Category: เศรษฐกิจ

  • การประท้วงของ Gen Z ในโมร็อกโก

    การประท้วงของ Gen Z ในโมร็อกโก

    ในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ประเทศโมร็อกโกได้เผชิญกับการประท้วงครั้งใหญ่ที่นำโดยกลุ่มเยาวชน Gen Z ซึ่งใช้ชื่อว่า “Gen Z 212″ (212 คือรหัสโทรศัพท์ของประเทศ) การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในหลายเมืองทั่วประเทศ โดยมีชนวนสำคัญมาจากความไม่พอใจของประชาชนต่อการที่รัฐบาลทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการสร้างสนามฟุตบอลและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเตรียมเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2030 แทนที่จะนำมาพัฒนาระบบสาธารณสุขและการศึกษาที่ยังคงด้อยคุณภาพ นอกจากนี้ ปัญหาการว่างงานในกลุ่มเยาวชนที่สูงถึง 36% ค่าครองชีพที่พุ่งสูง และการคอร์รัปชัน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการประท้วงอย่างกว้างขวาง โดยการประท้วงซึ่งเริ่มต้นจากการนัดหมายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Discord และ TikTok ได้บานปลายในบางพื้นที่ นำไปสู่การปะทะกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคง มีการทำลายทรัพย์สินสาธารณะและส่วนบุคคล และมีรายงานผู้เสียชีวิตและผู้ถูกจับกุมจำนวนมาก

    ความเห็น/ข้อเสนอแนะ

    1. ผลกระทบทางตรงต่อการค้าและการลงทุน (มีความเสี่ยง แต่ยังจำกัด)

    มูลค่าการค้าระหว่างไทยและโมร็อกโกในปี 2567 มีมูลค่า 220.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกมูลค่า 137.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 82.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกินดุลการค้า 54.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ     

    สินค้าส่งออกหลักของไทยไปยังโมร็อกโก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ข้าว ของเบ็ดเตล็ดทำด้วยโลหะสามัญ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น

    สินค้านำเข้าหลักของไทยจากโมร็อกโก ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ แผงวงจรไฟฟ้า ไดโอด  ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปอื่นๆ

    ทั้งนี้ สถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศอาจส่งผลกระทบต่อโลจิสติกส์ การนำเข้าและส่งออกสินค้าในระยะสั้นได้ หากการประท้วงขยายวงกว้างและยืดเยื้อ อาจทำให้ความต้องการสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น รถยนต์ ลดลง ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกของไทยได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปริมาณการค้าที่ยังมีจำกัด ผลกระทบโดยรวมต่อเศรษฐกิจไทยจึงคาดว่าจะมีไม่มากนัก ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ความไม่มั่นคงทางการเมืองและสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในโมร็อกโก หากสถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งนักลงทุนไทย ที่สนใจจะไปลงทุนในโมร็อกโกชะลอการตัดสินใจเพื่อประเมินความเสี่ยงใหม่

    2. โอกาสในอนาคต

    โมร็อกโกถูกมองว่าเป็นประตูสู่ตลาดแอฟริกาเหนือและยุโรปสำหรับนักลงทุนไทย การประท้วงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่หยั่งรากลึกภายในประเทศ ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเมือง การประท้วงที่นำโดยคนรุ่นใหม่ สะท้อนถึงความเปราะบางทางสังคมและอาจเป็นสัญญาณของความไม่มั่นคงทางการเมืองในระยะยาว สิ่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของโมร็อกโกในฐานะประเทศคู่ค้าและฐานการลงทุนที่มั่นคง โอกาสทางการค้าที่อาจชะลอตัว แผนการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าที่ทั้งสองฝ่ายเคยหารือกันอาจต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว เนื่องจากรัฐบาลโมร็อกโกต้องมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาภายในประเทศเป็นอันดับแรก

    โดยสรุป ในระยะสั้นถึงระยะกลาง ผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยจากการประท้วงในโมร็อกโกยังคงมีจำกัด เนื่องจากมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศยังไม่สูงมากนัก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความไม่สงบที่ยืดเยื้ออาจสร้างความเสี่ยงและความไม่แน่นอนต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว และอาจกระทบต่อโอกาสในการขยายตลาดของไทยในโมร็อกโกได้ต่อไป

    ——————————————————-

    ที่มา https://apnews.com/article/morocco-gen-z-protests-king-explainer-b6bc8c7bbee375e0896d75f5c5a085fb

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/jssv925mltohgmf4zybemksh&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G6Wen9_Iop8Ptb3APZGTI

  • 7 ปัจจัยตัดสิน ดอลลาร์แข็งค่าหรืออ่อนค่าในอนาคต 

    7 ปัจจัยตัดสิน ดอลลาร์แข็งค่าหรืออ่อนค่าในอนาคต 

    นโยบายการเงินจะกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อ อย่างน้อยไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2026 แต่เมื่อไหร่ที่สหรัฐหลุดพ้นจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ หรือฉกฉวยโอกาสเติบโตจากเทคโนโลยีได้มากกว่าทั่วโลก เมื่อนั้น ดอลลาร์ก็มีโอกาสจะกลับไปแข็งค่าอีกครั้ง

    • เศรษฐกิจโลก: โดยปกติเศรษฐกิจโลกที่เติบโตดีจะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า แต่ครั้งนี้อาจไม่เป็นเช่นนั้นจากนโยบายการค้าของสหรัฐ
    • เศรษฐกิจสหรัฐ: แม้เศรษฐกิจจะแข็งแกร่งซึ่งเป็นปัจจัยหนุนดอลลาร์ แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากปัญหา Government Shutdown ที่อาจลดทอนปัจจัยบวกนี้
    • นโยบายการเงิน: การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในระยะยาวถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง
    • ความต้องการสินทรัพย์สหรัฐของนักลงทุนต่างชาติ: แนวโน้มความต้องการลงทุนในหุ้นและพันธบัตรสหรัฐที่ลดลง เนื่องจากมูลค่าที่แพงและบอนด์ยีลด์ที่คาดว่าจะต่ำลง จะเป็นแรงกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่า
    • การเมืองสหรัฐ: ความไม่แน่นอนทางการเมืองไม่ได้ส่งผลต่อทิศทางดอลลาร์อย่างชัดเจนเหมือนในอดีต เนื่องจากผลกระทบของนโยบายมีความซับซ้อนและขัดแย้งกันเอง
    • Momentum ของดอลลาร์: การที่ดอลลาร์อ่อนค่ามาเป็นเวลานาน ประกอบกับความไม่แน่นอนในยุโรปและญี่ปุ่น ทำให้เกิดการฟื้นตัวทางเทคนิคในระยะสั้น
    • โครงสร้างของดอลลาร์: ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น De-Dollarization และหนี้สาธารณะที่สูง มีแนวโน้มทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า แต่เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานและส่งผลน้อยในระยะสั้น

