Category: เศรษฐกิจ

  • เร่งแก้ “หนี้ครัวเรือน” กับดักใหญ่เศรษฐกิจไทย

    เร่งแก้ “หนี้ครัวเรือน” กับดักใหญ่เศรษฐกิจไทย

    เร่งแก้ “หนี้ครัวเรือน” กับดักใหญ่เศรษฐกิจไทย

    สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่รอการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ข้อมูลล่าสุดระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทย พุ่งเกิน 90% ต่อจีดีพี ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนถึงความเปราะบางทางการเงินของประชาชน และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงโควิด-19 แต่เป็นปัญหาสะสมยาวนาน จากรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่รายได้แทบไม่เพิ่ม ทำให้ประชาชนต้องพึ่งพาเงินกู้ ทั้งในระบบและนอกระบบ ส่งผลให้เกิดภาระหนี้สินที่ยากจะปลดเปลื้อง

    รัฐบาลอนุทินมีความท้าทาย แม้จะมีอายุการบริหารบ้านเมืองเพียง 4 เดือน ต้องเร่งแก้ปัญหาปากท้อง หนี้ครัวเรือนโดยเร่งด่วน เป็นอันกับแรก มองว่า ไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป จำเป็นต้องมีนโยบายเร่งด่วนและต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ทั้งในมิติการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และ ควบคุมการปล่อยสินเชื่ออย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น แรงงานนอกระบบ เกษตรกร และ ผู้มีรายได้น้อย

    การปรับโครงสร้างหนี้ การพักหนี้แบบมีเงื่อนไข รวมถึงการส่งเสริมการรู้เท่าทันทางการเงิน ต้องเดินหน้าควบคู่กัน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกอยู่ในวงจรหนี้ซํ้าซาก

    ยิ่งไปกว่านั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจควรมีเป้าหมายที่ “คนตัวเล็ก” มากกว่าการทุ่มเม็ดเงินลงไปในระบบ โดยไม่วางกลไกการกระจายที่ชัดเจน เพราะหากกำลังซื้อภาคครัวเรือนไม่ฟื้น เศรษฐกิจโดยรวมย่อมโตได้ไม่เต็มศักยภาพ

    รัฐบาลจึงต้องตระหนักว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือน ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขทางบัญชี แต่คือ วิกฤตความเป็นอยู่ของคนทั้งประเทศ หากไม่เร่งแก้วันนี้ อนาคตเศรษฐกิจไทยอาจติดกับดักไม่รู้จบ

    อย่างไรก็ตาม การที่ประชากรมีเพดานหนี้สูง (Debt Ceiling) หรือ มีภาระหนี้สะสมในระดับสูง มีผลกระทบต่อการบริโภค และ การซื้ออสังหาริมทรัพย์ อย่างมีนัยสำคัญ 

    ผลต่อการบริโภค 1.ทำให้กำลังซื้อหดตัว เมื่อประชาชนมีภาระหนี้มาก รายได้ส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปกับการผ่อนชำระหนี้ เช่น ค่าบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือ หนี้นอกระบบ ทำให้เหลือเงินน้อยลงสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 

    2.พฤติกรรมระมัดระวัง ครัวเรือนที่มีหนี้สูงมักระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น หลีกเลี่ยงการซื้อของฟุ่มเฟือย หรือ ยืดเวลาการจับจ่ายเพื่อบริโภคสินค้าคงทน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ ฯลฯ ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว

    3.ลดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เมื่อผู้บริโภคจับจ่ายน้อยลง ย่อมกระทบต่อยอดขายของธุรกิจ สร้างลูกโซ่ที่กระทบถึงแรงงาน การจ้างงาน และการลงทุนโดยรวมของประเทศ 

    ขณะผลต่อการซื้ออสังหาริมทรัพย์ 1.ความสามารถในการกู้ลดลง ธนาคารและสถาบันการเงินมักใช้ “อัตราส่วนหนี้ต่อรายได้” (DSR) ในการพิจารณาปล่อยกู้ หากประชาชนมีหนี้มากเกินไป ก็จะกู้ซื้อบ้านหรือคอนโดไม่ได้ แม้จะมีความต้องการ 

    2.ตลาดอสังหาฯ ชะลอตัว ผู้ซื้อหลักในตลาดอสังหาริมทรัพย์คือกลุ่ม First Jobber และชนชั้นกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาระหนี้โดยตรง ทำให้ยอดขายบ้านและคอนโดลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มราคากลางถึงล่าง 

    3.ผู้ประกอบการปรับตัว ผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯ ต้องปรับกลยุทธ์ เช่น ลดขนาดยูนิต หรือจัดโปรโมชั่นหนัก เพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนและกำลังซื้อที่ไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    ทั้งนี้เพดานหนี้ของประชากรที่สูง ส่งผลโดยตรงต่ออุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ ทั้งด้านการบริโภคและการซื้ออสังหาฯ เป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว หากไม่แก้ไขอย่างจริงจัง จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจติดกับดัก “เติบโตตํ่า หนี้สูง” ซึ่งส่งผลทั้งต่อเสถียรภาพทางการเงินและคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง ที่เป็นกับดักใหญ่อันดับต้นๆ ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข!!!

    บทบรรณาธิการ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,141 วันที่ 19 -22 ตุลาคม พ.ศ. 2568
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/641707&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_CpPusVJmwnCpc9Zrnkdb

  • รัฐอัดงบ 559 ล้าน ขับเคลื่อนพืชเศรษฐกิจใหม่ ยกระดับรายได้คนบนดอย

    รัฐอัดงบ 559 ล้าน ขับเคลื่อนพืชเศรษฐกิจใหม่ ยกระดับรายได้คนบนดอย

    สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) พ.ศ.2548 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2552 ขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่สูงด้วยการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนตามแนวทางโครงการหลวง ด้วยการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงของโครงการหลวง เพื่อให้โครงการหลวงดำรงอยู่ และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน และนำคุณค่าขององค์ความรู้และแนวทางของโครงการหลวง ขยายผลไปยังพื้นที่สูงอื่นๆ ให้ครอบคลุม 20 จังหวัด ในพื้นที่ 54.97 ล้านไร่ ยกระดับเกษตรกรกว่า 1 ล้านคน ปรับเปลี่ยนปลูกพืชเศรษฐกิจ มูลค่าสูงแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

    รัฐอัดงบ 559 ล้าน ขับเคลื่อนพืชเศรษฐกิจใหม่ ยกระดับรายได้คนบนดอย

    นายวิรัตน์ ปราบทุกข์  ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภารกิจของ สวพส. เป็นหน่วยงานที่ขยายต่อจากโครงการหลวง บนพื้นที่สูง ที่มีความลาดชัน เพื่อช่วยชาวบ้านมีอาชีพ โดยสนับสนุนให้ปลูกพืชมูลค่าสูง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด ทดแทนการปลูกฝิ่น และพืชไร่หมุนเวียนที่ย้อนไปเมื่อ 50 ปีที่แล้ว  ล่าสุดจะปรับเปลี่ยนจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้หันมาปลูกพืชที่มีตลาดรองรับทดแทน  เช่น โกโก้, กาแฟโรบัสตา, แมคคาดีเมีย, อะโวคาโด เสาวรส สตรอว์เบอร์รี หรือปลูกไม้ยืนต้นมีค่า  เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลทำให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

    “สาเหตุการปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ จากปัญหาพื้นที่บนดอยไม่มีเอกสารสิทธิ์ ส่งผลทำให้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถูกพ่อค้ากดราคาตํ่า ทำให้เกษตรกรมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และยังเป็นต้นเหตุทำให้มีการเผา การใช้สารเคมี ในพื้นที่สูงมากขึ้น ซึ่งทางสถาบันได้เป็นพี่เลี้ยงในการให้คำแนะผ่านการค้นคว้าและการวิจัยมาแล้วในการที่จะช่วยทำให้เกษตรกรมีผลผลิตที่สูง และตลาดมีความต้องการที่แน่นอน โดยดึงสหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน ต่างๆ ทั่วประเทศมารองรับ ตลอดจนได้ดึงเอกชนเข้ามาช่วยรับซื้อผลผลิตเพื่อให้มีรายได้ที่สูงขึ้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องบูรณาการการทำงานทั้งหน่วยงานในกระทรวง และนอกกระทรวง เพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”

