Category: เศรษฐกิจ

  • ­­­­กกพ.หนุนนโยบาย Quick Big Win ร่วมฟื้นเศรษฐกิจ-การค้า-การลงทุน

    ­­­­กกพ.หนุนนโยบาย Quick Big Win ร่วมฟื้นเศรษฐกิจ-การค้า-การลงทุน

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.49 น.

    นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ. พร้อมสนับสนุนและเร่งรัดการดำเนินงานตามโครงการ “Quick Big Win” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญและโครงการเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ โดยมุ่งให้ภาคพลังงานเป็นกลไกหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าและการลงทุน ดึงดูดการย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศ พร้อมทั้งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในระดับชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างการจ้างงาน และความยั่งยืนให้กับระบบพลังงานของประเทศในระยะยาว

    “การพัฒนาภาคพลังงานถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและรวดเร็ว กกพ. พร้อมหนุนเสริมทุกนโยบายและมาตรการของรัฐบาลภายในกรอบเวลาที่จำกัดเพียง 4 เดือน โดยมั่นใจว่าทุกภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กกพ. จะมีความชัดเจนก่อนสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน”

    นายพูลพัฒน์ กล่าวภายหลังให้การต้อนรับและประชุมร่วมกับ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะผู้บริหาร ซึ่งได้ให้เกียรติเดินทางมายังสำนักงาน กกพ. เพื่อหารือแนวทาง การทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพลังงานและ กกพ. เพื่อเร่งรัดภารกิจด้านพลังงานให้สอดคล้องกับทิศทางของรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568

    ในการประชุมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกับ กกพ. ได้หารือแนวทางความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานตามโครงการ “Quick Big Win” ที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงาน กกพ. ได้แก่

    1. โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน มีเป้าหมายกำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์ มุ่งสร้างรายได้และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระดับชุมชน โดยสำนักงาน กกพ. รับผิดชอบในการจัดทำระเบียบ ประกาศหลักเกณฑ์ และวิธีการรับซื้อไฟฟ้า เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามที่นโยบายกำหนด

    2. มาตรการ Direct PPA สำหรับ Data Center กกพ. ได้นำเสนอ ร่างหลักเกณฑ์โครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) สำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) รวมถึง ร่างข้อกำหนดการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access Code: TPA Code) นำไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียผ่านช่องทางเว็บไซต์สำนักงาน เมื่อวันที่ 3 – 10 ตุลาคม 2568 แล้ว โดยจะเร่งสรุปร่างหลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการ TPA เสนอต่อกระทรวงพลังงานเพื่อพิจารณา และนำเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ภายในพฤศจิกายน 2568

    3. โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ดำเนินการโดยขอรับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ภายใต้การกำกับของ กกพ. มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำเพื่อการเกษตร ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ของเกษตรกร และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    พร้อมกันนี้ สำนักงาน กกพ. ยังได้เสนอประเด็น เรื่องเร่งด่วน ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณา ได้แก่1. แนวทางการดูแลค่าไฟฟ้า มุ่งสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า ควบคู่กับการ ดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าให้ได้รับค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม เป็นธรรม และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง 2. การคัดเลือกคณะกรรมการสรรหาและกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เพื่อให้การบริหารงานของ กกพ. ดำเนินต่อเนื่อง โดยเสนอให้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการสรรหาและกรรมการชุดใหม่ จำนวน 4 คน ในกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสม 3. โครงการสร้างพื้นฐานในกิจการก๊าซธรรมชาติไม่เพียงพอ (LNG tank and Loading Arm) ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติ เช่น ถังเก็บ LNG และระบบขนถ่าย (Loading Arm) ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ กกพ. จึงต้องพิจารณาแนวทางพัฒนาและกำกับโครงสร้างพื้นฐาน LNG ให้เพียงพอและมั่นคง รองรับความต้องการพลังงานในอนาคต

    4. แนวทางการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองในภาคธุรกิจ ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจสามารถลงทุนผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ภายในกิจการของตนเอง โดยมุ่งลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทั้งนี้ การดำเนินงานอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และกรอบกำกับของสำนักงาน กกพ. เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น 5. การอนุมัติแผนการดำเนินงานและแผนงบประมาณประจำปี 2569 ของสำนักงาน กกพ.

    นายพูลพัฒน์ กล่าว่า ระหว่างการหารือ กกพ. ได้รายงานสถานการณ์การผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย และราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าอยู่ในทิศทางที่ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในช่วงต้นปีหน้าได้อย่างมีนัยสำคัญ หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายควบคู่กับความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงยังอยู่ในแนวโน้มขาลง ก็จะส่งผลดีต่อแนวโน้มค่าไฟของประเทศในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทยอยชำระคืน ภาระต้นทุนคงค้าง (AF) ที่ กฟผ. รับภาระค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงานซึ่งคงค้างอยู่ประมาณ 66,000 ล้านบาท และ ภาระค่า AF Gas ที่ค้างอยู่ระหว่าง ปตท. และ กฟผ. อีกประมาณ 15,000 ล้านบาท (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนเมษายน 2568) เพื่อให้สามารถดำเนินการชำระคืนได้หมดโดยเร็ว สร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับระบบพลังงานของประเทศในระยะยาว

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/921379&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0avd8X0AQTYW9LNlKqEP5o

  • กกพ.มั่นใจนโยบายค้างท่อต้องชัดเจนภายในสิ้นปีนี้

    กกพ.มั่นใจนโยบายค้างท่อต้องชัดเจนภายในสิ้นปีนี้


    กกพ.ชง 5 เรื่องเร่งด่วนรมว.พลังงานพิจารณา หนุนรัฐบาลเดินหน้า “Quick Big Win” ฟื้นเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยหลัง  ประชุมร่วมกับ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์  รมว.พลังงาน ว่า กกพ. พร้อมสนับสนุนและเร่งรัดการดำเนินงานตามโครงการ “Quick Big Win” เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญและโครงการเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

    ทั้งนี้มุ่งให้ภาคพลังงานเป็นกลไกหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าและการลงทุน ดึงดูดการย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศ พร้อมทั้งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในระดับชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างการจ้างงาน และความยั่งยืนให้กับระบบพลังงานของประเทศในระยะยาว

     “การพัฒนาภาคพลังงานถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและรวดเร็ว กกพ. พร้อมหนุนเสริมทุกนโยบายและมาตรการของรัฐบาลภายในกรอบเวลาที่จำกัดเพียง 4 เดือน โดยมั่นใจว่าทุกภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กกพ. จะมีความชัดเจนก่อนสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน”

