Category: เศรษฐกิจ

  • ไปรษณีย์ไทย เดินหน้ามาตรการ ‘Quick Win’ ภาครัฐ อัดแคมเปญลดค่าขนส่ง ดันสินค้าชุมชนสู่ตลาดโลก หนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการทุกระดับ เสริมพลังเศรษฐกิจฐานราก สู่การเติบโตในตลาดส่งออก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ไปรษณีย์ไทย เดินหน้ามาตรการ ‘Quick Win’ ภาครัฐ อัดแคมเปญลดค่าขนส่ง ดันสินค้าชุมชนสู่ตลาดโลก หนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการทุกระดับ เสริมพลังเศรษฐกิจฐานราก สู่การเติบโตในตลาดส่งออก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุก ขานรับนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มรายได้ให้ประชาชน หรือ Quick Win โดยเฉพาะ  การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และ SME ให้เข้าถึงโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยการใช้ศักยภาพด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของไปรษณีย์ไทย ที่มีเครือข่ายครอบคลุมรวมมากกว่า 50,000 จุดทั่วประเทศ และต่างประเทศครอบคลุมกว่า 193 ประเทศ 205 ปลายทางเมืองสำคัญ รวมถึงโอกาส ในการกระจายสินค้าคอมเมิร์ซที่ยังคงเป็นเทรนด์การค้าสำคัญ

    ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมขานรับนโยบายของรัฐบาลที่ได้ แถลงมาตรการเร่งด่วน (Quick Win) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2568 โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนภาคธุรกิจ   รายย่อย เกษตรกร และผู้ประกอบการท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันได้ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง  ซึ่งภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดต้นทุนขยาย ช่องทางตลาด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว ไปรษณีย์ไทยจึงเตรียมดำเนินมาตรการระยะเร่งด่วน ด้วยการปรับบริการและโครงสร้างราคาที่เอื้อต่อประชาชนและผู้ประกอบการทุกระดับ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและฟื้นภาคการส่งออกของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

    l ลดค่าขนส่งทั่วประเทศ ไปรษณีย์ไทยออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซและลูกค้าธุรกิจ ด้วย “โปรลับ EMS ส่งด่วน” ที่มอบอัตราค่าบริการพิเศษเฉพาะกลุ่ม เพื่อช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มความยืดหยุ่นในการส่งสินค้าให้สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจของแต่ละราย โดยผู้ประกอบการสามารถออกแบบรูปแบบบริการได้ตามความต้องการ เช่น ความถี่ในการส่ง ปริมาณพัสดุ หรือพื้นที่จัดส่ง พร้อมระบบบริหารต้นทุนแบบคงที่ในระยะยาว

    l สนับสนุนมาตรการเฉพาะด้านของหน่วยงานภาครัฐ โดยมีความร่วมมือกับ สภาเกษตรกรแห่งชาติ จัดโปรโมชัน EMS ส่งด่วนผลไม้ ส่ง 3 กก. ราคาเพียง 45 บาท เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการขนส่ง ของเกษตรกร พร้อมด้วยความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ออกโปรโมชัน  EMS ส่งด่วนผลไม้ ส่ง 3 กก. ราคา 48 บาท และยังมีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่สนับสนุนกล่องผลไม้และตะกร้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ของเกษตรกรพร้อมสนับสนุนเชิงระบบและความร่วมมือแบบบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกษตรกรมั่นใจได้ว่าจะยังสามารถส่งออกผลผลิตเข้าสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปีนี้

    l หนุนสินค้าชุมชนขึ้นแพลตฟอร์มออนไลน์ ไปรษณีย์ไทยเร่งส่งเสริมให้สินค้า OTOP และ สินค้าชุมชนไทยเข้าสู่แพลตฟอร์ม ThailandPostMart เพื่อเปิดช่องทางจำหน่ายจากท้องถิ่นสู่ตลาดออนไลน์ พร้อมทั้งขยายตลาดไปสู่ผู้บริโภค 23 ประเทศทั่วโลกให้เข้าถึงสินค้าคุณภาพตัวท็อปได้โดยตรงจากผู้ผลิต ทั้งยังเป็นช่องทางที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นและธุรกิจ SME ให้เติบโตไปพร้อมกับโลกยุคดิจิทัล โดยยกระดับมาตรฐาน การคัดเลือกสินค้าให้มีคุณภาพ บริหารระบบโลจิสติกส์แบบครบวงจรตั้งแต่การรับเข้า จัดเก็บ แพ็กจิ้ง ขนส่งที่รวดเร็วและปลอดภัย รวมถึงระบบติดตามสถานะแบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งผู้ขายและผู้บริโภคว่าสินค้าจะถูกส่งถึงมืออย่างสมบูรณ์แบบและมีคุณภาพในทุกคำสั่งซื้อ

    l ขยายตลาดสินค้าสู่ต่างประเทศ  ใช้เครือข่ายครอบคลุมกว่า 193 ประเทศ 205 ปลายทางในการส่งออกสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ SME และสินค้านวัตกรรม พร้อมให้บริการแบบ End-to-End ตั้งแต่ให้คำปรึกษาการส่งออก จัดทำเอกสารศุลกากร การจัดเก็บและแพ็กกิ้งตามมาตรฐานสากล ไปจนถึงการเลือก บริการขนส่งที่เหมาะสม เช่น EMS World, ePacket และบริการโลจิสติกส์เฉพาะทางตามประเภทสินค้า พร้อมบริการหลังการขายเพื่อสร้างความมั่นใจตลอดเส้นทาง ในขณะเดียวกันไปรษณีย์ไทยยังได้จัดโปรโมชัน “Courier Saver” สำหรับการส่งต่างประเทศ ลดราคาสูงสุดถึง 34% สำหรับปลายทางสหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ด้วยต้นทุนที่เข้าถึงได้มากขึ้น

    ไปรษณีย์ไทยเดินหน้ามาตรการครั้งนี้ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน คือการช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งให้กับผู้ประกอบการทุกกลุ่ม พร้อมสร้างเครือข่ายการตลาดที่เข้มแข็งขึ้น ทั้งในมิติภายในประเทศและการเชื่อมต่อสู่ต่างประเทศ การขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมนี้จะมีส่วนสำคัญในการเสริมสภาพคล่องและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในทุกระดับจากศักยภาพเครือข่ายของไปรษณีย์ไทยที่ครอบคลุมทุกพื้นที่มีโครงสร้างบริการที่ปรับให้เข้ากับความต้องการของภาคธุรกิจ และความพร้อมในการเชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดโลกอันเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่อง และสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต่อทั้งประเทศ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/08/584865/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Dq4CQZ0THC8QGEd21GoW4

  • ชี้ เศรษฐกิจดีได้ เมื่อชาติไทยมั่นคง – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ชี้ เศรษฐกิจดีได้ เมื่อชาติไทยมั่นคง – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109852&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aNsLWpTGPeEbx7obJspXC

