Category: เศรษฐกิจ

  • นายกฯ ย้ำประชุม ครม.เศรษฐกิจทุกบ่ายวันจันทร์

    นายกฯ ย้ำประชุม ครม.เศรษฐกิจทุกบ่ายวันจันทร์

    นายกฯ เผย ประชุม ครม.เศรษฐกิจทุกบ่ายวันจันทร์ กลั่นกรองเรื่องก่อนเข้าครม.ชุดใหญ่

    09 ต.ค.2568 – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจจะเริ่มได้เมื่อใด ว่า ครม.เศรษฐกิจได้มีการตั้งขึ้นมาแล้ว โดยคาดว่าจะประชุมทุกบ่ายวันจันทร์ จะได้มีการกลั่นกรองชั้นหนึ่งก่อน ซึ่งใน ครม.เศรษฐกิจก็มีหลายคนที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว ฉะนั้นเวลามีเรื่องที่จะเข้าสู่การประชุม ครม.ประจำสัปดาห์จะได้ทำความเข้าใจและพิจารณาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    เมื่อถามว่า ส่วนระยะเวลาการทำงาน 4 เดือนนี้จะตั้งคู่สมรสคณะรัฐมนตรีขึ้นมาช่วยทำงานและสนับสนุนภารกิจด้วยหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า เอาไว้หลังเลือกตั้ง ตอนนี้เป็น ครม.มู ก่อนขอตัวขึ้นไปไหว้องค์นรสิงห์จำลองที่ด้านบนตึกไทยคู่ฟ้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/875968/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FjM3clQTUVErdAu2GG0hA

  • ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จัดงานเสวนา “Thailand Wellness Tourism: From Longevity Economy to Lifestyle for All” รวบรวมผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ชีวาศรม  ปัญญ์ปุริ  Thailand Gastronomy และโรงแรมสุโขทัย ประสานเสียง Wellness Tourism กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หลังโควิดดันพฤติ กรรมผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น สอดคล้องข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลกปี 2025 จะมีมูลค่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 230 ล้านล้านบาท ตลาด Wellness Tourism ของโลกเติบโตเร็วกว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า

    นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)  และที่ปรึกษา BDMS Wellness เปิดเผยว่า วิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพทั้งด้านอาหาร การออกกำลังกาย และสุขภาพจิต จนแนวคิด Well-being กลายเป็นไลฟ์สไตล์สำคัญและต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่สร้างคุณค่าแก่ทั้งร่างกายและเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่เดินทางเพื่อสุขภาพโดยตรง (Primary Wellness Tourism) และมียอดใช้จ่ายสูง สัดส่วน 15% และผู้ที่ท่องเที่ยวทั่วไปแต่ใช้จ่ายด้านสุขภาพเสริม (Secondary Wellness Tourism) มีสัดส่วน 85%

    Ecosystem แข็งแรง กุญแจสู่ Wellness Destination ของไทย

    คุณภูมิกิตติ์ย้ำว่า หากประเทศไทยต้องการเป็น Wellness Destination ระดับโลก ต้องเร่งขยายฐานกลุ่ม Primary ผ่านการสร้าง Ecosystem ครบวงจร ตั้งแต่นโยบายรัฐ มาตรฐานบริการ แพ็กเกจท่องเที่ยวสุขภาพแบบบูรณาการ จนถึงการสร้างสุขภาวะให้คนไทยเอง พร้อมทั้งเจาะตลาด Gen Z (13–28 ปี) นักเดินทางรุ่นใหม่ที่พร้อมลงทุนเพื่อประสบการณ์สุขภาพและคุณภาพชีวิต ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ตลาด Wellness โตแรงนักท่องเที่ยวพร้อมเปย์ พักไทยยาวสูงสุด 6 เดือน

    นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหารและประธานกรรมการ ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้าชีวาศรม 80% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ 20% เป็นนักท่องเที่ยวไทย เพิ่มขึ้นจากก่อนโควิดที่มีไม่ถึง 2% กลุ่มหลักคือ Gen X (46–60 ปี) รองลงมาคือ Gen Y (31–45 ปี) ที่นิยมท่องเที่ยวควบคู่สุขภาพแบบองค์รวม มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 60,000–100,000 บาทต่อคนต่อทริป และมีแนวโน้มพักระยะยาวมากขึ้น ตั้งแต่ 7 คืนจนถึง 3 เดือน บางรายอยู่นานถึง 6 เดือน

    เสน่ห์ของความเป็นไทย ต่อยอดรายได้ยั่งยืน

              นายกรดกล่าวเพิ่มเติมว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยได้ ต้องใช้เสน่ห์ความเป็นไทย เป็นตัวดึงดูดเพราะผู้คนทั่วโลกตระหนักว่าสุขภาพคือเรื่องสำคัญและใช้การท่องเที่ยวเป็นโอกาสปรับพฤติกรรม ประเทศไทยมีจุดแข็งครบ ทั้งอาหารสุขภาพ สมุนไพร การแพทย์แผนไทย และวัฒนธรรมที่สัมผัสได้จริง ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    Thai Senses จุดแข็งของไทยในตลาดโลก

    สอดคล้องกับนายปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ จำกัด ที่ระบุว่า  ประเทศไทยมีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมที่ผูกโยงกับ 5 Senses – กลิ่น รส สัมผัส เสียง และบรรยากาศ ซึ่งปัญญ์ปุริได้นำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์และ Wellness Experience ที่แตกต่าง เช่น กลิ่นหอมจากพืชพันธุ์ธรรมชาติและภูมิปัญญาโบราณที่ช่วยบำบัดความเหนื่อยล้าได้จริง และยังเป็นกระจายสู่ท้องถิ่น จุดแข็งเหล่านี้คือ Top of Mind ที่สามารถต่อยอด และสร้างรายได้ในระดับโลก

    โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการไทยในตลาด Wellness โลก

    ตลาด Wellness กำลังเปิดกว้างต่อประสบการณ์ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่ตลาดโลกยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเรื่องมาตรฐานสากลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการสื่อสารแบรนด์ให้ร่วมสมัย การพัฒนาตลาด Wellness จึงไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเสริมพลัง Soft Power ไทย และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    อาหารเป็นยา คืนคุณค่าโภชนาการและสมุนไพรสู่จานอาหาร

    ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network กล่าวว่า อาหารไทยมีความพร้อมอย่างมากในการเป็นหนึ่งในหัวใจของ Wellness Tourism เพราะเรามีภูมิปัญญาเรื่องสมุนไพร เครื่องแกง และการผสมรสที่สะท้อนหลัก อาหารเป็นยา ( Food as Medicine ) อย่างแท้จริง หากเรายกระดับความเข้าใจเรื่องคุณค่าอาหารไทย และสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง รสชาติ สุขภาพ และ วัฒนธรรม ก็จะสามารถต่อยอดอาหารไทยให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของ Wellness Tourism ได้ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และคุณค่าทางใจของผู้มาเยือน

    เธอกล่าวเสริมว่า ข้อมูล GWI ยังระบุอีกว่าอุตสาหกรรม Wellness Tourism จะเติบโตเป็น1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 51 ล้านล้านบาท ภายในปี 2027 ซึ่งเติบโตเร็วกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปประมาณ 1,886 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 68,000 บาท สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 56% ขณะเดียวกันประเทศไทยยังครองอันดับ 1 ด้านการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ระหว่างปี 2022 – 2023 จากบรรดา 25 ตลาดสุขภาพชั้นนำของโลก

    “ด้วยจุดแข็งด้านอาหาร สมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากที่จะก้าวสู่ ‘Wellness Hub แห่งเอเชีย โดยเฉพาะหากเรานำแนวคิดอาหารเป็นยา และ Wellness on a Plate มาต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทั้งอร่อย ดีต่อสุขภาพ และสะท้อนคุณค่าความเป็นไทยได้อย่างร่วมสมัย”
    ผศ.ดร. จุฑามาศ วิศาลสิงห์ กล่าวทิ้งท้าย

    The Sukhothai Spa สะท้อนแก่นแท้ Wellness Tourism ไทย

    มิสเตอร์ริชาร์ด ดอยท์ล ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ กล่าวว่า The Sukhothai Spa ถือเป็นตัวอย่างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่นำเอกลักษณ์เรือนไทยโบราณผสานกับศาสตร์การบำบัดสมัยใหม่อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างทั้งการพักผ่อนและการเยียวยาแบบองค์รวม เชื่อมโยงประสบการณ์ทางวัฒนธรรมเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น นอกจากนี้การได้รับรางวัล Michelin Keys 2 ดอก สะท้อนมาตรฐานการบริการระดับโลกของโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Destination ชั้นนำของโลก ได้อย่างยั่งยืน

    เทรนด์ท่องเที่ยวสุขภาพมาแรง สะท้อนการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี เปิดเผยว่า สมาชิก  เคทีซีมีพฤติกรรมลงทุนด้านสุขภาพควบคู่กับการท่องเที่ยวมากขึ้นโดยยอดใช้จ่ายในโรงแรมที่ตอบโจทย์ Wellness มียอดต่อครั้งสูงกว่าโรงแรมทั่วไป 1.88 เท่า และยังเห็นสัญญาณการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพของกลุ่มคนอายุ 30–35 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เคทีซีมองว่าการท่องเที่ยวในอนาคตคือการสร้าง Travel Ecosystem ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและคุณภาพชีวิตในทุกขั้นตอน ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์เฉพาะสำหรับ Customer Journey เช่น แพลตฟอร์ม KTC Wellness Hub ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์มากกว่า 60 พันธมิตร ครอบคลุมรีสอร์ทสุขภาพ โรงพยาบาล สปา และร้านอาหารสุขภาพ มอบสิทธิพิเศษที่ไม่ใช่แค่ส่วนลด แต่เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าถึงบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐาน สะดวก และคุ้มค่าอย่างแท้จริง

    “บทบาทของเคทีซีไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการบัตรเครดิตแต่คืออีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผู้ประกอบการเชื่อมต่อกับฐานลูกค้าคุณภาพกว่า 2.8 ล้านราย และสร้างโอกาสใหม่ในตลาด Wellness Tourism ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ Wellness Destination ชั้นนำของโลก” นางสาววริษฐา กล่าวทิ้งท้าย

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/09/585242/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tJC8B0ZuaXY0imuMqF7Gm

  • ‘เอกนิติ’ เร่งปลดล็อค 4 กับดักฉุดเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว

    ‘เอกนิติ’ เร่งปลดล็อค 4 กับดักฉุดเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว

    วันนี้ (9 ตุลาคม 2568) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผนในงาน Thailand Economic Outlook 2026 “Out of The Trap” จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับดักที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถขยายตัวได้เต็มศักยภาพ โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทย ขยายตัวได้ในระดับต่ำ เฉลี่ย 2% เท่านั้น ส่งผลให้ไม่สามารถผลักดันให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ 

    สำหรับกับดักที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน เห็นว่ามีด้วยกัน 4 กับดักใหญ่ ซึ่งรัฐบาลกำลังหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน นั่นคือ 

    1.กับดักเรื่องของการลงทุน ปัจจุบันการลงทุนทั้งการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทย ปรับลดลงเหลือเพียงสัดส่วน 20% ต่อ GDP ลดลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 ซึ่งมีการลงทุนสูงกว่า 40% ส่งผลให้เกิดปัญหาในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยอย่างมาก 

    ทั้งนี้ในแนวทางการแก้ไขปัญหา ล่าสุดได้หารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อหาทางสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น AI ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ BCG และ EV โดยกำหนดเป้าหมายการดึงดูดให้ชัดเจน โดยกำหนดแนวทางการส่งเสริมแบบ Fast Pass คือการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศที่จะได้รับการอำนวยความสะดวกในการลงทุนแบบ Fast Track ควบคู่ไปกับการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน

    2.กับดักเรื่องของคน ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุเกินกว่า 20% เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต และยังเป็นต้นทุนเรื่องของงบประมาณภาครัฐในการเข้าไปดูแลสวัสดิการอีกด้วย

    สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหานั้น ส่วนแรกนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายออกมาแล้วเกี่ยวกับการขยายเกษียณอายุราชการ ขณะเดียวกันในตลาดแรงงานนั้น รัฐบาลกำลังหาทางสร้างคนให้ตรงกับงานและตรงความต้องการของตลาด โดยเฉพาะแรงงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ล่าสุดได้หารือกับบีโอไอ เพื่อสร้างบุคลากรทักษะสูง ให้ได้ 100,000 คน ภายในระยะเวลา 4 เดือน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผนในงาน Thailand Economic Outlook 2026

    3.กับดักเทคโนโลยี เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวกระโดดไปมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทัน โดยเพาะในภาคอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลเตรียมออกมาตรการมาช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทัน ผ่านกลไกของกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยจะให้เงินสนับสนุน (Grant) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับตัว 

    โดยรัฐช่วยเหลือสัดส่วน 50% หากเป็นรายเล็กจะได้วงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท และรายกลาง ได้วงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินของรัฐเข้าไปช่วยเหลือด้วย ล่าสุดได้หารือกับสมาคมธนาคารไทยแล้ว และยืนยันที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับตัว

    4.กับดักหนี้ ปัจจุบันมีหนี้อยู่ 3 ขาสำคัญ คือหนี้ภาคประชาชน ซึ่งเป็นหนี้ครัวเรือน ต่อมาคือหน้าเอสเอ็มอี และสุดท้ายคือนี้ภาครัฐ ทั้งนี้ส่วนที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือหนี้ภาคประชาชน ล่าสุดรัฐบาลมีนโยบายในการช่วยเหลือประชาชนที่มาระหนี้ โดยเตรียมซื้อหนี้เสีย หรือ NPL ของประชาชนออกมา แต่ในการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อซื้อหนี้ อาจจะทำไม่ทันในช่วงเวลา 4 เดือน 

    ดังนั้นรัฐบาลอาจใช่กลไกเดิมที่มีอยู่เข้ามาดำเนินการ เช่น การให้บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ SAM และ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เข้ามาดำเนินการในช่วงแรกไปก่อน

    ส่วนหนี้ของเอสเอ็มอี รัฐบาลจะให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาดูแลเรื่องการค้ำประกันสินเชื่อ ขณะที่หนี้ภาครัฐ จะพยายามรักษาวินัยการเงินการคลังให้อยู่ในกรอบ

    ‘เอกนิติ’ เร่งปลดล็อค 4 กับดักฉุดเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว

    “แม้รัฐบาลจะมีเวลาแค่ 4 เดือน และไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งหมด แต่ก็ต้องเริ่มต้นทำ และการดำเนินการผ่านแผนงานต่าง ๆ เชื่อว่า จะเป็นการวางรากฐานในการแก้ปัญหาระยะยาวนี้ได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641005&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XW2WibK7TnlJ-wsA6QXdT

  • IMF คาดเศรษฐกิจโลกปีนี้-ปีหน้าชะลอตัวเล็กน้อย แม้เผชิญแรงกดดันหลายด้าน : อินโฟเควสท์

    IMF คาดเศรษฐกิจโลกปีนี้-ปีหน้าชะลอตัวเล็กน้อย แม้เผชิญแรงกดดันหลายด้าน : อินโฟเควสท์

    คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวเมื่อวันพุธ (8 ต.ค.) ว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่คาด แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากผลกระทบหลายด้าน พร้อมคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้และปี 2569 จะชะลอลงเพียงเล็กน้อย

    กอร์เกียวาระบุว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัว แต่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยซึ่งหลายฝ่ายวิตกเมื่อ 6 เดือนก่อนได้ โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ และหลายประเทศยังทรงตัวได้ดี เนื่องจากมีนโยบายเหมาะสม ภาคเอกชนปรับตัวได้ดี ภาษีนำเข้าส่งผลกระทบไม่รุนแรง และภาวะการเงินเอื้ออำนวย

    กอร์เกียวาเผยว่า IMF คาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าจะลดลงเพียงเล็กน้อย ขณะที่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกสามารถทนแรงกดดันจากผลกระทบหลายด้านได้

    เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2568 ขึ้น 0.2% เป็น 3.0% และปรับขึ้น 0.1% เป็น 3.1% สำหรับปี 2569

    ทั้งนี้ IMF มีกำหนดเผยแพร่รายงาน World Economic Outlook ฉบับใหม่ในวันอังคารหน้า (14 ต.ค.) ระหว่างการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกที่กรุงวอชิงตัน โดยการประชุมเกิดขึ้นในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างผลกระทบต่อการค้าระดับโลกด้วยการกำหนดภาษีศุลกากรในอัตราสูงและดำเนินนโยบายเข้มงวดเรื่องการเข้าประเทศ ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและแนวโน้มตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว

    กอร์เกียวากล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจโลกโดยรวมดีกว่าที่วิตกกัน แต่ยังแย่กว่าที่ควรจะเป็น โดย IMF คาดว่าอัตราการเติบโตระยะกลางของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ที่ราว 3% ต่ำกว่าระดับคาดการณ์ที่ 3.7% ก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535871&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JxMXYQW7qGOSW8aBVKiSN

  • การพบปะระหว่างประธานองค์กรพลังงานปรมาณูของอิหร่านกับประธานบริษัทรัฐวิสาหกิจ “รูซอะตอม”

    การพบปะระหว่างประธานองค์กรพลังงานปรมาณูของอิหร่านกับประธานบริษัทรัฐวิสาหกิจ “รูซอะตอม”

    🔻หลังจากการเดินทางเยือนรัสเซียเมื่อเร็ว ๆ นี้ของ ประธานองค์การพลังงานปรมาณูแห่งชาติอิหร่าน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา คณะผู้แทนจากบริษัท “รูซอะตอม” ของรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งนำโดย นายนิโคไล สปาสกี้ รองประธานฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของบริษัท ได้เดินทางมายังกรุงเตหะราน และเข้าพบหารือกับเจ้าหน้าที่ขององค์การพลังงานปรมาณูอิหร่าน
    🔸หัวข้อหลักในการเจรจา คือ การขยายความร่วมมือด้านเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และ การก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ขนาด 1,250 เมกะวัตต์
    🔻ในการเยือนกรุงมอสโกของ โมฮัมหมัด อิสลามี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการลงนามใน บันทึกความร่วมมือสองฉบับ ว่าด้วย เตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก และ โครงการโรงไฟฟ้า “อิหร่าน–โฮร์โมซ” ซึ่งประกอบด้วยเตาปฏิกรณ์ 1,250 เมกะวัตต์ จำนวน 4 เครื่อง รวมมูลค่าโครงการกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • 4 กับดักรั้งเศรษฐกิจไทย – วิธีแก้ปัญหา  จากมุมมอง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง

    4 กับดักรั้งเศรษฐกิจไทย – วิธีแก้ปัญหา จากมุมมอง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง

     วิเคราะห์ 4 กับดักสำคัญที่รั้งเศรษฐกิจไทย 

    แกนหลักในวิสัยทัศน์ของนายเอกนิติ คือการวิเคราะห์ถึง “โรค” ที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเขาได้ระบุถึง 4 กับดักสำคัญ ที่ทำให้การเติบโตหลังวิกฤตปี 2540 ชะลอตัวลงอย่างน่าใจหาย

    1.กับดักด้านการลงทุน (The Investment Trap): ตัวเลขที่น่าตกใจคือ สัดส่วนการลงทุนของรัฐและเอกชนเคยสูงถึง 40% ของ GDP ก่อนปี 2540 แต่ปัจจุบันกลับลดฮวบลงมาเหลือเพียง 20% “ไม่มีการลงทุนใหม่ จะเอาที่ไหนไปโต” นายเอกนิติตั้งคำถามเชิงท้าทาย

    2. กับดักด้านประชากร (The Demographic Trap): ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยประชากร 1 ใน 5 มีอายุเกิน 60 ปี ซึ่งหมายถึงรายได้ที่หายไปจากระบบ ขณะที่คนรุ่นใหม่กลับมีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ ก่อให้เกิดปัญหา “Skills Mismatch” ที่รุนแรง

    3.กับดักด้านเทคโนโลยี (The Technology Trap): แม้คนไทยจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ทันโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของ AI

    4. กับดักด้านหนี้สิน (The Debt Trap): หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ได้กัดกินกำลังซื้อของประชาชนระดับฐานรากจนหมดสิ้น ทำให้กลไกการบริโภคภายในประเทศไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ และกลายเป็นความเสี่ยงทางการเงินที่มาจากระดับ “จุลภาค”

    4 กับดักรั้งเศรษฐกิจไทย - วิธีแก้ปัญหา  จากมุมมอง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง

    การฟื้นฟูระยะยาว 

    แม้เวลา 4 เดือนจะไม่สามารถแก้ทุกปัญหาได้ แต่นายเอกนิติเชื่อว่าจะสามารถ “สร้างแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ได้ โดยได้วางแนวทางการแก้ปัญหาแต่ละกับดักไว้อย่างชัดเจน

    แก้กับดักการลงทุน: ปรับยุทธศาสตร์ของ BOI ใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่เน้นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ไปสู่การดึงดูด การลงทุนแนวใหม่ เช่น Data Center, เซมิคอนดักเตอร์, เศรษฐกิจ BCG ที่ต่อยอดจากฐานการเกษตรของประเทศไปสู่ Smart Farming และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ ห่วงโซ่อุปทานของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เช่น มอเตอร์ และเกียร์

    แก้กับดักด้านคน: มุ่งเน้นการ “สร้างคนให้ตรงกับความต้องการของตลาด” ผ่านการ Reskill และ Upskill อย่างจริงจัง โดยใช้กองทุนเพิ่มทักษะ 1 หมื่นล้านบาท และจัดอบรมระยะสั้นในรูปแบบ Bootcamp ที่เข้มข้นและใช้ได้จริง

    แก้กับดักเทคโนโลยี: ให้ BOI เป็นหัวหอกในการสนับสนุน การวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างเต็มที่ โดยจะมอบเงินทุนสนับสนุน (Grant) สูงถึง 50% เพื่อจูงใจให้เกิดนวัตกรรมในประเทศ

    แก้กับดักหนี้สิน:

    หนี้ครัวเรือน: จัดตั้งกองทุน 26,000 ล้านบาท เพื่อเข้า ซื้อหนี้เสียและปรับโครงสร้างหนี้ ให้กับลูกหนี้รายย่อย เป็นการ “ดึงเขาออกมา” จากวงจรหนี้

    หนี้ SMEs: เติมสภาพคล่องและผลักดันให้ SMEs เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่

    หนี้สาธารณะ: ยกระดับวินัยการคลังและสร้างความโปร่งใส โดยยืนยันว่าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” มูลค่า 44,000 ล้านบาท มาจากงบกลาง ไม่ได้เป็นการก่อหนี้เพิ่ม

    นี่คือการ”มองสั้น แต่คิดยาว” ที่ใช้มาตรการกระตุ้นเร่งด่วนเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนรากฐานที่สำคัญคือ วินัยทางการเงินและการคลังที่เข้มแข็ง เพื่อให้แน่ใจว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้ จะเป็นการกลับมาอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนอย่างแท้จริง

    4 กับดักรั้งเศรษฐกิจไทย - วิธีแก้ปัญหา  จากมุมมอง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860154&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L8a9dLQKvGLErVTgZLVte

  • ‘อนุทิน’ รีเซ็ตประเทศฝ่าความท้าทาย หวังเศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน

    ‘อนุทิน’ รีเซ็ตประเทศฝ่าความท้าทาย หวังเศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน

    ดังนั้น การรีเซ็ตประเทศไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนนโยบาย แต่คือ การเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีบริหารความร่วมมือ ซึ่งเราจะต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงพี่น้องประชาชน ที่จะต้องปรับตัว และให้ความร่วมมือไปพร้อมกัน

    นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับในส่วนของภาครัฐบาล ที่มีตน เป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น สิ่งที่ต้องรีเซ็ต เพื่อวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศ ประกอบด้วยดังนี้

    1.การรีเซ็ต ด้านความมั่นคง ก่อนที่เศรษฐกิจจะเดินหรือจะวิ่งต่อไปได้ ความมั่นคงของประเทศจะต้องมีความชัดเจน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยรัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยใช้พลังทั้งการทูต การทหาร และพลังทางเศรษฐกิจ เพื่อนำสันติภาพกลับคืนสู่ชีวิตพี่น้องประชาชน เปลี่ยนความตึงเครียดให้กลับมาเป็นความร่วมมือในอนาคตอันใกล้ และนี่คือความคาดหวังและทิศทางที่จะดำเนินต่อไป

