Category: เศรษฐกิจ

  • ‘อภิสิทธิ์’ ขอบคุณลูกพรรคไว้วางใจ ‘ปชป.’ ตั้ง 8 รองหัวหน้าฯ ตามภารกิจ | เดลินิวส์

    ‘อภิสิทธิ์’ ขอบคุณลูกพรรคไว้วางใจ ‘ปชป.’ ตั้ง 8 รองหัวหน้าฯ ตามภารกิจ | เดลินิวส์

    ‘อภิสิทธิ์’ ขอบคุณลูกพรรคไว้วางใจให้นั่งหัวหน้า ปชป. ผนึกคนรุ่นใหม่-คนเก่า เร่งขับเคลื่อนพรรคช่วงเวลาจำกัด ที่ประชุมไฟเขียวตั้ง ‘ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์’ นั่งเลขาธิการพรรค และ 8 รองหัวหน้าพรรค ตามภารกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5216180/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_BfJjfffE-29VCeWnPpI1

  • ศรีสะเกษคึกคัก กระทรวงพาณิชย์เปิดงาน ธงเขียวราคาประหยัด และมหกรรมธงฟ้าเยียวยาเศรษฐกิจชายแดน

    ศรีสะเกษคึกคัก กระทรวงพาณิชย์เปิดงาน ธงเขียวราคาประหยัด และมหกรรมธงฟ้าเยียวยาเศรษฐกิจชายแดน

    ภูมิภาค

    ศรีสะเกษคึกคัก กระทรวงพาณิชย์เปิดงาน ธงเขียวราคาประหยัด และมหกรรมธงฟ้าเยียวยาเศรษฐกิจชายแดน

    วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.32 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 18 ตุลาคม 2568 เวลา 11.00 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดงาน “ธงเขียวราคาประหยัด ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว” ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. จังหวัดศรีสะเกษ จำกัด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ให้เข้าถึงปัจจัยการผลิตในราคายุติธรรม ลดต้นทุน และรักษาเสถียรภาพการผลิตทางการเกษตร

    ต่อมาเวลา 14.00 น. นางศุภจี เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมธงฟ้าเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน จังหวัดศรีสะเกษ” โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ มาลดราคาสูงสุดถึง 60% พร้อมสินค้าชุมชนและสินค้าชายแดนจาก 6 จังหวัดร่วมจำหน่าย เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการ โดยมี พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมในพิธีเปิดงานครั้งนี้

    นางศุภจี กล่าวว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล คือการดูแลความเป็นอยู่ของเกษตรกรและประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกร โดยโครงการธงเขียวเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน นำปุ๋ยและเคมีเกษตรราคาพิเศษมาจำหน่าย เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนการผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน เราจึงนำโครงการธงเขียวและธงฟ้ามาเชื่อมโยงกัน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ โดยจะมีคาราวานธงฟ้าเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ห่างไกล พร้อมร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยในการช่วยค่าขนส่งสินค้า เพื่อเปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นให้กว้างขึ้น

    นางศุภจี กล่าวต่อไปว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือของ กรมการค้าภายใน และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมการค้าปุ๋ย สมาคมอารักขาพืชไทย และห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เพื่อส่งเสริมสินค้าคุณภาพดี ราคายุติธรรม และนวัตกรรมเกษตรทันสมัย อีกทั้งตนยังมอบนโยบายให้กรมการค้าภายในเร่งดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยดำเนินโครงการธงเขียว–ธงฟ้าใน 7 จังหวัดชายแดน เพื่อช่วยลดต้นทุนและค่าครองชีพให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ ไปจนถึงผู้บริโภค

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้านโยบาย Quick Big Win ผลักดันสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร โดยมีการจัดแสดงสินค้า GI ของจังหวัดศรีสะเกษภายในงาน ซึ่งมีทั้งหมด 7 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวงหอมแดงศรีสะเกษ กระเทียมศรีสะเกษ ครุน้อยบ้านสะอาง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 4,500 ล้านบาท และเตรียมผลักดันสินค้าใหม่อย่าง “ไก่ย่างไม้มะดัน” เข้าขึ้นทะเบียนเพิ่มเติม

    “โครงการธงเขียวและธงฟ้าจะไม่ใช่กิจกรรมครั้งเดียวแล้วจบ แต่จะเป็นความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างกระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน และเกษตรกร เพื่อให้พี่น้องชาวศรีสะเกษมีต้นทุนที่ดี ผลผลิตคุณภาพ และช่องทางจำหน่ายที่ยั่งยืน”  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/450971&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kQYDxTbzaWmRpbWvdAQtv

  • “อภิสิทธิ์” ย้ำภารกิจฟื้นอุดมการณ์ “ซื่อสัตย์สุจริต”  อัดประชานิยมแบกหนี้ชาติ เปรียบ สส.ย้ายพรรคเหมือนกองหน้าค่าตัวแพงแต่ยิงไม่ได้

