Category: เศรษฐกิจ

  • ส.อ.ท.จ่อถก ธปท. 3 วาระร้อน ‘ค่าเงินบาท-การค้าโลก-หนี้ SMEs’

    ส.อ.ท.จ่อถก ธปท. 3 วาระร้อน ‘ค่าเงินบาท-การค้าโลก-หนี้ SMEs’

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นี้ ส.อ.ท. จะประชุมหารือร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงรุกและกำหนดทิศทางการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

    ทั้งนี้ วาระสำคัญที่ต้องจับตา โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 ประเด็นหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย 

    “การประชุมครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการผนึกกำลังระหว่างภาคเอกชนและหน่วยงานกำกับดูแลการเงินระดับประเทศ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเป็นภัยคุกคามต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ

    นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า จะนำเสนอนโยบายการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมภายใต้กลยุทธ์ 4GO ซึ่งประกอบด้วย GO Digital & AI, GO Innovation, GO Global, และ GO Green โดยเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่มาตรฐานสากลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641776&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07twW8nvC0V-O610waRD36

  • ผ่าแผนบริหารหนี้สาธารณะ รัฐบาลอนุทิน ปี 69 ก่อหนี้ใหม่ 1.2 ล้านล้าน

    ผ่าแผนบริหารหนี้สาธารณะ รัฐบาลอนุทิน ปี 69 ก่อหนี้ใหม่ 1.2 ล้านล้าน

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ประกอบด้วย แผนการก่อหนี้ใหม่ วงเงินรวม 1,207,306.75 ล้านบาท โดยเป็นแผนการบริหารหนี้เดิม วงเงินรวม 1,876,915.14 ล้านบาท และแผนการชำระหนี้ วงเงินรวม 503,056.95 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ครม.ได้รับทราบแนวทางการจัดทำแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงประมาณ 2569 โดยอยู่บนหลักการว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังในการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องผ่าน การกู้เงินเพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และ การกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐ

    โดยคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ได้พิจารณาถึงนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาพคล่องของตลาดการเงินภายในประเทศเพื่อรองรับการกู้เงินตามแผนฯ ในปีงบประมาณ  2569 และได้พิจารณากำหนดกลยุทธ์ในการบริหารหนี้สาธารณะระยะปานกลาง (Medium-Tern Debt Management Strategy: MTDS) สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ.ศ. 2569 – 2573 

    เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการกู้เงินที่เพิ่มสูงขึ้นของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ และสภาวะตลาดการเงินที่มีความผันผวนสูง เพื่อกำกับการบริหารหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบต้นทุนและความเสี่ยงที่เหมาะสม ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 

    แผนการก่อหนี้ใหม่ ปีงบประมาณ 2569

    สำหรับแผนบริหารหนี้ ปีงบประมาณ 2569 ในส่วนของแผนการก่อหนี้ใหม่ 1,207,306.75 ล้านบาท ประกอบด้วย แผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล วงเงิน 1,116,482.53 ล้านบาท ประกอบด้วย รัฐบาลกู้มาใช้โดยตรง วงเงินรวม 951,423.53 ล้านบาท ได้แก่ เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ 2569 ของ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะฯ วงเงิน 8.6 แสนล้านบาท 

    รวมถึงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2568 ที่มีการขยายเวลาเงินออกไปภายหลังจากวันสิ้นปีงบประมาณสำหรับการเบิกจ่ายกันเหลือมปี (ตามมาตรา 21 ของ พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2568 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) วงเงิน 8 หมื่นล้านบาท เงินกู้เพื่อดำเนินโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (ตามมาตรา 22และ 23 ของ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะฯ) 

    โดยคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นควรบรรจุโครงการลงทุนของส่วนราชการในแผนฯ ประจำปีงบประมาณ 2569 จำนวน 2 หน่วยงาน วงเงินรวม 11,423.53 ล้านบาท ได้แก่ 
    เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ประจำปี 2569 (ตามาตรา 20) ของ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะวงเงิน 8.6 แสนล้านบาท 

    เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ประจำปี 2568 ที่มีการขยายเวลาเงินกู้ออกไปภายหลังจากวันสิ้นปีงบประมาณสำหรับการเบิกจ่ายกันเหลื่อมปี (ตามมาตรา 21 ของ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) 8 หมื่นล้านบาท 

