Category: เศรษฐกิจ

  • KTC โชว์กำไร 9 เดือน  5,707 ล้าน โต 2.8% ท่ามกลางความท้าทาย-เศรษฐกิจชะลอ

    KTC โชว์กำไร 9 เดือน 5,707 ล้าน โต 2.8% ท่ามกลางความท้าทาย-เศรษฐกิจชะลอ

    บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2568 มีกำไรสุทธิ 1,951 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน และงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 5,707 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% จากงวดเดียวกันปีก่อน 

    โดยยังรักษาฐานรายได้รวมไว้อย่างมั่นคง จากช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 6,906 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยตามการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น 

    รวมทั้งการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าใช้จ่ายรวม 4,343 ล้านบาท ลดลง 4.0% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน จากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง ซึ่งเป็นผลจากการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี และค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลงจากการบริหารเงินกู้ยืมที่สอดคล้องกับการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ 

    นอกจากนี้ ยังคงรักษาระดับเงินสำรองที่แข็งแกร่งและเพียงพอ ซึ่งสะท้อนได้จาก NPLratio ของกลุ่มบริษัท ไม่เกินกว่าอัตราที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ 

    อย่างไรก็ตาม บริษัทยังให้ความสำคัญกับการติดตามสภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง

    นางพิทยา วรปัญญาสกุล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวลง และอาจส่งผลต่อเนื่องถึงปี 2569 จากปัจจัยสำคัญของผลกระทบภาคการส่งออกจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ซึ่งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจนี้ส่งผลให้อุตสาหกรรมสินเชื่อหดตัวลง และผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย

    ภายใต้ความท้าทายและปัจจัยกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในประเทศ เคทีซียังคงสร้างผลการดำเนินงานได้ดี จากการบริหารคุณภาพสินทรัพย์และการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมทั้งเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลักในช่วง 8 เดือน ของปี 2568 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2567 ลูกหนี้บัตรเครดิตมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 14.5% จาก 14.2% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 13.4% จาก 12.8% และลูกหนี้สินเชื่อบุคคลมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 4.2% จาก 4.0%

    KTC โชว์กำไร 9 เดือน  5,707 ล้าน โต 2.8% ท่ามกลางความท้าทาย-เศรษฐกิจชะลอ

    สำหรับความคืบหน้าในการประกอบธุรกิจนายหน้าประกันภัย (ประกันวินาศภัยและประกันชีวิต) ของเคทีซี ตามที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 ขณะนี้บริษัทได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยและนายหน้าประกันชีวิตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) รวมถึงได้แจ้งต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่านธนาคารกรุงไทยเกี่ยวกับการเพิ่มเติมการประกอบธุรกิจของบริษัทเรียบร้อยแล้ว 

    ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมงานในส่วนต่างๆ รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรบริษัทประกันวินาศภัยและบริษัทประกันชีวิต เพื่อให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลายผ่านช่องทางต่างๆ ของเคทีซีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกให้ตรงจุด ยกระดับการให้คำแนะนำและการจัดการข้อมูลลูกค้าอย่างปลอดภัย โดยจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยและสิทธิประโยชน์แก่สมาชิกบัตร

    เครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลของเคทีซีเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ตลอดจนเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัย เคทีซีเริ่มดำเนินการประกอบธุรกิจนายหน้าประกันภัยในฐานะธุรกิจใหม่ โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปและรอบคอบ ควบคู่ไปกับการขยายพอร์ตสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและเป็นธรรม ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์และการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 เคทีซีมีฐานสมาชิกรวม 3,608,017 บัญชี เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับรวม 106,913 ล้านบาท ขยายตัว 0.7% อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL) ลดลงอยู่ที่ 1.85% 

    จำนวนสมาชิกบัตรเครดิต 2,903,481 บัตร เพิ่มขึ้น 5.3% เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้บัตรเครดิตและดอกเบี้ยค้างรับรวม 69,451 ล้านบาท ขยายตัว 0.5% NPL บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.15% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร 9 เดือนของปี 2568 มูลค่า 219,572 ล้านบาท ขยายตัว 3.8%

    สมาชิกสินเชื่อบุคคลเคทีซี 704,536 บัญชี เพิ่มขึ้น 2.5% เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สินเชื่อบุคคลและดอกเบี้ยค้างรับรวม 35,836 ล้านบาท ขยายตัว 3.0% NPL สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.40% 

    ขณะที่มียอดสินเชื่อใหม่ของ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” จำนวน 1,650 ล้านบาท ในส่วนของลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อในบริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด (KTBL) มีมูลค่า 1,627 ล้านบาท ลดลง 28.8% ซึ่งเคทีซีได้หยุดปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 และปัจจุบันมุ่งเน้นการติดตามหนี้และบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่ 

    ในส่วนของแหล่งเงินทุน กลุ่มบริษัทมีเงินกู้ยืมรวมทั้งสิ้น 55,655 ล้านบาท (รวมหนี้สินตามสัญญาเช่า) แบ่งเป็นเงินกู้ยืมระยะยาว 70% และเงินกู้ยืมระยะสั้น 30% (รวมส่วนของเงินกู้ยืมและหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปี) อัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอยู่ที่ 1.51 เท่า ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 1.78 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับภาระผูกพัน (Debt Covenants) ที่กำหนดไว้ 10 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางการเงินที่สูงในการขยายธุรกิจ รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต และมีวงเงินสินเชื่อคงเหลือที่ยังไม่เบิกใช้ แบ่งเป็นวงเงินกู้ยืมระยะสั้น 25,990 ล้านบาท

    ในขณะที่มีภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระในไตรมาส 4/2568 ทั้งสิ้น 4,000 ล้านบาท ด้วยสภาพคล่องที่สูงกว่าภาระหนี้ที่ใกล้ครบกำหนด แสดงถึงสถานะสภาพคล่องที่แข็งแกร่งและความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ในระยะสั้นที่อยู่ในระดับต่ำมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/732012&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yj1359JBOv9aTeo1tSpJ2

  • เปิดความสำเร็จ SME ปัง ตังได้คืน ดันมูลค่าเศรษฐกิจ 6 พันล.

    เปิดความสำเร็จ SME ปัง ตังได้คืน ดันมูลค่าเศรษฐกิจ 6 พันล.

