้รอบคอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1202717&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eurDSOSke5JXP5vZHnjdI

  • ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์อ่อนค่าหลังทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีจีน หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์อ่อนค่าหลังทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีจีน หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ต.ค. 68)

    ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันศุกร์ (10 ต.ค.) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ว่าจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งทำให้เกิดความกังวลรอบใหม่เกี่ยวกับผลกระทบของสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.56% สู่ระดับ 98.977

    ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าแตะระดับ 151.72 เยนในวันศุกร์ (10 ต.ค.) จากระดับ 153.18 เยนในวันพฤหัสบดี (9 ต.ค.) ขณะที่อ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.8013 ฟรังก์สวิส จาก 0.8074 ฟรังก์สวิส และอ่อนค่าสู่ระดับ 1.4000 ดอลลาร์แคนาดา จาก 1.4031 ดอลลาร์แคนาดา

    ส่วนยูโรแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.1609 ดอลลาร์สหรัฐในวันศุกร์ จาก 1.1547 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี ขณะที่เงินปอนด์อังกฤษแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.3346 ดอลลาร์ จาก 1.3281 ดอลลาร์

    ทรัมป์ยังระบุด้วยว่า อาจยกเลิกการประชุมที่วางแผนไว้กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน พร้อมโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียโจมตีสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “แผนของจีนที่จะจับเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน” หลังจากจีนประกาศขยายมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวันพฤหัสบดี (9 ต.ค.)

    คำกล่าวของทรัมป์หนุนให้ค่าเงินยูโรและเงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ขณะที่สกุลเงินที่เชื่อมโยงกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ดอลลาร์ออสเตรเลีย อ่อนค่าลง

    นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า “สุดท้ายแล้ว แนวโน้มดังกล่าวสร้างบรรยากาศเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างมาก จีนอาจต้องตอบโต้รุนแรงเพื่อบีบให้สหรัฐฯ เจรจาด้วยเงื่อนไขที่ดีกว่า ซึ่งทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง”

    บรรดานักลงทุนยังจับตาสัญญาณการเปิดทำการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจที่จะมีผลต่อทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

    สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) ระบุว่าจะเผยรายงานเงินเฟ้อผู้บริโภคประจำเดือนก.ย. ในวันที่ 24 ต.ค. เพื่อช่วยสำนักงานประกันสังคมคำนวณอัตราการปรับค่าครองชีพประจำปี 2569

    รายงานดังกล่าวมีขึ้นหลังเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของเงินเฟ้อในการประชุมล่าสุด โดยนักวิเคราะห์ของธนาคารสโกเทียแบงก์ในโทรอนโตกล่าวว่า “การผ่อนคลายนโยบายของธนาคารกลางหลายแห่ง รวมถึงเฟด กำลังถูกดำเนินการอย่างระมัดระวังต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ”

    นักลงทุนให้น้ำหนักถึง 97% ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนต.ค. และมีโอกาส 92% ที่จะลดเพิ่มอีกครั้งในเดือนธ.ค. ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group

    เงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ หลังซานาเอะ ทาคาอิจิ หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่นกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เธอไม่ต้องการให้เงินเยนอ่อนค่ามากเกินไป และย้ำว่าการกำหนดนโยบายการเงินเป็นหน้าที่ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แต่ต้องสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาล

    ทาคาอิจิมีแนวโน้มจะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีในการลงมติของรัฐสภาญี่ปุ่นในวันที่ 15 ต.ค. แต่วันลงคะแนนอาจถูกเลื่อนออกไป หลังพรรคโคเมซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลถอนการสนับสนุนพรรค LDP ทำให้การเป็นพันธมิตรยาวนาน 26 ปีสิ้นสุดลง

    ดอลลาร์แคนาดาแข็งค่าขึ้นหลังข้อมูลแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจแคนาดาสร้างงานเพิ่มขึ้น 60,400 ตำแหน่งในเดือนก.ย. ซึ่งเกินความคาดหมายของตลาด โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดยังคงคาดว่า ธนาคารกลางแคนาดาอาจลดดอกเบี้ย แต่แรงหนุนจากตัวเลขจ้างงานทำให้แนวโน้มดังกล่าวลดลงเล็กน้อย

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR9A0IQ0CYSLCMVHUORH65MHA0Z9E123&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o-gT1A_mFX8NJQ84gZiaR