Category: เศรษฐกิจ

  • งบกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นบวม 30% กดดันสถานะทางการคลัง ?

    งบกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นบวม 30% กดดันสถานะทางการคลัง ?

    ต่างประเทศ

    20 พ.ย. 2025 เวลา 18:30 น.

    งบกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นบวม 30% กดดันสถานะทางการคลัง ?

    รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี ซาเอะ ทาคาอิจิ เตรียมประกาศใช้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ โดยจะใช้เงินจากบัญชีงบประมาณหลัก (General Account) สูงถึง 17.7 ล้านล้านเยน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 30% จากแผนเดิมของรัฐบาลชุดก่อนที่มีวงเงิน 13.9 ล้านล้านเยน 

    • รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นกว่า 30% 
    • มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากเงินเฟ้อและลงทุนเชิงยุทธศาสตร์
    • การใช้จ่ายขนาดใหญ่นี้เกิดขึ้นหลังจาก GDP ไตรมาส 3 ของญี่ปุ่นหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส

    รัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี ซาเอะ ทาคาอิจิ เตรียมประกาศใช้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ชุดใหญ่ โดยจะใช้เงินจากบัญชีงบประมาณหลัก (General Account) สูงถึง 17.7 ล้านล้านเยน ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 30% จากแผนเดิมของรัฐบาลชุดก่อนที่มีวงเงิน 13.9 ล้านล้านเยน 

    การเพิ่มวงเงินอย่างมากนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก แม้ญี่ปุ่นจะเผชิญกับภาระหนี้สาธารณะที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วก็ตาม

    งบกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นบวม 30% กดดันสถานะทางการคลัง ?

    เมื่อรวมรายการงบประมาณที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จะมีมูลค่ารวม 21.3 ล้านล้านเยนและเมื่อรวมกับการใช้จ่ายของภาคเอกชนที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ผลการกระตุ้นทางเศรษฐกิจโดยรวมจะขยายตัวไปถึงประมาณ 42.8 ล้านล้านเยน

    มาตรการชุดนี้ครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่การบรรเทาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ, การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่ออนาคต, ไปจนถึงการเสริมสร้าง ความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศ

    เงินอุดหนุนเพิ่มเติม : มีรายงานว่ารัฐบาลกำลังพิจารณา แจกเงินอุดหนุนเพิ่มอีก 20,000 เยนต่อเด็ก 1 คน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของครัวเรือน

    ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ว่าญี่ปุ่นจะจัดตั้งงบประมาณเสริมเพียง 14 ล้านล้านเยน แต่การเจรจาในช่วงท้ายทำให้เม็ดเงินขยายตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ท่าทีที่เร่งรีบในการอัดฉีดงบประมาณขนาดใหญ่เกิดขึ้นหลังจากตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันอย่างชัดเจน โดย ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3 ของญี่ปุ่นหดตัว 1.8% ต่อปี (annualized) ซึ่งถือเป็นการ ติดลบครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส แม้ว่าการใช้จ่ายภาคเอกชนและการลงทุนทางธุรกิจจะยังคงทรงตัวก็ตาม

    อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายงบประมาณขนาดมหึมาครั้งนี้ จะทำให้รัฐบาลต้อง ออกพันธบัตร เพิ่มเติม ส่งผลให้ภาระหนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า หนี้สาธารณะญี่ปุ่น ในปีนี้จะพุ่งสูงถึง 230% ของ GDP ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

    ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น อายุ 5 ปี และ 10 ปี ได้ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับวินัยทางการคลัง ขณะเดียวกัน เงินเยน ก็อ่อนค่าหลุดระดับ 157 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม

    นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเม็ดเงินขนาดใหญ่นี้ เนื่องจากแม้ว่าเศรษฐกิจจะหดตัวในไตรมาสล่าสุด แต่ข้อมูลอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่าความต้องการภายในประเทศ (Domestic Demand) ยังคงแข็งแกร่งพอสมควร การกระตุ้นการคลังในระดับที่สูงมากเช่นนี้จึงถูกจับตาว่าอาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านหนี้ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1208547&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z6Q69gHi4Q-KjmpanWpDm

  • นายกฯ เบรกขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม8.5% ชี้ประเทศอยู่ระหว่างการฟื้นฟู

    นายกฯ เบรกขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม8.5% ชี้ประเทศอยู่ระหว่างการฟื้นฟู

    วันนี้, 19:59น.

               นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายก​รัฐมนตรี​ และ​ รมว.มหาดไทย​ กล่าวถึงแผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น​ 8.5% ว่า​ ตามกฎหมายต้องเก็บ Vat 10% แต่ไทยใช้ข้อยกเว้นมาโดยตลอด จากสภาพสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเลขที่ออกมาล่าสุด​ก็เป็นการนำเสนอแผนระยะยาว​ ก็ต้องนำเสนอโดยอิงกฎหมายไว้ก่อน   แต่ในความเป็นจริงช่วงนี้ไม่ต้องกังวล หากตนเองยังมีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดทิศทางบริหารประเทศอยู่ VAT ไม่ได้ขึ้นแน่นอน ต้องอยู่ที่เดิมก่อน​ เพราะไทยอยู่ในช่วงที่กำลังฟื้นฟู และปรับสภาพประเทศให้มีศักยภาพในการดำรงอยู่ในเวทีโลก

              ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในแผนการคลังระยะปานกลางปี 2569-2573 เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการคลัง มีแผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใต้สมมติฐานว่าช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจไทยจะต้องกลับมาโตเต็มศักยภาพ

