Category: เศรษฐกิจ

  • เตรียมเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 คาดเริ่มเดือน ม.ค. 69

    เตรียมเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 คาดเริ่มเดือน ม.ค. 69

    เตรียมเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 เริ่มเดือน ม.ค. 69 ให้สิทธิกลุ่มตกหล่นในเฟสแรกก่อน

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมดำเนินโครงการคนละครึ่งเฟส 2 โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิเบื้องต้น จะพิจารณากลุ่มตกหล่นจากคนละครึ่งเฟสแรก เป็นกลุ่มแรกก่อน โดยคาดว่าจะออกมาในช่วงเดือน ม.ค. 69 เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงต้นปีหน้าต่อเนื่องจากปลายปี 2568

    ส่วนงบประมาณที่จำใช้ดำเนินการ และจำนวนผู้ใช้สิทธิทั้งหมดกี่รายนั้น ขอประเมินการดำเนินโครงการเฟสแรก และการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วงปลายปีนี้ก่อน

    นอกจากนี้ ในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ในวันนี้ (20 ต.ค. 68) ได้รับทราบผลการดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส โดยพบว่าปัจจุบันมีความกังวลผู้ที่ได้รับ SMS แจ้งเตือนว่า กำลังตรวจสอบสิทธิ จะแจ้งให้ทราบภายใน 3 วัน ถือว่ายังจะได้สิทธิอยู่หรือไม่นั้น โดยรัฐบาลยืนยันว่า ผู้ที่ได้รับข้อความดังกล่าว ถือว่าได้ทำการจองสิทธิเรียบร้อยแล้ว

    “การได้รับข้อความหมายว่า เราจะต้องไปตรวจสอบสิทธิของท่านว่าเข้าหลักเกณฑ์ คุณสมบัติ และเงื่อนไขตามที่โครงการคนละครึ่งพลัสกำหนดไว้หรือไม่ หากได้รับสิทธิจะมีข้อความแจ้งเตือนว่า ได้รับสิทธิ 2,000 บาท หรือ 2,400 บาท และไม่ต้องไปต่อแถวลงทะเบียนใหม่ เพราะได้ทำการจองสิทธิไปแล้ว ถ้าไม่ได้รับสิทธิแสดงว่าขาดคุณสมบัติ” นายสิริพงศ์ กล่าว

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/944311/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33lzw-gkUbw6UIOveQmAW1

  • สหรัฐอเมริกากล่าวว่ากำลังต่อสู้กับการก่อการร้าย — การสังหารเด็กและสตรีกว่าสองหมื่นคนในฉนวนกาซา และมากกว่าหนึ่งพันคนในสงครามล่าสุดที่อิหร่าน เป็นการต่อสู้กับการก่อการร้ายหรือ?

    สหรัฐอเมริกากล่าวว่ากำลังต่อสู้กับการก่อการร้าย — การสังหารเด็กและสตรีกว่าสองหมื่นคนในฉนวนกาซา และมากกว่าหนึ่งพันคนในสงครามล่าสุดที่อิหร่าน เป็นการต่อสู้กับการก่อการร้ายหรือ?

    สหรัฐอเมริกากล่าวว่ากำลังต่อสู้กับการก่อการร้าย — การสังหารเด็กและสตรีกว่าสองหมื่นคนในฉนวนกาซา และมากกว่าหนึ่งพันคนในสงครามล่าสุดที่อิหร่าน เป็นการต่อสู้กับการก่อการร้ายหรือ?
    🔹 สหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนหลักในสงครามกาซาโดยไม่ต้องสงสัย เขายอมรับเองโดยแถลงว่า พวกเราทำงานร่วมกันในกาซา แม้จะไม่ได้กล่าว ก็ชัดอยู่แล้ว อาวุธยุทโธปกรณ์ และทรัพยากรจำนวนมากของสหรัฐฯ ได้ถูกส่งมอบให้แก่ไซออนิสต์ เพื่อทิ้งใส่ประชาชนผู้ไร้เกาะป้องกัน สหรัฐฯ มีส่วนร่วมการก่ออาชญากรรมนี้ในฉนวนกาซา
    🔹 พวกเขากล่าวว่าเรากำลังต่อสู้กับการก่อการร้าย — เด็กและทารกกว่าสองหมื่นคนถูกสังหารในปฏิบัติการเหล่านี้ พวกเขาเหล่านั้นคือผู้ก่อการร้ายหรือ?
    🔹 ผู้ก่อการร้ายคือพวกคุณเองต่างหาก ที่สร้างกลุ่มไอซิส และ ปล่อยให้มันทำลายภูมิภาค แล้วยังเก็บพวกมันไว้เพื่อหวังใช้ประโยชน์ในวันหนึ่ง ปัจจุบันสถานการณ์ก็เป็นเช่นนั้น
    🔹 ผู้ก่อการร้ายคือสหรัฐฯ สงครามสองปีที่กาซา ตามสถิติทางการ มีผู้เสียชีวิตถึงเจ็ดหมื่นคน ส่วนในสงครามสิบสองวันที่อิหร่าน นอกจากการสังหารพลเรือนแบบสุ่มและการทิ้งระเบิดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่าเป็นพันคนแล้ว พวกเขายังลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์ของเราอีกด้วย

  • ผู้ว่าฯ ธปท.ถกเอกชนสู้บาทแข็ง   เร่งพยุงเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    ผู้ว่าฯ ธปท.ถกเอกชนสู้บาทแข็ง เร่งพยุงเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    เศรษฐกิจ

    ผู้ว่าฯ ธปท.ถกเอกชนสู้บาทแข็ง เร่งพยุงเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

    21 ต.ค. 2025 เวลา 7:00 น.

    ธปท.เดินสายหารือภาคเอกชน รับฟังความเห็นสถานการณ์เศรษฐกิจ “หอการค้า” เสนอแก้ปัญหาบาทแข็ง ขอแยกบัญชีเทรดเงินคริปโทเคอร์เรนซี ทองคำ พร้อมหาแนวทางประกันความเสี่ยงชำระเงินเพื่อส่งออกไปตลาดใหม่ “ส.อ.ท” เสนอแก้ค่าเงินหวังฟื้นกำลังส่งออกไทยมอง GDP ไทยสิ้นปีนี้โตไม่เกิน 2% จากแรงกดดันปัจจัยลบรุมเร้า

    • ผู้ว่าฯ ธปท. ได้หารือร่วมกับภาคเอกชน (หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมฯ) เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาเงินบาทแข็งค่าซึ่งกระทบต่อการส่งออก และเศรษฐกิจโดยรวม
    • ภาคเอกชนเสนอให้ ธปท. ดูแลค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดให้เป็นไปตามกลไกตลาด พร้อมแสดงความกังวลต่อความผันผวนที่อาจเกิดจากการเก็งกำไร
    • ข้อเสนอจากภาคเอกชนรวมถึงการสนับสนุนเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging) สำหรับผู้ประกอบการ SME และการพิจารณาใช้นโยบายดอกเบี้ยเพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงิน

    ค่าเงินบาทเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถการแข่งขันสินค้าส่งออกไทย โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งเผชิญ Reciprocal tariff จากสหรัฐ อัตราใกล้เคียงกัน ซึ่งทำให้ค่าเงินอ่อนเป็นการเพิ่มแต้มต่อ แต่ช่วงที่ผ่านมาไทยเผชิญสถานการณ์เงินบาทแข็งค่า

    ล่าสุดค่าเงินบาทวันที่ 20 ต.ค.2568 อยู่ที่ประมาณ 32.70 บาท แต่ถ้าย้อนไปปี 2567 ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 34.10 บาท โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ประเมินว่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบราคาทองคำขาขึ้น

    ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2568 ได้มีแผนหารือทำความเข้าใจกับภาคเอกชนเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยเมื่อวันที่ 16 ต.ค.2568 ผู้ว่าฯ ธปท.ได้หารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจ รวมถึงประเด็นสำคัญต่างๆ เช่น ผลกระทบจากนโยบายนำเข้าของสหรัฐ สถานการณ์ค่าเงินบาท การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ตลอดจนทิศทางนโยบายสำคัญของ ธปท. ในระยะข้างหน้า

