Category: เศรษฐกิจ

  • สนค.เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นศก.

    สนค.เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นศก.

    สนค.เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นศก.

    09 ตุลาคม 2568, 13:34น.

              นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,793 ราย พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ระดับ 49.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความคาดหวังต่อมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในอนาคต ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนแนวโน้มความเชื่อมั่นโดยรวมของประชาชน ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันยังเป็นแรงกดดันสำคัญที่ส่งผลต่อความกังวลของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

              ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม ซึ่งประกอบด้วย ความเชื่อมั่นในปัจจุบันและความเชื่อมั่นในอนาคต พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกันยายน 2568 ยังอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นที่ระดับ 49.4 แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 47.9 ในเดือนก่อนหน้า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 39.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 39.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นคาดว่ามาจากความกังวลต่อภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจบริการ

              สินค้าเกษตรไทยยังเผชิญกับการแข่งขันสูงในตลาดโลก และสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนที่ยืดเยื้อระหว่างไทย-กัมพูชาขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 56.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 53.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ในระดับเชื่อมั่น คาดว่ามาจากประชาชนมีทัศนคติเชิงบวกต่อการปรับเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐโดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งที่จะเริ่มลงทะเบียนได้ในเดือนตุลาคมนี้ และภาคการท่องเที่ยวขยายตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและสนับสนุนธุรกิจ ภาคการค้าและบริการ ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

              อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อาทิ ภัยธรรมชาติในหลายพื้นที่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย ซึ่งอาจจะเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะต่อไป

              ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 47.90 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 12.84 การเมือง ร้อยละ 9.93 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 9.15 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 8.16 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 6.51 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 2.16 อื่น ๆ ร้อยละ 1.97 และภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 1.38 ตามลำดับ

              ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 1 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 51.9 ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 49.9 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 48.8 และ ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 46.9 ซึ่งแม้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ยกเว้นดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคใต้ลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 48.7

              แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายนจะยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นหรือต่ำกว่าระดับ 50 จากความกังวลต่อสถานการณ์ค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แต่ดัชนีฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่น ต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา ประกอบกับความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในอนาคต รวมถึงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลสำคัญยังคงเป็นแรงผลักดันต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น

     

     #ความเชื่อมั่นผู้บริโภคกันยายน

    #สนค

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155366&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qF73zBWaWsspWCaTIRRJx

  • กนง. แจง “พร้อมลดดอกเบี้ย” หากเศรษฐกิจแย่กว่าคาด!  ห่วงเครดิต Outlook ส่อเป็นลบ

    กนง. แจง “พร้อมลดดอกเบี้ย” หากเศรษฐกิจแย่กว่าคาด! ห่วงเครดิต Outlook ส่อเป็นลบ

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยภายหลังแถลงผลการประชุม เสร็จสิ้นว่า จากผลการประชุมที่ออกมาว่า กนง. ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ด้วยคะแนนเสียง 5:2 นั้นอย่างไรก็ตามต้องขอชี้แจงว่า แม้ที่ประชุมจะ มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ย แต่ กนง. ก็พร้อมปรับลดดอกเบี้ยลง หากตัวเลขเศรษฐกิจในระยะต่อไปมีการเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้อย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ผ่านมาได้รองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นไว้แล้ว

    โดยในที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)  มีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย หรือ GDP ของปีนี้ลงอยู่ที่ 2.2% และปีหน้าอยู่ที่ 1.6% จากเดิมที่ 2.3% และ 1.7% โดยการคาดการณ์ดังกล่าว ได้รวมผลของโครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว โดย กนง. ยังคาดด้วยว่า GDP ในไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ จะโตต่ำกว่า 2% 

    ที่มีปัจจัยมาจากการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม หรือ MPI ที่เริ่มชะลอลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐ และโรงงานปิดซ่อมบำรุงเป็นระยะเวลานานและจำนวนมากกว่าที่คาด ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมภาคการผลิต โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ที่จะปิดซ่อมบํารุงไปจนถึงช่วงปลายปี ส่วนโรงกลั่นจะปิดประมาณ 2 เดือน  แต่ทั้งนี้มาตรการภาษีของสหรัฐส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกน้อยกว่าที่คาด โดย กนง. คาดว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัว 10% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะขยายตัวเพียง 4% 

    นอกจากนี้ นายสักกะภพ มองว่า ประเทศไทยยังไม่มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่สภาวะเงินฝืด  แม้ว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อในปีจะอยู่ที่ 0.0% ก็ตาม เนื่องจากราคาสินค้าไม่ได้ลดลงเป็นวงกว้าง แต่เงินเฟ้อที่ลดลงมาจากการลดลงของราคาพลังงานและราคาอาหารสดที่มีผลผลิตออกมาค่อนข้างมากเท่านั้น 

    ขณะที่ค่าเงินบาท ยอมรับว่า แข็งค่าขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบกับผู้ส่งออกโดยเฉพาะ SME ในกลุ่มเกษตรและเกษตรแปรรูป โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึง 30 กันยายน ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐพบว่าแข็งค่าขึ้นแล้ว 5.2% อย่างไรก็ตามธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าไปดูแลการเคลื่อนไหวของเงินบาทถ้าหากพบว่ามีความผันผวนหรือเคลื่อนไหวเร็วกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น

    นายสักกะภพ ได้แนะนำให้ผู้ส่งออกซื้อป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน ให้มากยิ่งขึ้นด้วย เนื่องจาก ผู้ส่งออกโดยเฉพาะ SME ไม่มีการทำป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนถึง 81% ซึ่งถ้าหากว่ามีการป้องกันความเสี่ยงก็จะช่วยลดผลกระทบความผันผวนที่เกิดขึ้นจากค่าเงินบาท

    ส่วนเรื่องการดูแลซื้อขายทองคำที่ก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการหารือกับผู้ประกอบการ ขณะนี้ยังคง อยู่ระหว่างการหารือและยังไม่ได้มีมาตรการใดออกมา 

    สำหรับกรณีที่ประเทศไทยถูกบริษัทจัดอันดับเครดิตปรับ มุมมองของประเทศ หรือ Outlook เป็นลบ นายสักกะภพ ระบุว่า เป็นเรื่องที่ กนง. ให้ความสำคัญและได้ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าแล้ว เนื่องจากว่าหากประเทศไทยถูกปรับลดอันดับเครดิตลง จะส่งผลต่อการลงทุนของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการออกหุ้นกู้ของภาคธุรกิจ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ กนง. หารือกันมาสักพักแล้ว และให้ความสำคัญอย่างมาก ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรักษาวินัยทางการคลังและรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ให้อยู่ในระดับที่เกิดความมั่นใจต่อต่างชาติ โดยตนเองเชื่อว่าที่รัฐบาลรับรู้ปัญหาดังกล่าวแล้ว และจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระยะต่อไป อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    นอกจากนี้ นายสักกะภพ กล่าวว่า กนง. สนับสนุนให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง SME และภาคครัวเรือนที่มีรายได้น้อย โดยแนะนำให้ทำเป็นมาตรการเฉพาะจุด ซึ่งคาดว่าเร็วๆนี้จะมีมาตรการออกมาชัดเจน เช่น การจัดตั้ง AMC เพื่อซื้อหนี้เสียของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยออกมาบริหารจากสถาบันการเงินและการสนับสนุนสินเชื่อให้กับภาค SME เพิ่มเติม 

