Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจไทย 2569 เผาจริง! จับตา 4 สัญญาณความเสี่ยงกระทบหนัก

    เศรษฐกิจไทย 2569 เผาจริง! จับตา 4 สัญญาณความเสี่ยงกระทบหนัก

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยล่าสุด โดยเฉพาะการประเมิน แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2569 พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า มีแนวโน้มชะลอตัวลงตามแนวโน้มการลดลงของการส่งออกสินค้าภายหลังจากการเร่งขึ้นในเกณฑ์สูงในปีก่อน

    สอดคล้องกับแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกท่ามกลางการดำเนินมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องและเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของการผลิตอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคเอกชน 

    ขณะเดียวกัน ระดับหนี้สินภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับสูงท่ามกลางการเพิ่มความเข้มงวดในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ 

    อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจในปี 2569 มีปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวที่สำคัญจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐบาล การฟื้นตัวดีขึ้นของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของผลผลิตทางการเกษตร

    ทั้งนี้ในภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 สศช. ประเมินว่า มีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 1.2 – 2.2% หรือมีค่ากลาง 1.7% เทียบกับ 2% ในปี 2568 อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.0 – 1.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.4% ของ GDP 

    ประเมินผลกระทบเศรษฐกิจ ปี 2569

    สศช.ประเมินข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ดังนี้

    1.การดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าโดยการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หรือภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocal tariffs) 

    สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีต่อประเทศไทย ในอัตรา 19% ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่องทางที่สำคัญ ได้แก่ 

    (1) ผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทย โดยคาดว่าการส่งออกมีแนวโน้มที่จะเริ่มปรับตัวลดลงในปี 2569 โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ซึ่งมีสัดส่วน 5.46% 2.73% 2.62% และ 1.5% ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ ตามลำดับ 

    โดยเป็นการลดลงต่อเนื่องจากการชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ภายหลังจากขยายตัวในเกณฑ์สูง (Front-load) ในช่วงสามไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกของหลายประเทศในภูมิภาค

    (2) ผลกระทบทางอ้อมผ่านห่วงโซ่การผลิตของประเทศที่ถูกกีดกันจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องให้การส่งออกสินค้าในกลุ่มสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบของไทยลดลงต่อเนื่อง อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก และไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เป็นต้น

    (3) ผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าที่เร่งตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงของการส่งออกจากการถ่ายลำ (Transshipment) หรือปัญหาการสวมสิทธิสินค้าส่งออกเพื่อเป็นทางผ่านให้ประเทศที่ต้องการหลบเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะถือเป็นสินค้ากลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าที่ 40% โดยกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิแผงพลังงานแสงอาทิตย์ แผงวงจรพิมพ์และล้อรถและชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้อง

    (4) ผลกระทบต่อภาคการผลิตภายในประเทศเนื่องจากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้า อันเนื่องมาจากการเจรจาการค้าโดยการลดอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ของไทยโดยเฉพาะสินค้าภาคการเกษตร รวมทั้งแนวโน้มการนำเข้าสินค้าจากจีนที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง ในหลายกลุ่มสินค้า อาทิเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรและชิ้นส่วน และยานยนต์ รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค

    2.แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก

    โดยมีเงื่อนไขความเสี่ยงที่ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย

    (1) ความยืดเยื้อและความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศและการเพิ่มขึ้นของมาตรการกีดกันทางการค้าซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกในภาพรวม และมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานการผลิตโลกหากยกระดับความรุนแรงมากขึ้นในระยะต่อไป 

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากสินค้ารายสินค้าแบบเฉพาะเจาะจงและมาตรการควบคุมการค้าระหว่างประเทศในสินค้าทุนและวัตถุดิบสำคัญ อาทิ แร่ธาตุหายากสำคัญ เหล็กและอลูมิเนียม และยานยนต์และชิ้นส่วน 

    (2) ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญ 

    (3) ความเสี่ยงจากแนวโน้มวัฏจักรขาลงของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีความเสี่ยงในการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าแบบเฉพาะเจาะจงเพิ่มเติมโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี

    นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีนซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้มการลงทุนและการส่งออกของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในระยะต่อไป 

    (4) ความเสี่ยงทางด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบด้านเงินเฟ้อผ่านการเพิ่มขึ้นราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงาน 

    (5) ความผันผวนของตลาดทุนอันเนื่องมาจากแนวโน้มการปรับฐานราคา (Re-pricing) ของราคาหลักทรัพย์ของบริษัทเทคโนโลยีที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูง โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ที่ทำสถิติมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่องจากการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจส่งผลต่อการชะลอตัวของการอุปโภคบริโภคและระดับความมั่งคั่งของครัวเรือน และกลายเป็นข้อจำกัดของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    3.ระดับหนี้สินภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับสูง

    จะเป็นข้อจำกัดของการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาสที่สองของปี 2568 อยู่ที่ 86.8% แม้ว่าจะลดลงจาก 89.7% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่ยังคงสูงกว่า 82.6% ในไตรมาสที่สองของปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 

    ขณะเดียวกันคุณภาพสินเชื่อยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลซึ่งสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) และสัดส่วนสินเชื่อจัดชั้นพิเศษ (Special Mention Loans: SMLs) ต่อสินเชื่อรวม 

    ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และครัวเรือนเปราะบางที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งจำกัดความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุนและสภาพคล่องของลูกหนี้รายย่อยและเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้อุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัวลง

    4.บรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง

    อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนสะท้อนจากข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของไทย (Business Sentiment Index : BSI) ที่มีแนวโน้มผันผวนสูงในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงจากความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อันจะส่งผลต่อกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจ าปี 2570 ให้มีความล่าช้าออกไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644597&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FcfVVpxkg-X8B_nlHM6K3

  • สรุป ‘ญี่ปุ่น’ อัดฉีด 4 ล้านล้านบาท สู้เงินเฟ้อ – กระตุ้น ศก.- ยกระดับกลาโหม

    สรุป ‘ญี่ปุ่น’ อัดฉีด 4 ล้านล้านบาท สู้เงินเฟ้อ – กระตุ้น ศก.- ยกระดับกลาโหม

    ต่างประเทศ

    21 พ.ย. 2025 เวลา 14:40 น.

    สรุป ครม. ‘ญี่ปุ่น’ ไฟเขียวมาตรการ ‘ทาคาอิจิ’ อัดฉีด 4.4 ล้านล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ 3 ด้านลงทุนเทคใหม่-อุตสาหกรรม ลดค่าครองชีพสู้เงินเฟ้อ ยกระดับกลาโหม และความมั่นคง

    นิกเคอิเอเชียรายงานว่า คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ มูลค่ารวม 21.3 ล้านล้านเยน หรือราว 4.39 ล้านล้านบาท โดยมีแหล่งเงินทุนหลักมาจากงบประมาณเพิ่มเติม 17.7 ล้านล้านเยน จากบัญชีกลางของรัฐบาล เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และบรรเทาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค

    สถานีโทรทัศน์สาธารณะ NHK รายงานว่า นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และมอบการสนับสนุนที่จำเป็นให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นผ่าน 3 เสาหลัก

    บรรเทาภาระค่าครองชีพ

    รัฐบาลจัดสรรเงิน 11.7 ล้านล้านเยน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาที่สูงขึ้นให้แก่ครัวเรือน และธุรกิจ 

    • ครัวเรือนจะได้รับเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้า และค่าก๊าซประมาณ 7,000 เยน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนม.ค.ถึงมี.ค.ปีหน้า คาดว่าจะช่วยลดดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ได้ 0.4%
    • ภาษีน้ำมัน ก็จะถูกยกเลิกเช่นกัน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และการเดินทางให้กับประชาชน
    • ขยายการให้เงินช่วยเหลือแก่เทศบาล เพื่อส่งเสริมการแจก คูปองข้าวสาร และคูปองดิจิทัล รวมถึงอนุญาตให้ใช้เงินสนับสนุนนี้เพื่อชำระ ค่าน้ำประปา
    • ครอบครัวที่มีเด็กอายุ 18 ปีหรือต่ำกว่า จะได้รับเงิน 20,000 เยนต่อเด็กหนึ่งคน โดยไม่มีการจำกัดเพดานรายได้
    • ส่วนด้านสุขภาพ มีการให้เงินอุดหนุนเพิ่มเติมแก่ โรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ที่ประสบปัญหาต้นทุนวัสดุ และแรงงานสูงขึ้น

    สร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ และการทูต 

    รัฐบาลญี่ปุ่นจะใช้เงิน 1.7 ล้านล้านเยน เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ การป้องกันประเทศ และการทูต ควบคู่ไปกับการเติมเงินเข้า กองทุนสำรองภัยพิบัติอีกประมาณ 700,000 ล้านเยน ซึ่งเงินสำรองนี้จะใช้สำหรับรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน และภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงการจัดการกับปัญหาเฉพาะอย่างการโจมตีของหมีที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังประกาศใช้มาตรการเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศ ให้สูงขึ้นถึง  2% ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2570  

    แผนสร้างเศรษฐกิจแกร่ง 

    รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดสรรเงิน 7.2 ล้านล้านเยน ภายใต้เสาหลัก “การสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง” หรือที่ ทาคาอิจิเรียกว่า “การลงทุนเพื่อการจัดการวิกฤติ” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

    การจัดสรรเงินจำนวนนี้มุ่งเน้นไปที่การลงทุนในภาคส่วนเทคโนโลยี และอุตสาหกรรม ที่เป็นอนาคต และมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ ทั้ง เทคโนโลยีขั้นสูง  เช่น   โครงการริเริ่มการพัฒนาอวกาศ, เซมิคอนดักเตอร์ และ AI  เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเทคโนโลยี

    สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต มีการจัดตั้งกองทุนระยะเวลา 10 ปี เพื่อสนับสนุน และเพิ่มขีดความสามารถในการต่อเรือ

    คาด ‘จีดีพี’ โตเพิ่มปีละ 1.4%

    รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนที่จะจัดทำ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณอย่างรวดเร็ว เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดที่ประกาศไป  โดยรัฐบาลคาดหวังว่าจะสามารถผ่านร่างกฎหมายนี้ได้ภายในสิ้นปี โดยได้รับความร่วมมือจากพรรคฝ่ายค้าน

    รัฐบาลคาดการณ์ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด จะส่งผลให้ GDP ที่แท้จริงเพิ่มขึ้น ประมาณ 24 ล้านล้านเยน หรือทำให้ GDP เติบโตเพิ่มขึ้นปีละ 1.4%