    ขณะเดียวกัน จะต้องจัดการกับปัญหาภัยทางสังคมที่กัดกล่อนประเทศ ทั้งยาเสพติด พนันออนไลน์ อาชญากรรมข้ามชาติ และการหลอกลวงทางเทคโนโลยี เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายชีวิตของประชาชนในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการทุกท่าน โดยมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจของประเทศเราด้วย ดังนั้นจึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกัน แบบเป็น Unitเดียวกัน บูรณาการ ยึดหลักนิติธรรมด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยกฎหมายของประเทศจะต้องมีความศักดิ์สิทธิไม่เลือกปฏิบัติ และต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อปราบปรามการทุจริต คอรัปชั่น ซึ่งคือส่วนหนึ่งที่เป็นต้นทุนแฝง อยู่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศเรา และ มีผลกระทบต่อผู้เป็นผู้ประกอบการไม่มากก็น้อย

    ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการสมัครเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD หรือ Organisation for Economic Co-operation and developmentซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก ที่หากประเทศไหนได้เข้าเป็นสมาชิกได้ จะเป็นการยกระดับเรตติ้งของประเทศเช่นกัน โดยจะเน้นในเกณฑ์เรื่องการมีกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ที่จะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไทยจะต้องเร่งยกเครื่องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆให้ได้มาตรฐานสากล และตอบสนองต่อความต้องการของสังคมในโลกยุคปัจจุบัน

    2.รีเซ็ตด้านเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลชุดนี้กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นเรื่องสำคัญ คือ การสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ลดหนี้ ส่งเสริมภาคเกษตรกร และการสนับสนุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอีฟื้นตัวได้ โดยในเรื่องการสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับประชาชนนั้น ได้เร่งดำเนินการลดค่าครองชีพต่างๆ รวมถึงลดค่าพลังงาน ลดค่าขนส่ง รวมถึงจัดให้มีโครงการต่างๆ ให้เข้าถึงทุกชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลความเจริญเ พื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นในราคาที่เป็นธรรม

    นอกจากนี้ ยังดำเนินโครงการล่าสุด โดยที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมาโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำเสนอโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นนโยบายเศรษฐกิจเฉพาะกิจ ที่เป็นการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว ซึ่งได้ผ่านครม.เรียบร้อยแล้ว และเชื่อว่า ในอีกไม่กี่สัปดาห์จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ระดับฐานรากไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท โดยเป็นผลจากรัฐบาลใช้งบประมาณ 44,000 ล้านบาท และจากการเติมเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 20,000 กว่าล้านบาท โดยโครงการคนละครึ่งรัฐบาลเติม 44,000 ล้านบาท ประชาชนเติม 44,000 ล้านบาท รวมเป็น 88,000 ล้านบาท รวมโครงการบัตรสวัสดิการ จะส่งผลให้มีเม็ดเงินรวมกว่า 100,000 ล้านบาท

    เชื่อว่าเขาเหล่านั้นจะทำการใช้จ่ายเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนและกระจายตัวของเม็ดเงิน มั่นใจว่าจะทำให้มีการเสริมรายได้เพิ่มมากขึ้นในวงกว้าง ฝากให้ทุกท่านกระจายข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ เพราะหากเขาไม่เข้าใจ อาจทำให้เขาสูญเสียโอกาสได้

    นายอนุทิน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันจะเสริมความมั่นคงทางการเกษตร และพลังงานด้วยแนวทาง smart farming โดยจะสนับสนุนเรื่องพลังงานพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และภาคครัวเรือนและภาคเกษตร รวมถึงบริหารราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ที่ช่วยทั้งชาวนา และทำให้อยู่ในกติกาใหม่ของโลกไปพร้อมกัน ส่วนเรื่องการเสริมศักยภาพของภาคเอกชนและเอสเอ็มอี รัฐบาลเข้าว่า ท่านกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการค้า สงครามการค้า และความผันผวนจากตลาดโลก ซึ่งไทยจะต้องเร่งเจรจาข้อตกลงภาษีต่างตอบแทน Agreement on Reciprocal Tax นอกจากนี้ยังผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจริงจัง โดยการนำ AI และ Big DATA มาปรับใช้ในการผลิต การค้า และการบริการ รวมถึงอุตสาหกรรมอนาคตอย่างเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และกรีนเทคโนโลยี เป็นต้น

    วันนี้เราต้องตั้งเป้า เพราะวันนี้เราตามเวียดนาม และถือเป็นฝันร้ายของผม โดยไม่คิดว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะมีเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าประเทศในภูมิภาค โดยพวกเราจะต้องช่วยกัน ซึ่งไม่เกินความสามารถ เรานำมาไกลมาก จนเราอาจจะรู้สึกอยู่ตัว และชะลอตัว ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และมีความสุขกับสิ่งที่เป็น แต่พอเผลอแปปเดียว เหมือนกระต่ายกับเต่า ที่พอตื่นขึ้นมาเขาแซงไปแล้ว ดังนั้นเราจะต้องกระโดดให้ทัน ด้วยประสบการณ์พื้นฐานที่ดีของระบบเศรษฐกิจไทย ที่วางรากฐานมาอย่างยาวนาน พื้นฐานโครงสร้าง อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ สังคม มั่นใจว่า เรายังสามารถเกิดใหม่ โตใหม่ได้ ซึ่งหวังว่าประเทศไทยของเราจะยังสามารถคงความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจภูมิภาคได้ หากเราร่วมมือกัน

    นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะเดียวกันไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ กับการเผชิญกับสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ โดยวันนี้ประเทศไทยมีระบบประกันสุขภาพที่ดี รักษาทุกคน รักษาทุกที่ และรักษาทุกโรค แต่ทั้งนี้ก็มาพร้อมกับต้นทุนที่สูง อย่างไรก็ตาม หากไทยยังมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจเชื่อว่ายังไปต่อได้อย่างแน่นอน และคนเหล่านี้จะไม่เป็นภาระของลูกหลาน โดยปัจจุบัน รัฐบาลอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนการเกษียณอายุราชการจากปัจจุบัน ที่ 60 ปี ซึ่งเชื่อว่า เรื่องดังกล่าวเอกชนมีระบบการรองรับอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน เราจะไม่ปล่อยให้เกิดวิกฤติเด็กเกิดน้อยเป็นปัญหาของเราในอนาคต โดยจะร่วมกันส่งเสริมให้เด็กไทยเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีการพัฒนาทักษะ และกลับมาช่วยพัฒนาบ้านเกิด

