© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5225014/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mV8MO418yR79WuUowSuN9

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5225014/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mV8MO418yR79WuUowSuN9

นายกฯ อนุทิน เชิญชวนคนไทยร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง 2568 เดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย สร้างรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน
21/10/2568 | 279 |
วันนี้ (21 ตุลาคม 2568) เวลา 09.40 น. ณ บริเวณโถงอาคารตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเจ้าหน้าที่ เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงาน Maha Loi Krathong World Event ในเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2568 ณ จังหวัดสุโขทัยและพระนครศรีอยุธยา และงาน Vijit Chao Phraya 2025 ในเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 ณ บริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมด้วย
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี รับฟังวัตถุประสงค์ของการจัดงานกิจกรรมและการประชาสัมพันธ์ “งานสีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง ปี 2568” และ “งาน Vijit Chao Phraya 2025” โดยงาน Maha Loi Krathong @Sukhothai จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ บริเวณวัดชนะสงครามและตระพังตะกวน อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย โดยเนรมิตพื้นที่วัดชนะสงครามให้เปล่งประกายด้วยแสงไฟ ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรุ่งเรืองของอารยธรรมสุโขทัย ผสานบรรยากาศย้อนยุคกับความร่วมสมัยอย่างกลมกลืน และงาน Maha Loi Krathong @Ayutthaya ในวันที่ 2 – 6 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำเสนอความงดงามและมนต์เสน่ห์ของประเพณีลอยกระทง เพื่อตอกย้ำการได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นเมืองเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมของเมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โดยนำเสนออัตลักษณ์ประเพณีเทศกาลลอยกระทง ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมการจัดแสดงแสง สี เสียง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้เข้าร่วมงาน นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนการจัดงานในพื้นที่อัตลักษณ์ทั่วประเทศ ได้แก่ ประเพณีเดือนยี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่ ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป 1,000 ดวง จังหวัดตาก ประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลองตามครรลองวิถีพอเพียง จังหวัดสมุทรสงคราม และประเพณีสมมาน้ำคืนเพ็งเส็งประทีป จังหวัดร้อยเอ็ด
ทั้งนี้ สำหรับงาน Vijit Chao Phraya 2025 มีการจัดแสดง 45 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00-22.00 น. บริเวณสถานที่สำคัญริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร สร้างบรรยากาศและสีสันให้แก่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยแสงไฟผสมผสานกับเทคโนโลยี แสง เสียง ในยามค่ำคืน และสร้าง Landmark อัตลักษณ์ของประเทศไทย ผ่าน 15 จุดแสดงสำคัญ ประกอบด้วย สะพานพระราม 8, บริเวณปากคลองบางกอกน้อย-ปากคลองดุสิต (โรงพยาบาลศิริราช), พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน (โรงพยาบาลศิริราช), ท่าพระจันทร์), อาคารสำนักงานราชนาวิกสภา (กองทัพเรือ), บริเวณหน้าสวนนาคราภิรมย์, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, ป้อมวิไชยประสิทธิ์ (กองทัพเรือ) วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ,สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพระพุทธยอดฟ้า), สะพานพระปกเกล้า, ตึกร้าง (ซอยล้ง 1919) ถนนเชียงใหม่ เขตคลองสาน, วัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์),ไอคอนสยาม และ ปั้นจั่น/เครนก่อสร้างทางน้ำ (บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด) โดยไฮไลท์สำคัญได้แก่ การแสดงโดรน 500 ลำประกอบการแสดง แสง สี เสียง บริเวณสะพานพระราม 8 ทุกวันศุกร์และการจุดพลุประกอบเอฟเฟกต์ และนวัตกรรม แสง สี เสียง สุดยิ่งใหญ่อลังการ บริเวณสะพานพระพุทธยอดฟ้า ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตลอดการจัดงาน
รูปภาพ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/433435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw101DKKWhiCT0Jntto3sYPe

เดอะ เคียฟ อินดิเพนเดนท์เผยรายงานวันที่ 20 ตุลาคม ระบุว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียได้มีความพยายามที่จะหลอกล่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐให้กดดันประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี้ยกภูมิภาคดอนบาสให้กับรัสเซียอีกครั้ง หลังจากที่เคยมีความพยายามเข้ายึดครองเมื่อ 9 ปีที่แล้วแต่ล้มเหลว อย่างไรก็ตามการปฏิบัติการสู้รบในครั้งนั้นซึ่งเกิดขึ้นในปี 2557 ยูเครนได้เสียแคว้นไครเมียให้กับรัสเซีย
รายงานเผยว่าการพบปะกันครั้งล่าสุดทรัมป์ได้เรียกร้องเซเลนสกี้ให้ยกดอนบาสทั้งภูมิภาคให้กับปูติน รวมทั้งดินแดนที่ยังอยู่ความควบคุมของยูเครน
เราจะมาทำความรู้จักดอนบาสกันว่าทำไมจึงเป็นที่ต้องตาต้องใจของปูติน ท่ามกลางความพยายามสารพัดวิธีที่จะหาทางควบรวมมาเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียให้ได้