    สสว. เผยความสำเร็จหนุน SME ใช้บริการผ่านระบบ BDS สร้างมูลค่าทางการตลาดกว่า 6,000 ล้านบาท ตั้งเป้าเพิ่มให้บริการ ส่งเสริม SME ให้เข้าร่วมโครงการฯ กว่า 3,000 ราย

    สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เผยความสำเร็จในปีที่ผ่านมา มีการตอบรับจากผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS (Business Development Service) (SME ปัง ตังได้คืน) มากกว่า 22,000 ราย สามารถสนับสนุนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้ถึง 6,000 ล้านบาท ตั้งเป้าปีหน้าเพิ่มการให้บริการ ส่งเสริม SME กว่า 3,000 ราย มุ่งเน้น ด้าน ธุรกิจ Health & Wellness ธุรกิจ Creative & Lifestyle Business กลุ่มกรีนบิสซิเนส เปิดกว้างให้เอกชนเข้าร่วม

    ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS (Business Development Service) (SME ปัง ตังได้คืน) ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2565 และในปีนี้ สสว. มีเป้าหมายสําคัญ คือ การเพิ่มบริการ และทําให้เข้าถึงผู้ประกอบการ SME ให้มีโอกาสใช้บริการมากขึ้น คือเป้าหมายหลัก ซึ่งในปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าปีก่อนๆ อย่างแรกคือ มีบริการบนระบบ BDS มากกว่า 1,000 บริการ แล้ว

    ปีนี้ยังเปิดกว้าง อนุญาตให้หน่วยงานเอกชนเข้ามาเป็นผู้ให้บริการทางธุรกิจ (BDSP) ได้มากขึ้น โดยคัดสรรหน่วยงานเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือเฉพาะทาง รวมถึงสมาคมต่าง ๆ ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง สามารถเข้ามาเป็นผู้ให้บริการทางธุรกิจ (BDSP) แล้วนําพาผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมโครงการ เพื่อรับบริการผ่านระบบ BDS ได้เลย

    ปณิตา กล่าวต่อไปถึงภาพรวมในช่วงปีที่ผ่านมาว่า มีผู้ประกอบการเข้ามาใช้บริการระบบ BDS มากกว่า 22,000 ราย ถือว่ามีผลการตอบรับที่ดีมาก สำหรับบริการที่ได้รับความนิยมสูงสุด 2 ลำดับแรก คือ บริการด้านการตลาด หรือช่องทางการจัดจําหน่าย ผ่านการจัดแสดงสินค้าและบริการ ทั้งในและต่างประเทศ เป็นบริการที่เป็นท็อปฮิต ที่ผู้ประกอบการมาใช้บริการ

    ลำดับที่สอง คือ บริการ One Click ของจุฬาฯ ซึ่งเป็น “DAP Lite” เป็นแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการติดตามและรายงานการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กรอย่างสะดวกและรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อความสำคัญของการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งกลายเป็นประเด็นหลักที่ธุรกิจทั่วโลกให้ความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน

    โดยมีผู้ประกอบการมาใช้บริการจำนวนมาก เนื่องจากเพราะเป็นโครงการ จ่าย 10,000 คืน 9,000 คือ ผู้ประกอบการจ่าย 1,000 อีก 9,000 สสว. ให้เงินสนับสนุน ที่กล่าวมานี้ ถือเป็นผลสรุปของปีที่ผ่านมา และที่น่ายินดีอีกประการ คือ มีผู้ให้บริการทางธุรกิจ (BDSP) กว่า 250 หน่วยงาน เข้ามาขึ้นทะเบียนบนระบบ BDS ผลสำเร็จที่เกิดขึ้น ถือเป็นแรงผลักให้เราต้องยกระดับการให้บริการมากขึ้น โดยจะมุ่งเน้นการเพิ่มบริการทางธุรกิจให้มีมากขึ้น

    สสว.ได้งบประมาณสำหรับบริหารสานต่อโครงการ จำนวน 315 ล้านบาท และที่สำคัญ ในปีที่ผ่านมา โครงการ BDS สามารถสนับสนุนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้ถึง 6,000 ล้านบาท

    ตามเป้าหมายปีนี้ ในการให้หน่วยงานเอกชนเข้ามาร่วมมากขึ้นนั้น ประกอบไปด้วยหน่วยงานเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมไปถึงตอนนี้ ที่เรากำลังมุ่งเน้น คือ ด้านธุรกิจ Health & Wellness ธุรกิจ Creative & Lifestyle Business กลุ่มกรีนบิสซิเนส ซึ่งอยู่ในกระแสที่ทั่วโลกให้ความสนใจ และเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มาใช้บริการค่อนข้างมาก

    สสว.มีเป้าหมายที่จะส่งเสริม SME ให้เข้าร่วมโครงการฯ กว่า 3,000 รายในปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/731985&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw205UyrZwMqq7eq-mF1G_wC

  • ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส อัปเดตเป๋าตัง แต่ไม่มีปุ่มเข้าร่วมโครงการ เฉลย ต้องทำยังไง

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส อัปเดตเป๋าตัง แต่ไม่มีปุ่มเข้าร่วมโครงการ เฉลย ต้องทำยังไง

     
              ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส แต่ไม่มีปุ่มยืนยันตัวตน ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมเฟส 5 ทำยังไง คำตอบมาแล้วอยู่ในแอปฯ

    คนละครึ่ง 2568

              ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เป็นต้นมา รัฐบาลมีการเปิดให้ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส สำหรับร้านค้า เพื่อเตรียมเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม เป็นต้นไป ซึ่งร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 5 สามารถกดปุ่มยืนยันตัวตนได้เลย

              วันที่ 17 ตุลาคม 2568 กระปุกดอทคอม รายงานว่า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 5 บางคนไม่เจอแบนเนอร์สำหรับเข้าร่วมโครงการ สุดท้ายในแอปฯ เป๋าตัง ก็มีการขึ้นข้อความเอาไว้ว่า

              “ร้านค้าถุงเงินที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งระยะที่ 5 (ปี 2565) ถ้าอัปเดตแอปฯ แล้วไม่พบปุ่มคนละครึ่งพลัส รบกวนร้านค้าแจ้งยืนยันการประกอบกิจการใหม่ โดยสมัครเข้าร่วมโครงการใหม่”

             สำหรับการสมัครเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง 2568 สำหรับประชาชน จะเริ่มวันที่ 20 ตุลาคม 2568

    คนละครึ่ง 2568

    บทความที่เกี่ยวข้องกับคนละครึ่ง 2568

        รวมคำถามคนละครึ่ง 2568 ลงทะเบียนอย่างไร กดรับสิทธิเมื่อไหร่ มาก่อนได้ก่อน !

