Category: เศรษฐกิจ

  • ย้อนประวัติศาสตร์แผนพัฒนา 5 ปีของจีน  กับความเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจโลก  – BBC News ไทย

    ย้อนประวัติศาสตร์แผนพัฒนา 5 ปีของจีน กับความเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจโลก – BBC News ไทย

    A child plays holds the national flag in Tiananmen Square on China's National Day, which marks the 76th anniversary of the founding of the People's Republic of China, in Beijing on October 1, 2025.

    ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

      • Author, นิค มาร์ช
      • Role, บีบีซีนิวส์

    เหล่าผู้นำระดับสูงของจีนกำลังรวมตัวกันที่กรุงปักกิ่งในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือถึงเป้าหมายที่สำคัญ ๆ ของประเทศและความมุ่งมาดปรารถนาในช่วงครึ่งทศวรรษท้าย

    ราวทุก ๆ ปีคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Central Committee of the Chinese Communist Party) ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองที่อยู่ในระดับสูงสูดของประเทศ จะจัดการประชุมเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่เรียกว่า “การประชุมเต็มคณะ” (Plenum)

    เรื่องที่ถูกนำมาหารือในการประชุมเต็มคณะครั้งนี้ ท้ายที่สุดจะกลายเป็นรากฐานของ “แผนฯ 5 ปี” หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีของจีน ซึ่งจะเป็นพิมพ์เขียวที่ประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก จะดำเนินไปในช่วงปี 2026-2030

    แผนฉบับเต็มจะยังไม่มีการประกาศจนกระทั่งถึงปีหน้า แต่ทางการจีนมีทีท่าที่จะบอกใบ้สิ่งที่จะถูกบรรจุลงในแผนในวันพุธ (22 ต.ค.) และในครั้งก่อน ๆ ทางการจีนก็เคยประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมภายในหนึ่งสัปดาห์หลังการประชุม

    “นโยบายตะวันตกทำงานตามวงรอบของการเลือกตั้ง แต่นโยบายจีนดำเนินการตามวงรอบของการวางแผน” นีล โธมัส นักวิจัยด้านการเมืองจีน แห่งสถาบันนโยบายสังคมเอเชีย (Asia Society Policy Institute) ระบุ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • บจก.ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล บอกว่ายินดีให้ทุกฝ่ายตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัท

    • Louvre Museum

    • Brown hyena standing near the ruins of an abandoned diamond mining building in dusty light.

    • รธน.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “แผน 5 ปีจะบ่งบอกเป้าหมายที่จีนต้องการบรรลุ ส่งสัญญาณถึงทิศทางที่ผู้นำประเทศต้องการจะไป และปรับการจัดสรรทรัพยากรของรัฐให้เป็นไปตามข้อสรุปที่กำหนดกันไว้ล่วงหน้า” เขากล่าวเสริม

    หากมองอย่างผิวเผิน ภาพของการที่เหล่าข้าราชการสวมสูทมาจับมือและวางแผนร่วมกันอาจดูน่าจืดชืด แต่ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาบอกเราว่าสิ่งที่พวกเขาหารือและตัดสินใจกันในการประชุมเช่นนี้ มักส่งผลกระทบอย่างมากต่อโลก

    และนี่คือประวัติศาสตร์ทั้งสามครั้งที่แผน 5 ปีของจีนได้เปลี่ยนเศรษฐกิจของโลกมาแล้ว

    1981-84: “ปฏิรูปและเปิดกว้าง”

    เป็นการยากที่จะระบุช่วงเวลาอย่างชัดเจนว่าจีนได้เริ่มเส้นทางของการเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจตั้งแต่เมื่อใด แต่หลายคนในพรรคคอมมิวนิสต์มักจะกล่าวว่ามันเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 1978

    เป็นเวลาเกือบสามทศวรรษที่เศรษฐกิจของจีนถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยรัฐ แต่การวางแผนจากส่วนกลางตามสไตล์โซเวียต ทำให้ความต้องการยกระดับความเจริญรุ่งเรืองล้มเหลว และกลับกันคือคนจำนวนมากต้องดิ้นรนต่อสู้กับความยากจน

    ขณะนั้นจีนยังอยู่ระหว่างฟื้นตัวจากความเสียหายอย่างหนักภายใต้การปกครองประเทศของเหมา เจ๋อตุง นโยบายการก้าวกระโดดไปข้างหน้าครั้งใหญ่ (The Great Leap Forward) และการปฏิวัติทางวัฒนธรรมที่นำโดยผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วยความตั้งใจจะพลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมจีนนั้น ส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตของคนหลายล้านคน

    ในการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการชุดที่ 11 ในกรุงปักกิ่ง เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำคนใหม่ของประเทศ ประกาศว่าถึงเวลาแล้วที่จะยอมรับองค์ประกอบบางประการของตลาดเสรี

    นโยบายของเขาในการ “ปฏิรูปและเปิดกว้าง” กลายเป็นส่วนสำคัญของแผน 5 ปีฉบับถัดไป ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 1981

    การสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones) ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรี และการลงทุนจากต่างประเทศที่ตามมาภายหลังการประกาศเขตดังกล่าว ได้เปลี่ยนชีวิตของผู้คนในจีน

    Chinese leader Deng Xiao Ping and US President Jimmy Carter signing an agreement for cooperation between China and the United States on science and technology, Washington, DC, January 1979.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การเปิดกว้างทางเศรษฐกิจจีนภายใต้นโยบายของเติ้ง เสี่ยวผิง ยังรวมถึงข้อตกลงฉบับสำคัญกับประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ของสหรัฐฯ ในปี 1979 ด้วย

    นายโธมัสมองว่าเป้าประสงค์ของแผน 5 ปีครั้งนั้นได้บรรลุผลอย่างไม่มีอะไรจะชัดเจนไปได้มากกว่านี้แล้ว

    “จีนในทุกวันนี้พัฒนาไปไกลเกินกว่าความฝันที่ผู้คนจะเคยคิดฝันจินตนาการได้ในช่วงทศวรรษที่ 1970 แล้ว

    ทว่าแผนฯ ฉบับดังกล่าวยังได้พลิกโฉมเศรษฐกิจโลกด้วย ในช่วงศตวรรษที่ 21 เกิดการจ้างงานสายการผลิตของชาติตะวันตกหลายล้านตำแหน่งในโรงงานใหม่หลายแห่งบริเวณพื้นที่ชายฝั่งของจีน

    นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า “ไชนา ช็อก (the China shock)” หรือแรงกระแทกอย่างฉับพลันจากจีน รูปแบบเศรษฐกิจเช่นนี้เคยเป็นหนึ่งในแรงผลักดันเบื้องหลังการเติบโตของบรรดาพรรคการเมืองที่มีแนวทางประชานิยมในพื้นที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมของยุโรป รวมถึงสหรัฐฯ

    ยกตัวอย่างเช่น นโยบายทางเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งภาษีศุลกากรและสงครามการค้าต่างถูกออกแบบมาเพื่อทวงคืนตำแหน่งงานในภาคการผลิตของชาวอเมริกัน ที่สูญเสียไปให้กับจีนในช่วงไม่กี่ทศวรรษก่อน

    2011-15: “อุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์”

    สถานะของจีนในการเป็นโรงงานของโลกถูกทำให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเมื่อจีนเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2001 แต่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านศตวรรษ ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ได้วางแผนการเคลื่อนไหวต่อไปไว้ล่วงหน้าแล้ว