    สำหรับภารกิจด้านพลังงานตามโครงการ “Quick Big Win” ที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงาน กกพ. ได้แก่ 1. โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน มีเป้าหมายกำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์ มุ่งสร้างรายได้และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระดับชุมชน โดยสำนักงาน กกพ. รับผิดชอบในการจัดทำระเบียบ ประกาศหลักเกณฑ์ และวิธีการรับซื้อไฟฟ้า เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามที่นโยบายกำหนด

    2. มาตรการ Direct PPA สำหรับ Data Center กกพ. ได้นำเสนอ ร่างหลักเกณฑ์โครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) สำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center)

     รวมถึง ร่างข้อกำหนดการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access Code: TPA Code) นำไปรับฟังความคิดเห็นจาก ผู้มีส่วนได้เสียผ่านช่องทางเว็บไซต์สำนักงาน เมื่อวันที่ 3 – 10 ตุลาคม 2568 แล้ว โดยจะเร่งสรุปร่างหลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการ TPA เสนอต่อกระทรวงพลังงานเพื่อพิจารณา และนำเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ภายในพฤศจิกายน 2568

    3.โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ดำเนินการโดยขอรับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ภายใต้การกำกับของ กกพ. มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำเพื่อการเกษตร ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ของเกษตรกร และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    นอกจากนี้ ยังได้เสนอประเด็น เรื่องเร่งด่วนพิจารณา ได้แก่1. แนวทางการดูแลค่าไฟฟ้า มุ่งสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า ควบคู่กับการ ดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าให้ได้รับค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม เป็นธรรม และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

    2. การคัดเลือกคณะกรรมการสรรหาและกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เพื่อให้การบริหารงานของ กกพ. ดำเนินต่อเนื่อง โดยเสนอให้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการสรรหาและกรรมการชุดใหม่ จำนวน 4 คน ในกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสม

    3. โครงการสร้างพื้นฐานในกิจการก๊าซธรรมชาติไม่เพียงพอ (LNG tank and Loading Arm) ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติ เช่น ถังเก็บ LNG และระบบขนถ่าย (Loading Arm) ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ กกพ. จึงต้องพิจารณาแนวทางพัฒนาและกำกับโครงสร้างพื้นฐาน LNGให้เพียงพอและมั่นคง รองรับความต้องการพลังงานในอนาคต

    4. แนวทางการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองในภาคธุรกิจ ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจสามารถลงทุนผลิตไฟฟ้า เพื่อใช้ภายในกิจการของตนเอง โดยมุ่งลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทั้งนี้ การดำเนินงานอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และกรอบกำกับของสำนักงาน กกพ. เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น

    5. การอนุมัติแผนการดำเนินงานและแผนงบประมาณประจำปี 2569 ของสำนักงาน กกพ.

    ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า ระหว่างการหารือ กกพ. ได้รายงานสถานการณ์การผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย และราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าอยู่ในทิศทางที่ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในช่วงต้นปีหน้าได้อย่างมีนัยสำคัญ หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายควบคู่กับความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงยังอยู่ในแนวโน้มขาลง ก็จะส่งผลดีต่อแนวโน้มค่าไฟของประเทศในระยะยาว

    ขณะเดียวกันยังเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทยอยชำระคืน ภาระต้นทุนคงค้าง (AF) ที่ กฟผ. รับภาระค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงานซึ่งคงค้างอยู่ประมาณ 66,000 ล้านบาท และ ภาระค่า AF Gas ที่ค้างอยู่ระหว่าง ปตท. และ กฟผ. อีกประมาณ 15,000 ล้านบาท (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนเมษายน 2568) เพื่อให้สามารถดำเนินการชำระคืนได้หมดโดยเร็ว สร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับระบบพลังงานของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36539&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Wb8VoujQqpQt1aekSizvT

  • ราคาน้ำมันวันนี้2568 (17 ต.ค. 68) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (17 ต.ค. 68) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (17 ต.ค. 68) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2568ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 50 สตางค์ต่อลิตร

    เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับลดลลง 50 สตางค์ เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 68

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 43.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 31.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 46.14 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 31.44 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (17 ต.ค. 68) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2565 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/641611&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01hwmK7mD8lgL4JkpRMSN5

  • มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ปูพรมขยาย 1,500 สาขา 3 ปี ลุยตลาด SET หนุนเศรษฐกิจรีเทลโต

    มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ปูพรมขยาย 1,500 สาขา 3 ปี ลุยตลาด SET หนุนเศรษฐกิจรีเทลโต

    “มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย)” หรือ MR. D.I.Y. เดินหน้ากลยุทธ์รุกตลาดค้าปลีกเต็มกำลัง เตรียมขยายสาขาใหม่กว่า 500 แห่งทั่วประเทศใน 3 ปี พร้อมลงทุนกว่า 4,500 ล้านบาทสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติขนาดใหญ่ ยกระดับซัพพลายเชนรองรับการเติบโตมากกว่า 1,500 สาขาหลังปี 2570 ท่ามกลางภาพเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคเริ่ม “ระมัดระวังการใช้จ่าย” มากขึ้นควบคู่กับการยื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อเสริมศักยภาพทางธุรกิจและภาพลักษณ์องค์กรในระยะยาว

    เดินหน้าขยาย 1,500 สาขา รับดีมานด์สินค้าราคาคุ้มค่า

    นายเอเดรียน ออง ประธานกรรมการ บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีเป้าหมายเปิดสาขาใหม่ไม่น้อยกว่า 500 แห่งภายในปี 2570 จากปัจจุบันที่ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัด เพื่อขยายการเข้าถึงฐานผู้บริโภคในทุกพื้นที่ โดยกว่า 90% ของสาขาใหม่จะเป็น “สแตนด์อโลน” เพื่อเจาะตลาดระดับอำเภอและพื้นที่ชุมชนให้ลึกมากขึ้น

    มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ปูพรมขยาย 1,500 สาขา 3 ปี ลุยตลาด SET หนุนเศรษฐกิจรีเทลโต

    “เรามองเห็นช่องว่างทางตลาดอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับมาเลเซียที่มีสัดส่วนประชากรต่อสาขาราว 25,000 คน ขณะที่ไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 75,000 คนต่อสาขา ซึ่งยังมีพื้นที่เติบโตอีกมาก” นายเอเดรียน กล่าว

    ลงทุน 4.5 พันล้านยกระดับคลังสินค้า–ซัพพลายเชน

    เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. วางแผนลงทุน 4,500 ล้านบาทเพื่อสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติขนาดใหญ่ โดยมุ่งยกระดับประสิทธิภาพโลจิสติกส์และระบบกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองความต้องการผู้บริโภค

    ระบบซัพพลายเชนใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการขยายตัวเกิน 1,500 สาขาหลังปี 2570 ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่