    การกู้เงินเพื่อดำเนินการโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม (ตามมาตรา 22 และ 23 ของ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะฯ) เพื่อใช้ในกระทรวงสาธารณสุขวงเงิน 6,873.55 ล้านบาท และกรมทางหลวงชนบท วงเงิน 4,550 ล้านบาท

    วงเงินรัฐบาลกู้มาให้กู้ต่อ 2 หน่วยงาน

    ส่วนวงเงินที่รัฐบาลกู้มาให้กู้ต่อวงเงินรวม 51,641 ล้านบาท ประกอบด้วย 

    1.การกู้เงินเพื่อให้การรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กู้ต่อจำนวน 2 โครงการวงเงินรวม 15,289.83 ล้านบาท ได้แก่ 

    • โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) วงเงิน 1,789.8 ล้านบาท 
    • โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) วงเงิน 1.35 หมื่นล้านบาท

    2.การกู้เงินเพื่อให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กู้ต่อ จำนวน 7 โครงการ วงเงินรวม 36,351.17 ล้านบาท ได้แก่ 

    • โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ ประชาชนจีนในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร – หนองคาย (ระยะที่ 1ช่วงกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา) 8,900 ล้านบาท 
    • โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ 450 ล้านบาท 
    • โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงนครปฐม-ชุมพร 1,500 ล้านบาท 
    • โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ 1.3 หมื่นล้านบาท 
    • โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายบ้านไผ่ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด มุกดาหาร-นครพนม 1 หมื่นล้านบาท  
    • โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต 1,301.17 ล้านบาท 
    • โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่น-หนองคาย วงเงิน 1,200 ล้านบาท 

    แผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐวิสาหกิจ

    พร้อมกันนี้ยังมีเงินที่รัฐบาลกู้มาเพื่อบริหารสภาพคล่องเงินคงคลัง (ตาม มาตรา 20 (1/1) และ มาตรา 21/1 แห่ง พ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) วงเงิน 113,518 ล้านบาท

    นอกจากนั้นยังมีแผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐวิสาหกิจ (หนี้ในประเทศ) มีรัฐวิสาหกิจ 16 แห่ง วงเงินรวม 89,952.48 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดได้แก่ แผนเงินกู้เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนา มีรัฐวิสาหกิจ 11 แห่ง วงเงินรวม 39,806.04 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน วงเงิน 2,587.02 ล้านบาท และเงินกู้ ที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน วงเงิน 36,914.02 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดการกู้เงินได้แก่

    • รฟท. 880 ล้านบาท การเคหะแห่งชาติ (กคช.) 700 ล้านบาท  
    • การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) 6,600 ล้านบาท 
    • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 5,000 ล้านบาท 
    • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 1 หมื่นล้านบาท 
    • การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) 2,194.22 ล้านบาท 
    • การประปานครหลวง (กปน.) 6,300 ล้านบาท  
    • การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) 970 ล้านบาท 
    • บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด 
    • บริษัท ผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น จำกัด (DCAP) 1,427.80 ล้านบาท 
    • การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) 4,427 ล้านบาท 

    แผนเงินกู้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

    ขณะที่แผนเงินกู้เพื่อดำเนินโครงการ หรือเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ในการดำเนินกิจการทั่วไป มีรัฐวิสาหกิจ 11 แห่ง วงเงินรวม 50,146.84 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน วงเงิน 27,511.50  ล้านบาท และเงินกู้ที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน วงเงิน 22,635.34 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

    • กคช. 1,940 ล้านบาท  
    • กฟน.3,500 ล้านบาท 
    • กฟภ.1 หมื่นล้านบาท 
    • รฟท.18,000 ล้านบาท 
    • บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) 2,930 ล้านบาท 
    • บริษัท ผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น จำกัด (DCAP) 115.34 ล้านบาท 
    • บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) 500 ล้านบาท   
    • บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด (บอท.) 1,150 ล้านบาท 
    • สำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) 2,500 ล้านบาท 
    • องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 9,111.5 ล้านบาท 
    • องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.) 400 ล้านบาท 

    ส่วนแผนการก่อหนี้ใหม่ของหน่วยงานอื่นของรัฐ (หนี้ในประเทศ) มีหน่วยงาน 1แห่ง กู้เงินโดยเป็นเงินกู้ที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) วงเงิน 871.34 ล้านบาท 

