Category: เศรษฐกิจ

  • คมคุย คมคิด : การท่องเที่ยว…ฟันเฟืองเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ อาทิตย์ที่ 23-11-68 เวลา 19:30 น.

    คมคุย คมคิด : การท่องเที่ยว…ฟันเฟืองเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ อาทิตย์ที่ 23-11-68 เวลา 19:30 น.

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/fmrNZA5y2lM&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZGkuih4LjwGvoN-6v4eUj

  • ลุยเข็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อSMEแสนล้าน ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ยันพร้อมหั่นดบ.กระตุ้นศก.เพิ่ม

    ลุยเข็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อSMEแสนล้าน ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ยันพร้อมหั่นดบ.กระตุ้นศก.เพิ่ม

    ‘ผู้ว่าแบงก์’ ลุยเข็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี 1 แสนล้านบาท ขึ้นเกณฑ์ค้ำ 10-30% แจงเร่งสรุปรายละเอียดภายในปีนี้ ก่อนคิกออฟปี 69 ยันพร้อมหั่นดอกเบี้ยหากจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม เดินหน้าดูแลค่าบาทให้อยู่ในระดับเหมาะสม

    23 พ.ย. 2568 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ธปท. ยังอยู่ระหว่างการหารือกระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทยในการเร่งผลักดันมาตรการสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี เพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ เนื่องจากสินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่อง 13 ไตรมาส เนื่องจากสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อตาม credit cost ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมองว่าหากสินเชื่อดังกล่าวยังคงหดตัวต่อไปจะเป็นปัญหาทำให้เศรษบกิจไทยไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างมีศักยภาพ

    สำหรับโครงการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีนั้น จะเป็นการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกในการค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอี เพื่อลดความเสี่ยงของ credit cost จากการที่สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี วงเงินรวม 1 แสนล้านบาท โดยเบื้องต้นจะใช้เม็ดเงินที่เหลือจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) รองรับการดำเนินการ วงเงินปล่อยกู้ต่อราย คาดว่าจะอยู่ที่ 50-100 ล้านบาท โดยกลไกนี้จะลดความเสี่ยงด้านเครดิตให้ธนาคาร 10-30% เช่น หากเป็นผู้ประกอบการที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อยู่ที่ 10% และผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อยู่ที่ 30% โดยกลไกนี้จะง่ายและไม่ซับซ้อน และช่วยให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้น

    ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายหลักที่สอดรับกับ Reinvent Thailand และอื่น ๆ เช่น ค่าปลีก ค่าส่ง กลุ่มที่มีศักยภาพในการปรับตัว กลุ่มที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เช่น ปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อม เน้นการใช้ local content เป็นต้น และอุตสาหกรรมที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น อาหารแปรรูป เกษตรแปรรูป Wellness เป็นต้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือในรายละเอียดคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปี 2568 และสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569

    ผู้ว่าการ ธปท. ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอให้ดำเนินมาตรการ QE ว่า สำหรับประเทศไทยนั้นมาตรการดังกล่าวอาจจะมีผลค่อนข้างจำกัด เนื่องจากจุดประสงค์หลักของมาตรการ QE คือการกดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวให้ลดลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกตลาดเงิน แต่ในบริบทของเศรษฐกิจไทยการจะเร่งให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อเศรษฐกิจได้จริงก็ต่อเมื่อสถาบันการเงินมีการปล่อยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการเร่งผลักดันโครงการค้ำประกันสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

    ในส่วนนโยบายการเงินนั้น นายวิทัย ระบุว่า ขณะนี้ยังมีช่องว่างเพียงพอที่จะสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีก หากข้อมูลชี้ถึงความจำเป็นในการสนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น แต่การตัดสินใจทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับการประเมินข้อมูลและสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นเป็นสำคัญด้วยเช่นกัน

    ทั้งนี้ มองว่าปัญหาหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าในขณะนี้ มาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัญหาสังคมสูงวัย และความไม่แน่นอนในการลงทุนมากกว่าเรื่องต้นทุนทางการเงิน โดยเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ย ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่า

    “ธปท. ต้องคอยดูข้อมูลเศรษฐกิจอย่างละเอียด แต่ยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นกว่าเดิมถ้ามีความจำเป็นที่นโยบายการเงินจะสามารถซัพพอร์ตเศรษฐกิจได้ แต่ในรายละเอียดต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจที่ไม่ดีนั้นเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้นการลดอัตราดอกเบี้ยจึงมีผลจำกัด แต่ถามว่าลดดอกเบี้ยแล้วก็มีผลที่ช่วยทำให้คนจ่ายหนี้ได้มากขึ้น เป็นหนี้เสียน้อยลง ดังนั้นหากถามว่าอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ คงตอบไม่ได้ เพราะต้องมาพิจารณาถึงสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นด้วย” นายวิทัย กล่าว

    นอกจากนี้ ในส่วนของแนวโน้มค่าเงินบาทนั้น ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา หลัก ๆ เป็นผลจากการอ่อนค่าลงของดอลลาร์สหรัฐ โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันพบว่าดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าไปแล้วกว่า 7% ขณะที่เงินบาทปรับแข็งเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นแล้ว 5% เนื่องจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ, เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าตลาดพันธบัตรและเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ​ (FDI), การซื้อขายทองคำของคนไทย และภาวะการเมืองไทยที่มีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้เงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้จากระดับ 34.10 บาทในช่วงปลายปี 2567 เป็น 32.48 ในช่วงไตรมาส 4/2568

    โดย ธปท. ยืนยันว่าอยากเห็นค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการสะท้อนสถานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริง เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะยังมีข้อจำกัดเรื่องปัจจัยพื้นฐานอยู่ โดยคาดหวังว่าในปี 2569 ดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะปรับตัวลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาคส่งออกที่จะเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้นหลังจากช่วงที่ผ่านมาได้มีการเร่งส่งออกค่อนข้างมาก

