Category: เศรษฐกิจ

  • ดีอีเตือนภัย เพจปลอม “ฮั่วเซ่งเฮง” ลวงลงทุนทองคำ SET50

    ดีอีเตือนภัย เพจปลอม “ฮั่วเซ่งเฮง” ลวงลงทุนทองคำ SET50

    กระทรวงดิจิทัลฯ เผย “ข่าวปลอมอันดับ 1” ประจำสัปดาห์ พบมิจฉาชีพสร้างเพจ “HGF Gold Currency Swap” แอบอ้างแบรนด์ดังและ ตลท. หวั่นประชาชนสูญเงิน-ข้อมูลส่วนตัว

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกโรงเตือนภัยประชาชนอย่างเร่งด่วน หลังตรวจพบ “ข่าวปลอม” ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์

    ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนสูงสุดในรอบสัปดาห์ โดยเฉพาะกรณี “โจรออนไลน์” เปิดเพจเฟซบุ๊กปลอม (Fake Page) เพื่อหลอกลวงการลงทุนเกี่ยวกับ “ทองคำ”

    นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ในระหว่างวันที่ 10 – 16 ตุลาคม 2568

    พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมดถึง 1,022,614 ข้อความ และมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,028 ข้อความ

    การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    ที่ต้องการยกระดับการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือนให้กับประชาชน

    เปิด 10 อันดับข่าวปลอมอาชญากรรมออนไลน์ (10-16 ต.ค. 68)

    จากข้อมูลของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ พบว่า ข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ มีดังนี้

    • อันดับที่ 1 : เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง เปิดหุ้นสามัญทองคำใน SET50 ผ่านเพจ HGF Gold Currency Swap
    • อันดับที่ 2 : เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ ถูกกฎหมาย ไม่ต้องสอบเอง ได้ที่เพจรับทำใบขับขี่ออนไลน์ ทั่วไทย
    • อันดับที่ 3 : เรื่อง เฟซบุ๊ก โสภิดา ตัวแทนรับทำใบขับขี่ออนไลน์ ถูกกฎหมาย ไม่ต้องสอบเอง
    • อันดับที่ 4 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลงทะเบียนขอรับเงินคืน ผ่านบัญชี TikTok braeking_new1
    • อันดับที่ 5 : เรื่อง ผู้ชักชวนลงทุนที่รับรองโดย ก.ล.ต. แนะนำการลงทุนผ่านไลน์
    • อันดับที่ 6 : เรื่อง รับสมัครคนไปทำงานสวนองุ่นที่ออสเตรเลีย ถูกกฎหมาย สมัครผ่านเฟซบุ๊ก Australian agency 89
    • อันดับที่ 7 : เรื่อง เปิดขายกองทุนทองคำใน SET50 ผ่านเพจ Daily Recap Gold Futures
    • อันดับที่ 8 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายลงทะเบียนขอรับเงินคืน ผ่านบัญชี TikTok police_cyber1710
    • อันดับที่ 9 : เรื่อง OR ชวนลงทุนหุ้น ร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจ Cafe Amazon ผ่านเพจ Investing For The Future AMZ
    • อันดับที่ 10 : เรื่อง เพจบ้านสร้างงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดรับสมัครงานแพ็กของที่บ้าน

    นางสาวสุชาดา กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อพิจารณาจาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าข่าวปลอมส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการชักชวนลงทุนหุ้นโดยแอบอ้างหน่วยงานและองค์กรที่น่าเชื่อถือ

    และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการคืนเงินจากมิจฉาชีพ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้”

    เจาะลึกข่าวปลอมอันดับ 1 เพจ “HGF Gold Currency Swap” แอบอ้าง SET

    สำหรับข่าวปลอมอันดับ 1 เรื่อง “ฮั่วเซ่งเฮง เปิดหุ้นสามัญทองคำใน SET50 ผ่านเพจ HGF Gold Currency Swap” นั้น

    กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

    ผลการตรวจสอบพบว่า “เป็นข้อมูลเท็จ”

    เพจเฟซบุ๊ก “HGF Gold Currency Swap” ดังกล่าว จัดทำขึ้นโดยมิจฉาชีพ และมีการแอบอ้างใช้ชื่อ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และชักชวนให้ประชาชนมาร่วมลงทุนซื้อหุ้น ซึ่งเป็นพฤติกรรมหลอกลวง

    กระทรวงดีอี และ SET จึงขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง และอย่าหลงเชื่อการชักชวนในลักษณะดังกล่าว หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ SET Contact Center โทร. 0 2009 9999

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/732072&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01qRq0BpVK4uoC2kH20wur

  • เปิดทางออก 2 ทาง กรณีโทรศัพท์ไม่รองรับการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ต้องทำยังไง

    เปิดทางออก 2 ทาง กรณีโทรศัพท์ไม่รองรับการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ต้องทำยังไง