  • ซีอีโอ 4 องค์กรชั้นนำ ร่วมถอดบทเรียน การปรับตัว สู้พายุเศรษฐกิจโลก

    ซีอีโอ 4 องค์กรชั้นนำ ร่วมถอดบทเรียน การปรับตัว สู้พายุเศรษฐกิจโลก

    โลกกำลังเผชิญภาวะวิกฤตที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความไม่แน่นอน และปัจจัยเสี่ยงที่ไม่อาจคาดคิดได้ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทุกองค์กรภาคธุรกิจต้องเผชิญ และต้องวางแผนกลยุทธ์เพื่อนำสู่ การปรับตัว ให้รอดจากมหาพายุเศรษฐกิจโลกและยืนหยัดอย่างยั่งยืน

    เพื่อเป็นแนวทางในภาคธุรกิจไทย บนเวที CEO Panel ซึ่งจัดขึ้นในงานมหกรรมด้านความยั่งยืน หรือ Sustainability Expo 2025 จึงได้เชิญซีอีโอจาก 4 บริษัทชั้นนำด้านความยั่งยืนในประเทศไทย ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ พร้อมทั้งข้อเสนอแนะถึงแนวทางการปรับตัวองค์กรทุกระดับในมิติต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบโลกเปลี่ยนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


    ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

    สร้างความร่วมมือ เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นพันธมิตร ก้าวข้ามอุปสรรค เพื่อโตต่ออย่างยั่งยืน

    เริ่มจาก ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด แชร์มุมมองสำคัญว่า
    “การปรับตัวของสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก คือ สหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้ระบบซัพพลายเชนของโลกเปลี่ยนไป และประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการนำเข้า-ส่งออก แต่เราก็มองวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ เพราะการที่อเมริกาทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization) โดยใช้นโยบายคุ้มครองทางการค้า (Protectionism) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ทำให้จีนปรับนโยบายมาเน้นโลกาภิวัฒน์ด้วยการผลักดันทุนออกนอกประเทศ ซึ่งไทยก็ได้อานิสงส์จากการที่บริษัทต่างชาติรวมทั้งจีน ย้ายฐานการผลิตมาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมของไทยมากขึ้น”
    โดยผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนล้วนมีเป้าหมายด้านความยั่งยืน ดังนั้น หากไทยจะเป็นศูนย์กลางการกระจายทุนสีเขียว หรือ Green Financing ภาครัฐสามารถตั้งกองทุน และสร้างแรงจูงใจให้มีการย้ายฐานการผลิตมามากขึ้น รวมไปถึงช่วยเอสเอ็มอีของไทยให้ปรับตัวไปสู่ธุรกิจสีเขียว เพราะจะต้องลงทุนอัพเกรดโรงงานและสร้างสแตนดาร์ดใหม่ให้สอดคล้องกับอุปสงค์อุปทาน”
    “เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีและนวัตกรรมแล้ว องค์กรธุรกิจต้องถามตัวเองว่า ปรับตัวทันหรือไม่ มีการสร้างนวัตกรรม วิธีการทำงาน และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือเปล่า โดยเฉพาะ การเข้าถึง AI ภายในองค์กร และการทำให้โรงงานฉลาดขึ้น ทุกคนรู้ว่า โลกเข้าสู่ยุค Unmanned มากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้น เราต้องทำงานเชิงรุก และต้องกลับเข้าห้องเรียน (back to school) คือ กลับไปเป็นห้องทดลองเล็กๆ แล้วเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลองเรื่องใหม่ๆ ในแล็บอย่างต่อเนื่อง และมีการเชื่อมโยงกับแล็บอื่นๆ ที่เก่งกว่าในด้านต่างๆ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้เราคล่องตัวและปรับตัวได้เร็วขึ้น” 
    ศุภชัย ยังแนะว่า ทั้งองค์การขนาดใหญ่และขนาดเล็กต้องสร้างความร่วมมือ ต้องเปลี่ยนจากคู่ต่อสู้หรือศัตรูมาเป็นอาจารย์ที่สอนให้เราเห็นว่า ทำให้ดีต้องทำอย่างไร เอกชนจะต้องพึ่งพากันในศักยภาพที่โดดเด่นของแต่ละคน แต่เอกชนไม่ค่อยเชื่อมโยงกัน ไม่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในต่างประเทศ และไม่เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย
    “วันนี้ เราต้องกลับไปเรียนใหม่ เพราะความคิดและวิธีการล้าสมัยแล้ว ศักยภาพของเราในการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ด้อยกว่านักเรียนในระดับมัธยม เรายังคิดนอกกรอบไม่ได้ แต่คนที่คิดนอกกรอบได้นั่งอยู่ในมหาวิทยาลัย ธุรกิจเป็นฐานปฏิบัติอยู่แล้ว ขณะที่นักศึกษาก็อยากฝึกงาน ดังนั้น ธุรกิจควรสร้างแรงจูงใจเพื่อผลักดันให้คนรุ่นใหม่มาเรียนรู้ ค้นคว้าวิจัย และพัฒนาเชิงปฏิบัติ ก็จะเกิดแล็บที่ใหญ่ขึ้น เก่งขึ้น ซึ่งคนรุ่นใหม่จะมีบทบาทมาช่วยทรานสฟอร์มองค์กรและเศรษฐกิจของเราได้”

    ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

    ไม่หยุดปรับตัวให้สอดคล้องบริบทโลก

    ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในซัพพลายเชน ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจบริบทของสถานการณ์โลก ซึ่งการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นผลกระทบที่หนักที่สุด และเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก่อน ดังนั้น ซัพพลายเชนก็ต้องกลับมาคิดกันว่า เราจะอยู่อย่างไร หากเกิดสถานการณ์แบบนี้อีก เพราะการค้าโลกได้เปลี่ยนแปลงจากการมีกติกาเป็นไม่มีกติกาไปแล้ว”
    “ผมอยู่ในธุรกิจอาหารทะเล โดย 90% เป็นตลาดต่างประเทศ และรายได้ 40% มาจากตลาดอเมริกา 30% อยู่ที่ยุโรป โดย 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจของไทยยูเนี่ยนต้องเจอมรสุมค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ดอกเบี้ยสูง ภาวะเงินเฟ้อ สงครามรัสเซีย-ยูเครน มาจนกระทั่งการขึ้นภาษีนำเข้าของอเมริกา ทำให้ผมได้เข้าใจและตระหนักถึงโลกธุรกิจมากขึ้น และทำให้รู้ว่า ประสบการณ์ทำงาน 37 ปีที่ผ่านมา แทบจะใช้ไม่ได้เลย เพราะวันนี้เราอยู่ในโลกที่เป็นเรื่องใหม่”
    ธีรพงศ์ บอกว่า ความจำเป็นที่ต้องมีรัฐบาลที่ดีมีความสำคัญจริงๆ เพราะการเจรจาต่อรองภาษีกับสหรัฐเป็นเรื่องรัฐกับรัฐ แต่ภาคธุรกิจก็ต้องคิดว่า ถ้าพึ่งพาภาครัฐไม่ได้จะทำอย่างไร ซึ่งองค์กรจำเป็นจะต้องกลับมาทบทวนการทำงานภายในของตัวเองทั้งหมด
    “องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่องและทำตลอดไป แต่ต้องทำความเข้าใจในบริบทสภาวะแวดล้อมของโลก โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา ทบทวนการดำเนินงานว่ามีอะไรที่จะทำให้ดีขึ้นได้ มีแผนป้องกันความเสี่ยง และเตรียมความพร้อมเพื่อตอบรับเทรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบุคลากร  ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น”
    “ไทยยูเนียนได้ตัดสินใจปรับโครงสร้างองค์กรมากที่สุดเมื่อปีที่ผ่านมา โดยหลักๆ คือ การทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่นและคล่องตัว เพื่อปรับเปลี่ยนให้ทันกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การขึ้นภาษีของอเมริกาทำให้เกิด wake-up call ครั้งใหญ่ เพราะการฉีกกฎ กติกาทั้งหมด เป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ดังนั้น ไทยยูเนียนต้องเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอีกและคาดการณ์ไม่ได้ในอนาคต” 

    ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี

    เพิ่มศักยภาพซัพพลายเชนให้แข็งแกร่ง

    ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “นโยบายภาษีสวมสิทธิของสหรัฐอเมริกา (Transshipment Policy) ที่จะเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 40% หากใช้ วัตถุดิบในประเทศน้อยกว่า 50% ซึ่งเป็นตัวกำหนดการดีไซน์ซัพพลายเชน พร้อมเตือนว่า นโยบายทรัมป์มีความไม่แน่นอน วันนี้เก็บ 40%  แต่อีก 3 เดือนข้างหน้า อาจจะเพิ่มเป็น 60% ก็ได้ ฉะนั้น การดีไซน์ซัพพลายเชนจะต้องให้มีความยืดหยุ่น เผื่อเหลือเผื่อขาด เพราะเราไม่สามารถปรับตัวได้ภายใน 3 เดือน  ถ้าจะอยู่รอดในระยะยาว ซัพพลายเชนต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับความคล่องตัว ถ้าเรามีซัพพลายเชนที่เข้มแข็งในหลายๆ จุด และสามารถร่วมมือกันได้ เราก็สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายซัพพลายเชนกันได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้น 
    ทุกคนในเครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (Thailand Supply Chain Network: TSCN) ต้องร่วมมือกันและช่วยกันให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ Green Supply Chain ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ต้องลองผิดลองถูก ถ้าใครที่ทดลองทำแล้วไม่ได้ผล และใครที่ทำแล้วได้ผลก็เอาข้อมูลมาแชร์กัน ก็จะทำให้ซัพพลายเชนของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
    ธรรมศักดิ์ บอกว่า เอสซีจี จะดูว่าธุรกิจไหนรอดหรือไม่รอด หากธุรกิจไหนไม่มีความสามารถในการแข่งขัน ไม่ตอบโจทย์กับเทรนด์ในระยะยาว ก็จะปิด ส่วนธุรกิจที่จะสู้ต่อไป บริษัทก็จะต้องสามารถทรานสฟอร์มให้ได้ เพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น
    “แน่นอน เราต้องเจอปัญหาเยอะที่เป็นพายุลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้ามา และต้องสู้ไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า แต่ถ้าเราทรานสฟอร์มธุรกิจที่ทำอยู่ ถอดบทเรียน และเพิ่มความพยายามอย่างรวดเร็วในจุดที่มันใช่ เราก็จะก้าวไปสู่การเติบโตได้ เราต้องเร่งทรานสฟอร์มองค์กรให้เร็วที่สุด เพราะความไม่แน่นอน และพายุซัดเข้ามาเป็นระลอกๆ และยังมีอีกหลายลูกที่จะเข้ามาอีกปีในหน้า เราต้องเข้มแข็ง ยืดหยุ่น และปูทางไปสู่ new engine ของเรา”

    ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานอำนวยการจัดงาน SX2025 และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

    ตัดสินใจดีและรวดเร็ว มีชัยไปกว่าครึ่ง

    ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานอำนวยการจัดงาน SX2025 และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บอกว่า
    “วันนี้โลกเปลี่ยนจริงๆ ผู้ประกอบการธุรกิจต้องคุยกันให้เยอะ ปรับตัวให้เยอะ เราจะปรับตัวอย่างไร เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันให้มากขึ้น ซึ่งเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ข้อ 17: Partnerships for the Goals ยังเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักที่อยากให้ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกัน ขณะที่ปัญหาและความท้าทายทุกอย่างที่ประดังประเดเข้ามาทำให้เราต้องเข้าใจและคิดครบถึงบริบทของสิ่งที่อยู่รอบตัวเราได้ แต่ก็เป็นความยาก เพราะเราไม่สามารถจะรู้และเข้าใจทุกเรื่อง สิ่งที่เราเคยทำได้ดี อาจจะไม่ดีต่อไป เพราะว่า โลกที่เปลี่ยนทำให้กระทบกับสิ่งที่เราคิดว่าเป็นจุดแข็ง แต่ดูเหมือนวันนี้ จุดแข็งของเรากลายเป็น เรากลับขยับช้า”
    “โลกธุรกิจมีเรื่องราวให้มาทบทวนมากมาย ซึ่งทีมงานกำลังรอคำตอบจากผู้บริหารว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องตัดสินใจให้ดีและรวดเร็ว (Make good decision quickly) เมื่อกล้าตัดสินใจก็กล้าที่จะปรับเปลี่ยน ซึ่งทุกการเปลี่ยนย่อมมีผลกระทบและผลที่จะตามมาแต่ต้องอยู่ในเกณฑ์ที่เรารับได้”
    “ในเครือข่าย TSCN ต้องถามว่า จะจับคู่ธุรกิจ หรือร่วมกันสร้างสรรค์เรื่องใหม่ๆ กันได้อย่างไร ผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมคล้ายคลึงกัน บางทีก็คุยกันน้อยไปหน่อย เราแข่งขันกันเอง แต่ถ้าเราสามารถคุยกันและร่วมกัน ก็กลายเป็น consortium แล้วไปขายสินค้าในกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้ เพราะต้องยอมรับว่า ขณะนี้เรายังมีกำลังการผลิตที่เหลืออยู่ ฉะนั้น ซัพพลายเชนต้องมาคิดว่า เราจะแตะมือกันได้อย่างไร”
    “มหาวิทยาลัยไทยก็เช่นเดียวกัน หลายๆ แห่งมีการเซ็นเอ็มโอยูกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศเยอะมาก แต่ไม่ค่อยเห็นมหาวิทยาลัยไทยเซ็นเอ็มโอยูกันเอง เพราะเรารู้สึกว่า ทำเรื่องเดียวกัน คล้ายกัน จึงไม่ได้ร่วมมือกัน”