ดอนบาสเป็นดินแดนประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ทางตะวันออกของยูเครน “ดอนบาส” เป็นตัวย่อมีชื่อเต็มคือ” แอ่งถ่านหินโดเน็ตส์ ตั้งชื่อตามแม่น้ำซิเวอร์สกี โดเน็ตส์ที่ไหลผ่านดอนบาส ซึ่งในยุคศตวรรษที่ 19 ภูมิภาคดอนบาสไม่ได้หมายถึงแค่แคว้นโดเน็ตสก์และลูฮานซก์เหมือนปัจจุบ้น แต่ยังรวมถึงบางส่วนของแคว้นดนีโปรเปตรอฟสค์ และพื้นที่่บางส่วนที่อยู่ทางใต้ของรัสเซีย
ดอนบาสขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ นอกจากนี้ก็ยังอุดมและล้อมรอบไปด้วยพื้นที่เกษตรกรรม โดเน็ตสก์และลูฮานซก์จึงเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของยูเครนมาอย่างยาวนาน
ในช่วงปี 2557 ที่รัสเซียเคลื่อนทัพเข้าควบรวมไครเมียและพยายามยึดครองดอนบาส รัสเซียปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีดอนบาส แต่กล่าวหาว่าเป็นฝีมือของ “กลุ่มแบ่งแยกดินแดน” ภายในยูเครนเองที่ต้องการแยกดอนบาสออกจากยูเครน แต่แท้จริงแล้ว ไม่มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนใดๆทั้งสิ้น โดยรัสเซียอยู่เบื้องหลังทั้งหมด ทั้งเป็นผู้สนับสนุนด้านอาวุธและเงินทุน เพื่อหวังทำลายเสถียรภาพของยูเครน
จากข้อมูลของศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจในลอนดอน ดอนบาสสร้างรายได้คิดเป็นประมาณ 15.7% ของ GDP ของยูเครน และมีจำนวนประชากรราว 14.7% ของประชากรทั้งหมดของยูเครน โดยทั้งหมดเป็นตัวเลขก่อนปี 2557 แต่สงครามรัสเซียได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ทำให้ธุรกิจ, อุตสาหกรรมและการดำเนินงานของบริษัทต่างๆ ตลอดจนการส่งออกและการลงทุนของต่างชาติต้องหยุดชะงักลงเกือบทั้งหมด ขณะที่ประชาชนก็อพยพหนีตายไปอยู่ที่อื่น
หนึ่งในข้ออ้างของรัสเซียในการควบรวมดอนบาสคือดอนบาสเป็นของรัสเซีย เพราะประชาชนพูดภาษารัสเซีย แต่ในความเป็นจริง ภาษาเป็นคนละเรื่องกับสัญชาติและดินแดน และก่อนปี 2557 ประชาชนส่วนใหญ่ในโดเน็ตสก์และลูฮานซก์เรียกตัวเองว่าเป็น “ชาวยูเครน” ขณะที่โพลชี้ว่าประชากรส่วนใหญ่ในดอนบาสต้องการเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน
ขณะที่อีกปัจจัยสำคัญนอกจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้ปูตินอยากได้ดอนบาสก์คือปัจจัยด้านการทหาร
ปัจจุบันลูฮานซก์อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียเกือบทั้งหมด ขณะที่กองกำลังยูเครนยังคงยึดครองหลายพื้นที่ของโดเน็ตสก์ รวมทั้งเมืองสำคัญๆอย่างโปครอฟสค์ สโลเวียนสค์ และครามาทอร์สค์ แต่เป้าหมายหลักของปูตินคือการยึดครองพื้นที่ทั้งหมดของโดเน็ตสก์ ซึ่ง The Economist เผยว่าสาเหตุหลักเป็นเพราะโดเน็ตสก์เป็นที่ตั้งของ “แนวป้อมปราการ” ที่ลากยาวครอบคลุมพื้นที่ 50 กิโลเมตรตั้งแต่เมืองสโลเวียนสค์และครามาทอร์สค์ไปจนถึงดรูชกิฟกาและโคสเตียนตีนิฟกา
โดยเครือข่ายป้อมปราการซึ่งประกอบด้วยสนามเพลาะ, ทุ่นระเบิดและกำแพงป้องกันรถถังได้มีการเสริมกำลังมาตั้งแต่ปี 2557 และหลังจากที่เมืองบัคห์มุตถูกเข้ายึดในปี 2566 ยูเครนก็สั่งเสริมกำลังแนวป้องกันนี้ให้แข็งแกร่งขึ้นเป็นเท่าตัว
อันตรี ซาโกรอดนุก อดีตรัฐมนตรีกลาโหมยูเครนบอกกับ The Economist ว่างบประมาณมหาศาลได้ถูกทุ่มเทเพื่อสร้างแนวป้องกันเหล่านี้ ทำให้สโลเวียนสค์และครามาทอร์สค์กลายเป็น “เมืองแห่งป้อมปราการ” ซึ่งเป็นทั้งศูนย์กลางโลจิสติกส์และศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่เป็นต้องการของปูติน ดังนั้นสำหรับยูเครนแล้ว ความคิดและเสียงเรียกร้องของทรัมป์ที่ขอให้เซเลนสกี้ยกดอนบาสทั้งหมดให้ปูตินจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1364077&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E3Z4FSTcEOJBpLCF9j4Zr

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบ ร่างปฏิญญามะละกาว่าด้วยการสร้างมูลค่ามรดกทางวัฒนธรรม (Melaka Declaration on Cultural Heritage Value Creation) ซึ่งจะเป็นเอกสารสำคัญในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 26 – 28 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย พร้อมทั้งอนุมัติให้นายกรัฐมนตรีของไทยร่วมรับรองร่างปฏิญญาดังกล่าวในเวทีการประชุมอาเซียนอย่างเป็นทางการ
รมว.วธ. กล่าวว่า ร่างปฏิญญามะละกาเป็นข้อริเริ่มของกระทรวงการท่องเที่ยว ศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งประเทศมาเลเซีย ซึ่งเสนอให้รัฐมนตรีอาเซียนที่กำกับดูแลงานด้านวัฒนธรรมและศิลปะ (ASEAN Ministers Responsible for Culture and Arts: AMCA) พิจารณาเห็นชอบ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในการปกป้อง อนุรักษ์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลายของอาเซียน
ทั้งนี้ ร่างปฏิญญามะละกาฯ ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของอาเซียน (ASEAN Sustainable Development Goals) และแนวนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่มุ่งเชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างทั่วถึง เพื่อสร้าง โอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมขีดความสามารถให้กับชุมชนท้องถิ่นในภูมิภาค นอกจากนี้ ร่างปฏิญญมะละกาาฯ ยังเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศสมาชิกอาเซียนในการร่วมมือพัฒนาแนวทางการสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ทั้งในด้าน มรดกที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เพื่อธำรงความรุ่มรวยและความหลากหลายทางวัฒนธรรมของภูมิภาคอาเซียนให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน
“การเห็นชอบร่างปฏิญญามะละกา ฯ ครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทเชิงรุกของประเทศไทยในเวทีอาเซียนที่มุ่งใช้พลังทางวัฒนธรรมเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และยกระดับคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่ระดับนานาชาติ” นางสาวซาบีดา กล่าว