    “เหตุที่ ธปท. ไม่เข้าไปแทรกแซงค่าเงินเพราะเราอยู่ภายใต้ 3 เกณฑ์ของสหรัฐฯ ที่มีผลบังคับใช้กับประเทศคู่ค้ามาต่อเนื่องหลายปี ได้แก่ 1. เกินดุลกับสหรัฐฯ 1.5หมื่นล้านดอลลาร์ 2. มี Current Account หรือการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดบวกมากกว่า 3% และ 3.การแซกแทรกอัตราแลกเปลี่ยนรวมไม่เกิน 2% ของจีดีพี ซึ่งปัจจุบันเรามักจะเข้าเกณฑ์ข้อ 1 และ 2 อยู่แล้ว ดังนั้น ธปท. จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในเกณฑ์ข้อ 3 เพราะหากเราเข้าทั้งหมด 3 เกณฑ์ นั่นหมายถึงเราบริหารจัดการค่าเงินผิดเกณฑ์ ดังนั้นในสภาวะเช่นนี้ หน้าที่ของ ธปท. คือการลดความผันผวนของค่าเงิน แต่หากเกิดภาวะวิกฤติหรือจำเป็นจริง ๆ ที่จะต้องเข้าไปดูแลค่าเงินบาทมากกว่าเดิม ธปท. ก็พร้อมเต็มที่” นายวิทัย กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/900971/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw036VWuYbVS2puihx2CYEZ_

  • ธปท. ส่งสัญญาณ! พร้อมใช้นโยบายดอกเบี้ย สนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

    ธปท. ส่งสัญญาณ! พร้อมใช้นโยบายดอกเบี้ย สนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยว่า พร้อมใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยขณะนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ยังมีช่องว่างให้สามารถลดลงได้อีก ทั้งนี้ ต้องขึ้นกับข้อมูลของเศรษฐกิจไทยที่จะออกมาในช่วงก่อนการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.ครั้งหน้า ในวันที่  17 ธันวาคม  2568 ซึ่งจะเป็นครั้งสุดท้ายของปี 2568 อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการลดดอกเบี้ยมีผลจำกัดต่อเศรษฐกิจไทย แต่สิ่งสำคัญคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    นอกจากนี้ นายวิทัย ระบุว่า ความท้าทายของประเทศไทย คือการมีเครื่องมือนโยบายทางการเงินที่จำกัด โดยเครื่องมือของนโยบายการเงินในบริบทโครงสร้างประเทศไทย หลักๆคือเรื่องของดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งถือเป็นเรื่องเดียวที่เป็นความท้าทาย

    โดยปัญหาของเศรษฐกิจไทยที่ไม่เติบโตหรือเงินเฟ้อต่ำนั้น มาจากพื้นฐานเชิงโครงสร้าง ขีดความสามารถทางการแข่งขันที่มีน้อย ซึ่งไทยไม่มีอุตสาหกรรมที่สามารถแข่งขันได้ดี ขาด  New S Curve หรือ ภาวะที่ธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ ไม่มีแหล่งการเติบโตใหม่ๆ หรืออุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่จะเข้ามาทดแทน ขาด Competitive advantage หรือ การที่ธุรกิจไม่มีคุณลักษณะหรือกลยุทธ์เฉพาะที่ทำให้ตนเองเหนือกว่าคู่แข่งในตลาดนอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่อง การเข้าสู่สังคมสูงวัย รวมถึงเรื่องหนี้ครัวเรือน และปัญหาอื่นๆอีกที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง 

    ซึ่งพวกนี้จะไม่สามารถกระตุ้นด้วยการลดดอกเบี้ยได้มันต้องใช้การลดดอกเบี้ยเพื่อคงสภาพสภาพคล่อง  และช่วยดูแลและใช้มาตรการอื่นๆส่งเสริมร่วมด้วย

    ส่วน สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ นายวิทัย ระบุว่า เกิดจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า และรายได้จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย จากการที่ไทยเร่งส่งออกในที่ช่วงที่ผ่านมาที่มีปริมาณสูง 

    ซึ่งที่ผ่านมา การแข็งค่าของเงินบาทสอดคล้องกับหลายสกุลเงินในภูมิภาค โดยมีบางประเทศที่ค่าเงินอ่อนค่าจากปัจจัยเฉพาะ เช่น เวียดนาม ที่ผู้ส่งออกบางส่วนไม่แลกรายได้จากดอลล่าร์สหรัฐเป็นเงินดอง และมีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้น

    นายวิทัย ยอมรับว่า อยากเห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าสอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ พร้อมยอมรับว่าการดูแลค่าเงินบาทยังมีข้อจำกัด เนื่องจากสหรัฐมีหลักเกณฑ์การแทรกแซงค่าเงินบาท โดย ธปท. จะเข้าดูแลไม่ให้เงินบาทผันผวนเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีหน้าค่าเงินบาทน่าจะมีทิศทางดีขึ้น จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่น่าจะลดลง

    ทั้งนี้ เกณฑ์การพิจารณาของ กระทรวงการคลัง (ในช่วง 12 เดือน) ที่อาจเข้าข่ายเป็นการบิดเบือนค่าเงิน  (currency manipulator) ประกอบด้วย 3 ข้อ ได้แก่
    1. เกินดุลการค้าและบริการกับสหรัฐมากกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
    2. ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account: CA) มากกว่า  3% ของ GDP
    3. แทรกแซงค่าเงินด้านซื้อเงินตราต่างประเทศ  (Forienge exchange)  สุทธิรวมมากกว่า  2% 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/262079&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zCr_oVs9wCCTBimpp_XlK

  • “เมืองน่าอยู่” ต้องเปิดรับคนทุกกลุ่ม ชู GREEN HUG ดันเศรษฐกิจ

    “เมืองน่าอยู่” ต้องเปิดรับคนทุกกลุ่ม ชู GREEN HUG ดันเศรษฐกิจ

    อายิโนะโมะโต๊ะ ชู ‘เก็บดี มีสุข‘ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน

    ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนทางธุรกิจ สมิชฌน์ เพ็ชร์ดี ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความยั่งยืน บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำเสนอโครงการ “เก็บดี มีสุข” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเชิญชวนให้ผู้บริโภคเก็บกลับบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งคืน