    “ส่วนในภาคอุตสาหกรรม เรากำลังค่อยๆ ทำความรู้จักกัน เข้าใจกัน และตั้งใจจะทำงานร่วมกันมากขึ้น เพราะหากไม่รวมพลังกันสามัคคีกัน เราจะเสียเปรียบ เดี๋ยวนี้ นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย จะมาทั้งซับพลายเชน เช่น ญี่ปุ่น จีน จะมากันทั้งทีม แต่เวลาคนไทยไปลงทุน จะไปเดี่ยวๆ เพราะคนไทยยังไม่คุ้นชินกับการทำธุรกิจในรูปแบบนี้ การรวมตัวกันมักเป็นการรวมตัวกันเฉพาะกิจ เราจะรวมตัวเร็ว แต่ก็สลายตัวเร็ว แม้ว่า ทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย จะมีการพิจารณารวบรวมข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาการค้าการลงทุน แต่เป็นลักษณะรายพื้นที่ ซึ่งนับจากนี้ เราต้องมามองการแก้ปัญหาการค้าการลงทุนเป็นรายอุตสาหกรรม ดูว่าอะไรเป็นอุตสาหกรรมหลัก แล้วมาพิจารณากันใหม่และทำให้เกิดความเข้าว่า เราจะต้องเสริมสร้างทั้งโอกาสในบริบทของพวกเราเองก็จะทำให้อุตสาหกรรมเข้มแข็งขึ้น สิ่งสำคัญคือ ผู้ประกอบการจะต้องประสานกันและเชื่อมโยงวิธีคิด เพื่อพัฒนาในอุตสาหกรรมประเภทนั้นๆ ให้เกิดมิติของการพัฒนาที่ก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่งได้”
    ฐาปน กล่าวทิ้งท้ายในหลักคิดของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยน้อมนำพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ในบทพระราชนิพนธ์พระมหาชนก ที่ว่า จงมีความเพียรอันบริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม และกำลังกายที่สมบูรณ์ที่เอื้ออำนวยในการทำประโยชน์ต่างๆ ซึ่งหลัก 3 ประการนี้ จะนำพาความก้าวหน้า ความเจริญ กลับมาสู่ทุกคนตามที่ปรารถนาได้

    แชร์มุมมองน่าสนใจจากวงเสวนาและบุคคลระดับประเทศ

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ แชร์มุมมองสำคัญเพื่อต่อยอดและพัฒนา ‘ยุทธศาสตร์ AI ของไทย’

    SCG พร้อมผนึกกำลังทุกภาคส่วน ใช้เวที ESG Symposium 2025 เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยกระดับ SMEs ไทย ขับเคลื่อนไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

    เปิดเวทีระดมสมอง แก้ปัญหาความยากจน วิเคราะห์หนี้ครัวเรือนที่ต้นเหตุ ปลดล็อคสังคมไทยด้วยพลัง Data & Technology

    Post Views: 97

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/10/08/4-ceo-opinion-fight-world-economic-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zdSzDBcp23VyeplC6jWpm

  • พิษเศรษฐกิจชะลอ  ดันหุ้นกู้ผิดนัด เลื่อนชำระหนี้  เฉียด 5 หมื่นล้านบาท

    พิษเศรษฐกิจชะลอ  ดันหุ้นกู้ผิดนัด เลื่อนชำระหนี้ เฉียด 5 หมื่นล้านบาท

    สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)เปิดเผยข้อมูลอันน่ากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์หุ้นกู้ภาคเอกชนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 โดยพบว่า หุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้และเลื่อนกำหนดชำระมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงชะลอตัว 

    จากข้อมูลพบว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีหุ้นกู้ที่ ผิดนัดชำระหนี้ คิดเป็นมูลค่ารวม 4,512 ล้านบาท จากผู้ออกจำนวน 6 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีมูลค่า 3,172 ล้านบาท จากผู้ออก 5 ราย

    นอกจากนี้ ยังมีหุ้นกู้ที่ เลื่อนกำหนดชำระ เป็นมูลค่าสูงถึง 42,679 ล้านบาท จากผู้ออก 16 ราย ซึ่งก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีมูลค่า 37,963 ล้านบาท จากผู้ออก 17 ราย 

    นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) เปิดเผยว่า แนวโน้มที่น่าเป็นห่วงนี้เป็นผลโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ยังคงชะลอตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทต่างๆ แม้จะมีความหวังว่า หากรัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวได้ สถานการณ์การผิดนัดหรือเลื่อนชำระหนี้อาจจะลดลง

    นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) 

    แต่ในปัจจุบันยังคงไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนนัก เนื่องจากตัวเลขคาดการณ์ GDP ของไทยยังคงถูกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง 

    อย่างไรก็ตาม ในแง่การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว(หุ้นกู้) ภายในช่วงสิ้นปีนี้ มี่นใจว่า จะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ระดับ 800,000 ล้านบาท หลังจากในช่วง 9 เดือนแรกของปี 68 มียอดออกแล้วประมาณ 640,002 ล้านบาท 

    ประกอบกับเริ่มเห็นบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาออกหุ้นกู้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงช่วงไตรมาส 4/68 คาดว่า จะมีหุ้นกู้ที่ครบกำหนด(รีไฟแนนซ์) อีก 218,777 ล้านบาท  

    ทั้งนี้ ช่วงเดือนตุลาคมนี้คาดว่า จะมีผู้ออกหุ้นกู้มูลค่ารวมกว่า 100,000 ล้านบาท หลังจากปัจจุบันมีบริษัทที่ยื่นขอเสนอขายหุ้นกู้แล้วประมาณ 74,770 ล้านบาท โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทยที่หันมาออกหุ้นกู้จำนวนมาก อาทิ GULF มูลค่าการออกรวม 30,000 ล้านบาท, SCC มูลค่า 25,000 ล้านบาท และ BTS มูลค่า 12,000 ล้านบาท 

    ขณะที่ในช่วงไตรมาส 3/68 ที่ผ่านมาพบว่า มีมูลค่าการออกหุ้นกู้เร่งตัวขึ้นกว่า 241,182 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากไตรมาส 1-2 ของปีนี้ที่ทำได้ราว 203,486 ล้านบาท และ 195,334 ล้านบาท ตามลำดับ โดย 5 กลุ่มที่มีมูลค่าการออกหุ้นกู้มากสุดคือ กลุ่มพลังงาน,การเงิน,อสังหาฯ,ค้าปลีก และอาหาร หรือคิดเป็นสัดส่วน 61% ของมูลค่ารวม  