รมว.วธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ที่ประชุม ครม. ยังมีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมืองในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 1 ราย ดังนี้ นางสาวศุภพานี โพธิ์สุ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้การบริหารราชการของวธ. มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของวธ.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/965790&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kp0SP1c1mtr7Wb4ChV9os


นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ว่าที่ผู้ช่วย รมว.คลัง กล่าวในงานเสวนาสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย “4 เดือน: สิ่งที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่” ว่า แม้ตัวเลข GDP ในช่วงต้นปีจะดูเติบโตได้ดี แต่เป็นผลจากการเร่งส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวอื่น ๆ ทั้งการบริโภค การลงทุน และการท่องเที่ยว ยังคงอ่อนแอ ทำให้ช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงติดหล่ม โดยเฉพาะไตรมาส 4/68 ที่ได้รับผลกระทบจากภาษี “ทรัมป์” ทั้งไตรมาส
อีกทั้งช่วงที่ผ่านมารัฐบาลในอดีตใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ภาคบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ การส่งออก แต่ยังไม่เคยพูดว่าจะกระตุ้นฝั่ง Supply ให้สำเร็จได้อย่างไร หรือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลชุดนี้กำหนดนโยบาย Quick Big Win ผ่านแนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ซึ่งนอกจากจะกระตุ้นระยะสั้นให้ผลบวกระยะยาวแล้ว ต้องทำให้พ้น 4 เดือนไปเครื่องยนต์เศรษฐกิจอื่นๆ ที่สำคัญของไทยต้องจุดติดอีกครั้ง
โดยนโยบาย Quick Big Win ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่ กระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว ลดภาระหนี้ประชาชน เพิ่มสภาพคล่องให้ SME เพิ่มการออมของประชาชน และการลงทุนเพื่ออนาคต โดยมีเป้าหมายตอบโจทย์สั้น วางแผนยาว ซึ่งระยะสั้น ฟื้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อ หนี้หด ออมเพื่อเสริมสภาพคล่อง ด้านระยะยาว การดึงดูดการลงทุน และวางรากฐานเพื่ออนาคต เพิ่มทักษะรองรับอุตสาหกรรมใหม่ และรักษาเสถียรภาพการคลัง
ทั้งนี้ ตัวชี้วัดที่วัดได้จริง ได้แก่ GDP ไตรมาส 4/68 จะขยายตัวมากกว่า 0.3% หนี้ครัวเรือนต่ำกว่า 87.4% ของ GDP สภาพคล่อง SMEs เพิ่มขึ้น ประชาชนมีช่องทางการออมระยะยาวมากขึ้น และเงินลงทุนเพื่ออนาคตเข้ามามากขึ้น
“อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตระหนักและยึดมั่นมากที่สุดคือการรักษาวินัยทางการคลัง ที่ผ่านมาเราอาจจะไม่รักษาวินัยทางการคลังอย่างดีพอ ทำให้ปัจจุบันพื้นที่ที่เราสามารถใช้นโยบายทางการคลังเพื่อดูแลเศรษฐกิจน้อยมาก และถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไปจะยิ่งน้อยลงไปอีก” นายเบญจรงค์ กล่าว
*สร้างวินัยการคลัง ฟื้นฟูเชื่อมั่น

นายอธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์การคลังของไทยที่อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง โดยสถาบันจัดอันดับอย่าง Fitch และ Moody’s ได้ปรับลดมุมมองของประเทศไทยเป็นลบ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ โดยต้นตอของปัญหาเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า ‘การมองสั้นเชิงนโยบาย’ (Fiscal Short-termism)
รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มามักจะดำเนินนโยบายโดยหวังผลระยะสั้น โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว ทำให้การขาดดุลงบประมาณในระดับ 4% ของ GDP กลายเป็นเรื่องปกติใหม่ที่น่ากังวล
ทั้งนี้โครงสร้างเชิงสถาบันในปัจจุบันยังไม่สามารถสร้างวินัยการคลังได้จริง โดย 3 เสาหลักของวินัยการคลังได้แก่
นายอธิภัทร กล่าวว่า หากไม่เร่งยกระดับ กติกา การถ่วงดุล ความโปร่งใส ไทยอาจสูญเสียความเชื่อมั่นทางการคลังในระยะยาว ทั้งนี้เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว ได้เสนอข้อเสนอแนะ 3 ประการต่อรัฐบาลใหม่ ดังนี้
“แม้รัฐบาลจะมีเวลาทำงานช่วงแรกเพียง 4 เดือน ซึ่งอาจจะดูสั้น แต่การเริ่มต้นยกระดับความน่าเชื่อถือทางการคลังถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุด เพื่อไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียความเชื่อมั่นทางการคลังในระยะยาว” นายอธิภัทร กล่าว
*นำโครงการโซลาร์ทำให้เห็นผลใน 4 เดือน

นายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์ราคาพลังงานในปัจจุบัน ค่าไฟฟ้า จะยังคงตรึงราคาไว้ที่ 3.94 บาทต่อหน่วยไปจนถึงสิ้นปีนี้ ส่วนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) จะยังคงราคาไว้ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ซึ่งคาดว่าจะมีการบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เป็นภาระ ขณะที่ ราคาน้ำมันดีเซล ที่ทยอยปรับลดลงนั้น เป็นการบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อทยอยชำระหนี้คงค้างของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เกิดจากวิกฤตพลังงานครั้งก่อน
สำหรับโครงการเร่งด่วน (Quick Win) ที่จะเห็นผลภายใน 4 เดือนได้แก่
นายกุลิศ กล่าวว่าแผนระยะยาวที่จะมีการปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ โดยต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาภายในเดือนนี้ โดยจะเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้มากขึ้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ในปี 2065 ซึ่งแผนนี้น่าจะเห็นความชัดเจนก่อนที่จะมีการยุบสภา
*เร่งแก้ไขข้อจำกัดของภาคผลิต
นางสาวอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วน หรือสิ่งที่อยากเห็นรัฐบาลใหม่ ได้แก่