    IPO ใหญ่สุดรอบ 3 ปี เสริมแบรนด์–เพิ่มความเชื่อมั่น

    มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. เตรียมเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ภายใต้ชื่อย่อ “MRDIYT” คิดเป็นมูลค่าระดมทุนสูงสุดประมาณ 5,600 ล้านบาท หรือราว 173 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็น IPO ที่มีมูลค่าตลาด (Market Cap) ใหญ่ที่สุดในรอบ 3 ปีของตลาดหลักทรัพย์ฯ คิดเป็นมูลค่าหลัง IPO สูงสุดประมาณ 57,100 ล้านบาท

    บริษัทมองว่าการเข้าตลาดฯ ไม่เพียงเพิ่มเงินทุน แต่ยังช่วยเสริมธรรมาภิบาล เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน พันธมิตร และผู้บริโภค ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้ขยายธุรกิจได้รวดเร็วขึ้นในช่วงจังหวะเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า

    ตลาดรีเทลตกแต่งบ้านโตต่อเนื่อง

    นายแอนดี้ ชิน กวานกุ้ย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MR. D.I.Y. เปิดเผยว่า ตลาดค้าปลีกสินค้าตกแต่งบ้านในประเทศไทยมีมูลค่ารวมราว 182,600 ล้านบาทในปี 2567 และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.4% แตะ 237,800 ล้านบาทในปี 2572 โดยผู้ค้าปลีกเชน (Chain Retailers) มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 15.3% ต่อปี

    มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ปูพรมขยาย 1,500 สาขา 3 ปี ลุยตลาด SET หนุนเศรษฐกิจรีเทลโต

    “เรามีส่วนแบ่งตลาด 9% ในกลุ่มสินค้าตกแต่งบ้านและไลฟ์สไตล์ และเป็นผู้นำในตลาดโมเดิร์นเทรดด้วยส่วนแบ่ง 35–37% ปี 2567 บริษัทมีรายได้กว่า 16,200 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,700 ล้านบาท ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ” นายแอนดี้ กล่าว

    พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน–ตลาดมวลชนเปิดกว้าง

    นายอานุภาพ คงมาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้จะถูกกดดันจากปัจจัยทั้งในและนอกประเทศ ทำให้ผู้บริโภคเริ่ม “ระแวดระวังการใช้จ่าย” มากขึ้น แต่บริษัทกลับพบว่าความต้องการสินค้าราคาคุ้มค่ากลับเพิ่มขึ้นชัดเจน

    มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ปูพรมขยาย 1,500 สาขา 3 ปี ลุยตลาด SET หนุนเศรษฐกิจรีเทลโต

    “คนไทยรู้สึกถึงความผันผวนทางเศรษฐกิจ ราคาทองปรับขึ้น หุ้นผันผวน ส่งผลให้ผู้บริโภคจำกัดการใช้จ่าย แต่ขณะเดียวกันพวกเขายังมองหาสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งเป็นจุดแข็งของ MR. D.I.Y. เราจึงยังเห็นยอดขายเติบโตต่อเนื่อง” นายอานุภาพ กล่าว

    พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า โครงสร้างลูกค้าของ MR. D.I.Y. เริ่มขยายไปสู่กลุ่มรายได้สูงมากขึ้น จากเดิม 15% เป็น 17–18% สะท้อนว่าความต้องการสินค้าราคาคุ้มค่าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดล่าง แต่กำลังซึมลึกไปในกลุ่มผู้บริโภคทุกระดับ “เมื่อเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคจะยิ่งแสวงหาความคุ้มค่า” นายอนุภาพกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/641581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39mP5gWMB4A3beDpVsmzcY

  • PISEN ต่อยอดธุรกิจรุกตลาดไทย ผุดแฟล็กชิฟสโตร์แห่งแรก

    PISEN ต่อยอดธุรกิจรุกตลาดไทย ผุดแฟล็กชิฟสโตร์แห่งแรก

    นางสาวเซียง เจ่า (Miss Xiang Zhao) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Pisen Tech Thailand เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการต่อยอดกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น โดยการเปิดแฟล็กชิฟ สโตร์ หรือศูนย์บริการแห่งแรกในประเทศไทย 

    โดยมองเห็นศักยภาพการเติบโตและโอกาสที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในไทย 

    ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นการต่อยอดธุรกิจเชิงกลยุทธ์ที่มีต่อตลาดประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตเร็วที่สุดในโลก 

    PISEN ต่อยอดธุรกิจรุกตลาดไทย ผุดแฟล็กชิฟสโตร์แห่งแรก

    “เล็งเห็นว่าไทยเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของอาเซียน และเซ็นทรัลเวิลด์ คือแลนด์มาร์กที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการสร้างแบรนด์และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย” 

    สำหรับจุดเด่นของบริษัทคือมีการการบูรณาการธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่โรงงานผลิตไปจนถึงศูนย์วิจัยและพัฒนาทำให้สามารถควบคุมคุณภาพ ต้นทุน และสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    นอกจากนี้ ยังมีขยายช่องทางไปสู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น ชิ้นส่วนสมาร์ทโฟน อุตสาหกรรมพลังงานและพลังงานใหม่ รวมถึงโซลูชันด้านไฟฟ้าอุตสาหกรรม และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641609&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K2GsTQddHEVke02ZERo6H

  • ราคาที่ดินใจกลางกรุงเทพฯ พุ่งต่อเนื่อง สวนทางเศรษฐกิจชะลอตัว

    ราคาที่ดินใจกลางกรุงเทพฯ พุ่งต่อเนื่อง สวนทางเศรษฐกิจชะลอตัว

    นับเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายต่างพากันจับตามองอย่างใกล้ชิดสำหรับภาพรวมของราคาที่ดินในประเทสไทยในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าหลายฝ่ายอาจมองว่าในภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา อาจกดดันให้ราคาที่ดินในกรุงเทพฯปรับตัวลดลง แต่ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย

    พบว่าราคาที่ดินในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรืออาจเรียกได้ว่า ขึ้นแล้วขึ้นเลย แลนด์ลอร์ดส่วนใหญ่ยังคงมองว่าที่ดินในมือยังเป็นสิ่งที่มีค่าและมีราคา ยังไม่พบภาพของการปรับลดราคาแต่อย่างใด

    สำหรับภาพของการซื้อขายที่ดินในพื้นที่ใจกลางเมืองและพื้นที่โดยรอบยังได้รับความสนใจจากดีเวลลอปเปอร์ทั้งรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ และรายเล็กๆ อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงก่อนหน้าเราจะพบว่ามีดีเวลลอปเปอร์บางส่วนที่นำที่ดินบางแปลงที่ไม่ได้พัฒนาออกมาขายสู่ตลาดในหลายๆ พื้นที่ และที่ดินเหล่านั้นก็ได้รับความสนใจจากดีเวลลอปเปอร์อื่นๆ