    “ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายต่างๆ โดยเฉพาะมาตรการที่จะช่วยสนับสนุนการปรับตัวของเอสเอ็มอี และภาคธุรกิจที่สำคัญ ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว”

    หวัง ธปท.คุมเงินบาทให้เป็นไปตามกลไก

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การดูแลค่าเงินบาททางหอการค้าขอให้ ธปท.ดูแลอย่างใกล้ชิด และให้เป็นไปตามกลไกที่ถูกต้อง เพราะที่ผ่านมาเงินบาทมีความผันผวนมาก และน่าห่วง เพราะอาจมีการดำเนินการในลักษณะเก็งกำไร หรือส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเงินบาทที่เข้ามาในระบบ อาทิ เงินคริปโทเคอร์เรนซี การส่งออกทองคำ 

    โดยในส่วนนี้ยังอยู่ในระบบที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก จะทำอย่างไรไม่ให้มาปะปนกับตัวเลขการส่งออกเนื่องจากเป็นการเทรด อย่างไรก็ตาม ธปท.ก็ไม่ได้ตอบอะไรในเชิงลึก แต่รับปากว่าจะดูแลค่าเงินบาทให้ความเหมาะสม

    ส่วนข้อเสนออีกเรื่อง คือ ตลาดสหรัฐที่คาดว่าจะทำให้การส่งออกของไทยลดลงจากมาตราเก็บภาษีตอบโต้ของทรัมป์ ดังนั้นไทยจำเป็นต้องไปเปิดตลาดใหม่ ซึ่งการหาตลาดใหม่เป็นประเด็นที่ทั้งรัฐ และเอกชนก็เห็นตรงกันไม่ว่าจะใช้การเจรจา การกระชับความสัมพันธ์ การทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) 

    อย่างไรก็ตามตลาดใหม่ที่กึ่งเป็นตลาดเก่าที่ไทยเคยส่งออกแต่ติดปัญหาการเงินที่ประเทศนั้นอาจไม่มีระบบระบบสวิฟท์ (SWIFT) ที่สามารถโอนเงินมายังไทยโดยตรงได้ หรือ บางประเทศมีความน่ากังวลเรื่องการชำระเงิน หากส่งออกสินค้าไปแล้วโดยไม่มีการชำระเงินค่าสินค้าล่วงหน้า เป็นต้น 

    “ตรงนี้อยากให้ ธปท.เข้ามาช่วยดูเรื่องระบบการเงินว่าจะทำอย่างไร แม้เราจะมีเอ็กซิมแบงก์ในการค้ำประกันความเสี่ยงค่าเงินแต่ก็ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด ซึ่งในจังหวะที่เราต้องหาตลาดใหม่ทางภาครัฐจะเข้าไปช่วยเรื่องนี้อย่างไรบ้าง”

    ส.อ.ท.ถก ธปท.แก้บาทแข็งหนุนส่งออก

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า วันที่ 21 ต.ค.2568 ส.อ.ท.เตรียมหารือกับผู้ว่าฯ ธปท.เพื่อร่วมกันหาทางออกเกี่ยวกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าอยู่ในขณะนี้ ซึ่งสถานการณ์ของค่าเงินดังกล่าวยอมรับว่าความผันผวนคือ เรื่องปกติ แต่ที่ผ่านมาตั้งข้อสังเกตว่าเงินบาทไทย ที่เมื่อเวลาแข็งหรืออ่อนค่ามักสูงที่สุดในภูมิภาค

    ส.อ.ท.ยังเตรียมข้อเสนอต่อ ธปท.ในการดูแลค่าเงินบาทเพื่อให้ประเทศไทยไม่เสียเปรียบในการค้า และการแข่งขันโดยเฉพาะกับผู้ส่งออก โดยอยากให้มีการสนับสนุนเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ให้ส่วนลดค่าธรรมเนียม และอบรมความรู้แก่ผู้ประกอบการ SME เพื่อช่วยรับมือค่าเงินบาทแข็งค่า” นายเกรียงไกร กล่าว

    นอกจากนี้ ส.อ.ท.มีข้อเสนอให้มีการใช้เครื่องมือทางการเงิน/การธนาคารกลาง ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้น่าดึงดูดต่อการลงทุนภายใน ลดการไหลเข้าสู่ตลาดทุนอย่างไม่มีประสิทธิผล

    ส.อ.ท.คาดเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 โตต่ำ

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ค่อนข้างน่าเป็นห่วงซึ่งเปรียบเสมือน “รถติดหล่ม” เพราะยังคงมีปัจจัยลบจากเรื่องของปัญหาโครงสร้างยังไม่ถูกแก้ไข นั่นคือ 1.มีวันทำงานน้อยเพราะไทยเป็นสังคมผู้สูงวัย 2.การคอร์รัปชันของระบบราชการรวมถึงกฎหมายที่ล้าหลัง 3.กับดักรายได้ปานกลาง 4.งบประมาณที่ไม่สมดุลในการเบิกจ่าย 5.ระบบการศึกษา

    ดังนั้น จึงคาดว่าไตรมาส 4 ปีนี้ GDP ไทยอาจโตแค่ 0.3% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 ขนาด GDP ไทยจะโตได้เพียง 2% เท่านั้น แต่หากไตรมาส 4 รัฐบาลสามารถเอามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนละครึ่ง กระตุ้นการลงทุน แก้ปัญหาหนี้ครัว และมีมาตรการช่วยหนี้เสีย (NPL) SMEs ได้อาจทำให้ช่วยดัน GDP ได้อีก 0.4% หรือ GDP โตไปได้ในกรอบ 1.8-2.2%

    IMF เตือนศักยภาพเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าอาเซียน

    ขณะเดียวกัน GDP ปี 2569 ซึ่ง IMF ประเมินว่า GDP ไทยจะโตเพียง 1.7% เท่านั้น ซึ่งตํ่ากว่าค่าเฉลี่ย GDP ปี 2558-2567 (ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี) อยู่ที่ 2.0% เนื่องจากมีความเสี่ยงทั้งภายใน และภายนอกข้างต้น 

    รวมถึงศักยภาพเศรษฐกิจไทยยังตํ่ากว่าประเทศอื่นในอาเซียน ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยทั้ง Aging Society, กฎหมายที่ล่าสมัย, อุตสาหกรรมเก่า ขาดเทคโนโลยี ต้นทุนสูง, รัฐมีรายจ่ายเกินรายได้, และการศึกษาไม่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม

    “เศรษฐกิจไทยปีหน้ายังคงมีความไม่แน่นอนสูงเช่นเดียวกับปี 2568 ที่มีปัจจัยลบมาจากการส่งออกชะลอตัว การผลิตชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อภาคการเกษตร ผลผลิต เช่นน้ำท่วม ภัยแล้ง” นายเกรียงไกร กล่าว

    ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยยังต้องเร่งการปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมใหม่มากขึ้นเพื่อเชื่อมโยงกับ Global Supply Chain โดยข้อมูลของสํานักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ FDI เติบโตขึ้นกว่า 132%YoY โดยคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 737,572 ล้านบาท 

    โดยเฉพาะ 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve เช่น ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์สมัยใหม่ เทคโนโลยีชีวภาพ และแปรรูปอาหาร เป็นต้น

    “แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ แต่ยังคงมีปัจจัยบวกเข้ามาช่วย เช่น การลงทุนยังมีการขยายตัว ซึ่งประเทศไทยเองจะต้องเร่งจัดหาพื้นที่รองรับรวมถึงน้ำ ไฟฟ้า บุคลากร เพราะจะเกิดการย้ายฐานเข้ามาลงทุนมากขึ้นจากกลุ่มอุตสาหกรรม คลาวด์ PCB ดาต้าเซนเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อาหาร BCG และยังคงมีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งในปี 2568 ที่จะสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น”