    ขณะที่สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในปีนี้ยังคงหดตัวแต่อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงเดิม ขณะที่หนี้เสียในภาพรวมค่อนข้างทรงตัวยกเว้นหนี้เสียของกลุ่ม SME ที่ปรับตัวลดลง นายสักกะภพ กล่าวทิ้งท้าย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    ผลการประชุมที่ออกมาว่า กนง. ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ด้วยคะแนนเสียง 5:2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/258846&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zaUKKBEXjHUUpbCKN_MS2

  • ‘คนละครึ่ง-อัดเงินบัตรคนจน’ชี้ชะตานโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทิน

    ‘คนละครึ่ง-อัดเงินบัตรคนจน’ชี้ชะตานโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทิน

    ‘คนละครึ่ง-อัดเงินบัตรคนจน’ชี้ชะตานโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทิน

    มีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจซบเซารุนแรง พร้อมเร่งสร้างแรงกระตุ้นในภาคการบริโภค การลงทุน การค้าภายในประเทศ และการท่องเที่ยว

    วัตถุประสงค์ของนโยบาย กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน (“Quick”) มีขนาดเม็ดเงินเพียงพอให้เกิดผลในระดับภาพรวม (“Big”) และกระจายประโยชน์ให้กับประชาชนและธุรกิจรายย่อยทั่วประเทศ (“Win”)

    สำหรับความคืบหน้าของโครงการสำคัญล่าสุด ในส่วนของของโครงการคนละครึ่ง พลัส เตรียมเปิดใช้งานในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ผ่ายแอปฯเป๋าตัง ใช้งบประมาณ 44,000 ล้านบาท ส่วนการเติมเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน โดยจะเพิ่มวงเงินให้ 850 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็น 1,700 บาทต่อคนต่อ 2 เดือน เริ่มโอนเงินรอบแรกพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ ใช้งบ 22,780 ล้านบาท ขณะที่ยังมีการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลชุดก่อนเป็นอีกตัวช่วยผู้ประกอบการให้ไปต่อ

    ‘คนละครึ่ง-อัดเงินบัตรคนจน’ชี้ชะตานโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทิน

    ขณะที่กระทรวงพลังงาน สั่งตรึงราคา LPG (ก๊าซหุงต้ม) ไว้ที่ 423 บาทต่อถัง (15 กก.)ไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2568 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ส่วนกระทรวงพาณิชย์สั่งดำเนินมาตรการธงฟ้า สินค้าราคาประหยัด ช่วยพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา การจับมือกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ในการเปิดเผยราคายาอย่างโปร่งใส และสามารถไปหาซื้อยาจากร้านข้างนอกได้ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของนโยบายรัฐบาลในครั้งนี้อยู่ที่ความชัดเจนด้านเป้าหมายและไทม์ไลน์ ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลได้ขยับแล้ว นอกจากนี้ยังใช้เครื่องมือที่ประชาชนคุ้นเคย เช่น เป๋าตัง บัตรสวัสดิการฯ ครอบคลุมทั้งภาคประชาชน ผู้ประกอบการ SMEs และภาคบริการ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจทั้งระยะสั้น คือการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาขน และระยะยาวคือการพัฒนาอุตสาหกรรม และต่อลมหายใจผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศ

    แต่ทั้งนี้นโยบาย Quick Big Win ยังมีจุดอ่อนและความเสี่ยง คือ กรอบเวลา 4 เดือนสั้นเกินไปในการดำเนินโครงการให้เห็นผลจริงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกำลังซื้อ ขณะที่เม็ดเงินยังมีขนาดจำกัดเมื่อเทียบกับความต้องการในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงการเข้าถึงโครงการของประชาชนในกลุ่มเปราะบางยังอาจมีข้อจำกัด มีความเสี่ยงด้านการคลังและภาระหนี้ระยะยาว และปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจโลก และปัจจัยภายในประเทศเช่นน้ำท่วม และภัยธรรมชาติ อาจบั่นทอนผลกระทบเชิงบวก

    อย่างไรก็ดีหากพิจารณาแล้ว โอกาสความสำเร็จของโครงการ ก็มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จสูง เพราะโครงการใช้กลไกที่เคยประสบความสำเร็จมาก่อนได้ถูกนำมาใช้อีกครั้ง เช่น “คนละครึ่ง” และ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” แต่ก็มีความเสี่ยงล้มเหลวเช่นกัน เนื่องจากโครงการใหม่อาจมีความล่าช้าจากความไม่พร้อมในทางระบบ และในแง่กฎหมาย และต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย

    บทสรุปนโยบาย Quick Big Win เป็นก้าวแรกที่จำเป็นและเร่งด่วนของรัฐบาลอนุทิน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี ภายใต้กรอบเวลาที่จำกัด ซึ่งหากโครงการสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายจะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเชิงระบบ ความเร็วในการดำเนินงาน และการติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด ซึ่งรัฐบาลควรใช้โอกาสนี้เป็นจุดเริ่มต้น สู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในปีถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/641007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tcB79tuzeR8Gx_xC89Kyv

  • เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าขยายการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในธุรกิจ พร้อมยกระดับความโปร่งใสด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าขยายการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในธุรกิจ พร้อมยกระดับความโปร่งใสด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าขยายการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในธุรกิจ
    พร้อมยกระดับความโปร่งใสด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    เอปสัน ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการพิมพ์และโปรเจคเตอร์เปิดเผยรายงานความยั่งยืนประจำปีงบประมาณ 2567 (FY2024) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ซึ่งเผยให้เห็นความ ก้าวหน้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน การเพิ่มความโปร่งใสในการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการขยายโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมทั่วภูมิภาค ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระดับโลก Environmental Vision 2050 ของเอปสัน ที่มุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นลบ และเลิกพึ่งพาทรัพยากรใต้ดินอย่างสิ้นเชิง

    เอปสันเริ่มเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอนจากทั่วภูมิภาคตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566 และรายงานฉบับล่าสุดได้สรุปความก้าวหน้าใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การบรรลุความยั่งยืนผ่านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Achieve Sustainability in a Circular Economy) การผลักดันอุตสาหกรรมสู่ขอบเขตใหม่ (Advance the Frontiers of Industry) การยกระดับคุณภาพชีวิต (Improve Quality of Life) และการขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคม (Fulfil Social Responsibility) ทั้งสี่ด้านนี้สะท้อนถึงแนวทางแบบองค์รวมของเอปสันในการสร้างผลกระทบเชิงบวก ภายใต้กรอบการดำเนินงานนี้ เอปสันสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 11% ในปีงบประมาณ 2567 ส่งผลให้การปล่อยคาร์บอนทางอ้อม (Scope 2) ลดลงเหลือ 814 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) หรือใกล้เคียงกับการใช้พลังงานไฟฟ้าของตู้เย็นประมาณ 4,500 เครื่องต่อปี

    *การบรรลุความยั่งยืนผ่านเศรษฐกิจหมุนเวียน*
    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าผลักดันวาระด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น ผ่านการลด
    ของเสียและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการขนส่ง โดยเพียงลำพังการขยายการทำ Drop Shipping ก็สามารถช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 113 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2566

    เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสนับสนุนการตัดสินใจด้านความยั่งยืนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เอปสันได้ขยายการติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 ซึ่งครอบคลุมการปล่อยที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การขนส่ง การใช้งานผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน ข้อมูลที่ครอบคลุมมากขึ้นนี้จะสนับสนุนแนวทางการดำเนินงานที่ปรับให้เหมาะกับบริบทของแต่ละประเทศ โดยแต่ละตลาดจะขับเคลื่อนโครงการเฉพาะของตนเองเพื่อลดขยะ อนุรักษ์ทรัพยากร และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความก้าวหน้าระดับภูมิภาค โดยเอปสันสามารถรีไซเคิลวัสดุสิ้นเปลืองจากหมึกได้มากกว่า 1,600 กิโลกรัม และแปรรูปเศษอาหารกว่า 500 กิโลกรัมเป็นปุ๋ย ซึ่งเทียบเท่ากับมื้ออาหารราว 1,700 มื้อ

    ความพยายามในการจัดการทรัพยากรหมุนเวียนภายในสำนักงานยังส่งผลให้สำนักงานแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับการรับรองมาตรฐาน BCA Green Mark ระดับ Gold ภายในช่วงเวลาการรายงาน และต่อมาอีก
    5 สำนักงานก็ได้รับการรับรองเพิ่มเติม ความสำเร็จระดับภูมิภาคนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอปสันต่อแนวปฏิบัติด้านอาคารที่ยั่งยืน ซึ่งมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์

    *การเสริมสร้างธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรม*
    รายการความยั่งยืนประจำปีงบประมาณ 2567 ยังนำเสนอความพยายามอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ ในการผสานความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินงานผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การกำกับดูแลตามหลักธรรมาภิบาล และการดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงาน

    โดยเฉพาะในการกำกับดูแลการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล พนักงานได้เข้าร่วมการอบรมด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบครบถ้วน 100% ควบคู่กับมาตรการต่อต้านการทุจริต และมาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่เข้มงวด ที่สำคัญ ในปีงบประมาณ 2567 เอปสันสามารถบันทึกสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเป็นศูนย์ อีกทั้งยังเดินหน้าลงทุนในการพัฒนาบุคลากร ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะด้านและโครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิต สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอปสันต่อความเป็นเลิศในการดำเนินงานและความปลอดภัยของพนักงาน

    *การยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน*
    เอปสันยังคงมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ที่ดำเนินงาน ผ่านการสนับสนุนด้านการศึกษาและการเข้าถึงการเรียนรู้ ภายใต้โครงการ “Epson Goes to School” และการมอบเครื่องพิมพ์ เพื่อช่วยให้ครูและนักเรียนเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ เอปสันยังสนับสนุนโครงการหุ่นยนต์ในหลายประเทศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนก้าวสู่การเป็นนักนวัตกรรม และเตรียมความพร้อมสู่โลกดิจิทัลในอนาคต

    *การธำรงไว้ซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคม*
    รายงานยังเน้นย้ำถึงพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของเอปสัน ผ่านความร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคมและภาคีท้องถิ่น เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและลดปริมาณขยะ อาทิ โครงการเก็บกู้ขยะกว่า 1,400 กิโลกรัม ทั้งพลาสติกและโฟม และกิจกรรมทำความสะอาดใน 6 ประเทศ ขณะที่ในอินโดนีเซีย เอปสันร่วมกับ WWF ในโครงการ “Trees for Life” ปลูกต้นไม้กว่า 200,000 ต้น บนพื้นที่กว่า 1,875 ไร่ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศในระยะยาวและช่วยเหลือครอบ ครัวกว่า 300 ครัวเรือน

    *ตัน เมย์ ลิน หัวหน้าคณะทำงานด้านความยั่งยืน เอปสัน เอเชียนตะวันออกเฉียงใต้* กล่าวว่า “สำหรับเอปสัน ความยั่งยืนคือการมอบพลังให้กับพนักงานและชุมชนในการขับเคลื่อนร่วมกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความโปร่งใสด้านข้อมูลและความรับผิดชอบในภูมิภาค เพื่อให้เป้าหมายระดับโลกสอดคล้องกับการดำเนินงานในพื้นที่จริง”

    *เอลวิน ตัน ผู้รับผิดชอบโครงการในแต่ละประเทศ* เสริมว่า “ความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนต้องเกิดขึ้นจริงในทุกตลาดภายใต้การกำกับดูแลของเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยคาร์บอน ลดขยะพลาสติก หรือการขยายโอกาสทางการศึกษา วิธีการแบบลงมือทำจริงนี้ช่วยให้ทั้งพนักงานและชุมชนได้รับประโยชน์ที่จับต้องได้ ทั้งต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม”

    รายงานความยั่งยืนประจำปีงบประมาณ 2567 ฉบับเต็มของเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถอ่านได้ที่นี่ และเวอร์ชันสรุปสำหรับผู้บริหารสามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/449845&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CIRpnSwnva-MexuTG3Uto

  • เศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจไทย

    ประเทศไทยเคยถูกขนานนามว่าเป็น ‘เสือเศรษฐกิจตัวใหม่’ ของภูมิภาค แต่วันนี้สถานะของประเทศไทยกลับน่าเป็นห่วง เมื่อตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) รั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียนมานานหลายปี จนหลายคนเริ่มเรียกว่าเป็น ‘คนป่วยแห่งอาเซียน’ (The Sick Man of ASEAN) เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย และเราจะปลุกเศรษฐกิจที่หลับใหลนี้ให้ตื่นขึ้นมาได้อย่างไร?

    บนเวทีเสวนา ‘Wake Up Thailand Economy’ สองผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมและแวดวงเศรษฐศาสตร์ อย่าง คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ นักเศรษฐศาสตร์และนักการเงิน ได้ร่วมกันวิเคราะห์ถึงต้นตอของปัญหา พร้อมชี้ทางออกที่ประเทศไทยต้องลงมือทำอย่างเร่งด่วน

    โลกเปลี่ยน แต่ไทยยังใช้ ‘กลยุทธ์เก่า’ ในสนามรบใหม่

    ดร. สมประวิณ เปิดประเด็นอย่างน่าสนใจว่า ปัญหาพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยคือ ‘เรากำลังใช้กลยุทธ์เก่าบนภูมิทัศน์ใหม่’ เปรียบเสมือนโลกกลายเป็น ‘Waterworld’ ไปแล้ว แต่เรายังพยายามผลิตรถยนต์ที่มีล้อเพื่อวิ่งบนน้ำ ซึ่งไม่มีทางประสบความสำเร็จ

    ในอดีตหลังสงครามโลก บริบทโลกมี ‘3 มาก’ คือ ‘คนมาก’ ทำให้เน้นการผลิตปริมาณมาก ราคาถูก, ‘ความร่วมมือมาก’ ผ่านเวทีพหุภาคี และ ‘กิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกันมาก’ ทำให้กลยุทธ์แบบ ‘Outside-in’ (พึ่งพา Supply Chain โลก), ‘Top-down’ (สั่งการจากบนลงล่างเพื่อให้เร็ว) และ ‘Exclusive’ (มีตัวแทนไม่กี่รายเข้าร่วมการผลิต) เป็นสิ่งที่ถูกต้องในยุคนั้น