นางสาวอารีพร กล่าวว่า ต้องมอง 360 องศา อย่าทิ้งใครไว้เบื้องหลัง การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานต้องมองให้รอบด้านอย่าทิ้งใครไม่เบื้องหลัง เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย ที่เห็นได้ชัดคือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ที่ควรจะให้ภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทในการแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด
สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง: สื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจว่า “ค่าไฟที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ค่าไฟที่ถูก แต่คือค่าไฟที่เป็นธรรม” และให้ความรู้ในประเด็นที่ซับซ้อน เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)
*Quick win กระทรวงพาณิชย์
นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ว่าที่ผู้ช่วย รมว.พาณิชย์ กล่าวถึง 7 นโยบายสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ โดยแผนปฏิบัติการเร่งด่วน (Quick Win) จะครอบคลุมในหลายมิติประกอบด้วย
*FETCO มอง BOI จับมือ ตลท.เพิ่มบจ.อนาคตรุ่งเข้าตลาดหุ้น

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาลเป็นระยะเวลาที่สั้น ทำให้ต้องเลือกว่าจะทำอะไร โดยเสนอนโยบายคานงัด 10X หรือคือการที่ใช้เงินน้อยแต่ได้ผลมาก เช่น การให้ความสำคัญกับ SME เช่น รัฐบาลจัดซื้อจัดจ้างบน SME ไทย สินค้าไทย เนื่องจากทุกประเทศกำลังกังวลใจสินค้าจีนที่เข้ามาตีตลาดในไทย ขณะเดียวกันจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นให้กับหน่วยงานที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ EXIM BANK รวมถึง BOI
นอกจากนี้ยังรวมถึงการเปิดประตูน้ำ หรือปลดล็อกกฎเกณฑ์บางประการ ยกตัวอย่างเช่น การนำบริษัทที่ได้ BOI เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในไทยเพิ่ม S-Curve ซึ่งมองว่าสามารถแก้กฎเกณฑ์ใน 4 เดือนได้ ขณะเดียวกันที่อยากคุยกับกระทรวงการคลัง เช่น การออมเพื่อการเกษียณอายุ ซึ่งทำได้เลยทันที เรื่องการปรับกฎเกณฑ์ BOI ส่งเสริมให้บริษัทช่วยชุมชน และการเปิดเสรีภาค Service นอกจากนี้สิ่งที่อยากให้รัฐบาลทำอีกเรื่องคือการกิโยตินกฎหมาย
“นี่โอกาสของเราที่จะดำเนินการสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าหัวใจที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดว่าจะทำอะไร แบ่งงานกันอย่างไร ผมคิดว่า 4 เดือนเป็นไปได้” นายกอบศักดิ์ กล่าว
*ภาคเกษตรเน้นแก้ปัญหาตรงจุด-เพิ่มทักษะเกษตรกร
นายนิพนธ์ พัวพงศกร อดีตนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย เสนอ 4 แนวทางนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตในภาคเกษตรกรรมและวางรากฐานสู่เกษตรสมัยใหม่ โดยเน้นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการลงทุนใน “ทุนมนุษย์” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย โดยนโยบายเกษตรที่อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่ใน 4 เดือนข้างหน้า ประกอบด้วย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ต.ค. 68)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539224&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29I0ZZsYT_ASqhKIWK7Abw

rn
rn
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเข้มแข็งและยั่งยืน
rn”}}” id=”text-bde17b5746″>
(21 ตุลาคม 2568) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ และผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย ได้หารือร่วมกับนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะกรรมการ ส.อ.ท. เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจ สถานการณ์ค่าเงินบาท และแนวทางการดูแลความผันผวนของค่าเงินเพื่อบรรเทาผลกระทบของภาคเอกชน รวมถึงประเด็นมาตรการสำคัญต่าง ๆ เช่น มาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้า มาตรการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการแก้ปัญหาหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs ตลอดจนทิศทางนโยบายสำคัญของธนาคารแห่งประเทศไทยในระยะข้างหน้า
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเข้มแข็งและยั่งยืน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20251021.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FBGQjCOSUMr_QYVmxnTbs

ส.อ.ท. จับมือ ธปท. ผนึกกำลังเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย รับมือบาทแข็ง–ภาษีสหรัฐฯ–ปัญหาสภาพคล่องธุรกิจ
วันที่ 21 ตุลาคม 2568 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. หารือความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นำโดย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินและความมั่นคงของประเทศ ณ ห้อง Passion (802) ชั้น 8 ส.อ.ท.
“ประเทศไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการรับมือผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ การส่งเสริมการเปิดตลาดใหม่ การกระตุ้นและพลิกฟื้นเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาหนี้และสภาพคล่องของภาคธุรกิจ การลดต้นทุนพลังงาน มาตรการเยียวยาผลกระทบจากการปิดด่านชายแดน รวมทั้งความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาท วันนี้ได้มาพบปะและหารือร่วมกัน จะได้หาแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการมากขึ้น ถือเป็นโอกาสที่ดีและเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้” นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าว