    ทิศทางของเงินดอลลาร์อ่อนสลับแข็งและผันผวนไปมาในช่วงที่นี้ทำให้ทั้งนักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้กำหนดนโยบาย ต่างตั้งคำถามไปพร้อมกันว่า ต่อจากนี้ดอลลาร์ควรมีทิศทางอย่างไรกันแน่ 

    ผมมองว่า “เรื่องราว” ของดอลลาร์มีมากกว่าปรกติ ทั้งเหมือนและต่างกับช่วงเวลาทั่วไปในหลายมิติ ผมจึงรวบรวมเรื่องราวที่ตลาดกำลังให้ความสนใจ นำมจัดกลุ่ม วิเคราะห์ให้นักลงทุนทุกท่านได้เข้าใจผลกระทบต่อทิศทางของดอลลาร์ เพื่อตัดสินใจไปพร้อมกันว่า อะไรกันแน่คือเหตุผลที่ดอลลาร์ควรแข็งหรืออ่อนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    1. เศรษฐกิจโลก: ปรกติโลกเติบโตดี ดอลลาร์จะแย่ แต่ครั้งนี้ไม่แน่

    ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนในอดีต มักชี้ว่ามูลค่าของดอลลาร์มีความสัมพันธ์เชิงลบกับทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจนอกสหรัฐ

    เช่นในปี 2002-2003 และ 2019 เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว หนุนให้ตลาดหุ้นนอกสหรัฐสร้างผลตอบแทนดี นักลงทุนจึงโยกเงินออกจากดอลลาร์ไปหาตลาดอื่น ส่งผลให้ดอลลาร์มีทิศทางอ่อนค่า ในทางกลับกัน ช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา หุ้นมักเข้าสู่ตลาดหมี หนุนให้นักลงทนกลับมาถือดอลลาร์

    ในครั้งนี้ ผมมองว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่ฟื้นตัวขึ้นจนกดดันดอลลาร์ เนื่องจากมีนโยบายการค้าสหรัฐที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้ไม่โดดเด่น

    2. เศรษฐกิจสหรัฐ: แข็งแกร่งแต่กำลังมีความเสี่ยงจาก Shutdown

    ความสัมพันธ์นี้เป็นส่วนกลับของเศรษฐกิจโลก เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐดีกว่าโลก สินทรัพย์ในสหรัฐมักทำผลตอบแทนดีกว่า หนุนให้ดอลลาร์แข็งค่า

    ข้อมูลกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปี 2025 ถือว่าดีกว่าที่คาด อย่างไรก็ดี หลังจากมีปัญหา Government Shutdown ภาพความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจก็เริ่มแย่ลง หมายความว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐอาจไม่ใช่แรงกดดันตอนนี้ แต่ก็ไม่ใช่แรงหนุน ถ้าการเมืองยังไม่ปรกติ

    3. นโยบายการเงิน: การลดดอกเบี้ยยังเป็นปัจจัยกดดอลลาร์ในระยะยาว

    ความคาดหวังของนโยบายการเงิน มักส่งผลต่อทิศทางดอลลาร์ระยะสั้น ขณะที่ความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยสหรัฐกับทั่วโลกส่งผลต่อมูลค่าพื้นฐานระยะยาว

    หมายความว่า ในระยะสั้นนโยบายการเงินอาจเป็นแรงหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่า เนื่องจากตลาดคาดไปก่อนแล้วว่า Fed จะปรับดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 50 bps ในไตรมาสที่สี่

    อย่างไรก็ดี ถ้ามองในระยะยาว Fed ต้องลดดอกเบี้ยไปสู่จุดสมดุลใหม่ราว 3.00-3.50% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกต่ำกว่าสหรัฐ นโยบายการเงินจึงยังคงเป็นประเด็นกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงได้อยู่ในอนาคต

    4. ความต้องการสินทรัพย์สหรัฐของนักลงทุนต่างชาติ: ฉุดดอลลาร์อ่อน

    ความต้องการสินทรัพย์สหรัฐของนักลงทุนต่างชาติ จะอ้างอิงสองปัจจัยหลักคือ คาดการณ์ผลตอบแทนของหุ้นตลาดหุ้น และระดับบอนด์ยีลด์ 

    นักลงทุนต่างชาติจะลงทุนในสหรัฐมากที่สุดเมื่อหุ้นเป็นขาขึ้น พร้อมกับยีลด์สูง ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นเช่นในช่วงปี 2024 หนุนค่าเงินดอลลาร์ได้

    อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันตลาดหุ้นสหรัฐอยู่ในช่วงที่ Valuation แพง ส่วนบอนด์ยีลด์ก็มีแนวโน้มลดลงตามดอกเบี้ยนโยบาย ภาพความต้องการสินทรัพย์สหรัฐต่อจากนี้จึงเป็นแรงกดดันมากกว่าแรงหนุนสำหรับดอลลาร์

    5. การเมืองสหรัฐ: ความไม่แน่นอนทำให้ความสัมพันธ์ขาดช่วง

    ในอดีต ดอลลาร์มักแข็งค่าเมื่อนโยบายเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน แต่ในช่วงปี 2025 ทิศทางดอลลาร์กลับไม่ตอบสนองต่อความผันผวนของนโยบายการค้า หรือความไม่แน่นอนทางการเมืองเหมือนในอดีต

    อาจเป็นเพราะผลกระทบของนโยบายการเมืองมีความซับซ้อน ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านนโยบายกับตลาดการเงินไม่ชัดเจน เช่นนโยบายการค้าอาจหนุนดอลลาร์แข็ง แต่มุมมองของ Trump กลับสนับสนุนดอลลาร์อ่อน ทำให้ตลาดเลือกที่จะจับตาประเด็นอื่นเป็นหลักมากกว่า

    6. Momentum ของดอลลาร์: ขาลงที่นานเกินไปหนุนดอลลาร์ฟื้นตัว

    แนวโน้มการแข็งและอ่อนค่าของดอลลาร์จะมีทั้งรูปแบบ Momentum ระยะกลาง (3-6เดือน) และ Reversal ในระยะสั้น (1เดือน)

    ต้นไตรมาสที่สี่ ดอลลาร์เข้าสู่โหมด Reversal สาเหตุเกิดจากดอลลาร์ที่อ่อนค่ามานาน พบกับความไม่แน่นอนของการเมืองยุโรปและญี่ปุ่น ประเทศเจ้าของสองสกุลเงินใหญ่อย่างยูโร (EUR) และเยน (JPY)

    อย่างไรก็ดี การกลับตัวจากเหตุผลทางเทคนิค มักเป็นประเด็นที่ตลาดสนใจเพียงในระยะสั้น ส่วนระยะยาวต้องติดตามว่านโยบายเศรษฐกิจหรือการเงินนอกสหรัฐจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน

    7. โครงสร้างของดอลลาร์: ส่วนใหญ่มีผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าจริง แต่ทั้งหมด มักใช้เวลานาน