    แต่ปัจจุบัน โลกเปลี่ยนเป็น ‘3 น้อย’ คือ ‘คนน้อยลง’ (สังคมสูงวัย), ‘ความร่วมมือน้อยลง’ (เน้นดีลทวิภาคี) และ ‘กิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกันน้อยลง’ (ทุกประเทศเน้นพึ่งพาตัวเอง) ดังนั้น กลยุทธ์เดิมจึงใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป การพยายามผลิตสินค้าจำนวนมากเพื่อแข่งกับจีนก็เป็นไปไม่ได้แล้ว

    ทางรอดคือการปรับกลยุทธ์ใหม่ 3 ด้าน คือ

    • จาก Outside-in สู่ Inside-out: เลิกพึ่งพาคนอื่น แล้วหันกลับมามองฐานทรัพยากรและจุดแข็งของตัวเองเพื่อสร้างมูลค่า
    • จาก Top-down สู่ Bottom-up: สร้างการมีส่วนร่วมจากฐานราก เพื่อกระจายการเติบโตและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
    • จาก Exclusive สู่ Inclusive Growth: ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตได้

    ส่องปัญหาเชิงโครงสร้างและสารพัด ‘กับดัก’ ที่ฉุดรั้งประเทศ

    ด้านคุณเกรียงไกร ได้ฉายภาพปัญหาที่รุมเร้าประเทศไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยชี้ว่า GDP ไทยโตเฉลี่ยเพียง 2% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพอย่างมาก ปัญหาเหล่านี้มาจากทั้งปัจจัยภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกภายในประเทศ

    ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ได้แก่

    • สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ มีประชากรสูงอายุถึง 21% ขณะที่อัตราการเกิดใหม่ต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิต ทำให้ขาดแคลนแรงงานซึ่งเคยเป็นจุดแข็งในอดีต
    • กฎหมายล้าสมัย กฎหมายกว่าแสนฉบับกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน
    • กับดักรายได้ปานกลาง อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังติดอยู่กับการเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ไม่สามารถก้าวไปสู่การออกแบบ (ODM) หรือสร้างแบรนด์ของตัวเอง (OBM) ได้
    • งบประมาณไม่สมดุล ฐานผู้เสียภาษีมีเพียง 4 ล้านคน แต่ต้องเลี้ยงดูประชากรกว่า 60 ล้านคน ทำให้ขาดงบประมาณในการพัฒนาประเทศ
    • ระบบการศึกษา หลักสูตรการศึกษาไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

    นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเฉพาะหน้าที่ส่งผลกระทบโดยตรง เช่น สงครามการค้าที่ทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าไทยจน SME ล้มตาย, หนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 140% (รวมหนี้นอกระบบ) ฉุดกำลังซื้อ, และค่าเงินบาทที่แข็งค่ากระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว

    ทางออกประเทศไทย ปฏิรูปภาครัฐและขับเคลื่อนด้วย ‘4 Go’

    ทั้งสองท่านเห็นตรงกันว่าทางออกต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดย ดร.สมประวิณ ย้ำว่า Priority สูงสุดคือ ‘การปฏิรูปกลไกการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ’ หรือพูดง่ายๆ คือ ‘ปฏิรูปประสิทธิภาพของภาครัฐ’ ซึ่งข้อมูลจาก IMD ชี้ว่าเป็นจุดที่ฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขันของไทยมากที่สุด โดยการปฏิรูปจะสำเร็จได้ต้องอาศัย ‘ภาวะผู้นำที่มุ่งมั่น’ (Leadership Commitment) เป็นอันดับแรก

    ขณะที่คุณเกรียงไกรเสนอแนวทางสำหรับภาคอุตสาหกรรมในการปรับตัวภายใต้นโยบาย ‘4 Go’ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมดั้งเดิม (First Industry) ไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industry)

    1. Go Digital & AI นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
    2. Go Innovation เปลี่ยนจากการ ‘ทำมากได้น้อย’ ไปสู่การ ‘ทำน้อยได้มาก’ ด้วยอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
    3. Go Global หาตลาดส่งออกใหม่ๆ และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ในอุตสาหกรรมใหม่
    4. Go Green ปรับตัวสู่การเติบโตที่ยั่งยืน ตามเป้าหมาย Net Zero เพื่อให้สอดคล้องกับกติกาโลกใหม่

    เสียงนาฬิกาปลุกทางเศรษฐกิจได้ดังขึ้นแล้ว ประเทศไทยไม่มีเวลาให้หลับใหลอีกต่อไป การจะตื่นขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งได้นั้น ต้องอาศัยความมุ่งมั่นจากผู้นำในการปฏิรูปภาครัฐอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการปรับตัวของภาคเอกชนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันบนสมรภูมิโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/wake-up-thailand-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38wAP7fatj5tjdGTmCpWg5

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 9 ตุลาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 9 ตุลาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 9 ตุลาคม 2568 เวลา 10.19 น.

    กลยุทธ์ : เเบ่งขายทำกำไร
    แนวรับ : $3,990  หรือ  61,800 บาท
    แนวต้าน : $4,100  หรือ  63,000 บาท

    ข่าว :  

    .

    ราคาทองคำเช้านี้ผันผวน โดยลงมาทดสอบแนวรับสำคัญที่ $4,000 ก่อนดีดกลับมาที่ราว $4,020 ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศยังทรงตัวเหนือ 62,000 บาท ปัจจัยหลักที่หนุนการเคลื่อนไหวของทองคำ ได้แก่ ภาวะ Government Shutdown ในสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมากกว่า 9 วัน ส่งผลให้ตลาดเกิดความไม่แน่นอนและหนุนแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย รวมถึงแนวโน้มที่เฟดอาจลดดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม ซึ่งยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญในระยะกลางถึงยาว

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะยุโรปยังคงอ่อนแอ ทำให้นักลงทุนหันมาถือทองคำเพิ่มขึ้น ด้านประเทศไทย กนง. มีมติคงดอกเบี้ยและปล่อยให้เงินบาทอ่อนค่า ช่วยหนุนราคาทองคำในประเทศให้ทรงตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระวังความผันผวนของค่าเงินในอนาคต รวมถึงปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างสงครามรัสเซีย–ยูเครน ที่ยังคงเป็นแรงหนุนเชิงพื้นฐานของทองคำในระยะยาว

    กลยุทธ์ :

    .

    ในเชิงเทคนิค ระดับ $4,000 ถือเป็นแนวรับ–แนวต้านทางจิตวิทยาที่สำคัญ หากยืนเหนือได้มีโอกาสขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไปที่ $4,100 แต่หากหลุดแนวรับนี้ อาจอ่อนตัวลงไปที่ $3,900 ภาพรวมยังคงเป็นขาขึ้น โดยกลยุทธ์ที่เหมาะสมคือ “ย่อซื้อ” ที่แนวรับสำคัญ สำหรับนักลงทุนระยะยาวยังคงถือได้ ส่วนผู้ที่มีกำไรแล้วควรแบ่งขายทำกำไรบางส่วน และเน้นการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบในภาวะตลาดผันผวนสูง.

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-09-oct-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sdjRMQTO3D0IC4N0ssvUG

  • ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทย ‘ติดหล่ม’ จี้รัฐปฏิรูปโครงสร้าง ปลดล็อก 6 กับดัก

    ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทย ‘ติดหล่ม’ จี้รัฐปฏิรูปโครงสร้าง ปลดล็อก 6 กับดัก

    เศรษฐกิจ

    09 ต.ค. 2025 เวลา 13:57 น.

