Category: เศรษฐกิจ

  • KTB ชี้ กนง. มีมติคงดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.50% จากแนวโน้มเศรฐกิจที่ใกล้เคียงกับที่คาด และผลของนโยบายการเงินที่ทยอยส่งผ่าน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    KTB ชี้ กนง. มีมติคงดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.50% จากแนวโน้มเศรฐกิจที่ใกล้เคียงกับที่คาด และผลของนโยบายการเงินที่ทยอยส่งผ่าน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ และนโยบายการเงินที่กำลังทยอยส่งผ่าน ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ต่ำลงกว่าคาด

    กนง. มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ต่อปี    ในการประชุมครั้งที่ 5/2568 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

    • เศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ แม้การส่งออกไปยังสหรัฐฯจะเร่งตัวสูงก่อนการบังคับใช้มาตรการภาษี แต่กลับส่งผลดีต่อ GDP โดยเฉพาะภาคการผลิตอย่างจำกัด อีกทั้งการนำเข้าที่ขยายตัวสูงในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนความเสี่ยงที่การส่งออกไปยังสหรัฐบางส่วนอาจเป็น transshipment เศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือของปี 2568 มีแนวโน้มชะลอลงจากภาคการผลิตที่เร่งไปในช่วงก่อน การลงทุนที่ชะลอลงท่ามกลางไม่ชัดเจนของผลจากมาตรการการค้า และการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวต่อเนื่องนับจากต้นปี แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนบ้าง ทั้งนี้ ต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการสนับสนุน SMEs ของภาครัฐที่จะเป็นแรงส่งอุปสงค์ในประเทศในระยะข้างหน้า
    • กนง. ปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) เล็กน้อยสำหรับปี 2568 อยู่ที่ 2.2% จากประมาณการเดิม 2.3% และในปี 2569 ปรับลดลงจาก 1.7% เป็น 1.6% โดยคาดว่าโมเมนตัมเศรษฐกิจจะชะลอลงแรงตั้งแต่ Q4/68 จนถึง Q2/69
    • กนง. มีมุมมองต่อแนวโน้มการส่งออกที่ดีขึ้นกว่าการประเมินครั้งก่อน จากการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ดีกว่าที่คาด ประกอบกับปัจจัยบวกของกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากความต้องการ  ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และ Data Center
    • ขณะที่ปรับการคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวลงตามแนวโน้มนักท่องเที่ยวจีน เนื่องจากการแข่งขัน ที่สูงขึ้น โดยประเมินว่าในปี 2569 จำนวนนักเที่ยวเที่ยวจะอยู่ที่ 35 ล้านคนซึ่งยังต่ำกว่าปี 2567 ที่ 5 ล้านคน
    • ภาวะการเงินของไทยทรงตัว ผลของนโยบายการเงินทยอยส่งผ่าน สะท้อนจากอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงิน และตลาดการเงินปรับลดลง สินเชื่อโดยรวมในระบบสถาบันการเงินยังคงหดตัว จากภาวะสินเชื่อที่ยังอยู่ในช่วง deleveraging โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำ จากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูง ประกอบกับการชำระคืนหนี้องลูกหนี้ที่มีสภาพคล่องเพียงพอและความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ลดลงจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
    • อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่ กนง. ประเมินไว้ โดยคาดว่าในปี 2568 เงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 0.0 ก่อนที่จะทยอยกลับเข้าสู่กรอบล่างของเป้าหมายเงินเฟ้อในช่วงต้นปี 2570 จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในหมวดพลังงาน ตามแนวโน้มราคาน้ำมันที่อุปทานน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่อุปสงค์ชะลอจากทิศทางเศรษฐกิจโลก
    • โดย กนง. เน้นย้ำว่าภาวะดังเกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงภาวะเงินฝืด (deflation) เนื่องจากราคาสินค้าและบริการส่วนใหญ่ในตระกร้าเงินเฟ้อยังคงเพิ่มขึ้นหรือไม่เปลี่ยนแปลง แม้สัดส่วนของสินค้าที่ราคาลดลงจะมีมากขึ้นในระยะหลัง แต่ยังใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต
    • ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ยังมีแนวโน้มทรงตัว สะท้อนแรงกดดันราคาด้าน อุปสงค์ที่ยังมีอยู่ แม้จะอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้ง อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (headline inflation expectations) ในระยะปานกลางของภาคเอกชนยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมายอยู่ที่ 6%

    Implication:

    • Krungthai COMPASS คาดว่า กนง. อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 25% เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติมหากแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอกว่าที่คาด จากผลของข้อตกลงการค้ากับสหรัฐซึ่งจะส่งผลเต็มที่ต่อเนื่องจนถึงกลางปี 2569 โดยเฉพาะเกณฑ์ด้าน Regional Value Content ที่ปัจจุบันยังไม่ได้ข้อสรุป
    • Krungthai COMPASS มองว่าปัจจุบันนโยบายการเงินยังสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติม โดยเฉพาะในปีหน้าที่ กนง. คาดว่า GDP จะขยายตัวที่ 6% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 15 ปีย้อนหลังที่ 1.74% และหากพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทยซึ่งใกล้เคียงระดับ 0.7% ไม่ได้แตกต่างมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาค แต่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงด้านต่ำที่สูงกว่า
    • ในระยะข้างหน้าต้องติดตามความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจกระทบต่อผู้ประกอบการเพิ่มเติม โดยเฉพะกลุ่มเปราะบางที่มี margin ต่ำและ SMEs โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2568 ค่าเงินบาทแข็งค่าเป็นลำดับต้นๆของภูมิภาค และมีความเสี่ยงแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน แม้ว่าที่ผ่านมา ธปท. จะมีการดูแลค่าเงินบาทต่อเนื่อง สะท้อนจากเงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิ(Net International Reserves) ที่แตะระดับสูงสุดที่ 9 แสนล้านบาท นอกจากนี้ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐในระยะข้างหน้าที่ยังผันผวนจากทิศทางเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อที่ ไม่แน่นอนจะส่งผลต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และกดดันค่าเงินบาทอีกทางหนึ่ง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/10/585549/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xxVqEa9GrTdT52Z_uZ98h