    สิ่งที่เราได้ยินบ่อยครั้งในช่วงนี้ คือประเด็นโครงสร้างและสถานะที่เปลี่ยนไปของดอลลาร์ เช่น De-Dollarization การลดขาดดุลด้วยกำแพงภาษี หนี้สหรัฐที่สูงเกินไป จนถึงความเป็นอิสระของ Fed ที่อาจทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าในระยะยาว

    แต่เหตุผลทางโครงสร้างเหล่านี้ ทั้งหมดเป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่ส่งผลเพียงเล็กน้อยในระยะสั้น ขณะเดียวกัน ก็มักมีความเร่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ตลาด ต้องรอความต่อเนื่องในอนาคตอีกมาก

    โดยสรุป 7 ปัจจัยข้างต้นกำลังบอกเราว่า การแข็งค่าของดอลลาร์ช่วงนี้อาจยังไม่ใช่ “จุดเปลี่ยนทิศ” แต่ในขณะเดียวกัน ดอลลาร์ก็อาจไม่อ่อนค่าตลอดไปเช่นกัน

    ในมุมมองของผม นโยบายการเงินจะกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อ อย่างน้อยไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2026 แต่เมื่อไหร่ที่สหรัฐหลุดพ้นจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ หรือฉกฉวยโอกาสเติบโตจากเทคโนโลยีได้มากกว่าทั่วโลก เมื่อนั้น ดอลลาร์ก็มีโอกาสจะกลับไปแข็งค่าอีกครั้งครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/finance/investment/1203783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1C0SIxfFi2yVrRRLlUG6SH

  • รัฐบาลวางแผนปั๊มเงิน 4 ล้านล้าน ประคองเศรษฐกิจไทย ปี 68-69

    รัฐบาลวางแผนปั๊มเงิน 4 ล้านล้าน ประคองเศรษฐกิจไทย ปี 68-69

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์นี้ เห็นชอบมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นแนวทางดำเนินการให้สอดคล้องกับเป้าหมายในภาพรวมของประเทศ ภายหลังจากมาตรการดังกล่าว ได้นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน เห็นชอบแล้ว โดยมีวงเงินรวมกว่า 4.1 ล้านล้านบาท 

    ทั้งนี้กระทรวงการคลัง รายงานว่า การจัดทำมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นผลมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ในปี 2568 กำลังชะลอตัว โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวอยู่ที่ 2.8% ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวอยู่ที่ 3.2% 

    โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลกระทบของนโยบายภาษีสหรัฐอเมริกาความผันผวนเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปัญหาภายในประเทศ เช่น หนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อและสภาพคล่องลงลง และคาดการณ์ไตรมาสที่ 3-4 อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจะลดลงมาอยู่ที่ 1.7% และ 0.3% ตามลำดับ

    ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก กระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้มีเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ และช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 โดยมีงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 3,780,600 ล้านบาท ประกอบด้วย 

    1.รายจ่ายประจำ จำนวน 2,918,863.71 ล้านบาท 2.รายจ่ายลงทุน จำนวน 861,736.29 ล้านบาท และเมื่อรวมเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 อีกจำนวน 320,996.41 ล้านบาท จะทำให้มีงบประมาณที่หน่วยงานของรัฐจะต้องดำเนินงาน จำนวนทั้งสิ้น 4,101,596.41 ล้านบาท

    สำหรับมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีรายละเอียดดังนี้

    1. เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ให้หน่วยงานของรัฐเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่ก่อหนี้ผูกพันแล้ว ให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำหรับเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 และเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

    2. เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กระทรวงการคลังเห็นควรกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายและการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เช่น กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายภาพรวมไม่น้อยกว่า 93% การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำไม่น้อยกว่า 98% การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่า 75% และการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายภาพรวม รายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุน 100%

    ทั้งนี้มีแนวทางให้หน่วยรับงบประมาณดำเนินการ เช่น ต้องดำเนินการหรือเบิกจ่ายโดยสำนักงานในส่วนภูมิภาค ให้หน่วยรับงบประมาณเร่งดำเนินการส่งเงินจัดสรรต่อไปยังสำนักงานในส่วนภูมิภาค ภายใน 5 วันนับแต่วันที่ได้รับอนุมัติเงินจัดสรร 

    ขณะที่รายจ่ายลงทุนรายการปีเดียวที่เป็นการซื้อครุภัณฑ์ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันและการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 สำหรับรายการที่เป็นการจ้าง ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 และก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จทุกรายการภายในไตรมาสที่ 2 ส่วนรายจ่ายลงทุนรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 

    อย่างไรก็ตามคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ได้ยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ส่วนการเบิกจ่ายเงินให้หน่วยรับงบประมาณปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 วันทำการ

    พร้อมกันนี้ยังกำหนดให้หัวหน้าหน่วยรับงบประมาณรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของงบประมาณรายจ่ายลงทุน ระบุปัญหาอุปสรรค และแนวทางแก้ไขต่อกรมบัญชีกลางภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป และให้นำผลการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณและการเบิกจ่ายงบประมาณไปใช้ประกอบการพิจารณาในการประเมินผลการปฏิบัติราชการของหัวหน้าหน่วยรับงบประมาณด้วย และให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้สอดคล้องกับศักยภาพของหน่วยงาน

    ส่วนมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจไม่น้อยกว่า 95% ของกรอบงบลงทุน และขอให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจพิจารณากำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในระดับไม่น้อยกว่า 95% เป็นตัวชี้วัดของผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ พร้อมกันนี้ยังขอความร่วมมือให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดกำกับดูแลให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการ ดังต่อไปนี้

    1. รายจ่ายลงทุนรายการปีเดียวที่เป็นการซื้อครุภัณฑ์ ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันและการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 สำหรับรายการที่เป็นการจ้าง ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 และก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จทุกรายการภายในไตรมาสที่ 2

    2. รายจ่ายลงทุนรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2

    3. งบลงทุนที่เสนอขอใหม่ในปีบัญชี 2569 ให้เตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถลงนามสัญญาได้ทันทีเมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณ

    อย่างไรก็ตามให้รัฐวิสาหกิจพิจารณาเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนให้เร็วขึ้น โดยปรับเพิ่มแผนการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาสที่ 1 – 2 ของปีบัญชี 2569 (Front – Loaded) เพื่อหลีกเลี่ยงการกระจุกตัว ของการเบิกจ่ายงบลงทุนในช่วงไตรมาสสุดท้าย รวมถึงเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนโดยเฉพาะงบลงทุน ที่ได้ผูกพันสัญญาไว้แล้ว และเร่งการเบิกจ่ายในส่วนของรายการนำเข้า (Import Content) เพื่อสนับสนุน ความสมดุลของกลไกการนำเข้า – ส่งออก ที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทของไทยในขณะนี้

    ทั้งนี้ หากรัฐวิสาหกิจ มีความประสงค์จะปรับปรุงงบลงทุนในระหว่างปีขอให้พิจารณาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1ของปีบัญชี 2569 ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641843&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VssmMX6ARp3-tpF7cgN03