    “อภิสิทธิ์” ย้ำภารกิจฟื้นอุดมการณ์ “ซื่อสัตย์สุจริต”  อัดประชานิยมแบกหนี้ชาติ เปรียบ สส.ย้ายพรรคเหมือนกองหน้าค่าตัวแพงแต่ยิงไม่ได้


    “อภิสิทธิ์” ประกาศภารกิจใหม่ ฟื้นพรรคเก่าแก่สู่ยุคใหม่ วิจารณ์ “คนละครึ่งพลัส” สร้างหนี้ระยะยาว ย้ำต้องเลิกหลงประชานิยม–ซื้อเสียง พร้อมอ้างคำคม “เทย์เลอร์ สวิฟต์”  ย้ำ ปชป.เหมือนแก้วแตกที่ยิ่งคม

    ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหลังการประชุมใหญ่วิสามัญเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารชุดใหม่ ว่าขอขอบคุณสมาชิกทั่วประเทศที่ไว้วางใจให้กลับมานำพรรคอีกครั้ง ย้ำประชาธิปัตย์ยังเป็นพรรคเดียวที่เปิดให้สมาชิกเลือกหัวหน้าพรรคโดยตรง สะท้อน “ประชาธิปไตยในพรรคการเมือง” อย่างแท้จริง

    นายอภิสิทธิ์กล่าวขอบคุณนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรค ที่ทุ่มเททำงานเพื่อพรรคมาโดยตลอด พร้อมย้ำคำขวัญ “สัจจะเป็นสิ่งไม่ตาย” ว่าเวลาจะพิสูจน์ความจริงเสมอ “ผมอาจไม่มีกำไรจากการกลับมาครั้งนี้ แต่อย่างน้อยต้องทำให้พรรคนี้อยู่คู่ประเทศไทยต่อไป”

    อดีตนายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยกำลังติดหล่มทั้งเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ “เราดีใจกันแค่เศรษฐกิจโต 2% ซึ่งไม่พอจะยกระดับชีวิตคนไทยได้เลย” พร้อมวิจารณ์โครงการประชานิยมอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ว่าช่วยระยะสั้นแต่ทิ้งภาระหนี้ระยะยาวให้รัฐบาล

    เขายังชี้ว่า การผูกขาดทางเศรษฐกิจและอำนาจการเมืองกำลังแนบแน่นขึ้นจนประเทศขาดความยืดหยุ่น “การเมืองควรเป็นพลังขับเคลื่อน ไม่ใช่ตัวฉุดรั้งประเทศ” พร้อมประกาศนำคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจยุคใหม่ เช่น การดี เลียวไพโรจน์ และวีระพงษ์ ประภา เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและเกษตรอัจฉริยะ

    นายอภิสิทธิ์ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ตกอยู่ในวังวนการเมืองแบ่งขั้ว “ไม่โหน ไม่กล่าวหาฝ่ายใดล้มสถาบัน เพราะสถาบันคือศูนย์รวมจิตใจของคนไทย ต้องอยู่เหนือการเมือง” พร้อมเตือนอย่าใช้กองทัพเป็นเครื่องมือทางการเมือง

    “เราต้องผลักดันเรื่องความสุจริตกลับมา เพราะถ้าการเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม ซื้อเสียง ซื้อ ส.ส. จะนำไปสู่การคอร์รัปชันที่กัดกร่อนสังคมทั้งระบบ” เขากล่าว

    สำหรับปรากฏการณ์ ส.ส. ย้ายพรรค นายอภิสิทธิ์เปรียบเทียบว่า “เหมือนกองหน้าค่าตัวแพง ย้ายทีมแล้วกลับยิงไม่ได้สักประตู” พร้อมย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสร้างคนรุ่นใหม่ที่ยึดมั่นอุดมการณ์ ไม่ใช่แลกผลประโยชน์

    เจ้าตัวเผยด้วยอารมณ์ขันถึงงานอดิเรกว่า “ผมฟังเพลงเทย์เลอร์ สวิฟต์ เธอเคยพูดว่า ‘แก้วแตกจะคมกว่าเดิม’ ดังนั้นใครจะมาทุบประชาธิปัตย์ ก็เหมือนทุบแก้วแตก ผมจะเอาความคมนั้นไปตัดวงจรอุบาทว์ของการซื้อเสียง”

    นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังเล่าถึงการทดลองใช้ AI ออกแบบสัญลักษณ์ “ความซื่อสัตย์” แต่สุดท้ายยก “พระแม่ธรณี” เป็นตัวแทนความจริงและความอุดมสมบูรณ์ พร้อมชวนประชาชนทั่วประเทศ “มาร่วมสร้างการเมืองที่ซื่อสัตย์และยั่งยืน”

    “ผมอาจขาวแล้ว แต่ยังมีไฟ และพร้อมส่งต่อพรรคนี้ให้คนรุ่นใหม่ เราไม่ได้หวังเพียงอยู่รอด แต่จะทำให้ประเทศไทยก้าวหน้า เพื่อให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นายอภิสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/36622&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WKpgizhpfdm-eYVUaEXmA