    3.รีเซ็ตด้านสุดท้าย คือ ด้านสิ่งแวดล้อมและดิจิทัล ซึ่งโลกกำลังเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมาย Net Zero หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็น 0 ในปี ค.ศ.2050 หรือ อีก 25 ปีข้างหน้า ซึ่งไทยจะดำเนินการจัดตั้งให้มีตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตมาตรฐาน ผลักดันผลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรม และเกษตรให้ได้ตามเป้า เพื่อให้ไทยมีที่ยืนในเวทีโลก ประชากรของไทยจะได้รับการยอมรับในทุกประเทศ ไม่ให้มีการ ตั้งกฎเกณฑ์ที่ทำให้เราเสียเปรียบในเรื่องการค้า นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.จัดการอากาศสะอาด พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสะอาด สิ่งเหล่านี้ คือการลงทุนระยาว เพื่อความยั่งยืนในอนาคตของประเทศ ตามหลักของสหประชาชาติ

    ขณะที่ดิจิทัล จะเร่งสร้างความเป็นรัฐบาลดิจิทัล เชื่อมโยงกันทุกระบบ เป็นระบบที่เชื่อมโยงกันกันทั้งประเทศ ซึ่งจะมีผลคือ ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นผลบวกต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต คอรัปชั่น

    ไม่มีรัฐบาลใดจะรีเซ็ตประเทศได้เพียงลำพัง เราต้องการพลังจากภาครัฐ เอกชน แรงงาน พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน รวมทั้งสื่อสารมวลชนด้วย ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพแต่ขาดระบบที่เปิดโอกาสให้ศักยภาพนั้นได้ทำงานอย่างเต็มที่ วันนี้อยากให้เรากลับมามองประเทศไทยของเราด้วยสายตาที่เป็นมิตร จริงใจซึ่งกันและกันและ เราจะเห็นประเทศ ที่ไม่ใช่เพียงประเทศที่ต้องการฟื้นตัว แต่เป็นประเทศไทยเวอร์ชั่นที่พร้อมจะเติบโตอีกครั้งอย่างยั่งยืน และแซงเพื่อนบ้าน เป็นหนึ่งในภูมิภาคให้ได้ เชื่อว่า ไม่เกินความสามารถ ยืนยัน ด้วยความมั่นใจมากกว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าของพรรคภูมิใจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LwzBocID3W–DEnVkf3af

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา โชว์ความสำเร็จ ปี 68 เผย 10 สินค้า GI ไทยยอดฮิต ที่สร้างยอดขายติด Top 10 มั่นใจสินค้า GI สามารถสร้างรายได้ ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนไทย ด้วยคุณภาพ อัตลักษณ์และเรื่องราว ดึงดูดใจผู้บริโภค

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา โชว์ความสำเร็จ ปี 68 เผย 10 สินค้า GI ไทยยอดฮิต ที่สร้างยอดขายติด Top 10 มั่นใจสินค้า GI สามารถสร้างรายได้ ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนไทย ด้วยคุณภาพ อัตลักษณ์และเรื่องราว ดึงดูดใจผู้บริโภค

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยผลสำเร็จของการส่งเสริมสินค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในปี 2568 อย่างครบวงจร ตั้งแต่การขึ้นทะเบียน GI การควบคุมคุณภาพการส่งเสริมการตลาด GI ทั้งในไทยและในต่างประเทศ และสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่อง GI ให้กับผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป โดยมีเป้าหมายเพื่อให้สินค้า GI ไทยซึ่งปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่ามีอัตลักษณ์ มีความพิเศษจากสินค้าทั่วไป จากทั้งเรื่องราวความเป็นมาและคุณภาพของสินค้า สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ผู้ประกอบการ ชุมชนที่ผลิตสินค้าได้ โดยในปี 2568 จากจำนวนสินค้า GI ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน 239 รายการ สามารถทำมูลค่าได้สูงถึงกว่า 82,000 ล้านบาท

    นางอรมน กล่าวว่า “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” หรือ “GI” เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เพราะถือเป็นสินค้าที่มีความพิเศษ เป็นชื่อเสียงหรืออัตลักษณ์ของชุมชนที่สัมพันธ์กับลักษณะทางภูมิศาสตร์ (ดิน น้ำ อากาศ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของพื้นที่) จึงมีความแตกต่างจากสินค้าทั่วไป เมื่อสามารถควบคุมคุณภาพและรักษามาตรฐานการผลิตโดยการขึ้นทะเบียนเป็น GI ได้ ก็ช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคว่าเป็นสินค้าที่ผลิตได้ตรงตามความคาดหวัง จึงขายได้ราคาดีกว่าสินค้าทั่วไป และสามารถสร้างรายได้และอาชีพให้กับชุมชน

    ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทย 27 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 6,100 ล้านบาท ทำให้จำนวนสินค้า GI ของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 239 รายการ รวมมูลค่าการตลาดทั้งสิ้น 82,000 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มี GI ของไทย 212 รายการ มูลค่าการตลาด 76,000 ล้านบาท) โดยสินค้า GI ที่ทำรายได้ติด Top 10 ในปี 2568 ได้แก่ 1) ทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัด (ตราด) 11,047 ล้านบาท 2) ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา 6,661 ล้านบาท 3) ทุเรียนหมอนทองระยอง 4,886 ล้านบาท 4) ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ 4,812 ล้านบาท 5) มะพร้าวทับสะแก (ประจวบคีรีขันธ์) 3,776 ล้านบาท 6) เหล้าแป้ (แพร่) 3,632 ล้านบาท 7) มะขามหวานเพชรบูรณ์
    3,363 ล้านบาท 8) หอมแดงศรีสะเกษ 2,882 ล้านบาท 9) กุ้งก้ามกรามบางแพ (ราชบุรี) 2,570 ล้านบาท และ 10) ทุเรียนบางนรา (นราธิวาส) 2,544 ล้านบาท