    แผนนั้นคือการเฝ้าระวังไม่ให้จีนตกอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า “กับดักชนชั้นกลาง (middle income trap)” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประเทศที่กำลังเจิรญเติบโตอย่างรวดเร็วไม่สามารถจ้างงานด้วยอัตราค่าจ้างที่ต่ำมากได้อีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีศักยภาพทางนวัตกรรมที่จะสร้างผลิตภัณฑ์และบริการระดับไฮเอนด์แบบประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว

    ดังนั้น แทนที่จะเดินหน้าแค่การผลิตราคาถูกต่อไป จีนต้องเฟ้นหาสิ่งที่จะเรียกได้ว่า “อุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์” ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่เริ่มใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2010 โดยสำหรับบรรดาผู้นำในจีนแล้ว คำนี้หมายถึงเทคโนโลยีสีเขียว เช่น รถยนต์ไฟฟ้า และแผงโซลาร์เซลล์

    ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกกลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากขึ้นในการเมืองตะวันตก จีนก็ระดมทรัพยากรจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนลงไปในอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้

    ทุกวันนี้ จีนไม่เพียงแต่จะเป็นผู้นำโลกด้านพลังงานหมุนเวียนและรถยนต์ไฟฟ้าอย่างที่ไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ยังผูกขาดห่วงโซ่อุปทานแร่หายากที่จำเป็นต่อการผลิตสิ่งเหล่านี้ด้วย

    การที่จีนกุมอำนาจเหนือทรัพยากรหลัก ๆ ซึ่งสำคัญต่อการผลิตชิปและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ตอนนี้จีนอยู่ในจุดที่ทรงอิทธิพลในระดับโลก ซึ่งอิทธิพลที่มีก็มากพอจะทำให้ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลจีนที่เพิ่มความเข้มงวดในการส่งออกแร่หายาก ถูกทรัมป์กล่าวว่าเป็นความพยายามจะ “จับโลกไว้เป็นตัวประกัน”

    แม้ว่า “ขุมพลังเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์” จะถูกบรรจุในแผน 5 ปีฉบับถัดมาในปี 2011 แต่เทคโนโลยีสีเขียวก็ถูกกล่าวถึงมาตั้งแต่ช่วงต้นสหัสวรรษที่ 2000 แล้ว โดยหู จิ่นเทา อดีตผู้นำจีน ในฐานะกลไกที่มีศักยภาพสำหรับการเติบโตและอํานาจทางภูมิรัฐศาสตร์

    “ความปรารถนาของจีนในการพึ่งพาตนเองมากขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี เสรีภาพในการดำเนินการต่าง ๆ มีมานานแล้ว มันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นใยที่ถักทอเป็นเป็นอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน” นีล โธมัส อธิบาย

    2021-2025: “การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง”

    นี่อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดแผน 5 ปีของจีนเมื่อไม่นานมานี้ได้หันมาให้ความสนใจกับ “การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง” ซึ่งริเริ่มประกาศอย่างเป็นทางการโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อปี 2017

    การประกาศเช่นนี้เสมือนเป็นการท้าทายอิทธิพลของอเมริกาในด้านเทคโนโลยี และทำให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นแถวหน้าของภาคอุตสาหกรรม

    เรื่องราวความสำเร็จต่าง ๆ ภายในประเทศ เช่น แอปพลิเคชันแบ่งปันวิดีโออย่าง ติ๊กตอก (TikTok) , ยักษ์ใหญ่ทางโทรคมนาคมอย่าง หัวเว่ย (Huawei) , ไปจนถึงโมเดลเอไออย่าง ดีพซีก (DeepSeek) ล้วนเป็นข้อพิสูจน์ความเฟื่องฟูทางเทคโนโลยีของจีนในศตวรรษนี้

    แต่เหล่าประเทศตะวันตกมองสิ่งนี้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ การจำกัด หรือพยายามจะจำกัดเทคโนโลยีจากจีนที่ได้รับความนิยม ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก และเพิ่มความตึงเครียดทางการทูต

    President of the People's Republic of China Xi Jinping arrives for an official visit to attend the celebrations to mark the 80th anniversary of Russia's Victory in the Great Patriotic War of 1941-1945, in Moscow, Russia on May 7, 2025

    ที่มาของภาพ, Grigory Sysoev/RIA Novosti/Pool/Anadolu via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, แผน 5 ปีของจีนภายใต้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง”

    จนกระทั่งถึงตอนนี้ จีนได้ผลักดันเทคโนโลยีของประเทศจนประสบความสำเร็จ ผ่านการใช้นวัตกรรมของอเมริกา เช่น เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงจากเอ็นวิเดีย (Nvidia) ซึ่งตอนนี้ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ จำกัดการขายไปยังจีนแล้ว

    และเนื่องจากสหรัฐฯ ปิดกั้นการขายเทคโนโลยีดังกล่าวให้กับจีน คาดว่า “การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง” จะถูกปรับเป็น “ขุมพลังทางการผลิตเชิงคุณภาพขุมใหม่” ดังที่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ประกาศสโลแกนใหม่เมื่อปี 2023 ซึ่งเป็นการปรับไปให้ความสำคัญกับความภาคภาคภูมิในภายในประเทศและความมั่นคงของประเทศมากขึ้น

    การประกาศเช่นนี้หมายถึงการทำให้จีนเป็นผู้นำด้านการผลิตชิป ด้านคอมพิวเตอร์ และเอไอ โดยที่ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีตะวันตก และมีภูมิคุ้มกันต่อการถูกคว่ำบาตร

    ความสามารถในการพึ่งพาตนเองในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับสูงสุดของนวัตกรรม น่าจะเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญ ๆ ของแผน 5 ปีฉบับถัดไป

    “ความมั่นคงของชาติและความเป็นอิสระทางเทคโนโลยี คือภารกิจที่ถูกกำหนดไว้ในนโยบายทางเศรษฐกิจของจีนในตอนนี้” นายโธมัสอธิบาย

    “อย่างที่ผมบอกไป มันย้อนกลับไปตั้งแต่โครงการชาตินิยมที่เป็นรากฐานค้ำจุนลัทธิคอมมิวนิสต์ในจีน มันคือการสร้างความมั่นใจว่าจีนจะไม่ถูกครอบงำโดยต่างชาติอีกต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/ckgzrxmxz0ko&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NZMnLVbt3WNXC6k3gkB6X

  • สบส. ดัน 4 นโยบาย ขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย 69

    สบส. ดัน 4 นโยบาย ขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย 69

    กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ผลักดัน 4 นโยบาย ขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย มุ่งสร้างความเข้มแข็งระบบบริการสุขภาพ สุขภาพภาคประชาชน ส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ ยกระดับประสิทธิภาพองค์กร สอดรับนโยบาย Quick Win กระทรวงสาธารณสุข 2569

    ดร.นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรม สบส. กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2569 ประเทศไทยจะมีความต้องการด้านสุขภาพที่สูงขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอายุของประชากรไทย และการเปลี่ยนแปลงบริบทอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สังคม เทคโนโลยี และการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs รวมถึง การเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวเพื่อรับบริการทางการแพทย์ หรือบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพในไทย ดังนั้น เพื่อรองรับความต้องการบริการด้านสุขภาพที่สูงขึ้น ขับเคลื่อนศักยภาพเศรษฐกิจสุขภาพ และสร้างสุขภาพที่ดีให้คนไทยอย่างยั่งยืน ตามนโยบาย Quick Win ของกระทรวงสาธารณสุข กรม สบส. จึงได้วางนโยบายที่มุ่งเน้นในการสร้างความเข้มแข็งทั้งในด้านสุขภาพ และเศรษฐกิจใน 4 ข้อ ได้แก่

