Category: เศรษฐกิจ

  • “อนุทิน” พบ อสม.แนะใช้ระบบ สธ.ช่วยสร้างเศรษฐกิจ ชูเป็นฝีพายชั้นดี

    “อนุทิน” พบ อสม.แนะใช้ระบบ สธ.ช่วยสร้างเศรษฐกิจ ชูเป็นฝีพายชั้นดี


    นายกฯ พบ อสม. ชูเป็นฝีพายชั้นดีช่วยยกระดับสาธารณสุขไทย ยกระดับให้สมาร์ท ภายใต้นโยบาย “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี” หวังให้ช่วย ปชช. ควบคู่ใช้ระบบ สธ.สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดโครงการพัฒนาศักยภาพ อสม. สู่สาธารณสุขยุคพัฒนา “อสม.เชื่อมต่อเทคโนโลยีสู่ชุมชน” โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และ อสม. เข้าร่วม 10,000 คน
     
    นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนา อสม. โดยมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขสานต่อการยกระดับสู่การเป็นสมาร์ท อสม. ภายใต้นโยบาย “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี” ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลักในการบริการประชาชนให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และเท่าเทียม พร้อมทั้งเพิ่มพูนความรู้และทักษะเฉพาะด้านเพื่อให้เป็นผู้ช่วยสาธารณสุข และ care giver ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคไต และผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ร่วมกับทีมสหวิชาชีพในชุมชน ต่อยอดสู่การเป็นผู้นำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในชุมชน สื่อสารข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุขให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ ตลอดจนพัฒนาและฝึกอาชีพสร้างความมั่นคงด้วยการเป็นผู้ช่วยแพทย์แผนไทย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับการทำงานของ อสม. ให้ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีเชื่อมโยงกับหัวใจของความเสียสละในการสร้างระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งและยั่งยืน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนและสร้างขวัญกำลังใจอย่างต่อเนื่อง เพราะ อสม. คือ “หัวใจของระบบสาธารณสุขไทย” อย่างแท้จริง
     
    ด้าน นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ให้คนไทยทุกช่วงวัยเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ส่งเสริมและพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพให้คนไทยมีสุขภาพกายและจิตใจที่ดี โดยมี อสม. กว่า 1 ล้านคน ทั่วประเทศ เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน โดยในวันนี้มีการถ่ายทอดนโยบาย “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการ ผ่านเทคโนโลยี” ของกระทรวงสาธารณสุข ให้ อสม. นำไปสู่
     
    การปฏิบัติ เน้นการพัฒนาศักยภาพ อสม. ให้สามารถใช้เทคโนโลยีด้านบริการสาธารณสุข ทั้งหมอพร้อม การนัดหมายออนไลน์ การแจ้งเตือนออนไลน์ รวมถึงส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ สามารถประเมินสุขภาพและความเสี่ยงสุขภาพรายบุคคลแบบอิเล็กทรอนิกส์ และมีทักษะในการคัดกรองประเมินสุขภาพของประชาชนเบื้องต้นในชุมชน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/37745&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cka2KEAkxeR7G7t2ItLaV

  • รัฐบาลชวนคนไทยเที่ยว

    รัฐบาลชวนคนไทยเที่ยว

    วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.39 น.

    รัฐบาลชวนคนไทยเที่ยว “Songwat Week” 20–23 นี้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์–ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นรายได้ผู้ประกอบการในย่านเก่า

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 20–23 นี้ รัฐบาลร่วมกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น จัดงาน “Songwat Week” เพื่อฟื้นย่านทรงวาด–ตลาดน้อยในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative District) และดึงดูดนักท่องเที่ยวไทย–ต่างชาติให้มาใช้จ่าย สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหารท้องถิ่น และธุรกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่ 

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า การจัดงาน Songwat Week เป็นส่วนหนึ่งของแนวนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม (Cultural Economy) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยเฉพาะในย่านเมืองเก่าที่มีศักยภาพด้านประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้

    ไฮไลต์ของงาน Songwat Week
    • เส้นทางเดินเท้าสำรวจย่านเก่า “ทรงวาด–ตลาดน้อย”
    • นิทรรศการศิลปะ–การออกแบบจากศิลปินรุ่นใหม่
    • ตลาดรวมร้านเด็ด–คาเฟ่–ร้านอาหารเก่าแก่ประจำย่าน
    • เวิร์กช็อปงานคราฟต์ แฟชั่น และของทำมือ
    • ดนตรีสด ศิลปะการแสดง และกิจกรรมสร้างสรรค์ตลอดวัน