    อย่างไรก็ดี พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลปัจจุบันของญี่ปุ่น อยู่ในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยขาดที่นั่งเพียงแค่ 2 ที่นั่งเท่านั้น  หมายความว่า ในการผลักดันกฎหมายสำคัญ เช่น ร่างงบประมาณ รัฐบาลจำเป็นต้องได้รับ การสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านบางส่วน เพื่อให้ผ่านร่างกฎหมายนี้ได้สำเร็จ

    กังวลเศรษฐกิจญี่ปุ่น ‘เงินเฟ้อสูง-GDP หดตัว’

    มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ มีขึ้นในขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับ ปัญหาเศรษฐกิจที่ซับซ้อน ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่สูงต่อเนื่อง และภาวะเศรษฐกิจถดถอย จากข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มอ่อนแรง โดย GDP ไตรมาสที่ 3 หดตัวลง 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ถือเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปญี่ปุ่น ในเดือนต.ค.อยู่ที่ 3% เพิ่มขึ้นจาก 2.9% ในเดือนก.ย. ซึ่งถือว่า สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 43 แล้ว  โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมอาหารสด) ก็อยู่ที่ 3% เช่นกัน 

    คาซูโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการ BOJ   ยอมรับว่า BOJ ควรตระหนักถึงผลกระทบของเงินเยนที่อ่อนค่าต่ออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงได้แสดงความกังวลว่า “ค่าเงินเยน” ที่อ่อนค่าลงอย่างมาก กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาสินค้าโดยรวม และต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น

    ด้าน ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับความผันผวนของเงินเยน โดยระบุว่าเธอ “วิตกกังวลกับการเคลื่อนไหวที่รุนแรง และไม่สมดุลในตลาดสกุลเงิน” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึง ความเป็นไปได้ที่จะมีการแทรกแซงตลาด เพื่อจัดการกับค่าเงินเยน

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1208664&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pqYY2tI_LNY5H_rz_Z3wf

  • เจรจาภาษีทรัมป์ ไปถึงไหน ? เจาะไทม์ไลน์แก้เกมของรัฐบาล จับตาทางออกเศรษฐกิจไทย | BT

    เจรจาภาษีทรัมป์ ไปถึงไหน ? เจาะไทม์ไลน์แก้เกมของรัฐบาล จับตาทางออกเศรษฐกิจไทย | BT

    2 เมษายน 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศนโยบายเรียกเก็บภาษีจากการนำเข้าสินค้าต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ (America First) ส่งผลให้สินค้าส่งออกหลักของไทยต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น สร้างแรงกระแทกอย่างรุนแรงต่อภาคการส่งออกของประเทศ

    ต่อมาในช่วงเดือนเมษายน – กรกฎาคม 2025 รัฐบาลไทยภายใต้การนำของทีมเศรษฐกิจที่มีอดีตนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร เป็นแกนนำหลัก ได้เริ่มแผนเจรจาเชิงรุก โดยมีการส่งคณะผู้แทนระดับสูงเข้าพบเจ้าหน้าที่การค้าของสหรัฐฯ หลายครั้ง เพื่อชี้แจงถึงห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนและพยายามขอให้สหรัฐฯ ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีสำหรับกลุ่มสินค้าที่ไทยมีสัดส่วนการผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศสูง

    ตุลาคม 2025 หลังจากที่มีการเจรจาอย่างเข้มข้น รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ข้อสรุปอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าไทยที่ได้รับผลกระทบหลัก โดยกำหนดไว้ที่ 19% ซึ่งเป็นอัตราที่สูง แต่ต่ำกว่าอัตราสูงสุดที่เคยถูกขู่ไว้ก่อนหน้านี้ตามกระแสข่าวที่อาจสูงถึง 36% ทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างราคาและหันไปหาตลาดสำรอง

    บทบาททางการทูตและยุทธศาสตร์การค้าภายใต้รัฐบาลใหม่

    ภายหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย ก็ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤตและความขัดแย้งในภูมิภาคอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา

    ความขัดแย้งดังกล่าวได้นำไปสู่การเข้ามามีบทบาทของทรัมป์ ในฐานะตัวกลางสำคัญ ในการเจรจาหาทางออกระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองในภูมิภาค

    14 พ.ย. สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ส่งหนังสือขอยุติการเจรจาด้านอัตราภาษีการค้ากับไทยเป็นการชั่วคราว การระงับนี้มีสาเหตุมาจากการที่ไทยตัดสินใจระงับปฏิญญาที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา โดย USTR ต้องการให้ไทยกลับไปปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเป็นการผูกโยงประเด็นการเมืองและความมั่นคงเข้ากับการค้าโดยตรง

    แม้ว่าไทยจะต้องตัดสินใจระงับปฏิญญาที่ได้ทำร่วมกันเนื่องจากฝ่ายกัมพูชาถูกระบุว่าผิดสัญญาในข้อตกลงสำคัญบางประการ แต่ภาคธุรกิจได้รับความมั่นใจจากการยืนยันของนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) ที่ระบุว่า สหรัฐฯ จะไม่นำประเด็นการเมืองและการระงับปฏิญญานี้มาเชื่อมโยงหรือใช้เป็นเงื่อนไข ในการเจรจามาตรการภาษีศุลกากร (Tariffs) ต่อสินค้าไทย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาเสถียรภาพด้านการส่งออกของไทย