    1. สร้างความเข้มแข็งระบบสุขภาพปฐมภูมิ เพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยการพัฒนาเครือข่ายบริการสุขภาพปฐมภูมิ Health Station หรือ “สถานีสุขภาพ” เป็นจุดบริการที่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระดับชุมชน ยกระดับศูนย์สาธารณสุขมูลฐาน (ศสมช.) เป็น “ศูนย์ NCDs ประจำหมู่บ้าน” ให้ครบ 76 จังหวัด ยกระดับศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพิ่มทักษะในการปฏิบัติงานด้านสุขภาพ 4 ด้าน ได้แก่ การนวดไทยยืดเหยียดเฉพาะทาง 7 ด้าน การดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ผู้ช่วยสาธารณสุขในการดูแล ป้องกันโรค และผู้นำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ

    2. ส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ ขับเคลื่อนนโยบาย Medical Hub ผ่านคณะอนุกรรมการฯ เพื่อพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ทั้ง 6 คณะ ส่งเสริมให้ประเทศไทยให้เป็น Hospital Quality ในธุรกิจบริการสุขภาพ ด้านเวชศาสตร์ความงาม เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ การผ่าตัดแปลงเพศ และ Wellness สร้างความเชื่อมั่นแก่ชาวต่างขาติด้านความปลอดภัยในระบบบริการสุขภาพ ส่งเสริมเพิ่มขีดความสามารถในการเพิ่มบริการด้านสุขภาพของสถานประกอบการ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    3. ขับเคลื่อนมาตรฐานระบบสถานพยาบาล ยกระดับมาตรฐานระบบบริการสุขภาพเป็นมาตรฐานสถานพยาบาลแห่งชาติ พัฒนาพระราชบัญญัติมาตรฐานด้านระบบวิศวกรรมการแพทย์ ส่งเสริมสถานพยาบาลภาครัฐให้มีคุณภาพ ผ่านการรับรอง ตามเกณฑ์มาตรฐานระบบบริการสุขภาพ HS4 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานก่อสร้าง และดูแลบำบัดน้ำเสียให้ได้มาตรฐาน ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม บังคับใช้กฎหมายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านระบบบริการสุขภาพ และนำ AI มาใช้ในการตรวจจับการกระทำผิดของสถานพยาบาล และสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ

    และ 4. พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร ปรับปรุงโครงสร้างและระบบการทำงาน ให้มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และอำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ พัฒนาศักยภาพ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม จัดระบบสวัสดิการ เพื่อส่งเสริมความผูกพันในองค์กร และเสริมสร้างภาพลักษณ์และสร้างความไว้วางใจ จากทั้งภายในและภายนอกองค์กร รวมถึงส่งเสริมการเป็นองค์กรดิจิทัล Fully Digital

    “ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตนขอให้บุคลากรทุกท่านเดินหน้าปฏิบัติตามนโยบายอย่างเข้มแข็ง เพื่อขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศ รวมถึง นำหลักการ “คิดใหญ่ ทำใหม่ สร้างความไว้วางใจ” ที่ได้มอบไว้ มาใช้ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อการพัฒนางานให้เกิดประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่ความเชื่อมั่น และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนต่อไปในอนาคต” ดร.นายแพทย์ภานุวัฒน์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/965659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TMmizwt5RpKg0Pvw4KgL-

  • “

    “หนี้ครัวเรือนไทย: ความท้าทายสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิต”


    21/10/2568 | 83 |

    ปัญหา “หนี้ครัวเรือน” เป็นหนึ่งในประเด็นทางเศรษฐกิจที่ภาครัฐและประชาชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ระดับหนี้ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย การทำความเข้าใจสาเหตุ ผลกระทบ และแนวทางการแก้ไข จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างรากฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

    สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยปัจจุบัน (อ้างอิงจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย – ธปท.)

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นหน่วยงานหลักที่ติดตามและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนของไทยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุด:

    1. ระดับหนี้ต่อ GDP: สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยอยู่ในระดับสูงมาอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับหลายประเทศ สะท้อนถึงภาระหนี้ของครัวเรือนที่อยู่ในระดับน่าเป็นห่วง

    2. ประเภทของหนี้: หนี้ส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย, สินเชื่อรถยนต์, และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึงหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน

    3. สาเหตุหลัก: การก่อหนี้อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย, การเข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น, การบริโภคเกินตัว, รวมถึงผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้รายได้ลดลงหรือตกงาน

    💡 เคล็ดลับการเขียน: อ้างอิงตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ล่าสุดจากรายงานภาวะเศรษฐกิจการเงินของ ธปท. เพื่อให้ข้อมูลมีความทันสมัยและน่าเชื่อถือ

    ผลกระทบของหนี้ครัวเรือนที่สูง (อ้างอิงจาก สศช. หรือ ธปท.)

    ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงส่งผลกระทบในหลายมิติ:

    1. ต่อคุณภาพชีวิต: ประชาชนมีภาระทางการเงินสูงขึ้น ทำให้เหลือเงินสำหรับการออมและการลงทุนน้อยลง เกิดความเครียด และอาจส่งผลต่อการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น

    2. ต่อการบริโภคและการลงทุน: เมื่อครัวเรือนมีภาระหนี้มาก การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและลงทุนใหม่ๆ จะลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม

    3. ต่อเสถียรภาพระบบการเงิน: หากหนี้ครัวเรือนกลายเป็นหนี้เสียจำนวนมาก อาจส่งผลกระทบต่อความแข็งแกร่งของสถาบันการเงิน และนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจได้

    แนวทางแก้ไขและมาตรการจากภาครัฐ (อ้างอิงจาก ธปท. หรือ กระทรวงการคลัง)

    ภาครัฐโดยเฉพาะ ธนาคารแห่งประเทศไทย และ กระทรวงการคลัง ได้ออกมาตรการและนโยบายเพื่อดูแลและแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง:

    • มาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้: การปรับโครงสร้างหนี้, การลดภาระดอกเบี้ย, หรือการพักชำระหนี้ในช่วงวิกฤต

    • การส่งเสริมวินัยทางการเงิน: การให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการวางแผนทางการเงินที่ดี

    • การกำกับดูแลสถาบันการเงิน: การออกมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่รัดกุมขึ้น เพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัวและลดความเสี่ยงของระบบ

    • การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ: การสนับสนุนให้ลูกหนี้เข้าสู่ระบบการเงินที่เป็นธรรม และลดการพึ่งพิงหนี้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/433369&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PkqdEOOUcvcH6U06EDxHo

  • อนุทินถก ครม. เคาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนท่องเที่ยว ยกระดับปราบสแกมเมอร์ ด้านสำนักงบฯชงแผนเร่งเบิกจ่ายกว่า 4 ล้านล้านบาท

    อนุทินถก ครม. เคาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนท่องเที่ยว ยกระดับปราบสแกมเมอร์ ด้านสำนักงบฯชงแผนเร่งเบิกจ่ายกว่า 4 ล้านล้านบาท

    ×

    1. Politics
    2. อนุทินถก ครม. เคาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนท่องเที่ยว ยกระดับปราบสแกมเมอร์ ด้านสำนักงบฯชงแผนเร่งเบิกจ่ายกว่า 4 ล้านล้านบาท

    โดย THE STANDARD TEAM

    21.10.2025

    • LOADING…

    COVER - Cabinet approves stimulus budget fraud.