  • สรุปการแถลงข่าวเกี่ยวกับการพบหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในกัมพูชา   – กระทรวงการต่างประเทศ

    สรุปการแถลงข่าวเกี่ยวกับการพบหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในกัมพูชา – กระทรวงการต่างประเทศ

    สรุปการแถลงข่าวเกี่ยวกับการพบหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในกัมพูชา

    สรุปการแถลงข่าวเกี่ยวกับการพบหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในกัมพูชา

    วันที่นำเข้าข้อมูล 10 ต.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 10 ต.ค. 2568

    | 13 view

    สรุปการแถลงข่าว

    เกี่ยวกับการพบหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในกัมพูชา

    โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลา 15.30 น.

    ณ ห้องแถลงข่าว และทาง Facebook/TIKTOK/Youtube LIVE กระทรวงการต่างประเทศ

    • การพบหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในกัมพูชามีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคของภาคเอกชนไทยในกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งจะได้นำข้อมูลดังกล่าวไปใช้กำหนดนโยบายเพื่อหาทางแก้ไข เยียวยา ลดผลกระทบ และเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ภาคเอกชนไทยในกัมพูชา
    • มีผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมประมาณ 90 คน ทั้งผู้แทนจากภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (กรมการค้าต่างประเทศ) กระทรวงการคลัง (กรมศุลกากร) รวมถึงธนาคาร EXIM Bank และผู้แทนภาคเอกชนจากหลากหลายกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงินและการธนาคาร การเกษตรและปศุสัตว์ พลังงาน การก่อสร้าง การค้าปลีกค้าส่ง สายการบิน ภาคบริการ/บันเทิง/ท่องเที่ยว/โรงพยาบาล โลจิสติกส์ ตลอดจนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาธุรกิจไทย – กัมพูชา สมาคมธุรกิจไทยในกัมพูชา และหอการค้าประจำจังหวัดที่เกี่ยวข้อง 7 จังหวัดชายแดน
    • เป็นการหารือที่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดจึงเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐมนตรีฯ ได้รับฟังและเห็นภาพที่เกิดขึ้นจริงกับภาคเอกชนไทยด้วยตนเอง

    ข้อมูลความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจไทย – กัมพูชา

    • ด้านการค้า ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของกัมพูชา โดยเมื่อปี 2567 มีมูลค่าการค้าอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทั้งสองประเทศได้ตั้งเป้าให้เพิ่มขึ้นเป็น 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2570 โดยการค้าชายแดนมีอัตราส่วนร้อยละ 50 ของมูลค่าการค้ารวม อย่างไรก็ดี มูลค่าการค้าในปัจจุบันลดลงอย่างมาก โดยเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 มีมูลค่าการค้าอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท ขณะที่สินค้าไทยหลายรายการ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและธุรกิจบันเทิงที่เคยเข้าถึงชีวิตประจำวันของชาวกัมพูชา ได้ทยอยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชา
    • ด้านการลงทุน ไทยเป็นผู้ลงทุนอันดับที่ 9 ของกัมพูชา โดยเมื่อปี 2567 มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • ด้านการท่องเที่ยว เมื่อปี 2567 นักท่องเที่ยวกัมพูชาเดินทางมาประเทศไทยประมาณ 550,000 คน ในขณะที่นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปกัมพูชาประมาณ 2 ล้านคน ถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับ 1 ของกัมพูชา

    สาระสำคัญจากการประชุม

    • ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในส่วนเกี่ยวข้องกับผลกระทบด้านการค้า การส่งออก และธุรกิจอื่น ๆ รวมทั้งแนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยในกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งรัฐมนตรีฯ ได้กล่าวขอบคุณภาคเอกชนไทยในกัมพูชาที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ
    • แต่ด้วยสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชาได้มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในมิติอื่น ๆ โดยเฉพาะมิติเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระดับประชาชน การค้าชายแดนจึงชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่มาตรการต่าง ๆ ของฝ่ายกัมพูชา เช่น การห้ามนำเข้าน้ำมัน ห้ามนำเข้าผักและผลไม้จากไทย รวมถึงห้ามฉายหนังและละครไทย ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจหลายกลุ่ม ขณะที่กระแสต่อต้านสินค้าไทยในกัมพูชาที่รุนแรงขึ้นอันเนื่องมาจากการสนับสนุนของผู้บริหารระดับสูงของกัมพูชา ได้ส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าไทยในกัมพูชา
    • ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงสิ่งที่รัฐบาลไทยไม่ประสงค์ให้เกิดขึ้น คือ การขยายตัวของปัญหาความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน รวมถึงภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่าย
    • ประเทศไทยย้ำมาโดยตลอดว่า ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาระหว่างรัฐ ไม่ควรทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อน ซึ่งการดำเนินการของฝ่ายไทยที่ผ่านมาเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด มิได้มีเป้าหมายโจมตีประชาชนแต่อย่างใด แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงดำเนินมาตรการต่าง ๆ โดยตั้งใจและจงใจให้ประชาชนได้รับผลกระทบไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม
    • รัฐมนตรีฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับฟังอุปสรรคและความท้าทายของภาคเอกชนไทย รวมทั้งประเด็นที่ภาคเอกชนต้องการรับการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยผู้แทนหอการค้า 7 จังหวัดชายแดนได้แสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์ด้วย เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งรัฐบาลจะนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปพิจารณากำหนดมาตรการสนับสนุนและเยียวยาภาคเอกชนที่เหมาะสมต่อไป
    • กระทรวงฯ จะนำผลการชุมเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ หรือคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและรองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน

    การดำเนินการขั้นต่อไป

    • สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ การทำงานร่วมกันอย่างมีเอกภาพของหน่วยงานไทย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “ทีมไทยแลนด์” เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรอบด้านและยั่งยืน โดยกระทรวงการต่างประเทศจะประสานและหารืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
    • การดำเนินการแก้ไขปัญหาสำหรับภาคเอกชนไทยนี้สอดคล้องกับนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกของกระทรวงฯ ที่มุ่งขับเคลื่อนเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ภาคธุรกิจไทย ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการขยายตลาดใหม่ไปยังภูมิภาคที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs และ Startups สามารถปรับตัวท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และให้เท่าทันต่อมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจได้
    • ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชาโดยสันติ ไทยได้เลือกเดินบนเส้นทางแห่งสันติภาพและความร่วมมือ และหวังว่า กัมพูชาจะร่วมเดินบนเส้นทางนี้กับไทย เพื่อความสงบสุขและความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องประชาชนของทั้งสองประเทศ

    สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/1Af7T3PAk8/?mibextid=wwXIfr


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/pb101025-th%3Fcate%3D67403ea4d0cb7152ab4f9643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yB6HKPEqy9rTRT7KJ9AhN

  • “อะโวคาโดพบพระ 08” จ.ตาก พืชเศรษฐกิจมิติใหม่ ตอบรับ Longevity Trend สร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย

    “อะโวคาโดพบพระ 08” จ.ตาก พืชเศรษฐกิจมิติใหม่ ตอบรับ Longevity Trend สร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย

    ภาคเกษตรเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่การพึ่งพาพืชเศรษฐกิจดั้งเดิมอาจไม่เพียงพอต่อความมั่นคงในระยะยาว การส่งเสริม “พืชเศรษฐกิจมิติใหม่” จึงเป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตร “อะโวคาโด” พืชอาหารเพื่อสุขภาพ (Longevity Food) กำลังกลายเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูง ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร แต่ยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถผลักดันรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรไทยได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

    นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันแหล่งปลูกอะโวคาโดสำคัญของไทยอยู่ในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย และตาก รวมถึงบางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่ง สศท. 2 ติดตามสถานการณ์การผลิตอะโวคาโด จังหวัดตาก เป็นสินค้า GI ได้รับการขึ้นทะเบียน วันที่ 12 ตุลาคม 2566 พื้นที่ปลูกเกือบทั้งหมดของจังหวัดอยู่ที่ อ.พบพระ เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงระหว่างภูเขา สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,765 เมตร มีฝนตกชุก ส่งผลให้อะโวคาโดติดดอกออกผลเร็ว หลังปลูก 2-3 ปี

    สถานการณ์ผลิตในปี 2568 (ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดตาก ณ กันยายน 2568) คาดว่า เนื้อที่ปลูกอะโวคาโดทุกสายพันธุ์ในพื้นที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก มี 8,900 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 86 ของเนื้อที่ปลูกทั้งจังหวัด เกษตรผู้ปลูกที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร 387 ราย จำนวน 3,761 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 7,170 ไร่ จำแนกเป็น พันธุ์บัคคาเนีย ร้อยละ 55 พันธุ์พบพระ 08 ร้อยละ 30 พันธุ์บู้ท 7 ร้อยละ 5 และพันธุ์พื้นเมืองร้อยละ 5 ผลผลิตทุกสายพันธุ์รวม 21,000 ตัน/ปี  ผลผลิตเฉลี่ย 3,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี   (ต้นที่มีอายุ 5 ปีขึ้นไป) ผลผลิตออกสู่ตลาดนาน 6 เดือน ในช่วงเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม ของทุกปี ซึ่งในเดือนตุลาคม ผลผลิตจะออกตลาดอีกประมาณ 700 – 800 ตัน ด้านการจำหน่ายผลผลิต เกษตรกรรายย่อยเกือบทั้งหมดจะจำหน่ายให้แก่พ่อค้าในและนอกพื้นที่ที่เข้ามารับซื้อถึงสวน ยกเว้นสวนอะโวคาโดขนาดใหญ่ที่มีระบบ การจัดการที่ดีจะจำหน่ายให้แก่ลูกค้าประจำที่มีเงื่อนไขข้อตกลงด้านปริมาณรับซื้อและราคากันไว้แล้ว โดยราคาเฉลี่ยที่เกษตรกรขายได้ ณ เดือนกันยายน 2568 แบ่งตามพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์บัคคาเนีย ผลใหญ่ กก.ละ 55 – 60 บาท ผลกลาง กก.ละ 45 – 50 บาท ผลเล็ก กก.ละ 25 – 27 บาท เหมาคละ กก.ละ 30 บาท พันธุ์พบพระ 08 ราคาต้นฤดู กก.ละ 70 – 90 บาท พันธุ์บู้ท7 เหมาคละ กก.ละ 50 – 60 บาท พันธุ์พื้นเมือง ผลใหญ่ กก.ละ 35 บาท ผลกลาง กก.ละ 20 บาท ผลเล็ก กก.ละ 15 บาท เหมาคละ กก.ละ 20 – 30 บาท

