Category: เศรษฐกิจ

  • ปชน.เปิดนโยบายชุดแรก “ความมั่นคงใหม่ เศรษฐกิจใหม่ บริหารประเทศแบบใหม่ ไทย-ทัน-โลก”

    ปชน.เปิดนโยบายชุดแรก “ความมั่นคงใหม่ เศรษฐกิจใหม่ บริหารประเทศแบบใหม่ ไทย-ทัน-โลก”

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 พ.ย. 68)

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงเปิดตัวชุดนโยบายแรก “ความมั่นคงใหม่ เศรษฐกิจใหม่ บริหารประเทศแบบใหม่ ไทย-ทัน-โลก” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานรีชาร์จประชาชน โดยกล่าวว่า จากการนำเสนอของพวกเราตลอด 2 วันที่ผ่านมาในงานรีชาร์จประชาชน สามารถสรุปได้เป็น 3 คำที่เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางของเราในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าและการบริหารราชการแผ่นดินต่อจากนี้ คือ ปชน.ต้องการสร้างประเทศไทยที่ “ไม่มีสีเทา-เท่าเทียมกัน-เท่าทันโลก”

    ตนเชื่อว่าถ้าถามว่าประเทศไทยในฝันของแต่ละคนเป็นอย่างไร แต่ละคนคงมีคำตอบไม่เหมือนกัน เช่น ถ้าถามเกษตรกร ก็บอกว่าอยากให้ราคาพืชผลการเกษตรดี อยากมีเงินเหลือส่งให้ลูกหลาน ถามคนวัยทำงานที่กำลังก่อสร้างสร้างตัว วางแผนจะมีลูก ความต้องการคือเก็บหอมรอมริบ มีงานที่มีคุณภาพให้ทำ สามารถเอาเงินไปซื้อโอกาสให้ลูกหลานในอนาคตเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้ ถ้าถามผู้สูงอายุก็อยากมีสุขภาพที่ดี ได้อยู่กับลูกหลาน ดังนั้นแต่ละคนมีความฝันที่หลากหลาย แต่สุดท้ายความฝันของเราใหญ่กว่าตัวเราทั้งนั้น คือการส่งต่ออนาคตที่ดีให้กับลูกหลานและคนรอบข้าง

    แต่ปัจจุบันประเทศไทยยังดูแลคนตั้งแต่เกิดจนเกษียณอายุได้ไม่ดีพอ แม้เราบอกว่าระบบสาธารณสุขของเราดี แต่อัตราการตายของมารดาในช่วงคลอดบุตรมีสัดส่วน 34 ต่อ 100,000 คน สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วเรามีปัญหาเด็กแคระแกร็น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาบอกว่าเด็กไทย 1,000,000 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 10% หลุดออกจากระบบการศึกษา ในขณะที่ฟินแลนด์มีสัดส่วนนี้ไม่ถึง 1% เรายังมีคนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน 18,000 คนต่อปี ซึ่งส่วนมากในนั้นเป็นคนขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่ไม่มีเงินเพียงพอจะผ่อนรถยนต์ ซึ่งถ้าเราบอกว่าการเดินทางหมายถึงความสามารถในการเข้าถึงโอกาส ถ้าไม่ให้ประชาชนมีรถมอเตอร์ไซต์ แล้วจะให้เขาไปถึงโรงพยาบาล ไปหาโอกาสต่าง ๆ ได้อย่างไร ถ้ารัฐคิดแค่ตัดถนนแต่ไม่ลงทุนกับการขนส่งสาธารณะอื่น ๆ ถ้าทำแค่นั้นเท่ากับเป็นการบีบให้คนจนมีโอกาสตายมากกว่าคนรวยหรือไม่ ดังนั้นหน้าที่ของรัฐคือการลงทุนในเรื่องพื้นฐานเหล่านี้ เพื่อให้คนทุกคนมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน

    สิ่งที่ ปชน.อยากสร้าง คือประเทศไทยที่คนทุกคน ไม่ว่าเกิดมารวยหรือจน หรืออยู่จังหวัดใด รู้สึกอยากมีลูก เด็กมีสุขภาพที่ดี การศึกษามีมาตรฐาน ทุกคนมีงานดีมีคุณภาพ ผู้สูงอายุเกษียณได้อย่างสบายใจ แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่ารัฐยังดูแลเราไม่ดีเพียงพอ ตนจึงขอชี้ปัญหาในแบบฉบับของวิศวกรคอมพิวเตอร์ โดยเปรียบเทียบประเทศเป็นเหมือนกับแพลตฟอร์มหนึ่ง

    โดยต้องเริ่มจากการตั้งคำถามว่า ทำไมสมาร์ทโฟนหรือแพลตฟอร์มหนึ่งจึงมีผู้ใช้เติบโตมากขึ้นทุกวัน คำของนักพัฒนาซอฟต์แวร์จะเรียกว่า “สภาพแวดล้อม” หรือสิ่งที่อยู่รอบตัวเราในโลกนั้น การที่คนใช้สมาร์ทโฟนหรือแอปพลิเคชันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเรารู้สึกว่าใช้แล้วทุกอย่างสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้ และสิ่งที่จะทำให้แพลตฟอร์มหนึ่งชนะอีกแพลตฟอร์มหนึ่ง คือการมีสภาพแวดล้อมดี มีความปลอดภัย นักพัฒนาเข้ามาแล้วรู้สึกว่าทำแอปได้ง่าย เมื่อสภาพแวดล้อมดี จะดึงดูดนักพัฒนา ดึงดูดผู้ใช้ แพลตฟอร์มก็เติบโต

    จากการเดินทางไปสิงคโปร์และสหรัฐฯ ตนได้พบคนไทยที่ทำงานที่นั่น พูดได้ว่าเกือบร้อยทั้งร้อย บอกเหมือนกันว่าถ้าประเทศไทยมีงานแบบที่เขาทำที่สิงคโปร์หรือสหรัฐอเมริกา มีระบบที่ดูแลคุณภาพชีวิตของเขาได้ดีเหมือนต่างประเทศ ไม่มีใครอยากอยู่ต่างแดนหรอก มีแต่คนอยากย้ายกลับมาในประเทศตัวเอง ดังนั้นหน้าที่ของพวกเรา คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อดึงดูดคนเก่ง ดึงดูดนักลงทุนให้กลับมา ทำให้เศรษฐกิจเติบโต

    ทั้งนี้ การจะเป็นสมาร์ทโฟนหรือแพลตฟอร์มที่ดี ระบบปฏิบัติการต้องการันตีเรื่องความปลอดภัย การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มีชุดคำสั่งที่ทำให้นักพัฒนาแอปฯ สามารถนำไปต่อยอดได้โดยง่าย ควบคุมไม่ให้มีแอปสแปมต่าง ๆ เข้ามา ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับประเทศ ระดับฮาร์ดแวร์คือโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ประปา สวนสาธารณะ ขนส่งสาธารณะ ไฟส่องสว่าง อินเทอร์เน็ต ส่วนระบบปฏิบัติการของประเทศ ต้องการันตีเรื่องความปลอดภัย จัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม การันตีเรื่องการเปิดโอกาสให้คนไปต่อยอดได้ง่าย โดยระบบการเมืองมีหน้าที่ในการจัดสรรทรัพยากร ระบบยุติธรรมมีหน้าที่กำกับดูแลกฎหมายกฎกติกา ระบบราชการมีหน้าที่ให้บริการสาธารณะขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน แต่ทุกวันนี้ระบบของบ้านเรายังมีปัญหาอยู่ทั้งหมด มีแต่บั๊กที่ยังไม่ได้อัปเดต