    ชง 6 ข้อเสนอแนะรัฐบาลพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ ส.อ.ท.อยากเสนอแนะให้รัฐบาลพลิกโครงการให้เข้มแข็งขึ้น แบ่งเป็น

    1.ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุม โดยให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเปราะบางจริงจัง

    2.จับคู่กับมาตรการเสริมศักยภาพ SME เช่น ให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ ฝึกอบรม ปรับระบบดิจิทัล

    3.ให้ร้านค้า / SME สามารถเข้าถึงระบบรับจ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-payment) ได้อย่างสะดวก

    4.ควบคุม และตรวจสอบไม่ให้มีการตั้งราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเกินควร

    5.วางแผนนโยบายต่อเนื่อง เมื่อโครงการสิ้นสุด ต้องมีแผนต่อยอด เช่น โครงการช่วยเหลือกลุ่มประชาชนรายได้ตํ่า โครงการช้อปช่วยชาติ หรือบัตรสวัสดิการ

    6.ผสมกับนโยบายโครงสร้าง เช่น ปรับภาษี ลดภาระต้นทุนธุรกิจ ให้ SME อยู่ได้แม้สภาวะเศรษฐกิจ ไม่เอื้อ ทั้งนี้ หากดําเนินให้ดี โครงการนี้มีศักยภาพเป็นตัว “จุดชนวน” ให้เศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับรากหญ้าได้ แต่ต้องอยู่บนฐานนโยบายบูรณาการ และโครงสร้างที่เข้มแข็ง

    วอนพรรคการเมืองเร่งนโยบายระยะยาว

    “ส.อ.ท.อยากให้ทุกพรรคการเมืองที่จะลงเลือกตั้งครั้งนี้ เอาเรื่องที่เราเสนอไปศึกษาให้มันมีแนวทางออกมาให้ตรงโจทย์ให้มาก อย่าเอานโยบายที่เป็นประชานิยมมากจนเกินไป” นายเกรียงไกร กล่าว

    ทั้งนี้ ควรนำเรื่องที่เอกชนเสนอเพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดจากความต้องการที่แท้จริง ควรต้องใช้วิธีการปรึกษากัน ไม่ใช่ช่วยฝ่ายหนึ่งแล้วโยนภาระให้อีกฝ่ายหนึ่งมันไม่ใช่การแก้ปัญหา ทุกประเทศปรับตัวหมุนดิ้นแรง ไทยก็เล่นกันต้องดิ้น ตัดสินใจให้เร็ว เพราะจากนี้การแข่งขันโลกจะรุนแรงขึ้น

    ส่วนกรณีประเด็นเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับใหม่ที่ถูกเสนอโดยพรรคประชาชน ในการปรับแก้เรื่องของเวลาการทำงาน การเพิ่มวันหยุด ซึ่งทุกอย่างเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องการให้ภาครัฐทบทวนให้ดี เพราะผลที่เกิดจะมีผลเสียมากกว่า โดยเฉพาะค่าจ้างแรงงานที่จะลดลง เป็นต้น

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1203965&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jvUIiU-AkblQEeRkXdvkD

  • เปิดแคตตาล็อกนวัตกรรมพร้อมใช้มหาวิทยาลัยทั่วอีสาน ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    เปิดแคตตาล็อกนวัตกรรมพร้อมใช้มหาวิทยาลัยทั่วอีสาน ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    หนึ่งในการขยายผลจากกรอบการวิจัย การขยายผลวิจัยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) เพื่อยกระดับรายได้ครัวเรือนและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก อันเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 11 แห่ง เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลจำนวน 3 แห่ง กลุ่มมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ จำนวน 8 แห่ง จึงจัดงานมหกรรมเศรษฐกิจฐานราก:แก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมปี 2568 หรืองาน “Apptech Matching Day 2025” เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2568 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สุรนารี โดยจัดขึ้นอย่างครอบคลุมในทุกภูมิภาคต่อไป

    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

    ขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสม นวัตกรรมพร้อมใช้

    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยถึงเป้าประสงค์หลักเพื่อเชื่อมโยงการประยุกต์ใช้และขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสม นวัตกรรมพร้อมใช้ ซึ่งเป็นผลงานจากภูมิปัญญาคณาจารย์ นักวิจัยของเครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของกลุ่มคนจนฐานราก เกษตรกรรายย่อย กลุ่มอาชีพ ผู้ประกอบการในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสในการพัฒนาข้อเสนอโครงการที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการและสร้างการเปลี่ยนแปลง

    ตลอดจนจัดการแก้ปัญหาคนจนลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี พร้อมทั้งยกระดับเศรษฐกิจฐานรากทั้งภาคชนบทและเมือง ให้พึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน ภายใต้บริบทที่สอดคล้องกับภูมิสังคม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    โดยภายในงาน มีมหาวิทยาลัยในพื้นที่ทั่วภาคอีสานร่วมส่งผลงานเพื่อจัดแสดงนวัตกรรมพร้อมใช้กว่า 96 ผลงาน และผ่านการพิจารณาคัดเลือก 72 ผลงาน 

    ดร.กิตติ ได้ตัวอย่างความหลากหลายบางส่วนของผลงานเทคโนโลยีที่เหมาะสมและนวัตกรรมพร้อมใช้ ที่ถูกจัดแสดงและสาธิตการใช้ประโยชน์จริงภายในงาน ครอบคลุมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ใช้สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ทั้งพืชไร่ พืชสวน รวมทั้งปศุสัตว์ ได้แก่เทคโนโลยีกรรมวิธีการผลิตข้าวฮางงอก โรงเรือนเลี้ยงไหมอัตโนมัติ เครื่องสแกนทุเรียน เตาเผาถ่านสุญญากาศและเครื่องควบแน่นน้ำส้มควันไม้ การผลิตหนอนแมลงโปรตีน ไก่โคราช เครื่องฉีกหมูฝอยแบบกึ่งอัตโนมัติ การผลิตลูกปลานิลแปลงเพศ

    “เทคโนโลยีที่เหมาะสม และนวัตกรรมพร้อมใช้ ทั้งหมดที่คัดสรรไปจัดแสดงให้ชาวบ้านได้ชมและทดลองภายในงาน ล้วนเป็นผลงานที่ผ่านกระบวนการใช้งานจริงโดยชาวบ้านกลุ่มตัวอย่าง ในพื้นที่วิจัย และสามารถช่วยยกระดับคุณภาพ ยกระดับประสิทธิภาพผลผลิตได้จริง อีกทั้งยังช่วยยกระดับรายได้ครัวเรือนกลุ่มตัวอย่างให้สูงขึ้นโดยเฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท”

    สำหรับการจัดงานครั้งนี้ได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายและผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ได้แก่ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้นำชุมชน กลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่ม YEC กลุ่มอาชีพ และเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานภาคีเครือข่าย และผู้สนใจทั่วไป รวมจำนวนทั้งสิ้น 721 คน เกิดการขับเคลื่อนและหนุนเสริมให้มหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่ภาคอีสานประสานพลังและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนฐานรากทั้งระดับอาชีพครัวเรือน กลุ่มอาชีพ ธุรกิจชุมชน ท้องถิ่น เครือข่ายธุรกิจชุมชนและคลัสเตอร์อุตสาหกรรมในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    เครื่องปั้นดินด่านเกวียน จากนวัตกรรมเตาเผาเซรามิก LPG

    “นวัตกรรมเตาเผาเซรามิกเชื้อเพลิงแก๊ส LPG” ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งคือหนึ่งในอาชีพสำคัญที่สืบทอดกันมายาวนานในชุมชน

    เครื่องปั้นดินเผา ซึ่งต้องประสบปัญหาทางด้านความสามารถในการแข่งขัน ขายผลิตภัณฑ์ไม่ได้ราคา และมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ต้นตอหลักที่เป็นปัญหา คือขาดการพัฒนากระบวนการผลิต อีกทั้งขาดการพัฒนาเครื่องมือ ที่ได้มาตรฐานในการผลิต และที่สำคัญที่สุดคือการใช้เตาเผาแบบดั้งเดิมที่ไม่ได้คุณภาพ ควบคุมคุณภาพการผลิตไม่ได้ ทำให้ผลิตภัณฑ์ขาดคุณภาพไม่เป็นไปตามจุดประสงค์