    รัฐอัดงบ 559 ล้าน ขับเคลื่อนพืชเศรษฐกิจใหม่ ยกระดับรายได้คนบนดอย

    สำหรับในปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลจัดสรรงบให้ สวพส. กว่า 559 ล้านบาท มีเป้าหมายการดำเนินการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ชุมชนบนพื้นที่สูงอยู่ดีมีสุขอย่างสมดุล ครอบคลุมทุกมิติใน 2,990 กลุ่มบ้าน ใน 18 จังหวัด เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2568 จำนวน 240 กลุ่มบ้าน (เป้าหมายปี 2568 จำนวน 2,750 กลุ่มบ้าน) มุ่งเน้น การสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมสำหรับการพัฒนา พื้นที่สูง ส่งเสริมการเรียนรู้การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพ ตามแนวทางโครงการหลวง กระจายการพัฒนาเชิงพื้นที่และขยายการพัฒนาไปยังพื้นที่ที่มีปัญหาวิกฤต เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมลํ้า เร่งแก้ไขปัญหาสำคัญ เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาฝุ่นควันและ PM2.5 และปัญหาภัยแล้งในพื้นที่สูง และพัฒนาระบบบริการข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อบริหารจัดการพัฒนาพื้นที่สูง เป็นต้น

    “อย่างไรก็ดีที่ผ่านมายังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณสำหรับงานวิจัยบนพื้นที่สูง ส่งผลให้งานวิจัยบนพื้นที่สูงไม่ทันต่อปัญหา และความต้องการของชุมชน และไม่ครอบคลุมปัญหาหรือปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ ภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชเขตหนาวและกึ่งหนาวบนพื้นที่สูง รวมถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนและชุมชนบนพื้นที่สูงของประเทศ ถือเป็นโจทย์ท้าทายของรัฐบาลไม่ใช่แค่กระทรวงเกษตรฯ “นายวิรัตน์ กล่าวย้ำ

    หน้า 9 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,141 วันที่ 19 -22 ตุลาคม พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/641730&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I5bORN1kC_cq749g2Dvd8

  • เศรษฐกิจแย่! หม่าล่าสายพานเจ้าดัง ประกาศปิดกิจการ 31 ต.ค.นี้ หลังให้บริการมากว่า 2 ปี

    เศรษฐกิจแย่! หม่าล่าสายพานเจ้าดัง ประกาศปิดกิจการ 31 ต.ค.นี้ หลังให้บริการมากว่า 2 ปี

    เศรษฐกิจแย่! หม่าล่าสายพานเจ้าดัง ประกาศปิดกิจการ 31 ต.ค.นี้ หลังให้บริการมากว่า 2 ปี

    ยื้อไม่ไหว! ร้านหม่าล่าสายพานเจ้าดัง ประกาศปิดกิจการ 31 ตุลาคม 2568 นี้ เหตุเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ หลังให้บริการมากว่า 2 ปี ทำลูกค้าใจหาย

    ด้วยสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้หลาย ๆ ธุรกิจต้องจำใจปิดตัวลงอย่างเลือกไม่ได้ เช่นเดียวกับ ร้านหม่าล่าสายพานเจ้าดัง “สุกี้จินหลง” เพิ่งออกมาแจ้งข่าวเศร้าให้กับลูกค้าขาประจำให้ได้ทราบว่า จำเป็นต้องปิดกิจการถาวร ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ และการแข่งขันทางการค้า โดยทางร้านได้ประกาศปิดกิจการผ่านทางหน้าเพจเฟซบุ๊ก สุกี้จินหลง หม่าล่าสายพาน ระบุว่า

    “ประกาศปิดกิจการ

    เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ และการแข่งขันทางการค้าที่สูงมากขึ้นในละแวก ทางร้านขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่จะแจ้งให้ทราบว่าทางร้านเราขอ ปิดกิจการ ในช่วงสิ้นเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

    ทั้งนี้ลูกค้ายังสามารถได้รับความคุ้มค่าจากโปรโมชั่นบุฟเฟต์ 259 สองน้ำซุป net ไม่อั้น ไม่จำกัดเวลา และโปรโมชั่นหม่าลั่ง ขีดละ 29 บาท 4 ขีด 100 บาท และยังสามารถนำแต้มที่สะสมไว้มาใช้บริการได้ในช่วงเวลาดังกล่าว

    ทางร้านขอขอบคุณทุกการสนับสนุนและการอุปการะคุณ จากลูกค้าที่น่ารักทุกท่าน ที่มีให้ทางร้านสุกี้จินหลงหม่าล่า หม่าล่าสายพาน ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา”

    เศรษฐกิจแย่! หม่าล่าสายพานเจ้าดัง ประกาศปิดกิจการ 31 ต.ค.นี้ หลังให้บริการมากว่า 2 ปี-2

    ท่ามกลางเสียงของเหล่าลูกค้าขาประจำที่เข้ามาคอมเมนต์แสดงความเสียใจกับร้านหม่าล่าสายพานเจ้าดังที่ต้องปิดกิจการลงอย่างกะทันหันที่เลี่ยงไม่ได้

    คอมเมนต์ชาวเน็ต คอมเมนต์ชาวเน็ต-2

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    อ้างอิงจาก : FB สุกี้จินหลง หม่าล่าสายพาน

    ข่าวล่าสุด

    Photo of GIFT T.

    GIFT T.

    Rewriter สาวจากรั้วสวนดุสิต เก็บเกี่ยวประสบการณ์งานข่าวมากว่า 5 ปี ชื่นชอบการส่งต่อเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์ หวย และข่าวบันเทิง พร้อมเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้นักอ่านได้เห็นประเด็นรอบด้านมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1472775/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15ylcCV1lBNoPkPjKyL4nW

  • ‘ดร.หิมาลัย’ นำทีมบุกมุกดาหาร ฟังปัญหาน้ำ-เศรษฐกิจชายแดน

    ‘ดร.หิมาลัย’ นำทีมบุกมุกดาหาร ฟังปัญหาน้ำ-เศรษฐกิจชายแดน

    ‘ดร.หิมาลัย’ นำทีมบุกมุกดาหาร ฟังปัญหาน้ำ-เศรษฐกิจชายแดน

    วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ‘ดร.หิมาลัย’ นำทีมบุกมุกดาหาร

    ฟังปัญหาน้ำ-เศรษฐกิจชายแดน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) และคณะ ได้เดินทางมาตรวจราชการและรับฟังปัญหาจากผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน ณ ศูนย์จำหน่ายอาหารและสินค้า เทศบาลเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร โดยมี นายไกร เอี่ยมจุฬา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วยนายกเทศมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการต้อนรับอย่างอบอุ่น

    ดร.หิมาลัย กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้มาเยี่ยมเยียนและรับฟังปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของจังหวัดมุกดาหาร เนื่องจากน้ำถือเป็นปัจจัยหลักในการอุปโภค-บริโภค และการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนแห่งนี้ ซึ่งมีสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 เป็นช่องทางขนส่งที่สำคัญ พร้อมยืนยันว่าตนและคณะพร้อมที่จะรับฟังปัญหาต่างๆ เพื่อนำไปแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป

    ด้าน นายไกร เอี่ยมจุฬา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า มุกดาหารเป็นจังหวัดชายแดนติดต่อกับแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว มีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดนกว่า 72 กิโลเมตร มีพื้นที่ 4,407 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2.41 ล้านไร่ แบ่งเขตการปกครอง ออกเป็น 7 อำเภอ 522 ตำบล 5,226 หมู่บ้าน มีประชากรประมาณ 350,000 คน โดยจังหวัดได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายใต้แนวคิด ‘เมืองการค้าทันสมัย เกษตรคุณภาพสูง การท่องเที่ยวชายโขง เชื่อมโยงอาเซียน’

    อย่างไรก็ตาม จังหวัดมุกดาหารยังคงประสบปัญหาสำคัญหลายด้าน ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ (ภัยแล้งและอุทกภัย) ปัญหาราคาผลผลิตการเกษตรตกต่ำ การขาดการพัฒนาศักยภาพเกษตรกร และปัญหาจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเนื่องจากขาดแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ซึ่งทางจังหวัดได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด พร้อมทั้งขอบพระคุณคณะที่ปรึกษาฯ ที่กรุณามาเยี่ยมเยียนและช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในครั้งนี้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/921816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MzavmbBo5ShoyJLPYfT_e

  • IMF เผยเศรษฐกิจยูเออีพุ่งสวนกระแสโลก ปีนี้เติบโตเหนือความคาดหมาย

    IMF เผยเศรษฐกิจยูเออีพุ่งสวนกระแสโลก ปีนี้เติบโตเหนือความคาดหมาย

    ความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงินระดับโลก

    สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออีกำลังเดินหน้าด้วยความมั่นใจในเวทีเศรษฐกิจโลก หลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมายืนยันว่า เศรษฐกิจของประเทศนี้จะทำผลงานได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกในปีนี้อย่างชัดเจน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงปกคลุมเศรษฐกิจโลก

    ในการสรุปผลการปรึกษาหารือมาตรา 4 (Article IV consultation) ที่เพิ่งจบลงเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา IMF ได้ประกาศคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของยูเออี จะขยายตัวอยู่ที่อัตรา 4.8% ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจเมื่อเทียบกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย การเติบโตนี้จะเกิดขึ้นจากแรงขับเคลื่อนสองด้านหลัก ได้แก่ การเติบโตที่แข็งแกร่งของภาคส่วนที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC ที่คาดว่าจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า