    ส่วนโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล การดูแลผู้สูงอายุ ถ้ารัฐทำได้ดีก็จะทำให้ประชาชนเติบโตได้ง่ายขึ้น แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังขาดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยสรุปคือถ้าเปรียบเทียบประเทศหนึ่งเป็นแพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มที่ดีคือแพลตฟอร์มที่สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ที่ทำให้คนอยากย้ายเข้ามา ดังนั้นพรรคประชาชนจึงออกแบบนโยบายต่าง ๆ เพื่อมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ในเชิงโครงสร้าง

    การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ต้องทำต่อไปนี้

    (1) นโยบายความมั่นคงและต่างประเทศแบบใหม่ โดยด้านความมั่นคงแบ่งเป็น 3 ระดับ คือระดับในประเทศ มีข้อเสนอเรื่องการตั้งวอร์รูมจัดการแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ ตั้งหน่วยเฉพาะกิจในการยึดทรัพย์ทุนเทา ในระดับภูมิภาค เสนอให้ตั้งศูนย์ของอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงและศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์อาเซียน ซึ่งศูนย์นี้ไม่ได้คุยกันแค่ในอาเซียนเท่านั้น แต่ควรคุยกับประเทศอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบด้วย เพื่อดึงความร่วมมือมาช่วยเรา ส่วนในระดับโลก ต้องทำการทูตสง่างาม ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นตัวตั้ง ซึ่งหมายถึงไม่ยึดข้างแต่ยึดหลักการ เอาวาระของโลกเป็นตัวตั้ง หากทำได้เช่นนี้ประเทศไทยจะกลับมาเฉิดฉายยืนหยัดอย่างสง่างามในเวทีโลก

    (2) นโยบายเศรษฐกิจใหม่ ยก 4 เครื่องยนต์เพื่อขับเคลื่อนประเทศ คือการเพิ่มทักษะและผลิตภาพ เปลี่ยนจากสังคมสูงวัยเป็นโอกาส ทำเกษตรพลิกฟื้น อุตสาหกรรมอนาคต การแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม เอาอำนาจรัฐไปต่อสู้กับทุนสีเทา

    (3) ระบบราชการแบบใหม่ คือการแก้ปัญหาเก่า เสริมสร้างสมรรถนะใหม่ รับมืออนาคตและสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งปัญหาอย่างหนึ่งของประเทศไทยคือทั้งประชาชนและภาคเอกชนขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐ และการจะกอบกู้ความเชื่อมั่นความเชื่อใจจากประชาชน คือรัฐต้องโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนโดยใช้เครื่องมือทางดิจิทัล

    (4) การลงทุนในคุณภาพชีวิตใหม่ ทั้งเรื่องคน เรื่องเมือง ที่ดินและสิ่งแวดล้อม ระบบดิจิทัล ตอนที่ตนเป็นประธานกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ ได้ข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินในประเทศไทยว่ามีขนาดที่ดินประมาณ 320 กว่าล้านไร่ ที่ดินที่มีโฉนดประมาณ 100 ล้านไร่ มีผู้ถือครองประมาณ 20 ล้านคน ตีเป็นมูลค่าประมาณ 37 ล้านล้านบาท และหากคิดตามมูลค่าคนรวยที่สุด 1% ถือครองที่ดินที่มีมูลค่ารวม 99% หรือ 36 ล้านล้านบาท

    ดังนั้นถ้าไม่จัดการเรื่องที่ดิน เราไม่มีทางแก้ไขปัญหาใหญ่ ๆ ของประเทศได้ ที่ผ่านมาประเทศพัฒนาแล้วล้วนผ่านการปฏิรูปเรื่องเหล่านี้มาทั้งสิ้น แก้ปัญหาเรื่องการกระจุกตัวของที่ดิน ให้เกษตรกรในประเทศเป็นเจ้าของที่ดินเพื่อสร้างโอกาสสร้างทางเลือก ซึ่งนี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ตราบใดที่เรายังอยู่ในระบบการเมืองแบบนี้ คนที่มีอำนาจ เป็นนายทุน จะแสวงหาการเข้าไปครอบครองทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดเพื่อเก็บค่าเช่าในระบบเศรษฐกิจ ทำให้สังคมมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ

    แล้วประเทศไทยต้องทำอะไรบ้างเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ มีสถาบันเชิงวิชาการ พรรคการเมือง และนักการเมืองที่เสนอมาเยอะแล้ว ทั้งเรื่องการกระจายอำนาจที่พูดกันมา 20 กว่าปีแต่ก็ยังไม่เกิด การกิโยตินกฎหมายที่ถ้าทำได้จะเป็นการคืนเงินให้ประชาชนถึง 200,000 ล้านบาททันที คือบรรดาส่วยและต้นทุนที่แฝงอยู่ คำถามคือรู้หมดแล้วแต่ทำไมยังไม่เกิด สำหรับตน รัฐบาลที่จะทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ต้องประกอบด้วย 3 ข้อคือ

    1) เอาจริง มีเจตจำนงทางการเมือง ทั้งการกิโยตินกฎหมาย การกระจายอำนาจ การปฏิรูปงบประมาณ กำจัดทุนเทา การจัดการองค์กรอิสระที่ไม่ได้มาตรฐาน การปฏิรูปที่ดิน ทลายทุนผูกขาด ปฏิรูปกองทัพให้ทันสมัย ฯลฯ ทั้งหมดถ้าไม่มีเจตจำนงทางการเมืองและถ้าไม่เอาจริงก็ทำไม่ได้

    2) มีโฉมหน้ารัฐบาลที่ประกอบไปด้วยคนที่มีความรู้ความสามารถ เหมาะกับตำแหน่งงาน ไม่ได้มาจากการแลกเปลี่ยนโควตาทางการเมือง

    3) การวางบทบาทของไทยในเวทีโลก ปัญหาทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า สแกมเมอร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับไทยอย่างเดียวแต่เชื่อมกับโลกด้วย รัฐบาลต้องใช้นโยบายทางการทูตแบบไม่ยึดข้างแต่ยึดหลักการและเอาผลประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง

    หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า สิ่งที่ ปชน.พูดถึงเรื่องทุนเทาและปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับล่างถึงข้างบน การแก้เรื่องนี้ได้หนีไม่พ้นว่าคนที่อยู่จุดสูงสุดของประเทศต้องเอาจริงกับเรื่องนี้ นั่นรวมถึงคนในกลุ่มของตัวเอง ถ้าวันหนึ่งขึ้นมาทำผิดกฎหมายหรือทุจริตก็ต้องกล้าจัดการ เพราะเมื่อไหร่ถ้าไม่กล้าจัดการก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้ ซึ่งตนสามารถประกาศเป็นคำมั่นสัญญากับประชาชนทุกคนได้วันนี้ ว่าตนจะเป็นคนดูแลให้ไทยไม่เทา กำจัดการทุจริตให้หมดจากประเทศนี้เอง

    ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วพรรคก้าวไกลได้เป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่ง แต่ยังมีกลไกของรัฐ เสียง สว. และข้ออ้างทางการเมืองต่าง ๆ ที่ทำให้พรรคก้าวไกลยังไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ครั้งหน้ากลไกเหล่านั้นเริ่มหายไปแล้ว สว.ลงมตินายกฯ ไม่ได้แล้ว เงื่อนไขทางการเมืองอื่น ๆ เริ่มคลายตัวลงไปบ้าง และสิ่งที่สำคัญคือการที่เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้ใบอนุญาตที่หนึ่งมาเพื่อให้พวกเขาปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งสำหรับพรรคประชาชน ใบอนุญาตที่หนึ่งในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนก็คือประชาชน ถ้าได้ 20 ล้านเสียง หรือครึ่งหนึ่งของคนที่มีสิทธิเลือกตั้ง จะมีใครปฏิเสธการเป็นรัฐบาลของพรรคประชาชนได้อีก การเลือกตั้งครั้งหน้าขอให้ทุกคนช่วยกันส่งต่อพลัง รณรงค์ ทำความเข้าใจกับครอบครัว เพื่อจะได้รู้กันสักทีว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงแล้วจริง ๆ