    วันนี้ (21 ตุลาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรเป็นการส่วนตัว ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เนื่องในวันครบรอบถึงแก่กรรมของ พลเอกเจ้าพระยารามราฆพ ในวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2510 รวม 58 ปี ในฐานะเจ้าของบ้านนรสิงห์ ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ทำงานของนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังถือเป็นการทำบุญตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งวันนี้ตรงกับวันพระ เพื่อความเป็นสิริมงคล ตามประเพณี

    ก่อนที่ อนุทินเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงาน Maha Loi Krathong World Event ในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2568 ณ จังหวัดสุโขทัย และพระนครศรีอยุธยา และงาน Vijit Chao Phraya 2025 ในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 ณ บริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ

    สำหรับวาระการประชุม ครม. กระทรวงการคลังเสนอ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเน้นการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในประเทศ และเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐ โดยมี 4 มาตรการ ประกอบด้วย

    • มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ให้ผู้มีรายได้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายจากที่พัก โรงแรม โฮมสเตย์ และร้านอาหารมาหักลดหย่อนได้สูงสุด 20,000 บาท โดย 10,000 บาทแรก ใช้ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ อีก 10,000 บาท ต้องเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice)

    ขณะที่ จังหวัดท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัด ได้สิทธิลดหย่อน 1.5 เท่า เพื่อกระจายรายได้สู่พื้นที่ เริ่มใช้ 29 ตุลาคม-15 ธันวาคม 2568

    • มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบฝึกอบรม (Front Load) ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งเบิกจ่ายงบฝึกอบรมและสัมมนาอย่างน้อย 60% ภายใน ตุลาคม 68-มกราคม 69 ส่งเสริมให้จัดอบรมในจังหวัดท่องเที่ยว โดยเฉพาะจังหวัดรอง และนำผลเบิกจ่ายเป็นหนึ่งใน ตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ของผู้บริหารภาครัฐ
    • ขยายเวลาลดภาษีสถานบันเทิง ต่ออัตราภาษีสรรพสามิต จาก 10% เหลือ 5% อีก 1 ปี (1 มกราคม-31 ธันวาคม 2569) ครอบคลุมกิจการไนต์คลับ ผับ บาร์ และสถานบันเทิงที่มีการแสดงดนตรีหลังเที่ยงคืน
    • มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พัก ให้หักรายจ่ายลงทุนปรับปรุงโรงแรมได้ 2 เท่า ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่ากับมูลค่ารายจ่ายนั้น มีผลตั้งแต่ 29 ตุลาคม 68-31 มีนาคม 69

    ขณะที่ สำนักงบประมาณจะเสนอให้เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณกว่า 4 ล้านล้านบาท ของหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี

    พร้อมกันนี้ จะมีการนำผลประชุม การยกระดับการปราบปรามสแกมเมอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ เป็น ‘วาระแห่งชาติ’ เข้าที่ประชุม ครม. เพื่อบูรณาการการทำงานทุกหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ ครม. จะมีการรับทราบกรอบการประชุม GBC ของของฝ่ายไทย ก่อนการประชุม GBC กลับประเทศที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย วันที่ 23 ตุลาคม 2568 โดย 4 ประเด็นหลักๆ คือ การถอนอาวุธหนัก, การเก็บกู้ทุ่นระเบิด, อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน

    1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17

    • LOADING…


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD TEAM

    กองบรรณาธิการ THE STANDARD

    READ MORE

    EDITOR’S PICK

    MOST POPULAR




    MOST POPULAR



    Close Advertising

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/cabinet-approves-stimulus-budget-fraud/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yb2L2HOeBYJc4ArAVhtLw

  • ‘กรณ์’ เผยทีมเศรษฐกิจ ปชป. เตรียมพร้อมลุย เป้าหมายทำให้ศก.ไทยกลับมาโต

    ‘กรณ์’ เผยทีมเศรษฐกิจ ปชป. เตรียมพร้อมลุย เป้าหมายทำให้ศก.ไทยกลับมาโต

    ‘อภิสิทธิ์’ เร่งทำนโยบาย-คัดตัวผู้สมัคร ฝาก ‘นายกฯหนู’ รุกแก้ชายแดน

    ‘อภิสิทธิ์’ เร่งทำงานแข่งกับเวลา ลุยทำนโยบาย-คัดตัวผู้สมัคร รับบางคนขอไม่อยู่ต่อ ชี้ปมทำประชามติยกเลิก ‘MOU 43-44’ ยังมีข้อกังวลเยอะ ฝากบอก ‘นายกฯ’ ไปแล้ว ควรทํางานเชิงรุกมากขึ้น

    ‘อภิสิทธิ์’ เบิกฤกษ์ ปชป. นำ กก.บห.ชุดใหม่ สักการะพระแม่ธรณี

    ‘อภิสิทธิ์’ ถือฤกษ์ 09.09 น. สักการะพระแม่ธรณี ก่อนนำทีมถก กก.บห.ชุดใหม่ เตรียมเชิญ 3 บิ๊กธุรกิจบรรยาย 28 ต.ค.นี้ หวังฝากการบ้านสะท้อนปัญหาประเทศ

    ‘อภิสิทธิ์’รีเทิร์น! นั่งหัวหน้าปชป.ไร้คู่แข่งจัดทัพใหม่ผลักดันการเมืองสุจริต

    ประชุมใหญ่วิสามัญประชาธิปัตย์ คนเก่าคนแก่หวนกลับพรึ่บ! ไม่พลิกโผ! “มาร์ค” นั่งหัวหน้าพรรคอีกครั้งแบบไร้คู่แข่ง ได้คะแนนท่วมท้น เกือบเต็ม 100%

    ‘เอิร์ธ พงศกร’ โฆษกประชาธิปัตย์คนใหม่ ลั่นทำสุดความสามารถเพื่อร่วมกอบกู้ศรัทธา

    ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง อดีตผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ และอดีตโฆษกกทม. นั่ง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์

    คำต่อคำ! ‘อภิสิทธิ์’ ร่ายยาวคัมแบ็กหัวหน้า ปชป. ถึงพริกถึงขิงทัศนะทางการเมือง

    “อภิสิทธิ์” เปิดใจหลังคัมแบ็กนั่งหน.ปชป. ขอบคุณ “สมาชิกพรรค-เฉลิมชัย” ยันไม่เคยตั้งคำถามเรื่องความทุ่มเท ย้ำคำภาษิต “สัจ จัง เว อม ตา วาจา” สัญลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย บอกตั้งแต่เข้าการเมือง

    ‘สาธิต’ ชวดเก้าอี้รองหัวหน้า ปชป. คุมภาคกลาง ‘เมฆินทร์’ พลิกชนะ 65 ต่อ 35%

    ที่ประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังจากเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่และรองหัวหน้าพรรค 8 ตำแหน่งแล้ว ได้มีการเลือกรองหัวหน้าพรรครายภาค เพื่อให้สมาชิกลงคะแนน โดยผลปรากฎว่า นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร ได้รับตำแหน่งรองหัวหน้าภาคเหนือ นายธนพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/882255/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PJ-8eYTkgl0d-Z57dX-WO

  • ส.อ.ท.ห่วงเศรษฐกิจไตรมาส3 ติดหล่ม โครงสร้าง-การเมือง-บาทแข็ง ฉุดกำลังซื้อ

    ส.อ.ท.ห่วงเศรษฐกิจไตรมาส3 ติดหล่ม โครงสร้าง-การเมือง-บาทแข็ง ฉุดกำลังซื้อ

    เศรษฐกิจ

    21 ต.ค. 2025 เวลา 6:25 น.