    ลักษณะเตาเผาแบบดั้งเดิมที่ใช้ฟืน ก่อให้เกิดปัญหาหลายด้าน ทั้งการควบคุมอุณหภูมิที่ไม่สม่ำเสมอ คุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ไม่คงที่ เกิดของเสียจากการแตกร้าว และการปล่อยเขม่าควัน นอกจากนี้ การพึ่งพาฝากเผาในเตาขนาดใหญ่ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนย้าย และบางครั้งผลิตภัณฑ์เกิดการแตกหักระหว่างขนย้าย รวมถึงและไม่สามารถควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างเต็มที่ สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลทำให้ผลิตภัณฑ์ต้นทุนสูงขึ้น ขาดคุณภาพทำให้สินค้าราคาต่ำลง

    ผศ.เด่น รักซ้อน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และศิลปกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

    ผศ.เด่น รักซ้อน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และศิลปกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

    ผศ.เด่น รักซ้อน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และศิลปกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

    ผศ.เด่น รักซ้อน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และศิลปกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กล่าวว่า “นวัตกรรมเตาเผาเซรามิกเชื้อเพลิงแก๊ส LPG” มีคุณสมบัติเด่นคือเป็นเตาเผาขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายง่าย ประหยัดเชื้อเพลิง สามารถควบคุมอุณหภูมิได้สูงถึง 1,250 องศาเซลเซียส ด้วยเทคนิคการเผาที่หลากหลายได้ และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเตาฟืนแบบเดิม

    การนำเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้ร่วมกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการออกแบบและเทคนิคการผลิตที่เชื่อมโยงกับคุณภาพของเตาเผา จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่ม และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    งานวิจัยดังกล่าวนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและถ่ายทอดนวัตกรรมเตาเผาเซรามิกที่ใช้เชื้อเพลิงแก๊ส LPG ให้แก่ผู้ประกอบการเครื่องปั้นดินเผาในพื้นที่ 5 ตำบล (6 กลุ่ม) ได้แก่ 1) อ.เมือง ต.จอหอและสีมุม 2) อ.โชคชัย ต.ด่านเกวียน และ ท่าอ่าง 3) อ.หนองบุนมาก ต.สารภี 4) อ.เทพสถิต ต.โป่งนกรวม จ.ชัยภูมิ

    ทั้งนี้ได้ดำเนินการผ่านการลงพื้นที่สำรวจความต้องการจริง การสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายระดับตำบล และการพัฒนา “นวัตกร” ในชุมชนให้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ยังได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 71 คน ส่งผลให้เกิดนวัตกรในชุมชน 17 คนที่สามารถทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ในการขยายผลองค์ความรู้

    “ถ้าสร้างเตาแล้วขายให้ชุมชน แบบนี้จะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับชุมชนและผู้ประกอบการเลย แต่เป็นชุมชนและผู้ประกอบการมาสร้างด้วยกัน มาเรียนรู้สร้างเตาเผาด้วยกัน และนำไปประยุกต์และสนับสนุนให้คนในชุมชนใช้เตาแก๊ส”

    เตาเผาที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสูงสามารถใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่า โดยใช้แก๊ส LPG ในปริมาณเฉลี่ย 7.5 กิโลกรัมสำหรับการเผาที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส และ 9.85 กิโลกรัมสำหรับอุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียส สะท้อนถึงการลดต้นทุนการผลิตที่ชัดเจนและส่งผลต่อมูลค่าของราคาที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับคุณภาพ

    และจากการคำนวณเรื่องงบประมาณหากเผาที่ 800 องศาเซลเซียส จะใช้งบประมาณกว่า 200 บาท/ครั้ง และถ้าเผาที่ 1,200 องศาเซลเซียส จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 309 บาท /ครั้ง

    ขณะที่ผลทางด้านเศรษฐกิจพบว่าผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 36.80 ต่อเดือน โดยผู้ประกอบการมีกำไรสุทธิต่อเดือนเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีปัญหาขาดทุนไปสู่การมีกำไรสุทธิระหว่าง 5,739 – 12,575 บาท

    ปัญญา มรกต ผู้ประกอบการเซรามิก และ นวัตกร

    ปัญญา มรกต ผู้ประกอบการเซรามิก และ นวัตกร

    ปัญญา มรกต ผู้ประกอบการเซรามิก และ นวัตกร

    นายปัญญา มรกต หรือ ตี๋ อายุ 27 ปี ผู้ประกอบการเซรามิก และนวัตกร ในพื้นที่ ต.ท่าอ่าง อ.โชคชัย ผู้ได้รับรางวัลชมเชยชุดอาหารจากดินด่านเกวียน ที่ใช้เตาเผาเซรามิก LPG ที่ได้แรงบันดาลใจจากความอุดมสมบูรณ์ขอเมืองโคราชในน้ำมีปลา ในนามีข้าว และแมวศรีสวาด มาออกแบบ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

    จากเดิมที่ปั้นงานเสร็จต้องขนชิ้นงานไปฝากเผาที่ด่านเกวียน ผลิตภัณฑ์เสียหายจากการขนย้าย การเผาที่อุณหภูมิไม่เสมอทำให้ชิ้นงานออกมาไม่เรียบเนียน บางครั้งเนื้อดินยังดูดซึมน้ำ ไม่สามารถทำเทเบิลแวร์ หรือ อุปกรณ์ที่ใช้บนโต๊ะอาหารได้ หลังใช้เตาเผาเซรามิก LPG ชิ้นงานสามารถนำมาใช้งานได้จริง

    ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เตาเผาเซรามิก LPG เป็นการยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ซึ่งปัจจุบันวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั้งใน จ.นครราชสีมา และในกรุงเทพฯ และยังเปิดตลาดออนไลน์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เพิ่มขึ้น

    สำหรับผลิตภัณฑ์เน้นการดีไซน์ใหม่ๆ ที่เข้าถึงง่ายขึ้น รวมถึงของประดับตกแต่ง นอกจากนี้ยังเปิดเวิร์กชอปในการเปิดสอนปั้นงานให้กับนักท่องเที่ยว และเด็กนักเรียนในพื้นที่

    “ผำโคราช” ยกระดับผักพื้นบ้าน ให้เป็นผักเศรษฐกิจใหม่ มาตรฐานไทย มาตรฐานสากล

    “ผำ” หรือ “ไข่น้ำ” เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจ ที่ได้รับความสนใจถูกมองเป็น อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ด้วยจุดเด่น ย่อยและดูดซึมง่าย ใยอาหารสูง แคลอรี่และไขมันต่ำ ไขมันดีมีมากกว่าโปรตีนสัตว์ เหมาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ควบคุมค่าคอเลสเตอรอล ผู้ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยโปรตีนจากสัตว์ได้ กลุ่มผู้สูงวัยที่ต้องการโปรตีนเสริมมวลกล้ามเนื้อแต่ย่อยง่าย กลุ่มผู้มีปัญหาระบบขับถ่าย

    ทั้งนี้ผำใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย อาทิ อาหารคน อาหารเสริม อาหารสัตว์ ยา เวชสำอาง เชื้อเพลิงชีวภาพ

    ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

    ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

    ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

    ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย ระบุว่า เริ่มทำการวิจัยผำตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งผำเป็นพืชที่ทานในท้องถิ่นแต่ไม่มีงานวิจัยรองรับไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเพาะเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือการเก็บเกี่ยว การเก็บรักษาและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

    โดยการวิจัยใน 5 ปีแรกก็ได้ข้อมูลเรื่องของสายพันธุ์ การเติบโตและพฤติกรรมปัจจัยในการเลี้ยงดู สำหรับ 5 ปีหลังเริ่มมีในเรื่องของ future food เรื่องของพืชในอนาคต และพืชทางเลือกที่เป็นอาหารใหม่ๆ ซึ่งผำก็เป็นหนึ่งในนั้น