    ที่น่าสนใจคือ IMF ยังคาดการณ์ต่อไปอีกว่า ในปี 2569 เศรษฐกิจของยูเออี จะขยายตัวเร่งความเร็วขึ้นไปอีกที่อัตรา 5% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความยั่งยืนของการเติบโตและศักยภาพที่ยังคงมีอยู่มากมาย แม้ว่าตัวเลขของ IMF จะต่ำกว่าการคาดการณ์ของธนาคารกลางยูเออีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ 4.9% แต่ก็ยังถือว่าใกล้เคียงกันมาก และสะท้อนถึงความเห็นร่วมกันว่ายูเออี กำลังมุ่งหน้าสู่ช่วงเวลาที่สดใสทางเศรษฐกิจ

    ยุทธศาสตร์ใหม่: พลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจสู่อนาคต

    ความสำเร็จที่คาดหวังนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการวางแผนและดำเนินนโยบายอย่างมีกลยุทธ์ของรัฐบาลยูเออี เมื่อเดือนที่แล้วได้ประกาศเปิดตัวยุทธศาสตร์สำคัญที่มีชื่อว่า “นโยบายแห่งชาติสำหรับกลุ่มเศรษฐกิจ (National Policy for Economy Clusters)” ซึ่งตั้งเป้าหมายที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตปีละ 8,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ยูเออี มุ่งมั่นที่จะเพิ่มการค้าต่างประเทศให้ได้ถึง 4,080 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดระยะเวลาเจ็ดปีข้างหน้า เป้าหมายนี้จะบรรลุผ่านการทำข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (CEPA) กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดได้ลงนามไปแล้วกับหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจอร์แดน นิวซีแลนด์ และแองโกลา

    ความคืบหน้าของแผนนี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา CEPA ที่ยูเออีทำไว้กับออสเตรเลียและมาเลเซียได้เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเปิดประตูการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเหล่านี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น นาย Said Bakhache หัวหน้าคณะผู้แทน IMF ประจำยูเออี ได้ให้ความเห็นว่า “ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการขยาย CEPA จะช่วยเสริมความยืดหยุ่นและสนับสนุนการกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจต่อไป ตลาดการเงินและการไหลของเงินทุนยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นต่อแรงกระแทกจากทั่วโลกซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งของนักลงทุนที่มีต่อยูเออี”

    เงินเฟ้อต่ำ แต่ค่าที่อยู่อาศัยยังเป็นปัญหา

    ในด้านของเสถียรภาพด้านราคา ยูเออียังคงทำได้ดีเยี่ยม โดย IMF คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับต่ำเพียง 1.6% ในปีนี้ และจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2% ในระยะกลาง ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมและไม่สร้างภาระให้กับประชาชนมากนัก

    อย่างไรก็ตาม IMF ได้ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ยังคงต้องจับตามอง นั่นคือต้นทุนที่อยู่อาศัยที่คาดว่าจะยังคงเป็นแหล่งหลักของแรงกดดันด้านราคาในประเทศซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการเช่าที่พักของประชาชน โดยเฉพาะแรงงานและผู้ที่มีรายได้ปานกลาง หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อาจส่งผลกระทบต่อการดึงดูดแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของภาคส่วนที่ไม่ใช่น้ำมัน รวมถึงอาจลดกำลังซื้อในด้านอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของภาคการค้าปลีกในประเทศได้

    ภาคการเงินแข็งแกร่ง พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

    ข่าวดีสำหรับยูเออีคือภาคการเงินยังคงแข็งแกร่งและธนาคารต่างๆ ยังคงทำกำไรได้อย่างมั่นคง ข้อมูลจากธนาคารกลางยูเออี ระบุในไตรมาสที่สองแสดงให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาของระบบการเงิน โดยเงินฝากธนาคารเพิ่มขึ้นมากกว่า 13% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่การปล่อยสินเชื่อก็ขยายตัว 11% สะท้อนถึงความมั่นใจของทั้งผู้ฝากเงินและผู้กู้ยืม และชื่นชมการยกระดับกรอบการเงินสกุลเดอร์แฮม (Dirham Monetary Framework) ของยูเออี ว่าเป็นความคืบหน้าที่น่ายินดี กำลังช่วยปรับปรุงการบริหารจัดการสภาพคล่องให้ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนและการขยายตัวทางการค้าในอนาคต

    ก้าวสู่ศูนย์กลาง AI ระดับโลก

    หนึ่งในจุดเด่นของยูเออี ที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลกคือความมุ่งมั่นในการกลายเป็นศูนย์กลางระดับโลกสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจออกจากน้ำมัน ยูเออีกำลังผลักดันให้มีการจัดตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพด้าน AI มากมาย พร้อมทั้งดึงดูดการลงทุนและความร่วมมือจากผู้นำในอุตสาหกรรมระดับโลก อาทิ Microsoft, Nvidia และ OpenAI

    นาย Bakhache กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “การผงาดขึ้นอย่างรวดเร็วของ ยูเออี ในฐานะศูนย์กลาง AI ระดับโลกมอบโอกาสที่สำคัญ” การเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันเท่านั้น แต่ยังสร้างภาคเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และทำให้เศรษฐกิจมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของราคาน้ำมันโลกได้ดีขึ้นอีกด้วย

    GCC: จุดสว่างท่ามกลางความท้าทายโลก

    ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของยูเออี ไม่ได้เป็นเพียงกรณีเดียว แต่สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในวงกว้างของคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ทั้งหมด ท่ามกลางความไม่แน่นอนในนโยบายการค้าโลก โดยเฉพาะกลยุทธ์ภาษีศุลกากรที่เปลี่ยนแปลงไปของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกลายเป็นประเด็นหลักในการสนทนาเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

    นาง Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF ได้กล่าวในการประชุมรัฐมนตรี GCC ที่คูเวตว่า”แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะมีความท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ GCC ยังคงส่งมอบผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและมั่นคง และยังคงเป็นจุดที่สดใสในเศรษฐกิจโลก” และให้เครดิตแก่ผู้ว่าการธนาคารกลางและรัฐมนตรีคลังของ GCC ที่ดำเนินการปฏิรูปเพื่อให้เกิดเสถียรภาพในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในนโยบายการค้าโลก  สิ่งนี้ทำให้ GCC มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ดังที่เห็นได้จากผลกระทบที่จำกัดจากความตึงเครียดและความขัดแย้งในภูมิภาค  

    IMFคาดการณ์การเติบโตของ GCC โดยรวมจะอยู่ระหว่าง 2.5% ถึง 3% ในปีนี้ ก่อนที่จะขยายตัวใกล้เคียง 4% ในปี 2569 โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซ การยุติการลดกำลังการผลิตน้ำมันโดยสมัครใจ และการขยายกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติ

    ความเสี่ยงที่ยังคงแฝงอยู่

    แม้ภาพรวมจะดูสดใส แต่ IMF ก็ไม่ได้มองข้ามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น นาง Georgieva เตือนว่าความต้องการน้ำมันที่อ่อนแอลงอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อราคาน้ำมันและรายได้ของประเทศในภูมิภาค ขณะที่อาจเกิดภาวะอุปทานล้นตลาดขึ้นได้ หากกลุ่ม Opec ยุติการลดกำลังการผลิตน้ำมันโดยสมัครใจ และการขยายกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่ความต้องการยังคงอ่อนแอ ประธาน IMF กล่าวอีกว่า ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันลดลงชั่วคราวเหลือเพียง 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเติบโตของ GDP ที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซใน GCC อาจชะลอตัวลงถึง 1.3% ซึ่งแม้ว่ายูเออีจะกระจายความเสี่ยงออกจากน้ำมันไปมากแล้ว แต่ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ GCC ก็ยังคงได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกอยู่

    มองไปข้างหน้า: การเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุม

    สถานการณ์โดยรวมชี้ให้เห็นว่ายูเออีกำลังอยู่ในช่วงของการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืนโดยมีนโยบายการค้าและการลงทุนเชิงรุกเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อยูเออี ยังคงแข็งแกร่ง แม้ในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน

    การที่ยูเออี มุ่งมั่นสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลาง AI ระดับโลก และการขยายเครือข่ายการค้าผ่าน CEPA กับหลายประเทศ จะช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลสามารถบริหารจัดการความท้าทายด้านค่าครองชีพ โดยเฉพาะปัญหาค่าเช่าที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้น เพื่อให้การเติบโตนี้เป็นการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืนในระยะยาว

    IMF มีกำหนดจะเผยแพร่การคาดการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกในการประชุมประจำปีที่วอชิงตันในปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะให้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับทิศทางของเศรษฐกิจโลกและตำแหน่งของ ยูเออี ในเวทีนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือยูเออี กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าด้วยนโยบายที่เหมาะสม การวางแผนที่รอบคอบ และการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางสามารถเป็นผู้นำในเวทีเศรษฐกิจโลกได้อย่างแท้จริง

