Category: เศรษฐกิจ

  • จีนส่งเสริม “เศรษฐกิจสีเงิน” ตลาดเครื่องสำอางผู้สูงวัย ยกระดับด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

    จีนส่งเสริม “เศรษฐกิจสีเงิน” ตลาดเครื่องสำอางผู้สูงวัย ยกระดับด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

    จีนส่งเสริม “เศรษฐกิจสีเงิน” ตลาดเครื่องสำอางผู้สูงวัย ยกระดับด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

    เมื่อวันจันทร์ (17 พ.ย.) สำนักบริหารผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์แห่งชาติจีน (NMPA) ได้ออกชุดแนวปฏิบัติสำคัญเพื่อส่งเสริมการปฏิรูปกฎระเบียบและการพัฒนาคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางภายในประเทศ

    แนวปฏิบัติดังกล่าวได้วางมาตรการปฏิรูปที่หลากหลาย เช่น การเพิ่มการสนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง รวมถึงการผลักดัน “เศรษฐกิจสีเงิน” (Silver Economy) หรือเศรษฐกิจผู้สูงวัยในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงาม

    นโยบายอำนวยความสะดวกการลงทุนและนวัตกรรม

    รัฐบาลจีนได้มอบแรงจูงใจให้บริษัทเครื่องสำอางต่างชาติเข้ามาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดจีนมากขึ้น โดยมีมาตรการพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าสู่ตลาด

    มาตรการเหล่านั้นรวมถึงการปรับปรุงกระบวนการจดทะเบียนเครื่องสำอางที่มีการกล่าวอ้างสรรพคุณใหม่ โดยใช้ระบบ “ตรวจสอบทันทีที่ยื่นคำร้อง” เพื่อลดระยะเวลาในการอนุมัติ นอกจากนี้ ยังยกเว้นข้อกำหนดให้ผลิตภัณฑ์นำเข้าใหม่ต้องแสดงหลักฐานการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ ซึ่งช่วยให้เข้าสู่ตลาดจีนได้ง่ายยิ่งขึ้น

    การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ

    การส่งเสริมเศรษฐกิจสีเงินถือเป็นทิศทางการปฏิรูปที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของจีน ซึ่งรัฐบาลกระตุ้นให้เพิ่มความพยายามในการวิจัยและพัฒนาที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้บริโภคสูงอายุโดยเฉพาะ

    การพัฒนาดังกล่าวรวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของประชากรสูงวัยของจีน ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรของประเทศ

    ยกระดับการกำกับดูแลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

    การยกระดับการกำกับควบคุมเครื่องสำอางด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยให้ความสำคัญกับการเร่งดำเนินการติดฉลากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ (e-labeling)

    นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงการอ่านและการเข้าถึงข้อมูลบนฉลากให้ดีขึ้น เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุและกลุ่มประชากรที่หลากหลาย

    มูลค่าตลาดเครื่องสำอางจีน

    จีนเป็นตลาดเครื่องสำอางขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีบริษัทผู้ประกอบธุรกิจเครื่องสำอางมากกว่า 20,000 แห่ง ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงและตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องหอมและเครื่องสำอางแห่งประเทศจีนเปิดเผยว่า ปริมาณธุรกรรมในตลาดเครื่องสำอางจีนในปี 2024 นั้นสูงเกินกว่า 1.07 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 4.89 ล้านล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

    จีนจะมุ่งเร่งดำเนินการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องต่อไป รวมถึงโครงการปรับปรุงระบบการจัดการคุณภาพการผลิตในบริษัทเครื่องสำอางในระยะ 3 ปี ซึ่งคาดว่าจะสามารถอัดฉีดแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่การพัฒนาที่มีคุณภาพสูงของอุตสาหกรรมนี้ได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/235/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E3t0T19TQFYUgPym7Veyv

  • น้ำท่วมใต้ล่าสุด 22 พ.ย.68 เช็ก 10 อันดับ ฝนสูงสุดบริเวณภาคใต้

    น้ำท่วมใต้ล่าสุด 22 พ.ย.68 เช็ก 10 อันดับ ฝนสูงสุดบริเวณภาคใต้

    วันนี้ (22 พ.ย.2568) หลายจังหวัดทางภาคใต้ ยังถูกน้ำท่วมหนัก จากฝนตกแช่นานหลายวัน ที่ จ.ตรัง น้ำขยายวงกว้าง เข้าท่วมแล้ว 8 อำเภอ บางพื้นที่ระดับน้ำเพิ่มสูงต่อเนื่อง ขณะที่ จ.สงขลา พื้นที่เขตเศรษฐกิจชั้นใน อ.หาดใหญ่ ยังมีน้ำท่วม 

    ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก รายงาน 10 อันดับ ฝนสูงสุดบริเวณภาคใต้ ประจำวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 (หมายเหตุ ปริมาณฝนตั้งแต่เวลา 07.00 น. วานนี้ ถึงเวลา 07.00 น. วันนี้ ) 

    1. อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี 441.0 มิลลิเมตร

    2. อ.ยะรัง จ.ปัตตานี 423.4 มิลลิเมตร 

    3. อ.สายบุรี จ.ปัตตานี 382.6 มิลลิเมตร 

    4. ท่าอากาศยานหาดใหญ่ จ.สงขลา 370.2 มิลลิเมตร

    5. อ.มายอ จ.ปัตตานี 366.6 มิลลิเมตร

    6. อ.หนองจิก จ.ปัตตานี 315.0 มิลลิเมตร

    7. ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 306.5 มิลลิเมตร

    8. อ.นาหม่อม จ.สงขลา 304.5 มิลลิเมตร

    9. อ.ปะนาแระ จ.ปัตตานี 296.6 มิลลิเมตร

    10. สถานีอุตุปัตตานี 291.1 มิลลิเมตร

    หลายจังหวัดทางภาคใต้ ยังเผชิญน้ำท่วม

    น้ำเหนือจาก อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ไหลบ่าลงมาเข้าท่วมเข้าท่วม อ.รัษฎา จ.ตรัง ส่งผลกระทบพื้นที่ 6 ตำบล บ้านเรือนและถนนถูกน้ำท่วม ชาวบ้านกว่า 5,000 คน ได้รับผลกระทบ บางพื้นที่ต้องใช้เรือท้องแบนสัญจร โดยเฉพาะหมู่ 1 ต.ควนเมา ชาวบ้านราว 30 ครัวเรือนต้องถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ถนนเข้าหมู่บ้านยาว 1 กิโลเมตรถูกน้ำสูง 1–2 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องใช้เรือนำถุงยังชีพเข้าไปช่วยเหลือ