    ทีมวิจัย คอลลิเออร์ส

    มีการติดต่อให้ความสนใจ และบางแปลงก็สามารถปิดการขายได้ในปีที่ผ่านมา และส่วนใหญ่ก็ยังคงมีราคาขายที่ค่อนข้างสูง โดยพบว่าราคาที่ดินในพื้นที่ใจกลางเมืองบางแปลงมีราคาเสนอขายที่สูงกว่าตารางวาละ 4 ล้านบาทและค่อนข้างได้รับความสนใจจากผู้ซื้อที่ต้องการที่ดินใจกลางเมือง ซึ่งที่ดินบางแปลงที่เป็นข่าวไปในช่วงก่อนหน้า

    เช่น บมจ. แสนสิริ มีการเข้าซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนถนนสารสิน ซึ่งเป็นดีลการซื้อขายที่ดินที่แพงสุดในประวัติศาสตร์ ในราคา 3.9 ล้านบาทต่อตารางวา หรือแม้กระทั้งที่ดินติดถนนรัชดาภิเษก

    ที่บริษัท เอไอเอประเทศไทย หรือ AIA เข้าซื้อที่ดินขนาด  8 ไร่ วงเงิน 3,500 ล้านบาทหรือเฉลี่ยราคาตารางวาละ 1.1 ล้านบาท และได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในปีพ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการซื้อขายที่ดินในพื้นที่รัชดาภิเษกที่มีราคาสูงที่สุด ซึ่งฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย

    10ทำเลทองราคาที่ดินสูงสุดในกทม.

    พบว่า ยังที่ดินอีกหลายแปลงที่มีการซื้อขายกันในปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมาที่สร้างความตื่นเต้นให้กับคนในวงการอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดินบางแปลงบนทำเลย่านชิดลม ที่พบว่าในปีที่ผ่านมามีการปิดดีลการซื้อขาย 3  ล้านบาทต่อตารางวา ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าราคาที่ดินในกรุงเทพมหานครมีการปรับตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    แต่ก็ยังคงพบว่าผู้พัฒนาบางส่วนกลับมองเห็นโอกาสและเลือกที่จะมองว่า ที่ดินบางแปลงถึงแม้ว่าจะมีราคาเสนอขายที่ค่อนข้างสูง แต่ก็ยังสามารถซื้อได้เนื่องจากพวกเขามองเห็นถึงโอกาสหลังจากเข้าพัฒนาที่ดินดังกล่าวว่าจะยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ ส่งผลให้เรายังเห็นภาพของผู้พัฒนาอีกเป็นจำนวนมากยังคงมองหาที่ดินศักยภาพในปีนี้

    เพื่อนำมาพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ  แต่เราก็จะยังคงเห็นภาพของการประกาศขายที่ดินบางที่ส่วนผู้พัฒนานำมาขายออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันในปีนี้

    ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส  ประเทศไทย พบว่าจากข้อมูลมูลค่าการซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปีพ.ศ. 2568 ที่ผ่านมามีมูลค่าอยู่ที่ 403,923.26 ล้านบาท

    ปรับตัวลดลงคิดเป็นร้อยละ 41.40 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีมูลค่าอยู่ที่ 689,330.19 ล้านบาท  โดยพบว่ามูลค่าการซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งประเทศในช่วง 7 เดือนปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมาถือว่าเป็นมูลค่าการซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งประเทศที่ต่ำที่สุดในรอบ 16 ปีที่ผ่านมานับตั่งแต่ปีพ.ศ. 2553  ซึ่งอาจเนื่องมาจากปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจที่ที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย พบว่า ภาพของการซื้อขายที่ดินในปีนี้ยังคงคึกคัก เพียงแค่ส่วนใหญ่จะเป็นภาพของการซื้อขายที่ดินในพื้นที่รอบใจกลางเมืองหรือแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายเป็นส่วนใหญ่

    เนื่องจากเทรนด์การพัฒนาของดีเวลลอปเปอร์ในปีนี้ยังคงมุ่งเน้นไปสู่การพัฒนาโครงการแนวราบ หรือโครงการคอนโดมิเนียมในระดับราคาไม่สูงมากเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับที่ดินในพื้นที่ใจกลางเมืองก็จะยังคงเป็นที่จับตามองของดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน เพียงแค่ดีลที่ดินใจกลางเมืองเหล่านี้ค่อนข้างใช้เวลาในการพิจารณา

    ส่งผลให้การปิดดีลในแต่ละครั้งใช้เวลาที่ค่อนข้างนาน ซึ่งเราพบว่า ที่ดินบางแปลงในพื้นที่ย่าน CBD เศรษฐกิจสำคัญมีราคาเสนอขายที่สูงว่าตารางวาละ 4 ล้านบาทแล้วในปัจจุบัน

    ขณะเดียวกันทำเลซีบีดี (ย่านศูนย์กลางธุรกิจ) ประกอบด้วยหลังสวน สีลม สาทร สุขุมวิท พบว่า แลนด์ลอร์ดที่ถือครองที่ดินในพื้นที่เหล่านี้ บางรายนำที่ดินออกมาเสนอขาย/เช่า ซึ่งพบว่าราคาเสนอเช่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูงอย่างต่อเนื่อง

    โดยพบว่า โซนสาทรหลังจากมีการปิดดีลการซื้อขายสถานทูตออสเตรเลียเฉลี่ย 1.45 ล้านบาท/ตารางวา ในช่วงก่อนหน้า เราพบว่าในช่วงปลายปีพ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา มีการปิดดีลที่ดินบางแปลงในราคาที่สูงกว่า 2 ล้านบาทต่อตารางวา

    สำหรับโซนสุขุมวิทมีการซื้อขายสูงกว่าตารางวาละ 2 ล้านบาทแทบทุกพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมามีการปรับราคามากถึงร้อยละ 10.0 ต่อปี โดยเฉพาะในพื้นที่ย่านทองหล่อมีการปิดดีลที่ดินบางแปลงทำสถิติใหม่ไปกว่า  2.86 ล้านบาทต่อ ตารางวาในช่วงก่อนหน้า

    สำหรับบริเวณริมถนนสุขุมวิทปัจจุบันมีราคาขายที่สูงกว่า 2.5 -2.9 ล้านบาทแทบทุกแปลงในปัจจุบัน สำหรับทำเลย่าน        สีลม-สาทรสำหรับที่ดินที่มีศักยภาพที่สามารถพัฒนาเป็นอาคารสูงได้ก็จะการมีเสนอขายกันมากกว่า 2.00-2.50 ล้านบาทต่อตารางวาแล้วในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างสูงเป็นอย่างมาก และเป็นปัญหาสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ

    เนื่องจากที่ดินเป็นต้นทุนที่สำคัญของผู้พัฒนาหากปัญหาราคาที่ดินที่ปรับตัวค่อนข้างสูงยังคงมีการปรับอีกต่อเนื่องจะส่งผลต่อราคาสินค้าที่จะผลิตออกมาจนอาจจะสูงจนเกินกว่าผู้บริโภคจะสามารถเข้าถึงได้ เนื่องจากราคาที่ดินที่มีการปรับตัวเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้โอกาสซื้อขายแบบโอนกรรมสิทธิ์เปลี่ยนมือค่อนข้างใช้ระยะเวลาในการศึกษาและตัดสินใจค่อนข้างนานในช่วงที่ผ่านมา  เนื่องจากเจ้าของที่ดินหรือแลนด์ลอร์ดเริ่มเห็นแล้วว่าถ้าอยู่ในพื้นที่ไพรมแอเรียราคาสามารถปรับขึ้นได้ตลอด

    ดังนั้นจึงเริ่มมองหาวิธีการในการสร้างรายได้จากที่ดินแทนการขายออกไป สำหรับที่ดินไพรมแอเรียจริง ๆ ตอนนี้ที่ผู้พัฒนาทั้งคนไทยและนักลงทุนต่างชาติมองหาราคาขึ้นมากกว่าปีละ 10% เจ้าของที่ดินจึงเกิดภาวะเรลังเลที่จะขายออกไป จึงส่งผลให้เกิดการนำไปสู่โมเดลใหม่ในการสร้างรายได้ทดแทนการขาย โดยมีออปชั่นหลักคือเปลี่ยนจากการขายกรรมสิทธิ์หรือฟรีโฮลด์ (freehold) มาเป็นโมเดลการเช่าหรือลีสโฮลด์ (leasehold) หรือร่วมลงทุน (JV-joint venture) แทน

    สำหรับราคาที่ดินในปี พ.ศ. 2569  ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย คาดการณ์ว่า ราคาเสนอขายที่ดินในพื้นที่ CBD ในกรุงเทพมหานครยังคงมีการปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคาที่ดินหากมีการปรับแล้วจะปรับแบบยกแผงจะไม่พบว่าจะมีการปรับลด

    ซึ่งภาวการณ์ปรับตัวของราคาที่ดินที่ค่อนข้างสูงจะยังเป็นปัญหาต่อเนื่องในกรุงเทพมหานคร ซึ่งค่อนข้างเป็นประเด็นที่ค่อนข้างน่าจับตามองอย่างใกล้ชิดเนื่องจาก หากราคาที่ดินยังคงมีการปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่องแบบไม่มีที่สิ้นสุดนั้นย่อมหมายความว่า ผู้พัฒนาก็ยังคงต้องแบกรับกับปัญหาต้นทุนที่ค่อนข้างสูงซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาของสินค้าที่แน่นอนว่าต้องมีการปรับตัวสูงขึ้นและผู้บริโภคต้องเจอกับราคาของสินค้าที่ราคาสูงเกินว่าจะที่ซื้อหาได้

    สำหรับ 10 ทำเลที่มีราคาเสนอขายที่ดินที่สูงที่สุดในช่วงที่ผ่านมาจากการรวบรวมของฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย มีดังต่อไปนี้

    1. วิทยุ                                 4,000,000 บาท
    2. ชิดลม                               3,200,000 บาท
    3. เพลินจิต                            3,000,000  บาท
    4. สีลม                                 2,700,000  บาท
    5. สาทร                               2,500,000 บาท
    6. สุขุมวิท-ทองหล่อ               2,600,000 บาท
    7. สุขุมวิท-  อโศก                  2,550,000 บาท
    8. เยาวราช                           1,900,000 บาท
    9. ถนนพญาไท                   1,800,000  บาท
    10. สุขุมวิท – เอกมัย               1,800,000 บาท

    ซึ่งเราจะเห็นว่าราคาเสนอขายที่ดินในหลายทำเลราคาค่อนข้างสูง ซึ่งที่ดินหลายแปลงแม้ว่าจะตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพสูงแต่ก็ยังไม่สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ เนื่องจากผู้ซื้อมองว่าราคาเสนอขายค่อนข้างสูง จึงต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลและตัดสินใจที่ค่อนข้างนาน แต่ในช่วงที่ผ่านมา ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย เราพบว่า ก็มีที่ดินหลายแปลงเช่นเดียวกัน

    ที่มีการซื้อขายไปและมีระดับราคาซื้อขายที่ค่อนข้างสูงกว่าราคาเสนอขายในตลาดเนื่องจากผู้พัฒนาบางส่วนกลับมองเห็นโอกาสและเลือกที่จะมองว่า ที่ดินบางแปลงถึงแม้ว่าจะมีราคาเสนอขายที่ค่อนข้างสูง แต่ก็ยังสามารถซื้อได้

    เนื่องจากพวกเขามองเห็นถึงโอกาสหลังจากเข้าพัฒนาที่ดินดังกล่าว ว่าจะยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ ส่งผลให้เรายังเห็นภาพของผู้พัฒนาอีกเป็นจำนวนมากยังคงมองหาที่ดินศักยภาพในปีนี้ เพื่อนำมาพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ  แต่เราก็จะยังคงเห็นภาพของการประกาศขายที่ดินบางส่วนผู้พัฒนานำมาขายออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องในปีนี้เช่นเดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/641553&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Pv3LtU51hT-l5OSUb3mAU

  • การประชุมหารือระหว่าง ธปท. และหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    การประชุมหารือระหว่าง ธปท. และหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    วันนี้ (16 ตุลาคม 2568) ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ร่วมหารือกับคุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ และผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจ รวมถึงประเด็นสำคัญต่าง ๆ เช่น ผลกระทบจากนโยบายนำเข้าของสหรัฐฯ สถานการณ์ค่าเงินบาท การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ตลอดจนทิศทางนโยบายสำคัญของ ธปท. ในระยะข้างหน้า

    rn

     

    rn

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ โดยเฉพาะมาตรการที่จะช่วยสนับสนุนการปรับตัวของ SMEs และภาคธุรกิจที่สำคัญ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    rn”}}” id=”02″>

    วันนี้ (16 ตุลาคม 2568) ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ร่วมหารือกับคุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ และผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจ รวมถึงประเด็นสำคัญต่าง ๆ เช่น ผลกระทบจากนโยบายนำเข้าของสหรัฐฯ สถานการณ์ค่าเงินบาท การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ตลอดจนทิศทางนโยบายสำคัญของ ธปท. ในระยะข้างหน้า

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ โดยเฉพาะมาตรการที่จะช่วยสนับสนุนการปรับตัวของ SMEs และภาคธุรกิจที่สำคัญ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20251016.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EyrwSwpyLBFPkkVs2GbLk