    15 พ.ย. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้กล่าวหลังจากการหารือระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์, อันวาร์ อิบราฮิม และนายกฯ อนุทิน ว่ารัฐบาลไทยพร้อมเร่งเดินหน้าการเตรียมความพร้อมเพื่อให้การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ดำเนินไปตามกรอบเวลาที่วางไว้ โดยย้ำว่าไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อ อธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ควบคู่กับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

    ทั้งนี้รัฐบาลไทยยังคงตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันการเจรจารายละเอียดภาษีรายสินค้าให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2025 โดยยึดในอัตราภาษี 19% ที่เคยบรรลุข้อตกลงในหลักการไว้ก่อนหน้านี้

    ยุทธศาสตร์แก้เกม เร่งปิดดีลตามกรอบ

    โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า ทั้งฝ่ายไทยและสหรัฐฯ ต่างก็ต้องการให้การเจรจาคืบหน้าอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสามารถ รักษาเสถียรภาพการค้าและการลงทุนระหว่างกันในระยะยาว ความต้องการร่วมกันนี้จะเป็นแรงผลักดันให้การเจรจากลับมาสู่เส้นทางเดิมโดยเร็วที่สุด

    ถึงแม้จะมีประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง แต่ความสัมพันธ์ระดับปฏิบัติการระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยกับสำนักงาน USTR ยังคงเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งช่วยให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ และการเตรียมพร้อมสำหรับเจรจายังคงดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง นี่เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่า ช่องทางการสื่อสารยังคงเปิดอยู่และไม่ได้ถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเด็นความมั่นคงจะเข้ามากดดันจนทำให้การเจรจาถูกระงับชั่วคราวไปแล้ว แต่รัฐบาลไทยมีความมั่นใจว่าด้วยความสัมพันธ์อันดีและความต้องการร่วมกันที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเจรจาภาษีทรัมป์กับเศรษฐกิจไทยจะยังคงเดินหน้าต่อไป โดยทั้งภาครัฐและเอกชนยังคงต้องติดตามสถานการณ์และทิศทางอย่างใกล้ชิด ว่าการตัดสินใจทางการทูตในที่สุดจะนำไปสู่การสรุปรายละเอียดภาษีภายในกรอบเวลาที่ตั้งไว้ได้หรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.beartai.com/life/money/1489087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SJqBgtEmLDaJF89F-HLSP

  • ท๊อป จิรายุส เก็บความรู้มาฝากคนไทย ! หลังเข้าร่วมงาน Bloomberg NEF 2025 กระทบไหล่ผู้นำเศรษฐกิจโลก

    ท๊อป จิรายุส เก็บความรู้มาฝากคนไทย ! หลังเข้าร่วมงาน Bloomberg NEF 2025 กระทบไหล่ผู้นำเศรษฐกิจโลก

    By

    พฤศจิกายน 21, 2025

    คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เข้าร่วมการประชุม Bloomberg New Economy Forum 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–21 พฤศจิกายน 2568 ณ ประเทศสิงคโปร์ 

    โดยงานประชุมระดับโลกครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้นำจากรัฐบาล นักลงทุนระดับนานาชาติ ผู้กำหนดนโยบาย นักนวัตกรรม นักวิชาการ และผู้ประกอบการจากทั่วโลก เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา กล่าวว่า “การประชุม Bloomberg New Economy Forum 2025 ในปีนี้ ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกใน 3 มิติหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างมหาอำนาจใหม่ (Geopolitical) และการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (Sustainability) โดยทั้ง 3 ปัจจัยนี้จะผสมผสานกันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แล้วเกิดเป็นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของโลกในทศวรรษหน้า ซึ่งอาเซียนจะเป็นภูมิภาคที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสุขภาพแบบยั่งยืน (Longevity Economy) และโอกาสด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยผู้ประกอบการจำเป็นต้องก้าวออกจากโมเดลแบบเดิม เพราะเศรษฐกิจใหม่กำลังเกิดขึ้นในทุกภูมิภาคของโลก”

    ระหว่างการประชุม คุณจิรายุสได้รับเกียรติพบปะและร่วมถ่ายภาพกับคุณ Michael R. Bloomberg ผู้ก่อตั้ง Bloomberg L.P. และ Bloomberg Philanthropies รวมถึงคุณ Lawrence Wong นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ การพบปะผู้นำระดับสูงจากรัฐบาลและภาคเอกชน พร้อมทั้งรับฟังทิศทางเศรษฐกิจจากนักคิดระดับโลก ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยตอกย้ำว่าไทยมีศักยภาพที่จะต่อยอดเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน และสามารถขยายความร่วมมือระหว่างประเทศได้อย่างเข้มแข็ง

    ทั้งนี้ การประชุมตลอดสามวันครอบคลุมการเสวนาจากผู้นำและผู้บริหารองค์กรระดับโลกจำนวนมาก อาทิ คุณ Rishi Sunak อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร, คุณ Kyriakos Mitsotakis นายกรัฐมนตรีกรีซ, คุณ Raphael Arndt ซีอีโอของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของออสเตรเลีย, คุณ Adena Friedman ประธานและซีอีโอของ Nasdaq, คุณ José Muñoz ประธานและซีอีโอของ Hyundai Motor Company, Dr. Shannon K. O’Neil รองประธานอาวุโสจาก Council on Foreign และผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรระดับโลก เช่น HSBC, GIC, FedEx, ABB, PwC, Apollo Global Management และ DNB Bank