    ความเห็นของ สคต.ดูไบ

    โดยสรุป สถานการณ์นี้เน้นย้ำว่ายูเออีกำลังอยู่ในช่วงของการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน โดยมีนโยบายการค้าและการลงทุนเชิงรุกเป็นตัวขับเคลื่อน แต่ยังต้องบริหารจัดการความท้าทายด้านค่าครองชีพเพื่อให้การเติบโตนี้ครอบคลุมและยั่งยืนในระยะยาว

    การเติบโตของ GDP ที่แข็งแกร่งของยูเออี (4.8%) จะส่งให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการ (รวมทั้งจากไทย) เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และบริการด้านสุขภาพ เนื่องมาจากกำลังซื้อที่สูงขึ้นและความมั่งคั่งของตลาดในภูมิภาค ส่งผลให้การส่งค้าและการลงทุนร่วมระหว่างสองประเทศมีความมั่นคงในระยะยาว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/osq6r4qjfajx5pcwovi4rhat&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35ShTSfYIxpLhBw2tDO5qP

  • เปิดตัวเลขเศรษฐกิจ “มหาวิกฤตดีมานด์” เชียงราย การลงทุนเบรกหนัก เกษตรกรรายได้ลด 13.7%

    เปิดตัวเลขเศรษฐกิจ “มหาวิกฤตดีมานด์” เชียงราย การลงทุนเบรกหนัก เกษตรกรรายได้ลด 13.7%

    เชียงราย “มหาวิกฤตอุปสงค์” สะเทือนทั้งจังหวัด ค้าชายแดนทรุด -66.9% ท่ามกลางภาคบริการ-เกษตรพยุงเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

    เชียงราย, 17 ตุลาคม 2568 — กลางฝนปลายฤดูที่พัดพาไอเย็นมาสู่ลุ่มน้ำกก เมืองชายแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องชา กาแฟ และเส้นทางโลจิสติกส์สู่ลาว–เมียนมายังคงคึกคักด้วยนักท่องเที่ยวช่วงสุดสัปดาห์ แต่ใต้ภาพ “เมืองท่องเที่ยวสีเขียว” นั้น ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนสิงหาคมส่งสัญญาณเตือนเข้ม เครื่องชี้ด้านอุปสงค์ (การใช้จ่าย) หดตัวพร้อมกันหลายมิติ โดยเฉพาะ การค้าชายแดนดิ่ง -66.9% พลิกจากเดือนกรกฎาคมที่ยังบวก 2.5%

    รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดเชียงรายล่าสุดสรุปสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจจังหวัดโดยรวมหดตัว เมื่อเทียบทั้งปีต่อปีและเดือนต่อเดือน” แม้ ด้านอุปทาน (การผลิต) จะยังพอประคองด้วยการขยายตัวของภาคบริการและเกษตร แต่ความอ่อนแรงของการใช้จ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และการลงทุนกำลังกดทับบรรยากาศธุรกิจและครัวเรือนอย่างเห็นได้ชัด

    เมืองพรมแดน “เครื่องยนต์สะดุด”

    ปกติ “ชายแดน” คือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเชียงราย ทั้งขนส่งสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเบา ไปจนถึงพลังงาน แต่เดือนสิงหาคม 2568 ตัวเลข มูลค่าการส่งออก ผ่านด่านศุลกากรเหลือเพียง 4,748.5 ล้านบาท (-71.5%) ขณะที่ มูลค่านำเข้า อยู่ที่ 2,019.4 ล้านบาท (-46.7%) ส่งผลให้แม้จะมี ดุลการค้าเกินดุล 2,729.1 ล้านบาท ก็ไม่ใช่ “เกินดุลจากความแข็งแรง” หากเกิดจาก กิจกรรมการค้าหดตัวทั้งขาเข้า–ขาออก โดยฝั่งส่งออกทรุดแรงกว่าอย่างมาก (ฐานเล็กลงอย่างรวดเร็ว)

    สินค้าเปราะบาง ที่ฉุดส่งออก ได้แก่ ผลไม้สด น้ำมันเชื้อเพลิง รถยนต์ และน้ำมันปาล์มโอลีน ขณะที่ นำเข้า ลดตามในกลุ่ม ผลไม้–ผัก–ดอกไม้สด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และแร่พลวง ภาพรวมนี้สะท้อนปัจจัยภายนอกที่ตึงตัว—ตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงด้านมาตรการด่านแดน ไปจนถึงภาวะชะลอตัวของอุปสงค์ในภูมิภาค—และกระแทกโซ่อุปทานท้องถิ่นที่พึ่งการค้าข้ามแดนเป็นหลัก

    ภาครัฐชะลอ–เอกชนระวังตัว “การลงทุนเหยียบเบรก”

    เครื่องยนต์ที่ควรช่วยพยุงอุปสงค์กลับ สะดุดพร้อมกัน

    • การใช้จ่ายภาครัฐ เดือนสิงหาคม หด -3.9% (จากเดือนกรกฎาคม +18.6%) ต้นเหตุหลักคือ รายจ่ายลงทุน -24.5% กระทบโครงการทางหลวง ชลประทาน มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลในจังหวัด ซึ่งเป็น “ท่อส่งเม็ดเงิน” ลงพื้นที่โดยตรง
    • การลงทุนภาคเอกชน หด -2.7% (ดีขึ้นเล็กน้อยจาก -3.7% ในเดือนก่อน) สัญญาณเตือนชัดเจนคือ พื้นที่อนุญาตก่อสร้างรวม -45.1% และสะสมปีถึงสิงหาคม -39.1% สะท้อนความไม่แน่ใจของผู้ประกอบการต่อดีมานด์ข้างหน้า
    • สินเชื่อเพื่อการลงทุน ยังติดลบ -0.7% ชี้แรงส่งจากสถาบันการเงินยังระวังเชิงความเสี่ยง ด้านครัวเรือนเองก็เลือกเก็บเงิน “มากกว่ากู้”—เงินฝากรวม +5.5% ขณะที่ สินเชื่อรวม -0.7%—บ่งชี้พฤติกรรม “ระมัดระวัง” ทั่วกระดาน

    แต่กลางพายุยังมีแสงไฟ การบริโภคภาคเอกชนยังโต +2.9% แม้ชะลอจากเดือนก่อน สัญญาณบวกมาจาก รถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ +5.2% ปริมาณจำหน่ายสุรา +16.4% และ การใช้ไฟฟ้าครัวเรือน +6.3% แปลภาษาง่าย ๆ คือ ครัวเรือนยัง “ใช้จ่าย” ในบางหมวด โดยเฉพาะสินค้าคงทนและอุปโภคบริโภคพื้นฐาน

    เครื่องยนต์ฝั่งอุปทาน “บริการ–เกษตร” ช่วยประคองฐานผลิต

    แม้อุปสงค์ฝั่งใช้จ่ายจะอ่อนแรง แต่ ด้านอุปทาน (การผลิต) ยัง ขยายตัว YoY ได้เพราะโครงสร้าง เชียงรายพึ่งพาภาคบริการกว่า 64.8% ของ GPP

    • ภาคบริการ +7.3% ขยายตัวต่อเนื่องจากกิจกรรมท่องเที่ยวและงานอีเวนต์ เช่น เทศกาลปทุมมา กิจกรรม TEDx ChiangRai งานมหัศจรรย์ชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา ฯลฯ ช่วยดัน จำนวนนักท่องเที่ยว +8.7% และรายได้หมวด ขายส่ง–ปลีก +14.7% ด้าน VAT หมวดโรงแรม–ภัตตาคาร +6.6% ตอกย้ำว่า “เครื่องยนต์ท่องเที่ยว” ยังเดินอยู่
    • ภาคเกษตร +2.6% อากาศ–น้ำเอื้อ ส่งผลให้ ชา +113.3% (ปริมาณผลผลิต) และ ลำไย +5.0% เพิ่มขึ้น พร้อมปศุสัตว์ ปลานิล–สุกร–โค ขยายตัว
    • ภาคอุตสาหกรรม -1.4% ยังหดต่อเนื่องตาม การใช้ไฟฟ้าอุตสาหกรรม -5.9% สะท้อนคำสั่งซื้อที่ยังไม่ฟื้น

    บทสรุปชั่วคราว เครื่องยนต์ “บริการ–เกษตร” ยังพอช่วยให้ฝั่งผลิตไม่ทรุดตาม แต่แรงฉุดจาก “อุปสงค์นอกบ้าน” โดยเฉพาะค้าชายแดนและการลงทุน กำลังบดบังภาพฟื้นตัว

    ทำไม “เกษตรผลิตมากแต่จนลง”?