    เรามุ่งมั่นที่จะสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยจัดช่องทางให้ผู้บริโภคสามารถส่งคืนบรรจุภัณฑ์แล้วนำไปใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด

    บรรจุภัณฑ์ที่รวบรวมได้จะถูกนำไป upcycling เป็นโต๊ะ เก้าอี้ เพื่อนำไปมอบให้กับโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร ส่วนที่เหลือก็จะถูกนำไปทำเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นตัวอย่างของการดำเนินงานที่ตอบโจทย์สังคมอยู่ดีมีสุขอย่างแท้จริง

    จุฬาฯ ใช้พื้นที่สีเขียวเป็นสะพานเชื่อมเจนเนอเรชัน

    ในส่วนของการสร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง ผศ.ดร.จรัสพัฒน์ พฤกษารัตน์วุฒิ ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทของพื้นที่สีเขียวว่า ควรเป็นมากกว่าแค่ความสวยงาม แต่เป็นเครื่องมือในการ “ลดช่องว่างระหว่างเจน และระหว่างวัย ให้ผู้คนมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน”

    นอกจากนี้ ยังได้เปิดเผยถึงแผนการเปลี่ยนพื้นที่ บรรทัดทองสู่โมเดลยั่งยืน เพื่อปลดล็อกปัญหาขยะและน้ำเสียของพื้นที่ โดยกลยุทธ์สำคัญคือ การสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม (Co-ownership) ให้กับร้านค้าและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

    “การขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ต้องอาศัยกลยุทธ์ที่สำคัญ คือ การสร้างความรู้สึกว่าผู้เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของร่วม…ต้องค่อยๆเดินไปพบเขาให้เขาเกิดความรู้สึกว่าเป็นมิตรกับเรา แล้วสร้างความความเป็นเจ้าของร่วมกัน”

    งาน GREEN HUG ตลาดนัดรักษ์โลก จัดขึ้นที่ จุฬาฯ ซอย 5 ระหว่างวันที่ 22–23 พฤศจิกายน 2025 โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ซึ่ง วันที่ 22 พฤศจิกายน ถือเป็นการเริ่มต้นวันแรกด้วยกิจกรรมที่อัดแน่น ดีต่อโลก และดีต่อใจ สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเข้าร่วมงานได้อีก 1 วัน ในวันพรุ่งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860823&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JR1AkcJBUOVMr-MUvcB92

  • แฉสนั่นเสียงใคร!!! ‘ลิซ่า’เปิดคลิปสั่งปั๊มยอดเว็บพนัน

    แฉสนั่นเสียงใคร!!! ‘ลิซ่า’เปิดคลิปสั่งปั๊มยอดเว็บพนัน

    แฉสนั่นเสียงใคร!!! ‘ลิซ่า’เปิดคลิปสั่งปั๊มยอดเว็บพนัน

    วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.39 น.

    สส.พรรคส้ม‘ลิซ่า’แฉคลิปเสียงชายปริศนา สั่งลูกน้องเร่งปั๊มยอดเว็บพนัน หลังลูกค้าหายไปเยอะ  จี้“ไชยชนก”ตรวจสอบภายใน 3 วันว่าเป็นเสียงใคร หรือ เอไอ

    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 กำลังกลายเป็นประเด็นคำถามในโลกออนไลน์ หลังจากน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคประชาชน ได้โพสต์คลิปเสียง พร้อมข้อความผ่านเฟชบุ๊ก เรียกร้องให้นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตรวจสอบคลิปเสียงของชายคนหนึ่งกำลังสั่งให้พนักงานกันเร่งทำยอดจากเว็บพนัน  เนื่องจากลูกค้าตกไปเยอะ

    โดยน.ส.ภคมน  ระบุว่า ดิฉัน ภคมน หนุนอนันต์ ผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน เรียกร้องให้ท่านรัฐมนตรีกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ท่านไชยชนก ชิดชอบ ตรวจสอบโดยด่วน ว่าคลิปเสียงนี้เป็นของใคร หรือAI การสั่งปั๊มยอดเว็บพนันแบบนี้ผิดกฎหมายชัดเจน พิสูจน์ด้วยว่าจริง หรือAI

    ดิฉันเชื่อว่ากระทรวง DE ไทยมีศักยภาพ 

    อยู่ที่ว่าเจ้ากระทรวงจะทำมั้ย ท่านรัฐมนตรีช่วยเป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องนี้ให้เหมือนการลุกขึ้นเดือดร้อนเรื่องไม่เอาคาสิโน 

    ถึงขนาดประกาศว่าตัวเองลูกใคร บอกชื่อพ่อแม่ให้คนไทยทั้งประเทศได้ยินกลางสภาเอาให้เหมือนวันนั้นหน่อยค่ะ 

    ถ้าวันนั้นท่านจริงจังกับเรื่องคาสิโนขนาดนั้น ประกาศชื่อพ่อ เรื่องนี้ไม่ต่างกันแถมวันนี้มีอำนาจคุมกระทรวงด้วย ความชัดเจนเรื่องนี้ควรกระจ่างภายใน 3 วันนะคะท่านรัฐมนตรีไชยชนก

     ดิฉันลองค้นหาชื่อเว็บตามที่ท่าน CEO สั่งงานลูกน้องก็เจอประมาณนี้ (ในคอมเม้น) ต้องเร่งทำยอดหรือเปล่าช่วงนี้น้ำท่วมจะได้แจกให้ถล่มทลายไปเลย โปรยเศษเงินเทาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน วิถีเครื่องฟอกชัดๆ 

    แต่ไม่คิดว่าจะมีใครไม่ฉลาดขนาดนั้นนะ

    แต่ก็ต้องตรวจสอบ แต่ถ้าจริงก็สุดๆจริงๆเกินไปกระแสสังคมแรงแค่ไหน ไม่สนใจพี่เคลียร์ได้ พี่เคลียร์มาตลอด พี่รอดเสมอ เงินพี่มันใหญ่พอจะซื้อสีกากีทุกหน่วยได้อย่างนั้นเหรอ

    วอนทุกหน่วยงานตรวจสอบเถอะคะ ย้ำทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเลย ถ้าตรวจแล้วเป็นAI ประเทศไทยจะได้รอดไปเรื่องนึง  ดิฉันเรียกร้องให้มีการพิสูจน์ความจริง เพื่อความเป็นธรรมทุกฝ่าย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/929738&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cI1xMVOGf7184_fJBrors

  • เศรษฐกิจไทยโตต่ำ อย่า ‘ชะล่าใจ’ ส.อ.ท. ชงด่วน! พลิกเกมอุตสาหกรรม

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำ อย่า ‘ชะล่าใจ’ ส.อ.ท. ชงด่วน! พลิกเกมอุตสาหกรรม

    เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำ อย่า ‘ชะล่าใจ’ ส.อ.ท. ชงด่วน! พลิกเกมอุตสาหกรรม

    23 พ.ย. 2025 เวลา 6:40 น.