              รมว.คลัง ยืนยันว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่พร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราภาษี VAT ดังนั้นจึงยังไม่มีแผนการทั้งในปี 2568 และปี 2569 แต่อย่างไรก็ตามหากเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเพียงพอในปี 2571 รัฐบาลได้จัดทำแผนรองรับ เช่น การเพิ่มรายได้ประเภทอื่น หรือการลดรายจ่าย พร้อมย้ำว่าทุกอย่างต้องดูความพร้อมของประเทศเป็นหลัก

               สถานการณ์เศรษฐกิจวันนี้ ประเทศไทยยังไม่พร้อม ในแผนความยั่งยืนทางการคลังใส่ไว้ในปี 2571 เราคาดว่าการจะฟื้นเศรษฐกิจใน 1-2 ปีนี้ มันจะให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตเต็มศักยภาพได้ ตอนนั้นอาจเป็นเวลาที่ทยอยขึ้นได้ ให้จังหวะ ให้พร้อม นอกจากนั้นยังทำแผนด้วยว่าถ้าขึ้นไม่ได้ต้องหามาตรการอื่นมาทดแทน

    #ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

    #VAT

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156649&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UyjhjJzB-olocx1pddgxx

  • สภากทม. สานสัมพันธ์ 24 ปี สภาประชาชนฮานอย เดินหน้าความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ-พัฒนาเมือง

    สภากทม. สานสัมพันธ์ 24 ปี สภาประชาชนฮานอย เดินหน้าความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ-พัฒนาเมือง

    วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.42 น.

    สภากทม.– ฮานอย ปรับปรุงบันทึกความร่วมมือ สานสัมพันธ์ 24 ปี เสริมความร่วมมือพัฒนาเมืองสู่อนาคต

    เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 68 กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร นำคณะสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เข้าเยี่ยมคารวะ นางฟุง ที ฮง ฮา ประธานสภาประชาชนกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ฉันมิตร ระหว่าง สภาประชาชนกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับ สภากรุงเทพมหานครแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงฮานอย และคณะผู้แทนจากสภาประชาชนกรุงฮานอย ร่วมให้การต้อนรับ

    ในการนี้ สภากรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างการเสนอปรับปรุงบันทึกความร่วมมือด้านความสัมพันธ์มิตรภาพกับสภาประชาชนกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 24 ปี นับตั้งแต่การลงนามฉบับแรกเมื่อปี พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) โดยการปรับปรุงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาความร่วมมือให้มีความทันสมัย ครอบคลุม และตอบโจทย์บริบทเมืองใหญ่มากยิ่งขึ้น

    ร่างบันทึกฯ ฉบับปรับปรุงได้ขยายกรอบความร่วมมือในหลายสาขาสำคัญ อาทิ การจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การเงินและงบประมาณ การศึกษา การจราจรและการขนส่งสาธารณะ สาธารณสุข วิศวกรรมโยธาและผังเมือง ยุทธศาสตร์เมือง เทคโนโลยีดิจิทัล วัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ตลอดจนการบริหารท้องถิ่น การพัฒนาชุมชน และสวัสดิการสังคม โดยทั้งสองเมืองมุ่งสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ บุคลากร และประสบการณ์บริหารเมืองที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองฝ่าย  นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ผ่านการเยือนคณะผู้แทนในระดับสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยวางแนวปฏิบัติด้านการอำนวยความสะดวก อาทิ การรับรอง การจัดการด้านการเดินทางภายในประเทศ และล่ามตลอดการปฏิบัติภารกิจ อันเป็นกลไกสำคัญในการกระชับความร่วมมือเชิงลึกระหว่างกรุงเทพมหานครกับกรุงฮานอย

    การเสนอปรับปรุง MOU ในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะหลักฐานเชิงสัญลักษณ์ของความเป็นหุ้นส่วนเมืองที่เข้มแข็ง และการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองในระดับภูมิภาค โดยสะท้อนถึงความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายในการสานต่อความร่วมมืออย่างมั่นคง พร้อมรับมือความท้าทายของอนาคต และร่วมกันสร้างโอกาสใหม่ๆ ภายใต้หลักการความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน

    “ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเยือนสภาประชาชนกรุงฮานอยครั้งนี้จะเป็นรากฐานที่สำคัญในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสภากรุงเทพมหานครและสภาประชาชนกรุงฮานอยอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และปรับปรุงบันทึกความร่วมมือด้านสัมพันธ์มิตรภาพระหว่างสภาของทั้งสองเมือง” นายวิพุธกล่าว

    ด้าน นางฟุง ที ฮง ฮา กล่าวว่า “สภาประชาชนกรุงฮานอยมีความยินดีที่จะปรับปรุงบันทึกความร่วมมือระหว่างสภาประชาชนกรุงฮานอยและสภากรุงเทพมหานคร รวมถึงมีความยินดีที่จะลงนามในบันทึกข้อตกลงความสัมพันธ์ในการเยือนสภากรุงเทพมหานครในครั้งต่อไป

    วันเดียวกันในช่วงเช้า ประธานสภากรุงเทพมหานคร ได้นำคณะสภากรุงเทพมหานครเข้าร่วมประชุมหารือแลกเปลี่ยนความรู้เรื่อง “การพัฒนาเพื่อกระตุ้นและรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ” กับนาย เล จุง เฮียว, รองผู้อำนวยการสำนักงานการคลัง และคณะผู้บริหาร ณ สำนักงานการคลังเมืองฮานอย โดยกล่าวว่า “กรุงเทพมหานครและเมืองฮานอย มีลักษณะของเมือง ภูมิประเทศ และทรัพยากรของเมืองคล้ายคลึงกัน รวมถึงยังเป็นเมืองที่กำลังพัฒนาเช่นกัน รวมถึงอุตสาหกรรมหลักของกรุงเทพมหานคร เช่น การท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก อาหาร และอุตสาหกรรมยานยนตร์ จึงเป็นโอกาสที่ดีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจในวันนี้”