  • “คนละครึ่งพลัส” กลับมาอีกครั้ง เติมเงิน เติมโอกาส ฟื้นพลังจับจ่ายทั่วไทย

    “คนละครึ่งพลัส” กลับมาอีกครั้ง เติมเงิน เติมโอกาส ฟื้นพลังจับจ่ายทั่วไทย

    รัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เดินเครื่องโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ต่อชีวิตเศรษฐกิจฐานราก สานต่อโครงการยอดนิยมที่เคยจุดประกายกำลังซื้อให้ทั้งประเทศ เปิดลงทะเบียนวันแรก “20 ตุลาคม” นี้ ผ่านแอป “เป๋าตัง” พร้อมเพิ่มสิทธิพิเศษวงเงินใช้จ่ายและโอกาสให้ร้านค้า ประชาชนทั่วไทยเข้าถึงโครงการมากขึ้น

    กว่า 4 ปีที่ “คนละครึ่ง” ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลายเป็นสัญลักษณ์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้าถึงหัวใจคนไทย เพราะไม่เพียงช่วยลดค่าครองชีพ แต่ยังทำให้ร้านค้ารายเล็กกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อรัฐบาล “อนุทิน” เข้ามาจึงประกาศเดินหน้าต่อยอดด้วย “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อเพิ่มพลังให้ระบบเศรษฐกิจหมุนต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2568

    ตามที่ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวไว้ว่า โครงการนี้เป็นหนึ่งใน 4 มาตรการใหญ่เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและการบริโภค ที่รัฐบาลอนุมัติในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 โดยมีเป้าหมายฟื้นกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลก พร้อมเน้นกระจายรายได้ถึงเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    “5 เพิ่ม” ยกเครื่อง “คนละครึ่ง พลัส”

    เวอร์ชัน “พลัส” ที่มาในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำมาตรการเก่ามาทำซ้ำ แต่เป็นการอัปเกรดเต็มรูปแบบ ทั้งในด้านเทคโนโลยีและสิทธิประโยชน์ คือ 

    1.เพิ่มช่วงอายุผู้มีสิทธิ์ ขยายอายุผู้เข้าร่วมโครงการให้เริ่มได้ตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป จากเดิมอายุ 18 ปีขึ้นไป 

    2.เพิ่มวงเงินใช้จ่าย จากเดิมวันละ 150 บาท เป็น 200 บาทต่อวัน 

    3.เพิ่มสิทธิพิเศษผู้ที่อยู่ในระบบภาษีได้รับสิทธิ์ 2,400 บาท ขณะที่ประชาชนทั่วไป รัฐร่วมจ่าย 2,000 บาทต่อคน

    4.เพิ่มโอกาสให้ร้านค้า Micro–SME เปิดกว้างให้ร้านค้าใหม่ ธุรกิจรายย่อย และบริการท้องถิ่นเข้าร่วมได้ง่ายขึ้น 

    5.เพิ่มทักษะร้านค้า โดยภาครัฐจัดโครงการ Upskill/Reskill เพื่อให้ร้านค้าใช้เทคโนโลยีและระบบชำระเงินดิจิทัลอย่างคล่องแคล่ว

    ลงทะเบียนผู้ใช้สิทธิ์วันแรก 20 ต.ค.นี้

    “คนละครึ่ง พลัส” เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20–26 ตุลาคม 2568 ผ่านแอป “เป๋าตัง” โดยผู้ที่เคยใช้สิทธิ์สามารถกดยืนยันได้ทันที ส่วนผู้ใช้ใหม่ต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบ G–Wallet ก่อนเริ่มใช้งาน

    หลังลงทะเบียนสำเร็จ สามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ 29 ตุลาคม -31 ธันวาคม 2568 ระหว่างเวลา 06.00-22.00 น. อย่างไรก็ตาม ต้องใช้สิทธิ์ครั้งแรกภายใน 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23.00 น. เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิ์ตามเงื่อนไข

    ประชาชนที่ต้องการเข้าร่วม “คนละครึ่ง พลัส” ต้องมีคุณสมบัติครบตามที่รัฐบาลกำหนด ได้แก่ สัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 16 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ลงทะเบียน มีบัตรประจำตัวประชาชนเลข 13 หลักและข้อมูลอยู่ในทะเบียนราษฎรของไทย มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ที่สามารถติดตั้งและใช้งานแอป “เป๋าตัง” เพื่อยืนยันตัวตนผ่านระบบ G-Wallet

    ต้องไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบปี 2568 เพราะรัฐมอบสิทธิ์ช่วยเหลือเพิ่มเติมจากที่ได้รับเดือนละ 300 บาทต่อคนต่อเดือนตามปกติ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมปีนี้จะได้เพิ่มอีกเดือนละ 850 บาท รวมเป็น 1,150 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 2 เดือนจะได้รับเพิ่มอีก 1,700 บาทต่อคนจากปกติ ต้องย้ำว่าคนกลุ่มนี้ไม่ต้องไปลงทะเบียนรับสิทธิ์ “คนละครึ่ง พลัส” อีก เพราะคุณได้รับสิทธิ์ไปแล้ว

    ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติดังกล่าวสามารถลงทะเบียนได้ระหว่างวันที่ 20-26 ตุลาคม 2568 ผ่านแอป “เป๋าตัง” โดยผู้ใช้เก่าที่เคยเข้าร่วม “คนละครึ่ง” เฟสก่อนหน้าเพียงกดยืนยันสิทธิ์ในแอปได้ทันที ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ส่วนผู้ใช้ใหม่ต้องยืนยันตัวตนในระบบ G-Wallet และเติมเงินล่วงหน้า เพื่อพร้อมใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568

    สิทธิ์นี้เปิดให้กับประชาชนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ทั่วประเทศ โดยรัฐบาลตั้งเป้ารองรับกว่า 20 ล้านสิทธิ์ และกำชับให้ธนาคารกรุงไทยเตรียมขยายระบบเซิร์ฟเวอร์เพื่อรองรับการลงทะเบียนพร้อมกันในวันแรก ป้องกันเหตุระบบล่มหรือหน่วงช้าในชั่วโมงเร่งด่วน

    เปิดลงทะเบียนร้านค้าวุ่นซะแล้ว

    สำหรับร้านค้าได้เปิดรับลงทะเบียนมาตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม–19 ธันวาคม 2568 ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com หรือ www.ถุงเงินกรุงไทย.com โดยร้านค้าเดิม ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ส่วนร้านค้าใหม่ยื่นใบสมัครแนบสำเนาบัตรประชาชนและรูปถ่ายร้าน เมื่อผ่านเกณฑ์ระบบจะปรากฏเมนู “คนละครึ่ง พลัส” บนแอป “ถุงเงิน”