    จึงทำให้มีการวิจัยเชิงลึกและขยายผลมากขึ้น เป็นอุตสาหกรรมแต่ในขณะเดียวกันก็มองในเชิงของชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงในพื้นฐานเดิมอยู่ จึงเป็นการทำคู่ขนานระหว่างผำที่ใช้ในชุมชนกับผำที่จะมีการขยายเป็นเชิงอุตสาหกรรม เพื่อขยายผลให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้ครัวเรือนมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 60,000 บาท/ครัวเรือน/ปี 150 ครัวเรือน

    และต้นแบบผลิตภัณฑ์ผำโคราช จำนวน 4 กลุ่มได้แก่ 1).ผำชุมชน 2).ผำซุปเปอร์ฟู๊ด 3).ผำอุตสาหกรรม และ 4).ผำอาหารสัตว์ ที่ต้องดำเนินการภายใต้ตัวระบบมาตรฐานและเทคโนโลยีที่จะนำไปถ่ายทอดดัดแปลง ให้เหมาะสมกับกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ

    ผศ.ดร.อารักษ์ ยังกล่าวว่า “ผำโคราช – มาตรฐานไทย มาตรฐานสากล” ถือเป็นโครงการเกิดขึ้นจากความต้องการ ที่จะผลักดันให้เมืองโคราช เป็น “เมืองแห่งจักรวาลผำอุตสาหกรรม” เพื่อการส่งออก ภายใน 3 ปี โดยได้รับสนับสนุนทุนวิจัยและคำแนะนำปรึกษา จากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

    สุปรานี ชิตเจริญ ผู้ประกอบการเลี้ยงผำ

    สุปรานี ชิตเจริญ ผู้ประกอบการเลี้ยงผำ

    สุปรานี ชิตเจริญ ผู้ประกอบการเลี้ยงผำ

    “คุณอ้อย” สุปรานี ชิตเจริญ หนึ่งในผู้ประกอบการเลี้ยงผำต้นแบบที่จะขยายผลเป็นอุตสาหกรรมในพื้นที่ ต.ตะคุ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เล่าว่าได้มีโอกาสไปอบรมกับทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และเริ่มสนใจเรื่องไข่ผำ ที่เป็นพืชลอยน้ำขนาดเล็ก ไม่มีใบ ไม่มีราก จึงจัดการด้านเขตกรรมได้ง่าย ใช้น้ำและปุ๋ยน้อย ศัตรูน้อย แตกหน่อเร็วใน 1-5 วัน อายุเก็บเกี่ยวสั้น 5-20 วัน รวมถึงเป็นอาหารโภชนาการสูง จึงเริ่มมีการเลี้ยงผำในโรงเรือนที่มีอยู่เดิมมาปรับปรุงใหม่ตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ 7 บ่อ และกำลังจะขยายไปยังโรงเรือนที่ 2

    โดยใช้นวัตกรรมของมหาลัยทั้งการควบคุมคุณภาพของน้ำ การใช้ปุ๋ยการปรับกรด ปรับค่าต่างๆ เพื่อให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเลี้ยง รวมถึงกระบวนการจัดการที่มีความเกี่ยวข้องกับมาตรฐานฟาร์ม เพื่อให้ได้ผำที่มีคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ซึ่งผู้รับซื้อในรูปแบบ Contract Farming จะนำไปแปรรูปเป็นรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผำแห้ง ผงผำ ไอศกรีม นมอัดเม็ด และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ปัจจุบันสามารถผลิตผำสดอยู่ที่ 1.2-1.5 ตันต่อเดือน และขายในราคากิโลกรัมละ 50 บาท

    เราทำแบบต้องการคุณภาพเราจะทำคุณภาพ อยากได้มาตรฐานเราก็วิ่งไปหามาตรฐานตามรูปแบบ

    อ่านข่าว :

    “นิยาย” ครองแชมป์งานมหกรรมหนังสือฯ Gen Z พลังขับเคลื่อนหลัก

    วิกฤตเด็กเกิดน้อย มูลนิธิศูนย์นมแม่ฯ ชู “นมแม่” สร้างต้นทุนมนุษย์ของชาติ

    “ขาดเงินออม-หนี้สิน” มูลเหตุหลักความยากจน บพท.เสนอ 10 แนวทางแก้ไข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cZA00S8STziuYOiNB79sN

  • เอกชนชี้เศรษฐกิจไตรมาส 4 น่าห่วง จีดีพีโตแค่ 0.3% เปรียบเป็นรถติดหล่ม

    เอกชนชี้เศรษฐกิจไตรมาส 4 น่าห่วง จีดีพีโตแค่ 0.3% เปรียบเป็นรถติดหล่ม

    นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 ว่า ค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยเปรียบเสมือนรถติดหล่ม เพราะยังคงมีปัจจัยลบจากเรื่องของปัญหาโครงสร้างยังไม่ถูกแก้ไข ประกอบด้วย 

    • มีวันทำงานน้อยเพราะไทยเป็นสังคมผู้สูงวัย 
    • การคอรัปชั่นของระบบราชการรวมถึงกฎหมายที่ล้าหลัง 
    • กับดักรายได้ปานกลาง 
    • งบประมาณที่ไม่สมดุลในการเบิกจ่าย 
    • ระบบการศึกษา 

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่มาจากความเสี่ยงอื่น คือ ภาษีทรัมป์ สินค้าทุ่มตลาด สงครามระหว่างประเทศ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา หนี้ครัวเรือน เงินบาทแข็ง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่มีผลต่อการเกษตร และการเมืองภายในประเทศ 

    เอกชนชี้เศรษฐกิจไตรมาส 4 น่าห่วง จีดีพีโตแค่ 0.3% เปรียบเป็นรถติดหล่ม

    ทั้งนี้ จึงคาดว่าไตรมาส 4 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP) ไทยอาจโตแค่ 0.3% โดยส่งผลให้ทั้งปี 68 GDP โตได้เพียง 2% เท่านั้น 

    อย่างไรก็ดี หากไตรมาส 4 รัฐบาลสามารถนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนละครึ่ง กระตุ้นการลงทุน แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และมีมาตรการช่วยหนี้เสีย (NPL) เอสเอ็มอี (SMEs) ได้อาจทำให้ช่วยดัน GDP ได้อีก 0.4% หรือ GDP โตไปได้ในกรอบ 1.8-2.2% 

    ขณะเดียวกัน GDP ปี 69 ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ (IMF) ประเมินว่า GDP ไทยจะโตเพียง 1.6% เท่านั้น เพราะยังคงมีความไม่แน่นอนสูงเช่นเดียวกับปี 68 ปัจจัยลบมาตากการส่งออกชะลอตัว การผลิตชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อภาคการเกษตร ผลผลิต เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง

    อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยบวกเข้ามาช่วย เช่น การลงทุนยังมีการขยายตัว ซึ่งประเทศไทยเองจะต้องเร่งจัดหาพื้นที่รองรับรวมถึงน้ำ ไฟฟ้า บุคคลากร เพราะจะเกิดการย้ายฐานเข้ามาลงทุนมากขึ้นจากกลุ่มอุตสาหกรรมคลาวด์ ,PCB ,ดาต้าเซ็นเตอร์ ,ยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) ,อาหาร ,BCG และยังคงมีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งในปี 69 ที่จะสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น 

    “เอกชนต้องการให้ทุกพรรคที่จะลงเลือกตั้งครั้งนี้ นำเรื่องที่เสนอไปศึกษาให้มีแนวทางออกมาให้ตรงโจทย์ให้มาก อย่างการนำนโยบายที่เป็นประชานิยมมากจนเกินไป ควรนำเรื่องที่เอกชนเสนอเพราะเป็นเรื่องที่เกิดจากความต้องการที่แท้จริง ควรต้องใช้วิธีการปรึกษากัน ไม่ใช่ช่วยฝ่ายหนึ่งแล้วโยนภาระให้อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหา ทุกประเทศปรับตัวหมุนดิ้นแรง ไทยก็เช่นกันต้องดิ้น ตัดสินใจให้เร็ว เพราะจากนี้การแข่งขันโลกจะรุนแรงขึ้น” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641857&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AeARboNVU9biLMOJ3JUuC