    กิจกรรมจำนวนมากเปิดให้ร่วมฟรี เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงประสบการณ์วัฒนธรรมร่วมสมัยได้ง่ายขึ้น ดึงคนรุ่นใหม่–นักท่องเที่ยวต่างชาติ–ครอบครัว ให้กลับมาเดินย่านเก่า

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลต้องการให้ย่านทรงวาด–ตลาดน้อยเป็น “ต้นแบบการฟื้นเมืองเก่า” ที่ผสานระหว่างมรดกวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวสมัยใหม่ พร้อมเชื่อมต่อย่านใกล้เคียง เช่น เยาวราช สัมพันธวงศ์ รัตนโกสินทร์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองโดยรวม จากข้อมูลผู้ประกอบการในพื้นที่ คาดว่าช่วงกิจกรรมจะมีผู้ร่วมงานหลายหมื่นคน และช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้า–คาเฟ่–ร้านอาหารในพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลยืนยันเดินหน้าหนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็น “ยุทธศาสตร์สำคัญ” ของรัฐบาลในการดึงศักยภาพเมืองเก่าและชุมชนท้องถิ่นให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยให้เติบโตไปกับภาคท่องเที่ยวคุณภาพ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/929443&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mgQhq01pn7OKp8drFrDVH

  • นายกฯ ยุบสภา ไม่กระทบแผนเศรษฐกิจ ‘เอกนิติ’ เร่งคลอดทุกแพ็คเกจในธ.ค.นี้

    นายกฯ ยุบสภา ไม่กระทบแผนเศรษฐกิจ ‘เอกนิติ’ เร่งคลอดทุกแพ็คเกจในธ.ค.นี้

    นายกฯ ยุบสภา ไม่กระทบแผนเศรษฐกิจ ‘เอกนิติ’ เร่งคลอดทุกแพ็คเกจในธ.ค.นี้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศพร้อมยุบสภาฯ ในวันที่ 12 ธ.ค.68 นั้น ไม่มีผลต่อแผนเศรษฐกิจ โดยเพียง 6 สัปดาห์ เราได้ผลักดันมาตรการออกมาเกือบทุกมาตรการแล้ว ซึ่งจะพยายามทำให้ทุกมาตรการเสร็จภายในเดือนธ.ค.นี้ 

    สำหรับสัปดาห์หน้าจะมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน เกี่ยวกับด้านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI ) อาทิ โครงการ Fast Pass ซึ่งตอนนี้มีบริษัทขนาดใหญ่กว่า 60 บริษัท พร้อมลงทุนในประเทศไทย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 300,000 ล้านบาท รัฐบาลจะปลดล็อคการลงทุนดังกล่าว ผ่านโครงการดังกล่าว เพื่อแก้ไขอุปสรรคด้านกฎหมาย กฎกติกาที่ล่าช้า และความซ้ำซ้อนของการขออนุญาตต่างๆ 

    สำหรับในด้านการส่งเสริมการออมนั้น คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ และจะได้เห็นในเดือนธ.ค.นี้เช่นเดียวกัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบ Thailand Individual Saving Account (TISA) หรือบัญชีการออมส่วนบุคคล เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ารูปแบบการลดหย่อนภาษีแบบเดิม (เช่น RMF, PVD) ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุน

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    โดยผู้ลงทุนจะสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ตามความต้องการและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เช่น พันธบัตรสำหรับผู้ที่ต้องการความปลอดภัย หรือกองทุนที่เน้นเทคโนโลยี AI 

    นอกจากนี้ รัฐบาลจะดึงดูดการออมของประชาชน ผ่านความนิยมในการเสี่ยงโชค โดยจะให้เงินคืนสำหรับผู้ซื้อหวยแต่ไม่ถูกรางวัล โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกระทรวงการคลังจะกำหนดให้สะสมเงินออมจากการซื้อหวยแล้วไม่ถูกรางวัลถึงอายุ 55 ปีจึงจะสามารถถอนเงินได้ ส่วนผู้ที่ยังซื้อหวยอยู่ จะกำหนดให้สะสมอีก 5 ปี เป็นต้น

    ทั้งนี้ จะออกมาตรการดูแลเอสเอ็มอี ทั้งการแก้ปัญหาสภาพคล่อง โดยใช้กลไกของ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของธนาคาร พร้อมทั้งใช้สถาบันการเงินของรัฐในการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น

    นอกจากนี้ จะเร่งรัดการคืนภาษีสรรพากรที่ค้างอยู่ประมาณ 40,000 ล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการที่ดี ขณะเดียวกัน จะมีโครงการ “บริษัทใหญ่ช่วยบริษัทเล็ก” เป็นการให้เงินทุนสนับสนุน เพื่อให้เอสเอ็ทอี สามารถเปลี่ยนผ่านไปใช้เทคโนโลยีดิจิทัล, Automation, หรือ AI และปรับตัวเข้าสู่ซัพพลายเชนใหม่ๆ เช่น ธุรกิจสีเขียว (Green Business) หรือพลังงานโซลาร์ เป็นต้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N0V1NKekBu0kFT8cc4ajd