  • เคทีซีโชว์กำไรแกร่ง เดินหน้าดิจิทัลทรานส์ฟอร์มยกระดับบริการ คุมเข้มคุณภาพสินทรัพย์

    เคทีซีโชว์กำไรแกร่ง เดินหน้าดิจิทัลทรานส์ฟอร์มยกระดับบริการ คุมเข้มคุณภาพสินทรัพย์

    กลุ่มบริษัทเคทีซีเผยกำไรสุทธิงวด 9 เดือน 5,707 ล้านบาท พอร์ตสินเชื่อรวม 106,913 ล้านบาท สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยกำไรสุทธิจากการดำเนินงานหลักเติบโตอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและควบคุมต้นทุน ภายใต้กลยุทธ์การขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมเร่งพัฒนาแพลตฟอร์มและระบบบริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของสมาชิก เพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ ควบคู่การบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความมั่นคงของพอร์ตสินเชื่อในระยะยาว และสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนในทุกมิติ

    นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวลง และอาจส่งผลต่อเนื่องถึงปี 2569 จากปัจจัยสำคัญของผลกระทบภาคการส่งออกจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ซึ่งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจนี้ส่งผลให้อุตสาหกรรมสินเชื่อหดตัวลง และผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย”

    “ภายใต้ความท้าทายและปัจจัยกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในประเทศ เคทีซียังคงสร้างผลการดำเนินงานได้ดี จากการบริหารคุณภาพสินทรัพย์และการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมทั้งเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลักในช่วง 8 เดือนของปี 2568 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2567 ลูกหนี้บัตรเครดิตมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 14.5% จาก 14.2% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 13.4% จาก 12.8% และลูกหนี้สินเชื่อบุคคลมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 4.2% จาก 4.0%”

    “กลุ่มบริษัทเคทีซียังรักษาฐานรายได้รวมไว้อย่างมั่นคง จากช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 6,906 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 0.2%) จากรายได้ดอกเบี้ยตามการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น และการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าใช้จ่ายรวม 4,343 ล้านบาท (ลดลง 4.0%) จากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง ซึ่งเป็นผลจากการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี และค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลงจากการบริหารเงินกู้ยืมที่สอดคล้องกับการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ ส่งผลให้กลุ่มบริษัทเคทีซีสามารถทำกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2568 เท่ากับ 1,951 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1.7%) และงวด 9 เดือน เท่ากับ 5,707 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 2.8%) และยังคงรักษาระดับเงินสำรองที่แข็งแกร่งและเพียงพอ ซึ่งสะท้อนได้จาก NPL ratio ของกลุ่มบริษัท ไม่เกินกว่าอัตราที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังให้ความสำคัญกับการติดตามสภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง”

    “สำหรับความคืบหน้าในการประกอบธุรกิจนายหน้าประกันภัย (ประกันวินาศภัยและประกันชีวิต) ของเคทีซี ตามที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 ขณะนี้บริษัทได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยและนายหน้าประกันชีวิตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) รวมถึงได้แจ้งต่อธนาคารแห่งประเทศไทยผ่านธนาคารกรุงไทย เกี่ยวกับการเพิ่มเติมการประกอบธุรกิจของบริษัทเรียบร้อยแล้ว และปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมงานในส่วนต่างๆ รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรบริษัทประกันวินาศภัยและบริษัทประกันชีวิต เพื่อให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลายผ่านช่องทางต่างๆ ของเคทีซีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกให้ตรงจุด ยกระดับการให้คำแนะนำและการจัดการข้อมูลลูกค้าอย่างปลอดภัย โดยจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยและสิทธิประโยชน์แก่สมาชิกบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลของเคทีซีเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ตลอดจนเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัย เคทีซีเริ่มดำเนินการประกอบธุรกิจนายหน้าประกันภัยในฐานะธุรกิจใหม่ โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปและรอบคอบ ควบคู่ไปกับการขยายพอร์ตสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและเป็นธรรม ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์และการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”

    ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 เคทีซีมีฐานสมาชิกรวม 3,608,017 บัญชี เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับรวม 106,913 ล้านบาท (ขยายตัว 0.7%) อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL) ลดลงอยู่ที่ 1.85% จำนวนสมาชิกบัตรเครดิต 2,903,481 บัตร (เพิ่มขึ้น 5.3%) เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้บัตรเครดิตและดอกเบี้ยค้างรับรวม 69,451 ล้านบาท (ขยายตัว 0.5%) NPL บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.15% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร 9 เดือนของปี 2568 มูลค่า 219,572 ล้านบาท (ขยายตัว 3.8%) สมาชิกสินเชื่อบุคคลเคทีซี 704,536 บัญชี (เพิ่มขึ้น 2.5%) เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สินเชื่อบุคคลและดอกเบี้ยค้างรับรวม 35,836 ล้านบาท (ขยายตัว 3.0%) NPL สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.40% และมียอดสินเชื่อใหม่ของ “เคทีซี พี่เบิ้ม  รถแลกเงิน” จำนวน 1,650 ล้านบาท ในส่วนของลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อในบริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด (KTBL) มีมูลค่า 1,627 ล้านบาท (ลดลง 28.8%) ซึ่งเคทีซีได้หยุดปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 และปัจจุบันมุ่งเน้นการติดตามหนี้และบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่