    ขณะที่ จ.ตรัง มีน้ำท่วมแล้ว 8 อำเภอ กระทบกว่า 6,000 ครัวเรือน โดยใน อ.ย่านยาขาว ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ที่ จ.สตูล ทหารเรือเข้าช่วยเหลือชาวบ้านพื้นที่บ้านวังสายทอง หมู่ 10 ต.น้ำผุด อ.ละงู จำนวน 20 คน หลังถูกน้ำตัดเส้นทางเข้าออกหมู่บ้าน และสามารถช่วยไปอยู่ที่ปลอดภัยได้ โดยเฉพาะพื้นที่ อ.ละงู ยังคงวิกฤตจากมวลน้ำก้อนใหญ่ที่ไหลจากเทือกเขาบรรทัดลงคลองสายละงูทำให้หลายหมู่บ้านน้ำเข้ารวดเร็ว โดยเฉพาะ หมู่ 13 บ้านทุ่งพัฒนา และ หมู่ 11 บ้านห้วยมะพร้าว บางจุดต้องตัดไฟฟ้าเพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร

    สตูล มีน้ำท่วมแล้วใน 6 อำเภอ และประกาศพื้นที่ภัยพิบัติครอบคลุมทั้งหมด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเตือนน้ำท่วมฉับพลัน ,น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และคลื่นลมแรงในพื้นที่ชายฝั่ง อย่างต่อเนื่อง และเฝ้าระวังพื้นที่เสียงตลอด 24 ชั่วโมง

    จ.สุราษฎร์ธานี พื้นที่รองรับน้ำใน อ.ไชยา บางจุดยังคงน้ำท่วมสูง โดยเฉพาะพื้นที่ หมู่ที่ 1 ต.เลม็ด ทหารกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 25 นำสิ่งของไปแจกเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนผู้ประสบภัย เนื่องจากบางจุดระดับน้ำยังท่วมสูงกว่า 1 เมตร ชาวบ้านต้องใช้เรือสัญจร ส่วนเขตเศรษฐกิจตลาดไชยา น้ำลดเขาสู่ภาวะปกติแล้ว

    สุราษฎร์ธานีมีพื้นที่น้ำท่วม 8 อำเภอ ขณะนี้มวลน้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำริมทะเลอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ฝั่งภูเขาใกล้เข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนพื้นทีริมทะเลยังต้องรับน้ำและเฝ้าระวังทรัพย์สินในช่วงน้ำทะเลหนุนสูง อันจะส่งผลให้ระดับน้ำที่ท่วมขังสูงขึ้นเช่นกัน

    “หาดใหญ่” อ่วมหนัก น้ำท่วมเขตเศรษฐกิจ นทท.ติดค้างหลายพันคน

    น้ำจากเขาคอหงส์ อ.นาหม่อม และ อ.จะนะ ไหลทะลักเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจชั้นในของ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตั้งแต่กลางดึกต่อเนื่องถึงเช้าวันนี้ (22 พ.ย.) ปริมาณน้ำยังเพิ่มสูงเพราะฝนที่ยังตกหนัก ส่งผลให้ร้านค้า โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานประกอบการต่างๆ ถูกน้ำท่วม

    ที่ตลาดสดพลาซ่าและซอยโดยรอบถูกน้ำท่วมลึก รถเล็กสัญจรลำบาก หลายพื้นที่ต้องตัดกระแสไฟตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อความปลอดภัย ชาวบ้านเผยน้ำมาเร็วมากตั้งแต่ตี 4 แทบไม่มีเวลาเก็บของ และส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมน้ำ อาหารไว้ ขณะที่ ถนนเพชรเกษมสายหลักยังพอใช้รถกระบะหรือรถยกสูงผ่านได้ แต่ซอยย่อย เช่น ชุมชนภาสว่าง ถูกน้ำท่วมหนัก

    วันนี้ (22 พ.ย.68) เวลา 08.00 น. สภาพถนน 30 ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา มีน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง

    วันนี้ (22 พ.ย.68) เวลา 08.00 น. สภาพถนน 30 ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา มีน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง

    วันนี้ (22 พ.ย.68) เวลา 08.00 น. สภาพถนน 30 ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา มีน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง

    ขณะเดียวกันพบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย รวมถึงผู้ร่วมประชุมหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 เข้าพักในโรงแรมย่านหาดใหญ่รวมราว 9,000–10,000 คน กำลังประสบปัญหาไม่มีอาหาร เนื่องจากที่โรงแรมหรืออพาตเมนต์ที่นักท่องเที่ยวพักไม่มีครัว ซึ่งอาศัยรับประทานอาหารข้างนอกโรงแรม หลายคนจึงต้องการให้ภาครัฐหรือหน่วยภาคเอกชนบริการอาหารและบริการรถรับส่งนักท่องเที่ยว ซึ่งมีอีกส่วนหนึ่งต้องการดินทางกลับ

    ด้านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจำเป็นจะต้องมีการตัดไฟในหลายจุด เช่นเดียวกับการให้บริการสื่อสารอินเทอร์เน็ต ต้องตัดการให้บริการเช่นกัน รวมถึงระบบการส่งน้ำประปาด้วย

    ส่วนที่ อ.คลองหอยโข่ง บริเวณหน้ากองบิน 56 มีน้ำท่วมสูง 30 – 50 เซนติเมตร ระยะทางยาวประมาณ 300 เมตร รถเล็กต้องสัญจรด้วยความระมัดระวัง ในขณะที่ประชาชนที่มีความกังวลต่อสถานการณ์น้ำได้ออกมาติดตามระดับน้ำท่วมรวมถึงเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเตรียมเอาไว้ในกรณีน้ำท่วมระยะยาวมากกว่า 1 วัน