    โดย ธนวัฏ เสือแย้ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAM0IQB4MJ121JO1E3QQW3MMNZLVX18&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0x65ZofcPTBMb5vAvz9PNw

  • ส่องศูนซ่อมเครื่องบินในจีน ที่สายการบินระดับโลกเข้าคิวใช้บริการ

    ส่องศูนซ่อมเครื่องบินในจีน ที่สายการบินระดับโลกเข้าคิวใช้บริการ

    ฐานบำรุงรักษาเครื่องบินไห่หนานมาแรง! สายการบินดังทั่วโลกแห่ใช้บริการ

    ฐานบำรุงรักษาอากาศยานแบบครบวงจรประจำท่าเรือการค้าเสรีไห่หนานในเมืองไห่โข่ว มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีน ได้ดึงดูดสายการบินระดับโลกอย่างกาตาร์ แอร์เวย์ส, รอยัล แอร์ ฟิลิปปินส์ และไอบีเรีย เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

    รายงานระบุว่าฐานบำรุงรักษาอากาศยานแบบครบวงจรแห่งนี้ ซึ่งเปิดทำการตั้งแต่ปี 2022 ได้ให้บริการบำรุงรักษาเครื่องบินมากกว่า 2,400 ลำ ลงสีลำเครื่องมากกว่า 280 ลำ และซ่อมแซมชิ้นส่วนเครื่องบินราว 60,000 รายการ เมื่อนับถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2025

    เครื่องบินที่เดินทางมายังมณฑลไห่หนานเพื่อการบำรุงรักษาจะได้รับการยกเว้นการเรียกเก็บเงินประกันความเสียหาย และชิ้นส่วนที่นำเข้ามาเพื่อการซ่อมบำรุงจะได้ประโยชน์จากสถานะสินค้าทัณฑ์บน ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    ทั้งนี้ มณฑลไห่หนานจะขยับขยายการสนับสนุนเชิงนโยบายนี้ตามการเริ่มต้นดำเนินงานพิธีการศุลกากรอิสระทั่วทั้งเกาะไห่หนานตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค. เป็นต้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/240/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sifsZ4bmi_vKZVMAv_D0A

  • ขอโทษ

    ขอโทษ

    ขอโทษ’ลุงตู่’!!! ‘สรเทพ’เคยต่อว่า’คนละครึ่ง’ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว

    วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.31 น.

    เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Cheers n’ Chat ช่อง Wealthy Thai ถึงที่มาของการยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ ระหว่างปี 2567 – 2568 ให้นำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่เห็นตั้งแต่ปี 2567 แล้วว่าเศรษฐกิจกำลังจะแย่ การจับจ่ายใช้สอยและการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวนั้นดิ่งลง

    โดย นายสรเทพ ระบุว่า ในสมัยลุงตู่ เราก็เรียกร้องไปให้กระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนั้นมันยังไม่เคยมีคนละครึ่ง แล้วอยู่ดีๆ วันดีคืนดี ลุงตู่ก็มาแถลงว่าจะทำโครงการคนละครึ่ง พวกเรากลุ่มธุรกิจร้านอาหารก็เกาหัวกัน เพราะเราไม่รู้จักว่ามันคืออะไร เราก็ด่าเช็ดเลย ปรากฏว่า ณ วันนี้เรามาเข้าใจว่าคนละครึ่งที่ลุงตู่ทำมา มันมีหลักเศรษฐศาสตร์แฝงอยู่ในทุกขั้นตอน ซึ่งมันเจ๋งมาก