        วิธีติดตั้งและลงทะเบียนแอปฯ เป๋าตังด้วยการสแกนใบหน้า เพื่อรับสิทธิคนละครึ่ง 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295806.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kH3_qaNX_WIr8JNsiJ86z

  • “กัณฑรา” มอง SET ไซด์เวย์ แนะ 3 ธีมเด่น รับรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ-ดอกเบี้ยขาลง

    “กัณฑรา” มอง SET ไซด์เวย์ แนะ 3 ธีมเด่น รับรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ-ดอกเบี้ยขาลง

    นายกัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในรายการ ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบ (Sideway) ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่รอปัจจัยบวกใหม่จากต่างประเทศ โดยมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นได้ หากมีสัญญาณบวกจากธนาคารกลางสหรัฐเข้ามาหนุนเพิ่มเติม

    ขณะนี้นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์ในสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังเกิดประเด็นปัญหาในภาคธนาคารรอบใหม่ ซึ่งมีลักษณะเกี่ยวข้องกับการทุจริตและขาดทุนอย่างหนัก แตกต่างจากรอบก่อนที่เป็นปัญหาด้านสภาพคล่อง ขณะเดียวกัน การเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ Government Shutdown ยังไม่มีความคืบหน้า

    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 2 ครั้งในระยะถัดไป เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อกระแสเงินทุน และช่วยหนุนดัชนีตลาดหุ้นไทยให้กลับมายืนเหนือระดับ 1,330 จุดได้

    ด้านปัจจัยภายในประเทศ กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ยังไม่เห็นสัญญาณการไหลเข้าชัดเจน โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าเป้าหมายหลักของตลาดคือการรักษาสมดุลไม่ให้เกิดเงินทุนไหลออกเพิ่ม ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังขาดแรงดึงดูดการลงทุน เมื่อเทียบกับตลาดหลักในภูมิภาคที่มีน้ำหนักการลงทุนมากกว่า อย่างไรก็ดี หากธนาคารกลางสหรัฐ ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยจริง อาจเป็นแรงจูงใจให้เกิดการไหลกลับของเงินทุนบางส่วนในระยะสั้น

    สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ยังคงอยู่ในช่วง “โหมดกระตุ้นเศรษฐกิจ” ต่อเนื่อง จากทั้งรัฐบาลชุดรักษาการและรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อพยุงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์แนะว่ามาตรการกระตุ้นควรดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายรอความชัดเจนของนโยบาย ซึ่งอาจกระทบต่อการหมุนเวียนของเงินในระบบได้

    ทั้งนี้ แนะนำติดตาม 3 ธีมการลงทุนหลัก ที่มีโอกาสโดดเด่นในช่วงที่เหลือของปี ดังนี้

    1.หุ้นได้รับประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจ
    หุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศคาดว่าจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ทั้งในรูปแบบการเพิ่มกำลังซื้อประชาชนและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ที่ได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เริ่มกลับมาคึกคัก

    2.หุ้นได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง
    การคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยจะปรับลดลงเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อหุ้นในกลุ่มที่มีต้นทุนทางการเงินสูง หรือมีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ทางเลือกอื่นในภาวะดอกเบี้ยต่ำ หุ้นเด่นในกลุ่มนี้ได้แก่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, และบริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC

    3.หุ้นผลประกอบการดีกว่าคาด
    ในช่วงที่ตลาดไม่ได้มีความคาดหวังสูงกับงบไตรมาส 3/68 หุ้นที่สามารถรายงานผลประกอบการออกมาดีกว่าประมาณการ มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ดี โดยหุ้นที่ได้รับความสนใจในธีมนี้ ได้แก่ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ซึ่งประกาศงบออกมาเหนือความคาดหมายไปแล้ว และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ที่อาจได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากธุรกิจสินเชื่อ SME ที่ฟื้นตัว

    โดยทางฝ่ายวิจัยมองว่า หากปัจจัยภายนอกเริ่มชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นกลับไปยืนเหนือระดับ 1,330 จุดได้อีกครั้ง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/789590&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06MYugrbwtUpYyauwBg0xV

  • ปลดล็อคการจัดซื้อจัดจ้างรัฐ เร่งเบิกจ่ายงบอัดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ

    ปลดล็อคการจัดซื้อจัดจ้างรัฐ เร่งเบิกจ่ายงบอัดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ

    ปลดล็อคการจัดซื้อจัดจ้างรัฐ เร่งเบิกจ่ายงบอัดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ

    วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.46 น.

    นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่าปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีงบประมาณรายจ่ายทั้งในส่วนเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีและเงินงบประมาณรายจ่ายกว่า 4 ล้านล้านบาท ดังนั้น เพื่อให้หน่วยงานของรัฐเบิกจ่ายงบประมาณได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สามารถดำเนินโครงการให้เป็นไปตามแผนและเป้าหมายที่กำหนด คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (คณะกรรมการวินิจฉัย) จึงได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อเร่งรัดการใช้จ่ายเงินงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อให้การเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณเกิดความคล่องตัว รวดเร็ว และสอดคล้องกับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

    โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

    1. หน่วยงานสามารถลดระยะเวลาการเผยแพร่ร่างประกาศและร่างเอกสารซื้อหรือจ้างด้วยวิธี e-bidding รวมถึงการจ้างที่ปรึกษาหรือการจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้างให้สั้นลง

    2. กรณีที่มีผู้ยื่นข้อเสนอเพียงรายเดียว หรือยื่นหลายรายแต่ถูกต้องตามเงื่อนไขเพียงรายเดียว หากคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์พิจารณาแล้วสมควรที่จะดำเนินการต่อไป ก็สามารถกระทำได้ ทั้งนี้ ตามนัย ข้อ 56 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

    ปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งของการจัดซื้อจัดจ้างคือการที่ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการตรวจรับไว้ชัดเจน ทำให้การตรวจรับโครงการล่าช้า ส่งผลให้การเบิกจ่ายเงินของหน่วยงานรัฐล่าช้าตามไปด้วย

    ดังนั้น เพื่อให้หน่วยงานของรัฐมีแนวทางปฏิบัติในการตรวจรับพัสดุ สามารถเบิกจ่ายเงินให้กับคู่สัญญาได้อย่างรวดเร็ว และเป็นไปตามเป้าหมายตามมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินในแต่ละปี คณะกรรมการวินิจฉัยจึงกำหนดระยะเวลาในการตรวจรับพัสดุเพื่อให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นงานจัดซื้อจัดจ้างหรืองานจ้างก่อสร้าง

    หากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุหรือผู้ควบคุมงานมีเหตุผลความจำเป็นไม่อาจดำเนินการได้ภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ขอขยายระยะเวลาในการดำเนินการต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ โดยหน่วยงานสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.4/ว 680 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2568 และหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.4/ว 681 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2568

    “การกำหนดระยะเวลาตรวจรับนอกจากจะช่วยเร่งรัดการเบิกจ่ายยังถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ปฏิรูปกระบวนการตรวจรับงานของภาครัฐให้โปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสัญญาให้มีมาตรฐานและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงบประมาณของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังช่วยสร้างความเป็นธรรมและลดภาระให้กับคู่ค้าภาครัฐอีกด้วย”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/921449&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k0MiLzvRIbaT5YgAMbMMA

  • “พล.ต.ท.รุทธพล” แถลงข่าวเปิดปฏิบัติการลับล่าเครือข่ายพนันออนไลน์ ปมสินบน 40 ล้านทั่วประเทศ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “พล.ต.ท.รุทธพล” แถลงข่าวเปิดปฏิบัติการลับล่าเครือข่ายพนันออนไลน์ ปมสินบน 40 ล้านทั่วประเทศ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110078&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sYzZQLxy6qe2X1QLMwBOx

  • หอการค้าชี้ ‘คนละครึ่ง – กระตุ้นท่องเที่ยว’ ทำเงินสะพัดแสนล้าน

    หอการค้าชี้ ‘คนละครึ่ง – กระตุ้นท่องเที่ยว’ ทำเงินสะพัดแสนล้าน

    หอการค้าชี้ ‘คนละครึ่ง – กระตุ้นท่องเที่ยว’ ทำเงินสะพัดแสนล้าน

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 0.8-1.1% และทำให้ตัวเลขจีดีพีทั้งปีนี้อาจโตได้ 2.0-2.2%

    ทั้งนี้ มีปัจจัยจากเศรษฐกิจไทยในเดือนพ.ย.จะเริ่มคึกคักมากขึ้นโดยจะมีเม็ดเงินจากหลายโครงการเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่โครงการคนละครึ่งพลัส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  มาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว รวมทั้งมาตรการเร่งรัดการจัดซื้อจัดจ้างและเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐจะเข้ามาช่วยกระตุ้น

    “คาดว่าในช่วงปลายปีจะมีเม็ดเงินจากโครงการคนละครึ่งพลัสเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ 59,080 ล้านบาท โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 22,780 ล้านบาท และโครงการกระตุ้นท่องเที่ยวด้วยการลดหย่อนภาษีอีก 35,000 ล้านบาท รวมเป็น 1.0-1.5 แสนล้านบาท เชื่อว่าจะช่วยผลักในจีดีพีไทยในไตรมาส 4 โตเพิ่มขึ้นอีก 0.5-0.8% และดันให้จีดีพีทั้งปีนี้ของไทยโตได้เกิน2%”

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะต้องเร่งวางโครงสร้างและมาตรการด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจไทยโดยเร็ว เพื่อเร่งอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ  เนื่องจากขณะนี้ไทยมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำสุดในอาเซียน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ คาดว่าปีนี้ไทยจะเติบโตได้ 2% ส่วนปี 2569 จะเติบโตลดต่ำลงเหลือ 1.6%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378968186&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_JV0OpdbtENLrBtqlgGju

  • Midnight Economy กับบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    Midnight Economy กับบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    Midnight Economy หรือเศรษฐกิจยามค่ำคืน ซึ่งหมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน โดยเฉพาะหลังเวลา 22.00 น. เป็นต้นไป จนถึงเช้ามืด ครอบคลุมภาคบริการต่างๆ เช่น ร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เปิดจนดึก บาร์และผับ ตลาดนัดกลางคืน ร้านค้าเปิด 24 ชั่วโมง กิจกรรมบันเทิงและวัฒนธรรมกลางคืน การแสดงต่างๆ การท่องเที่ยวกลางคืน และบริการส่งอาหารกลางคืน ซึ่งส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการสร้างงานและรายได้ให้กับผู้ประกอบการ กระตุ้นการบริโภคในประเทศ สร้างชีวิตยามค่ำคืนที่คึกคักให้เมืองใหญ่ 

    Midnight Economy เป็นนโยบายที่รัฐบาลจีนส่งเสริมอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2562 เพื่อกระตุ้นการบริโภคในเวลากลางคืนและสร้างจุดเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ โดยสามารถจัดกลุ่มเศรษฐกิจยามค่ำคืนได้ ดังนี้ 

    การค้าและการบริการ ตลาดนัดกลางคืน (Night Markets) ร้านอาหาร ผับ/บาร์ คาเฟ่เปิดดึก

    วัฒนธรรมและความบันเทิง โรงภาพยนตร์ การแสดง คอนเสิร์ต พิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์เปิดกลางคืน

    นันทนาการและกีฬา ฟิตเนสเปิด 24 ชม. การแข่งขันกีฬากลางคืน

    บริการส่งของกลางคืน แอปพลิเคชั่นส่งอาหารและของใช้จำเป็น

    งานอีเวนต์และเทศกาล เทศกาลแสงสี การแสดงละครเวที เวิร์กช็อป

    รัฐบาลจีนได้ส่งเสริม Midnight Economy ในหลายเมืองใหญ่ทั่วประเทศ เช่น

    1. เซี่ยงไฮ้ (上海) – เมืองต้นแบบ

    ย่านที่โดดเด่น ได้แก่ The Bund วิวแม่น้ำหวงผู่ยามค่ำคืนกับแสงสีตระการตา Xintiandi ร้านอาหารและบาร์สไตล์ตะวันตก Nanjing Road  ถนนช้อปปิ้งกลางคืน กิจกรรมเด่น อาทิ เทศกาลช้อปปิ้งกลางคืน “Shanghai Nightlife Festival” พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์เปิดพิเศษในเวลากลางคืน (Night Museums)