    สำหรับ อะโวคาโดพบพระ 08 เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่โดดเด่น ถูกพัฒนามาจากพันธุ์พื้นเมืองที่ได้จากการนำยอดพันธุ์อะโวคาโดจากต้นแม่พันธุ์ ณ บ้านรวมไทยพัฒนาที่ 8 ต.รวมไทยพัฒนา อ.พบพระ จ.ตาก มาเสียบยอดกับต้นตอพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกไว้ ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพ ได้ผลผลิตสูง ทนทานต่อโรค และได้ขึ้นทะเบียนรับรองพันธุ์พืชกับกรมวิชาการเกษตรแล้ว โดยมีนายวรเชษฐ์ วังพลากร เกษตรกรเจ้าของสวนวังพลากร ได้รับยกย่องจากเกษตรกรผู้ปลูกอะโวคาโดในพื้นที่ จ.ตาก ว่าเป็นเกษตรกรผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและการตลาดอะโวคาโดของจังหวัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการผลิตอะโวคาโดคุณภาพรายใหญ่ของ อ.พบพระ ที่มีต้นอะโวคาโดมากกว่า 1,000 ต้น ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเกษตรอำเภอพบพระ กรมส่งเสริมการเกษตร เข้ามาร่วมสนับสนุนส่งเสริมการผลิตอะโวคาโดคุณภาพในพื้นที่อำเภอพบพระให้มีเพิ่มมากขึ้น  โดยสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดนอกพื้นที่ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้กับ จ.ตากมหาศาล ทั้งนี้ อะโวคาโดพันธุ์พบพระ 08 เหมาะปลูกในดินร่วนระบายน้ำดี ทนแล้งและต้านทานโรค โดยเฉพาะโรครากเน่า–โคนเน่า ให้ผลผลิตสูง เนื้อแน่น แห้ง มีกลิ่นหอม ผลสุกเปลี่ยนสีชัดเจน เลี้ยงผลเพียง 4–5 เดือน ช่วยลดต้นทุนและฟื้นฟูต้นได้เร็ว อีกทั้งยังขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI สะท้อนคุณภาพเฉพาะถิ่นอย่างแท้จริง 

    “หากเกษตรกรยุคใหม่มุ่งเลือกปลูกพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตสอดคล้องกับความต้องการของตลาด และเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ ควบคู่กับการพัฒนาตนเองด้านองค์ความรู้และการบริหารจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ ควรมีการบูรณาการจัดทำแผนการขับเคลื่อนพัฒนาสินค้า “อะโวคาโดพบพระ 08” จากหน่วยงานทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่าที่ครอบคลุมในทุกมิติ ภายใต้กรอบแนวคิด BCG Model ที่เน้นการพัฒนาคุณภาพผลผลิตควบคู่กับการสร้างสมดุลให้แก่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยจังหวัดตากสามารถส่งเสริมให้พันธุ์พบพระ 08 เป็นพืชทางเลือกหรือพืชเศรษฐกิจใหม่ที่ตอบรับกับ Longevity Trend ได้อย่างเหมาะสม สร้างความได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน” ผู้อำนวยการ สศท.2 กล่าว   

    ทั้งนี้ การพัฒนาอะโวคาโดพบพระ 08 ในระยะต่อไป มีแนวทางสำคัญ ดังนี้ 1) ส่งเสริมให้เกษตรกรได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตการตลาดอะโวคาโด และแนวทางการปรับตัว 2) สนับสนุนองค์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสวนการเก็บผลผลิตที่แก่จัด และการตรวจรับรองคุณภาพสินค้า 3) หน่วยงานในสังกัด กษ. ควรบูรณาการจัดทำแผนพัฒนาอะโวคาโดร่วมกับทุกภาคส่วนใน อ.พบพระ จ.ตาก  ตามกรอบ BCG Model ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับ “Longevity Trend” 4) หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ส่งเสริมสนับสนุนให้ความรู้การตลาดสินค้า 5) สวนอะโวคาโดคุณภาพของจังหวัดตาก ควรได้รับการรับรองด้วยแบรนด์ตากการันตี เพื่อยืนยันคุณภาพและปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 6) สวนอะโวคาโดพบพระควรตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งผลิต (สวน) หรือสามารถพูดคุยกับเจ้าของสวนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นที่นำไปสู่การเชี่อมโยงธุรกิจการค้าที่ยั่งยืนในอนาคต
        

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248105&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a8xWpHk_l4YVYn54rsDo4

  • โฆษกรัฐบาลเผย เศรษฐกิจ เริ่มฟื้น ความเชื่อมั่นผู้บริโภค-นักลงทุนปรับขึ้น ชี้คนละครึ่งพลัส ช่วยสร้างโอกาส คาดไตรมาส 4 โตเชิงบวก

    โฆษกรัฐบาลเผย เศรษฐกิจ เริ่มฟื้น ความเชื่อมั่นผู้บริโภค-นักลงทุนปรับขึ้น ชี้คนละครึ่งพลัส ช่วยสร้างโอกาส คาดไตรมาส 4 โตเชิงบวก

    วันนี้ (10 ตุลาคม) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สัญญาณความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ปรับตัวดีขึ้นในหลายจุด จากทัศนคติเชิงบวกของประชาชนต่อการปรับเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง พลัส และภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัว ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและสนับสนุนธุรกิจภาคการค้าและบริการ เชื่อจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) ปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 56.0 ซึ่งสอดคล้องกับ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ได้เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 50.7 ปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 44.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 59.3 ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นฯ ทุกรายการปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนเช่นเดียวกัน โดยปัจจัยบวกสำคัญมาจากการเมืองในประเทศเริ่มมีความชัดเจนขึ้น หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งหนุนความเชื่อมั่น บรรยากาศการลงทุน และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

    ขณะที่ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยก็ได้ สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ในเดือนกันยายน 2568 พบว่าอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ธันวาคม 2568) โดยนักลงทุนมองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด

    ขณะที่ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยก็เห็นว่า การสานต่อนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันสร้างความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ เช่น จาก โครงการคนละครึ่ง ต่อยอดสู่ “โครงการคนละครึ่ง พลัส การออมเพื่อการเกษียณอายุ และหวยออมทรัพย์ เป็นต้น