  • การหารือด้านศาสนาและวัฒนธรรม – คณะผู้แทนรัฐสภาอิหร่านพบผู้บริหารระดับสูงสำนักงานจุฬาราชมนตรีของไทย

    การหารือด้านศาสนาและวัฒนธรรม – คณะผู้แทนรัฐสภาอิหร่านพบผู้บริหารระดับสูงสำนักงานจุฬาราชมนตรีของไทย

    การหารือด้านศาสนาและวัฒนธรรม – คณะผู้แทนรัฐสภาอิหร่านพบผู้บริหารระดับสูงสำนักงานจุฬาราชมนตรีของไทย

    ด้วยเป้าหมายในการศึกษาสถานการณ์ของชุมชนมุสลิมในประเทศไทย และเสริมสร้างความร่วมมือทางศาสนาและวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศ ซัยยิด อาลี ยัซดีคอห์ รองประธานคณะกรรมาธิการวัฒนธรรมของสภาชูรอแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้พบกับนายชารีฟ ศรีเจริญ ตัวแทนจุฬาราชมนตรีของไทย

    ในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งมีที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมของอิหร่านประจำประเทศไทย และสมาชิกคณะกรรมาธิการหลายท่าน เช่น นูบาเวห์ วะเรสตินะห์ และ ซาร์มัสต์ รองประธานคณะกรรมาธิการ รวมถึงนายโมฮัมมาดี รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและแนะแนวอิสลาม เข้าร่วมด้วย ทั้งสองฝ่ายได้อธิบายศักยภาพที่มีอยู่ ทบทวนความท้าทายและความต้องการของชุมชนมุสลิม พร้อมทั้งย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ในด้านการศึกษา วัฒนธรรม และศาสนา

    การประชุมยังมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือในอนาคตเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศในประเด็นดังกล่าวอีกด้วย.

  • ย้ำการขยายความร่วมมือด้านรัฐสภา – คณะผู้แทนรัฐสภาอิหร่านพบประธานสภาผู้แทนราษฎรไทย

    ย้ำการขยายความร่วมมือด้านรัฐสภา – คณะผู้แทนรัฐสภาอิหร่านพบประธานสภาผู้แทนราษฎรไทย

    ย้ำการขยายความร่วมมือด้านรัฐสภา – คณะผู้แทนรัฐสภาอิหร่านพบประธานสภาผู้แทนราษฎรไทย

    คณะผู้แทนจากสภาชูรอแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน พร้อมด้วยรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและแนะแนวอิสลามของอิหร่าน ได้เดินทางเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการ และได้พบปะพูดคุยกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรไทย

    ในการพบปะครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ย้ำถึงความสำคัญของการขยายความร่วมมือด้านรัฐสภา การยกระดับการสนทนาร่วมกัน และการเสริมสร้างกลไกการปรึกษาหารือระหว่างสถาบันนิติบัญญัติของทั้งสองประเทศ

    ในการประชุมดังกล่าว หัวหน้าคณะผู้แทนอิหร่านได้กล่าวขอบคุณต่อการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากสภาผู้แทนราษฎรไทย พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความพร้อมของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันเป็นมิตรระหว่างสองประเทศในด้านงานนิติบัญญัติ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และวิชาการ นอกจากนี้ยังได้มีการส่งมอบสารอย่างเป็นทางการจากนายแพทย์โมฮัมหมัดบาเกร กอลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน อีกด้วย

  • “คนละครึ่ง พลัส” ยาชูกำลังเศรษฐกิจไทย

    “คนละครึ่ง พลัส” ยาชูกำลังเศรษฐกิจไทย

    “คนละครึ่ง พลัส” เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ขอลอกมาใช้ โดยไม่สนใจว่าเป็นโครงการเก่าของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

    โดยนายกฯ อนุทิน ประกาศว่า เมื่อเป็นมาตรการที่ดี ได้ผลเร็ว ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ หากไม่ต้องการซ้ำกับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ รัฐบาลอนุทิน เติม “พลัส” ก็ไม่เหมือนกันแล้ว

    และการมีคำว่า “พลัส” นั้น เพื่อยกระดับร้านค้าให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล ภายใต้โครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” โดยกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้ธนาคารออมสิน ดำเนินการจัดทำหลักสูตร “Smart Finance Upskill: การพัฒนาความรู้ทางการเงิน ประกอบด้วยเนื้อหาสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