               เปิดทางออก 2 ทาง กรณีโทรศัพท์ไม่รองรับการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ต้องทำยังไง และคนไม่มีบัตรคนจนกับโทรศัพท์ จะได้เข้าร่วมโครงการไหม

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส

               วันที่ 19 ตุลาคม 2568 ที่ธนาคารกรุงไทย หลายสาขาที่เป็นจุดเปิดรับบริการสำหรับคนที่เป๋าตังมีปัญหา ก่อนลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส มีลูกค้ามาใช้บริการแน่นขนัด เนื่องจากบางคนลงแอปฯ เป๋าตังไม่ได้จริง ๆ

               ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ พบว่า หลายคนไปให้เจ้าหน้าที่ดู แต่ก็ยังลงแอปฯ เป๋าตังไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสได้ เนื่องจากโทรศัพท์ไม่รองรับ

               เรื่องนี้ เฟซบุ๊ก อนุวัต จัดให้ ของผู้ประกาศข่าวชื่อดัง มีการโพสต์เสนอทางออกเอาไว้ 2 ทาง ดังนี้

               1. ซื้อโทรศัพท์ใหม่รองรับแอปฯ เป๋าตัง

               2. รอโครงการต่อไปจากรัฐบาล

               ด้าน เฟซบุ๊ก โต้ง สิริพงศ์ FC มีการตอบคำถามที่ว่า คนที่ไม่มีทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่มีสมาร์ทโฟน จะได้สิทธิคนละครึ่ง พลัสหรือไม่ ?

               คำตอบ : ไม่ได้รับสิทธิ เนื่องจาก 90% ของคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว

    บทความที่เกี่ยวข้องกับคนละครึ่ง 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295849.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MnOkE6GXs-_SCBRYayD3r

  • ‘วรภัค’ เผย IMF คาดเศรษฐกิจโลกโต 3.2% เจอแรงกดดันภาษีสหรัฐ

    ‘วรภัค’ เผย IMF คาดเศรษฐกิจโลกโต 3.2% เจอแรงกดดันภาษีสหรัฐ

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รายงานผลการประชุมประจำปี Worldbank IMF 2025 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลก – ตุลาคม 2025 (IMF World Economic Outlook) ดังนี้

    1. ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

    IMF คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกไว้ที่ 3.2% ในปี 2025 และ 3.1% ในปี 2026 สะท้อนการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางความท้าทายเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนทางภูมิเศรษฐกิจ แม้ว่ามาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่ประกาศใช้ในเดือนเมษายน 2025 จะสร้างแรงกดดันต่อการค้าโลก แต่ข้อตกลงทางการค้าและข้อยกเว้นจำนวนมากช่วยบรรเทาผลกระทบ ทำให้ผลกระทบโดยรวมต่อการเติบโตยังคง “จำกัด” แต่บั่นทอนโอกาสการเร่งตัวของเศรษฐกิจในระยะกลาง

    2. ความเสี่ยงขาลง (Downside Risks)

    IMF เน้นย้ำว่าความเสี่ยงที่อาจฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกให้เติบโตต่ำกว่าคาดมีหลายประการ ได้แก่:

    ‘วรภัค’ เผย IMF คาดเศรษฐกิจโลกโต 3.2% เจอแรงกดดันภาษีสหรัฐ

    • ความตึงเครียดทางการค้า: การยกระดับความขัดแย้งทางการค้าอาจลดผลผลิตโลกได้ถึง 0.3%
    • ฟองสบู่เทคโนโลยี: การลงทุนร้อนแรงในภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI อาจก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่คล้ายวิกฤตดอทคอม ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการปรับขึ้นดอกเบี้ยและแรงกระเพื่อมในตลาดการเงินโลก
    • รูปแบบการเติบโตของจีน: ความเปราะบางในภาคอสังหาริมทรัพย์และการพึ่งพาการส่งออกมากเกินไปเป็นจุดเสี่ยงสำคัญของจีน ซึ่งมีผลกระทบเชื่อมโยงต่อเศรษฐกิจโลก
    • ข้อจำกัดทางการคลัง: หลายประเทศยังไม่สามารถสร้าง “พื้นที่ทางการคลัง” เพิ่มได้ทัน ทำให้เปราะบางต่อดอกเบี้ยที่สูงและระดับหนี้สาธารณะที่เร่งขึ้น
    • แรงกดดันต่อธนาคารกลาง: การเรียกร้องให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินอาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือและก่อความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    3. โอกาสเชิงบวก (Upside Potential)

    แม้จะมีแรงกดดัน แต่ IMF มองว่ามีโอกาสหลายด้านที่สามารถช่วยพยุงและเร่งการเติบโต:

    • การลดความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย: การบรรลุข้อตกลงทางการค้าและลดภาษีสามารถเสริมความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ
    • ศักยภาพของ AI: เทคโนโลยี AI มีศักยภาพเพิ่มผลิตภาพทั่วโลก หากบริหารความเสี่ยงได้ดี
    • นโยบายภายในประเทศที่มีประสิทธิภาพ: การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและลดความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในระบบ
    • การลงทุนเพื่ออนาคต: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายสนับสนุนนวัตกรรมภาคเอกชนจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตระยะยาว

    4. ประเด็นคำถามสำคัญจากสื่อมวลชน

    • สหรัฐฯ – จีน: มาตรการภาษีของสหรัฐฯ มีผลจำกัดในระยะสั้น แต่สร้างความไม่แน่นอนเชิงนโยบายที่กระทบการลงทุนโดยตรง
    • การแยกส่วนทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economic Fragmentation): IMF แสดงความกังวลต่อการแบ่งแยกภูมิทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและทิศทางการค้า
    • เงินดอลลาร์อ่อนค่า: เป็นปัจจัยบวกต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศที่มีหนี้เป็นสกุลเงินดอลลาร์
    • ไนจีเรีย: แนวโน้มเติบโตดีขึ้นจากความไม่แน่นอนที่ลดลงและราคาพลังงานที่สูงขึ้น
    • ฟองสบู่เทคโนโลยี: IMF ไม่ยืนยันว่าจะเกิดขึ้น แต่เตือนว่าตลาดเทคโนโลยีมีความร้อนแรงและอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อระบบการเงิน
    • สหราชอาณาจักร: การเติบโตเหนือค่าเฉลี่ย G7 แต่เงินเฟ้อยังสูง
    • ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์: ยังคงเป็นความเสี่ยงหลัก โดยเฉพาะผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก
    • ตะวันออกกลาง: ข้อตกลงสันติภาพล่าสุดเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการฟื้นตัวเชิงโครงสร้างในภูมิภาค
    • นโยบายของจีน: IMF เรียกร้องให้จีนปรับสมดุลรูปแบบการเติบโตสู่การบริโภคภายในประเทศเพื่อลดความเปราะบาง
    •  แอฟริกาใต้สะฮารา: การเติบโตถูกปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนการฟื้นตัวของเสถียรภาพมหภาคและความคืบหน้าในการปฏิรูป

    5. ข้อสังเกตเชิงนโยบาย

     1. โลกกำลังอยู่ในภาวะ “ฟื้นตัวเปราะบาง” – การเติบโตระดับ 3.2% ไม่เพียงพอที่จะลดช่องว่างรายได้และชดเชยผลกระทบจากการแยกส่วนภูมิเศรษฐกิจโลก

     2. Trade & Tech จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ – หากความตึงเครียดทางการค้าลดลงและการลงทุนใน AI สามารถนำไปสู่ผลิตภาพจริง ไม่ใช่ฟองสบู่ ผลกระทบเชิงบวกจะมีนัยสำคัญ

     3. การบริหารความเสี่ยงเชิงมหภาคมีความสำคัญยิ่ง – ความเปราะบางด้านการคลังและแรงกดดันต่อธนาคารกลางอาจทำให้หลายประเทศเผชิญข้อจำกัดด้านนโยบายมากขึ้น

    “สรุป: IMF มองว่าเศรษฐกิจโลกปี 2025 จะยังคง “ขยายตัวอย่างจำกัด” ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนด้านเทคโนโลยีและนโยบาย แต่ก็ยังมีโอกาสเชิงบวก หากประเทศต่าง ๆ สามารถลดความไม่แน่นอน สร้างพื้นที่นโยบาย และขับเคลื่อนนโยบายการลงทุนเพื่ออนาคตได้อย่างเป็นระบบ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dlcO6vmIBxkT7d206wF5_

  • ข่าวดี รัฐบาลเดินหน้าคนละครึ่งพลัส ดัน“เดินทางทั่วไทย จ่ายครึ่งเดียว” ครอบคลุมขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ ลดภาระประชาชน-ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    ข่าวดี รัฐบาลเดินหน้าคนละครึ่งพลัส ดัน“เดินทางทั่วไทย จ่ายครึ่งเดียว” ครอบคลุมขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ ลดภาระประชาชน-ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    ข่าวดี รัฐบาลเดินหน้าคนละครึ่งพลัส ดัน“เดินทางทั่วไทย จ่ายครึ่งเดียว” ครอบคลุมขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ ลดภาระประชาชน-ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก


    19/10/2568 | 109 |

    วันนี้ (19 ต.ค. 68) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าของรัฐบาลในการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่องและตรงจุด ด้วยการขยายผลโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ให้ครอบคลุมการใช้จ่ายในระบบขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการ ลดภาระค่าครองชีพด้านการเดินทางของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต จึงได้ปรับปรุงโครงการฯ เพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ

    “โครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ในส่วนของระบบขนส่งสาธารณะนี้ ถือเป็นการตอกย้ำถึง ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เป็นการใช้กลไกของรัฐในการหมุนเวียนเม็ดเงินไปสู่ผู้ประกอบการรายเล็กอย่างแท้จริง” นางสาวลลิดากล่าว

    ขณะนี้ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้เข้าร่วมโครงการอย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ชำระค่าตั๋วรถ บขส. ทุกเส้นทางทั่วประเทศ ณ ช่องจำหน่ายตั๋วทุกสถานี ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 โดยจำกัดวงเงินใช้สิทธิ์สูงสุดที่ 200 บาทต่อวัน เพื่อให้เกิดการกระจายการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม

    อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เปิดกว้างสำหรับรถสาธารณะทุกประเภท อาทิ รถจักรยานยนต์สาธารณะ, รถตุ๊กตุ๊ก, รถแท็กซี่, รถสองแถว, รถตู้โดยสาร, และรถโดยสารประจำทาง โดย กรมการขนส่งทางบก เปิดรับผู้ประกอบการเข้าร่วมลงทะเบียนได้ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 19 ธันวาคม 2568 โดยเน้นการเข้าถึงสิทธิ์สำหรับผู้ประกอบการที่มี ใบอนุญาตถูกต้อง และ นิติบุคคลรายเล็ก (รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี)

    “รัฐบาลเชื่อมั่นว่ามาตรการนี้จะช่วยฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบ และพัฒนาบริการให้เป็นระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น นี่คือการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” รองโฆษกฯ กล่าวย้ำ

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/101316


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/432778&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EBraE4oZyZbIbQeQFHMpa

  • เคทีซีโชว์กำไรแกร่ง 9 เดือน ทะลุ 5.7 พันล้าน พอร์ตสินเชื่อแสนล้าน

    เคทีซีโชว์กำไรแกร่ง 9 เดือน ทะลุ 5.7 พันล้าน พอร์ตสินเชื่อแสนล้าน

    นางพิทยา วรปัญญาสกุล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวลง และอาจส่งผลต่อเนื่องถึงปี 2569 จากปัจจัยสำคัญของผลกระทบภาคการส่งออกจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ซึ่งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจนี้ส่งผลให้อุตสาหกรรมสินเชื่อหดตัวลง และผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย
     
    ภายใต้ความท้าทายและปัจจัยกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในประเทศ  เคทีซียังคงสร้างผลการดำเนินงานได้ดี จากการบริหารคุณภาพสินทรัพย์และการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมทั้งเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลักในช่วง 8 เดือนของปี 2568 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2567 ลูกหนี้บัตรเครดิตมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 14.5% จาก 14.2% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 13.4% จาก 12.8% และลูกหนี้สินเชื่อบุคคลมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 4.2% จาก 4.0%
     

    พิทยา วรปัญญาสกุล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเคทีซี

    กลุ่มบริษัทเคทีซียังรักษาฐานรายได้รวมไว้อย่างมั่นคง จากช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 6,906 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 0.2%) จากรายได้ดอกเบี้ยตามการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น และการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าใช้จ่ายรวม 4,343 ล้านบาท (ลดลง 4.0%) จากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง ซึ่งเป็นผลจากการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี และค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลงจากการบริหารเงินกู้ยืมที่สอดคล้องกับการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ ส่งผลให้กลุ่มบริษัทเคทีซีสามารถทำกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2568 เท่ากับ 1,951 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1.7%) และงวด 9 เดือน เท่ากับ 5,707 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 2.8%) และยังคงรักษาระดับเงินสำรองที่แข็งแกร่งและเพียงพอ ซึ่งสะท้อนได้จาก NPL ratio ของกลุ่มบริษัท ไม่เกินกว่าอัตราที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังให้ความสำคัญกับการติดตามสภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง
     

    เคทีซีโชว์กำไรแกร่ง 9 เดือน ทะลุ 5.7 พันล้าน พอร์ตสินเชื่อแสนล้าน

    สำหรับความคืบหน้าในการประกอบธุรกิจนายหน้าประกันภัย (ประกันวินาศภัยและประกันชีวิต) ของเคทีซี ตามที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 ขณะนี้บริษัทได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยและนายหน้าประกันชีวิตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) รวมถึงได้แจ้งต่อธนาคารแห่งประเทศไทยผ่านธนาคารกรุงไทย เกี่ยวกับการเพิ่มเติมการประกอบธุรกิจของบริษัทเรียบร้อยแล้ว และปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมงานในส่วนต่างๆ รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรบริษัทประกันวินาศภัยและบริษัทประกันชีวิต เพื่อให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลายผ่านช่องทางต่างๆ ของเคทีซีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกให้ตรงจุด ยกระดับการให้คำแนะนำและการจัดการข้อมูลลูกค้าอย่างปลอดภัย

    โดยจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยและสิทธิประโยชน์แก่สมาชิกบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลของเคทีซีเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ตลอดจนเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัย เคทีซีเริ่มดำเนินการประกอบธุรกิจนายหน้าประกันภัยในฐานะธุรกิจใหม่ โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปและรอบคอบ ควบคู่ไปกับการขยายพอร์ตสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและเป็นธรรม ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์และการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
     
    ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 เคทีซีมีฐานสมาชิกรวม 3,608,017 บัญชี เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับรวม 106,913 ล้านบาท (ขยายตัว 0.7%) อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL) ลดลงอยู่ที่ 1.85% จำนวนสมาชิกบัตรเครดิต 2,903,481 บัตร (เพิ่มขึ้น 5.3%) เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้บัตรเครดิตและดอกเบี้ยค้างรับรวม 69,451 ล้านบาท (ขยายตัว 0.5%) NPL บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.15% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร 9 เดือนของปี 2568 มูลค่า 219,572 ล้านบาท (ขยายตัว 3.8%)

    สมาชิกสินเชื่อบุคคลเคทีซี 704,536 บัญชี (เพิ่มขึ้น 2.5%) เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สินเชื่อบุคคลและดอกเบี้ยค้างรับรวม 35,836 ล้านบาท (ขยายตัว 3.0%) NPL สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.40% และมียอดสินเชื่อใหม่ของ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” จำนวน 1,650 ล้านบาท ในส่วนของลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อในบริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด (KTBL) มีมูลค่า 1,627 ล้านบาท (ลดลง 28.8%) ซึ่งเคทีซีได้หยุดปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 และปัจจุบันมุ่งเน้นการติดตามหนี้และบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่
     
    ในส่วนของแหล่งเงินทุน กลุ่มบริษัทมีเงินกู้ยืมรวมทั้งสิ้น 55,655 ล้านบาท (รวมหนี้สินตามสัญญาเช่า) แบ่งเป็นเงินกู้ยืมระยะยาว 70% และเงินกู้ยืมระยะสั้น 30% (รวมส่วนของเงินกู้ยืมและหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปี) อัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอยู่ที่ 1.51 เท่า ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 1.78 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับภาระผูกพัน (Debt Covenants) ที่กำหนดไว้ 10 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางการเงินที่สูงในการขยายธุรกิจ รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต และมีวงเงินสินเชื่อคงเหลือที่ยังไม่เบิกใช้ แบ่งเป็นวงเงินกู้ยืมระยะสั้น 25,990 ล้านบาท ในขณะที่มีภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระในไตรมาส 4 ปี 2568 ทั้งสิ้น 4,000 ล้านบาท ด้วยสภาพคล่องที่สูงกว่าภาระหนี้ที่ใกล้ครบกำหนด แสดงถึงสถานะสภาพคล่องที่แข็งแกร่งและความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ในระยะสั้นที่อยู่ในระดับต่ำมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378968278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zN10wYTMIPTu4CONzGLbh

  •  ภาวะเศรษฐกิจการเงินประจำสัปดาห์  โดย: วิจัยกรุงศรี

     ภาวะเศรษฐกิจการเงินประจำสัปดาห์  โดย: วิจัยกรุงศรี

    การยกระดับสงครามการค้าของทรัมป์อาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจโลก ด้านจีนเผชิญแรงกดดันจากทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน

    •สหรัฐฯ
    สหรัฐฯ เผชิญความไม่แน่นอนสูงขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และดอกเบี้ย หลังทรัมป์ยกระดับสงครามการค้า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไตรมาส 2 ขยายตัว 3.8% QoQ annualized สูงกว่าคาดการณ์ที่ 3.3% ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 20 กันยายน 2568 ปรับลดลงสู่ 2.18 แสนราย ต่ำสุดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายนร่วงลงสู่ 55.1 จากเดือนก่อนที่58.2 ขณะที่เงินเฟ้อที่วัดจากดัชนีราคา PCE เดือนสิงหาคมเร่งขึ้นสู่ 2.7% YoY ซึ่งสูงสุดในรอบ 6 เดือน

    ประธานาธิบดีทรัมป์เตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ 30-50% รถบรรทุกขนาดใหญ่ 25% และผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม 100% ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในระยะถัดไป เมื่อประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวที่รายงานออกมาดีกว่าคาดอาจทำให้เฟดต้องดำเนินนโยบายการเงินด้วยความระมัดระวังมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การร่วงลงของความเชื่อมั่นและการชะลอตัวอย่างชัดเจนของตลาดแรงงาน รวมทั้งผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้า คาดว่าจะส่งผลเชิงลบมากขึ้นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนั้นเฟดจึงมีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง (ครั้งละ 0.25%) ในการประชุมที่เหลือของปีนี้