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำ อย่า 'ชะล่าใจ' ส.อ.ท. ชงด่วน! พลิกเกมอุตสาหกรรม

    ชงด่วน! “โครงสร้างอุตสาหกรรมต้องพลิกเกม” ส.อ.ท. ส่งสัญญาณเตือนเศรษฐกิจไทยชะลอตัว- จี้ยกเครื่องอุตสาหกรรมเร่งด่วนก่อน “ประเทศติดหล่ม” อย่าชะล่าใจ

    • เกรียงไกร ประธาน ส.อ.ท. เตือนว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ใช่แค่ GDP โตต่ำ แต่เป็น “โครงสร้างอุตสาหกรรมที่อ่อนแรงลงทั้งระบบ” และหากไม่เร่งแก้ไข ประเทศอาจติดหล่มยาว
    • ส.อ.ท. ชี้ว่าหากไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรม ไทยอาจถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงภายใน 5 ปี โดยอันดับการเติบโตในอาเซียนอาจร่วงจากที่ 2 ไปอยู่อันดับ 5 ตามที่ IMF เคยประเมิน
    • เสนอ 5 แนวทางเร่งด่วนเพื่อปฏิรูปอุตสาหกรรม ได้แก่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่, ลดต้นทุนพลังงาน, ยกระดับ SME สู่ S-Curve ใหม่, เร่งเบิกจ่ายงบรัฐ และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
    • แม้เผชิญความท้าทาย แต่ไทยยังมีโอกาสเติบโตจากอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ ดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ 
    • ประธาน ส.อ.ท. ย้ำว่าตัวเลข GDP ที่ยังขยายตัวไม่ควรทำให้ไทย “ชะล่าใจ” เพราะเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

    ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลข GDP ไตรมาส 3/2568 ขยายตัวเพียง 1.2% และคาดทั้งปีโตได้เพียงราว 2% ต่ำกว่าประเมินเดิมของภาคเอกชนที่ 1.5-1.7% สะท้อนแรงเฉื่อยของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก่อน ประเทศอาจติดหล่มยาว เพราะปัญหาที่ไทยเผชิญวันนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข GDP ต่ำ แต่เป็น “โครงสร้างอุตสาหกรรมที่อ่อนแรงลงทั้งระบบ” ท่ามกลางแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้ออ่อนแรง และภาวะตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ฉุดภาคส่งออก

    เศรษฐกิจอ่อนแรง ต้อง “พลิกเกม” ให้ทัน

    โดยข้อมูลจาก สศช. ชี้เศรษฐกิจไทยปี 2569 อาจเติบโตได้เพียง 1.2-2.2% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงยังรุมเร้า ทั้งการบริโภค-การลงทุนภาครัฐที่ชะลอ การส่งออกสินค้าคงทนที่หดตัว และสภาพอากาศสุดขั้วที่กระทบห่วงโซ่การผลิตบางอุตสาหกรรม

    ปีนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะโต 1.8-2.2% และส่งออกจะเพิ่มขึ้นถึง 9.5–10.5% จากการเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เริ่มมีผล

    ดังนั้น หากไม่เร่งยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรม ไทยอาจถูกประเทศเพื่อนบ้าน “แซง” ใน 5 ปีข้างหน้า โดย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยประเมินว่าไทยเคยเติบโตอยู่ลำดับที่ 2 ในอาเซียน แต่ปัจจุบันโตเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี ทำให้มีโอกาสตกชั้นไปอยู่อันดับ 5 ได้ หากยังไม่เริ่มปฏิรูปอย่างจริงจัง

    แม้เผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ไทยยังไม่หมดโอกาส หากสามารถผลักดันอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่, ดิจิทัล, ดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ควบคู่กัน โดยมาตรการ “Quick Big Win” ของรัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ

    ชง 5 ข้อเสนอใหญ่ ปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอให้รัฐเดินหน้ารีโครงสร้างอุตสาหกรรมด้วย 5 แนวทางเร่งด่วน ได้แก่

    1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ โดยยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่ Smart Industrial Estate รองรับเทคโนโลยีดิจิทัลและเศรษฐกิจหมุนเวียน

    2. ลดต้นทุนพลังงาน-ค่าครองชีพ เพื่อเพิ่มความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

    3. ยกระดับศักยภาพ SME ไทย ให้พร้อมเข้าสู่ S-Curve / New S-Curve เช่น EV แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ ดาต้าเซ็นเตอร์

    4. เร่งเบิกจ่ายงบรัฐ ซึ่งรัฐบาลควรเบิกจ่ายให้ SME ภายใน 30-45 วัน และคืนหลักประกันสัญญาภายใน 15 วัน เพื่อเติมสภาพคล่องให้ธุรกิจ

    5. ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ (FDI) เร่งวางไทยเป็นฐานผลิตยุคใหม่ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานพร้อม และนโยบายจูงใจเชิงรุก

    เพื่อนบ้านจี้ ส่งออกสะดุด จีนท่วมตลาด

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า แรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมมีเพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น 1.ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ต.ค. 2568 อยู่ที่ 87.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    2. ส่งออกสินค้าคงทนลดลง โดยเฉพาะรถยนต์สันดาป-เครื่องปรับอากาศ

    3. สินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มแรงกดดัน (ม.ค.-ก.ย. 2568 เพิ่มขึ้น 33.49%)