    “ส.อ.ท.” ห่วงเศรษฐกิจไทยไตรมาส3 ติดหล่ม โดนหลายปัจจัยรุมเร้า “โครงสร้างประเทศ-การเมือง-บาทแข็งค่า” ฉุดกำลังซื้อ

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2568 ยังน่าเป็นห่วง เปรียบเสมือน “รถติดหล่ม” หลังปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยภายนอกกดดันพร้อมกัน ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง ค่าไฟ–ดอกเบี้ยแพง การเมืองไม่แน่นอน และเงินบาทแข็ง ส่งผลให้ GDP ไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 2% พร้อมเตือนรัฐบาลต้องเร่งมาตรการอัดฉีดและบริหารความเสี่ยงเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ค่อนข้างน่าเป็นห่วงซึ่งเปรียบเสมือน “รถติดหล่ม” เพราะยังคงมีปัจจัยลบจากเรื่องของปัญหาโครงสร้างยังไม่ถูกแก้ไข นั่นคือ 1. มีวันทำงานน้อยเพราะไทยเป็นสังคมผู้สูงวัย 2. การคอรัปชั่นของระบบราชการรวมถึงกฎหมายที่ล้าหลัง 

    3. กับดักรายได้ปานกลาง 4. งบประมาณที่ไม่สมดุลในการเบิกจ่าย 5. ระบบการศึกษา นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่มาจากความเสี่ยงอื่นๆ คือ ภาษีทรัมป์ สินค้าทุ่มตลาด สงครามระหว่างประเทศ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา หนี้ครัวเรือน เงินบาทแข็ง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่มีผลต่อการเกษตร และการเมืองภายในประเทศ เป็นต้น

    ดังนั้น จึงคาดว่าไตรมาส 4 ปีนี้ GDP ไทยอาจโตแค่ 0.3% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 ขนาด GDP ไทยจะโตได้เพียง 2% เท่านั้น แต่หากไตรมาส 4 รัฐบาลสามารถเอามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนละครึ่ง กระตุ้นการลงทุน แก้ปัญหาหนี้ครัว และมีมาตรการช่วยหนี้เสีย (NPL) SMEs ได้อาจทำให้ช่วยดัน GDP ได้อีก 0.4% หรือ GDP โตไปได้ในกรอบ 1.8-2.2%

    สำหรับความท้าทายภายในประเทศ แบ่งเป็น 1. ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังเรื้อรัง ณ ไตรมาส 2/2568 หนี้ภาคครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 86.8% ต่อ GDP (คิดเป็นมูลค่า 16.31 ล้านล้านบาท) ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าที่ ระดับ 87.1% ต่อ GDP ซึ่งยังบั่นทอนกําลังซื้อและเป็นข้อจํากัดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

    “โดยหนี้เสียรวม (NPLs) ณ ไตรมาส 2/2568 มีมูลค่า 1.24 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2 หมื่นล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 1.22 ล้านล้านบาท คิดเป็นบัญชีที่เป็นหนี้เสีย 9.6 ล้านบัญชี จํานวนลูกหนี้ 5.4 ล้านคน ขณะที่ลูกหนี้ 3.4 ล้านคน เป็นหนี้เสียที่ตํ่ากว่า 1 แสนบาท”

    2. หนี้ธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง ณ ไตรมาส 2/2568 ยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อยู่ที่ 3.12 ล้านล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 3.14 ล้านล้านบาท ลดลง -0.71% QoQ

    โดยหนี้เสีย (NPLs) ของสินเชื่อธุรกิจ ณ ไตรมาส 2/2568 พบว่า สินเชื่อวงเงินมากกว่า 500 ล้านบาท มีสัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อธุรกิจอยู่ที่ 1.04% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนเดิมอยู่ที่ 1.01% แต่ในขณะที่สินเชื่อวงเงินน้อยกว่า 500 ล้านบาท มีสัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อธุรกิจอยู่ที่ 7.62% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนเดิมอยู่ที่ 7.28%

    3. ภาระต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูงทั้งค่าไฟฟ้า ราคาวัตถุดิบ และราคานํ้ามัน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้างวด ก.ย.–ธ.ค. 68 อยู่ที่ 3.94 บาทต่อหน่วย รวมถึง ต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับสูง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) (ณ กรกฎาคม 2568) เฉลี่ยอยู่ที่ 6.90-7.30% ต่อปี

    4. นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 พบว่ามีจํานวนสะสม 24.12 ล้านคน ลดลง -7.56%YoY คิดเป็นการสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.11 ล้านล้านบาท ลดลง -5.85%YoY

    5. ความกังวลต่อการเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนในงบประมาณปี 2569 ที่อาจล่าช้าในระยะข้างหน้าตาม Timeline การยุบสภาในวันที่ 31 มกราคม 2569 และคาดว่าจะให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 29 มีนาคม 2569

    นอกจากนี้ ยังมีปัญหาด้านอื่นๆ เช่น ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมือง ปัญหาการคอร์รัปชั่นที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศ ประสิทธิภาพการทํางานและการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐ ตลอดจนการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aging Society) การขาดแคลนแรงงานทักษะขั้นสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และกฎหมาย กฎระเบียบ ที่ล้าสมัยและขาดความยืดหยุ่นในการรองรับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสมัยใหม่

    ส่วนความท้าทายภายนอกประเทศ อาทิ 1. ผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ และสงครามการค้า ตลอดจนความไม่แน่นอนในการเจรจาเกี่ยวกับเกณฑ์การคํานวณ Regional Value Content (RVC) รวมถึง ความเสี่ยงการพึ่งพาตลาดการส่งออกใดตลาดหนึ่งเป็นหลักในสัดส่วนที่มากเกินไปของไทย

    2. ปัญหาสินค้าจากต่างประเทศที่เข้ามาทุ่มตลาดในไทยในปี 2568 ผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมกว่า 24 กลุ่ม ซึ่งกดดันความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทย รวมถึง การสวมสิทธิ์สินค้าเพื่อส่งออก ตลอดจนตลาดในภูมิภาคเกิดการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น

    3. ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา (โดยปี 2567 ภาพรวมมูลค่าการค้าระหว่างประเทศ “ไทย-กัมพูชา” อยู่ที่ 367,234 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าการค้าชายแดนถึง 174,524 ล้านบาท)

    4. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและบรรยากาศทางการค้าการลงทุน เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    5. ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ทั้งทางตรงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทําให้เกิดอุทกภัย และทางอ้อมจากมาตรการ NTB ต่างๆ ในตลาดส่งออกหลักของไทย เช่น CBAM, EUDR, Carbon Credit เป็นต้น