    แผนเงินกู้ 5 ปี 7.1 แสนล้านบาท

    ครม. ได้รับทราบการจัดทำแผนความต้องการเงินกู้ระยะปานกลาง 5 ปี (ปีงบประมาณ 2569 – 2573) เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะในระยะปานกลาง โดยมีโครงการลงทุนรวม 141 โครงการ และวงเงินลงทุนรวม  710,603.95 ล้านบาท ประกอบด้วย 

    โครงการในสาขาคมนาคมขนส่งสาขาพลังงาน สาขาสาธารณูปการ และสาขาอื่นๆ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับแผนความต้องการเงินกู้ระยะปานกลาง 5 ปีเดิม ซึ่งมีโครงการลงทุนรวม 108 โครงการ และวงเงินลงทุนรวม 776,046.74 ล้านบาท พบว่ามีจำนวนโครงการที่ปรับเพิ่มขึ้น จำนวน 33 โครงการ และวงเงินลงทุนรวมที่ปรับลดลง จำนวน 65,442.79  ล้านบาท 

    อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ มีความเห็นให้หน่วยงานเร่งรัดการดำเนินการและการลงทุนของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ดำเนินการล่าช้า เพื่อเพิ่มการลงทุนของภาครัฐในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641739&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11isDHGlGO4GH91ERN4BPN

  • ประเทศไทยพร้อมหรือยัง กับเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ? (จบ)

    ประเทศไทยพร้อมหรือยัง กับเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ? (จบ)

    ประเทศไทยพร้อมหรือยัง กับเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ? (จบ)

    กลุ่ม Digital Services เติบโต 19.54% โดยเฉพาะในกลุ่ม e-Retail ที่เติบโตถึง 49.37% และ e-Logistics ที่เติบโต 46.29% ขณะที่ FinTech เติบโต 23.89% การเติบโตในกลุ่มนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้บริการออนไลน์มากขึ้น และความต้องการระบบชำระเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและสะดวก

    กลุ่ม Software and Software Services เติบโต 8.46% โดยบริการซอฟต์แวร์ (Software Services) เติบโตสูงกว่า Software On-Premise อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Cloud และ SaaS ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

    กลุ่ม Digital Content เติบโต 14.41% แม้จะมีสัดส่วนต่ำที่สุด แต่มีแนวโน้มขยายตัวจากการบริโภคเนื้อหาดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรูปแบบวิดีโอสั้น Podcast และคอนเทนต์แบบ Interactive ที่สามารถสร้าง Engagement ได้สูง

    แนวโน้มเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการตลาด

    เทคโนโลยีที่มีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและการบริโภคสื่อในปี 2567 ได้แก่ AI และ Machine Learning ที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภค Cloud Computing ที่ช่วยให้การจัดการข้อมูลมีประสิทธิภาพมากขึ้น Big Data & Analytics ที่เป็นหัวใจของการวางกลยุทธ์การตลาดแบบ Personalization และ IoT ที่เชื่อมโยงอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ากับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

    นอกจากนี้ Blockchain และ FinTech ยังมีบทบาทในการสร้างความโปร่งใสในการทำธุรกรรม ขณะที่ AR/VR และ Metaverse เปิดโอกาสใหม่ในการสร้างประสบการณ์แบรนด์ที่ล้ำสมัยและมีความแตกต่าง

    การเปลี่ยนแปลงด้านแรงงานและบุคลากร และ การผลิตบัณฑิตในสาขาที่เกี่ยวข้อง

    ในปี 2567 มีบริษัทในกลุ่ม Software and Services จำนวน 14,429 แห่ง กลุ่ม Hardware and Devices จำนวน 10,144 แห่ง กลุ่ม Digital Services จำนวน 752 แห่ง และกลุ่ม Digital Content จำนวน 277 แห่ง

    ประเทศไทยพร้อมหรือยัง กับเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ? (จบ)

    จำนวนบุคลากรในอุตสาหกรรมมีทั้งหมด 575,000 คน โดยกลุ่ม Hardware and Devices มีจำนวนมากที่สุดที่ 305,875 คน รองลงมาคือ Software and Services ที่ 175,254 คน Digital Services ที่ 86,177 คน และ Digital Content ที่ 7,688 คน

    อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการจ้างงานในบางกลุ่มเริ่มลดลงจากการใช้ AI และฟรีแลนซ์แทนพนักงานประจำ ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงานในยุคดิจิทัล นักการตลาดควรปรับทีมให้มีความยืดหยุ่น และเน้นการใช้เครื่องมืออัตโนมัติควบคู่กับการสร้างสรรค์

    ขณะที่อัตราการจบการศึกษาในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์อยู่ที่ 71.38% วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่ 86.28% ขณะที่สาขาดิจิทัลและข้อมูลมีอัตราการจบสูงถึง 200.73% และ 200.00% ตามลำดับ

    การผลิตบุคลากรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในสายดิจิทัลและข้อมูล ซึ่งเป็นสาขาที่มีความต้องการสูงในตลาดแรงงาน นักการตลาดควรให้ความสำคัญกับการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ตลาด และสร้างโอกาสในการฝึกงานหรือโครงการร่วมกับแบรนด์

    การคาดการณ์ภาพรวมมูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัล ปี 2568–2570

    มูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยในปี 2568 จะอยู่ที่ 2.69 ล้านล้านบาท ปี 2569 ที่ 2.89 ล้านล้านบาท และปี 2570 ที่ 3.11 ล้านล้านบาท ขณะที่จำนวนบุคลากรจะเพิ่มขึ้นจาก 592,333 คนในปี 2568 เป็น 633,890 คนในปี 2570

    ประเทศไทยพร้อมหรือยัง กับเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ? (จบ)

    กลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดคือ Digital Services โดยเฉลี่ย 10–14% ต่อปี โดยเฉพาะ e-Retail, FinTech และ Logistics ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักการตลาดควรจับตามองและวางแผนลงทุนอย่างจริงจัง

    บทสรุป:

    อุตสาหกรรมดิจิทัลไทยกำลังเติบโตอย่างมั่นคงและมีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นักการตลาด โฆษณา และประชาสัมพันธ์จึงควรใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการวางกลยุทธ์อย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเตรียมพร้อมสู่อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

    ขอบคุณข้อมูลจากdepa_Digital-Industry-2024_PressCon_Presentation_TH https://www.depa.or.th/th/article-view/press-conference-digital-industry-2024

    ผู้นำวิสัยทัศน์ หน้า 15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,140 วันที่ 16 – 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/leader/641684&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PCkM3FPdj_kpIk99oFVXG

  • ยอดส่งออกแร่หายากของจีนลดฮวบในเดือนก.ย. หลังจีนเพิ่มมาตรการควบคุม : อินโฟเควสท์

    ยอดส่งออกแร่หายากของจีนลดฮวบในเดือนก.ย. หลังจีนเพิ่มมาตรการควบคุม : อินโฟเควสท์

    ปริมาณการส่งออกแร่หายากของจีนในเดือนก.ย. ลดลงอย่างเห็นได้ชัด หลังรัฐบาลจีนคุมเข้มมาตรการควบคุมการส่งออกมากขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและเพิ่มความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ

    ข้อมูลจากศุลกากรจีนที่เผยแพร่ในวันนี้ (18 ต.ค.) ระบุว่า การส่งออกแร่หายากอยู่ที่ 6,538 ตันในเดือนก.ย. ลดลงจาก 7,338 ตันในเดือนส.ค. ซึ่งสวนทางกับแนวโน้มก่อนหน้าที่ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปีเมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา

    ในเดือนนี้ รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการควบคุมใหม่ ขยายขอบเขตไปถึงสินค้าที่ผลิตนอกประเทศแต่มีส่วนประกอบเพียงเล็กน้อยที่มาจากวัตถุดิบแร่หายากของจีน มาตรการดังกล่าวถูกฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ วิจารณ์ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงด้านอุปทานทั่วโลก ขณะที่เจ้าหน้าที่จีนยืนยันว่าเป็นการตอบโต้ต่อข้อจำกัดทางการค้าที่สหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    จีนซึ่งเป็นผู้ผลิตแร่หายากรายใหญ่ที่สุดของโลกเริ่มใช้มาตรการควบคุมการส่งออกแร่บางชนิดตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดส่งออกลดลงชั่วคราว ก่อนจะฟื้นตัวในช่วงหลายเดือนต่อมา หลังสองประเทศตกลงลดความตึงเครียดชั่วคราวในข้อพิพาททางการค้า