    ถ้าถามว่ามันมีหลักเศรษฐศาสตร์ยังไง ตัวอย่างเช่น ถ้าเขาไม่ทำคนละครึ่ง แล้วเขาให้เงินมาเลยก้อนหนึ่ง คุณคิดว่าชาวบ้านเขาจะเก็บไปซื้อกับข้าววันต่อวันไหม คำตอบคือไม่ เขาก็อาจเอาไปใช้ทีเดียวหมด ซึ่งทำให้เงินไม่หมุน ที่เขาต้องกำหนดเงื่อนไขว่าให้ใช้ได้วันละไม่เกินเท่าไร เพราะเขาต้องการให้ค่อยๆ ทยอยใช้ทีละนิดทุกวัน เงินก็จะหมุนทุกวันๆ นั่นคือหลักเศรษฐศาสตร์แท้ๆ ซึ่งตอนนั้นเราไม่เข้าใจ เพราะมันเป็นสิ่งแปลกใหม่

    ตอนนั้นก็ด่าลุงตู่เช็ดเลย สงสารลุง ขอโทษด้วยครับลุง ตอนนั้นผมโง่จริงๆ พอโครงการนี้มันออกมาเฟส 1-2-3-4-5 เฮ้ยเงินมันหมุนจริงๆ หมุน 3-4 รอบ เพราะเราเป็นคนจับจ่ายใช้สอย เราเป็นคนเข้าไปตลาดสด เราทำร้านอาหาร เราเห็นอยู่แล้วว่าตลาดที่ปกติมันเงียบๆ พอคนละครึ่งออกมา คนก็ขายของได้ อย่างคุณยายขายหมูปิ้ง วันนี้ขายได้ ก็เอาเงินไปซื้อหมูที่เขียงมาทำต่อ เราเห็นชัดเลยว่าเงินมันหมุนจริงๆ เราก็เลยเขียนขอรัฐบาลไปว่าขอมีโครงการคนละครึ่ง แล้วเร่งใช้ให้ทันไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/929888&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3arNIBdsAwUeI4oIe1GVi3

  • น้ำท่วมหาดใหญ่: ถอด 3 ปัจจัยส่งผลน้ำท่วมหนักและรุนแรง  – BBC News ไทย

    น้ำท่วมหาดใหญ่: ถอด 3 ปัจจัยส่งผลน้ำท่วมหนักและรุนแรง – BBC News ไทย

    3 ปัจจัยเหตุใดน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 68 วิกฤตหนัก

    ที่มาของภาพ, facebook/Pr.Songkhla ประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา

    คำบรรยายภาพ, สถานการณ์น้ำบริเวณวัดฉื่อฉางในเขตเศรษฐกิจของตัวเมืองหาดใหญ่ วันนี้ (23 พ.ย.) เมื่อเวลา 16.45 น.

    เหตุภัยพิบัติน้ำท่วมในพื้นที่เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่วันที่สามในวันพรุ่งนี้ ถือเป็นเหตุน้ำท่วมจากปริมาณฝนตกหนักที่สุดในรอบ 300 ปี ตามการประเมินของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน โดยปริมาณฝนสะสมย้อนหลังสามวัน ระหว่างวันที่ 19 – 21 พ.ย. ที่ผ่านมาวัดได้สูงสุดถึง 630 มม. มากกว่าน้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่เมื่อปี 2553 ที่มีปริมาณฝนสะสมสูงสุด 428 มม.

    ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ระบุว่า น้ำที่ท่วมในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ มีระดับน้ำสูงเฉลี่ย 0.50-2.50 เมตร แต่ไม่ใช่แค่เมืองเศรษฐกิจหลักของ จ.สงขลา แห่งนี้เท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนักในระยะนี้ แต่ยังมีเหตุอุทกภัยเกิดขึ้นในอีก 9 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สตูล พัทลุง ตรัง นราธิวาส ปัตตานี และ ยะลา ซึ่งเกิดจากฝนตกหนักตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. จากอิทธิพลของร่องมรสุม และหย่อมความกดอากาศต่ำ ปกคลุมภาคใต้ และภาคใต้ตอนล่าง

    นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่าสถานการณ์อุทกภัยใน จ.สงขลา ในช่วงวันที่ 19-23 พ.ย. ส่งผลให้พื้นที่ 16 อำเภอถูกน้ำท่วม กระทบประชาชนกว่า 465,000 คน โดยเฉพาะหาดใหญ่ มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 243,000 คน

    เหตุน้ำท่วมใหญ่ในเมืองหาดใหญ่เคยเกิดขึ้นในปี 2543 และปี 2553 บีบีซีไทยคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศและการจัดการภัยพิบัติเพื่อวิเคราะห์เหตุปัจจัยของน้ำท่วมปีนี้

    1. ร่องฝนตกใส่เมืองหาดใหญ่โดยตรง ต่างจากน้ำท่วมในอดีต

    ผศ.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศและภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สาเหตุหลักที่ทำให้น้ำท่วมหนักในหาดใหญ่ปีนี้ เกิดจากปริมาณฝนตกหนัก จากการที่มีร่องฝนผ่านมาทางพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จึงทำให้หาดใหญ่เป็นพื้นที่รับน้ำฝน

    ผศ.ดร.สมพร อธิบายว่าน้ำท่วมหาดใหญ่ในตอนนี้ แตกต่างจากวิกฤตน้ำท่วมในอดีตของเมืองหาดใหญ่ที่น้ำจะไหลน้ำเข้าเมืองจากพื้นที่ต้นน้ำใน อ.สะเดา และ อ.คลองหอยโข่ง ซึ่งอยู่ทางทิศใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของ อ.หาดใหญ่ โดยมวลน้ำจะไหลผ่านเส้นทางน้ำก่อนเข้าท่วมในเขตตัวเทศบาลนครหาดใหญ่ แต่หลังจากน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่เมื่อปี 2543 ก็มีการขุดคลองเบี่ยงน้ำที่ชื่อว่า คลอง ร.1 เป็นคลองระบายน้ำที่จะผันน้ำออกไปทางทะเลสาบสงขลา ทำให้ในระยะหลังฝนที่ตกที่ต้นน้ำไม่ค่อยมีปัญหามากนัก น้ำก็จะไหลระบายออกได้เพราะมีคลองระบายน้ำ ร.1 สามารถนำน้ำออกไปสู่ทะเลได้

    ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศและภัยพิบัติ จาก มอ.ปัตตานี กล่าวต่อไปว่า แต่ปีนี้ ฝนที่ตกใน อ.สะเดา และ อ.คลองหอยโข่ง ไม่ได้เยอะมาก และน้ำก็ออกทางเส้นทางคลองระบาย ร.1 อยู่แล้ว

    แต่ในพื้นที่เขาคอหงส์ของ อ.หาดใหญ่ ซึ่งเป็นแนวภูเขาอีกด้านหนึ่งทางตะวันออกของหาดใหญ่กลับมีฝนตกหนักมากในครั้งนี้ ดังนั้น ปริมาณน้ำจากฝนจึงไหลเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่โดยตรง ตามแนวภูมิประเทศของภูเขาที่ลาดชันลงสู่ตัวเมือง และเมื่อรวมกับปริมาณฝนที่ตกใส่พื้นที่เขตเมืองหาดใหญ่ด้วย จึงเป็นสาเหตุของน้ำท่วมหนักในระดับวิกฤต

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “ครั้งนี้ตัวเมืองหาดใหญ่รับน้ำจากฟ้า และรับน้ำที่หลากมาจากเนินเขาที่เป็นพื้นที่สูงด้านขวา (บนแผนที่) ของหาดใหญ่ก่อนไหลเข้าเมือง” ผศ.ดร.สมพร กล่าว

    ที่มาของภาพ, facebook/Pr.Songkhla ประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา

    คำบรรยายภาพ, บริเวณหน้า สภ.หาดใหญ่ วันนี้ (23 พ.ย.)