    “ส.อ.ท.” ชี้เศรษฐกิจไทยเหมือน “รถติดหล่ม” หลัง GDP ปีนี้เสี่ยงโตต่ำ จากปัญหาเชิงโครงสร้างเรื้อรังตลอดทศวรรษ เสนอรัฐเร่งปฏิรูปกฎหมาย–การศึกษา–ภาคอุตสาหกรรม ดันประเทศออกจาก “กับดักรายได้ปานกลาง” สู่เศรษฐกิจใหม่ด้วยโมเดล 4GO

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในงานสัมมนา Thailand Economic Outlook Out of the Trap จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” วันนี้ (9 ต.ค.68) ว่า  สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ พบว่า ตัวเลข GDP ปัจจุบันนั้น คาดการณ์ว่าไตรมาสที่ 1 เติบโต 3.2% (ดีกว่าปีที่แล้ว) และไตรมาสที่ 2 เติบโต 2.8% ทำให้ค่าเฉลี่ยครึ่งปีแรกอยู่ที่ 3%  โดยแนวโน้มคาดว่าไตรมาสที่ 3 จะลดลงเหลือประมาณ 1.7% และไตรมาสสุดท้ายเหลือเพียง 0.3% สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ประเทศไทยเหมือน “รถที่ติดหล่ม”   

    โดยปัญหาการเติบโตต่ำนี้มีอาการมาเป็นเวลา 10 ปี โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยของ GDP ประมาณ 2% ซึ่งถือว่าต่ำมาก ซึ่งอันดับในอาเซียน ประเทศไทยเคยเป็น “ดาวรุ่ง” และเคยอยู่ในอันดับ 3 หรือ 4 ในอาเซียน แต่ล่าสุดเราอยู่ใน อันดับ 6 การเปรียบเทียบกับเวียดนาม ในไตรมาสที่ 2 ที่ไทยโต 2.8% เวียดนามเติบโตกว่า 8%  และไตรมาสที่ 3 เวียดนามอยู่ที่ 7% และไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ 8.23% ในขณะที่ไทยคาดการณ์ที่ 1.7% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความห่างยิ่งนับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้น

    ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทย 'ติดหล่ม' จี้รัฐปฏิรูปโครงสร้าง ปลดล็อก 6 กับดัก

    ส่วนปัญหาเชิงโครงสร้าง และกับดักที่ประเทศไทย เผชิญอยู่ นอกเหนือจากความท้าทายระดับโลก (Global Challenges) เช่น การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า (Trade War) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นกับดัก (Structural Challenges) แบ่งเป็น 1. กับดักสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ไทยมีผู้สูงอายุเกิน 60 ปี (ที่ไม่ได้อยู่ในวัยทำงาน) ประมาณ 14 ล้านคน หรือคิดเป็น 21% ของประชากรทั้งหมด อัตราเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่าผู้เสียชีวิตในปีที่แล้ว โดยจุดแข็งในอดีตคือ การมีแรงงานเยอะ และราคาถูก แต่ปัจจุบันเราไม่มีแล้ว

    2. กับดักด้านโครงสร้างกฎหมาย ประเทศไทยมีกฎหมายมากกว่าแสนฉบับ ซึ่งไม่ได้เป็นคุณ แต่กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากฎหมายที่ล้าสมัย และมีมากเกินไป นำไปสู่ปัญหาการทุจริต 3. กับดักรายได้ปานกลาง ประเทศไทยเคยเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรม (รายได้ต่ำ) มาสู่ภาคอุตสาหกรรม (รายได้ปานกลาง) แม้จะมีการย้ายฐานการผลิตมา แต่ประเทศไทยส่วนใหญ่ยังเป็น OEM หรือ การรับจ้างผลิต ซึ่งโมเดล OEM นี้ทำให้ส่วนแบ่งรายได้ส่วนเหลือแคบลง เนื่องจากค่าแรง และต้นทุนต่างๆ แพงขึ้น 

    “โมเดลปัจจุบันไม่สามารถนำประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้ เพราะอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีมูลค่าต่ำ”

    ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทย 'ติดหล่ม' จี้รัฐปฏิรูปโครงสร้าง ปลดล็อก 6 กับดัก

    4. ปัญหาภาคการเกษตร โดยจำนวนคน 1 ใน 3 ของประเทศอยู่ในภาคการเกษตร แต่สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศเพียงประมาณ 7-8% เท่านั้น 5. ปัญหางบประมาณไม่สมดุล โดยฐานผู้เสียภาษีมีเพียง 4 ล้านคน จากประชากรกว่า 60 ล้านคน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้งบประมาณเกิดความสมดุล 6. ระบบการศึกษา ที่ต้องมีการปฏิรูป เพราะบุคลากรที่ผลิตออกมาไม่สอดคล้องกับวิชาชีพหรือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต 

    สำหรับ 8 ข้อผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย แบ่งเป็น 1. มาตรการตอบโต้ภาษีสหรัฐ แม้ไทยจะปิดเจรจาภาษีได้ 19% แต่ยังมีปัญหาเรื่องการเจรจาเกี่ยวกับ Local Content (RVC) และ Transhipment (การสวมสิทธิ) ที่ยังไม่จบ 2. ผลกระทบทางอ้อม จาก Trade War สินค้าจีนที่เคยเข้าสหรัฐ ไหลกลับมาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยโดนหนักที่สุด เนื่องจากสินค้าทะลักเข้ามามาก ทำให้สินค้าไทยต่อสู้ไม่ได้ และต้องปิดกิจการจำนวนมาก

    3. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 4. ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อการค้า (ปีที่แล้วมูลค่า 180,000 ล้านบาท) ทำให้ Supply Chain โรงงานต่างๆ ได้รับผลกระทบ และค่าใช้จ่ายสูงมาก 5. หนี้ภาคครัวเรือน อยู่ในระดับสูงมาก แม้จะลดลงจาก 90% ของ GDP เหลือประมาณ 87-88% แต่เมื่อรวมหนี้นอกระบบเป็น 104% ถือเป็นสาเหตุที่กำลังซื้อหายไป 
    6. ค่าเงินบาทแข็ง สหรัฐ ใช้นโยบายทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า แต่ค่าเงินบาทของไทยกลับแข็งกว่าเพื่อนบ้าน โดยเคยแข็งขึ้นไปกว่า 7% เป็นอันดับ 2 ของเอเชีย ปัจจุบันดีขึ้นเหลือราวกว่า 5% แต่การแข็งค่านี้ทำให้ภาคการส่งออก (60% ของ GDP) และภาคการท่องเที่ยว (10% กว่า) แข่งขันไม่ได้ การแข็งค่าของเงินบาททำให้เกิดผลกระทบเป็นมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท โดยภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่ำกว่าเป้าหมายที่ 40 ล้านคน โดย 9 เดือนแรกเหลือเพียง 20 กว่าล้านคน ต่ำกว่าเป้าไปประมาณ 7-8% และเม็ดเงินที่ได้รับก็ลดลง 7. การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (Climate Change) และ 8. เสถียรภาพทางการเมือง ที่ไม่สม่ำเสมอ และไม่ต่อเนื่อง 

    ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจไทย 'ติดหล่ม' จี้รัฐปฏิรูปโครงสร้าง ปลดล็อก 6 กับดัก

    สำหรับการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย แม้จะมีปัญหามากมาย แต่ก็มีโอกาส เช่น การลงทุนที่ดีขึ้น การย้ายฐานการผลิต เช่น PBC, Data Center, Cloud Service และ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้ามาในประเทศไทย ช่วยให้ยอดส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่โรงงานที่ปิดกิจการเกือบ 100% เป็นของคนไทยล้วนๆ ดังนั้น ต้องดูแลโครงสร้างนี้ให้ดี ไม่เช่นนั้นจะเหมือน “หลอกตัวเอง” 

    ยุทธศาสตร์การปรับตัว (Transformation) ของภาคอุตสาหกรรม โดย ส.อ.ท. มี 48 กลุ่มอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิม (First Industry) กลุ่มล่าสุดคือ อุตสาหกรรมอากาศยาน และอวกาศ โดย 47 กลุ่มเดิมได้รับผลกระทบจาก Digital Disruption การปรับตัวต้องเปลี่ยนผ่านจาก OEM ไปสู่ ODM หรือการออกแบบเอง เพื่อเพิ่มมูลค่า และเป็น OBM ที่มีแบรนด์ของประเทศ การใช้แรงงานเข้มข้น ไปสู่การใช้แรงงานที่มีทักษะสูง และการใช้เครื่องทุ่นแรง (Automation, Robert) 

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. มีนโยบายขับเคลื่อน 4GO คือ 1. Go Digital & AI โดยการใช้ AI เป็นตัวแก้โจทย์สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และเพิ่มความแม่นยำ โดยเฉพาะในสังคมผู้สูงอายุ ส.อ.ท. ตั้งเป้าหมายจะทรานส์ฟอร์มสมาชิกอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง หรือ 8,000 กิจการ ภายใน 3-5 ปี 2. Go Innovation ปรับวิธีคิดไปสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อให้สามารถ “ทำน้อยได้มาก” 

    3. Go Global หาตลาดใหม่สำหรับการส่งออก ที่ไม่พึ่งพาสหรัฐ มากเกินไป ซึ่งคิดเป็น 18.4% ของการส่งออกทั้งหมด และ 4. Go Green ดูแลสิ่งแวดล้อม และปรับให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero Road Map ที่ขยับเร็วขึ้น 15 ปี เป็น 2050 เพื่อให้ทันกับลูกค้าหลัก (สหรัฐ, EU, ญี่ปุ่น, เกาหลี) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next Generation Industry) โดยใช้จุดแข็งของประเทศด้าน Biodiversity (ความหลากหลายทางชีวภาพ) และภาคเกษตรกรรมในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม มุ่งเน้น BioTech, Bio-based, Agro-based Industry ขับเคลื่อนด้วย BCG และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ   

     สำหรับข้อเสนอต่อภาครัฐ ส.อ.ท. ต้องการภาครัฐที่มีความชัดเจน และมีเป้าหมายที่ชัดเจน เหมือนอย่างที่ประเทศจีนทำ อาทิ 1. ความชัดเจนในเป้าหมาย โดยกำหนดความชัดเจนว่าจะไปในทิศทางใดในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 2. การแก้ไขกฎหมาย โดยทำให้กฎหมายง่าย และสะดวกขึ้น ลดต้นทุน และลดการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน 3. Local Content  โดย ส.อ.ท.ผลักดันโครงการ Make in Thailand เพื่อให้ภาครัฐ ที่มีงบจัดซื้อจัดจ้างปีละล้านล้านบาท ซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศเป็นหลัก 

    4. เร่งเจรจาข้อตกลงการค้า และปรับยุทธศาสตร์กระจายตลาดส่งออก 5. การลงทุนการสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบรางถนนท่าเรือการบริหารจัดการน้ำ และอื่นๆ 6. คนพัฒนาแล้วก็การศึกษา และส่งเสริมการอัปสกิลลิส skill New Skill และ ifelong Learning หาหลักสูตรที่ชัดเจนในการผลิตบุคลากรให้เพียงพอ

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1202431&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04OBfNbgGYQd2tvvhbvHvB

  • OECD เตือน หลักนิติธรรมไทยอ่อนแอ กระทบเศรษฐกิจถึง 3% ของ GDP

    OECD เตือน หลักนิติธรรมไทยอ่อนแอ กระทบเศรษฐกิจถึง 3% ของ GDP

    องค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ส่งสัญญาณเตือนไทยอย่างชัดเจนว่า รากฐานด้านหลักนิติธรรมที่อ่อนแอกำลังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ และอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย

    คำเตือนครั้งนี้ไม่ใช่แค่ข้อสังเกตเชิงทฤษฎี แต่มาพร้อมข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ชี้ชัดว่า หลักนิติธรรมที่อ่อนแอไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางกฎหมายหรือปัญหานามธรรม แต่กลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง และกำลังฉุดรั้งศักยภาพการพัฒนาของประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ความยุติธรรมคือปัญหาเศรษฐกิจโดยตรง

    ดร.ทาเทียนา เทปโลวา หัวหน้าที่ปรึกษาอาวุโสด้านความยุติธรรมจาก OECD ได้ทลายภาพจำเดิมๆ ที่มองว่าความยุติธรรมเป็นเพียงเรื่องของสังคมและกฎหมาย โดยกล่าวตรงๆ ว่า

    “ความยุติธรรมไม่ใช่แค่ปัญหาสังคม แต่คือปัญหาของการเติบโตและเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจโดยตรง… ประเทศที่มีระบบยุติธรรมที่คาดเดาได้และมีประสิทธิภาพจะดึงดูดนักลงทุนได้มากกว่าเสมอ”

    ดร.เทปโลวา เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ข้อพิพาททางกฎหมายที่ไม่ได้รับการแก้ไข สามารถสร้างความเสียหายให้ประเทศได้สูงถึง 3% ของ GDP ถ้าคำนวณจากขนาดเศรษฐกิจของไทย หมายถึงเงินหลายแสนล้านบาทที่หายไปในแต่ละปี

    ความเสียหายนี้ไม่ได้มาจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของเศรษฐกิจ ต้องแบกรับจากการที่กติกาไม่ชัดเจน และการบังคับใช้สัญญาทำได้อย่างอ่อนแอและล่าช้า

    ในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ หลักนิติธรรมคือปัจจัยพื้นฐานที่สุดในการตัดสินใจลงทุน เพราะพวกเขาต้องการความแน่นอนและความเชื่อมั่นในระบบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากระบบที่ยุติธรรมเท่านั้น การที่ไทยตั้งเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิก OECD การปฏิรูปหลักนิติธรรมจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขบังคับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    เวที Rule of Law Forum: จุดนัดพบของคำเตือน

    ข้อมูลและคำเตือนเหล่านี้ถูกนำเสนอในงาน Rule of Law Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ ‘การฟื้นฟูโครงสร้างเชิงระบบและหลักนิติธรรมเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (Institutional Readiness for Thailand’s Competitiveness)’ เวทีจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ณ อาคารสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) โดยความร่วมมือระหว่าง TIJ เครือข่ายผู้บริหารด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนา (RoLD) The World Justice Project (WJP) และสำนักข่าว THE STANDARD

    การรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญจากหลายองค์กรระดับโลกในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเสวนาทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณร่วมกันว่าปัญหาหลักนิติธรรมของไทยต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