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า “ครั้งนี้เป็นการประชุมที่ ธปท. ได้มาพบปะกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นที่แรกแบบฟูลทีม จริงๆ แล้ว เราทำงานกับทุกหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง และทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เราจะทำงานร่วมกับภาคธุรกิจมากขึ้นอีก เพื่อให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน”
ในที่ประชุม นายเกรียงไกร นำเสนอนโยบายการขับเคลื่อนของ ส.อ.ท. ด้วยการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมดั้งเดิม (First Industries) ไปสู่การสร้างเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมใหม่หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industries) ผ่านการเปลี่ยนการผลิตจาก OEM-Original Equipment Manufacturer (ผู้ผลิตตามสั่งแบรนด์อื่น) เป็น ODM-Original Design Manufacturer (ผู้ผลิตที่ออกแบบเองด้วย) หรือ OBM-Original Brand Manufacturer (ผู้ผลิตและทำแบรนด์เอง) เปลี่ยนการใช้แรงงาน มาใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เช่น ดิจิทัล AI และระบบอัตโนมัติ เป็นต้น เปลี่ยนการผลิตเพื่อกำไร มาเป็นการผลิตเพื่อความยั่งยืน และเปลี่ยนจาก Unskilled Labour มาเป็น High-skilled Labour ผ่านกลไก Pay by skills
นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังดำเนินงานภายใต้แนวคิด 4GO เพื่อยกระดับ SMEs ประกอบด้วย
ด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจหลักของ ธปท. คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว ประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกัน คือ
1) สร้างเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะดูแลให้เงินเฟ้อในระยะปานกลางอยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน รวมถึงไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืดและให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง
2) สร้างเสถียรภาพทางระบบสถาบันทางการเงิน โดยสถาบันการเงินเข้มแข็ง มีความมั่นคง สามารถให้บริการลูกหนี้ ประชาชนและธุรกิจได้ต่อเนื่อง และดูแลไม่ให้เกิดจุดเปราะบางในระบบการเงิน
และ 3) สร้างเสถียรภาพทางระบบการชำระเงิน ดูแลให้มีระบบมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ ทั้งด้านความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และด้วยราคาที่สมเหตุผล
“วันนี้ เราอยู่ในจุดที่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจต่างๆ เหมือนกัน และเราจะหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับที่เหมาะสม และเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศดำรงอยู่ได้ ”
ด้าน นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หารือเกี่ยวกับมาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้า โดยกล่าวว่า สิ่งที่กลุ่มอุตสาหกรรมกังวล คือ การใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่รายการสินค้ามีการบังคับใช้ที่ต่างกัน บางรายการบังคับใช้แล้ว บางรายการอยู่ระหว่างไต่สวน อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบแล้ว ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม ยานยนต์และชิ้นส่วนไม้อัด ไม้บาง และวัสดุแผ่น เฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม หล่อโลหะเครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
ด้าน ผลกระทบต่อ GDP นั้น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ประเมินผลกระทบต่อ GDP ไทยและประเทศคู่แข่งว่า กรณีแข่งขันไม่ได้ GDP ไทยอาจจะอยู่ที่ -0.77% การส่งออกไปสหรัฐฯ -15.4% สูญเสียตลาดส่งออกโลก -0.9% ทำให้การส่งออกทั้งหมด -2.6% กรณีแข่งขันไม่ได้ (กรณีที่ 2) GDP ไทยอาจจะอยู่ที่ -0.42% การส่งออกไปสหรัฐฯ -13.9% ทำให้การส่งออกทั้งหมด -1.37% และกรณีแข่งขันได้ GDP ไทยจะอยู่ที่ -0.01% การส่งออกไปสหรัฐฯ -12.53% รวมทั้งสามารถชดเชยได้จากการขยายตลาดส่งออกในภูมิภาคอื่น
นายนาวา กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ข้อเสนอแนวทางการรับมือผลกระทบจากภาษี Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ ว่า ภาครัฐควรสนับสนุนข้อมูลให้กับผู้ประกอบการเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมของธุรกิจให้สามารถรองรับมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงผลักดันมาตรการทางการเงินเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัว (Transformation) ของธุรกิจและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) พร้อมกับหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า
นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการบรรเทาผลกระทบในช่วงปรับตัวของผู้ประกอบการ เช่น การชะลอการจัดชั้นหนี้เป็นหนี้ที่มีปัญหา การปรับโครงสร้างสินเชื่อสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงการออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถรองรับผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐฯ และการเปิดตลาดใหม่ได้ โดยสินเชื่อพิเศษดังกล่าวจะมุ่งช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบให้สามารถปรับตัวทางธุรกิจและปรับ Supply Chain ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านมูลค่าเพิ่มในประเทศ (RVC) ของสหรัฐฯ รวมถึงสนับสนุนธุรกิจที่ต้องการเพิ่มศักยภาพในการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดใหม่แทนตลาดสหรัฐฯ
อีกทั้งยังมีแนวทางในการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท เพื่อคงขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนหรือแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging)