    “เดือนตุลาคมนี้คาดว่า จะเห็นการออกหุ้นกู้ทะลุ 1 แสนล้านบาท เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ซึ่งเอื้อต่อการระดมทุนในตลาดหุ้นกุ้มากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่แห่มาออกหุ้นกู้ในช่วงนี้ เนื่องจากได้เปรียบทั้งบรรยากาศการลงทุนและต้นทุนด้านดอกเบี้ยที่ลดลง” นางสาวอริยากล่าว   

    ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA)กล่าวว่า ช่วง 3 ไตรมาสแรกปีนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 29,038 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อสุทธิในไตรมาส 1 และ 2 จำนวน 32,329 ล้านบาท รวมกับการขายสุทธิ 3,291 ล้านบาทในไตรมาส 3 ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 3/68 นักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทย 8.8 แสนล้านบาท คิดเป็น 5%ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย  

    ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA)

    ทั้งนี้ ตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ยลดลง 7.9 ปี จาก 8.7ปีเมื่อสิ้นปี 67 รวมถึงมองว่า เงินจากนักลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทย ไม่ใช้นัยสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้น เพราะมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย

    หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,138 วันที่ 9 – 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/640875&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ON5iMAT7XN5_VbMxJFg4t

  • ‘เอกนิติ’ ฉายภาพ ‘เศรษฐกิจไทย’ ใกล้ติดลบ ประกาศกู้วิกฤตใน 4 เดือน

    ‘เอกนิติ’ ฉายภาพ ‘เศรษฐกิจไทย’ ใกล้ติดลบ ประกาศกู้วิกฤตใน 4 เดือน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ทิศทางข้างหน้า: การบูรณาการหลักนิติธรรมเพื่อนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” ในงาน “เวทีสาธารณะด้านหลักนิติธรรม ครั้งที่ 3” ที่จัดโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจรายไตรมาสที่ไม่เคยมีหน่วยงานภาครัฐเปิดเผยมาก่อน

    รองนายกฯ ระบุว่า ครึ่งแรกของปีเศรษฐกิจโต 3.2% โดยไตรมาสที่ 1 โต 3.2% ไตรมาส 2 โต 2.3% ไตรมาส 3 คาดการณ์เหลือ 1.7% และไตรมาส 4 คาดว่าเหลือเพียง 0.3% ถ้าเราปล่อยแบบนี้ไปโดยไม่ทำอะไร เศรษฐกิจไทยจะกลายเป็นติดลบ นี่คือเหตุผลที่ต้องมีนโยบายกระตุ้นทันที

    วินิจฉัยโครงสร้างเศรษฐกิจไทย: โตช้า-หนี้พุ่ง-เหลื่อมล้ำ

    ดร.เอกนิติ วิเคราะห์ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่สะสมมานาน โดยชี้ว่าขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นปัญหาหลัก ก่อนปี 2540 ไทยเติบโตเฉลี่ย 7% แต่ในยุค 2550 เหลือ 3% และในยุค 2560 เหลือไม่ถึง 2% ขณะที่เวียดนามยังคงเติบโตสูงต่อเนื่อง

    ปัญหาหนี้ 3 ขา คุกคามเสถียรภาพ

    รองนายกฯ ระบุว่า แม้เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง โดยมีทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบหนี้ต่างประเทศระยะสั้นได้ 2.4-2.5 เท่า แต่เสถียรภาพภายในประเทศกำลังเผชิญปัญหาหนี้ 3 ขา ได้แก่:

    1. หนี้ครัวเรือน – ปัญหาสะสมมานาน ประชาชนติดหนี้จนหมุนตัวไม่ได้
    2. หนี้ธุรกิจ – โดยเฉพาะ SME เริ่มขาดสภาพคล่อง “เห็นเลยว่ามันเริ่มจากเล็ก มากลาง และกำลังส่งสัญญาณมาใหญ่ ถ้าไม่แก้ไขจะยิ่งเลวร้ายขึ้น” รองนายกฯ เตือน
    3. หนี้สาธารณะ – องค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือเริ่มปรับลดมุมมอง แม้ยังไม่ดาวน์เกรด แต่มีความเสี่ยงสูง “ถ้าเกิดดาวน์เกรดเมื่อไหร่ มันเหมือนยิงปืนเตือนว่านี่คืออันตรายแล้ว” รองนายกฯ กล่าว

    ตัวเลขความเหลื่อมล้ำที่สูงมาก

    รองนายกฯ เปิดเผยข้อมูลความเหลื่อมล้ำด้วยตัวเลขชัดเจน

    • รายได้: คนรวย 20% ครอบครอง GDP เกือบ 50% ขณะคนจน 20% ได้รับไม่ถึง 6%
    • ที่ดิน: คนรวย 20% มีโฉนด 80% ของโฉนดทั้งหมด
    • เงินฝาก: บัญชีที่มีเงินเกิน 1 ล้านบาทมีเพียง 1% ของบัญชีทั้งหมด แต่ครอบครองเงินฝาก 80% จากทั้งหมด 17 ล้านล้านบาท

    5 เสาหลักนโยบาย 4 เดือน กระตุ้นสั้น-ได้ผลยาว-กระจายตัว

    รองนายกฯ เผยกรอบนโยบายเศรษฐกิจ 4 เดือนที่ออกแบบจากการรับฟังภาคเอกชน สภาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ และ Social Listening ภายใต้หลักการ “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ประกอบด้วย 5 เสาหลักและ 1 ฐานราก

    เสาที่ 1: กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ด้วยมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่งพลัส 

    เสาที่ 2: แก้หนี้ครัวเรือน กำลังทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และธนาคารกรุงไทย เพื่อแก้ปัญหาหนี้ประชาชนที่สะสมมานาน 

    เสาที่ 3: ส่งเสริมการออมประชาชน ด้วยพันธบัตรรัฐบาลสำหรับประชาชนเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายผ่านดิจิทัล โครงการออมผ่านสลากกินแบ่งรัฐบาล

    เสาที่ 4: เพิ่มสภาพคล่อง SME ทำงานร่วมกับสมาคมธนาคารไทยและธนาคารกรุงไทย เพื่อแก้ปัญหา SME ที่เริ่มขาดสภาพคล่อง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    เสาที่ 5: ส่งเสริมการลงทุนระยะยาว พบว่ามีโครงการที่ BOI อนุมัติแล้วค้างท่ออยู่ 470,000 ล้านบาทในปี 2566 แก้ไขอุปสรรคการขอน้ำ ไฟ แรงงาน เพื่อให้การลงทุนเกิดขึ้นจริง

    1 ฐานราก: วินัยการคลังไม่ประนีประนอม

    รองนายกฯ เน้นย้ำว่า ทุกนโยบายต้องมีความโปร่งใส ระบุแหล่งเงิน ต้นทุน และผลกระทบชัดเจน พร้อมเปิดเผยว่าในเดือนพฤศจิกายนจะประกาศกรอบวินัยทางการคลังอย่างเป็นทางการ