    •ญี่ปุ่น
    การเลือกตั้งผู้นำ LDP คนใหม่ หนุนความเชื่อมั่นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ในเดือนกันยายน ดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นลดลงสู่ระดับ 48.4 จาก 49.7 ในเดือนก่อน ซึ่งหดตัวแรงที่สุดในรอบ 6 เดือน ขณะที่ PMI ภาคบริการเบื้องต้นชะลอลงเล็กน้อยจาก 53.1 สู่ 53.0 ส่วนอัตราเงินเฟ้อกรุงโตเกียว (Tokyo CPI) ทรงตัวที่ 2.5% YoY

    ภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีสัญญาณชะลอตัวชัดเจนขึ้น โดยภาคการผลิตหดตัวแรงและการส่งออกติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกันการบริโภคในประเทศยังถูกกดดันจากเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งหัวหน้าพรรครัฐบาล (LDP) ที่จะมีขึ้นวันที่ 4 ตุลาคม คาดว่าจะช่วยหนุนความเชื่อมั่นต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดใหม่ เช่น นโยบายปรับลดภาษี รวมถึงการมอบเงินสนับสนุนแก่ครัวเรือนในประเทศ ซึ่งหากนโยบายต่างๆ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะถัดไปอาจเพิ่มโอกาสที่ BOJ จะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

    •จีน
    ภาวะอุปทานส่วนเกินและตลาดแรงงานที่เปราะบางยังคงกดดันเศรษฐกิจจีน กำไรภาคอุตสาหกรรมในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัวเพียง 0.9% YoY จาก -1.7% ในช่วง 7 เดือนแรก ส่วนอัตราการว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาว (อายุ 16-24 ปีไม่รวมนักเรียน) เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 18.9% ในเดือนสิงหาคมจาก 17.8% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ดัชนี PMI ย่อยด้านการจ้างงานในภาคการผลิตและนอกการผลิตในเดือนสิงหาคมยังคงอยู่ในโซนการหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 30 ที่ 47.9 และ 45.6 ตามลำดับ

    กำไรภาคอุตสาหกรรมล่าสุดยังคงสะท้อนถึงแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงและภาวะอุปทานส่วนเกิน แม้จีนได้ออกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่คาดว่าต้องอาศัยเวลากว่าจะเห็นผลชัดเจน อีกทั้งประสิทธิผลของมาตรการอาจถูกลดทอนจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งกดดันให้ธุรกิจจีนต้องคงราคาสินค้าในระดับต่ำเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่เครื่องชี้ด้านการจ้างงานสะท้อนถึงความไม่สมดุลระหว่างอุปทานแรงงานที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล (นักศึกษาจบใหม่) กับอุปสงค์แรงงานที่อ่อนแอจากภาคธุรกิจซึ่งกังวลกับการขยายการลงทุน นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลสูงจีนที่ห้ามหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมตั้งแต่ 1 กันยายน อาจทำให้ธุรกิจบางส่วนต้องลดการจ้างงานจากต้นทุนที่สูงขึ้น

    การคลังที่อ่อนแอและการเติบโตที่เผชิญปัจจัยลบสร้างแรงกดดันต่ออันดับความน่าเชื่อถือ ขณะที่ภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯฉุดการส่งออกชะลอตัว

    ฟิทซ์ปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยสู่เชิงลบ ปัจจัยฉุดจากภาคการคลังที่อ่อนแอลงและการเมืองที่เปราะบาง ล่าสุดบริษัทฟิทซ์ เรnติงส์ แม้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ BBB+ แต่ได้ปรับลดแนวโน้มลงจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” เนื่องจาก (i) ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มภาคการคลังที่ได้รับผลพวงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ประกอบกับ (ii) ปัจจัยลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น ผลจากการชะลอตัวของอุปสงค์โลก การฟื้นตัวที่ล่าช้าของภาคท่องเที่ยว และภาระหนี้ครัวเรือน

    การปรับลดแนวโน้มอันดับความเชื่อถือลงสู่เชิงลบของฟิทซ์ เรตติ้งส์ล่าสุด หลังจากที่ Moody’s ได้ปรับลดแนวโน้มไปก่อนหน้าในช่วงปลายเดือนเมษายนนั้น สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างด้านการคลังและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ในระยะสั้น รัฐบาลได้เตรียมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง รวมถึงสนับสนุนการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อช่วยพยุงการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศและบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวของภาคส่งออก สำหรับในระยะกลางถึงยาว ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การดำเนินนโยบายที่เอื้อต่อการเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการลดการขาดดุลทางการคลังหรือการรักษาวินัยการคลัง เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะและบรรเทาความเสี่ยงในการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต

    มูลค่าส่งออกเดือนสิงหาคมเติบโตชะลอเหลือเลขหลักเดียวในรูปเงินดอลลาร์ และหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรูปเงินบาท กระทรวงพาณิชย์รายงานมูลค่าส่งออกในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 27.7 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 11 เดือนที่ 5.8%YoY หากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และทองคำ การส่งออกเติบโต 5.4% โดยการส่งออกสินค้าสำคัญที่ยังขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ แผงวงจรไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ยาง ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรกลับมาหดตัวโดยได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันทางด้านราคา อาทิ ข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ด้านตลาดส่งออกพบว่าตลาดหลักที่ขยายตัว เช่น สหรัฐฯ จีน และอาเซียน ขณะที่หดตัวในตลาดสหภาพยุโรป และญี่ปุ่น สำหรับในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 223.2 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.3%

    การส่งออกของไทยในเดือนสิงหาคมชะลอลงชัดเจน หลังจากเริ่มมีการบังคับใช้อัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯที่ 19% ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม โดยการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯเติบโตเหลือเพียง 12.8% YoY ชะลอลงจากที่เคยขยายตัวเฉลี่ยเกือบ 30% ในช่วง 7 เดือนแรก สะท้อนว่าปัจจัยบวกจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าได้ทยอยสิ้นสุดลง และการส่งออกไปสหรัฐฯ อาจมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในเดือนสิงหาคมยังทำให้มูลค่าส่งออกในรูปเงินบาทหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ที่ -5.5% YoY สถานการณ์ดังกล่าวกดดันรายได้ผู้ส่งออกในประเทศโดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตที่มีการนำเข้าวัตถุดิบในสัดส่วนที่น้อยหรือใช้วัตถุดิบในประเทศ (local content) เป็นหลัก ทั้งนี้ แรงกดดันทั้งจากการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท มีแนวโน้มทำให้บทบาทของภาคส่งออกในฐานะเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยอ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/250052&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vHeeQxShaCAdQvR3KXYAd

  • “วรภัค” เผย ไอเอ็มเอฟ มองเศรษฐกิจโลก 2025 ยังคง “ขยายตัวอย่างจำกัด”

    “วรภัค” เผย ไอเอ็มเอฟ มองเศรษฐกิจโลก 2025 ยังคง “ขยายตัวอย่างจำกัด”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/104657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LYETkDNGm82OW2e-Mb9vV

  • ข่าวดี! ‘คนละครึ่ง พลัส’เดินทางทั่วไทย จ่ายครึ่งเดียว’ ครอบคลุมขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ

    ข่าวดี! ‘คนละครึ่ง พลัส’เดินทางทั่วไทย จ่ายครึ่งเดียว’ ครอบคลุมขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ

    ข่าวดี! ‘คนละครึ่ง พลัส’เดินทางทั่วไทย จ่ายครึ่งเดียว’ ครอบคลุมขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ

    วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.24 น.

    ข่าวดี! รัฐบาลเดินหน้า‘คนละครึ่ง พลัส’ ดัน‘เดินทางทั่วไทย จ่ายครึ่งเดียว’ ครอบคลุมขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ ลดภาระประชาชน-ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    19 ตุลาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าของรัฐบาลในการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่องและตรงจุด ด้วยการขยายผลโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ให้ครอบคลุมการใช้จ่ายในระบบขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการ ลดภาระค่าครองชีพด้านการเดินทางของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต จึงได้ปรับปรุงโครงการฯ เพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ

    “โครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ในส่วนของระบบขนส่งสาธารณะนี้ ถือเป็นการตอกย้ำถึง ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เป็นการใช้กลไกของรัฐในการหมุนเวียนเม็ดเงินไปสู่ผู้ประกอบการรายเล็กอย่างแท้จริง” นางสาวลลิดา กล่าว

    ขณะนี้ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้เข้าร่วมโครงการอย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ชำระค่าตั๋วรถ บขส. ทุกเส้นทางทั่วประเทศ ณ ช่องจำหน่ายตั๋วทุกสถานี ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 โดยจำกัดวงเงินใช้สิทธิ์สูงสุดที่ 200 บาทต่อวัน เพื่อให้เกิดการกระจายการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม

    อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เปิดกว้างสำหรับรถสาธารณะทุกประเภท อาทิ รถจักรยานยนต์สาธารณะ, รถตุ๊กตุ๊ก, รถแท็กซี่, รถสองแถว, รถตู้โดยสาร, และรถโดยสารประจำทาง โดย กรมการขนส่งทางบก เปิดรับผู้ประกอบการเข้าร่วมลงทะเบียนได้ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 19 ธันวาคม 2568 โดยเน้นการเข้าถึงสิทธิ์สำหรับผู้ประกอบการที่มี ใบอนุญาตถูกต้อง และ นิติบุคคลรายเล็ก (รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี)