    สำนักงานการคลังฮานอยเป็นหน่วยงานหลักของเมืองที่ทำหน้าที่ดูแลภาพรวมด้านการเงินและงบประมาณของนครหลวงเวียดนาม โดยอยู่ภายใต้คณะกรรมการประชาชนกรุงฮานอย ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์การเงิน การวางแผนงบประมาณ การติดตามรายได้-รายจ่ายของรัฐ การบริหารทรัพย์สินสาธารณะ ไปจนถึงการกำกับโครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่ของเมือง ทั้งหมดนี้มีบทบาทคล้ายคลึงกับหน่วยงานการคลังของกรุงเทพมหานครที่รับผิดชอบการบริหารงบประมาณเมืองใหญ่เช่นกัน ฮานอยยังมีภารกิจด้านการออกกฎระเบียบเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม อัตราราคา และการประเมินทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งเทียบเคียงกับบทบาทของกรุงเทพมหานคร ในการกำหนดโครงสร้างรายได้ของเมืองและดูแลการใช้จ่ายให้เกิดความคุ้มค่า นอกจากนี้ ฮานอยเพิ่งมีการปรับโครงสร้างองค์กรและย้ายที่ทำการใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงาน ซึ่งเป็นทิศทางที่สะท้อนแนวโน้มของเมืองใหญ่ในภูมิภาคที่ต่างต้องปรับระบบราชการเพื่อรองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

    สำหรับคณะสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่เดินทางร่วมกันในครั้งนี้ประกอบด้วย นายฉัตรชัย หมอดี รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่สอง นายศิริพงษ์ ลิมปิชัย ส.ก.เขตดุสิต นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก.เขตมีนบุรี นายอานุภาพ ธารทอง ส.ก.เขตสาทร และนายอำนาจ ปานเผือก ส.ก.เขตบางแค

    037

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/929199&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p2MG20P6rIEA5qglK3J1F

  • การประชุม COMCEC ครั้งที่ 41 ณ นครอิสตันบูล

    การประชุม COMCEC ครั้งที่ 41 ณ นครอิสตันบูล

    เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีแอรโดก์อานของตุรกีได้กล่าวเปิดการประชุมของคณะกรรมการถาวรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า (COMCEC) แห่งองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ครั้งที่ 41 ด้วยการกล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมทุกคน พร้อมอวยพรให้การประชุมนี้เสริมสร้างความเป็นพี่น้อง ความรัก และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่ประเทศสมาชิก แอรโดก์อานกล่าวถึงความทุกข์ยากที่ชาวซีเรียต้องเผชิญตลอด 14 ปีที่ผ่านมา โดยมีผู้อพยพจำนวนมากเข้ามาตุรกี และยืนยันว่าตุรกีได้ให้ความช่วยเหลือด้วยจิตสำนึกของ “อันซาร์” พร้อมทั้งแสดงความยินดีที่ความโหดร้ายในซีเรียสิ้นสุดลงและมาตรการคว่ำบาตรต่อซีเรียถูกยกเลิกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตุรกีจะผลักดันโครงการพิเศษเพื่อสนับสนุนซีเรียในด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษา การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ และการพัฒนาขีดความสามารถ นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับชาวเติร์กไซปรัสที่ถูกแบ่งแยกอย่างไม่เป็นธรรม และประกาศว่าตุรกีจะไม่ทอดทิ้งพวกเขา พร้อมทั้งขอให้ประเทศสมาชิกสนับสนุนสิทธิ เสรีภาพ และความยุติธรรมของชาวเติร์กไซปรัสบนแนวทางการแก้ไขแบบสองรัฐ

    แอรโดก์อานได้กล่าวถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซาที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยตุรกีได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและผลักดันให้เกิดการหยุดยิงผ่านความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะกาตาร์และอียิปต์ พร้อมแสดงความขอบคุณต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีบทบาทในกระบวนการหยุดยิงนี้ สำหรับความขัดแย้งในซูดาน แอรโดก์อานย้ำว่าประเทศมุสลิมต้องร่วมมือแก้ไขปัญหา ไม่รอความช่วยเหลือจากภายนอก และสนับสนุนการรักษาเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนซูดาน พร้อมสนับสนุนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนา

    ในด้านเศรษฐกิจ เขาได้กล่าวถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ที่ผ่านไปแล้ว และเน้นความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก OIC โดยระบุว่ากลุ่มประเทศสมาชิก OIC ยังไม่ได้รับส่วนแบ่งทางการค้าระดับโลกอย่างเหมาะสม ทั้งที่มีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติและประชากรจำนวนมาก เขาย้ำถึงการดำเนินโครงการร่วมภายใต้ COMCEC เพื่อเสริมสร้างการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เช่น การขยายระบบการค้าพิเศษ การเพิ่มผลิตภัณฑ์การเงินอิสลามสำหรับ SMEs การรับรองฮาลาล และการจัดตั้งศูนย์อนุญาโตตุลาการ OIC พร้อมทั้งได้กล่าวปิดท้ายโดยระบุว่า ปีนี้มีโครงการสำคัญมากมายภายใต้ COMCEC ที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสมาชิก โดยมีการสนับสนุนโครงการรวมแล้วกว่า 180 โครงการ และในปีนี้จะมีโครงการใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น พร้อมขอบคุณทุกประเทศที่มีส่วนร่วมและสนับสนุนโครงการเหล่านี้