    “นายกฯ อนุทิน กำชับทุกกระทรวง โดยเฉพาะทีมกระทรวงเศรษฐกิจที่ต้องเร่งเดินหน้ามาตรการ Quick Big Win ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 4 เดือนข้างหน้า กระตุ้นโมเมนตัม จุดติดเครื่องยนต์เศรษฐกิจ พลิกฟื้นบรรยากาศการค้า และการลงทุน ทำให้ประชาชนพร้อมจะกลับมาจับจ่ายใช้สอยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ แม้จะเป็นมาตรการระยะสั้น แต่เชื่อว่าจะส่งต่อเนื่องในระยะยาวอีกด้วย” สิริพงศ์ กล่าว

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-q4-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SQ5_k6CMbHZgF00vP6jFT

  • เตรียมพร้อมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” หนุนประชาชน-ร้านค้า กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี | TOPNEWS

    เตรียมพร้อมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” หนุนประชาชน-ร้านค้า กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี | TOPNEWS

    วันที่ 10 ต.ค. 2568 ที่ห้องประชุมสำนักงานจังหวัดภูเก็ต นายธีระพงศ์ ช่วยชู ปลัดจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมซักซ้อมแนวทางดำเนินงาน ผ่านระบบประชุมทางไกล (VCS) เพื่อเตรียมความพร้อมในทุกด้านก่อนเปิดให้ประชาชนและร้านค้าเข้าร่วมโครงการในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

    โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” มีเป้าหมายบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นการใช้จ่าย และฟื้นฟูเศรษฐกิจช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โดยรัฐร่วมจ่าย 50% ในวงเงินไม่เกิน 200 บาท/วัน วงเงินรวมสูงสุด 2,400 บาท/คน สำหรับผู้ยื่นแบบภาษี และ 2,000 บาท/คน สำหรับประชาชนทั่วไป ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” และ “ถุงเงิน” เปิดลงทะเบียนประชาชนระหว่างวันที่ 20–26 ตุลาคม และเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 29 ตุลาคม–31 ธันวาคม 2568

    จังหวัดภูเก็ตได้กำหนดแผนขับเคลื่อนในพื้นที่ ทั้งด้านการประชาสัมพันธ์ การรับรองร้านค้า และการป้องกันการกระทำผิดเงื่อนไขโครงการ พร้อมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชน เช่น OTOP และ SME เข้าร่วมอย่างทั่วถึง คาดว่าโครงการจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และสร้างเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายปี

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1351509&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oVkfAYPatvreRGefUeoNv

  • บอร์ดบีโอไอเตรียมประชุมนัดแรกสัปดาห์หน้า พิจารณามาตรการเร่งลงทุนโครงการใหญ่ สร้างบุคลากรทักษะสูง

    บอร์ดบีโอไอเตรียมประชุมนัดแรกสัปดาห์หน้า พิจารณามาตรการเร่งลงทุนโครงการใหญ่ สร้างบุคลากรทักษะสูง

    บอร์ดบีโอไอเตรียมประชุมนัดแรกสัปดาห์หน้า พิจารณามาตรการเร่งลงทุนโครงการใหญ่ สร้างบุคลากรทักษะสูง

    วันนี้, 09:06น.

              นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ครั้งแรกของรัฐบาลใหม่ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยจะมีการพิจารณามาตรการเร่งรัดการลงทุนโครงการที่ได้รับการอนุมัติในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (ปี 2566-2567) จำนวนประมาณ 70 โครงการ อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ Data Center โรงไฟฟ้า และนิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการขยายพื้นที่อุตสาหกรรม ที่ติดกฎหมายหลายฉบับ ที่จะต้องเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยแก้ไข โดยจะมีการนำกลไกการอำนวยความสะดวกในการลงทุนมาใช้ในการติดต่อขอใบอนุญาตจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมาตรการชุดนี้จะมีการนำเสนอต่อบอร์ดบีโอไอ และจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เพื่อขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพราะเป็นการทำงานแบบข้ามหน่วยงาน และข้ามกระทรวงเพื่อผลักดันให้การลงทุนเกิดขึ้นโดยเร็ว

              อีกมาตรการคือการเร่งรัดสร้างบุคลากรทักษะสูง เพื่อรองรับการลงทุนในสาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย

              และ มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ปรับตัว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

              สำหรับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ บีโอไอได้เตรียมการจัดโรดโชว์ในเดือนพ.ย.นี้ โดยจะเริ่มที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก

    #บอร์ดบีโอไอ

    #เศรษฐกิจ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155388&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XJBIj9u8GRNzWv__v2Dcv

  • เทรนด์ของสะสมจากเกมและแอนิเมชันในจีนมาแรง โอกาสใหม่สำหรับธุรกิจไทย

    เทรนด์ของสะสมจากเกมและแอนิเมชันในจีนมาแรง โอกาสใหม่สำหรับธุรกิจไทย

    เทรนด์ของสะสมจากเกมและแอนิเมชันในจีนมาแรง โอกาสใหม่สำหรับธุรกิจไทย

    ในปี พ.ศ. 2568 ตลาดของสะสมที่มาจากเกมและแอนิเมชันในจีนยังคงเติบโตแรง โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมสองมิติ หรือที่เรียกในวงการว่า 谷子 (กู้จื่อ)  ได้แสดงให้เห็นถึงการเติบโต

    อย่างต่อเนื่องและมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความบันเทิงของจีน โดยสินค้าประเภทนี้หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาจาก ตัวละคร สัญลักษณ์หรือโลกของแอนิเมชัน เกม วรรณกรรมออนไลน์และไลฟ์ไอดอล ซึ่งมักเป็นสินค้าขนาดเล็กสำหรับการสะสมหรือการแสดงความผูกพันกับตัวละครมากกว่าการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน สินค้าสะสมจากเกมและแอนิเมชัน ประกอบด้วยหลายประเภท ได้แก่ ป้ายผ้า ตุ๊กตา ของตกแต่ง