  • โพลชี้เศรษฐกิจจีนไตรมาส 3 โตอ่อนสุดในรอบปี เสี่ยงพลาดเป้า 5% : อินโฟเควสท์

    โพลชี้เศรษฐกิจจีนไตรมาส 3 โตอ่อนสุดในรอบปี เสี่ยงพลาดเป้า 5% : อินโฟเควสท์

    ผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 3 ปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราอ่อนแอที่สุดในรอบหนึ่งปี โดยคาดว่าการชะลอตัวจะรุนแรงขึ้นและอาจกระทบต่อเป้าหมายการเติบโตของรัฐบาล ซึ่งสร้างแรงกดดันให้ปักกิ่งต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่สั่นคลอนจากผลกระทบของสงครามการค้ากับสหรัฐฯ

    รอยเตอร์สำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ 45 คน พบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนในช่วงเดือนก.ค.–ก.ย. คาดว่าจะเติบโต 4.8% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2567 และลดลงจาก 5.2% ในไตรมาส 2 แต่ยังสูงกว่าประมาณการเมื่อเดือนก.ค. ที่คาดไว้ 4.5% ทั้งนี้ การเติบโตในไตรมาส 4 อาจชะลอลงเหลือ 4.3% ส่งผลให้การขยายตัวทั้งปีอยู่ที่ราว 4.8% ต่ำกว่าเป้าหมายอย่างเป็นทางการที่ประมาณ 5% และคาดว่าปี 2569 จะชะลอต่อเนื่องสู่ระดับ 4.3%

    แลร์รี หู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนของบริษัทแมควอรี (Macquarie) ประเมินว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตทั้งปี รัฐบาลจีนอาจต้องออกมาตรการกระตุ้นขนาดเล็กเพิ่มเติมในไตรมาส 4 โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ และมองว่าในระยะยาว ปักกิ่งจะใช้มาตรการภายในประเทศเพื่อลดผลกระทบจากภายนอกและรักษาเสถียรภาพของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ในปีนี้ รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการสนับสนุนขนาดเล็กหลายครั้ง เพื่อรักษาพื้นที่ด้านนโยบายไว้สำหรับรับมือความผันผวนในอนาคต โดยอาศัยแรงหนุนจากการส่งออกที่ยังแข็งแกร่งและตลาดหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่กลับมารุนแรงอีกครั้งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ

    สถานการณ์ยิ่งทวีความร้อนแรง หลังจีนขยายมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่จะปรับขึ้นภาษีสินค้าจีนอีก 100% เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายพร้อมลดความตึงเครียดทางภาษีลง

    เศรษฐกิจจีนซึ่งพึ่งพาภาคการผลิตและอุปสงค์จากต่างประเทศเป็นหลัก ยังคงเปราะบางต่อปัจจัยภายนอก ผู้ส่งออกหลายรายได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นปีนี้ และจำเป็นต้องขยายตลาดไปยังประเทศอื่นเพื่อชดเชยยอดขายที่หายไป

    ในรายไตรมาสนั้น คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 0.8% ในไตรมาส 3 ลดลงจาก 1.1% ในไตรมาส 2

    ทั้งนี้ รัฐบาลจีนมีกำหนดเผยแพร่ข้อมูล GDP ไตรมาส 3 รวมถึงยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนเดือนก.ย. ในวันจันทร์ที่ 20 ต.ค. เวลา 09.00 น. ตามเวลาไทย

    ขณะเดียวกัน ผู้นำจีนเตรียมจัดการประชุมแบบปิดตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี เพื่อหารือประเด็นสำคัญ รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ซึ่งคาดว่าจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงกับสหรัฐฯ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/537875&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RRUEcm1BhPSGRp4Z-52I9

  • ถอดรหัส 20 ปี ตลาดคอนโดฯ 2.4 ล้านล้าน จากยุคทอง สู่ ภาวะโอเวอร์ซัพพลาย ตัวแปรสะท้อน “เศรษฐกิจไทย”

    ถอดรหัส 20 ปี ตลาดคอนโดฯ 2.4 ล้านล้าน จากยุคทอง สู่ ภาวะโอเวอร์ซัพพลาย ตัวแปรสะท้อน “เศรษฐกิจไทย”

    จะเชื่อไหมว่า ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา (ปี 2549 -2568) ทั่วกรุงเทพฯ มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่กว่า 667,000 ยูนิต มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2.4 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อน ความคึกคักของ “เมืองหลวง” แต่ยังเผยวงจรเศรษฐกิจที่หมุนตามอสังหาริมทรัพย์อย่างชัดเจนอีกด้วย 

    Thairath Money เจาะข้อมูลรายงานสำคัญของ คอลลิเออร์ส ประเทศไทย บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ไทย พบว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา การเดินทางของคอนโดฯไทย จาก “ยุคทอง” สู่ “ยุคโอเวอร์ซัพพลาย” มีจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องจดจำ

    ปี 2549–2551 : วิกฤติซับไพรม์ 

    วิกฤติการเงินโลกทำให้ธนาคารไทยเข้มงวดสินเชื่อ ผู้พัฒนาเล็กๆ ชะลอโครงการ แต่กลายเป็นช่วง “รีเซตตลาด” ที่คอนโดฯแนวรถไฟฟ้าเริ่มบูม  จุดเริ่มต้นของคอนโดฯเป็นที่อยู่อาศัยหลักของคนเมือง

    2553 : วิกฤติการเมือง ความเชื่อมั่นคือหัวใจตลาด

    เหตุสลายการชุมนุมทำให้ความเชื่อมั่นผู้ซื้อหายไปในพริบตา โครงการกลางเมืองหยุดชะงัก แต่ชานเมืองยังเดินได้ แสดงให้เห็นว่า “เมืองใหญ่ไม่ปลอดภัยเสมอไป”

    2554 : น้ำท่วมใหญ่ คอนโดฯ กลายเป็น Safe Haven

    น้ำท่วมทำลายบ้านแนวราบรอบนอก แต่กลับดันดีมานด์คอนโดในเมืองให้พุ่ง คนเริ่มมองคอนโดเป็น “บ้านสำรอง” และ “ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยกว่า”

    2557 : รัฐประหาร  ตลาดนิ่งชั่วคราว แต่ไม่ล้ม

    ผู้ซื้อรอดูสถานการณ์ แต่พอการเมืองนิ่ง โครงการแนวรถไฟฟ้ากลับฟื้นแรง บทเรียนคือ “ถ้าโครงสร้างพื้นฐานยังเดินหน้า ตลาดก็ยังมีลมหายใจ”

    2559–2561 : ยุคทอง – สร้างกันจนล้น

    ตลาดพีคสุดในรอบ 20 ปี เปิดขายกว่า 160,000 ยูนิต นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจีน เข้ามาแรง แต่เมื่อพึ่งต่างชาติเกินไป ความร้อนแรงก็เริ่มกลายเป็นฟองสบู่

    2562 : มาตรการ LTV จุดสะดุดของฟองสบู่

    แบงก์ชาติคุมสินเชื่อบ้านหลังที่สอง นักลงทุนกู้ยาก ยอดขายตก สต็อกล้น ผู้พัฒนาต้องลดราคา และหันจับผู้ซื้อจริงแทน ตลาดเริ่มรู้ว่า “ขายได้ไม่เท่ากับขายได้กำไร”