    2. ปักกิ่ง (北京) – วัฒนธรรมโบราณผสมสมัยใหม่

    ย่านที่โดดเด่น ได้แก่ Sanlitun แหล่งช้อปปิ้งและบันเทิงยามค่ำคืน Wangfujing ตลาดกลางคืนที่มีอาหารแปลกๆ Qianmen Street สตรีทฟู้ดและวัฒนธรรมดั้งเดิม ความพิเศษ การแสดงงิ้วปักกิ่งและวัฒนธรรมดั้งเดิมในเวลากลางคืน

    3. เฉิงตู (成都) – เมืองแห่งอาหารและความเพลิดเพลิน

    ย่านที่โดดเด่น ได้แก่ Jinli Ancient Street ตลาดโบราณยามค่ำคืน Kuanzhai Alley ร้านชาและอาหารซิกเนเจอร์ ซึ่งมีวัฒนธรรมเฉพาะ อาทิ วัฒนธรรมชงชายามค่ำคืน อาหารเสฉวนเผ็ดร้อนตอนดึก

    4. กวางโจว (广州) – เมืองแห่งอาหารกลางคืน

    สถานที่แนะนำ ได้แก่ Zhujiang New Town สมัยใหม่กับบาร์ริมแม่น้ำ Beijing Road – ช้อปปิ้งและอาหารกลางคืน โดยมีอาหารโดดเด่น อาทิ ติ่มซำและอาหารกวางตุ้งยามดึก

    5. ฉงชิ่ง (重庆) – เมืองแห่งแสงสีและอาหารเผ็ด

    ประสบการณ์พิเศษที่แตกต่างจากสถานที่อื่นๆ คือ ทิวทัศน์เมืองภูเขายามค่ำคืน อาหารหม่าล่า รสจัดตอนกลางคืน การล่องเรือชมแสงสีบนแม่น้ำแยงซี

    6. เซินเจิ้น (深圳) – เมืองแห่งนวัตกรรม

    มีจุดแข็งด้านศิลปะและวัฒนธรรมยามค่ำคืน Seaworld – ความบันเทิงแบบตะวันตก

    ซึ่งจากการส่งเสริม Midnight Economy ในหลายเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ผลลัพธ์ที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม ได้แก่ ยอดขายปลีกเพิ่มขึ้นในช่วงกลางคืน การจ้างงานในภาคบริการเพิ่มขึ้น การท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสชีวิตกลางคืน การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้บริการจนดึก ซึ่งเมืองเหล่านี้ล้วนพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ปรับระบบการขนส่ง และส่งเสริมกิจกรรมทางวัฒนธรรมเพื่อสนับสนุน Midnight Economy อย่างเต็มที่

    จากข้อมูลข้างต้น จะพบว่า Midnight Economy เป็น “เครื่องยนต์ตัวใหม่” ที่สำคัญมาก กล่าวคือ

    1. สร้างมูลค่าเศรษฐกิจโดยตรงมหาศาล จากการศึกษาบางแห่งพบว่า เศรษฐกิจเที่ยงคืนในเมืองใหญ่ของจีนมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 15-20 ของมูลค่าการบริโภคทั้งหมดในบางพื้นที่ การเพิ่มเวลาบริโภค จากเดิมคนมีเวลาใช้จ่ายแค่ตอนกลางวัน เศรษฐกิจเที่ยงคืนขยายเวลาบริโภคออกไปอีก 6-8 ชั่วโมง สร้างรายได้ให้ธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และกระตุ้นการจ้างงานในภาคบริการช่วงกลางคืน เช่น พนักงานร้านอาหาร พ่อค้าในตลาดนัด คนขับรถส่งของ นักแสดง เป็นต้น

    2. สร้างวงจรเศรษฐกิจ (Economic Ecosystem)

    คนออกมาเที่ยวกลางคืน → ใช้บริการร้านอาหาร/เครื่องดื่ม → ใช้บริการรถสาธารณะหรือแท็กซี่ → อาจไปช็อปปิ้งต่อ → สร้างรายได้ให้หลายอุตสาหกรรมในคราวเดียว

    3. ส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของเมือง

    เมืองที่มีชีวิตชีวากลางคืนจะเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พักนานขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น (เช่น ฉางซาในจีนกรุงเทพฯ ในไทย โตเกียวในญี่ปุ่น เป็นต้น)

    4. เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองสมัยใหม่

    คนรุ่นใหม่ที่ทำงานจนดึกหรือมีไลฟ์สไตล์กลางคืนมากขึ้น คือกลุ่มลูกค้าหลัก และยังช่วยแก้ปัญหา “หลังจากเลิกงานไม่มีอะไรทำ” ได้ในระดับหนึ่ง

    ตัวอย่าง Midnight Economy นครฉงชิ่ง

    ฉงชิ่ง เป็นหนึ่งในเมืองต้นแบบของ “Midnight Economy” ในจีนที่มีเอกลักษณ์มาก เนื่องจากเป็นเมืองภูเขาและสภาพอากาศที่ร้อนชื้น ชีวิตกลางคืนจึงคึกคักเป็นพิเศษ

    1. ฮอตพอตกลางคืน ถือว่าเป็นหัวใจแห่งเศรษฐกิจเที่ยงคืน

    ความโดดเด่น : ฉงชิ่ง “เมืองหลวงแห่งฮอตพอตของโลก” และฮอตพอตคือกิจกรรมหลักของเศรษฐกิจเที่ยงคืน ร้านฮอตพอตหลายพันร้านทั่วเมืองเปิดจนดึกดื่น บรรยากาศคึกคักด้วยผู้คนนั่งล้อมวงกินฮอตพอต เสียงหัวเราะและกลิ่นหอมของซุปเผ็ดกระจายทั่วเมือง

    ตัวอย่างสถานที่ยอดนิยม:

    หงหยาโต่ว : อาคารสถาปัตยกรรมโบราณริมน้ำ เปรียบเสมือน “เมืองในนิทาน” ของฉงชิ่ง ทั้งกลางวันและกลางคืนสวยงามตระการตา โดยตอนกลางคืนจะมีไฟสว่างไสว และมีร้านฮอตพอตมากมาย

    จี๋ฟางเจีย : ย่านเมืองเก่า แม้จะปิดร้านค้าบางส่วนในเวลากลางคืน แต่ร้านอาหารและร้านชานม ร้านฮอตพอตยังคงเปิดบริการจนดึก

    2. วิวเมืองยามค่ำคืนและกิจกรรมริมน้ำ

    ความโดดเด่น : ฉงชิ่งมีแม่น้ำแยงซีและเจี่ยวหลิงไหลผ่าน ทำให้วิวเมืองริมน้ำสวยงามในเวลาค่ำคืน