    หลังรัฐบาลเปิดให้ร้านค้ากลุ่มใหม่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” บรรยากาศทั่วประเทศเต็มไปด้วยความคึกคัก ร้านอาหาร ร้านชำ ร้านกาแฟ ร้านข้าวเหนียวหมูปิ้ง และผู้ประกอบการรายย่อยต่างเร่งลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการยอดนิยมที่ช่วยเพิ่มยอดขายและหมุนเงินกลับเข้าสู่ชุมชนในช่วงปลายปีได้อย่างเป็นรูปธรรม

    วันแรกของการเปิดลงทะเบียน มีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จแล้วกว่า 80,000 รายทั่วประเทศ และอีกหลายพันรายอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล เสียงสะท้อนจากร้านค้าส่วนใหญ่ให้ความเห็นตรงกันว่า ขั้นตอนสมัครปีนี้ “ง่ายและชัดเจนขึ้น” โดยเฉพาะคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยและจุดบริการของกระทรวงมหาดไทยที่ช่วยให้ผู้ค้ารายย่อยดำเนินการได้สะดวกมากขึ้น

    ขณะเดียวกันก็มีบางร้านที่ประสบปัญหา เช่น แอป “ถุงเงิน” ไม่แสดงปุ่มยืนยันสิทธิ์ ทำให้ต้องเดินทางไปธนาคารด้วยตนเอง เกิดภาพต่อคิวยาวในบางพื้นที่ และมีข้อเสนอให้รัฐปรับปรุงระบบให้สามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้เต็มรูปแบบ เพื่อประหยัดเวลาและลดภาระเอกสารในอนาคต

    หลายเสียงสะท้อนจากภาคผู้ค้าระบุว่า แม้จะเข้าใจถึงความจำเป็นของการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริต แต่รัฐบาลควรเร่งพัฒนา “ระบบยืนยันสิทธิ์อัตโนมัติ” ให้รวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น เช่น เมื่อร้านค้ากดยืนยันแล้ว ควรแสดงผลสถานะชัดเจนภายใน 24 ชั่วโมง ไม่ต้องรอการตรวจสอบข้ามวัน รวมถึงควรเปิดช่องทางให้ร้านค้าแก้ไขข้อมูลออนไลน์ได้เองหากส่งเอกสารไม่ครบ เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องเดินทางซ้ำไปจุดบริการ นอกจากนี้ ยังมีเสียงเรียกร้องให้ภาครัฐเตรียมเจ้าหน้าที่เพียงพอในช่วงเร่งด่วน โดยเฉพาะสาขาธนาคารกรุงไทยในต่างจังหวัดที่มีผู้สมัครจำนวนมาก

    คนค้าขายหวังโอกาสเพิ่มรายได้

    แม้จะยังมีเสียงบ่นเรื่องความล่าช้าและความไม่สะดวกบ้าง แต่โดยภาพรวมร้านค้าส่วนใหญ่ยอมรับว่าโครงการนี้ช่วยเพิ่มรายได้จริงในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว “ปีนี้ขั้นตอนง่ายขึ้นมาก แม้ต้องยื่นเอกสาร แต่ไม่ยุ่งยากเหมือนเดิม”

    กระทรวงการคลังคาดว่า ภายในสิ้นปีจะมีร้านค้าทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นแรงขับสำคัญให้เศรษฐกิจฐานรากหมุนเวียนต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 และเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในโรดแม็ปเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน ที่ต้องการเห็น “คนตัวเล็ก” กลับมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

    สำหรับคุณสมบัติของร้านค้าที่เข้าร่วม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ร้านค้าบุคคลธรรมดา และร้านค้านิติบุคคลหรือวิสาหกิจเฉพาะกิจ เช่น กลุ่มอาชีพหรือวิสาหกิจชุมชน ร้านค้าที่มีสิทธิ์เข้าร่วมต้องเป็นร้านจำหน่ายสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ร้านชำ ร้านกาแฟ ร้านนวด ร้านเสริมสวย หรือบริการขนส่งสาธารณะ มีบัญชีธนาคารกรุงไทยเพื่อเชื่อมระบบชำระเงินผ่านแอป “ถุงเงิน”

    และต้องเป็นร้านที่มีสถานประกอบการตรวจสอบได้จริง ขณะเดียวกันร้านค้าต้องไม่จำหน่ายสินค้าต้องห้ามตามกฎหมาย เช่น บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สลากกินแบ่ง หรือการพนัน

    ร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบเรียบร้อย ระบบจะปรากฏเมนู “คนละครึ่ง พลัส” ในแอป “ถุงเงิน” เพื่อเริ่มรับชำระเงินจากประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เปิดระบบ “ฟู้ดดีลิเวอรี” ครั้งแรก

    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ “คนละครึ่ง พลัส” คือการเปิดช่องทางใช้สิทธิ์ผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดดีลิเวอรี ซึ่งจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ถือเป็นครั้งแรกที่ประชาชนสามารถ “สั่งอาหารออนไลน์” แล้วหักสิทธิ์ร่วมจ่ายแบบเรียลไทม์ผ่านระบบ G–Wallet ได้โดยตรง

    ที่ผ่านมา “คนละครึ่ง” จำกัดเฉพาะการซื้อสินค้าหรือบริการที่หน้าร้านเท่านั้น แต่การเปิดระบบดีลิเวอรีในครั้งนี้ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิ์ได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในเมืองใหญ่ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ไม่สะดวกเดินทาง ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสให้ร้านอาหารรายย่อยและผู้ประกอบการในท้องถิ่นขยายฐานลูกค้าไปยังพื้นที่อื่นได้มากขึ้น

    นอกจากเพิ่มช่องทางดิจิทัลแล้ว รัฐบาลยัง “ขยายกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการ” ให้กว้างกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเปิดรับทั้งร้านค้านิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เข้าร่วมได้เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูให้ธุรกิจขนาดเล็กที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายได้รับสิทธิ์เทียบเท่าร้านค้ารายย่อยทั่วไป เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

    ขณะเดียวกันโครงการยังครอบคลุมถึงร้านนวด สปา เสริมสวย รวมถึงผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่มีมิเตอร์ รถตู้โดยสารสาธารณะ และรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การเปิดให้เข้าร่วมในครั้งนี้จึงช่วยต่อยอดรายได้แก่ภาคบริการรายย่อยและแรงงานอิสระให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

    เป็นก้าวใหม่ของ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ไม่ได้เพียงต่อยอดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ยังขยายผลเชิงโครงสร้าง เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจฐานรากของไทยก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ โดยรัฐบาลอัดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจลงไป 44,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับการสมทบของประชาชนอีก 44,000 ล้านบาท จะมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 88,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินที่สมทบในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 23,000 ล้านบาท จะมีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจร่วมแสนล้านบาท คาดว่าจะช่วยดันผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ 0.6% เพิ่มจากถ้าไม่ทำโครงการนี้จีดีพีจะขยายตัวได้ 0.3%