    “ไม่ต้องมาบอกว่าปีนี้โตเท่าไหร่แบบคลุมเครือ บอกไปเลยเป็นอะไร ให้มันชัดเจน เพราะวันนี้ Rating Agency กำลังจับตาเรา” รองนายกฯ กล่าว

    เน้นความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม

    รองนายกฯ เน้นย้ำ 4 หลักการนำหลักนิติธรรมมาใช้ในนโยบายเศรษฐกิจ:

    • 1. ความชัดเจนและเท่าเทียม – กฎหมายต้องคุ้มครองคนตัวเล็กตัวน้อย
    • 2. ประสิทธิภาพและความรวดเร็ว – มีกฎหมายดีแต่ต้องดำเนินการเร็วด้วย
    • 3. ความโปร่งใส – “ทุกนโยบายต้องเปิดเผยต้นทุน แหล่งเงิน ผลกระทบ ให้ประชาชนตรวจสอบได้”
    • 4. การมีส่วนร่วม – เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมทำและตรวจสอบ

    รองนายกฯ ยกตัวอย่างความสำเร็จจากอดีต เช่น ระบบ Tax My Account ที่ดึงข้อมูลภาษีทั้งหมดขึ้นมาอัตโนมัติ ลดการทุจริต และระบบ E-Donation ที่ต้องบริจาคผ่านดิจิทัล เชื่อมตรงกับกรมสรรพากร ป้องกันใบอนุโมทนาปลอม

    การรับฟังภาคเอกชนและ Social Listening

    รองนายกฯ เผยว่า นโยบายทั้งหมดออกแบบจากการรับฟังความเห็นจากสภาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ สมาคมภาคเอกชน และ Social Listening

    รองนายกฯ เน้นความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) โดยยกตัวอย่างความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย แพลตฟอร์ม Startup และภาคธุรกิจต่างๆ ที่ทำให้นโยบายเกิดขึ้นจริงได้อย่างรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640957&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YPb0tQkiwP0Jnf0vPg6Gw

  • สิทธิพิเศษปี 2568! ลดภาษีธุรกิจในเขตเศรษฐกิจพิเศษ หนุนลงทุนเต็มสปีด

    สิทธิพิเศษปี 2568! ลดภาษีธุรกิจในเขตเศรษฐกิจพิเศษ หนุนลงทุนเต็มสปีด

    รัฐบาลจัดหนัก! ลดภาษีครั้งใหญ่ใน 10 เขตเศรษฐกิจพิเศษ หวังดึงเม็ดเงินและสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

    ปี 2568 กำลังจะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” ที่รัฐบาลเดินเครื่องมาตรการลดหย่อนภาษีอย่างจริงจัง เพื่อกระตุ้นการลงทุนและเสริมความได้เปรียบในสมรภูมิการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากเงินเฟ้อ ราคาพลังงานที่ผันผวน และความไม่แน่นอนทางการเมืองในหลายภูมิภาค ทำให้หลายประเทศต้องเร่งออกมาตรการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ซึ่งไทยเองก็ไม่ยอมปล่อยโอกาสให้หลุดมือ

    มาตรการภาษีใหม่สำหรับปีนี้ ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งนักลงทุนหน้าใหม่และผู้ประกอบการเดิม ด้วยเป้าหมายชัดเจนคือ ลดต้นทุน เสริมสภาพคล่อง และเปิดทางให้ธุรกิจขยายกำลังผลิตหรือบริการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    เหตุผลเบื้องหลังการลดภาษีในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

    เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone: SEZ) คือพื้นที่ที่รัฐมอบสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจและผ่อนปรนกฎระเบียบมากกว่าพื้นที่ทั่วไป เป้าหมายคือดึงการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ สร้างงานให้ท้องถิ่น และกระจายความเจริญออกสู่ภูมิภาค

    ที่ผ่านมาเขตเศรษฐกิจพิเศษในไทย เช่น พื้นที่ตามแนวชายแดน เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทาง ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การลดภาษีจึงกลายเป็น “อาวุธลับ” ที่ทำให้ผู้ประกอบการตัดสินใจลงทุนง่ายขึ้น เพราะเห็นผลประโยชน์ชัดเจน ทั้งในด้านค่าใช้จ่ายที่ลดลงและกำไรที่เพิ่มขึ้น

    Highlight มาตรการลดภาษีปี 2568 มีอะไรบ้าง

    1. ลดอัตราภาษีนิติบุคคล

    • ผู้ประกอบการที่ตั้งและดำเนินกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ได้สิทธิลดภาษีนิติบุคคลจาก 20% เหลือเพียง 10–15% ในช่วงเวลาที่กำหนด
    • ธุรกิจที่เริ่มลงทุนตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป อาจได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคล 3–5 ปีแรก

    2. ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ

    • เพื่อลดต้นทุนการผลิต รัฐบาลยกเว้นการเก็บอากรขาเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตหรือบริการ

    3. มาตรการด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

    • ปรับลดหรือยกเว้น VAT สำหรับการซื้อขายสินค้าบางประเภทภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อกระตุ้นการหมุนเวียนของสินค้าและบริการ

    4. สิทธิหักค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน

    • ผู้ประกอบการสามารถหักค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) หรือการฝึกอบรมแรงงานเป็นสองเท่าของค่าใช้จ่ายจริง สนับสนุนการสร้างนวัตกรรมและยกระดับทักษะแรงงาน

    รายชื่อ 10 จังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษ มีที่ไหนบ้าง                                                         

    1. ตาก – อำเภอแม่สอด แม่ระมาด พบพระ และอุ้มผาง (ติดชายแดนเมียนมา)
    2. มุกดาหาร – อำเภอเมืองมุกดาหาร ดอนตาล และคำชะอี (ติดลาว)
    3. สระแก้ว – อำเภออรัญประเทศ วัฒนานคร และคลองหาด (ติดกัมพูชา)
    4. ตราด – อำเภอคลองใหญ่ (ติดกัมพูชา)
    5. สงขลา – อำเภอสะเดา (ติดมาเลเซีย)
    6. นราธิวาส – อำเภอสุไหงโก-ลก ตากใบ แว้ง และสุคิริน (ติดมาเลเซีย)
    7. เชียงราย – อำเภอเชียงของ เชียงแสน และแม่สาย (ติดลาว–เมียนมา)
    8. นครพนม – อำเภอเมืองนครพนม และท่าอุเทน (ติดลาว)
    9. กาญจนบุรี – อำเภอเมืองกาญจนบุรี ทองผาภูมิ และสังขละบุรี (ติดเมียนมา)
    10. หนองคาย – อำเภอเมืองหนองคาย ท่าบ่อ และศรีเชียงใหม่ (ติดลาว)

    ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

    1. การลงทุนขยายตัวอย่างรวดเร็ว ต้นทุนลดลง ทำให้การลงทุนมีความคุ้มค่ามากขึ้น นักลงทุนตัดสินใจได้ไว โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง
    2. สร้างงาน เพิ่มรายได้ท้องถิ่น การเกิดขึ้นของโรงงานและธุรกิจใหม่ส่งผลตรงต่อการจ้างงาน พร้อมหนุนธุรกิจต่อเนื่อง เช่น ขนส่ง ร้านอาหาร ที่พัก
    3. เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ต้นทุนที่ถูกลงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการตั้งราคาที่ดึงดูดตลาดทั้งในและต่างประเทศ
    4. ดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติ (FDI) นักลงทุนต่างชาติมองหาพื้นที่ที่มีความคุ้มค่าและเสถียรภาพ เขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีสิทธิพิเศษด้านภาษีจึงเป็นตัวเลือกน่าสนใจ

    สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องประเมิน

    แม้สิทธิทางภาษีจะเป็นจุดขายสำคัญ แต่ยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่น เช่น

    • โครงสร้างพื้นฐาน ถนน ไฟฟ้า น้ำ ระบบสื่อสาร พร้อมรองรับหรือไม่
    • แรงงาน มีเพียงพอและมีทักษะตรงกับความต้องการของธุรกิจหรือไม่
    • เงื่อนไขสิทธิประโยชน์ ระยะเ วลาลดภาษีและข้อกำหนดด้านการลงทุนขั้นต่ำ
    • แนวโน้มเศรษฐกิจโลก ปัจจัยภายนอกอาจกระทบความต้องการสินค้าและบริการ

    ความท้าทายที่ต้องจับตา

    แม้จะมีแรงหนุนจากภาษี แต่ความเสี่ยงยังคงอยู่ ทั้งความผันผวนของค่าเงิน ราคาพลังงานที่มีโอกาสปรับขึ้น หรือการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านที่ออกมาตรการลักษณะเดียวกัน รัฐและเอกชนจึงต้องจับมือกัน สร้างจุดแข็งและลดข้อจำกัด เพื่อรักษาความได้เปรียบในระยะยาว

    กล่าวโดยสรุป มาตรการลดภาษีในเขตเศรษฐกิจพิเศษปี 2568 เป็นเครื่องมือสำคัญในการเร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยช่วงการแข่งขันโลกเข้มข้น การมอบสิทธิประโยชน์ด้านภาษีช่วยกระตุ้นการลงทุน สร้างงาน และเสริมฐานเศรษฐกิจท้องถิ่นให้แข็งแกร่งขึ้น

    แต่ความสำเร็จจะไม่หยุดอยู่ที่การให้สิทธิภาษีเพียงอย่างเดียว หากทุกองค์ประกอบเดินหน้าไปพร้อมกันโครงสร้างพื้นฐานพร้อม กฎหมายโปร่งใส แรงงานคุณภาพ เขตเศรษฐกิจพิเศษของไทยย่อมมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่โดดเด่นในภูมิภาค และดึงดูดนักลงทุนให้ “เร่งเครื่อง” ตามเป้าหมายของปี 2568 ได้อย่างแท้จริง

    อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่  Inflow Accounting   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/731600&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ubr8B1kbZU-Ixf7BQ1XxB

  • นายกฯ เผยคนละครึ่งแค่จุดเริ่มต้น ยันปัญหาเศรษฐกิจมาจากคอร์รัปชัน

    นายกฯ เผยคนละครึ่งแค่จุดเริ่มต้น ยันปัญหาเศรษฐกิจมาจากคอร์รัปชัน

    “อนุทิน” ยันปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้มาจากการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย แต่มาจากคอร์รัปชัน ลั่น “คนละครึ่ง” แค่จุดเริ่มต้น ขอทำ 4 เดือนนี้ให้รอด

    วันที่ 8 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงทิศทางมาตรการทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยยืนยันว่ารัฐบาลได้เตรียมมาตรการในเฟสถัดไปไว้แล้ว พร้อมแสดงความยินดีที่โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถเกิดขึ้นได้จริงตั้งแต่ช่วงแรกที่เริ่มทำงาน รัฐบาลจะใช้เวลา 4 เดือน นับจากนี้ทำงานอย่างเต็มที่ในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคง เพื่อให้รัฐบาลชุดต่อไปสามารถเดินหน้าต่อยอดได้อย่างราบรื่น โดยจะมีมาตรการเฟส 1 และเฟส 2 รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเตรียมพร้อมไว้ ซึ่งตนยึดถือ วินัยการเงินการคลังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลสามารถนำเงินไปชำระหนี้ให้กับ ธ.ก.ส. ได้กว่า 3 หมื่นล้านบาท

    เมื่อถูกถามถึงประเด็นความต่อเนื่องทางการเมืองที่เป็นจุดอ่อนต่อเศรษฐกิจ นายอนุทินตอบว่า ไม่ใช่อยู่ที่การเมือง แต่อยู่ที่การคอร์รัปชัน หากประเทศพัฒนาไปสู่ระบบสังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ จะบังคับให้การทุจริตและการกระทำที่ไม่โปร่งใสสามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นระบบ ทำให้คนที่อยู่ในระบบไม่กล้าคิดทำเรื่องพิเรนทร์อีกต่อไป

    นายอนุทินยังกล่าวถึงความกังวลของนักลงทุนต่อการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย โดยเปรียบเทียบว่าญี่ปุ่นหรืออังกฤษเปลี่ยนบ่อยกว่าไทย และมองว่าความเชื่อมั่นไม่ได้อยู่ที่ใครจะไปหรือจะมา แต่ขึ้นอยู่กับระบบและความมุ่งมั่นในการสร้าง หลักนิติธรรม หลักธรรมาภิบาลที่แข็งแกร่ง ยืนยันว่ารัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะนำประเทศไทยกลับมาเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนอีกครั้ง เพราะเชื่อมั่นในภูมิรัฐศาสตร์ที่ดีของประเทศ แม้จะยอมรับว่าที่ผ่านมาไทยอาจติดขัดที่กฎระเบียบเดิมที่ล้าสมัย

    อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามถึงความมั่นใจในการเติบโตทางเศรษฐกิจในอีก 4 ปีข้างหน้า นายอนุทินกล่าวว่า “เอา 4 เดือนนี้ให้รอดก่อน และให้รัฐบาลได้ทำทุกอย่างอย่างที่เราตั้งใจให้เกิดขึ้น” พร้อมย้ำว่าการเริ่มต้นที่ดีจากการ “กลัดกระดุมเม็ดแรกถูก” อย่างโครงการคนละครึ่ง พลัส และการคืนหนี้ ธ.ก.ส. จะทำให้ก้าวต่อไปมีความถูกต้องตามมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2887890&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MqEeWQczkU-iy7382PDei