    ตัวเลขที่ชวนตั้งคำถามคือ ดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนสิงหาคม -13.7% ทั้งที่ปริมาณผลผลิตหลายชนิดเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักคือ ราคาสินค้าเกษตรร่วงแรง -15.9%

    • ยางพารา -12.0% (เฉลี่ย 49,130 บ./ตัน)
    • ชา -49.4% (13,660 บ./ตัน)
    • ลำไย -61.7% (11,500 บ./ตัน)
    • สับปะรด -5.2% (12,800 บ./ตัน)

    เมื่อ “ผลผลิตเพิ่ม–ราคาลด” รายได้สุทธิครัวเรือนเกษตรย่อมหดลง ภาพนี้ชี้ปัญหา อุปทานล้น–ขาดกลไกรองรับราคา และความท้าทายด้านโลจิสติกส์–ตลาดส่งออกที่สะดุดจากการค้าชายแดน ซึ่งต้องการมาตรการเชิงระบบมากกว่าการเยียวยาระยะสั้น

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ สัญญาณ “เงินฝืด”–จ้างงานหด

    • อัตราเงินเฟ้อทั่วไป -0.9% (จาก ก.ค. -0.3%) กดลงจากหมวดอาหารสด ข้าว แป้ง ไข่ ผัก–ผลไม้ และหมวดพาหนะ/ขนส่ง/สื่อสาร
    • การจ้างงาน -3.7% สะท้อนแรงงานบางส่วนได้รับผลกระทบจากการชะลอธุรกิจ–โครงการลงทุน

    ภาวะเงินฝืดช่วยลดค่าครองชีพบางรายการ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็น “สัญญาณไม่ดี” หากยืดเยื้อ เพราะสะท้อนดีมานด์ที่อ่อนแรงและอาจทำให้ภาคธุรกิจชะลอการจ้างงาน–ลงทุนต่อเนื่อง

    การคลังท้องถิ่น รายได้รัฐยังบวก แต่ “เบิกจ่ายลงทุน” ต้องเร่ง

    เดือนสิงหาคม จังหวัดจัดเก็บรายได้ 315.9 ล้านบาท (+6.8%) หนุนโดย สรรพากรพื้นที่ +7.1% (VAT/ภาษีเงินได้) และ สรรพสามิต +10.8% (ภาษีเครื่องดื่ม–สุรา) ขณะที่ ด่านศุลกากร -9.7% ตามการค้าชายแดนชะลอ

    ด้านรายจ่าย เบิกจ่ายรวม 1,100.8 ล้านบาท (-3.9%) เพราะ รายจ่ายลงทุนหด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวกับทางหลวง–ชลประทาน–สาธารณสุข–การศึกษา “เบิกช้า” หลายแห่ง ตัวเลขสะสมปีงบฯ ถึงสิงหาคม รายจ่ายลงทุนเบิกได้ 57.4% ต่ำกว่าเป้าหมายปลายปีที่ 80% ชี้โจทย์ต้องเร่ง ก่อหนี้ผูกพัน–เคลียร์งานจัดซื้อจัดจ้าง ให้ทันไตรมาสสุดท้าย

    มาตรการกระตุ้นที่ “ลงเงินถึงมือคนเชียงราย” เม็ดเงินสุทธิ 3.49 พันล้าน สะเทือน GPP 0.67%

    แม้แรงฉุดหลายด้าน แต่เชียงรายได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ 2 ชุดใหญ่ตลอดปีงบประมาณ ซึ่ง สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย ประเมิน “ผลคูณทางเศรษฐกิจ” ไว้อย่างเป็นระบบ ได้แก่

    1. โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการแห่งรัฐ 2568
    • ผู้รับสิทธิ 329,586 คน
    • เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 758.05 ล้านบาท
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (5 ปี) 1,027.91 ล้านบาท หรือ 0.19% ของ GPP เชียงราย (คิดผลคูณ 1.356)
    • ผลต่อ GDP ประเทศ 0.07%
    1. โครงการ “คนละครึ่ง พลัส”
    • ผู้ได้รับสิทธิ 650,606 คน (ผู้เสียภาษี 169,357 คน ได้ 4,800 บ./คน, ผู้ไม่เสียภาษี 481,249 คน ได้ 4,000 บ./คน)
    • เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 2,737.91 ล้านบาท
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (5 ปี) 2,592.80 ล้านบาท หรือ 0.48% ของ GPP เชียงราย (คิดผลคูณ 0.947)
    • ผลต่อ GDP ประเทศ 0.22%

    สรุปทั้งสองมาตรการ เม็ดเงินสุทธิ 3,495.96 ล้านบาท สร้าง “ผลคูณ” ทางเศรษฐกิจ 3,620.71 ล้านบาท คิดเป็น 0.67% ของ GPP เชียงราย และ 0.29% ของ GDP ประเทศ — แปลว่า “นโยบายคนละครึ่ง–สวัสดิการรัฐ” กำลังทำหน้าที่กันชนดีมานด์ในยามที่เอกชนระวังตัวและพรมแดนสะดุด
    (ข้อมูลอินโฟกราฟิก สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย)

    ความหมายเชิงนโยบาย ในขณะที่ฝั่ง “อุปสงค์ภายนอก” (ค้าชายแดน) หดตัว การคงระดับการใช้จ่ายของครัวเรือนผ่านมาตรการตรงจุด ช่วย “ซื้อเวลา” ให้เครื่องยนต์บริการ–ท่องเที่ยวและค้าปลีกเดินต่อไปได้ และให้ภาครัฐมีจังหวะเร่งปลดล็อกคอขวดการลงทุน

    5 สัญญาณที่ผู้ประกอบการควรจับตา

    1. Border Shock — ค้าชายแดน -66.9%, ส่งออก -71.5%, นำเข้า -46.7% ผู้ส่งออก–ขนส่ง–คลังสินค้า ควรวางแผนเผื่อยืดเยื้อ พร้อมหาตลาดสำรอง/เส้นทางทางเลือก
    2. Public Capex Gap — รายจ่ายลงทุนรัฐ -24.5% ผู้รับเหมางานรัฐ–ที่ปรึกษาโครงการ ต้องติดตามแผนเบิกจ่ายหน่วยงานหลักและเข้าร่วมเร่งรัดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
    3. Private Prudence — อนุญาตก่อสร้าง -45.1% (YTD -39.1%) และสินเชื่อลงทุน -0.7% ผู้พัฒนาอสังหาฯ–วัสดุก่อสร้างเตรียมบริหารสต็อก–เงินสด
    4. Service Safety Net — บริการ +7.3% นักท่องเที่ยว +8.7% โรงแรม–ร้านอาหาร–งานอีเวนต์ยังมีจังหวะทำรายได้ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปลายปี
    5. Farm Income Squeeze — รายได้เกษตร -13.7% จากราคาสินค้า -15.9% สหกรณ์–ผู้แปรรูปควรเร่งทำสัญญาซื้อขาย–แปรรูปเพิ่มมูลค่า–เชื่อมอีคอมเมิร์ซลดแรงกดราคาหน้าสวน

    3 “คานค้ำ” ที่ต้องรีบวางก่อนเข้าสู่ไฮซีซัน

    1) ฟื้น “ท่อการค้า” ชายแดนให้ไหลลื่นอีกครั้ง
    ตัวเลขสองในสามที่หายไปจากการค้าชายแดน ไม่อาจถูกชดเชยด้วยกิจกรรมภายในได้ทั้งหมด ระดับนโยบายควรเร่ง อำนวยความสะดวกด่าน–เชื่อมมาตรฐานตรวจสินค้า–เวิร์กช็อปเชิงเทคนิคกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึง เปิดช่องทางเฉพาะกิจ สำหรับสินค้าเน่าเสียง่าย และจับคู่ธุรกิจให้ผู้ส่งออกท้องถิ่นเข้าถึงดีลใหม่ ๆ ในลาว–เมียนมา–จีนยูนนาน

    2) เร่งเครื่องลงทุนรัฐ ขจัดคอขวดจัดซื้อจัดจ้าง
    เมื่อ รายจ่ายลงทุนสะดุด ต้องใช้ “บัญชีติดตามรายวัน” กับ หน่วยงานหัวรถจักร เช่น แขวงทางหลวง–ชลประทาน–ทางหลวงชนบท–โรงพยาบาล–มหาวิทยาลัย พร้อม Roadmap เบิกจ่ายรายสัปดาห์ จนถึงไตรมาสสุดท้าย เพื่อให้ ตัวชี้วัดเบิกจ่ายลงทุนแตะ 80% ตามเป้า และส่งต่อแรงคูณให้เอกชน

    3) ประกันรายได้–ระบายผลผลิต–ต่อยอดแปรรูป
    ในเมื่อ “ปริมาณมาก–ราคาตก” ทางออกคือชั้นเชิงตลาด

    • สัญญาขายล่วงหน้า/ประกันราคา สำหรับ ชา–ลำไย ที่ราคาดิ่ง
    • ระบายผลผลิตไปต่างตลาด (ท่องเที่ยวในจังหวัด–ศูนย์กระจายกลาง) ควบคู่ ช่องทางออนไลน์
    • หนุนแปรรูป–มาตรฐาน GI/Organic เพื่อปลดล็อก “กับดักราคาวัตถุดิบ” ให้ทะลุสู่สินค้าพรีเมียม

    เสียงจากตัวเลขการเงินการคลัง “รายได้รัฐยังทน แต่ต้องไม่หลงสัญญาณหลอก”

    แม้เดือนสิงหาคม รายได้จัดเก็บ +6.8% แต่ตัวขับเคลื่อนหลักคือ VAT/ภาษีรายได้ (จากกิจกรรมบริโภค) และ สรรพสามิตเครื่องดื่ม–สุรา ขณะที่ ศุลกากร -9.7% สะท้อนว่าการฟื้นตัว “เอียง” ไปฝั่งภายในประเทศ มากกว่าพรมแดน จึงไม่ควรใช้ตัวเลขรายได้รัฐเป็นเหตุผล “ชะลอ” มาตรการอัดฉีดฝั่งชายแดน—กลับกัน ควรใช้ความแข็งแรงฝั่งภาษีในประเทศเป็นฐาน “Front-load” งบลงทุน เพื่อ จุดประกายอุปสงค์ที่ขาดหาย

    มองไปข้างหน้า “หน้าหนาว–เทศกาล–มาตรการ” จะพอพยุงไหม?