    2563–2564 : โควิด  จุดต่ำสุดของรอบ 15 ปี

    ต่างชาติหาย กำลังซื้อในประเทศอ่อน ธนาคารเข้มสินเชื่อ ผู้พัฒนาหลายรายต้องลดราคาลง 10–30% และพักการเปิดโครงการใหม่ ตลาดเข้าสู่ยุค “อยู่รอดก่อนกำไร”

    2565–2568 : ยุค Long Covid  เศรษฐกิจโตช้า หนี้ครัวเรือนสูง

    อัตรากู้ไม่ผ่านพุ่ง คนชั้นกลางซื้อลำบาก ตลาดซึมยาว ดีเวลอปเปอร์หันไปแนวราบ หรือขยายสู่เมืองท่องเที่ยวแทนกรุงเทพฯ สมรภูมิใหม่ไม่ใช่ “ใครสร้างเยอะกว่า” แต่คือ “ใครปรับตัวได้ไวกว่า”

    นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้พัฒนาบางส่วนเริ่มตระหนักว่า “การสร้างมากไม่ใช่คำตอบ” อีกต่อไป

    โครงสร้างเมืองที่เปลี่ยน: จากศูนย์กลางเดียว สู่ “มหานครหลายศูนย์”

    “ ภัทรชัย ทวีวงศ์ ” ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ชี้ว่า กรุงเทพฯ กำลังเคลื่อนตัวจาก Single-core city ไปสู่ Polycentric city หรือเมืองที่มีหลายศูนย์กลางเศรษฐกิจ

    • จากสาทร สีลม สุขุมวิท ขยายสู่ “บางนา-ศรีนครินทร์”, “พระราม 9 -รามคำแหง”, “รังสิต-ดอนเมือง”
    • แนวรถไฟฟ้ากลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเมือง
    • ทำเลชานเมืองมีบทบาทมากขึ้น เพราะราคายังเข้าถึงได้ แต่เชื่อมระบบรางได้รวดเร็ว

    นี่คือการเปลี่ยนโฉมพฤติกรรมอยู่อาศัยของคนเมือง ที่ไม่ได้มอง “ระยะทาง” เป็นอุปสรรคอีกต่อไป

    ตลาดที่สะท้อนเศรษฐกิจจริง

    ในสายตาของนักวิเคราะห์อสังหาฯ “ภัทรชัย” อธิบายต่อว่า คอนโดมิเนียมเป็น “เครื่องชี้วัดอุณหภูมิเมือง” ที่แม่นยำมากที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อเศรษฐกิจร้อนแรง การลงทุนอสังหาฯ จะพุ่งตาม แต่เมื่อเศรษฐกิจสะดุด อสังหาฯ ก็จะชะลออย่างเห็นได้ชัด

    ทำให้ 20 ปีที่ผ่านมา เราจึงเห็นร่องรอยของทุกเหตุการณ์ใหญ่ในตลาดนี้ ตั้งแต่วิกฤติซับไพรม์ (2008), ม็อบการเมือง, น้ำท่วมใหญ่, มาตรการ LTV, ไปจนถึงโควิด-19 ทุกวิกฤติทิ้งรอยแผลไว้บนยอดขายและราคาคอนโดฯ ในบางทำเล จนอาจกล่าวได้ว่า อสังหาฯ ไม่เคยหลุดจากเศรษฐกิจอย่างแท้จริง 

    โครงสร้างราคา ภาพสะท้อนช่องว่างชนชั้นกลาง

    ในเชิงราคา คอลลิเออร์ส พบหลายประเด็นสำคัญ 

    • คอนโดฯ 66% ของตลาดทั้งหมด อยู่ในระดับไม่เกิน 100,000 บาท/ตร.ม.
    • อีก 21% อยู่ระหว่าง 100,001–150,000 บาท/ตร.ม.
    • ส่วนคอนโดฯ หรูระดับ 200,000 บาท/ตร.ม. ขึ้นไป มีเพียง 8% ของตลาด
      แต่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และบางโครงการทะลุ 1,000,000 บาท/ตร.ม. ไปแล้ว

    ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่ “ตลาดแตกชั้น” แต่ยังสะท้อนช่องว่างเศรษฐกิจของคนเมืองคนส่วนใหญ่ยังพึ่งพาสินเชื่อเต็มร้อย ขณะที่คอนโดฯ หรูกลายเป็นสินทรัพย์ทางเลือกของคนรวยและนักลงทุนต่างชาติ

    จากยุค “ขายขาด” สู่ “สร้างรายได้ระยะยาว”

    ตลาดวันนี้กำลังเคลื่อนจากแนวคิด for sale ไปสู่ for income generation เพราะดีเวลอปเปอร์เริ่มมองว่า “แค่ขายหมดไม่พอ” ต้องบริหารสินทรัพย์ให้สร้างรายได้ต่อเนื่อง เทรนด์ใหม่จึงเกิดขึ้น เช่น

    • Co-living Space สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เน้นแชร์ชีวิต
    • Serviced Condominium เสมือนโรงแรม เหมาะกับชาวต่างชาติหรือคนทำงาน
    • Long-term Rental Model หรือโมเดลเช่าระยะยาวที่บริหารโดยมืออาชีพ

    ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับเศรษฐกิจแบบ “Sharing Economy” ที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ “การเข้าถึง” มากกว่า “การเป็นเจ้าของ”

    อนาคต สมรภูมิใหม่ที่วัดกันด้วย “คุณภาพและความยั่งยืน”

    คอลลิเออร์สประเมินอีกว่า ทศวรรษหน้า ตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ จะเปลี่ยนจากการแข่งด้าน “จำนวน” สู่การแข่งด้าน “คุณภาพ” อย่างแท้จริง ซึ่งจุดแข็งของผู้พัฒนาในยุคหน้า คือ …

    • Smart Living & Sustainable Design  การออกแบบที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน
    • บริการหลังการขายแบบครบวงจร (One-stop Service) เช่น ระบบบริหารอาคารแบบโรงแรม
    • ทำเล TOD (Transit-Oriented Development) ที่เกาะแนวรถไฟฟ้า ซึ่งจะกลายเป็นเมืองศูนย์รวมของอยู่อาศัย-ค้าปลีก-สำนักงาน