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/11/21/thai-crypto-entrepreneur-top-jirayut-is-sharing-insights-with-the-thai-public-following-his-participation-and-meetings-with-global-economic-leaders-at-the-bloomberg-nef-2025-event/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GKYl1uFGJmOCqW_F-a4x6

  • สนง.สถิติฯ เผย Q3/68 คนมีงานทำลดลง สะท้อนเศรษฐกิจชะลอตัว

    สนง.สถิติฯ เผย Q3/68 คนมีงานทำลดลง สะท้อนเศรษฐกิจชะลอตัว

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยสถานการณ์แรงงานในไตรมาส 3 ปี 2568 พบมีจำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 59.49 ล้านคน เป็นผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน 40.20 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 67 และที่เหลืออยู่นอกกำลังแรงงานประมาณ 19.29 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 32.4 จากกำลังแรงงานรวม 40.20 ล้านคน มีผู้ว่างงาน จำนวน 3.1 แสนคน ผู้รอฤดูกาล จำนวน 4.0 หมื่นคน และเป็นผู้มีงานทำ จำนวน 39.85 ล้านคน โดยแบ่งเป็นผู้มีงานทำในภาคเกษตรกรรม 11.86 ล้านคน ซึ่งลดลงร้อยละ 2.9 และผู้มีงานทำนอกภาคเกษตรกรรม 27.99 ล้านคน ภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 หรือประมาณ 1.6 แสนคน เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่มกิจกรรมด้านบริการอื่นๆ ที่มีการขยายตัวในเกณฑ์สูงถึงร้อยละ 11.2 กลุ่มการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าที่ยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9และอีกกลุ่มที่น่าสนใจ คือ กลุ่มการผลิตที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกันมีหลายอุตสาหกรรมที่มีผู้มีงานทำลดลง ด้วยปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจโดยรวมมีภาวะชะลอตัว ทำให้บริษัทลดการจ้างงาน มีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ลดความต้องการแรงงานเพื่อควบคุมต้นทุน รวมทั้งการลงทุนในโครงการใหม่ๆ ของภาคเอกชนที่ลดลง ซึ่งส่งผลต่อความต้องการแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มการก่อสร้าง และ กลุ่มกิจกรรมอสังหาริมทรัพย์เป็นกลุ่มที่มีคนทำงานลดลงเป็นจำนวนมาก

    โดยภาพรวมแล้ว ประเทศไทยยังคงมีความมั่นคงในด้านกำลังแรงงาน เพราะมีอัตราการมีงานทำอยู่ในระดับสูง และอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ มีการเคลื่อนย้ายของแรงงานภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคบริการและโลจิสติกส์ ซึ่งสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญความท้าทาย แต่ก็ยังมีหลายภาคส่วนที่เติบโตและฟื้นตัวได้ในช่วงนี้ ซึ่งอาจต้องมีการพัฒนาด้านการฝึกทักษะและการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมที่หดตัว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในระยะยาวข้อมูลสถานการณ์แรงงานสำคัญอย่างยิ่งต่อการติดตาม และประเมินสถานการณ์ตลาดแรงงานของประเทศ ภาครัฐใช้กำหนดนโยบาย วางแผนพัฒนากำลังคนและกำลังแรงงาน เพื่อให้ประเทศมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พบกับข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.nso.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000111418&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U8fZz805AgGLW3royO8B-

  • ข้าวไทยราคาฟื้น ชาวนาศรีสะเกษยิ้มทั้งจังหวัด

    ข้าวไทยราคาฟื้น ชาวนาศรีสะเกษยิ้มทั้งจังหวัด

    สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาข้าวในปีนี้ โดยยืนยันว่า ราคาข้าวอยู่ในเกณฑ์ดีอย่างชัดเจน และสอดคล้องกับเสียงสะท้อนเชิงบวกจากเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในจังหวัดศรีสะเกษ ที่ระบุว่าราคาข้าวหอมมะลิ (ราคาที่ไม่คิดความชื้น) อยู่ที่กิโลกรัมละ 13 บาท 20 สตางค์ ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่สูงจนชาวนาพอใจอย่างมาก เมื่อเทียบกับช่วงตกต่ำในปีก่อนที่บางช่วงราคาเหลือเพียง 7–9 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น

    ระบายสต็อก-ข้าวกัมพูชาไม่ตีตลาด

    โฆษกรัฐบาลชี้ว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาข้าวปีนี้ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ มาจากมาตรการของรัฐบาลในการเร่งระบายสต็อกข้าวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์ที่ไม่มีข้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา เข้ามาตีตลาดไทยเหมือนในอดีต ส่งผลให้กลไกราคาข้าวในประเทศเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล

    ย้ำ สินเชื่อชะลอขาย-หนุนมูลค่าเพิ่ม

    สิริพงศ์ กล่าวว่า รัฐบาลเลือกใช้นโยบายที่สอดคล้องกับกลไกตลาดโลก โดยหลีกเลี่ยงแนวทางการบิดเบือนราคาในอดีต เช่น การจำนำหรือการประกันราคาระดับสูง แต่ได้ออกมาตรการสำคัญคือ ‘สินเชื่อชะลอการขายข้าว’ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถรอช่วงที่ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น โดยรัฐบาลจัดงบประมาณสนับสนุนให้เกษตรกรกู้เงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก่อน และนำเงินมาคืนเมื่อขายข้าวได้แล้ว