    สำหรับกระเป๋าและโทรศัพท์ โปสการ์ดและสติ๊กเกอร์ ของใช้ขนาดเล็ก เช่นแฟ้มและถ้วยรองแก้ว รวมถึงกล่องสุ่มของสะสม ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นและคนหนุ่มสาว

    อายุระหว่าง 20–35 ปี โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองระดับหนึ่งและเมืองระดับสอง 

    กลุ่มผู้บริโภค

      กลุ่มผู้บริโภคหลักของตลาดนี้คือ วัยรุ่นและคนหนุ่มสาว อายุระหว่าง 20–35 ปี โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองระดับหนึ่งและเมืองระดับสอง แรงจูงใจหลักในการซื้อสินค้าไม่ใช่การใช้งานประจำวัน

    แต่เกิดจากความรักและการติดตามตัวละคร การสะสมสินค้าครบชุดหรือสินค้ารุ่นพิเศษ จึงถือเป็น เครื่องมือสื่อสารอารมณ์และการสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนแฟนคลับ 

    แรงขับเคลื่อนหลักของ

     การเติบโตของตลาดสินค้าสะสมจากเกมและแอนิเมชันเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่

      2.1 อารมณ์และการผูกพันทางจิตใจ (Emotional-driven): แฟนคลับซื้อสินค้า

    เพื่อแสดงความรักและการสนับสนุนตัวละคร

     2.2  วัฒนธรรมการสะสม (Collection culture): การสะสมสินค้าเป็นกิจกรรมสำคัญ

    ในชุมชนแฟนคลับ เช่น การสะสมครบชุด หรือ “Full Set

     2.3 ชุมชนแฟนคลับ (Community-driven): การแลกเปลี่ยน แบ่งปัน และเข้าร่วมกิจกรรมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เช่น งานแสดงสินค้า งานแลกเปลี่ยนสินค้าและกิจกรรม Pop-Up

    ขนาดตลาดเศรษฐกิจสินค้าสะสมจาก

              จากรายงานการวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมและความชอบในการบริโภคของคนรุ่นใหม่” ของ Quest Mobile พบว่า ปัจจุบันผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมสองมิติและเกมมีจำนวนกว่า 500 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว ร้อยละ 40 ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศ โดยกลุ่มผู้บริโภคหลัก

    คือประชากรที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2542-2552 ซึ่งส่วนใหญ่พักอยู่ในเมืองระดับหนึ่งและเมืองระดับสอง ทั้งนี้ จากข้อมูลของสถาบันวิจัยอุตสาหกรรม Zhongshang พบว่า ขนาดตลาดเศรษฐกิจสินค้าสะสม

    จากเกมและแอนิเมชันของประเทศจีนมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2566 ตลาดมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 1.065 แสนล้านหยวน และเพิ่มขึ้นเป็น 2.445 แสนล้านหยวน ในปี พ.ศ. 2566 คาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2568 ขนาดตลาดจะมีมูลค่าเข้าใกล้ 3.5 แสนล้านหยวน โดยคิดเป็นอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปีประมาณร้อยละ 81.3การเติบโตของตลาดดังกล่าวเริ่มเร่งตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจสินค้าสะสมจากเกมและแอนิเมชันได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ

    ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจดิจิทัลของจีนอย่างเป็นรูปธรรมจึงเป็นหนึ่งช่องทางการตลาดที่มีความสำคัญในการเปิดตัวสินค้าใหม่ซึ่งจะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง เนื่องจากประชากร

    ชาวยูนนานมีจำนวนมากและมีกำลังซื้อที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมาน   

    ความคิดเห็น สคต.

          ขนาดตลาดสินค้าสะสมที่เกี่ยวข้องกับการ์ตูน เกมและวัฒนธรรมสองมิติของจีนมีการเติบโต

    อย่างต่อเนื่อง กลุ่มผู้บริโภคหลักเป็นกลุ่มคนรุ่นอายุ 25-35 ปี ที่มีกำลังซื้อสูงและมองหาสินค้า

    ที่สะท้อนตัวตน สร้างคุณค่าเชิงอารมณ์ ทำให้การพัฒนาสินค้าสะสมจากเกมและแอนิเมชัน

    ที่มีเอกลักษณ์และเชื่อมโยงกับผู้บริโภคกลายเป็นปัจจัยสำคัญ สำหรับไทยถือเป็นโอกาส

    ในการใช้ Soft Power และผลงานสร้างสรรค์จากวัฒนธรรมไทย เช่น เกม การ์ตูน ศิลปะพื้นบ้านนำมาพัฒนาเป็นสินค้าสะสมและผลิตภัณฑ์สะสมรูปแบบต่างๆเพื่อเจาะตลาดจีนรวมทั้งการจับมือกับผู้ประกอบการจีนในการทำตลาดร่วมกัน เช่นการออกแบบสินค้ารุ่นพิเศษหรือการจัดกิจกรรมร่วมกับแพลตฟอร์มและงานแสดงสินค้าในจีน ทั้งนี้ ภาครัฐและเอกชนควรเร่งสร้างระบบสนับสนุนการสร้างสินค้าสะสมจากเกมและแอนิเมชันร่วมกับแพลตฟอร์มและงานแสดงสินค้า

    ในจีน การจดลิขสิทธิ์ และการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อให้ไทยสามารถต่อยอดสินค้าและแข่งขัน

    ในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/woes2jphlyg3snbow075dn28&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fA5IoJvrU-Hv_TRquyOuk

  • IMF เตือนเศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่อ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจะกลายเป็น “ความปกติใหม่”

    IMF เตือนเศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่อ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจะกลายเป็น “ความปกติใหม่”