    ในวันต่อมา (4 พฤศจิกายน 2568) รองประธานาธิบดีเชฟเดต ยิลมาซ ได้กล่าวในพิธีปิดการประชุมดังกล่าวโดยย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอิสลามให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ซึ่งถึงแม้จะมีการค้าภายใน OIC สูงขึ้นกว่าร้อยละ 20 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ส่วนแบ่งในระบบการค้าโลกยังอยู่เพียงแค่ร้อยละ 11 ซึ่งถือว่าน้อยเกินไป เป้าหมายระยะสั้นคือเพิ่มการส่งออกของประเทศสมาชิก OIC เป็นร้อยละ 30 และร้อยละ 35 ภายในปี 2030 โดยตุรกีให้ความสำคัญกับการค้ากับประเทศ OIC อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การค้ากับ OIC ของตุรกีเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในมิติด้านการเมืองและความมั่นคง ยิลมาซได้กล่าวถึงโครงการ COMCEC เยรูซาเลม ซึ่งสนับสนุนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในปาเลสไตน์ และโครงการเสริมสร้างศักยภาพซีเรียเพื่อฟื้นฟูศักยภาพของซีเรียและส่งเสริมความมั่นคงในภูมิภาค พร้อมเรียกร้องให้ภาคเอกชนร่วมมือในการสร้างซีเรียขึ้นใหม่ พร้อมทั้งได้จุดยืนให้การสนับสนุนปาเลสไตน์โดยประกาศว่าตุรกีจะสนับสนุนจนกว่ารัฐปาเลสไตน์ที่มีอธิปไตยและเยรูซาเลมตะวันออกเป็นเมืองหลวงจะได้รับการจัดตั้งขึ้น

    ในการประชุมครั้งนี้มีการปรึกษาหารือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก OIC ในหลายประเด็น เช่น การส่งเสริมการจ้างงาน การปรับปรุงสภาพแวดล้อมการลงทุน และการเสริมสร้างกลไกการประสานงาน รวมถึงกิจกรรมคู่ขนาน เช่น การจัดฟอรัมธุรกิจ การพบปะหารือแบบทวิภาคีกว่า 30 ครั้ง ระหว่าง 16 ประเทศและ 6 องค์กรของ OIC เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือให้เป็นรูปธรรม ในด้านการพัฒนาภูมิภาค และปิดฉากลงด้วยความสำเร็จและความหวังสำหรับความร่วมมือและการพัฒนาของโลกอิสลามในอนาคต

    ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ

    การประชุม COMCEC ครั้งที่ 41 เน้นความร่วมมือเพื่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และการพัฒนาในกลุ่มประเทศ OIC หรือ Organization of the Islamic Cooperation ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของประเทศมุสลิมรวม 57 ประเทศ จากทุกภูมิภาคทั่วโลก และนับเป็นการรวมกลุ่มประเทศที่ใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่ง มีความร่วมมือกันในหลายด้านทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยตุรกีซึ่งเป็นสมาชิกก่อตั้งได้เป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม COMCEC อย่างต่อเนื่องมาจนถึงในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 41 อย่างไรก็ตาม ตามปกติแล้วความร่วมมือกันในกลุ่ม OIC นั้นเป็นไปในรูปแบบความร่วมมือกันอย่างหลวมๆ ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมายใดๆ แต่เน้นในเรื่องของการเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ในกลุ่มสมาชิกเพื่อพัฒนาไปสู่กลไกอื่นที่เป็นรูปธรรมกว่าต่อไป อย่างไรก็ตาม การประชุม COMCEC ในทุกครั้งที่ผ่านมาถือเป็นโอกาสที่ตุรกีจะได้แสดงบทบาทนำในการช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและความยากลำบากในภูมิภาคเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการผลักดันโครงการและระบบความร่วมมือใหม่ ๆ ผ่าน COMCEC

    ในส่วนของประเทศไทยนั้น ได้มีการส่งผู้แทนทั้งในระดับรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงเข้าร่วมการประชุม COMCEC ในฐานะผู้สังเกตการณ์อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดี และแสวงหาโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก OIC ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีในอนาคตต่อไป

    ที่มา: https://www.aa.com.tr/tr/gundem/cumhurbaskani-erdogan-bati-seriada-isgal-ve-saldirilarina-ara-vermeyen-bir-yonetimle-karsi-karsiyayiz/3733538 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/y8kqzl12ewhrp7ji49hk0sqj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NL7n_S9jEUp8IzrYWmnoc

  • อบจ.อุบลฯ จัดโครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2569 รุ่นที่ 1

    อบจ.อุบลฯ จัดโครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2569 รุ่นที่ 1

    ภูมิภาค

    อบจ.อุบลฯ จัดโครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2569 รุ่นที่ 1

    วันพฤหัสบดี ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.08 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 20 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 นายกานต์  กัลป์ตินันท์  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี มอบหมายให้ นางกรรณิกา ตันติศิรินทร์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธี เปิด “โครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” ประจำปีงบประมาณ 2569 รุ่นที่ 1 ณ หอประชุม อบต.หนองสะโน อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี 
                    
    โดยมีวิทยากรจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มาบรรยายให้ความรู้ ในเรื่อง หลักการแนวคิด และการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต, การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง  มิติการเกษตร (การเพาะเห็ดเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน) การฝึกปฏิบัติเพาะเห็ดเศรษฐกิจ และการทำน้ำยาล้างจาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ มีความรู้ในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรที่หลากหลาย สามารถแก้ปัญหาทางการเกษตรและดำเนินชีวิตด้วยการพึ่งพาตนเอกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ในครัวเรือน ซึ่งมีเกษตรกร และประชาชนทั่วไป ในพื้นที่ อ.บุณฑริก เข้าร่วมอบรม จำนวน 200 คน  

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/455212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gl_lIN-lX5A2zoOoEI5jA

  • พลิกโฉมพัทยา: สร้างคุณภาพชีวิต สู่เศรษฐกิจยั่งยืน

    พลิกโฉมพัทยา: สร้างคุณภาพชีวิต สู่เศรษฐกิจยั่งยืน

    พลิกโฉมพัทยา: สร้างคุณภาพชีวิต สู่เศรษฐกิจยั่งยืน

    พัฒนาสิ่งแวดล้อม เพื่อเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืน

    พัทยาให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ “สิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นพื้นฐานของคุณภาพชีวิตที่ดี นโยบายสำคัญ ได้แก่