  • นายกฯ เตรียมมาตรการเศรษฐกิจเฟสถัดไป ตั้งเป้าไทยกลับมาเป็นผู้นำเศรษฐกิจอาเซียน : อินโฟเควสท์

    นายกฯ เตรียมมาตรการเศรษฐกิจเฟสถัดไป ตั้งเป้าไทยกลับมาเป็นผู้นำเศรษฐกิจอาเซียน : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการเดินหน้ามาตรการทางเศรษฐกิจ หลังรัฐบาลออกนโยบาย “คนละครึ่ง พลัส” ว่า รัฐบาลจะเร่งวางรากฐานให้เศรษฐกิจมั่นคงและแข็งแกร่งมากขึ้น โดยเน้น การกระจายรายได้สู่ประชาชน โดยเฉพาะช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะมีมาตรการ เฟส 1 และเฟส 2 รวมถึงมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเตรียมไว้แล้ว และพร้อมใช้เวลา 4 เดือนที่เหลือของรัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อวางแนวทางและรากฐานที่มั่นคงให้รัฐบาลชุดต่อไปสามารถเดินหน้าต่อยอดได้ทันที

    นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับ วินัยการเงินการคลัง โดยไม่ใช่การนำเงินไปแจกประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะเดียวกัน รัฐยังสามารถนำงบประมาณกว่า 3 หมื่นล้านบาท ไปชำระหนี้ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่ารัฐบาลรักษาวินัยการคลังไว้ได้ และสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    นายอนุทิน ยังกล่าวถึงการผลักดันให้ประเทศไทยกลับมาเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนว่า ที่ผ่านมาไทยอาจติดข้อจำกัดจากกฎระเบียบเดิมที่ไม่ทันต่อโลก จึงต้องตั้งเป้าหมายใหม่ และใช้จุดแข็งด้าน ภูมิรัฐศาสตร์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    “ไม่เสียหายอะไรที่เราจะตั้งเป้าว่า ไทยจะกลับมาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ได้ในระยะเวลารวดเร็ว” นายอนุทิน กล่าว

    อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ คือ ความต่อเนื่องทางการเมืองซึ่งถือเป็นจุดอ่อน เพราะการเปลี่ยนตัวรัฐบาล หรือ เปลี่ยนผู้นำบ่อย ๆ จะส่งผลต่อนักลงทุนที่เข้ามาลงทุน นายกรัฐมนตรี ระบุว่า หากใครจะไปจะมาไม่สำคัญกับใครวางระบบที่ดี ปัญหาหลักไม่ใช่การเมือง แต่คือ การคอร์รัปชัน พร้อมระบุว่ารัฐบาลจะพัฒนาระบบสังคมดิจิทัลและเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดโอกาสการทุจริตในระบบราชการ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535773&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VeYA7tbXj7h8IWCnIsHM9

  • ด่วน! มติ “กนง.” 5 ต่อ 2 คงดอกเบี้ย 1.50% ชี้สอดคล้องภาวะเศรษฐกิจ-เงินเฟ้อ

    ด่วน! มติ “กนง.” 5 ต่อ 2 คงดอกเบี้ย 1.50% ชี้สอดคล้องภาวะเศรษฐกิจ-เงินเฟ้อ

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยผลการประชุม กนง. เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ว่า ที่ประชุมมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.50% ต่อปี โดยคณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าระดับอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวยังเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในปัจจุบัน

    อย่างไรก็ตาม กรรมการอีก 2 ท่านมีความเห็นว่าควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% ต่อปี เพื่อเป็นการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบจากภาวะชะลอตัวที่ยังคงอยู่ในหลายภาคส่วน ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินให้เหมาะสมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/787873&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y4MtLCd3_uwQ6M3ouJEho

  • “พิพัฒน์” เปิดงานประเพณีชักพระสุราษฎร์ธานี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวภาคใต้

    “พิพัฒน์” เปิดงานประเพณีชักพระสุราษฎร์ธานี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวภาคใต้

    วันนี้ (8 ตุลาคม 2568) ที่สี่แยกวัดธรรมบูชา จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิด “งานประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่า และแข่งเรือยาว ประจำปี 2568” ซึ่งถือเป็นมหรสพแห่งศรัทธาและความสามัคคีของพี่น้องชาวสุราษฎร์ธานี โดยมี นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี หัวหน้าส่วนราชการ, นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมงานอย่างคึกคัก

    โดยพิธีในปีนี้นับเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของชาวสุราษฎร์ธานี เมื่อ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศ 6 ประเภท อาทิ การประกวดเรือพนมพระ การประกวดพุ่มผ้าป่า และการแข่งเรือยาว สร้างความปลื้มปีติแก่ประชาชนทั้งจังหวัด ซึ่งต่างพร้อมใจน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

    นายพิพัฒน์ กล่าวในพิธีว่า“งานชักพระสุราษฎร์ธานี เป็นประเพณีที่หล่อหลอมความศรัทธาและความร่วมแรงร่วมใจของชาวใต้ ถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมสู่การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เป็นแบบอย่างของการใช้ ‘ศิลปวัฒนธรรม’ เป็นพลังขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตประชาชน”

    รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงการเดินทางกับการท่องเที่ยว เพื่อให้ “วัฒนธรรมและเศรษฐกิจเดินหน้าควบคู่กัน” จังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงเป็นตัวอย่างชัดเจนของเมืองที่มีทั้งความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และระบบคมนาคมที่เข้าถึงทุกพื้นที่ ทำให้การท่องเที่ยวเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน จังหวัดสุราษฎร์ธานีคือเมือง 100 เกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ เป็นจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับสองของประเทศ รองจากภูเก็ต และมีศักยภาพที่จะเป็นหัวเมืองหลักของภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยในอนาคต หากรัฐบาลสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพิ่มเติม เช่น ถนน สะพาน และท่าเรือ จะยิ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนสร้างรายได้มากขึ้นจากการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานราก

    นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังกล่าวชื่นชมจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า มีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอย่างเกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า และหมู่เกาะอ่างทอง ซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับการสนับสนุนของกระทรวงคมนาคมในการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงเมือง–สนามบิน–ท่าเรือ จะทำให้สุราษฎร์ธานีก้าวสู่การเป็น “เมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับสากล” อย่างแท้จริง

    นายพิพัฒน์ กล่าวย้ำ พร้อมเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ ร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งศรัทธาใน งานประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่า และแข่งเรือยาว ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–12 ตุลาคมนี้ โดยมีขบวนเรือพนมพระ ขบวนพุ่มผ้าป่า การแข่งเรือยาว และกิจกรรมทางวัฒนธรรมตลอดทั้งงาน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2887756&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yShOsaMscpgm1aysMmD73