    นิวยอร์ก, 9 ต.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันพุธ (8 ต.ค.) คริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวเตือนว่าความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจทั่วโลกจะกลายเป็น “ความปกติใหม่” พร้อมเสริมว่าเศรษฐกิจโลก “ดีกว่าที่กลัว แต่แย่กว่าที่ควร” โดยความยืดหยุ่นทั่วโลกยังไม่ถูกทดสอบอย่างเต็มที่ แต่มีสัญญาณว่าการทดสอบนี้อาจมาถึงในไม่ช้า

    จอร์เจียวากล่าวว่านโยบายภาษีศุลกากรกำลังเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และผลกระทบเต็มรูปแบบของมันยังคงไม่ได้ปรากฏออกมา ขณะเดียวกันสินค้าปริมาณมากที่ก่อนหน้านี้จะไหลเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ แต่เปลี่ยนเส้นทางไปยังตลาดในประเทศอื่นๆ อาจจุดชนวนการปรับขึ้นภาษีศุลกากรรอบสอง

    ตลาดการเงินยังคงมีเสถียรภาพโดยทั่วไป แม้เผชิญความปั่นป่วนทางนโยบาย และหากมีการปรับฐานอย่างฉับพลัน สภาพการณ์ทางการเงินที่ตึงตัวยิ่งขึ้นอาจฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยจอร์เจียวากระตุ้นเหล่าผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกยังคงมองการค้าเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงดำเนินนโยบายอย่างชาญฉลาด

    อนึ่ง กองทุนฯ ได้ปรับแก้การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกปี 2025 เหลือร้อยละ 3 ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (ฉบับปรับปรุง) เดือนกรกฎาคม และจะปรับปรุงตัวเลขคาดการณ์ ณ การประชุมประจำปี 2025 ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ช่วงวันที่ 13-18 ต.ค. นี้


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58854&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3B51LpLnpSsAPk6LbUQebl

  • ‘เวอร์ชวลแบงก์’พลิกเกมเศรษฐกิจ ช่วยคนไทยหลุดกับดักหนี้นอกระบบ

    ‘เวอร์ชวลแบงก์’พลิกเกมเศรษฐกิจ ช่วยคนไทยหลุดกับดักหนี้นอกระบบ

    การเงิน-การลงทุน

    ‘เวอร์ชวลแบงก์’พลิกเกมเศรษฐกิจ ช่วยคนไทยหลุดกับดักหนี้นอกระบบ

    10 ต.ค. 2025 เวลา 6:04 น.

    ในยุคโลกการเงินเปลี่ยนเร็วกว่าอารมณ์ตลาด “เวอร์ชวลแบงก์” คือ “พลังพลิกเกมเศรษฐกิจไทย” ให้หลุดพ้นจาก “กับดัก” รายได้ปานกลาง และ เข้าถึงบริการทางการเงินที่จำกัด

    • เวอร์ชวลแบงก์มีเป้าหมายหลักในการช่วยคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้หลุดพ้นจากกับดักหนี้นอกระบบ ผ่านการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ
    • นำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ยืดหยุ่นและเข้าถึงง่าย เช่น สินเชื่อหรือประกันที่สามารถชำระเป็นรายวัน เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้มีรายได้ไม่แน่นอน
    • ใช้เทคโนโลยี AI และข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ในการวิเคราะห์สินเชื่อ ประกอบกับต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำกว่าธนาคารทั่วไป จึงสามารถให้บริการลูกค้าได้ในวงกว้างและมีประสิทธิภาพ

    เวทีสัมมนาใหญ่ “Thailand Economic Outlook 2026: Out of The Trap” โดย “กรุงเทพธุรกิจ” จึงเปิดพื้นที่ให้ผู้นำแห่งโลกการเงินดิจิทัลมาเผยวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Virtual Bank – Game Changer Financial Thailand” ว่าเวอร์ชวลแบงก์จะไม่ใช่แค่ธนาคารในจอ แต่คือเครื่องมือสร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนทุกกลุ่ม และเป็นกุญแจสำคัญสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและทั่วถึง

    นายปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา Chief Digital Platform Business Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เวอร์ชวลแบงก์มาพร้อมกับ “วิสัยทัศน์การเงินเพื่อสังคมไทย” โดยมีภารกิจลดหนี้นอกระบบและสร้างความยั่งยืน เพราะปัญหาหนี้นอกระบบยังเป็นความท้าทายระดับประเทศ ซึ่งปัจจุบันกว่า 40% ของครัวเรือนไทย ติดหนี้นอกระบบ เป็นหนี้เฉลี่ย 54,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งสะท้อนถึงครัวเรือนไทย มีการเข้าถึงบริการทางการเงินของสถาบันการเงินที่ยังไม่ทั่วถึง

    ‘เวอร์ชวลแบงก์’พลิกเกมเศรษฐกิจ ช่วยคนไทยหลุดกับดักหนี้นอกระบบ

    ขณะเดียวกัน “กลุ่มเปราะบาง” จำนวนมากขาดวินัยทางการเงิน และไม่มีผลิตภัณฑ์การเงิน หรือขาดการวางแผนการเงินอย่างเหมาะสม แน่นอนเวอร์ชวลแบงก์จะเข้ามาสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยเข้าถึงระบบการเงินมากขึ้น 

    ด้วย “จุดแตกต่าง” จากสถาบันการเงินแบบปกติคือ เวอร์ชวลแบงก์สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ๆ ที่เข้าถึงง่าย ยืดหยุ่น เช่น การให้สินเชื่อที่เหมาะสมกับคนที่มีรายได้รายวัน เช่น วินมอเตอร์ไซด์ ที่มีรายได้รายวันมีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ สามารถเข้าถึงความคุ้มครองประกันได้ ด้วยระบบผ่อนชำระจ่ายค่าเบี้ยแบบรายวัน เช่น 10 บาทต่อวัน แทนการจ่ายแบบ 3,000 บาทต่อเดือน รวมถึงสามารถมีระบบการให้รางวัลสำหรับผู้มีวินัยในการชำระหนี้ ด้วยการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเพื่อเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสม

    ขณะเดียว มองการเปลี่ยนพฤติกรรมของคน และการควบคุมความเสี่ยงต่างๆ ทั้งปล่อยสินเชื่อ และการฉ้อฉล นับ “เป็นเรื่องยาก” แต่เราเชื่อมั่นว่า “เทคโนโลยี” เช่น AI และระบบวิเคราะห์ข้อมูลมือถือ สามารถช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ และยังสามารถช่วยตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยง ป้องกันสแกมเมอร์ที่ปลอมตัวเป็นสถาบันการเงิน รวมถึงให้ความรู้ทางการเงินแบบเฉพาะบุคคล

    สำหรับ โมเดลรายได้สินเชื่อธนาคารกับเวอร์ชวลแบงก์คล้ายคลึงกัน คือ รายได้หลักยังคงมาจากรายได้ดอกเบี้ยสัดส่วน 70-80% และรายได้ค่าธรรมเนียมสัดส่วน 20-30% แต่จุดแตกต่าง คือ เวอร์ชวลแบงก์จะมีต้นทุนต่ำกว่าธนาคารทั่วไปถึง 1 ใน 3 ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น และเวอร์ชวลแบงก์ สามารถวางกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อในยุคเศรษฐกิจโตช้า มุ่งเน้นเลือกเซกเมนต์ลูกค้าที่มีศักยภาพในการชำระหนี้ , เน้นการปล่อยสินเชื่อที่ตอบโจทย์สังคมและธุรกิจอย่างยั่งยืน

    “เวอร์ชวลแบงก์ ใช้เทคโนโลยีช่วยคัดกรองและให้ความรู้ลูกค้าเพื่อตอบโจทย์ทั้งด้าน ความปลอดภัย ความรู้ทางการเงิน และการสร้างผลกำไรทางธุรกิจอย่างยั่งยืน”

    นายธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของเวอร์ชวลแบงก์ ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความแตกต่างจากธนาคารแบบดั้งเดิม มีพันธกิจหลัก “ในการขยายโอกาสให้ประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินสามารถเข้าถึงสินเชื่อ การลงทุน และการประกันได้มากขึ้น ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ที่ทันสมัย” 

    สำหรับ “จุดแข็ง” ของเวอร์ชวลแบงก์ คือ ไม่มีต้นทุนสาขาและระบบแบงก์กิ้งแบบเก่า ทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ โครงสร้างแบบไมโครเซอร์วิส ช่วยให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ภายในหลักสัปดาห์ ไม่ใช่หลักเดือน

    พร้อมกับ ใช้ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์และให้บริการลูกค้า เพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการตอบสนองความต้องการ ภายใต้โมเดลสินเชื่อที่ใช้ Alternative Data วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่าย เช่น การเติมเงินมือถือ จ่ายค่าโทรศัพท์ และชำระเงินผ่านแอปต่าง ๆ เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ได้ลึกและแม่นยำ

    เพราะปัจจุบันระบบการเงินไทยยังมีความท้าทายคนไทยกว่า 95-97% มีบัญชีกับสถาบันการเงิน แต่ยังมีช่องว่างในการเข้าถึงบริการทางการเงินที่แท้จริง และมีเพียง 40% คนไทยที่ใช้บริการชำระเงินดิจิทัล เช่น พร้อมเพย์และทรูมันนี่ แต่การเข้าถึงสินเชื่อ การลงทุน และประกันยังต่ำ โดยมีถึง 96% ของคนไทย ไม่มีลงทุนที่สร้างความมั่งคั่งหรือเงินเก็บเพื่อเกษียณ สะท้อนถึงความจำเป็นในการสร้างระบบการเงินที่ครอบคลุมและยั่งยืน

    นอกจากนี้ เวอร์ชวลแบงก์มุ่งสร้าง Financial Inclusion เน้นออกแบบผลิตภัณฑ์เหมาะสมกับรายได้และพฤติกรรมของลูกค้า เพราะปัจจุบัน ยังพบลูกค้าวินมอร์เตอร์ไซด์มีรายได้ 7,000-8,000 บาทต่อเดือน แต่ต้องจ่ายเบี้ยประกันถึง 3,000 บาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับรายได้ ทำให้การเข้าถึงประกันของคนกลุ่มนี้ยังไม่เกิดขึ้นจริง 

    และที่สำคัญด้วยความเสี่ยงทั้งรายได้จากธุรกิจที่ต่ำ และความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นเราพบว่าจากบทเรียนจากธนาคารดิจิทัลทั่วโลกกว่า 90% ล้มเหลว จากต้นทุนระบบสูงและไม่สามารถบริหารความเสี่ยงได้ ดังนั้น เวอร์ชวลแบงก์จึงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงรอบด้าน จากทั้งในด้านการรับเงินฝาก การกำกับดูแล และการสร้างระบบที่ยั่งยืนด้วยเช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1202529&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2O8n2jbs8ATaW-s1kzMZtr

  • ผู้ว่าธปท. ยันใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย ประคองเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ผู้ว่าธปท. ยันใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย ประคองเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 1.5% ถือว่า ต่ำที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่แต่ ธปท. ยืนยันว่า ยังมี Policy Space เหลืออยู่ และสามารถลดอัตราดอกเบี้ยลงไปได้อีก หากมีความจำเป็นต้องใช้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ หรือประคองเงินเฟ้อ

    นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. พร้อมที่จะ ผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไป เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ช่วง 1 ปีที่ผ่านมาที่มีการลดอัตราดอกเบี้ย 1% ยังต้องรอผลของการลดอัตราดอกเบี้ยก่อนว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งปกติต้องใช้เวลาประมาณ 6 -12 เดือนเป็นอย่างน้อย ถึงจะเริ่มเห็นผลกระทบอย่างเต็มที่

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/10/585645/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rO4KQ2hJ_Hwicfs_hRS4X