    ขณะกลุ่มผู้ซื้อหลักในอนาคตคือ Gen Y–Gen Z ที่มอง “บ้าน” เป็นพื้นที่ชีวิต มากกว่าสินทรัพย์ลงทุน ทั้งหมดจึงอาจกล่าวได้ว่า 20 ปีของตลาดคอนโดมิเนียม ไม่ได้บอกแค่เรื่องอสังหาฯ แต่มันกำลังเล่า “ชีพจรของเศรษฐกิจเมืองหลวง” จากยุคที่ทุกคนอยากเป็นเจ้าของ มาสู่ยุคที่คนอยากใช้ชีวิตอย่างยืดหยุ่น จากการสร้างเพื่อขาย มาสู่การสร้างเพื่ออยู่รอด และจากการแข่งกันจำนวน  มาสู่การแข่งกันคุณภาพ และจะกลายเป็นเครื่องสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงปรับสมดุลครั้งใหญ่ จากความร้อนแรงที่เคยพาให้เติบโตเร็วเกินจริง สู่การเติบโตที่ “ช้ากว่า แต่ยั่งยืนกว่า” นั่นเอง 

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2889461&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hLE8Ln_VQ-7Flj2XNlcBz

  • IMF คาดขนาด ‘เศรษฐกิจไทย’ จะกลายเป็นอันดับ 5 ของอาเซียนในปี 2030

    IMF คาดขนาด ‘เศรษฐกิจไทย’ จะกลายเป็นอันดับ 5 ของอาเซียนในปี 2030

    จากการประมาณการล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) พบว่า ‘ขนาดของเศรษฐกิจไทย’ กำลังตกอันดับเป็นที่ 5 ของอาเซียนในปี 2030 หรืออีกราว 5 ปีเท่านั้น จากปัจจุบันรั้งอันดับที่ 3 ของกลุ่มหลังการเติบโตของ GDP ไทยต่ำรั้งท้ายภูมิภาคต่อเนื่อง

    โดยตามข้อมูลล่าสุดของ IMF ประมาณการว่า ขนาดเศรษฐกิจไทยใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของอาเซียนในปีนี้ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 5.58 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นรองเพียงอินโดนีเซีย และสิงคโปร์

    เปิดเศรษฐกิจใหญ่ 5 อันดับแรกของอาเซียนในปี 2025

    1. 🇮🇩อินโดนีเซีย1443.256 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
    2. 🇸🇬สิงคโปร์ 574.185 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
    3. 🇹🇭ไทย 558.573 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
    4. 🇵🇭ฟิลิปปินส์ 494.158 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
    5. 🇲🇾มาเลเซีย 470.572 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    อย่างไรก็ตาม ในปี 2030 หรืออีกราว 5 ปีข้างหน้า IMF ประมาณการว่า ขนาดเศรษฐกิจไทย จะตกไปอยู่อันดับที่ 5 ของอาเซียน หลังถูกฟิลิปปินส์และเวียดนามแซง

    เปิดเศรษฐกิจใหญ่ 5 อันดับแรกของอาเซียนในปี 2030

    1. 🇮🇩อินโดนีเซีย 2079.139 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
    2. 🇵🇭ฟิลิปปินส์ 746.498 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
    3. 🇸🇬สิงคโปร์ 721.319 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
    4. 🇻🇳เวียดนาม 666.786 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
    5. 🇹🇭ไทย 654.084 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ทั้งนี้ IMF ไม่ใช่องค์กรแรกที่ออกประมาณการขนาดเศรษฐกิจไทยกำลังตกอันดับ โดยก่อนหน้านี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ (The Centre for Economics and Business Research: Cebr) ก็คาดการณ์ว่า ฟิลิปปินส์ จะมีขนาดเศรษฐกิจแซงไทย ไปอยู่ที่อันดับ 28 ของโลก ภายในปี 2029 ขณะที่ เวียดนามจะมีขนาดเศรษฐกิจแซงไทยภายในปี 2034 ไปอยู่ที่อันดับ 27 ของโลก 

    IMF ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปีนี้เป็น 2% เตือนปีหน้าจ่อชะลอตัว

    ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ฉบับล่าสุด (ตุลาคม 2025) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) ของประเทศไทยในปี 2025 เป็น 2% จากประมาณการที่ 1.8% ในรายงานฉบับเมษายน 2025

    โดยประมาณการ GDP ไทยที่ 2% ในปี 2025 นี้สะท้อนว่า IMF มองว่าเศรษฐกิจไทยจ่อเติบโตชะลอลงจากปี 2024 ที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.5% ก่อนจะชะลอตัวลงต่อเนื่องไปถึงปีหน้า โดย IMF คาดการณ์ว่า GDP ไทยในปี 2026 จะขยายตัวได้เพียง 1.6%

    ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงประเทศเดียวที่ถูกปรับขึ้นประมาณการ GDP โดย IMF ยังได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกด้วย เมื่อเทียบกับรายงาน WEO ฉบับเดือนเมษายน 2025

    กระนั้น IMF ยังคาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงจาก 3.3% ในปี 2024 เป็น 3.2% ในปี 2025 และ 3.1% ในปี 2026

    “เศรษฐกิจโลกกำลังปรับตัวเข้ากับภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากมาตรการนโยบายใหม่ๆ โดยการขึ้นภาษีศุลกากรในระดับที่รุนแรงบางส่วนได้ผ่อนคลายลง อันเป็นผลมาจากข้อตกลงและการปรับเปลี่ยนที่ตามมา แต่สภาวะแวดล้อมโดยรวมยังคงมีความผันผวน และปัจจัยชั่วคราวที่เคยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 เช่น การเร่งดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจล่วงหน้า (Front-Loading) กำลังจางหายไป” IMF ระบุ

    การเติบโตของเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไร? เมื่อเทียบกับ ASEAN-5

    IMF มีการจัดกลุ่มประเทศ ASEAN-5 ซึ่งประกอบด้วยอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย โดย IMF คาดการณ์การเติบโตของ GDP โดยรวมของกลุ่มนี้ไว้ที่ 4.6% ในปี 2024, 4.2% ในปี 2025 และ 4.1% ในปี 2026 สะท้อนว่า การเติบโตของ GDP ไทยยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม แต่มีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดของกลุ่ม ดังนี้

    เปิดประมาณการการเติบโต GDP ประเทศ ASEAN-5

    🇵🇭ฟิลิปปินส์: 5.40% ในปี 2025 และ 5.70% ในปี 2026

    🇮🇩อินโดนีเซีย: 4.90% ในปี 2025 และ 4.90% ในปี 2026

    🇲🇾มาเลเซีย: 4.50% ในปี 2025 และ 4.00% ในปี 2026

    🇹🇭ไทย: 2.00% ในปี 2025 และ 1.60% ในปี 2026

    🇸🇬สิงคโปร: 2.20% ในปี 2025 และ 1.80% ในปี 2026


    เศรษฐกิจไทย

    IMF ประมาณการ: ขนาดเศรษฐกิจไทย

    IMF ประมาณการ: ขนาดเศรษฐกิจไทย

    ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

    ABOUT THE AUTHOR

    ปิติพัฒน์ ชูปลื้ม

    Junior Content Creator กองบรรณาธิการข่าว THE STANDARD WEALTH

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/imf-thailand-economy-ranking-2030/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ScOjrD8ZgvMjG4rYntHvE