    ในส่วนของแหล่งเงินทุน กลุ่มบริษัทมีเงินกู้ยืมรวมทั้งสิ้น 55,655 ล้านบาท (รวมหนี้สินตามสัญญาเช่า) แบ่งเป็นเงินกู้ยืมระยะยาว 70% และเงินกู้ยืมระยะสั้น 30% (รวมส่วนของเงินกู้ยืมและหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปี) อัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอยู่ที่ 1.51 เท่า ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 1.78 เท่า  ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับภาระผูกพัน (Debt Covenants) ที่กำหนดไว้ 10 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางการเงินที่สูงในการขยายธุรกิจ รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต และมีวงเงินสินเชื่อคงเหลือที่ยังไม่เบิกใช้ แบ่งเป็นวงเงินกู้ยืมระยะสั้น 25,990 ล้านบาท ในขณะที่มีภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระในไตรมาส 4 ปี 2568 ทั้งสิ้น 4,000 ล้านบาท ด้วยสภาพคล่องที่สูงกว่าภาระหนี้ที่ใกล้ครบกำหนด แสดงถึงสถานะสภาพคล่องที่แข็งแกร่งและความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ในระยะสั้นที่อยู่ในระดับต่ำมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1543352&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NoDGcu2nfrrD7EAnKrqkJ

  • SCB EIC ชี้กำลังซื้อที่อยู่อาศัยฟื้นช้า แนะรอจังหวะซื้ออีก 3 ปีอสังหายังแข่งเดือด-ดบ.ขาลง : อินโฟเควสท์

    SCB EIC ชี้กำลังซื้อที่อยู่อาศัยฟื้นช้า แนะรอจังหวะซื้ออีก 3 ปีอสังหายังแข่งเดือด-ดบ.ขาลง : อินโฟเควสท์

    ผลสำรวจ SCB EIC Real estate survey 2025 สะท้อนสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในระยะต่อไปที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า จากผลกระทบของปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งส่งผลให้ปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคา และทำเลที่มีความสะดวก ยังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสูง รวมถึงทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยมือสอง และตลาดการเช่าที่อยู่อาศัย ยังเป็นทางเลือกที่มีแนวโน้มได้รับความสนใจสูงอย่างต่อเนื่อง โดยสรุปออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญดังนี้

    1. กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัย ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า

    กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยปี 2025-2026 ในภาพรวมยังคงอ่อนแอ และมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากผลกระทบของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ความเข้มงวดในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน และราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง-ล่างค่อนข้างมาก และเริ่มส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-บนมากขึ้น รวมถึงเหตุผลด้านการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว โดยผลสำรวจ พบว่า สัดส่วนผู้ที่ไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายในช่วง 5 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวม ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องจากผลสำรวจในช่วง 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 50%

    สำหรับผู้ที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ยังคงมีสัดส่วนอยู่ในระดับต่ำที่ 27% ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวม เนื่องจากส่วนหนึ่งตัดสินใจชะลอการตัดสินใจซื้อออกไป เพื่อรอให้แรงกดดันทางเศรษฐกิจคลี่คลาย หรือมีความพร้อมทางการเงินมากขึ้น นอกจากนั้น แรงกดดันทางเศรษฐกิจยังส่งผลให้ผู้มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มลดงบประมาณในการซื้อลงอีกด้วย โดยสัดส่วนผู้ที่ระบุว่าจะลดงบประมาณการซื้อที่อยู่อาศัยลงจากที่ตั้งไว้เดิมอยู่ที่ 75% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัย

    กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังคงอ่อนแอดังกล่าว ส่งผลให้ SCB EIC คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ในตลาดที่อยู่อาศัยปี 2025 และ 2026 ยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องที่ระดับราว -10% ถึง -15%YOY ในปี 2025 และ -1% ถึง -5%YOY ในปี 2026 ตามลำดับ และอาจยังไม่สามารถกลับมาสู่ระดับ Pre-COVID ได้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

    2. ที่อยู่อาศัยมือสองยังคงได้รับความสนใจสูงจากกลุ่มผู้ซื้อ

    ที่อยู่อาศัยมือสองยังคงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความสนใจสูง จากปัจจัยด้านราคาที่ต่ำกว่ามือหนึ่งเป็นสำคัญ โดยผลสำรวจ พบว่า สัดส่วนผู้สนใจซื้อที่อยู่อาศัยมือสองในปี 2025 อยู่ที่ราว 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 63% โดยราคาที่อยู่อาศัยมือสองยังมีแนวโน้มทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยมือหนึ่งยังคงเร่งตัวขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความแตกต่างของระดับราคามือหนึ่งและมือสองยังมีสูง ส่งผลให้ผู้ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยสามารถเข้าถึง และเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยมือสองง่ายกว่ามือหนึ่ง