    ปลุกพลัง 5 เสาหลักเศรษฐกิจ

    เบื้องหลังโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” อยู่ในกรอบ “Quick Big Win และ 5 เสาหลักเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน” ซึ่งได้มีการฉายภาพนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 บนการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้ง 5 เสาหลัก ได้แก่ 1.กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ใช้มาตรการร่วมจ่าย “คนละครึ่ง พลัส” 20 ล้านคน และเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน และมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อฟื้นรายได้ประชาชน 2.ลดภาระหนี้ของประชาชน ปรับโครงสร้างหนี้และเปิดช่องให้ลูกหนี้กลับเข้าสู่ระบบ 3.เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม 4.เพิ่มการออมของประชาชน สลากออมทรัพย์และพันธบัตรออมทรัพย์เพื่อสร้างหลักประกันทางสังคม 5.การลงทุนเพื่ออนาคต เร่งลงทุนผ่าน BOI Fast Pass พร้อมพัฒนาแรงงานและพลังงานสะอาด

    มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” เป็นก้าวแรกของความพยายามฟื้นกำลังซื้อจากฐานล่างขึ้นบน ในเวลาอันจำกัดในการทำงานของรัฐบาลในระยะ 4 เดือน ผลลัพธ์จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ยังต้องติดตามการดำเนินงานจริงของแต่ละมาตรการในระยะต่อไป โดยเฉพาะ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งถูกจับตามองว่าจะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้เศรษฐกิจฐานรากได้เพียงใด.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2889991&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DBHDMJ1G9tr_iKKRGGLdF

  • แห่ยืนยันตัวตนแน่น รอรับสิทธิ์”คนละครึ่งพลัส” | ทันข่าวสุดสัปดาห์ | 19 ต.ค. 68

    แห่ยืนยันตัวตนแน่น รอรับสิทธิ์”คนละครึ่งพลัส” | ทันข่าวสุดสัปดาห์ | 19 ต.ค. 68

    มาดูบรรยากาศการลงทะเบียนยืนยันตัวตน เตรียมรับสิทธิ์ คนละครึ่งพลัส ธนาคารกรุงไทย เกือบทุกพื้นที่ มีผู้ไปยืนยันตัวตนกันแน่นตลอดทั้งวัน

    #ลงทะเบียนคนละครึ่ง #คนละครึ่งพลัส #ลงทะเบียน #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันข่าวสุดสัปดาห์
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/203414&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gfsLKLALcyncpGhx7oyYY

  • สถานทูตเกาหลีโต้ ข่าว “7 นักการเมืองไทยเอี่ยวสแกมเมอร์กัมพูชา” ไม่เป็นความจริง

    สถานทูตเกาหลีโต้ ข่าว “7 นักการเมืองไทยเอี่ยวสแกมเมอร์กัมพูชา” ไม่เป็นความจริง

    วันนี้ (19 ต.ค.2568) สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย โพสต์แถลงการณ์บนเฟซบุ๊กชี้แจงกรณีบทความจากสำนักข่าวฐานเศรษฐกิจที่ลงวันที่เดียวกัน โดยบทความดังกล่าวอ้างว่านายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้

    The Thansettakij article dated October 19 reported that “The Korean Prime Minister stated that seven Thai politicians are involved in a Cambodian scam case.” The Government of the Republic of Korea clarifies that this report is not factual. The Embassy of the Republic of Korea will take necessary measures against this fake news.

    ขอชี้แจงให้ทราบว่า บทความของสำนักข่าว ฐานเศรษฐกิจ ลงวันที่ 19 ตุลาคม ที่รายงานว่า
    “นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เปิดเผยถึง นักการเมืองไทย 7 คนที่พัวพันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา” นั้น ไม่เป็นความจริง
    สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี
    จะดำเนินการตามความเหมาะสมต่อข่าวปลอมดังกล่าว

    อ่านข่าวอื่น :

    คลื่นประท้วง “ทรัมป์” ชาวอเมริกัน 7 ล้านคนลุกฮือต่อต้านทั่วประเทศ

    “ความลับ” ของ เฉิน จื้อ ที่ปรึกษานายกฯ กัมพูชา และธุรกิจที่อำพรางไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357706&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pqfBgrhp8E6xUTGDn9d9K

  • พรุ่งนี้เตรียมตัว! “คนละครึ่ง พลัส” เปิดให้ประชาชนเริ่มลงทะเบียน 20 ต.ค. : อินโฟเควสท์

    พรุ่งนี้เตรียมตัว! “คนละครึ่ง พลัส” เปิดให้ประชาชนเริ่มลงทะเบียน 20 ต.ค. : อินโฟเควสท์

    น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” จะเปิดให้เริ่มลงทะเบียนผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 20-26 ต.ค. 68 ระหว่างเวลา 06.00 – 22.00 น. ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับสิทธิร่วมโครงการฯ จะเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 68

    ปัจจุบันกระแสโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ของรัฐบาลพบว่ามีประชาชน และผู้ประกอบการให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก โดยความคืบหน้านับตั้งแต่เริ่มลงทะเบียนในส่วนผู้ประกอบการร้านค้าฯ เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 68 – 17 ต.ค. 68 ณ เวลา 12.00 น. พบว่า

    มีร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ สำเร็จแล้ว 123,960 ราย แบ่งเป็น 1) ร้านค้ารายเดิม 72,185 ราย และ 2) ร้านค้ารายใหม่ 51,775 ราย ส่วนร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัคร 98,064 ราย แบ่งเป็น 1) รอให้ร้านค้าเข้ามากดยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการฯ 91,917 ราย และ 2) รอดำเนินการตรวจสอบ 6,147 ราย

    “ขอฝากประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจ และมีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขที่โครงการฯ กำหนด สามารถทยอยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโครงการฯ จะเปิดให้เริ่มสแกนรับเงินจากประชาชนได้จริงในวันที่ 29 ต.ค. 68 ซึ่งร้านค้าสามารถลงทะเบียนได้ จนกว่ากระทรวงการคลังจะปิดรับสมัครร้านค้าในวันที่ 19 ธ.ค. 68” รองโฆษกรัฐบาล ระบุ

    น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน กระแสความนิยมของประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้า ที่มีต่อโครงการฯ ได้รับความสนใจทั่วประเทศ จึงเป็นเหตุให้เหล่ามิจฉาชีพพยายามฉวยโอกาสหลอกลวงประชาชนในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการ “ส่งลิงก์ปลอม” มาหลอกเอาข้อมูลส่วนตัว และดูดทรัพย์ของประชาชน

    “ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ได้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของประชาชน” รองโฆษกรัฐบาล ระบุ

    อย่างไรก็ดี ในเบื้องต้นขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของตำรวจไซเบอร์ ดังนี้

    1. อย่ากดลิงก์จาก SMS/ข้อความแปลกปลอม เนื่องจากโครงการรัฐ จะไม่ส่งลิงก์ลงทะเบียนผ่านข้อความ