    ขณะเดียวกัน GDP ปี 2569 ซึ่ง IMF ประเมินว่า GDP ไทยจะโตเพียง 1.7% เท่านั้น ซึ่งตํ่ากว่าค่าเฉลี่ย GDP ปี 2558-2567 (ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี) อยู่ที่ 2.0% เนื่องจากมีความเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกข้างต้น รวมถึงศักยภาพเศรษฐกิจไทยยังตํ่ากว่าประเทศอื่นในอาเซียน ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยทั้ง Aging Society, กฎหมายที่ล่าสมัย, อุตสาหกรรมเก่า ขาดเทคโนโลยี ต้นทุนสูง, รัฐมีรายจ่ายเกินรายได้, และการศึกษาไม่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม

    “เศรษฐกิจไทปีหน้ายังคงมีความไม่แน่นอนสูงเช่นเดียวกับปี 2568 ที่มีปัจจัยลบมาตากการส่งออกชะลอตัว การผลิตชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อภาคการเกษตร ผลผลิต เช่นน้ำท่วม ภัยแล้ง”

    ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยยังต้องเร่งการปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมใหม่มากขึ้นเพื่อเชื่อมโยงกับ Global Supply Chain โดยข้อมูลของสํานักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ FDI เติบโตขึ้นกว่า 132%YoY โดยคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 737,572 ล้านบาท โดยเฉพาะ 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve เช่น ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์สมัยใหม่ เทคโนโลยีชีวภาพ แปรรูปอาหาร เป็นต้น

    “แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ แต่ยังคงมีปัจจัยบวกเข้ามาช่วย เช่น การลงทุนยังมีการขยายตัว ซึ่งประเทศไทยเองจะต้องเร่งจัดหาพื้นที่รองรับรวมถึงน้ำ ไฟฟ้า บุคคลากร เพราะจะเกิดการย้ายฐานเข้ามาลงทุนมากขึ้นจากกลุ่มอุตสาหกรรม คลาวด์ PCB ดาต้าเซ็นต์เตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อาหาร BCG และยังคงมีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งในปี 2568 ที่จะสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น”

    ทั้งนี้ ส.อ .ท. อยากเสนอแนะให้รัฐบาลพลิกโครงการให้เข้มแข็งขึ้น แบ่งเป็น

    1. ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุม โดยให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเปราะบางจริงจัง

    2. จับคู่กับมาตรการเสริมศักยภาพ SME เช่น ให้กู้ดอกเบี้้ยต่ำ ฝึกอบรม ปรับระบบดิจิทัล

    3. ให้ร้านค้า / SME สามารถเข้าถึงระบบรับจ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-payment) ได้อย่างสะดวก

    4. ควบคุมและตรวจสอบไม่ให้มีการตั้งราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเกินควร

    5. วางแผนต่อเนื่อง (นโยบายต่อเนื่อง) เมื่อโครงการสิ้นสุด ต้องมีแผนต่อยอด เช่น โครงการช่วยเหลือกลุ่มประชาชนรายได้ตํ่า โครงการช้อปช่วยชาติ หรือบัตรสวัสดิการ

    6. ผสมกับนโยบายโครงสร้าง เช่น ปรับภาษี ลดภาระต้นทุนธุรกิจ ให้ SME อยู่ได้แม้สภาวะเศรษฐกิจ ไม่เอื้อ ทั้งนี้ หากดําเนินให้ดี โครงการนี้มีศักยภาพเป็นตัว “จุดชนวน” ให้เศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับรากหญ้าได้ แต่ต้องอยู่บนฐานนโยบายบูรณาการและโครงสร้างที่เข้มแข็ง

    “ส.อ.ท. อยากให้ทุกพรรคการเมืองที่จะลงเลือกตั้งครั้งนี้ เอาเรื่องที่เราเสนอไปศึกษาให้มันมีแนวทางออกมาให้ตรงโจทย์ให้มาก อย่างอย่าเอานโยบายที่เป็นประชานิยมมากจนเกินไป ควรเอาเรื่องที่เอกชนเสนอเพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดจากความต้องการที่แท้จริง ควรต้องใช้วิธีการปรึกษากัน ไม่ใช่ช่วยฝ่ายนึงแล้วโยนภาระให้อีกฝ่ายหนึ่งมันไม่ใช่การแก้ปัญหา ทุกประเทศปรับตัวหมุนดิ้นแรง ไทยก็เล่นกันต้องดิ้น ตัดสินใจให้เร็ว เพราะจากนี้การแข่งขันโลกจะรุนแรงขึ้น”

    ส่วนกรณีประเด็นเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับใหม่ที่ถูกเสนอโดยพรรคประชาชน ในการปรับแก้เรื่องของเวลาการทำงาน การเพิ่มวันหยุด ซึ่งทุกอย่างเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องการให้ภาครัฐทบทวนให้ดี เพราะผลที่เกิดจะมีผลเสียมากกว่า โดยเฉพาะค่าจ้างแรงงานที่จะลดลง เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1203961&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QRjrxIQrtER0PYaZAzk-L

  • ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว 3 มาตรการพลังงาน พร้อมชงครม.สัปดาห์หน้า

    ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว 3 มาตรการพลังงาน พร้อมชงครม.สัปดาห์หน้า

    วันนี้ (20 ตุลาคม 2568) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน เห็นชอบมาตรการด้านพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงพลังงาน ตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล 

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า มาตรการด้านพลังงานที่เสนอเข้ามายังครม.เศรษฐกิจ ทั้งหมดนั้น ส่วนใหญ่เป็นนโยบายเกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน และการลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน โดยกระทรวงพลังงาน แจ้งว่า มาตรการที่จะผลักดันออกมาได้ในปีนี้ทันที มีอยู่ 3 โครงการหลัก คือ โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน โครงการโซลาร์เพื่อการเกษตร และการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในบ้านอยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี 

    “คาดว่านโยบายเหล่านี้จะสามารถลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้ ยกตัวอย่างเช่น วันนี้ประชาชนอาจจะซื้อไฟอยู่ประมาณ 4.90 บาท แต่ถ้ามีโซลาร์ชุมชน จะสามารถซื้อไฟได้ในราคา 3.10 บาทเท่านั้น แต่รายละเอียดต้องรอเข้า ครม. ก่อน ซึ่งคาดว่าจะนำเข้ามาให้ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า” นายสิริพงศ์ กล่าว

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า มาตรการที่กระทรวงพลังงานเสนอ ครม.เศรษฐกิจ พิจารณาครั้งนี้ มีด้วยกัน 3 มาตรการ 9 แผนงาน/โครงการ โดยมีรายละเอียดดังนี้

    มาตรการที่ 1 การสร้างรายได้ลดรายจ่ายด้านพลังงานโครงการโซลาร์ภาคประชาชน

    โดยมีรายละเอียกแยกเป็นรายโครงการ ดังนี้

    1.โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน คาดว่า ครัวเรือนในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้า 80 สตางค์ต่อหน่วย มีเงินลงทุนภาคเอกชนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 30,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 1,785 คน

    2.โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร คาดว่าจะสร้างผลประโยชน์ด้านการเกษตรรวม 12,100 ล้านบาท/ปี เกิดการจ้างงานทั้งหมด 13,800 คน

    3.โครงการการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop คาดว่าจะเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจากการลงทุน 20,250 ล้านบาท และส่งเสริมให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพ 450 คน