    11.38 น. (22 พ.ย.68) น้ำท่วมบริเวณ 4 แยกลพบุรีราเมศวร์ ทางเข้า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถนนเพชรเกษม 42

    11.38 น. (22 พ.ย.68) น้ำท่วมบริเวณ 4 แยกลพบุรีราเมศวร์ ทางเข้า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถนนเพชรเกษม 42

    11.38 น. (22 พ.ย.68) น้ำท่วมบริเวณ 4 แยกลพบุรีราเมศวร์ ทางเข้า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถนนเพชรเกษม 42

    สถานการณ์ที่เข้าขั้นวิกฤตทำให้ จ.สงขลาประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแลว 13 อำเภอ จากทั้งหมด 16 อำเภอ นายโสภณ ทองไสย หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา เผยว่า แม้วันนี้ฝนจะลดลงบ้าง แต่น้ำจากเทือกเขา น้ำป่า และน้ำจากลำคลองต่างๆจะยังคงไหลสู่ที่ลุ่มต่ำรวมถึงคลองอู่ตะเภาและคลองภูมินารถดำริ ทำให้ยังคงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    ขณะที่ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งระดมกำลังรวมถึงเครื่องสูบน้ำเข้าปฏิบัติการสูบน้ำออกจากพื้นที่โดยเฉพาะในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่อย่างเร่งด่วน

    อ่านข่าว : นายกฯ บินด่วนหาดใหญ่บ่ายนี้ ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

    หาดใหญ่ประกาศ “ยกธงแดง” 103 ชุมชน – ยกเลิกงานสัมมนาหอการค้า

    น้ำท่วมหน้า รพ.หาดใหญ่ – อพยพชาวบ้านคลองหลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358756&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CGjZPfj3iFb7sYaUUw1n3

  • ‘ก้องศักด’ ชูมวยไทยสัญลักษณ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว-วัฒนธรรม สร้างบรรยากาศ ‘สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา‘

    ‘ก้องศักด’ ชูมวยไทยสัญลักษณ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว-วัฒนธรรม สร้างบรรยากาศ ‘สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา‘

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จัดงานแถลงข่าวกิจกรรม “สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา” เพื่อเดินหน้าผลักดันศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ส่งเสริมให้ประชาชนเกิดความภาคภูมิใจในศิลปะการต่อสู้อันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ อีกทั้งยังเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของคนไทยทั่วประเทศในการเป็นเจ้าภาพที่ดีในมหกรรมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 สร้างบรรยากาศแห่งความสามัคคี ความภาคภูมิใจ และกระตุ้นพลังแรงเชียร์ให้กับนักกีฬามวยไทยทีมชาติไทยในการลงสนามแข่งขัน และกิจกรรมครั้งนี้ยังเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ “Home of Muaythai” ให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในท้องถิ่น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อน อุตสาหกรรมกีฬามวยไทยของชาติให้ก้าวไกลบนเวทีโลก ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก  

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธี กล่าวถึงวิสัยทัศน์และความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพ รวมถึงแนวทางการขับเคลื่อนกิจกรรม “สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา” และพบกับไฮไลต์สำคัญคือการแสดงรำไหว้ครูมวยไทยอันงดงามและทรงพลัง โดย บัวขาว บัญชาเมฆ ตำนานนักมวยไทยระดับโลก มาร่วมถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งมวยไทยและให้กำลังใจแก่นักกีฬาทีมชาติไทยในการสู้ศึกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ในครั้งนี้ 

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อต้อนรับทัพนักกีฬา นักท่องเที่ยว และเตรียมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ในครั้งนี้ให้เป็นที่น่าจดจำในทุกภาคส่วน และสำหรับทัพนักกีฬามวยไทยของเรา มีความพร้อมอย่างเต็มศักยภาพทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ และจะสามารถคว้ารางวัลเหรียญทองเพื่อสร้างเกียรติประวัติให้แก่ประชาชนชาวไทยได้อย่างแน่นอน สำหรับการแข่งขันมวยไทย ได้แบ่งประเภทการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท คือ มวยไทย และไหว้ครู ซึ่งการแสดงไหว้ครูมวย ได้รับการบรรจุในการแข่งขันครั้งนี้ด้วย เราเชื่อมั่นในศักยภาพของนักกีฬาทุกคนที่จะร่วมสร้างผลงานและนำเหรียญรางวัลมาสู่ประเทศชาติ จึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมกันเชียร์นักกีฬามวยไทยและนักกีฬาไทยในทุกชนิดกีฬาให้สุดพลัง ให้โลกเห็นว่าที่นี่คือ Home of Muaythai”

    สำหรับกิจกรรม “สวัสดีซีเกมส์ เชียร์มวยไทยในบ้านเรา” จัดขึ้นเพื่อตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพมหกรรมกีฬาซีเกมส์และศูนย์กลางของมวยไทยในภูมิภาคอาเซียน พร้อมเผยแพร่มวยไทยและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมให้เป็นที่ประจักษ์สู่สายตาชาวโลก อีกทั้งยังมุ่งส่งเสริมภาพลักษณ์ของมวยไทยอันเป็นสัญลักษณ์ความเป็นไทย ที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมของประเทศ ตลอดจนเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความสามัคคีและระดมแรงเชียร์จากคนไทยทั่วประเทศ เพื่อส่งกำลังใจสนับสนุนนักกีฬาทีมชาติไทยในทุกชนิดกีฬาอย่างพร้อมเพรียง

    โดยไฮไลต์สำคัญของการจัดงานในครั้งนี้คือ การแสดงรำไหว้ครูมวยไทย นำแสดงโดย “บัวขาว บัญชาเมฆ” นักมวยไทยระดับโลก ถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการมวยไทย ซึ่งช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางมวยไทยและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ การแสดงอันยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบนี้ไม่เพียงแต่เน้นย้ำถึงเอกลักษณ์และจิตวิญญาณแห่งนักสู้ของมวยไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของกีฬาไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติอีกด้วย