    โดยเฉพาะในกลุ่มทาวน์เฮาส์ และคอนโด ที่ผลสำรวจ พบว่า มีสัดส่วนผู้สนใจซื้อทาวน์เฮาส์ และคอนโดมือสองสูงกว่าที่อยู่อาศัยมือสองประเภทอื่น โดยคิดเป็นสัดส่วน 83% และ 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อทาวน์เฮาส์ และคอนโดในช่วง 5 ปีข้างหน้า ตามลำดับ รวมถึงยังเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อนหน้า เนื่องจากส่วนใหญ่ยังสามารถหาซื้อในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ในทำเลที่มีความสะดวกในการเดินทางได้ ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างส่วนใหญ่ยังสามารถเข้าถึงได้มากกว่าราคามือหนึ่งในพื้นที่เดียวกัน อย่างไรก็ตาม SCB EIC คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองในปี 2025-2026 จะมีแนวโน้มหดตัวตามสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวม แต่เป็นอัตราการหดตัวที่ต่ำกว่ากลุ่มที่อยู่อาศัยมือหนึ่ง

    3. การเช่าและการเช่าซื้อ คือทางเลือกสำคัญสำหรับกลุ่มที่งบประมาณไม่พอที่จะซื้อ

    ความต้องการเช่ายังคงอยู่ในระดับสูง และการเช่าซื้อมีแนวโน้มได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มที่งบประมาณไม่พอที่จะซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ทำให้ยังไม่สามารถเปลี่ยนจากการเช่ามาเป็นการซื้อได้ โดยผลสำรวจ พบว่า 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เช่าที่อยู่อาศัยหรือมีความต้องการเช่าอยู่อาศัย ให้เหตุผลในการเช่าว่า งบประมาณไม่พอสำหรับการซื้อ รวมถึงยังมีกลุ่มที่ต้องการที่อยู่อาศัยหลังที่สอง เพื่อความสะดวกในการเดินทาง แต่ยังไม่ต้องการซื้อขาด เนื่องจากไม่ต้องการภาระหนี้ระยะยาวเพิ่มเติม วางแผนจะเช่าอยู่เพียงในระยะกลาง หรือต้องการจ่ายค่าเช่ารายเดือนต่ำกว่าค่างวดผ่อนชำระ เป็นต้น

    ขณะที่การนำเสนอรูปแบบการเช่าซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโด ที่มีความต้องการเช่าและความต้องการซื้อสูง จากความสามารถในการตอบโจทย์ด้านทำเล มีแนวโน้มดึงดูดกลุ่มผู้ที่มีความต้องการเช่า โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำได้ดี โดยผลสำรวจ พบว่า ราว 2 ใน 3 ของผู้ที่เช่าอาศัยอยู่หรือมีความต้องการเช่าอาศัย สนใจที่จะเปลี่ยนจากการเช่าคอนโด มาซื้อคอนโดในรูปแบบการเช่าซื้อแทนในช่วง 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากยังสามารถจ่ายค่าเช่าในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่จ่ายอยู่เดิม แต่เพิ่มโอกาสการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เช่าที่อยู่อาศัย หรือมีความต้องการเช่า เนื่องจากได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ยังคาดหวังว่าจะสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ในระยะข้างหน้า แต่คาดว่าต้องใช้เวลาอีกนาน อย่างต่ำมากกว่า 5 ปี กว่าสถานการณ์ทางการเงินจะเริ่มคลี่คลายมากพอจนสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้

    4. ความคุ้มค่าของราคายังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมากที่สุด

    ปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคายังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด ขณะที่ปัจจัยด้านทำเลยังคงมีความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงส่งผลต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อ ทำให้ 39% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคา หรือราคาที่เข้าถึงได้มากที่สุด ซึ่งครอบคลุมถึงที่อยู่อาศัยที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่ามีมูลค่าสูงกว่าที่จ่าย หรือสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกด้วย

    เช่นเดียวกับปัจจัยด้านทำเลที่ยังคงได้รับความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความสะดวกต่อการเดินทาง ที่สามารถช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และด้านการอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจัยด้านทำเลมีแนวโน้มส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้นในระยะต่อไป สะท้อนจากสัดส่วนผู้ที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านทำเลเป็นอันดับแรกยังคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 28% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากการสำรวจในช่วง 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 26%

    มอง 3 ปีข้างหน้าเป็นจังหวะเข้าซื้อ

    ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ที่สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า SCB EIC มองว่ายังเป็นจังหวะที่ดีในการตัดสินใจซื้อ สำหรับกลุ่มที่มีความสามารถในการผ่อนชำระเพียงพอ โดยต้องพิจารณาปัจจัยอื่นอย่างรอบคอบด้วย เช่น ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะที่กลุ่มที่ยังไม่มีแผนจะซื้อ เนื่องจากข้อจำกัดทางการเงิน ควรพิจารณาทางเลือกในการเช่า หรือเช่าซื้อไปก่อน เพื่อรักษาสภาพคล่อง