    • การทำบัญชี
    • การคิดต้นทุน
    • เทคนิคการตั้งราคาขาย
    • ความรู้ก่อนยื่นขอกู้

    เมื่อผู้เข้าอบรมผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการผ่านหลักสูตร เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการรับสิทธิเงินเพิ่ม 2,000 บาท นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานการกู้เงินขยายกิจการได้ด้วย

    โดยร้านค้าที่สนใจเข้าร่วม Upskill-Reskill ได้ตั้งแต่วันนี้ – 19 ธ.ค. 2568 ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th ในช่วงแรกจะรับเพียง 400,000 ร้านค้าเท่านั้น

    ทั้งนี้ เพียงวันแรก กระแสตอบรับการ Upskill-Reskill ถือว่าดีมาก และเป็นที่พอใจเป็นอย่างมาก โดย “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ปลื้มมาก เพราะมีคนสนใจสมัครเรียน Upskill-Reskill จำนวนมาก

    เนื่องจากการเรียนรู้ทักษะการใช้งานดิจิทัล เพื่อเป็นเครื่องทำมาหากิน ไม่ได้นั่งไถโซเชียลเพียงอย่างเดียว แต่ใช้โซเชียล ให้เป็นประโยชน์ ทำให้ยอดขาย สร้างรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งพิสูจน์ได้จากการเปิดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ “ฟู้ด ดิลิเวอรี” เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส ผลปรากฏว่า ยอดขายเพิ่มขึ้น 16% ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่า เมื่อร้านค้ามีรายได้เพิ่มจากเครื่องมือดิจิทัล จะมีการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นผลดีในระยะยาว

    “คนละครึ่ง พลัส” ถือว่ากระแสดีมาก ประชาชนทุกคนพูดถึง ทั้ง ๆ ที่รัฐบาล ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลากหลายมาตรการ แต่กระแสไม่แรงเท่ากับ “คนละครึ่ง พลัส” เพราะได้รับแต่คำชม และเป็นยาชูกำลังเศรษฐกิจไทย ให้คึกคักขึ้นมาในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.2568

    นั่นเป็นเพราะว่า ยอดการใช้จ่ายราว 84% เกิดเม็ดเงินหมุนเวียน อยู่ในต่างจังหวัด ส่วนอีก 16% อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นั่นก็ถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะทำให้เกิดการใช้จ่ายอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในต่างจังหวัด

    เมื่อกระแสดี…ไม่มีตก รัฐบาลจึงตัดสินใจที่จะดำเนินการเติมเงินให้ประชาชนอีกครั้ง วงเงินคนละ 4,000 บาท โดยจะเริ่มเติมเงินให้ประชาชนอีกครั้งในช่วงเดือน ม.ค.2569 ถือโอกาสมอบของขวัญปีใหม่ เพื่อให้ประชาชนมีเงินจับจ่ายใช้จ่ายช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ด้วย

    โดยคนเก่าที่ได้รับสิทธิแล้ว 20 ล้านคน ก็จะเติมเงินให้ครบ 4,000 บาท เช่น กรณีคนได้เงิน 2,400 บาท เป็นคนที่ยื่นแบบภาษี ก็จะได้เงินเพิ่มอีก 2,000 บาท รวมเป็น 4,400 บาท ส่วนผู้ไม่ยื่นแบบภาษี ได้เงิน 2,000 บาท รัฐก็จะเติมเงินให้อีก 2,000 บาท ส่วนคนที่ไม่เคยได้สิทธิในครั้งแรก ก็จะได้รับเงิน 4,000 บาทรวดเดียว

    การเพิ่มเงินให้ผู้ยื่นแบบภาษี 400 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนคนไทย เข้าสู่ระบบภาษี ซึ่งเป็นผลดีต่อการบริหารจัดการสวัสดิการรัฐในระยะยาว ตามนโยบาย “Quick Big Win: กระตุ้นสั้นและเร็ว ได้ผลยาว กระจายตัว”

    ส่วนงบประมาณที่รัฐจะนำมาดำเนินการนั้น ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการจัดสรร และบริหารจัดการจากงบประมาณที่มีอยู่ ทั้งงบกลางฉุกเฉิน และงบประมาณที่เหลือจาก “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 1 คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในเร็ว ๆ นี้ เพื่อให้โครงการเดินต่อไปอย่างไม่สะดุดในช่วงต้นปี69

    โดยรัฐบาลคาดหวังว่า “คนละครึ่ง พลัส” จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้พ้นจากหล่ม ให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 100,000 ล้านบาท มีผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ราว 0.1-0.22 % และดันจีดีพีปี 2568 เกิน 2%