    “รัฐบาลยังคงเดินหน้ามาตรการฝากข้าวในยุ้งฉาง โดยรัฐจะแปรรูปข้าวส่วนหนึ่งเป็นข้าวสารเพื่อเพิ่มมูลค่าในระบบอีกด้วย”

    — สิริพงศ์ กล่าว

    โฆษกรัฐบาลยอมรับว่า ในช่วงก่อนหน้านี้ ราคาข้าวเคยตกต่ำเนื่องจากปริมาณผลผลิตจำนวนมากไหลเข้าตลาด ทั้งข้าวเก่าและข้าวใหม่ เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลชุดก่อนที่ส่งสัญญาณให้ทำการเพาะปลูกเต็มที่และสนับสนุนการทำนาปรังเพิ่มในช่วงต้นปีเพราะคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำมาก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดปัจจุบันได้เร่งแก้ไขด้วยการระบายสต็อกและสนับสนุนให้เกษตรกรชะลอขายเพื่อผลักดันราคาให้กลับมาดีขึ้น

    แผนหลังนาปี – จูงใจปรับปลูกพืชอื่นชั่วคราว 1 ล้านไร่

    สำหรับทิศทางหลังฤดูกาลนาปี รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมเกษตรกรที่ปรับไปปลูกพืชชนิดอื่นชั่วคราว โดยมีการให้เงินสนับสนุนไร่ละ 2,000 บาท เพื่อบริหารดุลยภาพของอุปสงค์-อุปทาน (Demand-Supply) ของประเทศ

    “เราคาดหวังว่าจะมีพื้นที่ประมาณ 1 ล้านไร่ ที่เกษตรกรปรับไปปลูกพืชอื่นในรอบการผลิต ไม่ใช่ตลอดไป” โฆษกรัฐบาลย้ำ พร้อมชี้ว่า รัฐบาลเพียงเสนอทางเลือก ไม่ได้สั่งให้ชาวนาเปลี่ยนพืชปลูก แต่ต้องการให้พิจารณาตามหลักการตลาดและรายได้ที่มั่นคงขึ้น

    สิริพงศ์ ยังได้กล่าวถึงพืชเศรษฐกิจศักยภาพสูงที่รัฐบาลพร้อมสนับสนุน เช่น กล้วยหอมทอง ที่มีตลาดรองรับในประเทศญี่ปุ่นอย่างมาก, ทุเรียน และ มะพร้าว หากเกษตรกรสนใจปรับเปลี่ยนชนิดพืชปลูก หน่วยงานรัฐพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และระบบตลาดอย่างเต็มที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/government-thai-rice-price-increase-farmers-sisaket-smile&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HekpHOMSA3xuOaWGogrJE

  • ญี่ปุ่นไฟเขียว อนุมัติแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ $110,000 ล้าน : Bitcoin จะได้รับประโยชน์หรือไม่ ?

    ญี่ปุ่นไฟเขียว อนุมัติแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ $110,000 ล้าน : Bitcoin จะได้รับประโยชน์หรือไม่ ?

    By

    พฤศจิกายน 21, 2025

    รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งอนุมัติแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดมหึมา มูลค่า 21 .3 ล้านล้านเยน (ประมาณ $135,500 ล้านดอลลาร์) ซึ่งถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ยุคโควิด-19 

    การประกาศนี้ส่งผลให้ค่าเงินเยนร่วงลงทันที ไปแตะระดับต่ำสุด นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 40 ปี พุ่งทำสถิติที่ 3.697 %

    มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นนี้มุ่งเน้น 3 เป้าหมายหลัก คือ บรรเทาค่าครองชีพที่สูงขึ้น, กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ, และเสริมงบประมาณด้านกลาโหมและการทูต 

    รายงานจากสื่อ NHK ระบุว่า แพ็กเกจนี้ รวมถึงเงินอุดหนุนด้านพลังงานและงบประมาณสนับสนุนท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเฉลี่ยให้ครัวเรือนได้ประมาณ 7,000 เยนใน 3 เดือน แม้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงอยู่ในช่วงชะลอตัว 

    โดย GDP ไตรมาส 3/2025 หดตัว 0.4 % เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) หรือคิดเป็น -1.8% แบบปรับรายปี ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 18 เดือน และอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่า 2% ติดต่อกัน 43 เดือน 

    รัฐบาลญี่ปุ่นหวังว่า มาตรการนี้จะสามารถผลักดัน GDP จริงให้สูงขึ้น 24 ล้านล้านเยน (รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจราว $265,000 ล้านดอลลาร์) แต่ในตลาดยังมีความกังวล เนื่องจาก CDS (Credit Default Swap) ของพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นพุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน

    BREAKING: Japan’s government says it may “intervene” before the Japanese Yen to US Dollar ratio reaches 160.

    Over the last 2 months, the Yen has gone from 145 to 157 as a $110B+ stimulus package is coming.