ในส่วนของข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ (Made in Thailand : MiT) นายนาวาเสนอให้ผลักดันการใช้สินค้า MiT อย่างจริงจัง โดยส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้ใช้สินค้า MiT และกำหนดให้เป็นตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจนในมติคณะรัฐมนตรี ให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้า MiT ผ่านระบบ e-bidding ภายใน 5 ปี รวมถึงให้ครอบคลุมถึงโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) พร้อมทั้งขยายตลาดสินค้า MiT สู่ภาคเอกชนภายใต้โครงการ “ซื้อของไทยเพื่อคนไทย” และผลักดันให้สินค้า MiT ก้าวสู่ตลาดโลก
นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดทำมาตรการสินเชื่อพิเศษสำหรับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า MiT เพื่อเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจภายในประเทศ
ด้าน นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงมาตรการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการแก้ปัญหาหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs ว่าจากการระดมความเห็นของสมาชิก ส.อ.ท. ทั้ง 5 ภูมิภาค พบว่าปัญหาหลักของผู้ประกอบการส่วนใหญ่เกิดจากการขาดความรู้ ทักษะ นวัตกรรม บุคลากรเฉพาะทาง และเงินลงทุน ส.อ.ท. จึงได้เสนอแนวทางปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือ SMEs อย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอให้มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแบบมีเป้าหมาย เปิดโอกาสให้ธนาคารพาณิชย์สามารถเข้าถึงแหล่งเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ หากปล่อยสินเชื่อให้กับ SMEs ที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย เช่น ผู้ประกอบการด้านการส่งออก นวัตกรรม หรือธุรกิจสีเขียว
นอกจากนี้ ยังเสนอให้สร้าง “ระบบเครดิตทางเลือก” ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถใช้ข้อมูลในการประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โดยอ้างอิงจากข้อมูลยอดขายผ่าน e-commerce ข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม และการชำระค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าแรงของธุรกิจ พร้อมทั้งสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ “ธุรกิจสีเขียวและดิจิทัล” ด้วยการออกกรอบสินเชื่อพิเศษดอกเบี้ยต่ำ 2% สำหรับ SME ที่ลงทุนในพลังงานสะอาด การลดคาร์บอน ระบบอัตโนมัติ หรือการทำ Digital Transformation พร้อมปรับลดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเพื่อกระตุ้นการลงทุนของภาค SME
อีกทั้งยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการขยายพอร์ตการค้าประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จาก 30% เป็น 40% หรือปรับลดระยะเวลาการค้ำประกันต่อพอร์ตโฟลิโอลงจาก 10 ปี เหลือเพียง 5–7 ปี เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเข้าถึงแหล่งทุน และเสนอให้จัดตั้ง “กองทุน SME” เพื่อใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ลดอุปสรรคเรื่องหลักประกันและขั้นตอนที่ซับซ้อน มีอัตราดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม พร้อมทั้งให้กองทุนสามารถนำเงินหมุนเวียนกลับมาใช้ช่วยเหลือ SME รายอื่นต่อไป รวมถึงใช้ในการบริหารจัดการหนี้เสีย (NPL) อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับประเด็นความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า นายเกรียงไกร กล่าวเสริมว่า ค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลให้ภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบต้องบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ เนื่องจากค่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออก โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศคู่แข่งเผชิญมาตรการ Reciprocal Tariff
ประเทศพึ่งพาการส่งออก 60% ของ GDP และจากภาคท่องเที่ยว 10% ของ GDP ค่าเงินบาทแข็งเกินไป เป็นเรื่องที่ กกร.ส่งสัญญาณเรื่องนี้ตลอด เพราะประเทศต้องค้าขายต่างชาติ ถ้าบาทแข็ง ก็สร้างแรงกดดันต่อภาคส่งออกทันที สินค้าแพงขึ้น และยังกระทบการท่องเที่ยวด้วย ดังนั้นจึงต้องหาจุดสมดุลปรับค่าเงินบาทอย่าให้แข็งเกินไป โดยปัจจุบันยังขาดการ “Connect the Dots” ระหว่างหน่วยงานผู้รับผิดชอบในแต่ละกิจกรรมที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กรมศุลกากร และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
นายวิทัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “ธปท. มุ่งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และไม่ให้ผันผวนมากจนส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ พร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรเทาผลกระทบ ตลอดจนผลักดันมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน”
อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2890426&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aVgQXD2kq3ga9qxKcZrEk

ภายหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 – 30 กันยายน 2568 รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงจุดยืนด้านเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 5 แนวนโยบายหลัก ได้แก่
สำหรับหนึ่งในมาตรการที่มีความพร้อมในการดำเนินการทันที คือ โครงการคนละครึ่ง พลัส และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการเดิมในยุครัฐบาลก่อน โดยใช้งบประมาณราว 66,000 ล้านบาท ครอบคลุมประชาชนกว่า 20 ล้านคน ทั้งในและนอกระบบภาษี รวมถึงร้านค้าปลีก SME ที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ โครงการนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งตรงกับช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี และคาดว่าจะช่วยกระตุ้น GDP ได้ประมาณ 0.20 – 0.30% โดยตรงผ่านการเพิ่มกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ
มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว รัฐบาลยังได้ออกมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ โดยอนุญาตให้นำค่าใช้จ่ายจากการเดินทางมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 20,000 บาทต่อคน โดยเมืองหลักสามารถหักได้ไม่เกิน 1 เท่า ส่วนเมืองรองหักได้ไม่เกิน 1.5 เท่า ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 29 ตุลาคม ถึง 15 ธันวาคม 2568 ตรงกับช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มการเข้าร่วมสูง
นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมโครงการอื่นๆ และมาตรการอื่นๆ ที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพในระยะสั้น เช่น การขยายโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย (สายสีม่วงและแดง) ถึงเดือน พฤศจิกายน การลดราคาน้ำมันลง 50 สตางค์ต่อลิตร ผ่านการปรับลดอัตราสมทบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ในด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ รัฐบาลมีแผนแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านการคัดกรองลูกหนี้รายย่อยของธนาคารรัฐ และการจัดตั้ง AMC เพื่อบริหารหนี้ รวมถึงการเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ผ่าน บยส. และการส่งเสริมการออมของประชาชนรายย่อยผ่านพันธบัตรรัฐบาลและสลากออมทรัพย์ นอกจากนี้ ยังมีแนวทางส่งเสริมความยั่งยืน เช่น การลดผลกระทบจากสงครามการค้า การเจรจาดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Data Center, EV, พลังงานสะอาด และการจัดตั้งกองทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถแรงงานผ่านการ Re-skill ร่วมกับภาคเอกชน
ทั้งนี้ แม้รัฐบาลปัจจุบันจะมีเวลาทำงานเพียง 4 เดือนก่อนการประกาศยุบสภาที่คาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือน มกราคม 2569 แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่สามารถดำเนินการได้ทันที เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส มาตรการท่องเที่ยว และการลดค่าครองชีพ จะส่งผลบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ เช่น กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบและการลดภาระค่าใช้จ่ายจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งส่งผลต่อยอดขายของธุรกิจและคุณภาพสินเชื่อจากความสามารถในการชำระหนี้ที่ดีขึ้น เมื่อประกอบกับปัจจัยมหภาคอื่น เช่น การเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง และฤดูกาลจับจ่ายช่วงสิ้นปี
ทาง บลจ. ไทยพาณิชย์ มองว่าตลาดหุ้นไทยจะยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ในช่วงที่เหลือของปี อย่างไรก็ตาม ความผันผวนยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะจากความเสี่ยงของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ภาพ: Krongkaew/ Getty Images
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/opinion-new-govt-stock-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ArA74ypxpjVqZ8GSwxu33

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 5/2568 ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) โดยมี นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเข้าร่วมประชุม เพื่อเตรียมพร้อมรับเปิดภาคเรียนในวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคมนี้
แผนจัดการจราจรช่วงเร่งด่วน
สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) ได้รายงานแผนจัดการจราจรบริเวณถนนสามเสนโดยรอบโรงเรียนและโรงพยาบาลวชิรพยาบาล โดยประสานงานกับ สน.สามเสน เพื่อปรับช่องจราจรและสัญญาณไฟในช่วงเวลาเร่งด่วน (05.30-09.00 น. และ 14.00-17.00 น.) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ปกครองที่มาส่งนักเรียน ดังนี้:
ปรับช่องจราจร: รถที่ลงจากสะพานซังฮี้สามารถตรงไปมุ่งหน้าแยกซังฮี้และเลี้ยวขวาเข้าสู่โซนโรงเรียนได้ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดช่องจราจรแยกสวนรื่นฤดีเข้าถนนนครราชสีมาเป็น 2 ช่องทาง ส่วนรถที่มาจากถนนขาวจะต้องตรงมาถึงแยกวชิระและเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนสามเสน
เส้นทางเข้า รพ.วชิรพยาบาล: ผู้ที่ต้องการไปยังโรงพยาบาลวชิรพยาบาล สามารถเข้าทางถนนนครราชสีมา เลี้ยวเข้าซอยสวนอ้อยกลาง และทะลุออกถนนสังคโลกเข้าสู่โรงพยาบาลได้ (รวมถึงรถที่มาจากสำนักงานเขตดุสิต)
สัญญาณไฟและป้ายแจ้งเตือน: สจส. ได้ประสานงานกับ สน.สามเสน เพื่อปรับสัญญาณไฟจราจรและติดตั้งป้ายแจ้งเตือนต่างๆ ให้ชัดเจน
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้กำชับให้ สจส. ดูแลเรื่องการจัดจราจรบริเวณแยกซังฮี้และรอบโรงพยาบาลวชิรพยาบาลให้ละเอียดรอบคอบ และได้มอบหมายให้ผู้รับเหมาจัดหารถบริการรับส่งประชาชนทั้งหมด ทั้งจากบริเวณท่าเรือถึงบริเวณสี่แยกฯ และเส้นทางเสริมในจุดต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวก
การปรับแผนจราจรนี้เกิดขึ้นในช่วงที่พื้นที่ถนนสามเสนและหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาลยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ถนนทรุดตัวครั้งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตในวงกว้าง:
การเดินทางและการค้าขาย: การปิดและปรับเปลี่ยนเส้นทางจราจรในพื้นที่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้รถใช้ถนน รวมถึงการสัญจรของรถสาธารณะที่ต้องปรับเส้นทาง ทำให้เกิดความแออัดบริเวณทางเลี่ยง ซึ่งกระทบต่อการค้าขายและธุรกิจในพื้นที่สามเสน