    อย่างไรก็ตาม มาตรการล่าสุดของจีนได้กระตุ้นให้หลายประเทศเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อตอบโต้ โดยสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ของการร่วมมือระหว่างชาติพันธมิตร เพื่อรับมือกับการควบคุมของจีน ระหว่างการประชุมผู้นำเศรษฐกิจโลกที่กรุงวอชิงตันในสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ตลาดการค้าทั่วโลกขณะนี้กำลังจับตาการพบปะระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นเร็ว ๆ นี้ โดยทั้งสองมีกำหนดหารือกันนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคที่จะจัดขึ้นที่เกาหลีใต้ระหว่างวันที่ 31 ต.ค. ถึง 1 พ.ย.นี้ การพบปะดังกล่าวถูกมองว่าอาจเป็นโอกาสสำคัญในการคลี่คลายความตึงเครียดและขยายข้อตกลงชะลอการเก็บภาษีระหว่างสองประเทศต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/538455&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ixTP2msPqiD1F93NTpKbj

  • ศรีสะเกษ เปิดงาน “ธงเขียว” เดินหน้า “Quick Big Win” หนุนเกษตรกรชายแดนลดต้นทุน ยกระดับสินค้า GI สร้างรายได้ชุมชน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ศรีสะเกษ เปิดงาน “ธงเขียว” เดินหน้า “Quick Big Win” หนุนเกษตรกรชายแดนลดต้นทุน ยกระดับสินค้า GI สร้างรายได้ชุมชน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k9n9lNZLPuH8Zx0QZ9evh

  • ‘จีน – สหรัฐ’ ตกลงได้แล้ว จะเจรจาการค้ารอบใหม่ ในสัปดาห์หน้า

    ‘จีน – สหรัฐ’ ตกลงได้แล้ว จะเจรจาการค้ารอบใหม่ ในสัปดาห์หน้า

    ต่างประเทศ

    ‘จีน – สหรัฐ’ ตกลงได้แล้ว จะเจรจาการค้ารอบใหม่ ในสัปดาห์หน้า

    18 ต.ค. 2025 เวลา 14:00 น.

    จีนและสหรัฐ ตกลงจะจัดการเจรจาการค้ารอบใหม่ในสัปดาห์หน้า ขณะที่สองประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก พยายามเลี่ยงการต่อสู้ทางภาษี แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ปักกิ่งประกาศมาตรการเพิ่มควบคุมอุตสาหกรรมแร่หายากที่สำคัญ ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าจากจีน 100% เพื่อเป็นการตอบโต้

    ทรัมป์ยังขู่ว่าจะยกเลิกการประชุมกับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งจะเกิดขึ้นที่เกาหลีใต้ในช่วงปลายเดือนนี้ ในระหว่างการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก)

    สื่อทางการจีนรายงานว่า รองนายกรัฐมนตรีเหอ หลี่เฟิง และรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ ได้มีการ “แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา เจาะลึก และสร้างสรรค์” ระหว่างการโทรศัพท์ทางโทรศัพท์เมื่อเช้าวันเสาร์ (18 ต.ค.) และทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดการเจรจาการค้ารอบใหม่ “โดยเร็วที่สุด” ซึ่งถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความพยายามล่าสุดในการแก้ไขข้อพิพาท

    เบสเซนต์ โพสต์ทางโซเชียลถึงการหารือครั้งนี้ว่า มีความ “ตรงไปตรงมาและมีรายละเอียด” และระบุว่า พวกเขาจะพบปะเจอหน้ากันในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือกันต่อ”

    ก่อนหน้านี้ เบสเซนต์เคยกล่าวหาจีนว่า พยายามก่อภัยอันตรายที่มีผลต่อส่วนอื่นๆ ของโลก ด้วยการสร้างข้อจำกัดเกี่ยวกับแร่หายากที่เข้มงวด ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสมาร์ทโฟนไปจนถึงขีปนาวุธนำวิถี

    เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ก็ได้เข้าร่วมการสนทนาครั้งนี้ด้วย ตามรายงานของสำนักข่าวซินหัวของจีน

    เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการสนทนา ฟ็อกซ์นิวส์ได้เผยแพร่บางช่วงบางตอนของบทสัมภาษณ์ทรัมป์ ซึ่งยืนยันว่า เขาจะพบกับสี จิ้นผิง ในการประชุมสุดยอดเอเปก

    อ้างอิง CNA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1203682&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IlHJjJetvz1Jpia0AHl0w

  • ผู้เขียน “พ่อรวยสอนลูก” ชี้ ระบบการเงินของสหรัฐฯ คือ “แชร์ลูกโซ่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”