  • นายกฯ หารือหอการค้าสหรัฐ ผลักดันเศรษฐกิจโตยั่งยืน ดึงดูดการลงทุน | เดลินิวส์

    นายกฯ หารือหอการค้าสหรัฐ ผลักดันเศรษฐกิจโตยั่งยืน ดึงดูดการลงทุน | เดลินิวส์

    วันนี้ (จันทร์ที่ 20 ต.ค. 2568) เวลา 14.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นางไฮดี้ แกลแลนท์ (Ms. Heidi Gallant) กรรมการบริหารหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (The American Chamber of Commerce in Thailand: AMCHAM) และนางสาวอรกัญญา พิบูลธรรม รองประธาน AMCHAM นำผู้บริหารและบริษัทสมาชิก เข้าพบหารือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับคำแนะนำและอุปสรรคของการดำเนินธุรกิจของบริษัทสหรัฐฯ ในประเทศไทย รวมถึงแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจของไทย 

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บริษัทสมาชิกของ AMCHAM ที่เข้าร่วมครั้งนี้มีกว่า 30 บริษัท โดยมาจากหลากหลายสาขาธุรกิจ ทั้งด้านการเงิน อาทิ Bank of America, Citibank, MasterCard ด้านยานยนต์ อาทิ Ford Motor และ American Axle ด้านพลังงานและปิโตรเคมี อาทิ Chevron และ Dow Thailand ด้านอาหาร อาทิ Coca-Cola และ Ingredion ด้านสาธารณสุข อาทิ Pfizer, Johnson & Johnson, Viatris และด้านเทคโนโลยี อาทิ AWS, Western Digital, Meta เป็นต้น

    นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับคณะผู้แทนจาก AMCHAM ซึ่งวันนี้เป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการลงทุนจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย โดยรัฐบาลมุ่งดำเนินงานอย่างเต็มที่เพื่อให้การลงทุนของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น ผ่านการเสริมสร้างความโปร่งใส ปรับปรุงขั้นตอนการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ (Ease of Doing Business) และการลดอุปสรรคเชิงโครงสร้างต่าง ๆ พร้อมเปิดรับข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ด้านรองประธาน AMCHAM กล่าวว่า AMCHAM มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของสมาชิกที่เป็นบริษัทสหรัฐฯ ในไทย ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายแก่รัฐบาล รวมถึงยังมีผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยเสนอแนะมุมมองเชิงนานาชาติ และสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลไทยให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานไทย และเสนอแนะแนวทางการจัดทำนโยบายให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงาน นำไปสู่การดึงดูดการลงทุนจากสหรัฐฯ และการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ AMCHAM ได้นำคณะผู้บริหารและบริษัทสมาชิกมาเข้าพบในครั้งนี้จากหลากหลายภาคธุรกิจ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย 

    โอกาสนี้ AMCHAM ยังชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่แม้จะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งในระยะเวลาไม่นาน แต่สามารถผลักดันนโยบายที่มีผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนจำนวนมาก

    ในการหารือครั้งนี้ ผู้แทนบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงทุนในไทย โดยตัวแทนในด้านการลงทุน กล่าวย้ำความมุ่งมั่นต่อการดำเนินธุรกิจในไทย และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง Data center ระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI และระบบคลาวด์ที่จำเป็นต้องอาศัยการผลิตฮาร์ดดิสก์และเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลที่มีเสถียรภาพสูง ซึ่งไทยมีศักยภาพและความโดดเด่นในด้านนี้ โดยพร้อมเดินหน้าร่วมมือกับรัฐบาลและ BOI เพื่อผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญของโลก

    ด้านการเงิน ตัวแทนบริษัทด้านการเงินของสหรัฐฯ กล่าวสนับสนุนไทยในการยกระดับศักยภาพทางการเงินและการลงทุนสู่เวทีโลก โดยไทยมีพื้นฐานการตลาดทางการเงินที่แข็งแรง ทั้งตลาดหุ้นและตลาดธนบัตร พร้อมเสนอให้ไทยเร่งสร้างการรับรู้ในเวทีโลก และปรับปรุงอันดับในดัชนีการลงทุนสากล รวมถึงการผ่อนคลายกฎระเบียบและข้อจำกัดที่ เพื่อดึงดูดเงินทุนต่างประเทศ โดยภาคเอกชนสหรัฐฯ พร้อมทำงานกับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ศูนย์กลางการเงินระดับภูมิภาค        

    ด้านเทคโนโลยี ผู้แทนกล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัว Data Center Region แห่งใหม่ในประเทศไทย เมื่อต้นปี 2025 ซึ่งจะช่วยสร้างงานทักษะสูงกว่าหมื่นตำแหน่ง และเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย ทั้งยังขอบคุณรัฐบาลไทยที่สนับสนุนการลงทุนดิจิทัล พร้อมเสนอความร่วมมือ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ และการเจรจานโยบายดิจิทัลระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก

    ด้านพลังงาน ผู้แทนกล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุนบุคลากรไทยที่มีความสามารถอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และเห็นว่าไทยสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้อย่างมั่นคงผ่านการเสริมสร้างความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ การส่งเสริมการปฏิรูปด้านพลังงาน และการพัฒนาแหล่งพลังงานสะอาด เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานอย่างยั่งยืน โดยบริษัทพร้อมยืนหยัดเคียงข้างและร่วมพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตต่อไปอย่างมั่นคง

    ด้านสาธารณสุข ผู้แทนภาคเอกชน กล่าวว่า ภาคเอกชนสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการร่วมมือกับภาครัฐและประชาชนไทยในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บริษัทพร้อมสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพของภูมิภาค ผ่านความร่วมมือในด้านนวัตกรรมยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์

    สำหรับด้านอาหาร ผู้แทนอุตสาหกรรมอาหารสหรัฐฯ กล่าวถึงการสร้างงานให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง และมีความเชื่อมั่นในศักยภาพด้านอาหารและพืชผลเกษตรของประเทศไทย พร้อมสนับสนุนการพัฒนาซัพพลายเชนร่วมกับภาครัฐและ AMCHAM เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและมาตรฐานความยั่งยืน โดยเฉพาะการลดความซับซ้อนของกฎระเบียบ เพื่อส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนในประเทศ นอกจากนี้ บริษัทมุ่งแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีการผลิตอาหารและเกษตรสมัยใหม่ เพื่อช่วยเสริมสร้างความยั่งยืน และยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยสู่ระดับโลก

    โอกาสนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมีทิศทางและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยเร่งดำเนินงานตามแนวทาง “Quick Big Win” เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม การรับฟังข้อคิดเห็นและอุปสรรคจากภาคเอกชนสหรัฐฯ ครั้งนี้ช่วยให้รัฐบาลเข้าใจสภาพแวดล้อมทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น และสามารถปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี ความยั่งยืน และความโปร่งใสในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าทำงานกระตุ้นเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “เศรษฐกิจมูลค่าสูง (High-Value Economy)” ผ่านการยกระดับมาตรฐานกฎหมาย พร้อมเดินหน้าสร้างเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อรองรับการลงทุนในระยะยาวอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณผู้บริหารและสมาชิก AMCHAM ที่สละเวลาเข้าร่วม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ในวันนี้ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะทั้งหมดและจะนำไปพิจารณาอย่างจริงจัง  พร้อมกล่าวเน้นย้ำให้คำมั่นสัญญาว่า รัฐบาลพร้อมรับฟัง ปรับปรุง และเดินหน้าร่วมกับภาคเอกชนในฐานะพันธมิตรที่แท้จริง โดยเฉพาะกับมิตรประเทศสหรัฐอเมริกา และเชื่อมั่นว่า การหารือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และนำไปสู่ความสำเร็จร่วมกันระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในอนาคตต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5222725/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LG7UKnA8AC4-_R0biAlrA

  • ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียวโซลาร์ชุมชน นายกฯ กำชับเปิดกว้างห้ามผูกขาด : อินโฟเควสท์

    ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียวโซลาร์ชุมชน นายกฯ กำชับเปิดกว้างห้ามผูกขาด : อินโฟเควสท์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ นโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานมีมติเห็นชอบในหลักการการดำเนินโครงการพลังงาน Quick Big Win เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน อาทิ โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร และโครงการโซลาร์ลอยน้ำ ซึ่งจะดำเนินการภายในสิ้นปีนี้เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน

    “วันนี้เป็นการอนุมัติในกรอบ ส่วนรายละเอียด อาทิ โครงการโซลาร์ชุมชนที่จะต้องพิจารณาในรายพื้นที่เพื่อตอบสนองแนวคิดการกระจายตัว สายส่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขในการตัดสินใจว่าจะเอาโซลาร์ชุมชนไปลงในจุดใด เพื่อไม่อยากให้เป็นภาระประชาชน รวมถึงมีการหารือการซื้อไฟกลับก็มีการพุดคุยกัน ซึ่งภาคอุตสาหกรรมสามารถซื้อไฟจากผู้ผลิตได้โดยตรง ซึ่งรายละเอียดต้องรอเข้า ครม.ก่อนในสัปดาห์ถัดไป ส่วน ครม.สัปดาห์นี้จะเป็นเรื่องของมาตรการท่องเที่ยว” นายสิริพงศ์ กล่าว

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าในแต่ละโครงการจะต้องไม่ผูกขาดให้เอกชนรายใดรายนึง ต้องสามารถทำได้ในวงกว้าง

    ส่วนในวันที่ 27 ต.ค.นี้จะไม่มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เนื่องจากนายกฯ ติดภารกิจต้องเดินทางไปประชุมสุดยอดผูนำอาเซียน และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค โดยจะมีการประชุมในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งจะเป็นในส่วนของกระทรวงพาณิชย์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/538834&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T1mwQ1Euemdz1zvnEgzVU

  • ส.อ.ท.ถก ธปท.พรุ่งนี้ ห่วงเศรษฐกิจติดหล่ม : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 20 ต.ค.68

    ส.อ.ท.ถก ธปท.พรุ่งนี้ ห่วงเศรษฐกิจติดหล่ม : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 20 ต.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/2NIp-eejzSU&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PIt1JbRtuRX7gdo1YeLHW

  • คนละครึ่งพลัส ‘คลัง’ เปิดลงทะเบียนสิทธิคงเหลืออีกรอบพรุ่งนี้

    คนละครึ่งพลัส ‘คลัง’ เปิดลงทะเบียนสิทธิคงเหลืออีกรอบพรุ่งนี้

    คนละครึ่งพลัส ‘คลัง’ เปิดลงทะเบียนสิทธิคงเหลืออีกรอบพรุ่งนี้

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส ได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการวันนี้เป็นวันแรก พบว่า มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ครบภายในวงเงินงบประมาณ 44,000 ล้านบาท เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. 

    ทั้งนี้ เป็นการคำนวณวงเงินสิทธิจากจำนวนผู้ลงทะเบียนภายใต้สมมติฐานเบื้องต้นว่า ผู้เข้าร่วมโครงการฯ แต่ละรายอาจได้รับวงเงินสิทธิสูงสุดที่ 2,400 บาท นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะมีการนำข้อมูลของผู้ลงทะเบียนไปตรวจสอบคุณสมบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้น 

    พรุ่งนี้ จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ตรวจสอบสิทธิคงเหลือจากหน้าแรกของเว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com“

    ทั้งนี้ ขอเชิญชวนให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน เข้าไปลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ใหม่ในพรุ่งนี้ คือ วันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2568 ในระหว่างเวลา 06.00 – 22.00 น.

    สำหรับประชาชนที่ต้องการตรวจสอบคุณสมบัติในส่วนของการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยจะต้องเป็นการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90, ภ.ง.ด. 91, หรือ ภ.ง.ด. 95 ของปีภาษี 2567 เท่านั้น และจะต้องยื่นแบบดังกล่าวภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 โดยสามารถตรวจสอบวันที่ยื่นแบบได้ด้วยตนเอง ดังนี้ 

    1. กรณียื่นแบบ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา สามารถตรวจสอบข้อมูลวันที่ยื่นแบบได้จากใบเสร็จรับเงินที่ได้รับ ณ วันยื่นแบบภาษีเงินได้ หรือ 
    2. กรณียื่นแบบทางอินเทอร์เน็ตสามารถตรวจสอบวันที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร (https://efiling.rd.go.th/rd-cms/)  

    สำหรับความคืบหน้าของการลงทะเบียนผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ในช่วงที่ผ่านมามีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลสะสม ณ วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม 2568

    เวลา 14.00 น. มีร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ แล้ว 223,088 แบ่งเป็น ร้านค้ารายเดิม 86,224 ราย และร้านค้ารายใหม่ 136,864 ราย

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจและมีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขที่โครงการฯ กำหนด สามารถทยอยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโครงการฯ จะเปิดให้เริ่มสแกนรับเงินจากประชาชนได้จริงในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 และร้านค้ายังสามารถลงทะเบียนได้จนกว่ากระทรวงการคลังจะปิดรับสมัครร้านค้าในวันที่ 19 ธันวาคม 2568

    อนึ่ง ผู้ประกอบการร้านค้าและประชาชนสามารถตรวจสอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการฯ และรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ทาง www.คนละครึ่งพลัส.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641914&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00k_HhkWd8se12eQqNC-gO

  • ครม. เศรษฐกิจ ไฟเขียว 3 มาตรการพลังงาน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 1.4 ลลบ.

    ครม. เศรษฐกิจ ไฟเขียว 3 มาตรการพลังงาน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 1.4 ลลบ.

    เศรษฐกิจ

    20 ต.ค. 2025 เวลา 17:09 น.

    ครม.เศรษฐกิจเคาะ 3 มาตรการด้านพลังงาน Quick Big Win มุ่งลดค่าครองชีพประชาชน หวังสร้างผลประโยชน์ทางการเงินและเศรษฐกิจกว่า 1.4 ล้านล้านบาท

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) วันนี้ (20 ต.ค.) โดยระบุว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นการพิจารณาแผนงานภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพลังงาน เพื่อนำไปสู่การลดค่าครองชีพให้กับประชาชน รวมไปถึงการสร้างรายได้ให้ชุมชน และการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

    โดยสอดคล้องไปกับการที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะการการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อออกมาตรการมาเร่งรัดให้บริษัทต่างประเทศที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย ซึ่งปัจจัยสำคัญในการดำเนินการจะต้องมีพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งในการประชุมวันนี้จะได้แนวทางที่ชัดเจน

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังประชุม ครม.เศรษฐกิจว่า ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ได้เห็นชอบกรอบมาตรการการดำเนินมาตรการด้านพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและกระตุ้น เศรษฐกิจของกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะมีโครงการสำคัญที่กระทรวงพลังงานเสนอเพื่อดำเนินการ ประกอบด้วย 

    1.โครงการโซลาร์ ฟาร์มชุมชน 2.โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร 3.โครงการการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย 4.โครงการโซลาร์ลอยน้ำ ในเขื่อน (FPV) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ 5.โครงการการส่งเสริมการติดตั้ง ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน แสงอาทิตย์สำหรับหน่วยงานของรัฐ

    อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินโครงการที่สามารถดำเนินการได้จริงและรวดเร็ว ต้องเกิดภายในปีนี้ ซึ่งจะมี 3 โครงการ ประกอบด้วย โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร และโครงการการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย ส่วนโครงการอื่นๆ เป็นการอนุมัติในกรอบนโยบายให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