    โปรดรอติดตาม….ว่ารัฐบาลจะคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใด ๆ ออกมาอีก ที่เป็นนโยบายประชานิยม ได้ผลเร็ว ช่วยดันจีดีพีให้เติบโต นำพาเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากหล่ม…ได้จริงหรือไม่?….. หรือเป็นแค่ยาชูกำลังเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2897079&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pKiKq18efs54XNfQG5dX5

  • “ธนกร” ไปมหาสารคาม เปิดคอร์สดันอาชีพเสริมให้ชาวบ้าน ดันเศรษฐกิจฐานราก

    “ธนกร” ไปมหาสารคาม เปิดคอร์สดันอาชีพเสริมให้ชาวบ้าน ดันเศรษฐกิจฐานราก

    รมว.อุตสาหกรรม “ธนกร” นำทัพลุย มหาสารคาม เปิดคอร์ส “ดันอาชีพเสริม สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจให้ชุมชน” ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้นำทีมลงพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม เปิดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ “ดันอาชีพเสริม สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชน” ครั้งที่ 3 เพื่อสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่เทศบาลเมืองมหาสารคามและพื้นที่ใกล้เคียง กว่า 300 คน

    นายธนกร เปิดเผยว่า กิจกรรมนี้สอดคล้องกับแนวทางการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่เน้นการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรม เน้นการใช้กลยุทธ์ “ให้ทักษะ ให้อาชีพ ให้โอกาส” ผ่านการเพิ่มทักษะ (Upskill) และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ. การฝึกอบรมเป็นการดำเนินการภายใต้กลยุทธ์ ‘ให้ทักษะใหม่’ มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะตามศักยภาพอุตสาหกรรมเชิงพื้นที่ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ไปต่อยอดในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการชุมชน ผู้ผลิต OTOP สมาชิกวิสาหกิจ หรือประชาชนทั่วไป

    การพัฒนาทักษะ 4 หลักสูตร พร้อมหนุนแหล่งทุน ให้ประชาชนที่เข้าร่วมอบรมได้เรียนรู้ทักษะอาชีพ เน้นการนำวัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่า ได้แก่ การทำสิ่งประดิษฐ์จากผ้า (โบว์ไว้อาลัย ริบบิ้นเฉียง) ข้าวเกรียบปากหม้อ กะหรี่ปั๊บ (ไส้มันแกว) และหมี่กรอบ (สามรส)

    นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้อำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าร่วมสามารถเข้าถึงแหล่งสนับสนุนธุรกิจอย่างครบวงจร ทั้งการโชว์เคสจากผู้ประกอบการต้นแบบ การให้คำปรึกษาแนะนำเบื้องต้นจาก ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 5 และ ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (ITC) รวมถึงการให้บริการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจาก ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) สาขามหาสารคาม

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมย้ำว่า กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนให้มีความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ โดยมีแผนจะจัดกิจกรรมเช่นนี้รวม 10 ครั้ง ทั่วประเทศ เพื่อผลักดันให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2897059&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ax1tKDKTLX1t3kxDlqkil

  • ทำเนียบขาวเตือน FED! อย่าเพิ่งหยุด ‘ลดดอกเบี้ย’ ชี้พิษ Shutdown ทำเศรษฐกิจไตรมาส 4 อ่วม

    ทำเนียบขาวเตือน FED! อย่าเพิ่งหยุด ‘ลดดอกเบี้ย’ ชี้พิษ Shutdown ทำเศรษฐกิจไตรมาส 4 อ่วม

    By

    พฤศจิกายน 21, 2025

    แม้ตัวเลขการจ้างงานเดือนกันยายนจะออกมาแข็งแกร่งเกินคาด จนทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจจะ “แตะเบรก” การลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า แต่ทางทำเนียบขาวกลับมองต่างมุม โดย Kevin Hassett ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ ได้ออกมาเตือนเสียงดังฟังชัดว่า “นี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมเลยที่จะหยุดลดดอกเบี้ย”

    พิษ Shutdown แรงกว่าที่คิด ฉุด GDP ร่วง 1.5%

    Hassett ให้เหตุผลว่า ผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐ (Government Shutdown) ที่ผ่านมานั้นรุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ โดยเขาคาดการณ์ว่ามันจะฉุดตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ 4 ให้หายไปถึง 1.5%

    นอกจากตัวเลขมหภาคแล้ว ผลกระทบยังลามไปถึงภาคธุรกิจจริง โดยเฉพาะสายการบิน ที่ผู้บริหารต่างออกมาร้องเรียนว่าการ Shutdown สร้างความปั่นป่วนให้ระบบการเดินทางอย่างหนัก จนทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากตัดสินใจยกเลิกแผนการเดินทางในช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้า ซึ่งถือเป็นสัญญาณลบต่อการบริโภค