    ผู้เขียน “พ่อรวยสอนลูก” ชี้ ระบบการเงินของสหรัฐฯ คือ “แชร์ลูกโซ่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”

    By

    ตุลาคม 18, 2025

    ผู้เขียน “พ่อรวยสอนลูก” ชี้ ระบบการเงินของสหรัฐฯ คือ “แชร์ลูกโซ่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”

    Robert Kiyosaki นักเขียนชื่อดังและผู้เขียนหนังสือขายดี Rich Dad Poor Dad กลับมาอีกครั้งพร้อมคำเตือนครั้งใหญ่ โดยเขากล่าวว่า “เงินของรัฐบาลเป็นเงินปลอม” และระบบการเงินในปัจจุบันกำลังพังลงอย่างช้า ๆ

    เขาทวีตว่า ภาวะเงินเฟ้อกำลังผลักให้คนจนและชนชั้นกลางต้องดิ้นรนหนักขึ้น ขณะที่คนรวยกลับร่ำรวยยิ่งกว่าเดิม เพราะถือครองสินทรัพย์จริง เช่น ทองคำ เงิน Bitcoin และ Ethereum

    THE RICH get RICHER: while I am personally happy gold, silver, Bitcoin, Ethereum are going up…. My concern is the price of life…. AKA…inflation….makes life harder on the poor and middle class.

    Please do your best to not be a victim of a broken and corrupt monetary system.…

    — Robert Kiyosaki (@theRealKiyosaki) October 17, 2025

    เงินเฟ้อกัดกิน “เงินปลอม”

    Kiyosaki ชี้ว่า ภาวะเงินเฟ้อไม่ใช่แค่ราคาสินค้าที่แพงขึ้น แต่เป็นการถ่ายโอนความมั่งคั่งจากคนไม่มีสินทรัพย์ไปสู่คนที่มีสินทรัพย์ ราคาที่สูงขึ้นทำให้มูลค่าเงินสดลดลง ขณะที่คนที่ถือครองอสังหาฯ หุ้น หรือสินทรัพย์ดิจิทัลกลับมั่งคั่งขึ้น

    เขากล่าวว่า FED เป็นต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำ ผ่านนโยบายพิมพ์เงินที่ “ทำให้ชีวิตคนธรรมดายากลำบากขึ้น” และแม้กระทั่งผลักให้เกิดวิกฤตไร้บ้านในสหรัฐฯ

    วิกฤตครั้งใหญ่กำลังใกล้เข้ามา

    Kiyosaki ย้ำคำเตือนเดิมว่า “วิกฤตตลาดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” กำลังใกล้เข้ามา และกลุ่มเบบี้บูมเมอร์อาจได้รับผลกระทบหนักจากเงินเฟ้อที่กัดกินเงินออมเพื่อการเกษียณ

    REMINDER: I predicted the biggest crash in world history was coming in my book Rich Dad’s Prophecy. That crash will happen this year.

    Baby Boom Retirements are going to be wiped out. Many boomers will be homeless or living in their kids basement. Sad.

    REMiNDER: I have…

    — Robert Kiyosaki (@theRealKiyosaki) October 11, 2025

    เขาเปรียบระบบการเงินของสหรัฐฯ ว่าเป็น “แชร์ลูกโซ่ขนาดยักษ์” ที่ต้องพิมพ์เงินต่อไปเพื่อไม่ให้ระบบล่ม

    Source: Robert Kiyosaki

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/10/18/why-does-rich-dad-poor-dad-author-believe-government-money-is-fake/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3e1HA0uupFfDU8XAdSjce0

  • ภาคเอกชน จี้ กมธ. ทบทวน ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ฉบับใหม่

    ภาคเอกชน จี้ กมธ. ทบทวน ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ฉบับใหม่

    ภาคเอกชน จี้ กมธ. ทบทวน ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ฉบับใหม่

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้ยื่นหนังสือถึงภาครัฐและนายจรัส คุ้มไข่น้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อแสดงข้อกังวลและข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว ณ อาคารรัฐสภา 

    ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 25 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ได้พิจารณาและมีมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. จำนวน 2 ฉบับ ที่เสนอโดยนายจรัส คุ้มไข่น้า และเสนอโดยนางสาววรรณวิภา ไม้สน พรรคประชาชน และให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ขึ้นมาพิจารณาในรายละเอียดเป็นรายมาตรา ก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง โดยมีกำหนดการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการภายใน 15 วันนั้น กกร. เห็นว่าควรมีการดำเนินการอย่างรอบคอบ สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและความพร้อมของประเทศ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
     