    1. กลุ่มที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 3 ปี ที่มีความพร้อมทางการเงินหรือมีความสามารถในการผ่อนชำระ ยังเป็นจังหวะที่ดีในการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีแนวโน้มแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ท่ามกลางสถานการณ์กำลังซื้อในตลาดที่มีอยู่จำกัด ประกอบกับทิศทางดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในช่วงขาลง และโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยสถาบันการเงินของรัฐที่มีการออกมาอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจพิจารณาที่อยู่อาศัยมือสองในด้านความคุ้มค่าของราคาหรือทำเล ควบคู่กับมือหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระในระยะต่อไป งบประมาณการปรับปรุงซ่อมแซมเพิ่มเติมในกรณีซื้อที่อยู่อาศัยมือสอง รวมถึงระดับของผลตอบแทนจากการลงทุนและโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวในระยะต่อไป ในกรณีที่ซื้อเพื่อการลงทุน เป็นต้น

    2. กลุ่มที่ยังไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 3 ปี จากข้อจำกัดทางการเงิน ควรพิจารณาทางเลือกในการเช่าที่มักมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการซื้อและการเช่าซื้อไปก่อน เพื่อเลี่ยงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและรักษาสภาพคล่อง หรือพิจารณาการเช่าซื้อเป็นทางเลือกเพิ่มเติม หากมีความสามารถทางการเงินมากขึ้นและมีความต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผู้เช่าซื้อต้องพิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขการเป็นเจ้าของอย่างระมัดระวัง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/538457&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mA629r8YUSaVNC_aKAirn

  • “ยศสิงห์” ชัดเจน ลั่น คิดนอกกรอบได้ แต่ต้องไม่ “นอกกฎหมาย”

    “ยศสิงห์” ชัดเจน ลั่น คิดนอกกรอบได้ แต่ต้องไม่ “นอกกฎหมาย”

    จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การนำนิคมอุตสาหกรรมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน” พร้อมประกาศ “ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมพึ่งพาได้” ภายใต้แนวทาง “ปิดเร็ว – เปิดเร็ว – พึ่งพาได้” มุ่งยกระดับการบริหารภาครัฐให้คล่องตัว โปร่งใส และสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างมีประสิทธิภาพ

    “การบริหารภาคอุตสาหกรรมของผมคือต้องคิดนอกกรอบแต่ไม่ใช่นอกกฎหมาย ต้องพร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ทำงานให้รวดเร็วกับภาคเอกชน และสร้างสมดุลระหว่างกฎหมายกับการเติบโตของธุรกิจ” 
    จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าว

    รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ยังกล่าวถึงวิสัยทัศน์การทำงานในกรอบการทำงาน120วัน โดยเน้นการ ‘ทำจริง ลงพื้นที่จริง’ เพื่อผลักดันนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกล่าวย้ำว่า “ประเทศไทยพร้อมในทุกมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ภูมิประเทศ และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะต่อการลงทุน เราจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยด้วยพลังของข้าราชการที่ซื่อสัตย์และทำงานเพื่อประชาชนภายใต้ผู้บังคับบัญชาที่พร้อมจะเป็นโล่ป้องกันให้ทุกฝ่ายภายใต้กรอบกฎหมาย”

    จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าวถึง ‘สามขาแห่งความสำเร็จของภาคอุตสาหกรรม’ ซึ่งประกอบไปด้วย ข้าราชการ ผู้ประกอบการ และชุมชนที่ต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนประเทศว่า “ไม่มีข้าราชการคนไหนอยากเป็นคู่กรณีกับผู้ประกอบการ หากผู้ประกอบการทำถูกต้อง ข้าราชการพร้อมเป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเดินหน้าอย่างมั่นคงไปได้พร้อมกับชุมชน” 

    พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการฯได้มอบโล่และประกาศเกียรติคุณให้แก่นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและสถานประกอบการดีเด่น 8 ราย พร้อมฝากข้อคิดทิ้งท้ายกับผู้รับรางวัลว่า “รางวัลไม่ควรเป็นแค่ของตั้งโชว์ แต่ควรเป็นแรงบันดาลใจในการต่อยอดให้ผู้ประกอบการรักษาสิ่งแวดล้อมและอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน”

    จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าวปิดท้ายว่า นโยบาย “ปิดเร็ว – เปิดเร็ว – พึ่งพาได้จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ ผ่านการสร้างงาน สร้างโอกาส และแสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างมั่นคงแบบเป็นรูปธรรมและมีผลงานได้ภายใน 120 วันอย่างแน่นอน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/860308&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ht4UBVAf2XfG7vDqdTSEB

  • คนละครึ่งพลัส ใครไม่ได้บ้าง เช็กเงื่อนไขล่าสุด ก่อนวันเปิดลงทะเบียน 20 ต.ค. 2568