    กิจกรรมยอดนิยม : ล่องเรือชมเมืองตอนกลางคืน การล่องเรือชมแสงสีของตึกสูงในย่านเจี้ยเปยโถว และชมความสว่างไสวของหงหยาโต่วจากแม่น้ำ เป็นประสบการณ์ที่ห้ามพลาด ตลอดจนชมวิวจากจุดชมวิวอย่าง Nanshan Mountain หรือริมแม่น้ำด้านหน้าย่านเจี้ยเปยโถว เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ที่มาเดินเล่นและถ่ายรูปยามค่ำคืน

    3. ตลาดนัดกลางคืน (Night Markets)

    ความโดดเด่น : นอกเหนือจากฮอตพอตแล้ว ฉงชิ่งยังมีตลาดนัดกลางคืนที่ขายของกินพื้นเมืองมากมาย

    ของกินต้องลอง : หม่าหมี่ (เส้นพันซอส) เส้นเล็กฉงชิ่ง เนื้อย่าง เข่งหวาน 

    ตลาดนัด : กระจายอยู่ตามชุมชนต่างๆ เช่น ย่านการค้าถนนคนเดินกวนหยินเฉียว 

    4. สถานบันเทิงและวัฒนธรรมกลางคืน

    ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าหลายแห่งในฉงชิ่งปรับเวลาปิดเป็น 22:00 น. หรือเวลาเที่ยงคืนเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์กลางคืน ในขณะเดียวกันผับและบาร์ย่านอย่างจิ่วเจีย ได้ชื่อว่าเป็น “ย่านบันเทิงยามค่ำคืน” ของฉงชิ่ง เต็มไปด้วยผับ บาร์ คาราโอเกะ และร้านอาหารเปิด 24 ชั่วโมง คึกคักจนถึงเช้า

    กล่าวโดยสรุป ฉงชิ่งกับ Midnight Economy สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก แค่ฮอตพอตเพียงอย่างเดียวก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศได้จำนวนมหาศาล สร้างรายได้ให้กับธุรกิจต่อเนื่องหลายระดับ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ร้านค้า ไปจนถึงพนักงาน สร้างแบรนด์และอัตลักษณ์ให้เมือง ภาพลักษณ์ “เมืองที่ไม่หลับใหล” และ “เมืองแห่งฮอตพอต” ทำให้ฉงชิ่งแตกต่างและดึงดูดผู้คนอย่างต่อเนื่องกระตุ้นการจ้างงาน โดยเฉพาะในภาคบริการช่วงกลางคืนจำนวนมาก ทั้งนี้ การที่ “Midnight Economy” ของฉงชิ่งประสบความสำเร็จเพราะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นแบบเทียม แต่เกิดจาก “วัฒนธรรมการกินและการใช้ชีวิตกลางคืน” ที่มีอยู่แล้วในตัวเมือง และรัฐบาลเพียงส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ระบบขนส่ง ไฟส่องสว่าง ความปลอดภัย) ให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่

    อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านของการพัฒนาและส่งเสริมเศษฐกิจยามค่ำคืน ยังคงมีความความท้าทายและข้อควรระวัง ทั้งด้านกฎหมายและระเบียบไม่ว่าจะเป็นกฎหมายควบคุมสถานบริการ กฎหมายควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กฎหมายว่าด้วยเสียงรบกวน การจัดการมลพิษทางเสียงต้องจัดการไม่ให้รบกวนชุมชนโดยรอบ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งสาธารณะที่ต้องขยายเวลาบริการเพื่ออำนวยความสะดวก การจัดการขยะ การเก็บขยะเพิ่มเติม และที่สำคัญที่สุด คือความปลอดภัยของประชาชน จะต้องมีแสงสว่างและตำรวจดูแลเพียงพอ และกล้อง CCTV ที่มีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง

    ข้อเสนอแนะ/ข้อคิดเห็น สคต. ณ นครเฉิงตู

           โอกาสและศักยภาพของไทย จุดแข็งของประเทศไทย คือ การมีพื้นฐานวัฒนธรรมการกินในช่วงกลางคืนอยู่แล้ว รวมถึงสภาพอากาศร้อนยามค่ำคืนเหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมออกมารับประทานอาหารและช้อปปิ้งตอนกลางคืน โดยมีอาหารริมทาง (Street Food) ที่เป็นจุดเด่น

            แนวทางการประยุกต์ใช้สำหรับไทย รูปแบบที่เหมาะสม อาทิ Midnight Food & Culture ตลาดนัดวัฒนธรรมและอาหาร การแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทยยามค่ำคืน Night Shopping Districts ขยายเวลาห้างสรรพสินค้าในบางพื้นที่ ตลาดนัดศิลปะและของที่ระลึก Night Tourism ทัวร์วัดยามค่ำคืน (จัดแสงสีอย่างเหมาะสม) ทัวร์อาหารรัตนโกสินทร์ โดยอาจเริ่มต้นจากพื้นที่นำร่อง เขตเมืองสร้างสรรค์ ในย่านเจริญกรุง   เขตท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เช่น สนามหลวง เกาะรัตนโกสินทร์ เป็นต้น

     โดยภาครัฐสามารถส่งเสริมและสนับสนุนในด้านการลดภาษี สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ สนับสนุนค่าสาธารณูปโภคในช่วงทดลอง ปรับปรุงระบบขนส่ง ทั้ง BTS และ MRT ให้บริการถึงเที่ยงคืน ทั้งนี้ อาจจะต้องมีมาตรการควบคุมในเขตพื้นที่ควบคุม กำหนดขอบเขตชัดเจน มาตรฐานความปลอดภัยต้องเข้มงวด การมีส่วนร่วมของชุมชน รับฟังความเห็นประชาชน

     ตัวอย่างโครงการที่อาจเริ่มได้ทันที อาทิ “กรุงเทพฯ ยามค่ำคืน” พัฒนาย่านเก่าแก่ให้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน

    จัดเทศกาลวัฒนธรรมรายเดือน “เชียงใหม่ Mid-Night Market” ตลาดนัดศิลปะและหัตถกรรม การแสดงพื้นเมือง “Food Street by Night” กำหนดถนนสายอาหารเฉพาะกิจ เป็นต้น