    • การเพิ่ม พื้นที่สีเขียว และคืนพื้นที่สาธารณะให้ประชาชน
    • การจัดการขยะอย่างยั่งยืน ด้วย เตาเผาขยะเทคโนโลยีใหม่บนเกาะล้าน
    • การขับเคลื่อนระบบ “พัทยาสะอาด 24 ชั่วโมง” เพื่อลดคราบขยะและยกระดับภูมิทัศน์ให้สวยงาม

    การพัฒนาเหล่านี้ช่วยให้พัทยากลายเป็นเมืองท่องเที่ยวและเมืองอยู่อาศัยที่สะอาดขึ้นอย่างเห็นผล

    พลิกโฉมพัทยา: สร้างคุณภาพชีวิต สู่เศรษฐกิจยั่งยืน

    ยกระดับความปลอดภัย เมืองน่าอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน

    ในด้านความปลอดภัย พัทยาปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานทั่วเมือง เช่น

    • การติดตั้ง เสาไฟใหม่ และปรับเป็น หลอดไฟ LED เพิ่มความสว่างทั่วพื้นที่
    • การติดตั้ง เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ PM2.5 เพื่อเฝ้าระวังสุขภาพประชาชน
    • มาตรการเข้มงวดในการ ป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด เพื่อความเรียบร้อยและความมั่นคงของเมือง

    ทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่มาเยือน

    พลิกโฉมพัทยา: สร้างคุณภาพชีวิต สู่เศรษฐกิจยั่งยืน พลิกโฉมพัทยา: สร้างคุณภาพชีวิต สู่เศรษฐกิจยั่งยืน

    คุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วยบริการสุขภาพและเทคโนโลยี

    เมืองพัทยานำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับบริการประชาชน โดยเฉพาะผ่าน @pattayaconnect ซึ่งให้บริการสำคัญ เช่น

    • ระบบ จองคิวโรงพยาบาลออนไลน์
    • บริการข้อมูลและร้องเรียนผ่านช่องทางดิจิทัล
    • การอัปเดตข่าวสารเมืองแบบตรงจุด

    ด้านสาธารณสุข พัทยายังเร่งพัฒนา

    • 13 คลินิกดี ให้บริการเชิงรุกแก่ประชาชน
    • ยกระดับโรงเรียนเมืองพัทยาทั้ง 11 แห่ง เพื่อวางรากฐานการศึกษาในอนาคต

    ทั้งหมดนี้คือการ “สร้างงานและสร้างโอกาส” ให้กับคนพัทยาในระยะยาว

    พลิกโฉมพัทยา: สร้างคุณภาพชีวิต สู่เศรษฐกิจยั่งยืน พลิกโฉมพัทยา: สร้างคุณภาพชีวิต สู่เศรษฐกิจยั่งยืน

    พัทยาสู่เมืองสมดุล: คุณภาพชีวิตดี เศรษฐกิจเติบโตยั่งยืน

    พัทยากำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า เมืองที่พัฒนาอย่างยั่งยืนต้องเติบโตควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ใช่เพียงการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ต้องเป็นการเติบโตที่สมดุลและยืนยาว

    พลิกโฉมพัทยา: สร้างคุณภาพชีวิต สู่เศรษฐกิจยั่งยืน

    นโยบายที่ “จับต้องได้” เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การจัดการขยะ การพัฒนาระบบความปลอดภัย การยกระดับสาธารณสุข และการยกคุณภาพการศึกษา คือรากฐานที่จะทำให้พัทยาก้าวสู่การเป็น Smart City แห่ง EEC อย่างแท้จริง

    พลิกโฉมพัทยา: สร้างคุณภาพชีวิต สู่เศรษฐกิจยั่งยืน

    พัทยาจึงไม่ใช่เพียงเมืองท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่เป็น “เมืองคุณภาพชีวิต” ที่พร้อมมอบชีวิตที่ดีกว่า และเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนสำหรับทุกคน

    พลิกโฉมพัทยา: สร้างคุณภาพชีวิต สู่เศรษฐกิจยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/pr-news/news/social/378969664&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1puWkPbbJZ2rII-wILwbPx

  • ดีป้า ยกเลิกประกาศการรับสมัครผู้อำนวยการสำนักงานฯ และทบทวนการดำเนินการสรรหา

    ดีป้า ยกเลิกประกาศการรับสมัครผู้อำนวยการสำนักงานฯ และทบทวนการดำเนินการสรรหา

    ดีป้า ยกเลิกประกาศการรับสมัครผู้อำนวยการสำนักงานฯ และทบทวนการดำเนินการสรรหา

    พฤศจิกายน 20, 2025 | By Techsauce Team

    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568, DEPA ยกเลิกประกาศการรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานฯ และทบทวนการดำเนินการสรรหา

    การประชุมคณะกรรมการกำกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ครั้งที่ 6/2568 วานนี้ (19 พ.ย. 2568) 

    มีมติให้ยกเลิกประกาศการรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 และการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานฯ ก่อนดำเนินการออกประกาศคณะกรรมการกำกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เรื่อง ยกเลิกประกาศการรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และทบทวนการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ในวันนี้ (20 พ.ย. 2568)