    2. อย่าหลงเชื่อเพจ/บัญชีโซเชียลที่ไม่เป็นทางการ และขอให้ประชาชนตรวจสอบว่ามีเครื่องหมายยืนยัน (✔ Verified) และผู้ติดตามจริงหรือไม่ โดยการลงทะเบียนที่ถูกต้องนั้น ทำได้เฉพาะแอปฯ “เป๋าตัง” และ “ถุงเงิน”

    3. อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว อาทิ เลขบัตรประชาชน, วันเกิด, PIN, OTP, ข้อมูลบัญชีธนาคาร

    4. อย่าเชื่อสายโทรศัพท์ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ โดยหน่วยงานรัฐและธนาคาร ไม่มีนโยบายโทรขอ OTP หรือให้โอนเงิน

    5. ตรวจสอบข้อมูลทุกครั้ง หากมีความสงสัย ให้โทรสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง และอย่าแชร์ข้อมูลจากข่าวลือ/เพจที่ไม่น่าเชื่อถือ

    “หากประชาชนได้รับลิงก์ปลอม ขอให้พิจารณาตั้งสติ และ “ไม่กดลิงก์” แต่หากประชาชนเผลอกดลิงก์ปลอม และได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ ขอให้ดำเนินการแจ้งความออนไลน์ได้ที่ https://www.thaipoliceonline.go.th/login หรือโทร. สายด่วนที่ 1441 เพื่อระงับบัญชีคนร้ายภายใน 72 ชั่วโมง และรีบเข้าพบพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน” โฆษกรัฐบาล ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/538496&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_BDiANQcI2u-1gp7L1F9p

  • นับแล้ว 95% ‘วิสุดา’ ชนะขาดลอย ศึกเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 | เดลินิวส์

    นับแล้ว 95% ‘วิสุดา’ ชนะขาดลอย ศึกเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังปิดหีบการเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง หลังจากนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ เจ้าของพื้นที่เดิม ลาออกจาก สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 68 ที่ผ่านมา ก่อนไปดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย

    ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี เขต 4 มีผู้สมัคร 2 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 น.ส.วิสุดา วิเชียรศิลป์ ลูกสาวนายศักดิ์ดา ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย หมายเลข 2 พล.อ.ชินวัฒน์ แม้นเดช อดีตที่ปรึกษานายภูมิธรรม ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย

    ปรากฏว่า การนับคะแนนผ่านไป 243 หน่วย ปรากฏว่า น.ส.วิสุดา ผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรคภูมิใจไทย ลูกสาวนายศักดิ์ดา อดีต สส. เขต 4 กาญจนบุรี ได้ 49,998 คะแนน นำ พล.อ.ชินวัฒน์ ผู้สมัครหมายเลข 2 จากพรรคเพื่อไทย อดีตที่ปรึกษานายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยที่ได้ 34,136 คะแนน

    สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 4 ประกอบด้วย อ.บ่อพลอย (ยกเว้นตำบลหนองกุ่ม), อ.ห้วยกระเจา, อ.เลาขวัญ, อ.หนองปรือ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 133,600 คน โดยสำนักงาน กกต.จังหวัดกาญจนบุรี ได้เตรียมหน่วยเลือกตั้งจำนวน 254 หน่วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5219719/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g7039qhR7lejHXSUGE9qS

  • “อนุสรณ์” ชี้ศก.ไทยเสี่ยงเงินฝืด แนะปรับโครงสร้างใหญ่ หนีรั้งท้ายอาเซียน : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” ชี้ศก.ไทยเสี่ยงเงินฝืด แนะปรับโครงสร้างใหญ่ หนีรั้งท้ายอาเซียน : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุน และการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยในปีนี้ จะอยู่ในระดับใกล้เคียง 0% หรือติดลบเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมาต่อเนื่อง 6 เดือนแล้ว และคาดว่าอาจติดลบไปจนถึงต้นปีหน้า ขณะที่ภาคส่งออก มีสัญญาณชะลออย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนส.ค. นอกจากนี้ ภาคการบริโภคขยายตัวต่ำจากหนี้ครัวเรือนสูง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำ รายได้ฟื้นตัวช้า

    ทั้งนี้ มองว่ามาตรการ Quick Big Win กระตุ้นเศรษฐกิจมีขีดจำกัดในการกระตุ้นการบริโภค อาจเพียงช่วยบรรเทาปัญหาการชะลอตัว และความยากลำบากทางเศรษฐกิจเท่านั้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นการใช้งบประมาณเดิม ไม่ได้เพิ่มเม็ดเงินงบประมาณใหม่เพิ่มเติม การเพิ่มเม็ดเงินใช้จ่ายจากงบประมาณใหม่ และการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม มีความจำเป็นในการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไหลลงลึกไปกว่านี้ ป้องกันการปิดกิจการของธุรกิจขนาดย่อม ขนาดเล็กและขนาดกลาง

    “เศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องมีการผ่าตัดใหญ่ และปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ปัญหาบางอย่างต้องดำเนินการโดยไม่ชักช้า และไม่สามารถรอรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งได้ สังคมไทยโดยเฉพาะประชาชนในระดับฐานราก เจอกับกับดักซ้ำซ้อน กับดักหนี้สิน กับดักความเหลื่อมล้ำ กับดักปัญหาสถาบันครอบครัว กับดักรายได้ต่ำขาดเงินออม และไม่มีความมั่นคงในงาน” นายอนุสรณ์ ระบุ

    นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยติดกับดักรายได้ระดับปานกลางตั้งแต่ปี 2531 และขยับสูงขึ้นมาอยู่ในกลุ่มบนของกลุ่มประเทศระดับรายได้ปานกลางตั้งแต่ปี 2553 มีส่วนแบ่งในตลาดโลกสูงขึ้น และสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศในระดับสูง แต่ต่อมาเศรษฐกิจไทยได้ถดถอยลง และมีอัตราการขยายตัวในระดับต่ำมาตลอดหลังการรัฐประหาร ปี 2557 และหลังวิกฤติเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในปี 2563 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก

    นอกจากนี้ ประเทศไทยก็ยังมีจุดอ่อนในเชิงโครงสร้างหลายด้านทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ได้แก่ โครงสร้างสังคมผู้สูงวัย แต่คุณภาพคนโดยเฉลี่ยยังต่ำ และการออมไม่เพียงพอ ขาดแคลนแรงงานทั้งในกลุ่มทักษะฝีมือสูง และฝีมือระดับล่าง ทั้งระบบเศรษฐกิจมีผลิตภาพการผลิตรวมต่ำ ต้องอาศัยการเพิ่มปริมาณแรงงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมีสัดส่วนภาคการค้าระหว่างประเทศต่อขนาดเศรษฐกิจสูงกว่าเศรษฐกิจภายในประเทศมาก จึงมีการผันผวนตามปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ ฐานการผลิตเกษตรและบริการต่ำโดยที่องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการเพิ่มมูลค่ายังมีน้อย การลงทุนเพื่อการวิจัยไม่เพียงพอ การพัฒนาด้านนวัตกรรมมีน้อย