    ไฮซีซันท่องเที่ยวกำลังเริ่ม สอดรับกับชุดมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่ลงลึกถึงครัวเรือนในจังหวัด (สวัสดิการรัฐ–คนละครึ่ง พลัส) ซึ่งประเมินว่าสร้าง เม็ดเงินหมุน 3.49 พันล้านบาท และ ผลคูณ 3.62 พันล้านบาท หรือ 0.67% ของ GPP เชียงราย หาก ฝั่งชายแดน ยังไม่เปิดกว้าง–ฝืดเคืองต่อเนื่อง แรงยกเหล่านี้จะ พยุง” ได้ แต่ ยังไม่พอ “ดัน” ให้เครื่องยนต์เดินราบรื่น จำเป็นต้องมี มาตรการเฉพาะด่าน–เฉพาะสินค้า ควบคู่กันไป (ข้อมูล สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย – อินโฟกราฟิกผลกระทบมาตรการ)

    Check-list สำหรับผู้กำหนดนโยบาย–เอกชน–ชุมชน

    • ด่าน–โลจิสติกส์: จัดทีมเฉพาะกิจแก้สกัด–ยกระดับมาตรฐานเอกสาร–เชื่อมข้อมูลแบบเรียลไทม์กับประเทศเพื่อนบ้าน
    • งบลงทุน: เปิด Dashboard เบิกจ่ายรายหน่วยงาน–รายโครงการ ให้สาธารณะติดตาม เพื่อสร้างแรงจูงใจ KPI
    • SME–ท่องเที่ยว: จับคู่ดีล “ทัวร์–อีเวนต์–เหตุผลการเดินทาง” ตลอดไตรมาส 4 (วิ่งระหว่างเมือง–เมืองรอง)
    • เกษตร: เร่ง “ซื้อขายล่วงหน้า–สินเชื่อฤดูกาล–ประกันราคา” พร้อมคูปองแปรรูป–ออกแบบบรรจุภัณฑ์
    • แรงงาน: อบรมสกิลเร่งด่วนด้านบริการ–ดิจิทัล–โลจิสติกส์ ให้สอดรับดีมานด์จริง ป้องกันการว่างงานแฝง

     “อุปสงค์ภายนอก” คือกุญแจ—แต่ต้องกดคันเร่ง “อุปสงค์ในบ้าน” ต่อเนื่อง

    ภาพใหญ่ของเชียงรายเดือนสิงหาคม 2568 ชัดเจนขึ้น

    • ฝั่งผลิต (บริการ–เกษตร) ยังมี “แรงหายใจ”
    • ฝั่งใช้จ่าย ถูก Border Shock (-66.9%) และ Capex Gap กระแทกจน การลงทุนเอกชน เหยียบเบรก
    • ครัวเรือน ยังจับจ่ายในบางหมวด แต่เริ่มระวัง—สะท้อนจาก เงินฝากโต–สินเชื่อติดลบ
    • เกษตรกร ผลิตมากขึ้นแต่ จนลงจากราคาตก ซึ่งเชื่อมโยงกับตลาดชายแดนที่สะดุด

    ดังนั้น “จุดคลี่คลาย” ของเรื่องนี้ ไม่ใช่การรอคอยโชคช่วย หากคือการ เร่งฟื้นท่อค้าชายแดน ไปพร้อมกับ เร่งเบิกจ่ายลงทุนรัฐ–ค้ำประกันรายได้เกษตร–พยุงดีมานด์ครัวเรือน จนกว่าเครื่องยนต์เอกชนจะมั่นใจพอจะ “อัปเกรดเกียร์” ตามมา

    เมืองปลายทางท่องเที่ยวอย่างเชียงรายมีความสามารถพิเศษ เปลี่ยนเทศกาลเป็นรายได้ เปลี่ยนแลนด์สเคปเป็นเศรษฐกิจ ถ้าด่านกลับมาไหลลื่น งบลงทุนเดินตามแผน และราคาพืชผลไม่ดิ่ง—ตัวเลขในรายงานรอบถัดไป อาจบอกเล่าเรื่องสมดุลที่มั่นคงกว่าวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-economy-border-trade-demand-crash/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lrfgpSkNGUkv991NKEpMa

  • หุ้นไทยวันนี้ 17 ต.ค.68 เคลื่อนไหวจำกัด เหตุเศรษฐกิจโตต่ำ

    หุ้นไทยวันนี้ 17 ต.ค.68 เคลื่อนไหวจำกัด เหตุเศรษฐกิจโตต่ำ

    หุ้น

    17 ต.ค. 2025 เวลา 8:06 น.

    บล.พาย เผยนักลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อรอติดตามผลประกอบการไตรมาส 3/68 ประกอบกับยังไม่มีปัจจัยใหม่ในประเทศ ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเบาบาง นักลงทุนต่างชาติยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน โดยมีการซื้อสลับขายสุทธิ ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลต่อเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ

    • การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ค่อนข้างต่ำเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด
    • นักลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อรอติดตามผลประกอบการไตรมาส 3/68 ประกอบกับยังไม่มีปัจจัยใหม่ในประเทศ ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเบาบาง
    • นักลงทุนต่างชาติยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน โดยมีการซื้อสลับขายสุทธิ ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลต่อเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ
    • ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากปัจจัยภายนอก ทั้งการปรับตัวลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบ

    หุ้นไทยวันนี้ 17 ต.ค.68 บล.พาย เผย ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดลบ 301 จุด (-0.65%) ถูกกดดันจากธนาคารในสหรัฐฯ หลังรายงานการขาดทุนจากสินเชื่อ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดลบ 1.4% หลังมีรายงานว่าทรัมป์และปูตินจะพบกันในเร็วๆ นี้ทำให้นักลงทุนคาดหวังว่าสงครามจะสงบลง

    เมื่อคืนที่ผ่านมาสหรัฐฯ ไปให้น้ำหนักกับเรื่องของธนาคารระดับภูมิภาคอย่าง Zions Bancorp ธนาคารระบุว่าอาจต้องตัดสินใจตัดหนี้เสียราว 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ตามหากพิจารณาแล้วมูลค่าหนี้ดังกล่าวค่อนข้างเล็กน้อย (ราว 1.6 พันล้านบาท) เทียบกับมูลค่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อยู่ระดับราว 30.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จึงมองไม่ใช่ปัจจัยน่ากังวลอะไรมากนักประเมินว่าตลาดปรับลงเพราะวิ่งขึ้นมาเยอะก่อนหน้านี้มากกว่าประกอบกับนักลงทุนเริ่มรอดูผลประกอบการที่จะทยอยรายงานออกมา อย่างวานนี้บริษัทยักษ์ใหญ่จากฝั่งไต้หวัน (TSMC) ได้รายงานผลประกอบการที่ค่อนข้างดีและส่งสัญญาณว่าจะดีขึ้นต่อเนื่องจากความต้องการของ AI , Data Center 

    ส่วนการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์อื่นๆ อย่าง Bond Yield พบว่าปรับลง พร้อมกับการอ่อนค่าของ Dollar Index สะท้อนถึงความคาดหวังเชิงผ่อนคลายของนักลงทุนแม้จะยังไม่มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจใดๆก็ตาม การปรับลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯยังมองเป็นเพียงระยะสั้นเพราะท้ายที่สุดแล้วหาก Theme Technology ยังเติบโต ราคาหุ้นก็จะฟื้นตัวได้ 

    ด้านปัจจัยในประเทศยังไม่มีอะไรใหม่ๆนักลงทุนรอติดตามผลประกอบการ 3Q25 ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังเคลื่อนไหวจำกัดด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง (วานนี้อยู่ที่เพียง 3.3 หมื่นล้านบาท) ประกอบกับการเติบโตเศรษฐกิจไทยที่ค่อนข้างต่ำด้วยทำให้นักลงทุนต่างชาติยังเป็นลักษณะซื้อสุทธิและสลับขายสุทธิ (วานนี้ขาย 2 พันล้านบาท) วันนี้ประเมิน SET INDEX อาจเผชิญแรงกดดันทั้งจากราคาน้ำมันที่ปรับลงประกอบกับบรรยากาศภูมิภาคเป็นลบจากการปรับลงของ Nikkei (-1% , DJIA -0.6%) 

    ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนยังเน้นเป็นรายตัวมากกว่า เน้นที่หุ้นได้ประโยชน์จากรัฐบาล อาทิ ค้าปลีก (BJC CPALL CPAXT HMPRO) ศูนย์การค้า (CPN) ท่องเที่ยว (AOT CENTEL MINT) รวมไปถึงหุ้นที่ปันผลดีอย่างธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK KTB SCB) และกำไรค่อนข้างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1203505&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mTniJ4uSGISccDI-awAvc

  • เร่งแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ลุ้นขยับจีดีพี 0.4% ก่อนยุบสภา

    เร่งแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ลุ้นขยับจีดีพี 0.4% ก่อนยุบสภา

    *** หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4141 ระหว่างวันที่ 19-22 ต.ค.2568 โดย…กาแฟขม

    *** รัฐสภาขานชื่อสมาชิกในการลงมติรับหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ไทม์ไลน์การเมืองไทยชัดเจนมากขึ้น ตามข้อตกลง MOA ที่ พรรคภูมิใจไทย ทำไว้กับ พรรคประชาชน ในการโหวตหนุนให้ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ในรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ต้องผ่านรัฐสภาช่วงกลางเดือน ธ.ค. เพื่อจะได้ทำคำถามประชามติ ไปพร้อมกับการเลือกตั้ง ภายหลังยุบสภา ในวันที่ 31 ม.ค. และจัดการเลือกตั้ง วันอาทิตย์ที่ 29 มี.ค.2569 ตามขั้นตอน เมื่อรัฐสภาผ่านร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 แล้ว ประธานรัฐสภาจะต้องแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ เพื่อให้นายกฯ รีบหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันจัดทำประชามติและคำถามที่จะใช้ในประชามติ

    *** เร่งมืออย่างหนักสำหรับการบูทเศรษฐกิจ สร้างผลงานภายใต้เวลาจำกัด เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่าที่ประชุมครม.เศรษฐกิจเห็นชอบแพ็คเกจกระตุ้นการท่องเที่ยว ให้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 2 หมื่นบาท โดยท่องเที่ยวเมืองหลัก ได้รับสิทธิการลดหย่อน 1 เท่า ท่องเที่ยวเมืองรอง ได้รับสิทธิลดหย่อนสูงสุง 1.5 เท่า เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 29 ต.ค.-15 ธ.ค. 68 และจะพิจารณาให้บริษัทเอกชนนำพาพนักงานเที่ยวในประเทศ หักลดหย่อนภาษีได้ด้วย

    รวมทั้งจะให้ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เลื่อนจัดงานสัมนา อบรมจากเดิมเน้นช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ เปลี่ยนเป็นเข้าไปใช้งบประมาณดังกล่าวช่วงต้นปีงบ โดยต้องเบิกจ่ายให้ได้ 60% ภายใน ม.ค. 69 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วน ทั้ง ราชการ รัฐวิสาหกิจ มีงบอบรมสัมมนาส่วนนี้ร่วม 6 พันล้านบาท

    *** นโยบาย Quick Big Win กระตุ้นสั้น แต่ได้ผลระยะยาว ยังสนับสนุนโรงแรมปรับปรุง รีโนเวทธุรกิจ โดยเฉพาะในเมืองรอง หากมีการปรับปรุงธุรกิจ จะสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ครอบคลุมถึงการลงทุนพัฒนาโรงแรม ติดโซลาเซลล์ เพื่อความยั่งยืน ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว เปิดโครงการนานถึงเดือน มี.ค. 69

    พร้อมสั่งให้สรรพสามิตลดภาษีสถานบริการ จาก 10% เหลือ 5% และยังกระตุ้นด้วยการให้ซอฟต์โลน จากธนาคารออมสิน ในธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม รีโนเวทสถานประกอบการ วงเงิน 1 แสนล้านบาท การกระตุ้นท่องเที่ยว เมื่อไปรวมกับ “คนละครึ่งพลัส” ที่จะออกมา ประเมินกันว่าจะขยับจีดีพีให้เพิ่มขึ้นได้ 0.4 % 

    *** นี่ก็วิ่งเร็วจี๋ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีพลังงาน เรียก 3 การไฟฟ้า ทั้ง กฟน. กฟผ. กฟภ. รวมไปถึงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน BOI มาประชุมแบบด่วนๆ เร่งเดินหน้า Direct PPA ผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใน EEC และ โซลาร์ภาคเกตร ตามนโยบาย Quick Big Win ประมาณการกันว่า โครงการ Direct PPA จะเกิดเม็ดเงินลงทุนกว่า 65,000 ล้านบาท และเกิดการจ้างงานได้กว่า 3,000 ตำแหน่ง ทำพลังงานสะอาดดึงลงทุนดาต้าเซนเตอร์ ผู้ผลิตไฟฟ้าไทยพร้อมพลิกปรับเปลี่ยนแผน จากที่หลายรายหันไปลงทุนต่างประเทศกลับมาลงทุนส่วนนี้มากขึ้น 

                                  เร่งแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ลุ้นขยับจีดีพี 0.4% ก่อนยุบสภา

     *** ไปดูกิจการอวกาศกันหน่อย หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเรามีหน่วยงานอย่าง สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เรียกกันว่า จิสด้า ที่คอยดูดาวเทียม ไปจนถึงการจัดสร้าง มีศูนย์ทดสอบและประกอบดาวเทียมแห่งชาติ จิสด้า อยู่ที่ศรีราชา

    คราวนี้ทางจิสด้าได้ประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ ทำห้อง EMC เป็นห้องปิดกั้น และไร้การสะท้อน Radiated Emission วงเงินที่ 72.5 ล้านบาท ห้องนี้ออกแบบให้ดูดซับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EM wave) ลดการสะท้อนจากผนัง พื้น และ เพดาน จำลองสภาพ “อวกาศเปิด (Free Space)” ได้ภายในอาคาร เพื่อทำการรทดสอบการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Interference: EMI) ที่อุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ “แผ่ออกมาในอากาศ” ระหว่างการทำงานเพื่อให้มั่นใจว่า อุปกรณ์นั้นไม่ปล่อยสัญญาณรบกวนเกินค่ามาตรฐาน EMC (Electromagnetic Compatibility) ซึ่งอาจไปรบกวนอุปกรณ์อื่น เรียกว่า ทดสอบ ทดลองเสมือนจริงว่างั้น

    *** โครงการสร้างห้องทดสอบนี้ อนุมัติใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตั้งแต่ปลายสมัยรัฐบาล นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ด้วยเหตุอะไรไม่ทราบ เกิดความยืดเยื้อจนจะสิ้นปีงบประมาณ จึงได้ทำการเปิดประมูล แต่เมื่อเปิดแล้วมีผู้เข้าแข่งขันแล้วครบถ้วนกระบวนความ กลับประกาศผลหาผู้ชนะไม่ได้ ยืดเยื้อจนถึงกับต้องกันงบข้ามปีกันเลยทีเดียว 

    แต่ในคราวเปิดก็เร่งกันจนแทบไม่มีเผื่อเวลา ทั้งที่โครงการมูลค่าหลายสิบล้าน แต่ก็อนุมานได้ว่า ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจต้องไว แต่ไฉนเมื่อเปิดข้อมูล เปิดซองกันไปแล้ว ถึงยืดเยื้อประกาศผู้ชนะ ไม่เห็นไวว่องต้องกระตุ้นเหมือนช่วงก่อนหน้า หรือว่าจะมีอะไรในกอไผ่ พระเดชพระคุณ ดร.ปกรณ์ อาภาพันธ์ ผอ.จิสด้า ช่วยดูที อย่าให้มีเสียงนินทาไปทั่วเถิด… 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/641653&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0acDgftqtTzkjeLboiSBau

  • “กกท.” จัดเสวนา “ทิศทางกีฬามวยไทย” สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน – INN News

    “กกท.” จัดเสวนา “ทิศทางกีฬามวยไทย” สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน – INN News

    กกท. จัดเสวนา “ทิศทางกีฬามวยไทย” ส่งเสริมกีฬามวยไทยในการก้าวสู่เวทีโลก สร้างสร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืน

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เป็นประธานในงานกิจกรรมการเสวนา “ทิศทางกีฬามวยไทย” ส่งเสริมกีฬามวยไทยในการก้าวสู่เวทีโลก สร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยให้ยั่งยืน โดยมี นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย และคณะผู้บริหาร กกท. ร่วมงาน ณ ห้องจตุรทิศ ชั้น 3 โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. กล่าวว่า กกท.ได้กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนกีฬามวยไทย 4 ด้าน ได้แก่

    1.การกำกับดูแล ส่งเสริม และคุ้มครองกีฬามวยให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสวัสดิการของบุคลากรในวงการมวยไทย