    ทั้งนี้ มติดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากการที่คณะอนุกรรมการสรรหาและค่าตอบแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล มีจำนวนอนุกรรมการและองค์ประกอบไม่ครบถ้วน จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้จนกว่าจะมีการแต่งตั้งอนุกรรมการทดแทนผู้ที่ลาออกไป อีกทั้งในที่ประชุม คณะกรรมการกำกับฯ ได้มีการทบทวนการดำเนินการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานฯ โดยจะแก้ไขรายละเอียดต่าง ๆ ของข้อบังคับคณะกรรมการกำกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ว่าด้วยการสรรหาผู้อำนวยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ที่เคยวางระเบียบไว้เมื่อนานมาแล้ว ทั้งในเรื่องกระบวนการ แผนงาน และการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ตลอดจนวิธีการหรือรูปแบบ

    การนำเสนอวิสัยทัศน์ของผู้สมัครให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนไปของเศรษฐกิจและสังคมไทยในปัจจุบัน และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความโปร่งใสแก่สาธารณชน อีกทั้งยังเป็นความเสมอภาค และเป็นธรรมแก่ผู้สมัครทุกคน

    นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยจากที่ประชุมว่า ปัจจุบันยังไม่มีผู้ยื่นสมัครเพื่อคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าว จึงเห็นสมควรที่จะเลื่อนเวลาการสรรหาออกไป เพื่อเปิดโอกาสแก่ผู้ที่สนใจในวงกว้างอย่างแท้จริง

    ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/pr-news/depa-cancels-director-recruitment-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PhxpZfMwYM5Sg7gNBAOYy

  • ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจ เพิ่มทักษะแรงงาน-ปลดล็อกลงทุน 3 แสนล้าน

    ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจ เพิ่มทักษะแรงงาน-ปลดล็อกลงทุน 3 แสนล้าน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจในสัปดาห์หน้า จะเสนอวาระให้ที่ประชุมพิจารณาเรื่องการลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้  ได้แก่

    1. การเพิ่มทักษะแรงงาน (Reskill/Upskill) 

    โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 100,000 คน ภายใน 4 เดือน ซึ่งเป็นการเพิ่มทักษะให้คนไทยเพื่อให้ทันต่อโลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป โดยใช้เงินจาก กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มาใช้ในการรีสกิล (Reskill) หรืออัปสกิล (Upskill) ให้กับแรงงานไทย เช่น การเทรนคนในอุตสาหกรรมยานยนต์ระบบสันดาปให้สามารถทำงานกับรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นต้น

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะร่วมมือกับภาคเอกชนในการกำหนดมาตรฐานทักษะที่ตลาดต้องการ และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในการจัดทำหลักสูตรระยะสั้น โดยจะเป็นการจ้างให้มาฝึกอบรม เพื่อเสริมทักษะแก่คนงาน

    2. ช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทยสู่ระบบอัตโนมัติ 

    มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในการปรับตัวเข้าสู่โลกยุคใหม่ โดยจะใช้เงินส่วนที่เหลืออยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาท ในกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ทั้งนี้ จะมอบเงินอุดหนุนให้แก่เอสเอ็มอี เพื่อปรับเปลี่ยนโรงงานและการผลิตของตนเองให้ใช้ ระบบอัตโนมัติ (Automation) มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนการผลิตและช่วยในการเปลี่ยนผ่าน (Transform) สู่โลกยุคใหม่

    3. ปลดล็อกการลงทุนด้วยระบบ Fast Pass 

    โครงการนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการลงทุนเพื่ออนาคต และ เป็นโครงการที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ ซึ่งจะใช้มติ ครม. เพื่อปลดล็อกกฎระเบียบและกระบวนการต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อนักลงทุนที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI แล้ว และพร้อมที่จะลงทุน

    สำหรับปัจจุบัน มีโครงการลงทุนของ BOI ที่พร้อมจะลงทุนรอการปลดล็อกอยู่ประมาณ 470,000 ล้านบาท ในธุรกิจต่างๆ โดยคาดว่าเม็ดเงินประมาณ 300,000 ล้านบาท จะสามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ในปีหน้าทันที หากมีการปลดล็อก

    “Fast Pass จะช่วยร่นระยะเวลาในการขออนุญาตต่างๆ เช่น การขอวีซ่าจากกระทรวงต่างประเทศ การขออนุญาตเข้าเมือง (ตม.) รวมถึงการปลดล็อกปัญหาเรื่อง น้ำและไฟ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อ Data Center ที่รอการลงทุนอยู่เป็นจำนวนมาก”

    ทั้งนี้ BOI จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง (รวมศูนย์) และกำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ต้องอนุมัติภายในเวลาที่จำกัด และกลไก Fast Pass นี้ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาระยะสั้น แต่จะถูกนำไปเสนอต่อคณะกรรมการชุดของอาจารย์บวรศักดิ์ที่เกี่ยวข้องกับ Regulatory Guillotine เพื่อนำไปสู่การแก้ไขกฎกระทรวงและระเบียบต่างๆ อย่างถาวรด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644509&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jzm2jjrEo7PUIDpWUJjPf

  • “ดร.เอกนิติ” ปาฐกถาพิเศษ ในงาน FTI Outlook 2026 พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย

    “ดร.เอกนิติ” ปาฐกถาพิเศษ ในงาน FTI Outlook 2026 พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย

    “ดร.เอกนิติ” ปาฐกถาพิเศษ นโยบายใหม่สู่การพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ในงานสัมมนา FTI Outlook 2026  เพื่อนำเสนอทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทย แนวโน้มเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในปี 2026 