    We are ~2% away from “intervention.” pic.twitter.com/YNPpp2cOuY

    — The Kobeissi Letter (@KobeissiLetter) November 21, 2025

    หลังจากการประกาศแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ค่าเงินเยนร่วงลงอย่างหนัก จนเกิดประเด็นว่า รัฐบาลอาจต้องเข้าแทรกแซงค่าเงินเพิ่ม ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 40 ปี กลับพุ่งสูงถึง $3.774% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ผิดปกติ เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจควรทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวลดลง แต่การที่ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น กลับสะท้อนว่า ตลาดมีความกลัวเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และกังวลเรื่องภาระหนี้รัฐบาล 

    ซึ่งทุก ๆ 1% ที่ดอกเบี้ยระยะยาวเพิ่มขึ้น จะทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องรับภาระค่าดูแลหนี้เพิ่มถึง 2.8 ล้านล้านเยนต่อปี

    นอกจากนี้ สถานการณ์นี้ ยังสร้างแรงกดดันต่อ Yen Carry Trade มูลค่ากว่า $20 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนจะกู้เงินเยนดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในต่างประเทศ หากผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นพุ่งขึ้น หรือเยนแข็งค่า นักลงทุนจะถูกบังคับให้ “เทขายสินทรัพย์ทั่วโลกเพื่อปิดสถานะ”

    ซึ่งในประวัติศาสตร์ เคยแสดงให้เห็นในอดีตว่า การปิดสถานะ มีความสัมพันธ์สูงถึง 0.55 กับการดิ่งลงของดัชนี S&P 500

    ผลลัพธ์จากสถานการณ์นี้ มีความชัดเจนในสองด้านสำหรับ Bitcoin ในด้านบวก คือ ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง จะกระตุ้นให้นักลงทุนญี่ปุ่นหันมาซื้อ Bitcoin มากขึ้น ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องทั่วโลก เช่น จากการผ่อนคลายนโยบายของ Fed และการอัดฉีดเงินของจีน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า นี่คือ ปัจจัยเชิงบวก ที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับ Bitcoin

    แต่ก็มีด้านลบที่น่ากังวลเช่นกัน คือ หากพันธบัตรญี่ปุ่นร่วงลงอย่างรุนแรงจนทำให้ Carry Trade แตก สถาบันต่าง ๆ จะต้องเทขายสินทรัพย์ทั่วโลก รวมถึง Bitcoin เพื่อปิดสถานะ และเนื่องจากตลาดคริปโตมีความไวต่อการเทขายแบบล้างเลเวอเรจ จึงมีความเสี่ยงที่ราคา  Bitcoin จะร่วงลงหนัก ตามตลาดหุ้นและตลาดบอนด์

    ที่มา : beincrypto

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/11/21/japan-approves-110-billion-economic-stimulus-package-will-bitcoin-benefit/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rlTQxD8E–2V6DwFqUXx8

  • สุมทรสงคราม///อัมพวาจัดใหญ่‼️ อาหารชวนชิม ริมแม่กลอง” ดึงดูดนักท่องเที่ยว ชูวิถีคนตกกุ้ง-ค้าขาย กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น | TOPNEWS

    สุมทรสงคราม///อัมพวาจัดใหญ่‼️ อาหารชวนชิม ริมแม่กลอง” ดึงดูดนักท่องเที่ยว ชูวิถีคนตกกุ้ง-ค้าขาย กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น | TOPNEWS

    สุมทรสงคราม///อัมพวาจัดใหญ่‼️ อาหารชวนชิม ริมแม่กลอง” ดึงดูดนักท่องเที่ยว ชูวิถีคนตกกุ้ง-ค้าขาย กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    • เผยแพร่ : 21/11/2025 20:55

    อัมพวาจัดใหญ่‼️ อาหารชวนชิม ริมแม่กลอง” ดึงดูดนักท่องเที่ยว ชูวิถีคนตกกุ้ง-ค้าขาย กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    นายธนวัฒน์ รุ่งเรืองศรี นายอำเภออัมพวา เป็นประธานประชุมเตรียมจัดงานส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและวัฒนธรรมครั้งใหญ่ ภายใต้ชื่อ “อาหารชวนชิม ริมแม่น้ำแม่กลอง ตามครรลอง ของคนอัมพวา” ระหว่างวันที่ 5 – 7 ธันวาคม 2568 ณ บริเวณเขื่อนใต้สะพานสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์วัดนางวัง เพื่อส่งเสริมอาชีพดั้งเดิมของชาวอัมพวาที่ผูกพันกับแม่น้ำแม่กลอง โดยเฉพาะการหาปลา การตกกุ้ง และการค้าขายอาหารทะเลสด ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของคนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน

    นายธนวัฒน์ เปิดเผยว่า โครงการนี้มุ่งเน้นการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบอาชีพตกกุ้งและผู้ค้าขายในท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตริมแม่น้ำอย่างยั่งยืน โดยพื้นที่จัดงานจะมีการจัดที่นั่งริมเขื่อนให้นักท่องเที่ยวได้รับประทานอาหารรสเลิศ พร้อมชมทัศนียภาพอันสวยงามของแม่น้ำแม่กลอง สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
    อัดแน่นกิจกรรม 3 วัน

    งานจะจัดขึ้นรวม 3 วัน วันที่ 5 – 7 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 13.00 – 20.00 น. โดยมีกิจกรรมสำคัญที่น่าสนใจ ประกอบด้วย ชิม ช้อป ตลาดนัดชุมชน: จัดตั้ง ตลาดนัดชุมชน 12 ตำบลสู่ความยั่งยืน โดยมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 90 ร้านค้า ให้เลือกซื้อสินค้าและอาหารพื้นเมือง, นิทรรศการเทิดพระเกียรติ: จัดให้มีการแสดง นิทรรศการเรือไฟเทิดไท้สถาบันพระมหากษัตริย์ ริมแม่น้ำแม่กลอง, ประลองฝีมือตกกุ้ง: จัด การแข่งขันประลองฝีมือตกกุ้งแม่น้ำ และ การแข่งขันประกวดทำอาหารจากกุ้งแม่น้ำ เพื่อสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น, ดนตรีบรรเลง: รับฟัง การบรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์ โดยวงดุริยางค์ มทบ.15 และศิลปินท้องถิ่น