    ขอเชิญร่วมส่งแรงเชียร์และเป็นเจ้าภาพที่อบอุ่นต้อนรับนักกีฬาจากทั่วภูมิภาค ในการแข่งขันมหกรรมกีฬา ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ตั้งแต่วันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ที่ กรุงเทพ ชลบุรี สงขลา โดยสามารถรับชมการแข่งขันกีฬามวยไทย แบบติดขอบเวทีได้ตั้งแต่วันที่ 13-19 ธันวาคม 2568 ณ อาคารโรงยิม 1,000 ที่นั่ง สนามกีฬาเมืองหลักภาคใต้ (พรุค้างคาว) และสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) เป็นแม่ข่ายร่วมกับ สถานีโทรทัศน์เพื่อการท่องเที่ยวและกีฬา (ทีสปอร์ต 7) รวมถึงสื่อพันธมิตรอีกมากมายที่จะเข้าร่วมถ่ายทอดสดกว่า 30 ชนิด ในทุกช่องทางไม่พลาดทุกวินาทีสำคัญที่นักกีฬาไทยลงสนาม

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/900442/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rx6mQLZhQslJ2d59m0vuF

  • OKMD เร่งปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

    OKMD เร่งปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

    วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.47 น.

    OKMD ขานรับนโยบายรัฐบาล เร่งเดินหน้าปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ สร้างโอกาสเข้าถึงความรู้เท่าเทียมทั่วประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานความรู้สู่อนาคต

    22 พฤศจิกายน 2568 นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ตนได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD และได้มอบนโยบายสำคัญเพื่อใช้เป็นกรอบขับเคลื่อนภารกิจด้านการเรียนรู้ของประเทศ โดยเน้นให้การดำเนินงานของ OKMD สอดคล้องกับยุทธศาสตร์รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาส และยกระดับศักยภาพคนไทยด้วยทุนความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และการแข่งขันระดับโลกที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    นายสันติ กล่าวว่า การพัฒนาคนไทยให้มีทักษะและศักยภาพที่เท่าทันโลกเป็นภารกิจเร่งด่วนของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยีดิจิทัล เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และรูปแบบการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงมุ่งส่งเสริมให้ OKMD ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงองค์ความรู้ที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองใหญ่ ชุมชนเมือง หรือพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งต้องทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับวิถีชีวิตยุคใหม่ เพื่อให้คนไทยสามารถอยู่รอด แข่งขันได้ และพัฒนาต่อยอดคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างยั่งยืน

    ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า ในฐานะองค์การมหาชนภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ของประเทศ ผ่านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ การผลิตองค์ความรู้ที่เข้าถึงง่าย และการขยายโอกาสด้านการเรียนรู้ไปยังประชาชนทุกกลุ่ม โดยมีเป้าหมายให้ความรู้เป็น ‘ทุนของทุกคน’ ไม่ใช่เพียงของคนบางกลุ่ม พร้อมย้ำว่าการเข้าถึงความรู้คุณภาพคือกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นรากฐานของการพัฒนาทุนมนุษย์ในยุคเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างแท้จริง

    ดร.ทวารัฐกล่าวต่อว่า OKMD พร้อมเดินหน้าภารกิจตามนโยบายที่รัฐมนตรีมอบหมายทั้ง 7 ด้านอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการยกระดับ TK Park, Museum Siam และเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบของการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์เด็กและเยาวชนยุคดิจิทัล พร้อมทั้งขยายความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อเพิ่มจำนวนแหล่งเรียนรู้คุณภาพในภูมิภาค และพัฒนาระบบแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างแท้จริง

    ในด้านการนำนวัตกรรมมาพัฒนาการเรียนรู้ OKMD จะดำเนินโครงการที่ผสมผสานเทคโนโลยี การเล่น และประสบการณ์จริง เช่น Play-based Learning, Digital Content และเครื่องมือการเรียนรู้สมัยใหม่ เพื่อทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน OKMD จะร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรเพื่อพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมเสริมทักษะสำคัญสำหรับอนาคต ได้แก่ ความรู้ดิจิทัล ความรู้ด้านการเงินและผู้ประกอบการ ความรู้ด้านสุขภาพและการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ และความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถปรับตัวทันต่อกระแสโลกและใช้ทักษะเหล่านี้ในการยกระดับคุณภาพชีวิต

    ดร.ทวารัฐยังระบุว่า OKMD จะสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมไทย ผ่านสื่อความรู้ และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ  เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ไทย สร้างคุณค่าและรายได้แก่ประชาชน รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงความรู้ เพื่อพัฒนาเมืองสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ และสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจท้องถิ่น

    สำหรับโครงการเชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศ OKMD พร้อมเร่งรัดการพัฒนา National Knowledge Center (NKC) บนถนนราชดำเนินให้เป็น ‘แลนด์มาร์กของชาติ’ และเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ตลอดจนผลักดันโครงการ OKMD Sustainable Development Learning Center (OKSD) ที่สวนเบญจกิติ ให้เป็นต้นแบบศูนย์เรียนรู้ด้านความยั่งยืนของประเทศ และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ในระยะต่อไป

    ดร.ทวารัฐกล่าวปิดท้ายว่า ‘OKMD มุ่งทำให้การเรียนรู้เป็นพลังของประชาชนทุกคน เพราะเมื่อคนไทยเข้าถึงความรู้ที่มีคุณภาพ ประเทศไทยจะมีรากฐานที่แข็งแรงในการรับมืออนาคต และสามารถสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้’

    การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบการเรียนรู้ของประเทศให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และผลักดันให้ OKMD เป็นฟันเฟืองหลักในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการเปิดโอกาสด้านความรู้อย่างเท่าเทียม เพิ่มพูนศักยภาพคนไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยพลังขององค์ความรู้และนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อวางรากฐานสู่สังคมแห่งโอกาส ความรู้ และความยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/929707&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w_h9OqXJBHpP-fwwikd-G