    ประเทศไทยมีศักยภาพสูง การนำแนวคิดเศรษฐกิจยามค่ำคืน (Midnight Economy) มาปรับให้เข้ากับบริบทไทย โดยเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากพื้นที่นำร่อง ฟังเสียงประชาชน ให้ชุมชนมีส่วนร่วม ประกอบกับการรักษาอัตลักษณ์ไทยผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้าไป ซึ่งหากมีการวางแผนดำเนินงานอย่างมียุทธศาสตร์ที่เหมาะสมและชัดเจน Midnight Economy อาจเป็นเครื่องยนต์อีกตัวที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตสูงขึ้นก็เป็นได้ 

    ————————————————–

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

    ตุลาคม 2568

    แหล่งข้อมูล :

    People’s Daily : รายงานพิเศษเกี่ยวกับโมเดลเศรษฐกิจเที่ยงคืนของฉงชิ่ง

    Xinhua NEWS Agency : การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการบริโภคกลางคืน

    CCTV : รายการสารคดีเกี่ยวกับชีวิตกลางคืนในเมืองต่างๆ ของจีน รวมถึงฉงชิ่ง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yi0uoul26tvq5ddaftimtxvv&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39wAqjTBHRxQQOE9ZeJfgY

  • เศรษฐกิจฟุบยาวถึงปีหน้า ไตรมาส4เสนาฯ ชูบ้านติดตั้งแบตเตอรี่ ร่วมโซลาร์เซลล์ เป็นจุดขาย

    เศรษฐกิจฟุบยาวถึงปีหน้า ไตรมาส4เสนาฯ ชูบ้านติดตั้งแบตเตอรี่ ร่วมโซลาร์เซลล์ เป็นจุดขาย

    ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน กำลังซื้อภายในประเทศเปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง สถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ  ขณะความหวังกลุ่มกำลังซื้อสูงจากต่างประเทศลดลง โดยมีตัวแปรมาจากนักท่องเที่ยวหายไปจากตลาด  โดยเฉพาะใน ไตรมาสที่ 4  ซึ่งมีสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน อัตราดอกเบี้ยที่สูง เมื่อเทียบกับการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ที่ตํ่ากว่า 1%  อย่างไรก็ตาม มีความหวังว่า ภาคการท่องเที่ยว จะกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลัก ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในไตรมาสนี้ และมีแรงส่งไปถึงปีหน้า แต่ประเมินว่ามีข้อจำกัด ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาลว่ามีมาตรการกระตุ้นจูงใจได้มากน้อยแค่ไหน 

    มองเศรษฐกิจไตรมาส4

     ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์  กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)  หรือ “ดร.ยุ้ย” ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์และการรับมือว่า ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ยังเผชิญกับสภาวะที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน โดยภาพรวมทางเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายังไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันอย่างยิ่งคือ ต้นทุนทางการเงิน

    เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะมีการปรับตัวลดลงมาบ้างแล้ว แต่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) ของไทยยังคงอยู่ที่ประมาณ 6-7% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP ที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียงประมาณ 1% หรือสูงกว่าจีดีพี 6 เท่า

    ดร.ยุ้ย -ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์

    ดังนั้น หากพิจารณาในเชิงเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและประชาชน (6-7%) จึงสูงกว่ารายได้ที่จะเติบโตขึ้น (ไม่ถึง 1%) ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่ใหญ่หลวง เนื่องจากเศรษฐกิจอยู่ในจุดที่ไม่มีข่าวดีมากนัก

    อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังคงมีความหวังว่าการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นไตรมาสสำคัญ (ไตรมาส 4) จะสามารถกลับมาเป็น “ตัวพระเอก” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกครั้ง โดยขณะนี้ตัวเลขการท่องเที่ยวในปีนี้ยังไม่ปรากฏสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน จึงต้องร่วมเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

    ข้อจำกัดของรัฐบาลและการปรับตัวของเอกชน

      ในมุมมองต่อภาคเอกชนนั้น ผู้ประกอบการไทยมีความสามารถในการปรับตัวและมักจะอยู่รอดจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโควิด-19 หรือการปฏิวัติใด ๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาคเอกชนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เอง คือ กฎเกณฑ์และธรรมาภิบาล รวมถึงกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในแต่ละภาคส่วน จึงมีความคาดหวังว่าหลังจากการเลือกตั้งครั้งถัดไปใน 4 เดือนข้างหน้า ประเด็นเกี่ยวกับคือ กฎเกณฑ์และธรรมาภิบาล และกฎหมายหลักที่ส่งเสริมการทำงานของภาคเอกชนจะถูกนำมามีบทบาทในการเลือกตั้งมากขึ้น

    สำหรับรัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งมีวาระค่อนข้างสั้น คาดว่าจะเน้นภารกิจและมาตรการที่มีผลในระยะสั้นเป็นหลัก เนื่องจากงานในระยะยาวที่จำเป็นต้องมีการออกกฎหมายเป็นพื้นฐานอาจทำได้ยาก และผลที่เกิดขึ้นจริงอาจไปปรากฏผลในรัฐบาลหน้า

    สิ่งที่สำคัญสำหรับนโยบายระยะสั้นคือการเน้น ผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงาน ที่ดีจริงๆ เพราะหลายครั้งนโยบายที่ดีอาจไม่สามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากความบกพร่องในการนำไปปฏิบัติ หรือการไม่สามารถนำสิ่งที่คิดไว้ลงไปถึงภาคประชาชนได้อย่างแท้จริง รัฐบาลชุดนี้จึงควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเงินทุนและนโยบายที่ออกมาสามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

    นวัตกรรมความยั่งยืนและการเข้าถึงที่อยู่อาศัย

    สำหรับทางออก บมจ.เสนา มีการดำเนินธุรกิจโดยยึดโยงกับหลักการ SDG (Sustainable Development Goals) และใช้ความยั่งยืนเป็นความสามารถในการแข่งขันหลักประเด็นความยั่งยืนที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

    โดยในไตรมาส 4 นี้ บริษัทจึงเตรียมเปิดตัวบ้านที่ติดตั้งระบบ แบตเตอรี่ ร่วมกับระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อแก้ปัญหาการใช้พลังงานที่ไม่เต็มประสิทธิภาพในเวลากลางวัน การติดตั้งแบตเตอรี่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้พลังงานโซลาร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะเริ่มดำเนินการและเปิดขายในไตรมาสนี้