    4.โครงการโซลาร์ลอยน้ำ ในเขื่อน (FPV) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยโครงการนี้มีการลงทุน 53,368 ล้านบาท เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 140,440 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 450 คน 

    5.โครงการการส่งเสริมการติดตั้ง ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน แสงอาทิตย์สำหรับหน่วยงานของรัฐ โดยมีการลงทุน 9,000 ล้านบาท ทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากระบบโครงข่ายไฟฟ้า และอัตราค่าหน่วยไฟฟ้าลดลง 20% ของอัตราค่าไฟฟ้าฐาน หน่วยงานของรัฐ จะสามารถประหยัดงบประมาณค่าสาธารณูปโภค (ค่าไฟฟ้า) ได้สูงถึง 9,000 ล้านบาทต่อปี

    มาตรการที่ 2 มาตรการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม

    แยกเป็นรายโครงการ ดังนี้

    1.มาตรการการเร่งรัดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรงระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรม Data center หรือ มาตรการ Direct PPA มีกลุ่มเป้าหมาย ผู้ประกอบกิจการ Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงาน หมุนเวียนตามข้อกำหนดจากบริษัทแม่ และเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ โดยกำหนดปริมาณกรอบเป้าหมาย การดำเนินการ Direct PPA ไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์ 

    โดยมาตรการนี้จะมีการส่งเสริมการลงทุนปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าในระยะแรก ในพื้นที่ภาคตะวันออกรวม 37,500  ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนของ กฟผ. 33,500 ล้านบาท และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 4,000 ล้านบาท

    ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนในโครงการนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศรองรับ อุตสาหกรรม Data Center และการพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมเขตภาคตะวันออกเพื่อพัฒนา ระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้าในพื้นที่ EEC กระตุ้นเงินลงทุนทางเศรษฐกิจกว่า 65,000  ล้านบาท และเกิดการสร้างงานมากกว่า  3,094 คน 

    2.การพัฒนาระบบส่งระบบจำหน่ายไฟฟ้าใน EEC เพื่อรองรับปริมาณความต้องการไฟฟ้าของกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ประเภท Data Center ในพื้นที่ EEC ได้ประมาณ 3,8167.6 เมกะวัตต์ โครงการนี้ใช้เงินลงทุน 33,500 ล้านบาท คาดว่าโครงการนี้จะเกิดผลประโยชน์กว่า 580,000 ล้านบาท และสร้างการจ้างงาน 4,580 คน

    มาตรการที่ 3 สร้างความยั่งยืนระยะยาวรองรับ Net Zero 2050 

    แยกเป็นโครงการต่าง ๆ ดังนี้

    1.โครงการนำร่องนำเทคโนโลยีเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) แยกเป็น

    1.1 ศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บ CO2 ในบริเวณอ่าวไทย ตอนบนเพื่อรองรับการปลดปล่อยจากคาร์บอนจากพื้นที่ EEC (ภายใต้ Thailand Eastern CCS Hub) โดยเริ่มพิสูจน์ทราบศักยภาพชั้นหินทางธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในบริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็น Eastern CCS Hub กักเก็บ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เริ่มต้นระยะแรกที่ 5 ล้านตันต่อปีภายในปี พ.ศ.2577 (ค.ศ.2034) และระยะที่ 2 เพิ่มเป็น 10 ล้านตันต่อปีภายในปี พ.ศ.2583 (ค.ศ.2040)

    โดยมีกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มอุตสาหกรรมโรงแยกก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงกลั่น และโรงไฟฟ้า ในจังหวัดระยอง และชลบุรี มีระยะเวลาดำเนินการ ระยะเวลา 5ปี (พ.ศ. 2566 – 2571) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น

    โครงการนี้จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยมีเงินลงทุนในระยะแรกจากภาคเอกชน 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับศักยภาพในการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 5 ล้านตันต่อปีภายในปี พ.ศ.2577 (กลุ่มที่มีการติดตั้งการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตปัจจุบันแล้ว)

    ส่วนผลประโยชน์ในระยะที่ 2  เงินลงทุนภาคเอกชน 12,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับศักยภาพในการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 10 ล้านตันต่อปีภายในปีพ.ศ.2583 ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ยังไม่มีการติดตั้งการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอ่าวไทยตอนบน กระบวนการผลิตและจำเป็นต้อง ลงทุนใหม่ ตลอดอายุโครงการ รวมถึงเกิดการจ้างงาน 11,000 คน

    1.2 เสนอให้ดำเนินการโครงการนำร่องดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แหล่ง ก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ (Arthit CCS Pilot Project) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อดำเนินการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่อัตรา 1 ล้านตันต่อปี ระยะที่ 1 ในช่วงปี พ.ศ.2571 – 2579 โดยมีงบลงทุนประมาณ 16,500 ล้านบาท 

    2.เร่งปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan: PDP) ให้แล้วเสร็จใน 4 เดือน เพื่อที่ประเทศไทยจะวางแผนจัดหากำลังผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง ค่าไฟฟ้าอยู่ในระดับที่เหมาะสม และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VCsoUgmCsT3Bk27854TqY

  • เปิดแฟ้ม ครม.21 ต.ค. เตรียมเคาะ 4 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว เร่งเบิกจ่าย 4 ล้านล้าน

    เปิดแฟ้ม ครม.21 ต.ค. เตรียมเคาะ 4 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว เร่งเบิกจ่าย 4 ล้านล้าน

    เศรษฐกิจ

    21 ต.ค. 2025 เวลา 6:12 น.

    เปิดแฟ้ม ครม.21 ต.ค. เตรียมเคาะ 4 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว เร่งเบิกจ่าย 4 ล้านล้าน

    เปิดแฟ้ม ครม.พิจารณาชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว–บริการ และเร่งการใช้จ่ายภาครัฐ นายกฯ ชงปราบสแกมเมอร์ เป็นวาระแห่งชาติ

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (21 ต.ค.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุม 

    โดยจะมีการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยได้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) แล้ว โดยเป็นมาตรการเพื่อกระตุ้น และสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว 4 มาตรการ ได้แก่ 

     1. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ดำเนินการตั้งแต่ วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค.2568 ให้ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดานำค่าที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย หรือสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการร้านอาหารที่จ่ายให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาหักลดหย่อนได้สูงสุด 20,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 บาทแรก ใช้ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ และ10,000 บาทที่เหลือ ต้องใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น ทั้งนี้ อัตราการลดหย่อนท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัด และบางอำเภอใน 15 จังหวัด ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ส่วนจังหวัดอื่นลดหย่อนได้ 1 เท่า

    2.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม (Front Load) ระยะเวลาดำเนินการเดือนต.ค.2568 – ม.ค.2569 ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาในส่วนของการพัฒนาบุคลากรไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินที่ตั้งไว้ โดยให้พิจารณาจัดในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ 

    โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวรองเป็นลำดับแรก กำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการนี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท.

    โดยให้รายงานผลการเบิกจ่ายต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และการใช้จ่ายภาครัฐ นอกจากนี้ มอบหมายให้กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พัก และค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    3.ขยายระยะเวลาปรับลดอัตราภาษีสถานบันเทิง ระยะเวลาดำเนินการวันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค.2569 ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก10 % เป็น 5 % ออกไปอีก 1 ปี สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 ได้แก่ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลานจ์ รวมถึงสถานที่จำหน่ายอาหาร และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง ซึ่งปิดทำการหลังเวลา 24.00 น.