    นอกจากนี้ กรมฯ ยังส่งเสริมให้ผู้ผลิตสินค้า GI มีการทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า เพื่อรักษามาตรฐานการผลิต ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าได้รับของดีมีคุณภาพที่มาจากแหล่งผลิตโดยตรงซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กรมฯ ได้ช่วยผู้ผลิตจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI ให้กับ 9 สินค้า ได้แก่ ขนุนหนองเหียงชลบุรี ส้มสายน้ำผึ้งฝาง ลิ้นจี่จักรพรรดิฝาง (เชียงใหม่) มันแกวบรบือ (มหาสารคาม) สับปะรดบึงกาฬ ผ้าหมักโคลนบึงกาฬ กล้วยหอมทองเพชรบุรี ส้มควายภูเก็ต และทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัด (ตราด) ส่งผลให้ปัจจุบันสินค้า GI ไทย มีระบบควบคุมคุณภาพสินค้าแล้ว 203 รายการ คิดเป็นร้อยละ 85 ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด และมีผู้ประกอบการได้รับอนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทยกว่า 16,000 ราย ซึ่งเป้าหมายของกรมฯ คือจะทยอยจัดทำระบบควบคุมคุณภาพให้กับสินค้า GI ทุกรายการ

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งความสำเร็จคือการส่งเสริมช่องทางการตลาดสินค้า GI ทั้งในและต่างประเทศ ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ การพาสินค้า GI สู่ตลาด ในงาน GI Market และงาน Thaifex – Anuga Asia การยกระดับสินค้า GI โดยการช่วยพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดยกิจกรรมไฮไลท์ในปี 2568 คือ การจับมือ คุณโชน ปุยเปีย นักออกแบบรุ่นใหม่ ดึงเสน่ห์ของผ้า GI ไทยอวดสู่สายตาชาวโลก ผ่านการออกแบบชุด เพื่อสวมใส่ให้กับรูปปั้นแมนเนเกน พิส สัญลักษณ์ประจำเมืองบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับร้านอาหารระดับ Fine Dining เพื่อนำวัตถุดิบ GI มารังสรรค์เป็นเมนูประจำร้าน และความร่วมมือกับสถาบันสอนทำอาหารเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต สถาบันสอนทำอาหารเก่าแก่ระดับโลก เพื่อนำสินค้า GI มาเป็นวัตถุดิบในการเรียนการสอนหลักสูตรต่างๆ ของสถาบัน

    สำหรับแผนการส่งเสริมสินค้า GI ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมฯ พร้อมรับลูกนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญและเดินหน้าส่งเสริมสนับสนุนสินค้า GI ไทย แบบครบวงจรอย่างต่อเนื่อง โดยจะมุ่งเน้นการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ พาณิชย์จังหวัด ในการเฟ้นหาสินค้าคุณภาพที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นให้เข้าสู่ระบบการคุ้มครอง GI ทูตพาณิชย์ในต่างประเทศ เรื่องการวิเคราะห์ตลาดเป้าหมาย และขยายตลาดสินค้า GI ไทยสู่สากล รวมทั้งการพัฒนาต่อยอดสินค้า GI ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดสินค้าพรีเมียม และร้านอาหาร Fine Dining ในการใช้ GI เป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหาร ที่จะช่วยให้เกิดยอดสั่งซื้อ GI จากผู้ผลิตอย่างสม่ำเสมอ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า GI ยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมาสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้วจะมีมูลค่ามากกว่าสินค้าทั่วไปประมาณ 2-5 เท่า นำมาซึ่งรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/962998&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r2CpYUAFaazyf65mp2ux3

  • จากหนึ่งในเสือของเอเชีย สู่คนป่วยของเอเชีย 4 วิธีออกจากกับดักเศรษฐกิจไทย ฉบับ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    จากหนึ่งในเสือของเอเชีย สู่คนป่วยของเอเชีย 4 วิธีออกจากกับดักเศรษฐกิจไทย ฉบับ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    ภายในงาน ‘Thailand Economic Outlook 2026: Out of the Trap’ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ฉายภาพความท้าทายของเศรษฐกิจไทยที่เปรียบเสมือน ‘คนป่วย’ ที่กำลังเดินเข้าห้อง ICU พร้อมกางพิมพ์เขียวของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ที่มีภารกิจเร่งด่วนในการพาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักที่ฉุดรั้งการเติบโตมานานหลายปี

    ดร. เอกนิติ ย้ำว่าด้วยเวลาทำงานที่จำกัดเพียง 4 เดือนก่อนสิ้นปีงบประมาณ ทีมเศรษฐกิจจึงต้องทำงานภายใต้กรอบที่ชัดเจนคือ ‘กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว’ ผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘Quick Win, Big Win’ ซึ่งไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อการเติบโตในระยะยาวไปพร้อมกัน

    Quick Win, Big Win มากกว่าแค่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ดร. เอกนิติ อธิบายว่าแนวคิด ‘Quick Win, Big Win’ คือการลงมือทำทันทีเพื่อฟื้นเศรษฐกิจที่กำลังติดหล่ม แต่ทุกนโยบายต้องมีมิติของ ‘ผลลัพธ์ระยะยาว’ และ ‘การกระจายประโยชน์’ แฝงอยู่เสมอ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่ไม่ได้มุ่งแค่ลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้รายย่อย แต่ยัง ‘พลัส’ ทักษะดิจิทัลเข้าไปด้วย

    ‘คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลเยอะ แต่ส่วนใหญ่ใช้ไปกับโซเชียลมีเดีย เราจึงใส่หลักสูตรอบรมระยะสั้นเข้าไปในโครงการ เพื่อสอนทักษะการขายของออนไลน์ การทำบัญชี และการใช้ AI เพื่อให้พวกเขานำไปต่อยอดสร้างรายได้’ นอกจากนี้ ยังสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าระบบภาษี โดยผู้ที่อยู่ในระบบจะได้รับเงินสนับสนุนมากกว่า ซึ่งเป็นการขยายฐานภาษีเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