    ตัวเลขจ้างงานดี แต่ยังไม่พอชดเชย

    แม้รายงานการจ้างงานเดือนกันยายนจะโชว์ฟอร์มสวยหรูด้วยตัวเลขเพิ่มขึ้น 119,000 ตำแหน่ง (จากที่คาดไว้เพียง 51,000) ซึ่งเป็นการฟื้นตัวหลังจากเดือนสิงหาคมที่ตัวเลขติดลบ โดยแรงหนุนหลักมาจากภาคสาธารณสุข การศึกษา และที่น่าสนใจคือภาคก่อสร้าง ที่เริ่มคึกคักจากการสร้างโรงงานใหม่ๆ ตามมาตรการภาษีของรัฐบาล

    อย่างไรก็ตาม Hassett มองว่าแรงส่งจากการจ้างงานเพียงอย่างเดียวยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะต้านทานลมต้านจากวิกฤต Shutdown ได้ อีกทั้งอัตราการว่างงานที่ขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 4.4% (จาก 4.3%) ก็สะท้อนว่ามีคนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้นและกำลังหางานอยู่

    เฟดต้องอุ้มต่อ

    Hassett ย้ำจุดยืนว่า แม้ทำเนียบขาวจะมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับอนาคตระยะยาว แต่ในระยะสั้นนี้ เศรษฐกิจกำลังเปราะบางจากบาดแผลของการเมืองภายใน ดังนั้นการที่เฟดจะหยุดลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม จึงถือเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงและไม่รอบคอบอย่างยิ่งในเวลานี้

    ที่มา: yahoo.finance

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/11/21/white-house-hassett-urges-fed-rate-cut-shutdown-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CiiW9Vx_f1a4sDw9lZUz7

  • เอกนิติ มั่นใจ เจรจาการค้าต่อได้ แม้ยุบสภา เร่งคลอดแพ็กเกจเศรษฐกิจ ภายในสิ้นปีนี้

    เอกนิติ มั่นใจ เจรจาการค้าต่อได้ แม้ยุบสภา เร่งคลอดแพ็กเกจเศรษฐกิจ ภายในสิ้นปีนี้

    ดร.เอกนิติ มั่นใจ เจรจาการค้าต่อได้ แม้ยุบสภา เผยออกนโยบายสำเร็จได้เกินครึ่งแล้ว จ่อเร่งคลอดมาตรการทางเศรษฐกิจต่างๆ ให้เสร็จทัน ภายในสิ้นปีนี้ ย้ำแผนขึ้น VAT เพื่อเพิ่มฐานะการคลัง ไม่อยากให้มองเป็นประเด็นการเมือง

    วันนี้ (21 พฤศจิกายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หากมีการยุบสภาเกิดขึ้นจริง การเจรจาการค้าระหว่างประเทศยังสามารถดำเนินต่อได้ ในฐานะรัฐบาลรักษาการณ์ พร้อมย้ำว่า จะดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจต่างๆ ต่อไป และตั้งใจให้ทุกมาตรการเสร็จทันภายในเดือนธันวาคม

    การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจาก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า พร้อมยุบสภาทันทีในวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 2 หรือในวันที่ 12 ธันวาคม หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจากพรรคฝ่ายค้าน

    เจรจาการค้าต่อได้แม้ยุบสภา

    ดร.เอกนิติ ในฐานะประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เพื่อเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ในเรื่องการเจรจาการค้าได้มีการหารือกับ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับแผนการเจรจามาโดยตลอด

    พร้อมระบุว่า สิ่งที่คณะทำงานพยายามผลักดัน คือ การรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการหาตลาดใหม่ ทั้งในรูปแบบ ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และ ข้อตกลงทวิภาคี (Bilateral Agreement) กับประเทศต่างๆ

    ดร.เอกนิติกล่าวว่า ทีมเศรษฐกิจยังคงเดินหน้าเจรจาการค้าอย่างต่อเนื่อง กับทั้งตลาดเก่า เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับ 1 ที่สำคัญของไทย และครอบคลุมถึง 18% ของการส่งออก ควบคู่กับการหาตลาดใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้มีโอกาสขยายตลาดออกไป

    ทั้งนี้ หากมีการยุบสภาเกิดขึ้น ดร.เอกนิติ ระบุว่า แม้คณะทำงานจะไม่สามารถขออนุมัติสนธิสัญญาใดๆ ได้ อย่างไรก็ตาม การเจรจายังคงสามารถดำเนินการต่อไปได้ในฐานะรัฐบาลรักษาการณ์