    คนละครึ่งพลัส ใครไม่ได้บ้าง เช็กเงื่อนไขล่าสุด ก่อนวันเปิดลงทะเบียน 20 ต.ค. 2568

    อัปเดตโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เงื่อนไขล่าสุด ใครไม่ได้บ้าง เช็กชัดๆ ก่อนวันเปิดลงทะเบียนรับสิทธิ 20 ตุลาคม 2568

    “คนละครึ่งพลัส” 2568 เป็นโครงการตามนโยบายของรัฐบาล โดยภาครัฐจะร่วมจ่ายค่าสินค้าและบริการบางประเภทให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อลดรายจ่ายให้ประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และสร้างรายได้แก่ร้านค้ารายย่อย นำไปสู่การกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส

    1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย

    2. มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

    3. มีบัตรประจำตัวประชาชน

    4. ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568

    5. ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ (1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5

    ใครบ้างอดรับสิทธิคนละครึ่งพลัส

    • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ : ประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะไม่สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้
    • ผู้ที่ถูกระงับสิทธิ์ / ถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐบาล : ประชาชนผู้ที่ถูกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐบาล ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5
    • ผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน : กลุ่มคนไม่มีสมาร์ทโฟน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้รับสิทธิ์เติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคนละ 1,700 บาท รวมกับเงินที่รับอยู่แล้ว 300 บาท ทำให้กลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้เงิน 2,000 บาท จะไม่ได้สิทธิ์คนละครึ่งพลัส

    ไทม์ไลน์ลงทะเบียน-ใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” สำหรับประชาชน

    • 20 ตุลาคม 2568

    เปิดลงทะเบียนประชาชน เข้าร่วมโครงการวันแรกผ่านแอปฯ เป๋าตัง ระหว่างเวลา 06.00 – 22.00 น. ของทุกวัน

    • 26 ตุลาคม 2568

    สิ้นสุดลงทะเบียนประชาชน เข้าร่วมโครงการผ่านแอปฯ เป๋าตัง ระหว่างเวลา 06.00 – 22.00 น. ของทุกวัน

    • 29 ตุลาคม 2568

    เริ่มใช้สิทธิวันแรกโครงการคนละครึ่งพลัส เวลา 06.00 – 23.00 น. ของทุกวัน

    • 7 พฤศจิกายน 2568

    ประชาชนเริ่มใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส ฟู้ดเดลิเวอรี่วันแรก เวลา 06.00 – 21.00 น. ของทุกวัน

    • 11 พฤศจิกายน 2568

    กรุณาใช้สิทธิครั้งแรกภายในเวลา 23.00 น. เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิตามเงื่อนไขโครงการ

    • 31 ธันวาคม 2568

    สิ้นสุดโครงการเวลา 23.00 น.

    วิธีลงทะเบียนและใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส

    เริ่มลงทะเบียนสำหรับประชาชน ผ่านแอปฯ เป๋าตัง วันที่ 20 – 26 ตุลาคม 2568 เวลา 06:00 – 22:00 น.

    “ผู้ที่ไม่เคยรับสิทธิ” โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 (ปี 2565)

    1. อัปเดตแอปฯ “เป๋าตัง” เป็นเวอร์ชันล่าสุด และเปิดใช้งาน G Wallet

    2. เข้าแอปฯ “เป๋าตัง” และกดที่แบนเนอร์ “โครงการคนละครึ่งพลัส”

    3. ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข และยืนยันลงทะเบียน

    4. แจ้งผลการลงทะเบียนผ่านการแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง และ SMS (ภายใน 3 วัน)

    5. เติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มใช้สิทธิ

    6. เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06:00 – 23:00 น.

    7. ตรวจประวัติการใช้สิทธิคงเหลือบนแอปฯ เป๋าตัง

    “ผู้ที่เคยรับสิทธิ” โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 (ปี 2565)

    1. อัปเดตแอปฯ เป๋าตัง เป็นเวอร์ชันล่าสุด และเปิดใช้งาน G Wallet

    2. เข้าแอปฯ เป๋าตัง และกดที่แบนเนอร์ “โครงการคนละครึ่งพลัส”

    3. ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข และยืนยันลงทะเบียน

    4. แจ้งผลการลงทะเบียนผ่าน การแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง

    5. เติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มใช้สิทธิ

    6. เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06:00 – 23:00 น.

    7. ตรวจประวัติการใช้สิทธิคงเหลือบนแอปฯ เป๋าตัง

    ภายหลังจากลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสแล้ว ประชาชนที่เคยใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 เมื่อลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง จะมีแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง ทันที ส่วนประชาชนที่ไม่เคยใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 ลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง จะได้รับ SMS และแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง ภายใน 3 วัน

    ล่าสุดความคืบหน้าของการลงทะเบียนผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส (โครงการฯ) จากข้อมูลสะสม ณ วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2568 เวลา 12.00 น. มีร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ดังนี้