    WJP ส่องกระจก: ไทยอยู่ตรงไหนในภาวะถดถอยของหลักนิติธรรมโลก

    มร.มาร์ค ลูอิส ผู้แทนจาก The World Justice Project (WJP) องค์กรผู้จัดทำดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรมที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ฉายภาพให้เห็นบริบทที่กว้างขึ้นว่า โลกกำลังเผชิญกับ ‘ภาวะถดถอยของหลักนิติธรรม’ (Rule of Law Recession) มาหลายปีแล้ว

    ซึ่งหมายความว่าการแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดการลงทุนกำลังทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ประเทศที่ไม่ปรับตัวหรือปล่อยให้หลักนิติธรรมอ่อนแอลงจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว

    ดัชนี Rule of Law Index ที่ WJP จัดทำขึ้นไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในรายงาน แต่เป็นกระจกสะท้อนความจริงของประเทศ WJP อธิบายความเชื่อมโยงที่แยกไม่ออกระหว่างหลักนิติธรรมกับเศรษฐกิจว่า

    “หลายคนอาจไม่ทันสังเกต แต่ช่องทางที่หลักนิติธรรมส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันนั้นชัดเจนมาก ตั้งแต่กระบวนการยุติธรรมทางแพ่งที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งทำให้การบังคับใช้สัญญาทำได้ยาก ไปจนถึงปัญหาคอร์รัปชันที่จำกัดการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งหมดนี้คืออุปสรรคโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

    การที่ดัชนีชี้ให้เห็นจุดอ่อนของไทยในมิติสำคัญอย่างการปราศจากคอร์รัปชันและประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎระเบียบ จึงเป็นการส่งสัญญาณโดยตรงว่ารากฐานของไทยกำลังมีปัญหาอย่างหนัก

    ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ WJP ไม่ได้เพียงแต่วัดผล แต่กำลังชี้ให้เห็นถึงกลไกที่ความอ่อนแอของหลักนิติธรรมกำลังทำลายเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นระบบ

    ไทย ‘ย่ำอยู่ที่เดิม’ 10 ปี ขณะที่โลกวิ่งหน้า

    ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ นำเสนอข้อมูลสถานการณ์ของประเทศไทยที่น่ากังวลจาก WJP Rule of Law Index ปี 2024 ปัจจุบันประเทศไทยได้คะแนนเพียง 0.50 เต็ม 1 อยู่ในอันดับที่ 78 จาก 142 ประเทศ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งของโลกและภูมิภาค

    ดร.พิเศษ วิเคราะห์สถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาและเจ็บปวดว่า “เรากำลังยืนอยู่บนสนามแข่งขันที่เอนเอียง ข้อมูลชี้ชัดว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเรายังย่ำอยู่ที่เดิม ในขณะที่โลกวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง การไม่พัฒนาขึ้นก็เท่ากับเรากำลังถอยหลัง”

    คำว่า ‘สนามแข่งขันที่เอนเอียง’ ไม่ใช่แค่คำเปรียบเทียบ แต่เป็นภาพสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างในไทยอย่างแท้จริง เมื่อกฎหมายขาดความชัดเจนและศักดิ์สิทธิ์ การบังคับใช้ไม่สม่ำเสมอและเลือกปฏิบัติ ระบบราชการขาดความโปร่งใสและความรับผิดชอบ

    สิ่งเหล่านี้สร้างสภาวะที่ผู้ประกอบการขนาดเล็กและธุรกิจที่พยายามดำเนินไปตามกติกาต้องเสียเปรียบอยู่เสมอ การ ‘ย่ำอยู่ที่เดิม’ มานานนับทศวรรษไม่ใช่แค่การเสียเวลา แต่คือการสูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศอย่างมหาศาล และกำลังทำให้ไทยถูกประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งแซงหน้าไปเรื่อยๆ

    จุดอ่อนที่สุดที่ ดร.พิเศษ เน้นย้ำคือ การจำกัดอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไทยได้คะแนนน้อยที่สุด สะท้อนถึงปัญหาการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นรากเหง้าที่ทำให้ปัญหาอื่นๆ ทั้งคอร์รัปชันและความไม่เป็นธรรมยังคงดำรงอยู่และลุกลามต่อไป

    ถึงเวลาเผชิญความจริงและลงมือปฏิรูป

    ภาพรวมจากทั้ง 3 มุมมอง – OECD, WJP และ TIJ – ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจนและน่ากังวล ‘สนามที่เอนเอียง’ ที่ ดร.พิเศษ กล่าวถึงคือต้นเหตุที่นำไปสู่ ‘GDP 3% ที่สูญเสีย’ ที่ OECD เตือนไว้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมอันดับ Rule of Law ของไทยจึงย่ำอยู่ที่เดิมมาตลอดทศวรรษ

    เสียงเตือนจากทุกทิศทางดังขึ้นพร้อมกันแล้ว คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าปัญหาคืออะไร เพราะทุกคนรู้ดีอยู่แล้ว แต่คำถามที่แท้จริงคือ ประเทศไทยจะพร้อมยอมรับความจริงและลงมือปรับปรุงระบบให้กลับมามีความเป็นธรรมหรือไม่

    เพราะถ้ายังคงเพิกเฉยหรือปล่อยให้ปัญหาลุกลามต่อไป สิ่งที่เสี่ยงจะสูญเสียไปไม่ใช่แค่โอกาสในการเข้าเป็นสมาชิก OECD แต่คืออนาคตทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าตัวเลข GDP หลายเท่าตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/oecd-thailand-rule-of-law-gdp-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RkXJyH0M86WS3wLQZgcB3

  • ‘ขัตติยา’ “ชี้การเงินยั่งยืน” กุญแจป้องกัน วิกฤติเศรษฐกิจ

    ‘ขัตติยา’ “ชี้การเงินยั่งยืน” กุญแจป้องกัน วิกฤติเศรษฐกิจ

    การเงิน-การลงทุน

    ‘ขัตติยา’ “ชี้การเงินยั่งยืน” กุญแจป้องกัน วิกฤติเศรษฐกิจ

    09 ต.ค. 2025 เวลา 19:04 น.

    ‘ขัตติยา’ กสิกรไทย ชี้ “การเงินยั่งยืน” กุญแจป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจ เตือนไทยต้องเริ่มตอนนี้ เพื่อหลุดกับดักรายได้ปานกลาง

    นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในหัวข้อ “การเงินยั่งยืน เกราะป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจ”ในงาน Thailand Economic Outlook 2026 Out of the Trap กรุงเทพธุรกิจ ว่า “การเงินยั่งยืน” หมายถึง การจัดสรรเงินลงทุนหรือให้สินเชื่อไปยังภาคส่วนที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero หรือลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิให้เป็นศูนย์

    แนวคิดนี้ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงสองปีที่ผ่านมา แต่โจทย์ปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ยังหมายถึงกรอบทางการเงินที่จะช่วยป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจได้ด้วย

    หากมองไปที่การเงินยั่งยืนในไทย โดยเฉพาะการเงินสีเขียว พบว่ายังอยู่ในระดับต่ำมาก มูลค่าการเงินสีเขียวรวมทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 480,000 ล้านบาท แม้ว่าหากนับรวมทั้งตราสารหนี้ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ก็ยังไม่ถึง 2-5% ของสินเชื่อรวมทั้งหมดในประเทศ ซึ่งยังห่างไกลจากเป้าหมาย Net Zero