    4. ความเสี่ยงน้ำท่วมและอุทกภัย กระทบภาคการผลิตและการค้าชายแดน

    5. ตลาดเมียนมาหดตัว 40.8% และกัมพูชาหดเกือบ 100%

    นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ล่วงหน้า 3 เดือนปรับขึ้นสู่ 93.5 จาก 91.8 สะท้อนความคาดหวังต่อมาตรการรัฐ เช่น โครงการแก้หนี้ครัวเรือนผ่าน AMC, วงเงินค้ำประกันสินเชื่อ SME 50,000 ล้านบาทผ่าน บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และแผนเร่งรัดเบิกจ่ายงบปี 2569 วงเงิน 4.37 ล้านล้านบาท

    “ตัวเลข GDP ที่ยังขยายตัวไม่ควรทำให้ไทย ‘ชะล่าใจ‘ เพราะเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับศักยภาพแข่งขันของประเทศในทศวรรษหน้า ทุกอุปสรรคมีโอกาสซ่อนอยู่ หากรวมพลังกันปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เราจะนำเศรษฐกิจไทยผ่านช่วงเปราะบางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนได้”

    ทิศทางในไตรมาส 4 และปี 2569 จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าไทยสามารถ “เร่งเครื่องปฏิรูปโครงสร้าง” ได้ทันก่อนโอกาสหลุดมือหรือไม่
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1208434&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02RvTbQxqeIbsFtaoVwVaE

  • เศรษฐกิจ “สัตว์เลี้ยง” บูมในจีน เมืองใหญ่เดินหน้าเพิ่มพื้นที่ Pet-Friendly

    เศรษฐกิจ “สัตว์เลี้ยง” บูมในจีน เมืองใหญ่เดินหน้าเพิ่มพื้นที่ Pet-Friendly

    “เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง” กำลังบูม เมืองใหญ่จีนเร่งเพิ่มพื้นที่ Pet-Friendly รองรับเทรนด์ใหม่

    เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง ในประเทศจีนกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและขยายตัวครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในบ้านเรือนไปจนถึงพื้นที่สาธารณะในเมืองใหญ่ ทั้งนี้ การเกิดขึ้นของห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยง (Pet-Friendly) ได้สร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้แก่เจ้าของสัตว์เลี้ยง

    การขยับขยายของบริการ Pet-Friendly ได้เปิดเส้นทางใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงที่กำลังเฟื่องฟูอย่างมาก ปัจจุบันผู้คนจำนวนมากยินดีและมีกำลังที่จะจับจ่ายใช้สอยเพื่อความสะดวกสบายและสวัสดิภาพของเพื่อนซี้สี่ขา ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญของธุรกิจหลายประเภท

    แนวคิด Pet-Friendly ขยายตัวสู่พื้นที่สาธารณะ

    ยกตัวอย่างเช่นที่เมืองจี่หนาน มณฑลซานตง หลี่ซานซาน เจ้าของสัตว์เลี้ยงได้พาสุนัขของเธอไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง โดยที่ห้างมีบริการรถเข็นสัตว์เลี้ยงฟรี รวมถึงลิฟต์สำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ ทำให้การพาสุนัขออกมานอกบ้านเป็นไปอย่างสะดวกสบาย

    บริการที่อำนวยความสะดวกเหล่านี้เกินความคาดหมายและได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้บริการ ทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงไม่ต้องกังวลว่าผู้คนจะไม่ต้อนรับสุนัขของพวกเขา ศูนย์การค้าต่างๆ จึงเล็งเห็นว่านโยบายที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยงนี้สามารถกระตุ้นทั้งความถี่ในการมาใช้บริการและการใช้จ่ายโดยรวมของครอบครัวได้อย่างดีเยี่ยม

    iStock-2219731729-cf1614fa1e1bb.jpg

    ธุรกิจต่างๆ เปิดรับเทรนด์ Pet-Friendly

    คุณกัวอวิ๋นถิง ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของศูนย์คอร์ ริง (Core Ring Center) กล่าวถึงความมุ่งมั่นที่จะต้อนรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง และต้องการช่วยแก้ปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญเมื่อออกมาเที่ยวกับสัตว์เลี้ยง ร้านค้ากว่าร้อยละ 90 ภายในศูนย์ฯ แห่งนี้อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าในพื้นที่ร้านอาหาร โซนชอปปิง และความบันเทิงได้ทั้งหมด

    นอกจากห้างสรรพสินค้าแล้ว แนวคิด Pet-Friendly ยังขยายไปสู่ธุรกิจหลากหลายประเภทมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าที่มีบริการจุดกดน้ำดื่มฟรี ไปจนถึงร้านอาหารที่อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าในร้านได้ แม้กระทั่งรถไฟความเร็วสูงบางสายยังเริ่มให้บริการขนส่งสัตว์เลี้ยงได้ด้วยเช่นกัน

    มูลค่าตลาด “เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง” ของจีน

    รายงานอุตสาหกรรมฉบับล่าสุดได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงของประเทศจีนจะมีมูลค่าสูงถึง 1.61 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.22 ล้านล้านบาท ภายในปี 2028 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตอย่างมหาศาล

    การเติบโตของอุตสาหกรรมนี้กำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตในเมืองให้มีความเป็นมิตร ครอบคลุม และเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ใหม่ๆ มากขึ้น ทำให้เมืองต่างๆ อบอุ่นยิ่งขึ้นสำหรับทั้งคนและสัตว์เลี้ยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/237/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oQ7qA46r9nvu6c1kGjwii

  • ทีเส็บจับมือภูเก็ต เปิดตัว “จุ้ง” มาสคอตตัวแรก | TOPNEWS

    ทีเส็บจับมือภูเก็ต เปิดตัว “จุ้ง” มาสคอตตัวแรก | TOPNEWS

    วันที่ 22 พ.ย. 2568 งาน สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) ร่วมกับสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เปิดตัว “จุ้ง” มาสคอตทางการตัวแรกของจังหวัดภูเก็ต โดยมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมแถลงความพร้อม ณ ลากูน่า โกรฟ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 การเปิดตัวครั้งนี้มีเป้าหมายผลักดันให้มาสคอตจากไอเดียท้องถิ่นก้าวสู่การเป็นสินทรัพย์เมืองที่นำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้จริง เพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจและช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ของภูเก็ตให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