    เร่งคลอดทุกแพ็กเกจ เสร็จในเดือนธันวาคม

    ในด้านผลกระทบต่อนโยบายทางเศรษฐกิจหากมีการยุบสภา ทางดร.เอกนิติ กล่าวว่า ปัจจุบันได้มีการออกมาตรการทางเศรษฐกิจไปแล้วมากกว่าครึ่ง นับตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงาน พร้อมกล่าวว่า “จะทำไปทุกวันจนกว่าจะไม่สามารถทำต่อได้ ซึ่งจะพยายามทำให้ทุกมาตรการเสร็จภายในเดือนธันวาคม”

    สำหรับมาตรการใหม่ๆ ซึ่งจะมีการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์ข้างหน้า (วันที่ 25 พฤศจิกายน) จะประกอบด้วย มาตรการปลดล็อกการลงทุน BOI Fast Pass เพื่อช่วยให้ โครงการลงทุนมูลค่ากว่า 300,000 ล้านบาท ทั้ง 60 โครงการ สามารถเริ่มโครงการได้ หลังจากที่ต้องติดขัดในขั้นตอนการขอใบอนุญาตต่างๆ ทั้งในด้านสาธารณูปโภค และขั้นตอนการขอใบอนุญาตแรงงาน

    นอกจากนี้ ยังมีโครงการส่งเสริมการออม Individual Saving Account (ISA) หรือบัญชีการออมส่วนบุคคล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบ ซึ่งคาดว่า จะได้ข้อสรุปภายใน 2 สัปดาห์จากนี้ โดยโครงการดังกล่าว จะช่วยให้ประชาชน สามารถเลือกรูปแบบการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีตามความเสี่ยงที่ต้องการได้เอง แทนกองทุนรูปแบบเดิมที่อาจมีการบิดเบือนตลาด

    ขณะที่โครงการ ‘ซื้อหนี้’ เกษตรกร โดยให้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company : AMC) ขึ้นมาเอง เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ในภาคการเกษตรราว 1 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้ราว 7-8 พันล้านบาท

    ดร.เอกนิติกล่าวว่า โครงการดังกล่าวได้รับการอนุมัติหลักการแล้ว โดยตัวโครงการจะอยู่ภายใต้อำนาจของ ธ.ก.ส. ซึ่งสามารถดำเนินการได้เลย โดยไม่ต้องผ่านที่ประชุมครม. อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติระบุว่า อาจมีการเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ได้ หากแหล่งเงินของโครงการจำเป็นต้องอาศัยมติของที่ประชุม ครม.

    ส่วนมาตรการคืนเงินบางส่วนเป็นเงินออมให้กับผู้ที่ซื้อสลากดิจิทัล L6 (สลากหกหลักแบบดิจิทัล) แต่ไม่ถูกรางวัล ดร.เอกนิติ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว

    ไม่เพียงเท่านั้น ดร.เอกนิติยังกล่าวถึง แพ็กเกจสนับสนุน ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ซึ่งประกอบด้วย 3 แพ็กเกจหลัก ได้แก่ แพ็กเกจสนับสนุนด้านการเงิน แพ็กเกจสนับสนุนด้านภาษี และแพ็กเกจสนับสนุนการซื้อสินค้าไทยโดยกล่าวรายละเอียดเพิ่มเติมว่า จะมีการเร่งรัดคืนภาษีให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมียอดเงินคงค้างในระบบสรรพากรราว 40,000 ล้านบาท แต่มีข้อแม้ต้องทำผ่านระบบดิจิทัล

    ชี้ขึ้น VAT เพิ่มฐานะการคลัง

    สำหรับแผนปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากระดับ 7% เป็น 8.5% โดยจะเริ่มในปี 2571 ภายใต้เงื่อนไขเศรษฐกิจไทยกลับมาโตเต็มศักยภาพ ดร.เอกนิติ ย้ำว่า แผนดังกล่าวมาจาก แผนการคลังระยะปานกลาง (Medium Term Fiscal Framework : MTFF) ฉบับใหม่ สำหรับปีงบประมาณ 2570-2573 ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. ไปเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

    ดร.เอกนิติ ระบุว่า แผนการคลังระยะปานกลาง มีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อม สำหรับเพิ่มความมั่นคงให้กับฐานะการคลัง ซึ่งมีทั้งการขึ้นภาษีและลดภาษี โดยปัจจุบัน กำลังอยู่ระหว่างศึกษาแผนลดหย่อนภาษีให้มนุษย์เงินเดือนและผู้มีรายได้ระดับล่างให้มากขึ้น ควบคู่กับการปรับลดค่าลดหย่อนผู้มีรายได้สูง