  • “หาดใหญ่” จมบาดาล! น้ำทะลักท่วมเขตเมืองย่านเศรษฐกิจกลางดึก

    “หาดใหญ่” จมบาดาล! น้ำทะลักท่วมเขตเมืองย่านเศรษฐกิจกลางดึก

    “หาดใหญ่” จมบาดาล! น้ำทะลักท่วมเขตเมืองย่านเศรษฐกิจกลางดึก

    22 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานว่า เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา จากสถานการณ์ฝนที่ตกต่อเนื่องตลอด 2 วัน 2 คืน ทำให้มีปริมาณน้ำจำนวนมาก ทะลักสู่พื้นที่เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ โดยเมื่อเวลา 22.00 น.เทศบาลนครหาดใหญ่ โดยนายณรงค์พร ณ พัทลุง  นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ จ.สงขลา ได้ประกาศสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ (ธงแดง) จำนวนทั้งหมด 65 ชุมชน ประกอบด้วย เขต 1 ทั้งหมด จำนวน 28 ชุมชน, เขต 2 ทั้งหมด จำนวน 29 ชุมชน, เขต 3 จำนวน 8 ชุมชน ให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เคลื่อนย้ายสิ่งของและเตรียมเข้าอยู่ในที่ปลอดภัยอย่างเร่งด่วน 
     

     

    นายณรงค์พร เปิดเผยว่า เนื่องจากสถานการณ์น้ำภาพรวมน่าเป็นห่วง หลังจากที่ปริมาณน้ำฝนสะสม 3 วัน รวมทั้งหมด 544 มิลลิเมตร ประกอบกับฝนรอบนี้ตกหนัก ในพื้นที่บริเวณฝั่งตะวันออกของเทศบาล โดยเฉพาะตลอดแนวเขาคอหงส์ ลุ่มน้ำคลองเปล และลุ่มน้ำคลองเรียน ส่งผลทำให้แก้มลิงคลองเรียนที่ใช้สำหรับการหน่วงน้ำรับน้ำไว้ จนไม่สามารถกักเก็บไว้ได้แล้ว จำเป็นต้องปล่อยน้ำไหลออก เพื่อรักษาสมดุลของแก้มลิง และป้องกันการกัดเซาะแนวขอบแก้มลิง
     

    ทำให้มวลน้ำส่วนหนึ่ง จะไหลทะลักลงคลองสำคัญ 2 สายที่อยู่ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ คือ คลองเรียนและคลองสามสิบเมตร ซึ่งหมายความว่าจะเกิดภาวะน้ำท่วมในพื้นที่สำคัญ จึงต้องแจ้งการยกธงแดง เพื่อให้ประชาชนเก็บของไว้ในที่สูงเพื่อความปลอดภัย
     

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดค่ำคืน เกิดความโกลาหลขึ้น หลังจากประชาชนได้รับการแจ้งเตือนธงแดงให้เก็บข้าวของขึ้นที่สูง ทำให้ในย่านเขตเศรษฐกิจหลายแห่ง ทั้งตลาดกิมหยง ตลาดสันติสุข ตลาดฉือฉาง มีประชาชนเร่งอพยพสิ่งของ และเก็บของขึ้นที่สูง โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายรถยนต์ ไปไว้ในพื้นที่ปลอดภัย ทำให้เกิดการจราจรติดขัดบนถนนหลายสาย 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/region/378969728&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JMsRej-w-I2GLB7zxeOCP

  • ‘วิทัย’ ผู้ว่าฯธปท.ย้ำอยากเห็น ‘เงินบาทระดับเหมาะสม’ เอื้อเศรษฐกิจ

    ‘วิทัย’ ผู้ว่าฯธปท.ย้ำอยากเห็น ‘เงินบาทระดับเหมาะสม’ เอื้อเศรษฐกิจ

    การเงิน-การลงทุน

    ‘วิทัย’ ผู้ว่าฯธปท.ย้ำอยากเห็น ‘เงินบาทระดับเหมาะสม’ เอื้อเศรษฐกิจ

    22 พ.ย. 2025 เวลา 19:43 น.

    ‘วิทัย’ ผู้ว่าฯธปท.ย้ำอยากเห็น ‘เงินบาทระดับเหมาะสม’ เอื้อเศรษฐกิจ

    ผู้ว่าธปท. ย้ำอยากเห็นเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องภาวะเศรษฐกิจ และเป็นระดับที่สะท้อนสถานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ย้ำการแข็งค่าที่ผ่านมามาจาก ดอลลาร์อ่อนค่า และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยอยู่ระดับสูง ชี้การเข้าไปดูแลเงินบาททำได้ เพียงลดความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยน แต่ต้องระวังติดเกณฑ์ “สหรัฐ”

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าว่า สำหรับจุดยืนยันของ ธปท. ในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน หรือค่าเงินบาท ธปท.อยากเห็นค่าเงินบาทอยู่ระดับเหมาะสม เพื่อเป็นประโยชน์ในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเหมาะสม สะท้อนสถานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

    โดยการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนตั้งแต่ต้นปี ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นส่วนหนึ่งเพราะดอลลาร์อ่อนค่าลง 7% ทำให้สกุลเงินอื่นๆ กลับมาแข็งค่า

    อีกทั้ง ประเทศไทยมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 1.1หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้น จาก 34 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ระดับ 32.51 บาทต่อดอลลาร์ภายใน 1ไตรมาส

    ดังนั้น การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงต้นปีมาจาก Fundamental ทั้งจากดอลลาร์อ่อนค่า และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด

    ทั้งนี้ถามว่าธปท.เข้าไปแทรกแซงเงินบาทได้หรือไม่ ปัจจุบันการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนหนึ่งต้องคำนึงถึงเกณฑ์สากลของสหรัฐ currency manipulator คือ