    ทีเส็บระบุว่า “จุ้ง” ไม่ใช่เพียงมาสคอต แต่มุ่งหมายให้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและธุรกิจท้องถิ่น ผ่านการใช้งานในงานประชุม นิทรรศการ เทศกาล และกิจกรรมโปรโมตเมือง ขณะที่สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตชี้ว่า “จุ้ง” สะท้อน DNA ของภูเก็ต—ความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรมร่วมสมัย และความเป็นมิตรที่เชื่อมโลกได้อย่างกลมกลืน อีกทั้งยังเสริมภาพลักษณ์ภูเก็ตให้โดดเด่นบนเวทีระดับนานาชาติในฐานะเมืองสร้างสรรค์และเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย

    นอกจากเปิดตัวมาสคอตแล้ว ยังมีการลงนามความร่วมมือเปิดระบบลิขสิทธิ์ให้ผู้ประกอบการสามารถนำ “จุ้ง” ไปใช้ต่อยอดเชิงธุรกิจได้อย่างถูกต้อง รวมถึงจัดแสดงผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากแบรนด์ท้องถิ่นและเวทีเสวนาพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิด “จากมาสคอตสู่เศรษฐกิจเมือง” โดย “จุ้ง” ยังถูกออกแบบเป็นอาร์ตทอยจากพลาสติกรีไซเคิลที่เก็บจากขยะทะเล สะท้อนแนวคิดความคิดสร้างสรรค์ควบคู่ความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้ภูเก็ตก้าวสู่เมืองไมซ์และเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเต็มศักยภาพ

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1399997&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PKvopIHtbhtZ5TbIv2I7N

  • รัฐบาลเปิด 4 โซนให้ HEI ต่างชาติ เชียงรายชู MFU และ รพ.ขยายตัวสู่ฐานแพทย์แม่นยำ

    รัฐบาลเปิด 4 โซนให้ HEI ต่างชาติ เชียงรายชู MFU และ รพ.ขยายตัวสู่ฐานแพทย์แม่นยำ

    เชียงราย–เชียงใหม่ชิงธง “Medical Hub เหนือ”  วิเคราะห์โอกาสตั้ง HEI ต่างชาติ–ขยายศักยภาพบริการสุขภาพ เชื่อม GMS

    เชียงราย,23 พฤศจิกายน 2568 – จากความสำเร็จที่ไทยขึ้นแท่นผู้นำ Medical & Wellness Tourism ของอาเซียน รัฐบาลเดินเกมต่อด้วยการ “เปิดพื้นที่อีก 4 โซน” ให้สถาบันอุดมศึกษาศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (High-Potential Foreign HEIs) เข้ามาตั้งหลักสูตร–วิจัยเชิงลึก ยุทธศาสตร์นี้จับตาพิเศษที่ “ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC)” ซึ่งเชียงใหม่ถูกมองเป็นตัวเต็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ “เชียงราย” มีน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งการผลิตแพทย์ MFU–สธ., โครงการโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่ผ่าน EIA ส่วนต่อขยาย และบทบาท “ประตูสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS)” หากออกแบบแผนพัฒนาให้ถูกจุด เมืองชายแดนแห่งนี้อาจกลายเป็น “ฐานทดสอบนวัตกรรมสุขภาพและการแพทย์แม่นยำ” ของภาคเหนือในไม่ช้า

    วิเคราะห์สถานการณ์  ทำไม “เวลานี้” จึงเป็นหน้าต่างโอกาสของภาคเหนือ

    1. แรงส่งจากตลาดจริง – ปี 2566 ไทยรองรับผู้ป่วย–นักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ต่างชาติหลายล้านคน และตลาดดังกล่าวถูกประเมินว่ามีมูลค่า “หลักหมื่นล้านบาท” ต่อปี โดยนักวิเคราะห์ธุรกิจ–เศรษฐกิจไทยชี้ว่ากลุ่มลูกค้าหลักมาจากตะวันออกกลาง เพื่อนบ้าน และสหรัฐฯ ซึ่งล้วนเป็นฐานลูกค้าที่ต้องการบริการคุณภาพสูง (High-Acuity, High-Value) และสร้างเม็ดเงินต่อหัวสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
    2. นโยบายเชิงรุกของรัฐ – คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ “กำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น” เพิ่มอีก 4 พื้นที่ เพื่อรองรับการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาต่างชาติศักยภาพสูง ภายใต้แบบจำลองความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทย/เอกชนไทย (Partnership Model) เป้าหมายชัด  ยกระดับคุณภาพคน–มาตรฐานหลักสูตร สร้าง Talent Pipeline เข้าสู่อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตา คือ ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC) ที่เน้นบริการ–ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นแกน
    3. กรอบพัฒนา NEC ที่ “เอื้อสุขภาพ” มาแต่ต้น – เอกสารแผนพัฒนา NEC ระบุชัดว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายของภาคเหนือรวม “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างสรรค์ และ “เทคโนโลยีการสกัด” ซึ่งเชื่อมโยงตรงกับ Bio-Wellness และ MedTech ที่ภาคเอกชนไทยกำลังก้าวรุก การวางบทบาทมหาวิทยาลัย (CMU, MFU) ให้เป็นหัวรถจักร R&D ภายใต้โมเดล Quadruple Helix ถูกกำหนดไว้แล้วในเชิงนโยบาย

    ภาพใหญ่–หลักฐานเชิงประจักษ์–โอกาสที่ “จับต้องได้”