    4.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก ระยะเวลาดำเนินการวันที่ 29 ต.ค.2568 – 31 มี.ค. 2569 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการได้ 2 เท่า แต่ไม่ใช่การซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้เป็นจำนวน 100 % ของรายจ่ายดังกล่าว

    โดยทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ ได้แก่ อาคารถาวรที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบ และยึดติดกับอาคารเป็นการถาวร สิทธิประโยชน์นี้ให้ใช้ตามส่วนเฉลี่ยเป็นจำนวนเท่ากันเป็นเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน (ทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชี) 

    สำหรับวาระอื่นๆ เช่น สำนักงบประมาณ เสนอมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทั้งภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ วงเงินรวมกว่า 4 ล้านล้านบาท 

    นอกจากนี้นายกฯ รัฐมนตรีจะรายงานใน ครม.เรื่องการยกระดับการปราบปรามสแกมเมอร์ และมิจฉาชีพออนไลน์ โดยรัฐบาลเป็นวาระแห่งชาติพื่อให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือกันแก้ปัญหาดังกล่าวโดยด่วน

    กระทรวงมหาดไทยเสนอขอความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี ๒๕๖๘ และขออนุมัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี ๒๕๖๘

    สำหรับวาระเพื่อทราบได้แก่ 

    กระทรวงแรงงานเสนอร่างกฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการสู้รบบริเวณชายแดน พ.ศ. ….

    กระทรวงการคลังเสนอการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (นายบุญชอบ วิเศษปรีขา)

    กระทรวงการต่างประเทศเสนอรัฐบาลฮังการีเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งฮังการีประจำประเทศไทย (นางสาวซิลเวีย ซอโลก็)

    การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เสนอการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 

    การแต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

    กระทรวงสาธารณสุขเสนอการแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1203977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zvu7GjJQWPFj85wCyiWqe

  • “กรณ์”  ชี้แจกเงินไม่ช่วย หากรายได้ประชาชนไม่เพิ่ม ลั่น ปชป.เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจเต็มกำลัง

    “กรณ์”  ชี้แจกเงินไม่ช่วย หากรายได้ประชาชนไม่เพิ่ม ลั่น ปชป.เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจเต็มกำลัง

    การเมือง

    “กรณ์”  ชี้แจกเงินไม่ช่วย หากรายได้ประชาชนไม่เพิ่ม ลั่น ปชป.เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจเต็มกำลัง

    วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.55 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij” ระบุว่า เมื่อวานนี้หัวหน้านัดคุยทันทีระหว่างการประชุมพรรค เราปรึกษาแบ่งงานกัน และนัดที่จะเริ่มพูดคุยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆเริ่มอาทิตย์หน้า

    ในมิติเศรษฐกิจ เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ การทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตอีกครั้ง หากรายได้ประชาชนไม่เพิ่มขึ้น จะแก้หนี้ หรือแจกเงินอีกกี่ครั้งก็ไม่ช่วย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/451212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bELcit7F_IB1xMTjxf2Xm

  • ปัญญาประดิษฐ์คือ ‘โอกาส’ ให้กับทุกอุตสาหกรรม อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

    ปัญญาประดิษฐ์คือ ‘โอกาส’ ให้กับทุกอุตสาหกรรม อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

    วันนี้ (20 ตุลาคม 2568) ที่โรงแรม Hilton Bangkok Grande Asoke ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเปิดงาน Exclusive Dinner Talk Thailand Vision ‘AI : Ultimate Opportunity or Opponent’ วาระครบรอบ 9 ปี The Momentum ในหัวข้อ ‘Adaptation and Transformation in the Age of AI’

    ดร.สุรเกียรติ์เริ่มต้นด้วยการแสดงความชื่นชมผู้บริหารและบุคลากรของ The Momentum ที่สร้าง ‘แรงผลักดัน’ ให้เกิดการมองไปข้างหน้า ปลุกสังคมให้เกิดการตั้งคำถาม สร้างบทสนทนาที่มีคุณค่า และแสวงหาคำตอบใหม่ในตลอด 9 ปีที่ผ่านมา

    อดีตรองนายกฯ กล่าวต่อว่า งานในค่ำคืนนี้จัดขึ้นในเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แห่งยุคสมัยใหม่ นั่นคือการเข้าสู่ยุคของ ‘ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI’ ซึ่งเข้ามามีส่วนเร่งและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างก้าวกระโดด

    “ยุคทองนี้ไม่เหมือนครั้งใด AI ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงเครื่องมือวิเคราะห์ สู่การเป็นผู้สร้างสรรค์และผู้ปฏิบัติการ ด้วยเทคโนโลยี Generative AI ที่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ๆ และเร่งประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างก้าวกระโดด” ดร.สุรเกียรติ์ระบุ พร้อมทั้งเสริมว่า AI จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล และเป็นโอกาสของภาคธุรกิจที่ไม่สามารถมองข้ามได้

    ทั้งนี้ข้อมูลจากรายงานของ World Economic Forum ปี 2025 ชี้ว่า ร้อยละ 40 ของทักษะการทำงานในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงไปในอีก 5 ปีข้างหน้า ในขณะเดียวกัน กว่าร้อยละ 75 ขององค์กรทั่วโลกกำลังลงทุนในระบบ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการตัดสินใจ นอกจากนี้งานวิจัยขององค์การ UNESCO และ Goldman Sachs ชี้ว่า AI จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจมากกว่า 15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2030 ซึ่งมากกว่ามูลค่ารวมของเศรษฐกิจจีนและอินเดียในปัจจุบัน

    ขณะที่ในประเทศไทย คนไทยกว่าร้อยละ 58 ใช้ AI ในชีวิตประจำวันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ตั้งแต่ระบบการช่วยตัดต่อวิดีโอ การสื่อสาร ไปจนถึงงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูล และอีกกว่าร้อยละ 80 ของคนรุ่นใหม่ ทั้ง Gen Y และ Gen Z ยังเชื่อว่า AI จะช่วยเพิ่มโอกาสทางอาชีพ ไม่ใช่แย่งงาน

    “เมื่อเรามองไปข้างหน้า โลกไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพียงภูมิรัฐศาสตร์ หรือเศรษฐกิจผันผวนเท่านั้น แต่ยังมีเทคโนโลยี AI เป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนสำคัญ ที่เข้ามา Disrupt และสร้างโอกาสให้กับทุกอุตสาหกรรมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

    ดร.สุรเกียรติ์จึงตั้งคำถามสำคัญว่า เราจะปรับตัวอย่างไรเพื่อนำพลังของ AI เข้ามาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จะเปลี่ยนรูปแบบองค์กรอย่างไรเพื่อให้วัฒนธรรมและบุคลากรพร้อมรับมือกับคลื่นแห่งเทคโนโลยีที่ถาโถม โลกยังมีอะไรให้เรารู้อีกบ้าง ไปจนถึงเราจะสร้างความสมดุลระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรอย่างไร

    “ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การสนทนาในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายความรู้และความร่วมมือที่จะนำพาองค์กรของท่านและประเทศไทย ก้าวข้ามผ่านความท้าทายและคว้าโอกาสทองที่มาพร้อมกับยุค AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน” ดร.สุรเกียรติ์กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-aidge/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SnydQNEKuMNuqXJwU-gLa