    1. ร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 123,960 ราย

    • ร้านค้ารายเดิม 72,185 ราย
    • ร้านค้ารายใหม่ 51,775 ราย

    2. ร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัคร 98,064 ราย

    • รอให้ร้านค้าเข้ามากดยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการฯ 91,917 ราย
    • รอดำเนินการตรวจสอบ 6,147 ราย

    อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจและมีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขที่โครงการฯ กำหนด สามารถทยอยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโครงการฯ จะเปิดให้เริ่มสแกนรับเงินจากประชาชนได้จริงในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 และร้านค้ายังสามารถลงทะเบียนได้จนกว่ากระทรวงการคลังจะปิดรับสมัครร้านค้าในวันที่ 19 ธันวาคม 2568.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2889698&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AfPzx1Bc15SWfBAVanUfA

  • ศุภจี นำ พาณิชย์ ลง จ.อุบลฯ “Upskill – Reskill SMEs” ที่ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา ก้าวสู่ตลาดออนไลน์ พลิกไอเดียสู่ยอดขายยุคดิจิทัล – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ศุภจี นำ พาณิชย์ ลง จ.อุบลฯ “Upskill – Reskill SMEs” ที่ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา ก้าวสู่ตลาดออนไลน์ พลิกไอเดียสู่ยอดขายยุคดิจิทัล – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110092&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw311KpLukZr_v6ggQDZGe9S

  • รมว.พาณิชย์ ขับเคลื่อน นโยบาย “Quick Big Win”  ฟื้นเศรษฐกิจผู้ประกอบการชายแดนไทย-กัมพูชา

    รมว.พาณิชย์ ขับเคลื่อน นโยบาย “Quick Big Win” ฟื้นเศรษฐกิจผู้ประกอบการชายแดนไทย-กัมพูชา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/104522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_NpfjfitIAeGiXr9KFoto

  • ลูกค้าใจหาย สุกี้เจ้าดัง พระราม 2 ไปต่อไม่ไหว ประกาศปิดกิจการสิ้นเดือน ต.ค.นี้

    ลูกค้าใจหาย สุกี้เจ้าดัง พระราม 2 ไปต่อไม่ไหว ประกาศปิดกิจการสิ้นเดือน ต.ค.นี้

    สุกี้จินหลง พระราม 2 ประกาศปิดกิจการสิ้นเดือนนี้ เหตุเศรษฐกิจซบ แต่โปรบุฟเฟต์ยังใช้ได้อยู่

    ร้าน สุกี้จินหลง หม่าล่าสายพาน สาขาพระราม 2 ท่าข้ามซอย 8 ประกาศข่าวเศร้าแก่แฟนคลับบนเฟซบุ๊ก ระบุว่าจำเป็นต้อง ปิดกิจการสิ้นเดือนตุลาคมนี้ หลังประสบปัญหาจากสภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงขึ้นในพื้นที่

    ร้านสุกี้เจ้าดังไปต่อไม่ไหว ปิดตัวหลังเปิดมา 2 ปี

    เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 ทางร้านโพสต์ข้อความขอบคุณลูกค้าทุกคนที่ให้การสนับสนุนมาตลอดกว่า 2 ปี พร้อมระบุว่า “ด้วยสภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ทางร้านขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่จำเป็นต้องปิดกิจการภายในสิ้นเดือนนี้”

    แม้จะปิดกิจการในไม่ช้า แต่ลูกค้ายังสามารถใช้สิทธิ์โปรโมชั่นบุฟเฟต์สุดคุ้มได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็น บุฟเฟต์ 259 บาท รวมซุป 2 แบบแบบไม่อั้น ไม่จำกัดเวลา หรือ หม่าล่าทั่งขีดละ 29 บาท (4 ขีด 100 บาท) รวมถึงแต้มสะสมที่สามารถนำมาใช้ได้จนถึงวันสุดท้ายก่อนปิดร้าน

    ลูกค้าเสียดาย ร้านดีของเยอะ แต่คนบางตา

    หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ ชาวเน็ตและลูกค้าประจำต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก หลายคนบ่นเสียดายเพราะร้านมีชื่อเสียงเรื่องคุณภาพวัตถุดิบ ความคุ้มค่า และการบริการที่ดีเยี่ยม แต่ช่วงหลังลูกค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ร้านไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ต่อไป

    หลายคนยังฝากข้อความให้กำลังใจทีมงาน พร้อมชื่นชมว่า “เป็นร้านที่บริการดี อาหารอร่อยและของเยอะมาก เสียดายที่ต้องปิดตัวลง” ขณะที่บางส่วนหวังว่าในอนาคตจะได้เห็นร้านกลับมาเปิดอีกครั้งในทำเลใหม่

    สุกี้จินหลง พระราม 2 จะปิดให้บริการอย่างเป็นทางการภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ แต่ลูกค้ายังสามารถใช้โปรโมชั่นและสิทธิ์สะสมได้ตามปกติ ถือเป็นการปิดฉากร้านสุกี้หม่าล่าชื่อดังอีกหนึ่งแห่งที่ฝากรอยยิ้มและความอร่อยให้ลูกค้ามาตลอด 2 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9851662/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mnlJHzV9C6Or02y8ZDSwc