    1) กำลังคนแพทย์  ดีล “MFU–สธ.–CPCE รพ.น่าน” เพิ่มกำลังผลิตแพทย์เขตสุขภาพที่ 1

    • กระทรวงสาธารณสุขลงนามกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อผลิตแพทย์เพิ่มเข้าระบบ โดยจัดการเรียนชั้นปี 1–3 ที่ MFU และชั้นปี 4–6 ที่ “ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลน่าน” (นับเป็นศูนย์ที่ 7 ในเขตสุขภาพที่ 1 ต่อจาก รพ.นครพิงค์, เชียงรายประชานุเคราะห์, ลำปาง, แพร่, พะเยา, ลำพูน) นโยบายภาพรวมของ สธ. มุ่งให้อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรไปถึง 1:650 ตามยุทธศาสตร์ 10 ปี
    • ความร่วมมือดังกล่าว เริ่มรับนักศึกษาแพทย์ปีการศึกษา 2570 จำนวน 20 คน และ MFU เดินหน้าพัฒนา “โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง” ให้เป็นสถานฝึกทางคลินิกหลัก สะท้อน “โครงคน” ด้านสุขภาพของเชียงรายที่กำลังขยายฐานอย่างมีทิศทาง

    มุมผลกระทบเชิงพื้นที่ การมีฐานฝึกคลินิกกระจายรอบเชียงราย–น่าน ทำให้ clinical rotation เชื่อมโยงชุมชนภูเขา–ชายแดน เกิดกรณีศึกษาโรคเฉพาะถิ่น–เวชศาสตร์ชุมชนจำนวนมาก ซึ่งเป็น “ทุนความรู้” ที่มหาวิทยาลัยต่างชาติสายจีโนมิกส์/เวชศาสตร์เขตร้อนสนใจ หาก HEI ต่างชาติถูกเชิญมาตั้ง “โปรแกรมร่วม” ในเชียงราย งานวิจัยเชิงพื้นที่จะเกิดประโยชน์ร่วม (co-benefits) ทั้งด้านวิชาการ เศรษฐกิจ และสุขภาพประชาชน

    2) ขยายโครงสร้างบริการ  “โรงพยาบาลกรุงเทพ-เชียงราย (ส่วนต่อขยาย)” ผ่าน EIA – ก้าวสู่ขนาดใหญ่และบริการซับซ้อน

    • เอกสารจากหน่วยงานกำกับชี้ว่า “รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)” ของ โครงการส่วนต่อขยายโรงพยาบาลกรุงเทพ-เชียงราย ได้รับ “มติให้ความเห็นชอบรายงาน” แล้ว (เลขอ้างอิงตามหนังสือแจ้งมติ) ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญก่อนเข้าสู่เฟสก่อสร้างเต็มรูปแบบ.

    หนังสือแจ้งมติ (ฉบับเจ้าของโครง…

    • แผนพัฒนาโครงการระบุการเพิ่มจำนวนเตียงจากโรงพยาบาลขนาดกลาง ไปสู่ขนาดใหญ่ พร้อมอาคารบริการ 8 ชั้น + ชั้นใต้ดิน และอาคารสนับสนุน (ที่พักแพทย์, ห้องผ้า, ระบบจัดการมูลฝอย) เพื่อรองรับเคสความซับซ้อนสูงมากขึ้น สอดคล้องทิศทางตลาดที่เน้น “หัตถการรายได้สูง” และแพทย์เฉพาะทางในภาคเหนือ.

    มุมยุทธศาสตร์เชียงราย

    เมื่อโครงสร้างเตียง–ศูนย์เฉพาะทางเอกชนขยาย และ “โครงคน” จาก MFU เติบโต เมืองจะมี “ฐานรองรับ” สำหรับ HEI ต่างชาติ ที่ต้องการตั้ง teaching center/clinical research node นอกเมืองหลวง ด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้และ “โจทย์โรค” ที่หลากหลายต่างจากศูนย์กลางอย่างเชียงใหม่

    3) เชียงรายในฐานะ “ประตู GMS”  เชื่อมผู้ป่วยข้ามแดน–ทดสอบนวัตกรรมสาธารณสุขพื้นที่สูง

    • เชียงรายเป็นเมืองชายแดนที่เชื่อม เมียนมา–ลาว–จีนตอนใต้ การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยข้ามแดนเพื่อเข้าถึงการรักษาคุณภาพสูงในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โครงสร้างบริการภาคเอกชนที่กำลังขยาย กับเครือข่าย รพ.รัฐ (รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์) ทำให้เชียงรายเป็น “ฐาน hub-and-spoke” ของบริการเฉพาะทางระดับตติยภูมิที่เหมาะกับ HEI ต่างชาติสาย Global/Border Health อย่างยิ่ง
    • ในเชิงนโยบาย NEC เอง ก็วาง “เทคโนโลยีการสกัด–ดิจิทัลสร้างสรรค์–ท่องเที่ยวสุขภาพ” เป็นแกนขับเคลื่อน หากดึง HEI ต่างชาติด้าน Digital Health & MedTech มาตั้งในเชียงราย จะเกิด sandbox งานบริการ–วิจัยกับชุมชนและประชากรข้ามแดนได้เร็ว เพราะโครงสร้างราชการ–มหาวิทยาลัย–เอกชนพร้อมต่อชิ้นส่วน

    เปรียบเทียบกับเชียงใหม่  จุดแข็งและ “ความร่วมมือเชิงภูมิภาค”

    เป็นจริงที่ เชียงใหม่ มี “น้ำหนักโครงสร้างพื้นฐานนานาชาติ” เหนือกว่า สนามบินนานาชาติ, ฐานผู้พำนักต่างชาติ, เครือโรงพยาบาลเอกชน, และสถานะ Wellness City ที่ถูกผลักดันในระดับจังหวัดอย่างต่อเนื่อง จึงมักถูกประเมินว่าเป็น “ตัวเต็ง” ของภาคเหนือสำหรับการตั้ง HEI ต่างชาติด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    อย่างไรก็ดี จุดแข็งของเชียงใหม่ ไม่จำเป็นต้องไปทับซ้อน กับบทบาท “เชียงราย” หากออกแบบเป็น เครือข่ายเหนือบน–เหนือล่าง ดังนี้

    • เชียงใหม่ เป็น “ฐานวิจัยกลาง–หลักสูตรนานาชาติ–การเรียนรู้ขั้นสูง” (เช่น หลักสูตรบัณฑิตศึกษาด้าน Digital Health/Integrated Wellness Management ร่วมกับเอกชนและโรงแรมสุขภาพระดับนานาชาติ)
    • เชียงราย เป็น “ฐานคลินิก–ภาคสนาม–นวัตกรรมรับใช้พื้นที่สูงและชายแดน” ของหลักสูตรร่วม (clinical electives, community medicine, cross-border health, field trials ด้าน AI/tele-health)