    1. เกินดุลกับสหรัฐฯ 1.5หมื่นล้านดอลลาร์

    2. มี Current Account หรือการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดบวกมากกว่า 3% 3.การแซกแทรกอัตราแลกเปลี่ยนรวมไม่เกิน 2% ของจีดีพี  

    ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมักจะเข้าเกณฑ์ในข้อที่ 1 และ 2 อยู่แล้ว ดังนั้น ธปท. จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในข้อ 3 ทันที 

    ดังนั้น สภาวะเช่นนี้ หน้าที่ของ ธปท.คือลดความผันผวนค่าเงินบาท แต่หากเกิดภาวะจำเป็นจริงๆที่ต้องเข้าไปดูแลเงินบาทมากกว่าเดิม ธปท.ก็พร้อมเต็มที่แต่ทุกคนก็ต้องรับผลกระทบที่ตามมา 
     

     “ภายใต้ภาวะนี้ หน้าที่ของธปท. คือลดความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยน แต่หากวันหนึ่งเกิดภาวะจำเป็นจริงๆ ที่ต้องใช้ Reserve ธปท.ก็พร้อมเต็มที่ในการป้องกัน แต่ก็ต้องมาจากการเห็นด้วยร่วมกันของทุกคนในประเทศนี้ที่ยินยอมพร้อมใจด้วยในการรับผลกระทบที่ตามมา”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1208806&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gFlsNRyf2QtjvlM3aYrBx

  • ผู้ว่าฯธปท.ชี้ยังมีพื้นที่ ‘ลดดอกเบี้ย’ เพื่อประคองเศรษฐกิจไทย

    ผู้ว่าฯธปท.ชี้ยังมีพื้นที่ ‘ลดดอกเบี้ย’ เพื่อประคองเศรษฐกิจไทย

    การเงิน-การลงทุน

    ผู้ว่าฯธปท.ชี้ยังมีพื้นที่ ‘ลดดอกเบี้ย’ เพื่อประคองเศรษฐกิจไทย

    22 พ.ย. 2025 เวลา 19:49 น.

    ผู้ว่าฯธปท.ชี้ยังมีพื้นที่ 'ลดดอกเบี้ย' เพื่อประคองเศรษฐกิจไทย

    ผู้ว่า ธปท. ชี้ดอกเบี้ยมี “พื้นที่ลดได้ต่อ” เพื่อประคองภาวะเศรษฐกิจ แต่มองปัญหาไทยอยู่ที่โครงสร้าง ต้นทุนการเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจ

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ยืนยันว่า ธปท. พร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม หากข้อมูลเศรษฐกิจชี้ถึงความจำเป็น โดยมองว่า อัตราดอกเบี้ยของไทยยังมี “room” หรือพื้นที่ที่สามารถปรับลดลงได้ต่อ

    แต่การลดดอกเบี้ยไม่ใช่เครื่องมือหลักที่จะแก้ปัญหาเชิงลึกของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากสาเหตุสำคัญของการชะลอตัวในปัจจุบันมาจาก “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่กว้างและซับซ้อนมากกว่าเรื่องต้นทุนทางการเงิน

    “ธปท. มีความพร้อมในการใช้มาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน หากเห็นว่ามีความจำเป็นต่อการพยุงเศรษฐกิจ พร้อมที่จะใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้นกว่านี้ ถ้ามีความจำเป็น ที่จะสามารถซัพพอร์ตเศรษฐกิจได้”

    แต่อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ทยอยออกมา เราต้องดูข้อมูลที่จะออกมาเพื่อประกอบการประเมินอย่างรอบด้าน

    “ไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ว่า “terminal rate” หรืออัตราดอกเบี้ยปลายทางควรอยู่ที่ระดับใด ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจตอนนั้น”

    ทั้งนี้ มองว่า เศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำในระยะนี้ ไม่ได้มีสาเหตุหลักจากการกำหนดอัตราดอกเบี้ย แต่เป็นผลมาจาก “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่สะสมมานาน ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ขีดความสามารถในการแข่งขัน, สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) รวมถึงปัญหาอื่นที่

    ดังนั้นเครื่องมือนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงลึกเหล่านี้ได้ทั้งหมด

    “ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจที่ไม่ดี มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้นการลดดอกเบี้ยจะมีผลเพียงจำกัดต่อการเปลี่ยนแปลงปัจจัยโครงสร้าง”

    แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การลดดอกเบี้ยยังคงมีประโยชน์สำคัญหลายด้านในระยะสั้น โดยเฉพาะการช่วยให้ระบบการเงินมีสภาพคล่องมากขึ้น และทำให้ภาคธุรกิจมีต้นทุนทางการเงินที่

    โดยนโยบายการเงินผ่อนคลายช่วยทำให้ผ่อนคลายเรื่องสภาพคล่องและ “ผ่อนคลายการตึงตัว” ในระบบเศรษฐกิจได้

    นอกจากนี้ การปรับลดดอกเบี้ยยังมีส่วนช่วยให้คุณภาพหนี้ดีขึ้น ช่วยการลดต้นทุนทางการเงิน ทำให้คนจ่ายหนี้ได้ เป็น NPL น้อยลง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินในระบบไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1208807&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M70pNj_zdqobcsGPr_pRR

  • “รมว.ซาบีดา” ลงพื้นที่กาญจนบุรี หนุนชาติพันธุ์ไทยทรงดำ ชุมชนคุณธรรมต้นแบบวัดอินทาราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ต่อยอด “พลังวัฒนธรรม” สู่ “รายได้จริง” | TOPNEWS

    “รมว.ซาบีดา” ลงพื้นที่กาญจนบุรี หนุนชาติพันธุ์ไทยทรงดำ ชุมชนคุณธรรมต้นแบบวัดอินทาราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ต่อยอด “พลังวัฒนธรรม” สู่ “รายได้จริง” | TOPNEWS

    “รมว.ซาบีดา” ลงพื้นที่กาญจนบุรี หนุนชาติพันธุ์ไทยทรงดำ ชุมชนคุณธรรมต้นแบบวัดอินทาราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ต่อยอด “พลังวัฒนธรรม” สู่ “รายได้จริง” ผลักดันนโยบาย “ไท ไทย” จากรากเหง้าชุมชนสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