    วันที่ 19 พ.ย. 68 ที่ ปตท. สำนักงานใหญ่ ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายพิเศษเรื่อง “Navigating the Global Economic Landscape รู้รอบทิศ คิดรอบด้าน เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี 2026” ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี FTI Outlook 2026 “DECODING THAILAND’S INDUSTRY FOR THE UPCOMING FUTURE ถอดรหัสอุตสาหกรรมไทย อ่านเกมอนาคต” โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Policy Vision for Thailand’s Economic Transformation นโยบายใหม่สู่การพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย” กล่าวรายงานโดยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    ทั้งนี้ งานสัมมนาวิชาการประจำปี FTI Outlook 2026 จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อนำเสนอทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทย แนวโน้มเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในปี 2026 การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยภายใต้รัฐบาลใหม่ ในงานมีการเสวนา “CEO Vision: Leading Change for the Upcoming Future อ่านเกมอนาคต พลิกโฉมอย่างผู้นำ” โดยนางสาวชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต และนายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2896757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y65LcAv1qrryZgDL0sj8m

  • 7 เทรนด์ Wellness ปี 2026 เมื่อ ‘สุขภาพ’ กลายเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ของโลก

    7 เทรนด์ Wellness ปี 2026 เมื่อ ‘สุขภาพ’ กลายเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ของโลก

    นพ.ตนุพล วิรุฬหารุญ หรือ หมอแอมป์ แห่ง BDMS Wellness Clinic เปิดเผยเทรนด์ Wellness Economy ในปี 2026 จากข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute ( GWI) สถาบันเวลเนสระดับโลก ผนวกเข้ากับเทรนด์ของประเทศไทย ระบุว่า

    Wellness 2026 จะเป็นปีที่ “สุขภาพ” ไม่ใช่แค่ค่านิยม แต่คือระบบเศรษฐกิจใหม่ของโลก

    เนื่องจากจะเป็นจุดเปลี่ยนจากการแค่เป็นการดูแลสุขภาพส่วนตัว เป็น ‘ระบบเศรษฐกิจสุขภาพ’ เนื่องจากข้อมูลล่าสุดจากรายงาน Global Wellness Economy Monitor 2025 (GWI) ชี้ชัดว่า

    เศรษฐกิจเวลเนสโลกปี 2026 จะขยายสู่ 7.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 และจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.6% จนแตะราว 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2029 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 7.1% ของ GDP โลก (ปี 2024 อยู่ที่ 6.12%)

    นั่นหมายความว่า  “สุขภาพ” ไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป แต่คือ “พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ของโลกใบนี้

    นพ.ตนุพล วิรุฬหารุญ

    สำหรับเทรนด์ Wellness ปี 2026 ที่ประเทศไทยต้องรู้ ได้แก่

    1) Wellness Real Estate  โตเร็วที่สุดในโลก

    หมวดนี้ในปี 2026 จะพุ่งแตะ 746 พันล้านดอลลาร์ ก่อนจะทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2029

    เติบโตเฉลี่ย 15.2% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าตลาดอสังหาฯ ปกติหลายเท่า!

    นพ.ตนุพลมองว่า บ้าน–คอนโด–อาคาร–รีสอร์ตยุคใหม่ต้องออกแบบเพื่อ “สุขภาพผู้คนก่อนสวยงาม” เช่น อากาศดี, แสงดี, เสียงดี, นอนดี, เดินได้ ออกกำลังกายง่าย และมีพื้นที่สีเขียวและชุมชนเชื่อมโยงกัน

    2)  Mental Wellness มาแรงไม่หยุด

    หมวดนี้มีมูลค่าแตะ 331 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 และเติบโตเฉลี่ย 10.1% ต่อปี เพราะคนทั้งโลกต้องการการนอนดี, การจัดการความเครียด, พื้นที่พักใจ และเครื่องมือฟื้นฟูสมอง

    อ้างอิงจากข้อมูล GWI สะท้อนว่า “คนรุ่นใหม่ทั่วโลกเครียดที่สุดในประวัติศาสตร์” จึงไม่แปลกที่ Sleep Economy, Aromatherapy, Mindfulness, Sound Healing จะเติบโตแบบก้าวกระโดด

    3) แพทย์แผนดั้งเดิม ใกล้แตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์

    ในปี 2026 คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าราว 756.6 พันล้านดอลลาร์ ก่อนจะทะลุ “ล้านล้าน” ในปี 2029  เติบโตเฉลี่ยถึง 10.8% ต่อปี ซึ่งเป็นหนึ่งในหมวดที่โตรวดเร็วที่สุด

    เนื่องจาก คนกลับมาเชื่อใน “รากวัฒนธรรมสุขภาพของชาติ” เช่น แพทย์แผนจีน แพทย์อินเดีย (Ayurveda) แพทย์แผนไทย ญี่ปุ่น เกาหลี รวมถึงสมุนไพรไทย เพราะผู้คนต้องการสิ่งที่ เป็นธรรมชาติ  ปลอดภัย และสามารถปรับใช้ในชีวิตจริงได้

    4) Wellness Tourism หรือ ท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ จะโตแบบติดปีก

    ในปี 2026 แตะ 1.078 ล้านล้านดอลลาร์ โตเฉลี่ย 9.1% ต่อปี และเป็นสัดส่วน 17.6% ของการท่องเที่ยวโลก

    เนื่องจากผู้เดินทางต้องการกำลังใจ, ต้องการพักใจ พักกาย และต้องการสถานที่ที่พาเขากลับมาเป็น “ตัวเองที่ดีที่สุด”

    นอกจากนี้ ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาก ทั้งแพทย์ บุคลากรอาหารดี การบริการเป็นเลิศ และธรรมชาติเด่น นพ.ตนุพลขอเรียกสิ่งนี้ว่า “Wellness Soft Power ของไทย”

    5) Public Health & Prevention & Preventive Medicine

    สำหรับอัตราเติบโตในหมวดนี้ในปี 2024–2029 จะโต 3.3% ต่อปี อย่างไรก็ตามตัวเลขนั้นโตน้อยกว่าค่าเฉลี่ย สาเหตุจากสถานการณ์หลังโควิด มีการจัดสรรงบป้องกันโรคลดลงทั่วโลก, หลายประเทศลดงบวัคซีน การตรวจคัดกรองและการสื่อสารสุขภาพ อีกทั้งงบประมาณในช่วงปีดังกล่าวเคลื่อนกลับสู่ระดับก่อน COVID-19 เนื่องจากหลายรัฐบาล “ตัดงบสาธารณสุขเชิงป้องกัน” เพราะประเมินผลระยะสั้นได้ยาก