    “คาดว่านโยบายเหล่านี้จะสามารถลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้ โดยยกตัวอย่างว่าปัจจุบันประชาชนซื้อไฟในราคาประมาณ 4.90 บาท แต่หากมีโซลาร์ชุมชน จะสามารถซื้อไฟได้ในราคา 3 บาทกว่า ซึ่งทำให้ค่าครองชีพของประชาชนลดลง”

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำด้วยว่า โครงการโซลาร์เซลล์ต่างๆ ที่นำเสนอ ต้องไม่เป็นลักษณะการผูกขาดให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง ต้องทำให้ได้เกิดประโยชน์เป็นวงกว้าง ขณะที่การดำเนินโครงการโซลาร์ ก็ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบด้านเรื่องค่าสายส่ง เพื่อรองรับการกระจายตัวของโซลาร์ชุมชนในหลายพื้นที่ เช่นเดียวกับประเด็นการซื้อไฟกลับสำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะมีรายละเอียดที่ชัดเจนในการเสนอมาตรการนี้เข้า ครม.สัปดาห์หน้า

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เผยว่า ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ได้เห็นชอบกรอบการดำเนินงานมาตรการด้านพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและกระตุ้น เศรษฐกิจของกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม. วันที่ 28 ต.ค.นี้ 

    โดยชุดมาตรการที่กระทรวงพลังงานเสนอมีจำนวน 3 มาตรการ ซึ่งประเมินว่าจะทำให้ภาครัฐ มีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 131,864 ล้านบาท แต่สามารถสร้างผลประโยชน์ทางการเงิน และเศรษฐกิจรวมกว่า 1,465,378 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 39,761 คน และลดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases : GHGs) ได้ประมาณ 29.446  ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์

    สำหรับมาตรการที่มีการเสนอเพื่อดำเนินการนั้น ประกอบด้วย มาตรการที่ 1 การสร้างรายได้ลดรายจ่ายด้านพลังงานโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ได้แก่ 1.โครงการโซลาร์ ฟาร์มชุมชน  เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 3 หมื่นล้านบาท และเกิดผลประโยชน์ทางบวกอื่นๆ คือเกิดการจ้างงาน 1,785 คน – ลด GHGs 0.976  MtCO2eq ต่อปี – ครัวเรือนได้รับประโยชน์ 410.4 ล้านบาทต่อปี

    2.โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ระยะ 50 ระบบ เกษตรกรประหยัดค่าไฟ จากการสูบน้ำ 1,500 บาท/ไร่/ปี  เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นและทำ เกษตรในฤดูแล้งโดยปลูกพืชอายุ สั้นใช้น้ำน้อย 66.14 ล้านบาท/ปี หรือ 4,300 บาท/ไร่/ปี ส่งผลภาพรวมเกษตรกรมี ค่าใช้จ่ายลดลงและรายได้เพิ่มขึ้น 5,800 บาท/ไร่/ปี ระยะต่อมาขยายเป็น 1,150 ระบบ จำนวนครัวเรือนได้รับ ผลประโยชน์ไม่น้อยกว่า 23,000 ครัวเรือน ภาพรวมจะลด GHGs  0.064 MtCO2eq ต่อปี  ผลประโยชน์ด้านการเกษตร รวม 12,000  ล้านบาท/ปี เกิดการจ้างงานทั้งหมด 13,800 คน

    3.โครงการการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้าน อยู่อาศัยด้วยมาตรการ ทางภาษี รัฐสูญเสียค่าใช้จ่าย 5,166.24 ล้านบาท  แต่จะเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 20,250 ล้านบาท  เกิดการจ้างงาน 450  คน  และลด GHGs 0.280  MtCO2eq ต่อปี

    4.โครงการโซลาร์ลอยน้ำ ในเขื่อน (FPV) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยโครงการนี้มีการลงทุน 53,368 ล้านบาท เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 140,440 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 450 คน และลด GHGs 0.280  MtCO2eq ต่อปี 

    5.โครงการการส่งเสริมการติดตั้ง ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน แสงอาทิตย์สำหรับหน่วยงานของรัฐ โดยมีการลงทุน 9,000 ล้านบาท เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 77,522 ล้านบาท โดยจะทำให้หน่วยงานของรัฐมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ประมาณ 16,600 ล้านหน่วยต่อปี 

    มาตรการที่ 2 มาตรการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม ได้แก่

    1.มาตรการการเร่งรัดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรงระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรม Data center หรือ มาตรการ Direct PPA เพื่อสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ 

    โดยเสริมความพร้อมของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนจาก ต่างประเทศโดยเฉพาะการลงทุนใน Data Center และอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานสะอาด ส่งเสริมการแข่งขันและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในตลาด ไฟฟ้าสะอาดโดยอนุญาตให้บุคคลที่สามใช้บริการระบบส่งผ่าน (TPA) พร้อมจ่ายค่าบริการตามที่กำหนด และเป็นทางเลือกให้ผู้ลงทุนที่ต้องการใช้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนผ่านช่องทางที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

    ขณะที่ปัจจุบันมีกลุ่มเป้าหมาย ผู้ประกอบกิจการ Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงาน หมุนเวียนตามข้อกำหนดจากบริษัทแม่ และเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ โดยกำหนดปริมาณกรอบเป้าหมาย การดำเนินการ Direct PPA ไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์ โดยมาตรการนี้จะมีการส่งเสริมการลงทุนปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าในระยะแรก ในพื้นที่ภาคตะวันออกรวม 37,500  ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนของ กฟผ. 33,500 ล้านบาท และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 4,000 ล้านบาท

    สำหรับผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนในโครงการนี้ ได้แก่ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศรองรับ อุตสาหกรรม Data Center และการพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมเขตภาคตะวันออกเพื่อพัฒนา ระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้าในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กระตุ้น เงินลงทุนทางเศรษฐกิจกว่า 65,000  ล้านบาท สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า  1.66  ล้านตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และเกิดการสร้างงานมากกว่า  3,094 คน  

    2.การพัฒนาระบบส่งระบบจำหน่ายไฟฟ้าในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) เพื่อ รองรับปริมาณความต้องการไฟฟ้าของกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ประเภท Data Center ในพื้นที่ EEC ได้ประมาณ  3,8167.6 เมกะวัตต์ โครงการนี้ใช้เงินลงทุน 33,500 ล้านบาท 

    โดยต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติให้ กฟผ.ใช้งบประมาณคงเหลือภายใต้โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันออกเพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า (TIPE) จำนวน 3,000 ล้านบาท และเสนอโครงการปรับปรุง ระบบส่งไฟฟ้าใหม่เพื่อขออนุมัติ ครม. จำนวน  30,500 ล้านบาทม าใช้ในการดำเนินการ โครงการนี้จะเกิดผลประโยชน์กว่า 580,000 ล้านบาท สร้างการจ้างงาน 4,580 คน 

    มาตรการที่ 3 สร้างความยั่งยืนระยะยาวรองรับ Net Zero 2050 โดยผลักดันโครงการนำร่องนำเทคโนโลยีเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture Storage: CCS) อาทิ การศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บ CO2 ในบริเวณอ่าวไทย ตอนบนเพื่อรองรับการปลดปล่อยจากคาร์บอนจากพื้นที่ EEC

    รวมไปถึงการเสนอให้ดำเนินการโครงการนำร่องดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แหล่ง ก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ (Arthit CCS Pilot Project) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อดำเนินการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่อัตรา 1 ล้านตันต่อปี ระยะที่ 1 ในช่วงปี พ.ศ.2571 – 2579 โดยมีงบลงทุนประมาณ 16,500 ล้านบาท

    นอกจากนั้นจะมีการเร่งปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ให้แล้วเสร็จใน 4 เดือน เพื่อที่ประเทศไทยจะวางแผนจัดหากำลังผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง ค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1203936&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g7nH7cVxwKHseXSAnBRY8