    นอกจากนี้ เพื่อตอบโจทย์สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและแก้ไขปัญหาการเข้าถึงที่อยู่อาศัย เสนาฯ ได้นำกลไกทางการตลาดมาช่วยลูกค้าผ่านโครงการ การเช่าพร้อมออมบ้าน ลูกค้าสามารถเข้าอยู่บ้านได้ทันที และผ่อนผ่านโครงการกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้ ปัจจุบันโครงการนี้ได้รับผลตอบรับที่ดี โดยมีจำนวนยูนิตประมาณ 800-1,000 ยูนิต และมีลูกค้าที่สามารถออกจากโปรแกรมและไปซื้อบ้านได้จริงแล้วประมาณ 10%

    แนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีหน้า

    ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยหากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังไม่มีการแก้ไขปัญหา หนี้ครัวเรือน อย่างเป็นรูปธรรมในระดับใหญ่  ภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้าก็น่าจะยังคงคล้ายเดิมกับการแข่งขันในปัจจุบัน

    ปัจจัยหนึ่งที่อาจดีขึ้นได้คือ อุปทาน  ที่จะทยอยออกมาสู่ตลาดน้อยลง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงได้ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงจริงจัง เช่น การที่รัฐบาลสามารถดำเนินการตามที่ประกาศไว้ในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนโดยการจัดตั้ง บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ขึ้นมาเป็นรูปธรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างยิ่งใหญ่ต่อตลาดได้

    หน้า 20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,141 วันที่ 19 -22 ตุลาคม พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/641632&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oQdj0KOvu76IZfxTVjjWU

  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวบรวมข้อมูลเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย จัดพิมพ์และเผยแพร่ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ และยกระดับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ

    กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวบรวมข้อมูลเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย จัดพิมพ์และเผยแพร่ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ และยกระดับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ

    กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวบรวมข้อมูลเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย จัดพิมพ์และเผยแพร่ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ และยกระดับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ

    กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เก็บรวบรวมข้อมูลเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย โดยจัดพิมพ์เป็นหนังสือและเผยแพร่ผ่านโซเชียลแพลตฟอร์ม เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ และยกระดับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ

    ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า เครื่องยาสมุนไพรเป็นส่วนของพืชที่ใช้เป็นยาและมักถูกตัดเป็นชิ้นแล้วทำให้แห้ง ซึ่งยากต่อการระบุชนิดของพืชที่ใช้เป็นเครื่องยา จึงมักเกิดปัญหาในการใช้ เช่น การปลอมปน การใช้ผิดชนิด การนำมาใช้ทดแทนจนเข้าใจผิดว่าเป็นชนิดเดียวกัน เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันการใช้สมุนไพรได้รับความนิยมมากขึ้นและมักพบการปลอมปนของสมุนไพรที่จำหน่ายในท้องตลาด สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงให้ความสำคัญกับชนิดของเครื่องยาสมุนไพรเป็นอันดับแรก โดยทำการศึกษาเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรแต่ละชนิดอย่างละเอียดด้วยการตรวจดูลักษณะภายนอก การศึกษาเนื้อเยื่อที่ตัดให้บางและในสภาพเป็นผงยาด้วยกล้องจุลทรรศน์และนำไปใช้ในการตรวจสอบ เพื่อควบคุมคุณภาพของเครื่องยาสมุนไพร เช่น ตรวจยืนยันชนิดเครื่องยา ตรวจการปลอมปนของเครื่องยาสมุนไพร เป็นต้น โดยรวบรวมข้อมูลพร้อมจัดพิมพ์เป็นหนังสือ “เอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ซึ่งมีการจัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่ไปแล้ว จำนวน 3 เล่ม โดยเล่มแรกจะมีข้อมูลด้านเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของสมุนไพร 14 ชนิด และเล่ม 2 จำนวน 20 ชนิด ปัจจุบันได้จัดทำเป็นเล่มที่ 3 ประกอบด้วยข้อมูลด้านเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของสมุนไพร 12 ชนิด

    ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าวต่ออีกว่า สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ศึกษาจากตัวอย่างเครื่องยาสมุนไพรอ้างอิงที่ได้จากพืชที่ตรวจระบุชนิดถูกต้องแล้วตามหลักอนุกรมวิธานพืช ทั้งนี้ ยังศึกษาตัวอย่างจากแหล่งต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งการศึกษาเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทมีความสำคัญมาก โดยใช้ในการจัดทำข้อกำหนดมาตรฐานทางเภสัชเวทในตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia) เพื่อใช้เป็นตำรายาอ้างอิงทางกฎหมายในการควบคุมคุณภาพยาสมุนไพร ตำรานี้ประกอบด้วยข้อกำหนดมาตรฐานทั้งด้านเภสัชเวทและพฤกษศาสตร์ รวมถึงข้อมูลทางเคมี-ฟิสิกส์ที่สำคัญ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับความปลอดภัย ขนาดการใช้ยาเบื้องต้น และวิธีการเก็บรักษายาสมุนไพร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการขึ้นทะเบียนตำรับยา และควบคุมคุณภาพของยาสมุนไพร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการพึ่งพาตนเอง และสนับสนุนธุรกิจการส่งออกสมุนไพร ขณะนี้ได้จัดทำตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย ฉบับเพิ่มเติมปี พ.ศ. 2567 มีสมุนไพรขึ้นทะเบียนแล้ว 151 ชนิด และกำลังพัฒนาและรวบรวมเพื่อจัดทำให้เป็นปัจจุบัน

    “กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้รวบรวมตัวอย่างเครื่องยาสมุนไพรอ้างอิงและจัดแสดงไว้ที่ศูนย์เครื่องยาสมุนไพร รวมถึงได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทย และเผยแพร่ผ่านโซเชียลแพลตฟอร์ม เพื่อให้ง่ายและสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและงานวิจัย มีการประยุกต์ใช้ AI เพื่อสนับสนุนบุคลากรในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูล โดยหนังสือเอกลักษณ์ทางเภสัชเวทของเครื่องยาสมุนไพรไทยได้เผยแพร่ให้สถานศึกษาและหน่วยงานวิจัย ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้วิจัยด้านสมุนไพร ผู้ประกอบการด้านสมุนไพร และประชาชนผู้สนใจ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ทั้งนี้ ศูนย์เครื่องยาสมุนไพร ยังเปิดให้นักเรียน นักศึกษา หรือผู้สนใจ เข้าชมฟรี โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทร. 0 2951 0000 ต่อ 99386 หรือโหลดหนังสือได้ที่ https://mpri.dmsc.moph.go.th/page-view/445  ” ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/964607&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LzXti4Xa2KT04FyIcRdX_