    อย่างไรก็ตาม การเงินยั่งยืนไม่ควรถูกตีกรอบเฉพาะการปล่อยกู้เพื่อเป้าหมาย Net Zero เพราะในขณะที่โลกกำลังเดินหน้าเรื่อง Green Finance ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้าอีกมาก ทั้งปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นที่ต้องแก้ไขทันที และปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะกลาง และยาว

    อย่างไรก็ตามในมุมธนาคารกสิกรในด้านสิ่งแวดล้อม ธนาคารได้เพิ่มเป้าสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero เป็นมูลค่า 400,000–500,000 ล้านบาท เพื่อช่วยให้ลูกค้าเดินหน้าสู่เป้าหมายดังกล่าวได้อย่างจริงจัง

    สำหรับโจทย์เรื่อง “การเงินยั่งยืนเพื่อป้องกันวิกฤติเศรษฐกิจ” ปิติเห็นว่า คือ การจัดสรรเงินทุน และสินเชื่อให้สอดคล้องกับประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นคง และความทั่วถึง โดยเฉพาะในแง่ Financial Inclusion หรือการเข้าถึงระบบการเงินอย่างเท่าเทียม หากทำได้จริง เศรษฐกิจไทยก็จะมีฐานมั่นคง และเติบโตอย่างยั่งยืน

    คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าเราจะทำอย่างไร แต่คือ ทำไมต้องเริ่มเดี๋ยวนี้ เพราะหากไม่เริ่ม ประเทศไทยอาจพลาดโอกาสในการเติบโตทั้งในระดับธุรกิจ และระดับประเทศ

    หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทย คือ กับดักรายได้ปานกลาง หรือ Middle Income Trap ซึ่งประเทศไทยติดอยู่ในกับดักนี้มานานถึง 40 ปี โดยเฉพาะ 10–12 ปีที่ผ่านมา รายได้เฉลี่ยของคนไทยแทบไม่เติบโต ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 7,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 20,000 บาทต่อเดือน หากต้องการหลุดพ้นจากกับดักนี้ ต้องเพิ่มรายได้ต่อหัวเป็นอย่างน้อย 12,600 ดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 35,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่

    การออกจากกับดักนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากสามภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยแต่ละภาคมีบทบาท และความท้าทายแตกต่างกัน ภาครัฐต้องรับมือกับระดับหนี้สาธารณะสูงถึง 64% ของจีดีพี

    ขณะที่ขีดความสามารถการแข่งขันยังอยู่ในระดับต่ำ ส่วนสถาบันการเงินต้องบริหารจัดการคุณภาพหนี้อย่างใกล้ชิด ในขณะที่ภาคเอกชน และประชาชนต้องปรับตัวภายใต้เศรษฐกิจที่เติบโตช้า และผันผวน

    ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ผลกระทบจากสงครามการค้า ภาษีนำเข้า การเข้าสู่สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงเทคโนโลยี และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

    ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว หากยังทำแบบเดิม ประเทศไทยก็จะยังคงอยู่ในกรอบเดิม

    ในมุมของภาครัฐ มองว่าต้องเร่งสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจให้แข็งแรง ผ่านนโยบายที่สนับสนุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลาง และขนาดเล็ก ต้องลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ และทำให้กฎระเบียบต่างๆ มีความเท่าเทียม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถแข่งขันได้บนกติกาเดียวกับรายใหญ่

    เช่นเดียวกับภาคเอกชน ที่ต้องกลับมาจัดการโครงสร้างทางการเงินของตนเอง โดยเฉพาะการนำหนี้นอกระบบกลับเข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อเข้าถึงแหล่งทุนอย่างถูกต้อง ลดภาระดอกเบี้ย และบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ การเพิ่มผลิตภาพทั้งในด้านการผลิต และการดำเนินงาน จะช่วยให้สามารถเพิ่มรายได้ และเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความยั่งยืนทางธุรกิจ

    บทบาทของธนาคารถือเป็นสิ่งสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินให้ถูกทิศทาง ต้องนำเงินทุน และสินเชื่อไปสู่ภาคส่วนที่สามารถต่อยอด และขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง เพราะทรัพยากรมีจำกัด

    ธนาคารจึงต้องส่งเงินไปยังที่ ที่ใช่เพื่อสร้างผลลัพธ์สูงสุด ทั้งในด้านการเข้าถึงแหล่งทุน การสร้างโซลูชันทางการเงินใหม่ๆ และการช่วยให้ลูกค้าธุรกิจมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจ

    เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าว ธนาคารต้องลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ ผ่านการหาทุนราคาถูก และปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน และพร้อมต่อยอดเศรษฐกิจไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero และความมั่นคงในระยะยาว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1202508&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iKWmP5r7lcjRlftqDoW6K

  • “ศุภจี” ชูกลยุทธ์ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ฟื้นเศรษฐกิจ เร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ ให้จบสิ้นปี

    “ศุภจี” ชูกลยุทธ์ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ฟื้นเศรษฐกิจ เร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ ให้จบสิ้นปี

    “ศุภจี” ชูกลยุทธ์ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ฟื้นเศรษฐกิจ เร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ ให้จบสิ้นปี

    ศุภจี ชี้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ชูกลยุทธ์ ”กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว“ เร่งเจรจาเรื่องภาษีสหรัฐฯ ให้จบสิ้นปีนี้

    คุณศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงาน “Out of The Trap Thailand Economic Outlook 2026” ว่าตอนนี้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะจากนโยบายทางการเงินและมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่กระทบกับประเทศไทยโดยตรง รวมถึงค่าแรงที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลาทำให้ภาคเอกชนมีต้นทุนที่ไม่ชัดเจน

    ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้จะต้องเร่งทำคือ พยายามแก้ปัญหาและเจรจาหาข้อยุติเรื่องเพดานภาษีกับสหรัฐฯ ให้ได้เร็วที่สุดภายในสิ้นปีนี้ เพราะถ้าไม่สามารถทำได้เศรษฐกิจไทยจะลำบาก และตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกที่เป็นผู้ค้ากับสหรัฐฯก็กำลังปรับตัวด้วยการหาประเทศคู่ค้าใหม่เพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับประเทศไทย ส่วนปัจจัยภายในประเทศที่สำคัญ ก็คือ เศรษฐกิจไทยเติบโตลดลง อัตราเงินเฟ้อต่ำ และผลิตภาพของแรงงานก็ลดลง ทั้งหมดนี้ ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยให้ชะลอตัว ซึ่งหากประเทศไทยไม่เปลี่ยนอะไรคงไม่ได้แล้ว

    กระทรวงพาณิชย์ จึงขอเสนอทำกลยุทธ์ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” กับ 7 นโยบาย 3 ยุทธศาสตร์ โดยมี 3 ข้อหลัก ๆ คือ

    1. เสริมรายได้ฐานรากและสร้างรายได้ให้มั่นคงในภาคเกษตรกร

    2. เร่งขยายตลาดและหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดีย ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    3. ลดภาระค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อ

    ซึ่งทั้งหมดนี้จะอยู่ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์ใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์ คือ

    1. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ด้วยการปรับโครงสร้างสินค้าเกษตร

    2. มุ่งสู่ตลาดอาหารแห่งอนาคต

    3. พัฒนาระบบนิเวศการค้าสู่ระบบดิจิทัล

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2888138&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GwibVmRypMMyMGQg2aLVz