    2.การยกระดับมาตรฐานกีฬามวยไทย ครอบคลุมผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน การจัดการแข่งขัน และการเรียนการสอน พร้อมจัดตั้ง “สถาบันมวยไทยแห่งชาติ” เพื่อทำหน้าที่รับรองมาตรฐานบุคลากรและองค์ความรู้ในอนาคต

    3.การเผยแพร่ อนุรักษ์ และส่งเสริมภาพลักษณ์มวยไทย ให้เข้าถึงประชาชนกลุ่มใหม่ ทั้งสายสุขภาพและไลฟ์สไตล์ สร้างความนิยมผ่านกิจกรรม สื่อสร้างสรรค์ และการบูรณาการกับสินค้า แฟชั่น ภาพยนตร์ และการท่องเที่ยว

    4.การผลักดันมวยไทยสู่กีฬาอุตสาหกรรม ด้วยระบบฐานข้อมูลคุณภาพและเทคโนโลยีดิจิทัลแบบ Real-Time เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    ทั้งนี้ การพัฒนากีฬามวยไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนให้มวยไทยเติบโตอย่างยั่งยืน สร้างคุณค่าให้กับประเทศทั้งด้านวัฒนธรรม กีฬา และเศรษฐกิจ

    ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก นายอินทเดช พิทักษ์สรยุทธ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Cool Muaythai มวยไทยเท่แท้ บูรณาการความรู้” และการเสวนาเรื่อง “ทิศทางการส่งเสริมกีฬามวยไทยในการก้าวสู่กีฬาระดับโลก” จากบุคคลในวงการกีฬามวย และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ เป้–อารักษ์ อมรศุภศิริ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้า “ลงนวมบอยส์ (Long Nuam Boyz)”, ตอง–ธัญชนก ไทยมณี อินฟลูเอนเซอร์สายมวยไทย, เอก ชุมพร นักพากย์มวย และผู้สื่อข่าวกีฬามวย มาร่วมพูดคุยเรื่อง การสร้างอิทธิพล และแรงจูงใจด้านสื่อ สู่มูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมกีฬามวยไทย ปิดท้ายด้วยการเสวนาหัวข้อ “ความต้องการในการส่งเสริมนักกีฬามวยไทย สู่ความเป็นมืออาชีพในระดับสากล” จาก หนึ่งล้านเล็ก จิตรเมืองนนท์ อดีตแชมป์และนักมวยยอดเยี่ยมสนามลุมพินี

    สำหรับการเสวนาครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกกท. ในการพัฒนาและส่งเสริม “มวยไทย” ให้คงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ ควบคู่กับการยกระดับสู่สากล เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

                  

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_950387/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K5IQGhrFsSzoSk7t7nlEE

  • TISCO ESU ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 2.1% จากเดิมที่คาด 1.9% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโค้งสุดท้าย และผลกระทบจากภาษีทรัมป์ที่น้อยกว่าคาด ขณะที่ยังคงคาดการณ์ของปี 2026F ไว้ที่ 1.6% ตามเดิม – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 2.1% จากเดิมที่คาด 1.9% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโค้งสุดท้าย และผลกระทบจากภาษีทรัมป์ที่น้อยกว่าคาด ขณะที่ยังคงคาดการณ์ของปี 2026F ไว้ที่ 1.6% ตามเดิม – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Source: BoT, NESDC, MOC, FPO, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • บทสรุปนโยบายเศรษฐกิจ ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศนโยบายด้านเศรษฐกิจเพื่อเร่งขับเคลื่อนประเทศในช่วง 4 เดือนข้างหน้า ภายใต้แนวทาง “Quick Big Win” ซึ่งมุ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะติดหล่ม โดยกระตุ้นสั้น (Quick) คือ ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและเห็นผลทันทีภายใน 4 เดือน มีขนาดใหญ่ (Big) พอที่จะสามารถดันเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะติดหล่มได้ และที่สำคัญต้องกระจายตัว (Win) ต้องเกิดประโยชน์กับประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยอย่างทั่วถึง นโยบายดังกล่าวประกอบด้วย 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1. กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว 2. แก้หนี้ประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL) 3. การช่วยเหลือธุรกิจ SME 4. เพิ่มการออมภาคประชาชน และ 5. การสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มุ่งปลดล็อกการลงทุนที่ค้างท่อ
    • เรามองว่าในรายละเอียดของนโยบายที่สำคัญและน่าจะมีผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยได้จริง คือ 2 ด้าน ได้แก่ ส่วนแรกของการบริโภคเอกชน ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นการต่อยอดโครงการเดิม และการแจกเงินต่อยอดโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” โดยมีงบประมาณรวมกันราว 66,780 ล้านบาท โดยถือว่าเป็นเม็ดเงินขนาดใหญ่กว่าที่เราประเมินไว้ โดยหากรวมกับเม็ดเงินที่ประชาชนจะนำออกมาใช้จ่ายอีก 44,000 ล้านบาท คาดว่าจะก่อให้เกิดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 110,780 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระยะเวลาโครงการที่มีอายุเพียง 2 เดือน (พ.ย – ธ.ค. 2025) ประกอบกับสถานการณ์รายได้ครัวเรือนที่ยังไม่ฟื้น ภาวะการเงินที่ตึงตัวและหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจที่ลดลงจากปัจจัยความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ ทำให้เราประเมินว่าโครงการดังกล่าวจะอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ราว 0.2ppt ต่อ GDP สำหรับปี 2025F
    • นอกจากนี้ ในส่วนที่สองที่คาดว่าจะช่วยส่งเสริมการลงทุน (FDI) คือรัฐบาลจะจัดทำ “Fast Plus Pass” เป็นช่องทางด่วนเพื่อเร่งรัดการอนุมัติโครงการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI แล้วแต่ยังไม่เริ่มลงทุน ซึ่งรัฐบาลระบุว่ามีอยู่สูงถึง 470,000 ล้านบาท (ราว 24% ของ FDI ในปี 2024) โดยเฉพาะด้านดิจิทัลที่ในครึ่งปีแรก 2025 มีการอนุมัติแล้วกว่า 410,000 ล้านบาท อาทิ โครงการลงทุน Data Center แต่เนื่องจากติดปัญหาด้านการขออนุญาตในเรื่องต่างๆ  ถ้าหากสามารถเร่งให้เข้ามาลงทุนได้จริงภายใน 4 เดือน คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนต่อเศรษฐกิจไทย นอกเหนือจากการบริโภคเอกชน
    • โดยสรุป เราประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2025F จะขยายตัวได้ราว 2.1% YoY (จากเดิม 1.9% YoY) มาจากการปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลขการเติบโตในไตรมาส 4 เป็น 0.7% YoY (จากเดิม 0.0% YoY) โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการบริโภคเอกชน และการส่งออกสินค้า โดยผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่อการส่งออกของไทยต่ำกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากการส่งออกยังได้รับแรงหนุน จากการยกเว้นภาษีในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน ส่งผลให้เราปรับคาดการณ์มูลค่าการส่งออกสินค้าในปีนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 8.9% YoY (จากเดิม 5.8% YoY)
    • อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจจะได้รับแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วน แต่ยังคงมีปัจจัยฉุดรั้งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดน รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ยังน่าเป็นห่วง โดยเรามีการปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลงมาอยู่ที่ 32.5 ล้านคน จากเดิมที่ประเมินไว้ 33.5 ล้านคน
    • ทั้งนี้ แม้จะมีมาตรการเที่ยวไทยคนละครึ่งมาเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศในช่วงเดือนก.ค. – ต.ค. 2025 รวมถึงมาตรการการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองหลัก เมืองรอง เพื่อลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า และ 1.5 เท่า สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาจะเข้าประชุม ครม. ในสัปดาห์หน้า และคาดว่าจะมีผลตั้งแต่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2025 เพื่อเป็นแรงหนุนต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายได้จากการท่องเที่ยว พบว่า แม้รายได้จากท่องเที่ยวในประเทศจะปรับตัวดีขึ้น โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 ขยายตัว 4.8% YoY แต่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีสัดส่วนเกินกว่าครึ่งของรายได้รวมจากการท่องเที่ยวยังคงหดตัวที่ -6.8% YoY ส่งผลให้รายรับจากภาคการท่องเที่ยวรวมในช่วง 9 เดือนแรกยังคงหดตัว -2.4% YoY ดังนั้น เราจึงประเมินว่ารายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 ยังมีแนวโน้มที่จะหดตัวต่อเนื่อง จากแรงกดดันของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ก.ย.
    • สหรัฐฯ: ยอดที่อยู่อาศัยเริ่มสร้าง (Housing Starts), ยอดใบอนุญาตก่อสร้างบ้าน (Building Permits), ดัชนีราคานำเข้า (Import Price Index) และผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือน ก.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/17/586985/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o9FuWWrenVGtYthMUQAXv