    โมเดลนี้จะเปลี่ยนภาคเหนือจาก “แข่งขันอย่างโดดเดี่ยว” เป็น “ร่วมมือ–เสริมบทบาท” เชื่อมพรมแดน GMS และยกระดับประเทศไทยสู่ Regional Education & Health Hub ตามที่ ครม. ตั้งเป้า

    สถิติ–เทรนด์ตลาด  โอกาสเชิงพาณิชย์ที่หนุนการศึกษา–วิจัย

    • ภาพรวมอุตสาหกรรมบริการแพทย์เอกชนและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพถูกประเมินว่าขยายตัวต่อเนื่อง โดยวงเสวนาเศรษฐกิจรายใหญ่ของไทยชี้ยอดมูลค่าตลาด ราว 2.9 หมื่นล้านบาทในปี 2566 และแนวโน้มเติบโตต่อจากดีมานด์ผู้สูงอายุ–ต่างชาติ โดยเฉพาะตะวันออกกลางและสหรัฐฯ ที่เน้นคุณภาพบริการระดับสากล
    • วงวิชาการไทยยังประเมินจำนวน “ผู้ป่วยต่างชาติ” ในระบบบริการสุขภาพไทยระดับ “หลายล้านคน/ปี” ต่อเนื่อง ซึ่งตอกย้ำว่า supply ด้านบุคลากร–ศูนย์เฉพาะทาง–นวัตกรรม จะเป็นคอขวด หากไม่เร่งเพิ่มกำลังผลิตและยกระดับสมรรถนะในภูมิภาค

    ข้อเสนอเชิงนโยบาย “เพื่อเชียงราย” (และเหนือทั้งภูมิภาค)

    1. ดึง HEI ต่างชาติที่ตรง pain point ของพื้นที่Digital Health, AI in Healthcare, Tele-medicine, MedTech, เวชศาสตร์ชุมชน–ชายแดน, Bio-Wellness/Extraction Technology (สอดรับ NEC) เพื่อสร้างคน–งานวิจัย–ธุรกิจใหม่ในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน
    2. ออกแบบ “Campus คู่แฝด” เชียงใหม่–เชียงราย – หลักสูตรเดียวกันแต่สองบทบาท  เชียงใหม่เป็น Global Classroom & Innovation Core, เชียงรายเป็น Clinical-Community Lab ที่ทำวิจัยภาคสนามกับเครือข่าย รพ.รัฐ–เอกชน–หมู่บ้านบนพื้นที่สูง/ชายแดน
    3. เชื่อมเอกชนเข้ามาตั้ง “ศูนย์เฉพาะทาง–Sandbox” – อาศัยการขยายตัวของกรุงเทพ-เชียงราย (หลังผ่าน EIA) สร้างคลัสเตอร์ Spine/Neuro-Intervention–Imaging–Pain Clinic และแพทย์แม่นยำ ร่วมกับศูนย์/สถาบันของ HEI ต่างชาติ เพื่อลดช่องว่างเคสส่งต่อไปกรุงเทพฯ และเพิ่ม case-mix index ในภูมิภาค.
    4. ทุนวิจัยข้ามแดน & ข้อมูลสุขภาพชายแดน – ตั้งกองทุนวิจัยร่วม “TH-GMS Border Health” รองรับโครงการเชิงพื้นที่ (วัณโรค, ไข้มาลาเรีย, non-communicable diseases ในแรงงานเคลื่อนย้าย) และดาต้าพลatformเพื่อการเรียนรู้ของ AI ด้านระบาดวิทยาแบบเรียลไทม์
    5. โครงสร้างจูงใจ HEI – จัดสรรพื้นที่/สิทธิประโยชน์ในโซนเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ พร้อมมาตรการภาษีอุปกรณ์วิจัย–วีซ่าระยะยาวนักวิจัย–อาจารย์ เพื่อเร่งดึง “พันธมิตรระดับโลก” เข้าเครือข่ายเหนือไทยทั้งแพ็กเกจเดียว (Chiang Mai–Chiang Rai package)

    บทสรุปเชิงนโยบาย

    “เชียงใหม่” อาจเป็น ตัวเต็งด้านโครงสร้างพื้นฐานนานาชาติ สำหรับการตั้ง HEI ต่างชาติในภาคเหนือ แต่ “เชียงราย” คือ ตัวจริงด้านสนามปฏิบัติการเชิงพื้นที่ ที่พร้อมโอบรับงานวิจัย–บริการสุขภาพดิจิทัล–สุขภาพชายแดน–แพทย์แม่นยำ ด้วยแรงส่ง 3 แกน: (1) ความร่วมมือผลิตแพทย์ MFU–สธ. ที่ขยายกำลังคนตรงพื้นที่ (2) โครงการโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่ผ่าน EIA และจะยกระดับความสามารถรับเคสซับซ้อน (3) บทบาทเมืองชายแดนเชื่อม GMS ซึ่งเอื้อต่อการเป็น “Clinical-Community Lab” ระดับภูมิภาค

    หากรัฐบาล “ล็อกแพ็กคู่เชียงใหม่–เชียงราย” ให้เป็น เครือข่าย HEI ต่างชาติ ที่บทบาทแตกต่างแต่เสริมกัน ไทยจะไม่เพียงรักษาตำแหน่ง Medical & Wellness Tourism ของอาเซียน แต่ยังยกระดับเป็น Regional Education & Health Innovation Hub ที่เชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีนตอนใต้ได้อย่างมีกลยุทธ์ และผลลัพธ์จะตกกับประชาชนเหนือบนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-medical-hub-foreign-hei-gms/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MC-wmdLB1XFlh7CBk_UbG

  • แผนการคลังระยะปานกลาง ความพยายามทำงบสมดุลยังอีกไกล

    แผนการคลังระยะปานกลาง ความพยายามทำงบสมดุลยังอีกไกล

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-53&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pjGmnB3j3LNGq2gp8F_kx