    กกร. ยืนยันว่าภาคเอกชนสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานตามหลักสากล ทั้งในด้านชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสม สิทธิการลา และการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อส่งเสริม Work-Life Balance อย่างไรก็ตาม การปรับลดชั่วโมงการทำงานจาก 48 ชั่วโมง เหลือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รวมถึงการเพิ่มวันหยุดและสิทธิการลาอื่น ๆ ตามร่างกฎหมายใหม่ อาจส่งผลให้ ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยการผลิตเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ซึ่งกำลังเผชิญต้นทุนที่สูงและสภาพคล่องจำกัด อาจนำไปสู่การปิดกิจการและการเลิกจ้างแรงงาน

    กกร. ระบุว่า การปรับลดชั่วโมงการทำงานยังอาจกระทบต่อรายได้รวมของแรงงาน และควรมีการประเมินผลกระทบเชิงปริมาณอย่างชัดเจน พร้อมจัดทำมาตรการรองรับที่เหมาะสม เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่พร้อมต่อการปรับเปลี่ยนดังกล่าว หลายอุตสาหกรรมยังพึ่งพาแรงงานคน ขณะที่การใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยียังมีข้อจำกัดด้านเงินลงทุนและทักษะแรงงาน

    นอกจากนี้ กกร. ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการจัดทำร่างกฎหมายควรเป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ซึ่งในกรณีนี้ยังขาดข้อมูลเชิงปริมาณที่เพียงพอและอาจส่งผลต่อกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรง
     

    จากข้อกังวลดังกล่าว กกร. จึงเสนอแนวทางเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองแรงงานและการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนี้

    1.    คงไว้ซึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งมีความเหมาะสม สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและมาตรฐานสากลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) แล้ว

    2.    กำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) 5–10 ปี เพื่อให้ภาคธุรกิจและแรงงานปรับตัว ลงทุนเทคโนโลยี และพัฒนาทักษะก่อนบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยลดแรงกระแทกต่อระบบเศรษฐกิจและรักษาความต่อเนื่องของการจ้างงาน

    3.    เชื่อมโยงการปรับกฎหมายกับนโยบายพัฒนาเทคโนโลยีและทักษะแรงงาน โดยรัฐควรสนับสนุนการใช้ระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และมาตรการ Reskill & Upskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน

    4.    เพิ่มความยืดหยุ่นของกฎหมาย ให้เหมาะสมกับลักษณะงานและอุตสาหกรรม ไม่ควรใช้มาตรการเดียวกับทุกประเภทธุรกิจ แต่ควรเปิดโอกาสให้นายจ้าง–ลูกจ้างตกลงร่วมกัน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจ 

    5.    จัดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีหรือกองทุนสนับสนุนสำหรับธุรกิจที่ยกระดับแรงงานและนำระบบ Automation มาใช้จริง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้ภาคเอกชนปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน 

    6.    เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนอย่างเป็นทางการ โดยเสนอให้มีผู้แทนจากทั้ง 3 สถาบันภาคเอกชนเข้าร่วมในคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อสะท้อนข้อมูลจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง

    กกร. เน้นย้ำให้พิจารณาทบทวนการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานควรดำเนินไปพร้อมกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อแรงงาน ภาคธุรกิจ และประเทศโดยรวม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378968222&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MgT3vLt4bBKBxTuLIyF0E

  • ดรีมทีม ‘มาร์ค’ คัมแบ็ก ‘ปชป.’ ผนึกกำลังยุคคลาสสิคสู้ลต.

    ดรีมทีม ‘มาร์ค’ คัมแบ็ก ‘ปชป.’ ผนึกกำลังยุคคลาสสิคสู้ลต.