    จากนั้น รมว.วธ. ลงพื้นที่ชุมชนบ้านหนองขาว อำเภอท่าม่วง หนึ่งในชุมชนคุณธรรมต้นแบบที่ได้รับการยกย่องด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นถิ่น ทั้งสถาปัตยกรรมเรือนขาวโบราณ การแสดงพื้นบ้านอาหารดั้งเดิม และงานหัตถกรรมหลากหลาย

    โดยชุมชนแห่งนี้ดำเนินงานร่วมกับวัดอินทารามภายใต้แนวคิด “บวร” บ้าน–วัด–โรงเรียน เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้กล่าวชื่นชมความเข้มแข็งของชุมชน

    พร้อมระบุว่าชุมชนคุณธรรมเป็น “ต้นแบบของการใช้วัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจจริง” ตามเจตนารมณ์ไท ไทย ที่เน้นยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เชื่อมต่อสู่โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ

    ต่อจากนั้นเดินทางไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้น “แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า” แหล่งโบราณคดีสำคัญระดับชาติและระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    เป็นสถานที่ค้นพบ “มนุษย์ยุคหินใหม่” อายุราว 3,000 – 4,000 ปี พร้อมโบราณวัตถุยุคเดียวกัน ที่รู้จักกันในชื่อ “วัฒนธรรมบ้านเก่า” ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการศึกษาพัฒนาการสังคมมนุษย์

    โอกาสนี้ได้ตรวจเยี่ยมการจัดแสดงนิทรรศการและการบริหารจัดการพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ ให้เป็น “พิพิธภัณฑ์สมัยใหม่” ที่เข้าถึงง่ายและดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างสมดุล

    ต่อมาลงพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ อำเภอไทรโยค หรือที่รู้จักในชื่อ “ปราสาทเมืองสิงห์” โบราณสถานศิลปะขอมแบบบายน อายุกว่า 8000 ปี

    ซึ่งสะท้อนความรุ่งเรืองของอารยธรรมในลุ่มน้ำแควน้อย ผ่านปราสาทศิลาแลง และโบราณสถานสำคัญหลากหลาย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้รับฟังข้อมูลด้านการอนุรักษ์และแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยว

    ก่อนเน้นย้ำว่าอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สามารถสร้างรายได้และกระจายโอกาสให้ชุมชนได้ด้วยการบูรณาการการบริหารจัดการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

    “การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการสนับสนุนชุมชนบ้านรางหวายและชุมชนคุณธรรมวัดอินทารามให้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยทุนทางวัฒนธรรม

    ส่วนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า และอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ พร้อมสนับสนุนให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้แก่ประชาชนและเยาวชน ทั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การอนุรักษ์

    แต่เป็นการต่อยอดคุณค่าทางวัฒนธรรมสู่พลังเศรษฐกิจวัฒนธรรมที่จับต้องได้ เสริมอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ สอดคล้องกับนโยบาย ไท ไทย – สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน” รมว.ซาบีดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1399638&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JdY7TSGKQekwdYmpuLcBy

  • ‘TDRI’ ค้านรัฐทำคนละครึ่งเฟส 2 แนะเตรียมกระสุนปรับโครงสร้างระยะยาว

    ‘TDRI’ ค้านรัฐทำคนละครึ่งเฟส 2 แนะเตรียมกระสุนปรับโครงสร้างระยะยาว

    นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะมีการออกโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 

    ทั้งนี้ เนื่องจากมองว่าปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจไทยค่อยๆฟื้นกลับมาแล้ว จากการที่รัฐบาลอัดเม็ดเงินหลายแสนล้านบาทกระตุ้นไปก่อนหน้านี้ ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวคนละครึ่ง เที่ยวดีมีคืน 

    รวมถึงการแก้หนี้รายย่อยต่ำ 100,000 แสนบาท โดยต้องการให้รัฐบาลเตรียมกระสุน สำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่า เช่น มาตรการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น

    ส่วนการที่นายกรัฐมนตรีออกมาระบุว่าพร้อมยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ก่อนกำหนดเดิมวันที่ 31 มกราคม 2569 หรือ 1 เดือน มองว่าในแง่เศรษฐกิจ ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะยุบสภาเดือนธันวาคมหรือเดือนมกราคม เพราะห่างกันแค่ 1 เดือน 

    แต่อาจจะทำให้การเจรจาการค้าบางเรื่องล่าช้าไปบ้าง เช่น การเจรจาการค้าภาษีทรัมป์ แต่เป็นแค่ช่วงสั้นๆ แต่หากมองในแง่ของการเมือง คงจะมีผลกระทบพอสมควร เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644652&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p05BjzepcWfsiVxh9le-1

  • แบงก์ชาติมองปีหน้ายังหนักหน่วง เร่งแก้หนี้เสียพร้อมเพิ่มความรู้การเงินสกัดคนไทยถูกหลอก

    แบงก์ชาติมองปีหน้ายังหนักหน่วง เร่งแก้หนี้เสียพร้อมเพิ่มความรู้การเงินสกัดคนไทยถูกหลอก

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนาประจำปี 2568 ธปท. สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “เกษตรวิถีใหม่ เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” ว่าสำหรับเรื่องภาวะเศรษฐกิจ อย่างที่ทราบว่า เราอยู่กับปัญหามากมายที่รออยู่ จากเดิมที่ ธปท.คาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไว้ที่ 2.2% คิดว่าน่าจะปรับลดประมาณการลงเหลือ 2.1% เงินเฟ้อน่าจะติดลบนิดๆ ในปีนี้ แต่ยังไม่มีปัญหาเงินฝืด เพราะลดลงจากราคาพลังงาน และราคาอาหาร ขณะที่ปีหน้า เนื่องจากปีนี้เราเร่งส่งออกสินค้าไปก่อนหน้าก่อนการเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ในช่วงไตรมาสแรก และไตรมาสที่ 2 เมื่อเข้าสู่ครึ่งปีแรกของปีหน้า การส่งออกจะชะลอตัวลงเทียบกับปีนี้ ส่งผลให้จีดีพีปีหน้าโต 1.6%