    4 กับดักใหญ่ ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

    หัวใจสำคัญของปาฐกถาคือการวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ ดร. เอกนิติ เรียกว่า ‘4 กับดัก’ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไทย จากที่เคยเป็น ‘เสือ’ กลายเป็น ‘คนป่วย’

    1. กับดักการลงทุน สัดส่วนการลงทุนของไทยต่อ GDP หายไปครึ่งหนึ่ง จาก 40% ในช่วงก่อนวิกฤตปี 40 เหลือเพียง 20% ในปัจจุบัน ทำให้ประเทศต้องใช้ ‘เครื่องจักรเก่าๆ’ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่สามารถแข่งขันในโลกใหม่ได้
    2. กับดักเรื่องคน ประเทศไทยกำลังเผชิญพายุ 2 ลูกซ้อน คือ สังคมสูงวัย (Aging Society) ที่ทำให้กำลังแรงงานลดลง และปัญหาทักษะของแรงงานที่ผลิตออกมา ‘ไม่ตรงกับความต้องการ’ ของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
    3. กับดักเทคโนโลยี โลกได้ก้าวข้ามจากยุค Digital Transformation ไปสู่ยุค AI แล้ว แต่คนไทยและธุรกิจไทยจำนวนมากยังตามไม่ทัน ทำให้เสียโอกาสในการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
    4. กับดักหนี้ ปัญหาหนี้ 3 ขาที่รุนแรง ทั้ง ‘หนี้ครัวเรือน’ ที่สูงจนบั่นทอนกำลังซื้อ, ‘หนี้ SME’ ที่ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าไม่ถึงสินเชื่อ และ ‘หนี้สาธารณะ’ ที่เริ่มถูกจับตาจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

    กางแผนปฏิบัติการ ทางออกจากกับดักสู่โอกาสใหม่

    เพื่อปลดล็อกกับดักทั้ง 4 ข้อ รัฐบาลได้วางแนวทางที่ชัดเจนโดยมีเป้าหมายที่ต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 4 เดือน

    • แก้กับดักการลงทุน ใช้ BOI เป็นหัวหอกดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (Targeted Industries) เช่น Data Center, Semiconductor, BCG (Bio-Circular-Green), และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสร้าง S-Curve ใหม่ให้ประเทศ
    • พลิกโฉม ‘คน’ ด้วยทักษะยุคใหม่ ทุ่มงบ 1 หมื่นล้านบาท ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถฯ เพื่อ Reskill และ Upskill คนไทย 100,000 คนภายใน 4 เดือน โดยเปลี่ยนจาก ‘Supply-driven’ (ผลิตตามที่สถาบันมี) เป็น ‘Demand-driven’ (ผลิตตามที่ตลาดต้องการ) ผ่านการทำ Bootcamp และหลักสูตรระยะสั้นที่ร่วมมือกับภาคเอกชน
    • อัปเกรด SME สู่โลกเทคโนโลยี เดินหน้าให้ ‘แกรนต์’ 50% แก่ SME ที่ต้องการลงทุนด้าน R&D หรือเปลี่ยนเครื่องจักรเป็นระบบ Automation พร้อมให้สถาบันการเงินของรัฐเข้าไปประกบเพื่อปล่อยสินเชื่อ ‘Transformation Loan’ แก้ปัญหา SME ไม่มีเงินทุนเริ่มต้น
    • สำหรับ ‘หนี้ครัวเรือน’ จะใช้เงินจากกองทุนฟื้นฟูฯ มาซื้อหนี้เพื่อปรับโครงสร้างให้รายย่อย สำหรับ ‘หนี้ SME’ จะใช้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อและมีโครงการ ‘พี่ช่วยน้อง’ ให้รายใหญ่ช่วยซัพพลายเชน ส่วน ‘หนี้สาธารณะ’ จะยกระดับวินัยการคลังให้โปร่งใสและชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

    ดร. เอกนิติ ปิดท้ายว่า แม้จะมีเวลาเพียง 4 เดือน แต่รัฐบาลมีความชัดเจนที่จะใช้ช่วงเวลานี้ในการ ‘จุดประกายแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์’ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นจากหล่ม พร้อมกับการวางรากฐานเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้เกิดผลในระยะยาว บนพื้นฐานของการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/thailand-economic-outlook-out-of-the-trap-dr-ekniti&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05y5nS3EczOzxe0tSHR4CC

  • ผู้ว่าการใหม่คุมกนง.ครั้งแรกคงดอกเบี้ย หนุนเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว

    ผู้ว่าการใหม่คุมกนง.ครั้งแรกคงดอกเบี้ย หนุนเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว

     นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชุม กนง.นัดแรกของผู้ว่าการธปท.คนใหม่ นายวิทัย รัตนากร โดยกล่าวว่า  กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50 % ต่อปี  โดยมี 2 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 %

    ทั้งนี้ กนง.ได้ปรับลดประมาณเศรษฐกิจไทยในปี 2568 และ ปี 2569 ลงเล็กน้อย โดยคาดว่าจะขยายตัว 2.2% จากการคาดการณ์ 2.3% ในครั้งก่อน  และคาดว่าจะขยายตัว 1.6 %ในปีหน้า จากที่เคยคาดไว้ 1.7% โดยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ขยายตัวดีตามที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัว อีกทั้งการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ในระดับหนึ่งโดยได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ  

    ขณะเดียวกัน กนง.เห็นควรให้ติดตามผลกระทบที่ชัดเจนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ความต่อเนื่องของการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ การกลับมาของนักท่องเที่ยว และการปรับตัวของธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ ต้นทุนการเงิน ท่ามกลางสินเชื่อรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง

    “กนง.เห็นว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจ ทำให้กรรมการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบายการเงินภายใต้ขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัด เพื่อรองรับการขยายตัวที่ชะลอลงในปีหน้า”

     นายสักกะภพ กล่าวต่อว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 0% และปรับขึ้นมาเป็น 0.5% แต่คาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงต้นปี 2570 อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่ปรับลดลงเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบโลกและมาตรการลดราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ รวมถึงราคาอาหารสดที่ปรับลดลงโดยยืนยันว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการส่วนมากที่ยังปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่เปลี่ยนแปลง แต่เข้าใจว่า ภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ คนไทยอยู่ในภาวะฝืดเคือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2887951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DVLmu_Zu_KJCt6msiYXc_