    อย่างไรก็ตามแม้โตช้า แต่หมวดนี้กลับเป็นหมวดที่จะสร้าง ‘ผลตอบแทนจากการลงทุน’ (ROI) สูงสุด

    รายงาน WHO ชี้ว่า หากสามารถ “ลงทุน 1 เหรียญในระบบป้องกันสุขภาพ จะได้กลับมา 35 เหรียญ”

    สอดคล้องกับงานวิจัยของ Masters et al., 2017 (Journal of Epidemiology & Community Health, BMJ Group) ที่พบว่า การลงทุนด้านสาธารณสุขให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 14.3 เท่า  นพ.ตนุพลชี้ว่า นั่นหมายถึงว่าประเทศที่ลงทุนสุขภาพก่อน จะเติบโตทางเศรษฐกิจเร็วกว่าชาติที่เน้นรักษาปลายเหตุ

    อีกส่วนหนึ่งที่ต้องพูดถึงคือ Personalized Medicine (การแพทย์เฉพาะบุคคล / เวชศาสตร์แม่นยำ) ซึ่งมีอัตราเติบโตปี 2024–2029 อยู่ที่ 9.3% ต่อปีหมวดนี้โต เร็วมากกว่า 3 เท่า ของ Public Health เพราะแรงขับเคลื่อนดังนี้

    •  การตรวจ DNA / Epigenetics / Telomere / Longevity Biomarkers เพิ่มขึ้นทั่วโลก
    •  Wearables , AI , Blood Biomarkers   ทำได้ง่ายขึ้น ถูกลง
    • คนต้องการ “ตรวจลึก–รู้ก่อน–ป้องกันก่อน”
    • คลินิก Longevity / Wellness Clinics กำลังขยายตัวทั่วโลก
    • Demand จากผู้ที่ใช้ GLP-1 (ลดความอ้วน) / Anti-aging Therapy (ชะลอวัย) / Hormone Optimization ทำให้ตลาดโตเพิ่ม

    ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวทำให้ ภาพใหญ่ของโลกเปลี่ยนจาก ‘รักษาเมื่อป่วย’ เป็น ‘ป้องกันก่อนป่วย’

    อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาครัฐโตช้า (3.3%) ส่วนประชาชนและภาคเอกชนหันไปลงทุน Personalized Medicine ที่โตถึง 9.3% ต่อปี

    6) อาหารสุขภาพ ,แร่ธาตุ วิตามิน , อาหารลดน้ำหนัก

    ซึ่งมีมูลค่าปี 2024 อยู่ที่ 1.275 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดการณ์ปี 2026 ที่ 1.364 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่คาดการณ์ปี 2029 เท่ากับ 1.539 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้อัตราเติบโตเฉลี่ย 2024–2029 คือ 3.9% ต่อปี

    GWI อธิบายว่า ภาวะเงินเฟ้อผลักราคาของอาหารสุขภาพในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้สะท้อนยอดขายที่แท้จริง นอกจากนี้การแข่งขันรุนแรง และคนอีก 2.6 พันล้านคนทั่วโลกยังไม่มีกำลังพอจะจ่ายอาหารสุขภาพไหว

    ทั้งนี้ เทรนด์อาหารสุขภาพปี 2026 ที่น่าสนใจคือ Gut Health มาแรงที่สุด นั่นคือ ตลาดอาหารที่เกี่ยวกับลำไส้ – ไมโครไบโอม อาทิ โพรไบโอติก พรีไบโอติก Plant-based ฯลฯ

    ตามมาด้วย Brain Food และ Mood Food ที่เน้นช่วยเรื่องสมาธิด ลดความเครียด เสริมความทรงจำ และตลาด GLP-1 Lifestyle กับ High-Protein Demand เพื่อลดน้ำหนัก เช่นอาหารกลุ่มโปรตีนสูง และลดน้ำตาล เป็นต้น

    7)  Workplace Wellness

    เป็นหมวดที่โตช้า แต่จำเป็นที่สุดในโลกที่กำลังเครียด โดยโตเพียง 2.2% ต่อปี เพราะหลายบริษัทไม่เชื่อว่า “ออกกำลังกายในออฟฟิศอย่างเดียวแก้ปัญหาได้”  ซึ่งเทรนด์ของโลกกำลังขยับไปสู่การให้ทำงาน 4 วัน, สนับสนุนการนอนที่เพียงพอ ลดการส่งงานดึก และจัดสรรสภาพแวดล้อมที่ดี อากาศดี แสงดี

    …..

    7 เทรนด์ Wellness ปี 2026 เมื่อ ‘สุขภาพ’ กลายเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ของโลก

    ท้ายนี้ นพ.ตนุพลมองว่า ปี 2026 สุขภาพไม่ใช่แค่ตัวเลือก แต่คือพลังเศรษฐกิจใหม่ของครอบครัว ของธุรกิจ และของประเทศ และควรเริ่มที่วันนี้ เพราะทุกวิถีชีวิตของผู้คน กำลังเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจสุขภาพทั่วโลก.

    อ้างอิง

    Global Wellness Institute (2025). Global Wellness Economy Monitor 2025. Miami, FL: GWI.

    Masters, R., Anwar, E., Collins, B., Cookson, R., & Capewell, S. (2017).

    Return on investment of public health interventions: a systematic review.

    Journal of Epidemiology & Community Health, 71(8), 827–834.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/733718&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yq6J8VIpTTIssWYw-0xpU