    ทั้งนี้คาดว่าการจัดงานในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวตามแนวทาง “การท่องเที่ยวตามครรลองของคนอัมพวา” และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นพพร บุญทนาวงศ์ ผู้สื่อข่าว TOP NEWS ทั่วไทย จ.สมุทรสงคราม

    25

    5

    นพค 24 นำชุดแพทย์เคลื่อนที่รักษาประชาชนเขตพื้นที่ตำบลนาโสก

    “สส.ป๊อบ นิกร เดินหน้าแก้ตลิ่งทรุดชุมพวง กรมโยธาฯ เคาะงบปี 69 กว่า 181 ล้าน ลุยสร้างเขื่อน 3 ใหญ่

    วังน้ำเขียวท่องเที่ยวคึกคัก สัมผัสอากาศหนาว ท่ามกลางดอกไม้บานสะพรั่ง ต้อนรับเทศกาลคริสต์มาส ช่วงส่งท้ายปี

    น้ำป่าโตนงาช้างหลาก จ่อเข้าคลองวาด หาดใหญ่เฝ้าระวัง 24 ชม.

    นาบอนอ่วมน้ำท่วม 3 วันฝนสะสม 182 มม. กระทบ 618 ครัวเรือน

    สุมทรสงคราม///อัมพวาจัดใหญ่‼️ อาหารชวนชิม ริมแม่กลอง” ดึงดูดนักท่องเที่ยว ชูวิถีคนตกกุ้ง-ค้าขาย กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1399003&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g6fufj6f8WbIgAqPi-aOw

  • ครม.ญี่ปุ่นอนุมัติงบกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 21 ล้านล้านเยน-รวมแจกเงินสด

    ครม.ญี่ปุ่นอนุมัติงบกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 21 ล้านล้านเยน-รวมแจกเงินสด

    21 พฤศจิกายน 2568, 13:00น.

              คณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิของญี่ปุ่นได้อนุมัติงบกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 21.3 ล้านล้านเยน(ราว 135,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ตามนโยบายเพิ่มงบค่าใช้จ่ายของภาครัฐ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลกให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะค่าครองชีพแพงและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นผลจากมาตรการภาษีตอบโต้ทั่วโลกของสหรัฐฯ

              สำหรับรายละเอียดการช่วยเหลือภาคครัวเรือน เช่น การแจกเงินสด 20,000 เยนแก่เด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ซึ่งรัฐบาลคาดว่าต้องใช้งบประมาณในโครงการนี้จำนวน 400,000 ล้านเยน, การให้รัฐบาลท้องถิ่นแจกคูปองแก่ประชาชนเพื่อซื้ออาหารมูลค่า 3,000 เยนต่อคน, การยกเลิกภาษีน้ำมัน และการเพิ่มเพดานรายได้ที่ไม่ต้องเสียภาษี เพื่อช่วยบรรเทาภาระทางภาษีสำหรับครัวเรือน, การอุดหนุนงบประมาณรัฐบาลท้องถิ่นรวม 2 ล้านล้านเยน เพื่อให้รัฐบาลท้องถิ่นจัดทำมาตรการลดค่าครองชีพ เช่น การตรึงราคาค่าอาหาร, การอุดหนุนค่าไฟและก๊าซ รวม 500,000 ล้านเยน ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมี.ค.ปีหน้า(2569) ซึ่งรัฐบาล คาดว่า มาตรการนี้จะช่วยภาคครัวเรือนประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานราว 7,000 เยนต่อครัวเรือน

             นักวิเคราะห์ ระบุว่า เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งแรก ตั้งแต่นางทากาอิจิเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนก่อน เมื่อรวมกับงบประมาณท้องถิ่นและภาคเอกชน แพ็กเกจนี้จะมีมูลค่ารวม 42.8 ล้านล้านเยน สูงกว่างบกระตุ้นเศรษฐกิจในปีงบประมาณที่แล้ว (2567) ซึ่งอยู่ที่ 39 ล้านล้านเยน

    #ญี่ปุ่น

    #งบกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ที่มา: เกียวโดนิวส์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uMdr3LdLx0vxQkWDma4-u

  • บอนด์ยีลด์ร่วง จับตาตัวเลขเศรษฐกิจ,ทิศทางดอกเบี้ยเฟด

    บอนด์ยีลด์ร่วง จับตาตัวเลขเศรษฐกิจ,ทิศทางดอกเบี้ยเฟด

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 พ.ย. 68)

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

    ณ เวลา 18.47 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 4.065% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี อยู่ที่ระดับ 4.707%

    นักลงทุนไม่มั่นใจต่อภาวะตลาดแรงงานและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือนธ.ค. หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ไร้ทิศทาง

    ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 119,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 53,000 ตำแหน่ง หลังการจ้างงานลดลง 4,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค.

    อย่างไรก็ดี อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2564 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าทรงตัวที่ระดับ 4.3%

    ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 43.1% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนธ.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนักมากถึง 98.1% ในเดือนที่แล้ว

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAK0IQ9M4P64WZ04JEQZDLEB11FKLQX&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1umFVt8qSHfJS-OZXFqtGr