    ภายหลังที่ประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการการลงมติให้  ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ลำดับที่ 10 ได้มีการเสนอชื่อ ‘เลขาธิการพรรค – รองหัวหน้าพรรค’ เพื่อดำเนินกิจการตาทภารกิจของพรรค ประกอบด้วย  

    ‘ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์’ เป็นเลขาธิการพรรค ‘กรณ์ จาติกวณิช’ เป็นรองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านนโยบายเศรษฐกิจ ‘การดี เลียวไพโรจน์ ‘ เป็นรองหัวหน้าพรรค ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ‘จุรี นุ่มแก้ว’ เป็นรองหัวหน้าพรรค ด้านการสื่อสารองค์กร ‘รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี’ รองหัวหน้าพรรคด้านสตรี เยาวชน และความยั่งยืน  

    ขณะที่ ‘วีระพงษ์ ประภา’ ถูกเสนอเป็นรองหัวหน้าพรรค ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ‘สาธิต วงษ์หนองเตย’ รองหัวหน้าพรรค ด้านยุทธศาสตร์การเมือง ‘อิสรา สุนทรวัฒน์’ รองหัวหน้าพรรค ด้านการต่างประเทศ และ ‘อัมพร พินะสา’ รองหัวหน้าพรรค ด้านการศึกษา  

    สำหรับตำแหน่ง ‘รองเลขาธิการพรรค’ มีจำนวน 6 คน ประกอบด้วย ‘กันตวรรณ ตันเถียร – ขยัน วิพรหมชัย – เจะอามิง โตะตาหยง – ประชา ยอดวานิช – ราเมศ รัตนะเชวง -ม.ล.อภิมงคล โสณกุล’ ส่วนตำแหน่ง ‘เหรัญญิก’ ได้ ‘เจิมมาศ จึงเลิศศิริ’ ตำแหน่ง ‘นายทะเบียนพรรค’ คือ ‘ผ่องศรี ธาราภูมิ’ และ ‘พงศกร ขวัญเมือง’ เป็นโฆษกพรรค 

    โดยภายหลังได้มีการนับคะแนน – ผลรับรองมติ ‘เห็นชอบ’ ให้ดำรงตำแหน่งตามที่ ‘หัวหน้าพรรคคนใหม่’ เสนอ  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/the-democrat-party-appoints-the-party-executive-committee&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KOnGqVg2QRiI1-YsSkj2b

  • จับครีมกันแดดปลอมยี่ห้อดัง พร้อมเปิด 4 จุดวิธีแยกของแท้ – ปลอม จะได้ไม่พลาด

    จับครีมกันแดดปลอมยี่ห้อดัง พร้อมเปิด 4 จุดวิธีแยกของแท้ – ปลอม จะได้ไม่พลาด

              จับครีมกันแดดปลอมยี่ห้อดัง พร้อมเปิด 4 จุดวิธีแยกของแท้กับปลอม ดูกันยังไง ยึดได้กว่า 2,500 ขวด วางขายตามท้องตลาด

    วิธีแยกครีมกันแดดปลอม
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ บก.ปอศ.

              วันที่ 18 ตุลาคม 2568 เฟซบุ๊ก กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ บก.ปอศ. รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกค้นโกดังใน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จับกุมผู้ต้องหาเปิดโกดังครีมกันแดด JABS ปลอมกว่า 2,500 ขวดที่เอาไว้ขายออนไลน์หลอกลวงผู้บริโภค

    วิธีแยกครีมกันแดดปลอม

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ บก.ปอศ.

              ทั้งนี้ จุดที่ทำให้ลูกค้าจับโป๊ะได้จนนำมาสู่การจับกุมคือ แพ็คเกจ ฟอนต์ สี และสัมผัสโลชั่น ไม่ตรงกับของแท้ จนนำมาสู่การจับกุม

              เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การสารภาพว่า สินค้านี้คือของตนจริง และมีไว้ขายจริง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาดำเนินคดีต่อไป

    วิธีแยกครีมกันแดดปลอม

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ บก.ปอศ.

    วิธีดูของแท้ ของปลอม

              ช่อง 3 นำเสนอถึงวิธีการดูของแท้กับปลอมเอาไว้ดังนี้

              – แพ็คเกจบรรจุภัณฑ์ ฟอนต์ตัวอักษรภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไม่เหมือนกัน ไม่คมชัด เมื่อเทียบกับฟอนต์ของแท้

              – ผิวสัมผัสของโลชั่นไม่ลื่น เมื่อเทียบกับของแท้จะมีความลื่นกว่า

              – บริเวณเกลียวตรงคอของขวดสินค้าของแท้จะมีเพียง 2 เกลียว สินค้าของปลอมจะมี 3 เส้น

              – สีบนฉลากชิ้นฟิล์ม ไม่คมชัด สีไม่สด เท่ากับสินค้าของแท้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/249978&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23Q5ByWmMYvZgKnWQDoDJy