โรงพยาบาลวชิรพยาบาล: แม้โรงพยาบาลวชิรพยาบาลจะยังคงเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ แต่ปัญหาจราจรและทางเข้า-ออกที่จำกัดจากการทรุดตัวของถนนและมาตรการควบคุมพื้นที่ ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของผู้ป่วยและญาติ ซึ่งทางโรงพยาบาลต้องจัดรถมินิบัสรับ-ส่งในจุดต่าง ๆ เพื่อบรรเทาปัญหา
ผลกระทบต่อโครงสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้
เหตุการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างการก่อสร้างรถไฟฟ้า:
ความเสียหายต่ออุโมงค์และสถานี: สาเหตุของการทรุดตัวเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากการเคลื่อนตัวของดินและน้ำใต้ดิน ทำให้ดินไหลเข้าสู่ช่องว่างของสถานีและอุโมงค์ ซึ่งส่งผลให้ต้องระงับการก่อสร้างในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อประเมินและซ่อมแซมความเสียหายต่ออุโมงค์และโครงสร้างสถานี
การแก้ไขและการรับผิดชอบ: การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และผู้รับจ้างได้ดำเนินการเร่งถมหินคลุกและทรายเพื่อปรับระดับพื้นผิวถนนและอุดรอยรั่วของอุโมงค์ โดยมีการเฝ้าระวังการทรุดตัวของอาคารโดยรอบอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รฟม. ยังต้องเข้ากู้คืนแนวอุโมงค์ที่ได้รับผลกระทบ และคาดว่าการซ่อมแซมนี้อาจส่งผลให้การเปิดให้บริการของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ในพื้นที่ล่าช้าออกไปจากกำหนดเดิม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/732159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fRABspBwlnOWubRFeLcpN

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ (มาตรการฯ) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568
ในด้านเศรษฐกิจสำคัญที่จะฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว โดยการจัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี
มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ครอบคลุมทั้งมาตรการที่ให้กับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยมุ่งเน้นให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ส่งผลกระทบเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว และเกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ได้แก่
(1) มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว
(2) มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคลเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ
(3) มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)
(4) มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ
(5) มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยมีรายละเอียดมาตรการฯ ดังนี้
1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวให้บุคคลธรรมดานำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามาถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง ดังนี้
(1.1) ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท
(1.2) ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น เพิ่มจากข้อ (1.1) ได้อีกจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท
สำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง ประกอบด้วยจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัดและพื้นที่บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัด สามารถหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายตามข้อ (1.1) และ/หรือข้อ (1.2) ได้ 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง (ลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท)
2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนานั้น ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้
(1) หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง (ตามเอกสารแนบ)
(2) หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)
(3) ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2) ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง
3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (Key Performance Indicator: KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป พร้อมทั้งกระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569
สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย
(1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม
(2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวรโดยให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป
5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ
ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป
กระทรวงการคลัง คาดว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ จะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชน ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น และรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ประกอบกับเกิดการลงทุนใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานและมีความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการวางรากฐานและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคตตามแนวนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการกระตุ้นในระยะสั้น ได้ผลในระยะยาว และกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-tourism-encourages-travel&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FbKnwZVe5AdQ-oz_R4_Bo