    “รัฐบาลเชื่อมั่นว่ามาตรการนี้จะช่วยฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบ และพัฒนาบริการให้เป็นระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น นี่คือการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” รองโฆษกฯ กล่าว

    -005

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/922023&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19gf1HR-nyDxs6YTDiGmEu

  • “สรรเพชญ” หนุนรัฐบาลเดินหน้า “คนละครึ่งพลัส” มองโครงการมีประสิทธิภาพ รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจถูกจุด ช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน | TOPNEWS

    “สรรเพชญ” หนุนรัฐบาลเดินหน้า “คนละครึ่งพลัส” มองโครงการมีประสิทธิภาพ รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจถูกจุด ช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน | TOPNEWS

    19 ตุลาคม 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่พบปะประชาชนในเขตอำเภอเมืองสงขลา ว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง พบว่า “เศรษฐกิจปากท้อง” ยังคงเป็นประเด็นหลักที่ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนมากที่สุด โดยประชาชนส่วนใหญ่สะท้อนตรงกันว่า รายจ่ายเพิ่มขึ้นแต่รายได้เท่าเดิม ทำให้หลายครอบครัวต้องประคับประคองการใช้จ่ายอย่างยากลำบาก

    นายสรรเพชญ กล่าวว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นหนึ่งในมาตรการที่ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนในเชิงบวก เพราะสามารถกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม เงินที่รัฐอัดฉีดลงไปถึงทั้งผู้ค้าและผู้บริโภคโดยตรง พร้อมช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้จริง โดยส่วนตัวมองว่า มาตรการลักษณะนี้มีประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจระยะสั้นดีกว่าการแจกเงินแบบครั้งเดียว เพราะช่วยสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายต่อเนื่อง และส่งผลดีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากอย่างทั่วถึง

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบในระยะเริ่มต้นของการดำเนินโครงการ คือ ขั้นตอนการลงทะเบียนและยืนยันตัวตนที่ยังไม่สะดวก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งต้องเดินทางไปธนาคารเพื่อยืนยันตัวตน ทำให้เกิดความยุ่งยากและล่าช้าในการเข้ารับสิทธิ์ นายสรรเพชญ จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางปรับปรุงระบบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้ยาก

    สำหรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” รอบใหม่นี้ รัฐบาลจะเปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20 – 26 ตุลาคม 2568 และสามารถเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยมีการ ปรับเพิ่มวงเงินการใช้จ่ายเป็น 200 บาทต่อวัน พร้อม ขยายฐานอายุผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมเป็นตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป รวมถึงเพิ่ม สิทธิพิเศษสำหรับผู้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ได้รับวงเงินเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ เพื่อกระตุ้นการบริโภคและส่งเสริมการเสียภาษีอย่างถูกต้อง

    ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค นายสรรเพชญมองว่า การบริโภคภาคครัวเรือนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ภาคการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ มาตรการอย่าง “คนละครึ่งพลัส” จึงถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและพยุงกำลังซื้อของครัวเรือนได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังเป็นการกระจายรายได้สู่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้มีรายได้หมุนเวียนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมในระยะต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ จากการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา โครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะใช้งบประมาณจากเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหลืออยู่ในปีงบประมาณ 2568 ประมาณ 22,400 ล้านบาท และใช้งบประมาณปี 2569 อีกราว 44,000 ล้านบาท เพื่อผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากและพยุงกำลังซื้อของประชาชนในช่วงปลายปี

    นายสรรเพชญ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่อยากให้รัฐบาลพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการออกไปถึงช่วงหลังปีใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมเทศกาลจับจ่ายและท่องเที่ยวในต้นปี 2569 ซึ่งจะช่วยให้มาตรการนี้ส่งผลทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าการช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน คือรากฐานสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1362093&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw161rrC9_vmx_9yDC3vwRLg

  • “ศุภจี-บิ๊กดุลย์” บินศรีสะเกษ ติดตามความมั่นคง-ศก.ชายแดน | ทันข่าวสุดสัปดาห์ | 19 ต.ค. 68

    “ศุภจี-บิ๊กดุลย์” บินศรีสะเกษ ติดตามความมั่นคง-ศก.ชายแดน | ทันข่าวสุดสัปดาห์ | 19 ต.ค. 68

    ทางด้านรัฐบาล วานนี้ ส่ง 2 รัฐมนตรี จาก 2 กระทรวง “ศุภจี-พล.ท.อดุลย์” ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ติดตาม ขับเคลื่อนภารกิจ ทั้งทางด้านความมั่นคง ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน

    #ศุภจี #บิ๊กดุลย์ #ศรีสะเกษ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันข่าวสุดสัปดาห์
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/203410&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b7OTSzXH9Gx_GgSGCd-cS