    ทั้งนี้ ดร.เอกนิติ ระบุด้วยว่า แผนการคลังระยะปานกลาง ตั้งใจทำให้ฐานะการคลังไทยมั่นคง และไม่อยากให้จับเป็นประเด็นการเมือง เพราะในการสร้างฐานะการคลังที่มั่นคง ประเทศไทยจำเป็นต้องมีแผนที่ชัดเจน

    “ถ้าเราไม่สามารถทำให้ฐานะการคลังเรามั่นคง ถ้าเราไม่เตรียมพร้อมสำหรับ Building For The Future ประเทศไทยอาจยิ่งแย่กว่านี้” ดร.เอกนิติกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ekniti-trade-talks-continue-package/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k1rf2oac6vxhdSRTnZokS

  • ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน หวังบรรเทาพิษเงินเฟ้อ

    ครม. ญี่ปุ่น อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4.4 ล้านล้าน หวังบรรเทาพิษเงินเฟ้อ

    คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มูลค่ารวม 21.3 ล้านล้านเยน (ประมาณ 4.4 ล้านล้านบาท) ซึ่งรวมถึงเงินอุดหนุนด้านพลังงานและการลดหย่อนภาษี โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อต่อภาคครัวเรือนและบริษัทต่าง ๆ มาตรการชุดนี้ ซึ่งถือเป็นการดำเนินการของนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ของญี่ปุ่นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

    นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว โดยให้คำมั่นว่าจะต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจากความไม่พอใจต่อราคาที่สูงขึ้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นายชิเงรุ อิชิบะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ดำรงตำแหน่งได้เพียงปีเดียวต้องพ้นจากตำแหน่ง

    อย่างไรก็ตาม แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจของทาคาอิจิได้ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มพูนหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่มีอยู่มากมายมหาศาลอยู่แล้ว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และค่าเงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์

    ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงยิ่งทำให้ราคาการนำเข้าของญี่ปุ่นสูงขึ้น เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรและพึ่งพาอาหาร พลังงาน และวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ในวันนี้ (21 พ.ย.) นายซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลอาจเข้าแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงินเยน โดยกล่าวว่าจะดำเนินการ “อย่างเหมาะสมต่อความเคลื่อนไหวในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ไร้ระเบียบ”

    มาร์การิตา เอสเตเวซ-อาเบ นักวิเคราะห์จาก Syracuse University’s Maxwell School แสดงความเห็นว่า ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบขยายตัวมานานเกินไปโดยที่ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ขณะที่หนี้สาธารณะก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ “เรากำลังเห็นปฏิกิริยาเชิงลบจากตลาดแล้ว การอ่อนค่าลงไปอีกของเงินเยนจะส่งผลกระทบต่อครัวเรือนชาวญี่ปุ่นทั่วไปด้วยราคาสินค้าที่สูงขึ้น”

    ด้านนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ได้กล่าวย้ำเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาถึงเป้าหมายในการมี “นโยบายการคลังที่มีความรับผิดชอบและเชิงรุก” โดยระบุว่า “เหนือสิ่งอื่นใด ลำดับความสำคัญสูงสุดของเราคือการจัดการกับราคาที่เพิ่มสูงขึ้นที่พลเมืองของเรากำลังเผชิญอยู่”

    ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารสด เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 เมื่อเทียบรายปีในเดือนตุลาคม จากร้อยละ 2.9 ในเดือนกันยายน โดยราคาข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลัก สูงกว่าปีที่แล้วถึงร้อยละ 40

    ความกังวลสำหรับเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของเอเชียยังเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่กับจีน หลังจากที่นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับไต้หวัน

    จีนได้เรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเข้าพบ และแนะนำพลเมืองของตนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมายังญี่ปุ่น ซึ่งชาวจีนถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่า รัฐบาลปักกิ่งจะระงับการนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่น แม้ว่าทั้งสองรัฐบาลจะยังไม่มีการยืนยันมาตรการดังกล่าวก็ตาม

    ความขัดแย้งปะทุขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิเสนอว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากเกิดการโจมตีไต้หวัน

    กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาระบุว่า “ความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อความเป็นพันธมิตรสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น และการป้องกันประเทศญี่ปุ่น รวมถึงหมู่เกาะเซนกากุที่ญี่ปุ่นบริหารจัดการอยู่นั้น ไม่เปลี่ยนแปลง” โดยเน้นย้ำว่า พันธมิตรสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพและความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิก และสหรัฐฯ คัดค้านความพยายามฝ่ายเดียวใด ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ รวมถึงการใช้กำลังหรือการบีบบังคับในช่องแคบไต้หวัน ทะเลจีนตะวันออก หรือทะเลจีนใต้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2896987&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gbqeDEyvTUr9xVutPhEau