    สำหรับการดำเนินและการบริหารจัดการภาครัฐ ก็ยังขาดการบูรณาการจึงสิ้นเปลืองงบประมาณ ยังมีปัญหาการคอร์รัปชันเป็นวงกว้าง ขาดความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพต่ำ โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ไม่สมบูรณ์และล่าช้า การบังคับใช้กฎหมายยังขาดประสิทธิผลและกฎระเบียบล้าสมัย ปัญหาด้านการไม่เคารพสิทธิผู้อื่น และไม่ยึดผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ อีกทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำและความแตกแยกในสังคมไทย ยังเป็นปัญหาที่ท้าทายมาก

    นาอนุสรณ์ กล่าวว่า ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า ขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทยจะร่วงหล่นไปอยู่อันดับ 5 ของอาเซียนโดยถูก ฟิลิปปินส์ และ เวียดนาม แซงหน้า ในอีก 5 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2030) โดยขนาดเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 654 พันล้านดอลลาร์ ใน ค.ศ. 2030 จาก 558 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้

    “อันดับที่ร่วงหล่นลง จะเป็นผลจาก GDP ของไทยโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนอย่างต่อเนื่องในอนาคต และจะมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยไม่เกิน 2% หากไม่ต้องการให้ขนาดเศรษฐกิจ “ประเทศไทย” ร่วงหล่นมาอยู่ในอันดับ 5 ของอาเซียน เราจำเป็นต้องทำให้อัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยของไทยอยู่ในระดับ 4-5% เป็นอย่างน้อย” นายอนุสรณ์ ระบุ

    โดยเห็นว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจต้องมุ่งไปที่การสร้างฐานรายได้ใหม่ของประเทศ ทำให้เกิดอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ อุตสาหกรรม New S-Curve ยกระดับธุรกิจอุตสาหกรรมเดิมให้แข่งขันได้ดีขึ้น พร้อมกับพัฒนาแปรรูปสินค้าให้มีมูลค่าสูงขึ้น มุ่งเน้นการลงทุนในการสร้างนวัตกรรมและทุนมนุษย์ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเทียบกับจีดีพีให้ขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงกว่า 30%-40% การเปิดกว้างในการดึงดูดการลงทุนของต่างชาติ ต้องมาพร้อมกับเป้าหมายอันชัดเจน ที่ทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ และสามารถบูรณาการกับอุตสาหกรรมภายในเพื่อเสริมความแข็งแกร่งได้ดียิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ ต้องมีการวางยุทธศาสตร์และแผนระยะยาว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ใช่เป้าหมายตามวาระการดำรงอยู่ของรัฐบาล พัฒนาตลาดทุนเป็นกลไกในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เป็นกลไกสำคัญในการปรับเปลี่ยนระบบการเงินของประเทศจากระบบ Bank-based Financial System มาเป็นระบบ Market-based Financial System มากขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุล ความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศมากขึ้น ทำตลาดทุนให้เป็นเรื่องเข้าถึงได้ง่าย โดยกิจการเอสเอ็มอี และประชาชน มีการยกระดับมาตรฐานเพื่อธุรกิจอุตสาหกรรม และร่วมสร้างโอกาสเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/538550&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20k1k9qqx0qm5oUHO8o9vs

  • สรรเพชญ สนับสนุนคนละครึ่งพลัส ชี้ช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานราก

    สรรเพชญ สนับสนุนคนละครึ่งพลัส ชี้ช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานราก

    สรรเพชญ สนับสนุนคนละครึ่งพลัส ชี้ช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานราก

    ส.ส.สงขลาเผย ประชาชนยังเดือดร้อนจากค่าครองชีพสูง ชี้ “คนละครึ่งพลัส” ช่วยหมุนเงินในระบบเศรษฐกิจและบรรเทาภาระ แนะรัฐปรับระบบลงทะเบียนให้ผู้สูงอายุเข้าถึงง่ายขึ้น

    วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่พบปะประชาชนในเขตอำเภอเมืองสงขลา ว่า จากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง พบว่า “ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง” ยังคงเป็นประเด็นหลักที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของครัวเรือนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะภาวะรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ยังคงเท่าเดิม ทำให้หลายครอบครัวต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น

    นายสรรเพชญกล่าวว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นหนึ่งในมาตรการที่ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนในเชิงบวก เนื่องจากช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจได้จริง เงินที่รัฐอัดฉีดลงไปถึงทั้งผู้ค้าและผู้บริโภคโดยตรง และสามารถบรรเทาภาระค่าครองชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเห็นว่า มาตรการลักษณะนี้มีประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจระยะสั้นมากกว่าการแจกเงินแบบครั้งเดียว เพราะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง และส่งผลดีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก

    อย่างไรก็ตามปัญหาที่พบในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินโครงการ คือขั้นตอนการลงทะเบียนและยืนยันตัวตนที่ยังไม่สะดวก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องเดินทางไปธนาคารเพื่อยืนยันตัวตน ทำให้เกิดความยุ่งยากและล่าช้าในการเข้าร่วมโครงการ นายสรรเพชญจึงเสนอให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงระบบให้รองรับกลุ่มประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้ยาก เพื่อให้มาตรการนี้ครอบคลุมอย่างแท้จริง

    สำหรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” รอบใหม่นี้ รัฐบาลจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20–26 ตุลาคม 2568 และเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยมีการปรับเพิ่มวงเงินการใช้จ่ายเป็น 200 บาทต่อวัน ขยายสิทธิ์ให้ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป และเพิ่มสิทธิพิเศษสำหรับผู้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อกระตุ้นการบริโภคและส่งเสริมการเสียภาษีอย่างถูกต้อง

    ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค นายสรรเพชญระบุว่า การบริโภคภาคครัวเรือนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ขณะที่ภาคการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ มาตรการอย่าง “คนละครึ่งพลัส” จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยรักษากำลังซื้อ กระตุ้นความเชื่อมั่น และกระจายรายได้ไปสู่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้มีสภาพคล่องมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    ทั้งนี้จากการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา โครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะใช้งบประมาณจากเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหลืออยู่ในปีงบประมาณ 2568 ประมาณ 22,400 ล้านบาท และใช้งบปี 2569 อีกราว 44,000 ล้านบาท เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากและช่วยพยุงค่าครองชีพของประชาชนช่วงปลายปี

    นายสรรเพชญกล่าวทิ้งท้ายว่า ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการต่อเนื่องถึงช่วงหลังปีใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมเทศกาลจับจ่ายและท่องเที่ยวต้นปี 2569 ซึ่งจะช่วยต่อยอดผลทางเศรษฐกิจได้ยาวนานขึ้น พร้อมย้ำว่า การดูแลค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน คือรากฐานสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/732087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iDtDoYHsoysSTam2i6Lx7