    “ถามว่าเศรษฐกิจปีหน้าดีไหม ไม่ดีครับ ทำให้ดีกว่านี้ได้ไหมเราต้องช่วยกัน ซึ่งหากมองจีดีพีของไตรมาสที่ 3 ปีนี้ที่ประกาศออกมาโตเพียง 1.2% ต่ำกว่าที่ ธปท.คาด หากจะทำอย่างไร ลดดอกเบี้ยนโยบายได้ไหม ดอกเบี้ยนโยบายยังมีพื้นที่ที่จะลดได้อีก แต่ลดแล้วจะมีผลให้เศรษฐกิจดีเลยไหม เงินเฟ้อขึ้นเลยไหม ไม่ขึ้น ไม่โต เพราะเงินเฟ้อลดจากราคาสินค้าในด้านผลผลิต ไม่ใช่ลดลงจากด้านกำลังซื้อที่กระตุ้นได้ด้วยการลดดอกเบี้ย. จีดีพีที่โตขึ้นมาก็ไม่ได้โตจากการลดดอกเบี้ยแล้วโตทันที แต่เป็นการโตเชิงโครงสร้าง เราจำเป็นต้องช่วยกัน ต้องเข้าให้ถึงปัญหา เราก็จะผ่านจุดนี้ไปได้”

    นายวิทัย กล่าวต่อว่า จากนี้ไป ธปท.จะพยายามเข้าไปแก้ปัญหาของประชาชนมากขึ้น เริ่มจากโครงการที่ทำไปแล้ว คือ โครงการแก้หนี้เอ็นพีแอลที่ต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งเราจะซื้อหนี้เสียส่วนนี้ทั้งหมดออกจากธนาคารพาณิชย์ และบริษัทลูกของธนาคาร นำไปจัดการที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท หรือ SAM ทั้งหมดประมาณ 1.6 ล้านบัญชี ซึ่งการแก้หนี้ของ SAM ที่จะเป็นเอเอ็มซีภาคสังคมนั้น ไม่ต้องหวังกำไร หวังแค่ต้องแก้หนี้ให้สำเร็จ โดยหนี้ 1.6 ล้านบัญชีนี้ เราเห็นแล้วว่ามีหนี้เฉลี่ยคนละ 27,000 บาท ยกตัวอย่าง เอาเป็นว่ามีหนี้เสีย 30,000 บาท จะตัดดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าปรับออกทั้งหมด จากหนี้ 30,000 บาท อาจลดลงเหลือ 12,000-13,000 บาท แล้วให้จ่ายแค่นี้ปิดจบเลิกกันเลยก็ได้ หรือยังไม่ไหวให้ผ่อนจ่ายได้นาน 36 เดือน คิดเป็นเดือนละไม่กี่ร้อยบาท ซึ่งจะทำให้คนจำนวนมากจาก 1.6 ล้านบัญชีนี้กลับมาเป็นหนี้ดี กลับมาผ่อนจ่ายได้ถึงจะไม่ทั้งหมด แต่อย่างน้อยหลายแสนคนจะกลับมาเข้าสู่สังคมกลับมาลืมตาอ้าปากได้

    จากนั้น โครงการต่อไปเราจะเข้าไปแก้ปัญหาเรื่องสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ติดลบมา 15 เดือนแล้ว สินเชื่อเดือนสุดท้ายติดลบ 4% หนักหนาจริงๆ ถามว่าทำไมธนาคารไม่ปล่อย ส่วนหนึ่งก็เข้าใจว่า ไม่มีความต้องการบริโภค ภาคธุรกิจก็ไม่ลงทุนขยายกิจการ จีดีพีลง รายได้ลดลง ความเสี่ยงก็สูงขึ้น ปัญหาก็คือ ความเสี่ยงเรื่องเครดิต ดังนั้น เราจึงกำลังจะสร้างกลไกใหม่ขึ้นมา โดยไม่ใช่เงินรัฐ สร้างกลไกค้ำประกันขึ้นมา โดยคาดว่าในต้นปีหน้าจะเริ่มใช้ได้ ซึ่งจะช่วยให้มีการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้เอสเอ็มอีได้ประมาณ 100,000 ล้านบาท หรือ 5% ยอดคงค้างสินเชื่อเอสเอ็มอีทั้งหมด เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อในภาพรวมได้

    ในเรื่องทุนเทา สแกมเมอร์ ซึ่งที่ผ่านมา นายวิทัย กล่าวว่า “แบงก์ชาติไม่เคยเห็นข้อมูลการไหลของเงินเทา เรากำลังจะให้เขารายงานข้อมูลเข้ามา แบงก์ชาติจะเข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับปัญหา กับประชาชน กับภาคธุรกิจ และเข้าไปร่วมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจมากขึ้นหลังจากนี้ ควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การดำเนินงานในเชิงพื้นที่ การดำเนินงานของสำนักงานภาคที่เข้าถึงจะทำมากขึ้น เพราะเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง”

    ขณะที่อีกส่วนหนึ่งที่ ธปท.จะเข้าไปเป็นผู้นำในการให้ความรู้ทางการเงิน จะเข้าไปทำงานกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน แก้ปัญหาหนี้สิน และช่วยป้องกันการถูกหลอกลวงจากภัยไซเบอร์ออนไลน์ และทั้งหมดที่เราจะร่วมกันทำต่อจากนี้ ทั้งในเชิงโครงสร้าง เชิงนโยบาย และลงไปแต่ละจุด จะนำไปถึงการฟื้นเศรษฐกิจ ทำให้จีดีพีโตขึ้น และรายได้เพิ่มขึ้น เพราะไม่ว่าจะแก้หนี้อย่างไรหากรายได้ไม่เพิ่มขึ้น การแก้ปัญหาก็ทำได้ยาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2897085&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GeWOnDHRKbxPxdJcdqi98