    2. กายภาพของเมืองหาดใหญ่ เมื่อต้องรับปริมาณฝนมากในพื้นที่

    เหตุน้ำท่วมใหญ่เมืองหาดใหญ่ในอดีตเกิดเพราะเป็นพื้นที่ต่ำที่รับน้ำจาก อ.สะเดา และ อ.คลองหอยโข่ง ทำให้ทางการแก้ปัญหาโดยการขุดคลองเบี่ยงน้ำ ทว่าในครั้งนี้แหล่งที่มาของน้ำเกิดจากฝนที่ตกในพื้นที่คนละด้านของเมือง

    ผศ.ดร.สมพร อธิบายว่า เมื่อทั้งฝนจากน้ำหลากบนภูเขาและฝนที่ตกในเมืองท่วมสูงขึ้น ด้วยกายภาพของตัวเมืองที่เต็มไปด้วยตึกอาคารคล้ายกับในกรุงเทพฯ ทำให้มวลน้ำไหลไปตามถนนและถูกล็อกเป็นช่อง ๆ ประกอบกับลักษณะกายภาพของเมืองที่คล้ายกับถาดที่มีขอบจากพนังกั้นน้ำของคลองระบายน้ำซึ่งสร้างไว้เพื่อไม่ให้น้ำเอ่อล้นเข้าเมือง ครั้งนี้กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้ปริมาณน้ำไม่สามารถระบายลงคลองได้โดยง่าย น้ำจึงสะสมในเขตเมืองและท่วมสูงในเวลาอันรวดเร็ว

    “หาดใหญ่เหมือนเป็นถาดที่มีขอบ ซึ่งลาดเอียงเล็กน้อยโดยทางด้านขวาสูงกว่าด้วยภูมิประเทศของเขาคอหงส์ เมื่อฝนตกมาก น้ำจึงไหลลงเข้าเมือง แต่เนื่องจากมีสิ่งกีดขวางเป็นล็อก ๆ น้ำจึงสะสมอยู่ในเขตเมือง ไม่สามารถลงคลองระบายน้ำได้” ผศ.ดร.สมพร กล่าว

    “หลังคาตึกในหาดใหญ่เหล่านั้นเป็นเพียงตัวรับน้ำ แค่สัมผัสน้ำ แล้วก็ส่งน้ำลงคู ลงถนน… ส่วนคลองระบายน้ำทั้งหลายที่มีอยู่ 2-3 สาย น้ำจะลงคลองได้ไม่ได้ง่ายเหมือนกัน เนื่องจากมีสิ่งกีดขวาง ลักษณะของน้ำที่ท่วมจึงเสมือนท่วมเป็นล็อก ๆ ที่คั่นด้วยตึกอาคารในเมือง ดังนั้น ถนนจึงกลายเป็นลำคลอง จะมีความลึกสูงต่ำกี่เมตรก็แล้วแต่บริบทของน้ำ บางช่วงไหลเร็ว เพราะน้ำหลากมาจากพื้นที่อื่นแล้วเข้าร่องถนน”

    ที่มาของภาพ, เทศบาลนครหาดใหญ่

    คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงเส้นทางน้ำของเขต อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

    สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสรายงานวันนี้ว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือนผ่านระบบเซลล์บรอดคาสต์ (cell broadcast) ไปยังพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ ใน จ.สงขลา ถึง 7 ครั้งด้วยกัน นับตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันที่ 20 พ.ย. จนถึงช่วงเที่ยงของวันที่ 22 พ.ย. ที่ผ่านมา

    จากความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่อุทกภัยจำนวนมาก ทั้งในบ้านเรือนและโรงแรมต่าง ๆ ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดการแจ้งเตือนดังกล่าวกลับไม่สามารถทำให้อพยพผู้คนและสิ่งของสำคัญออกมาจากพื้นที่เกิดเหตุได้ทัน หรือทำให้ประชาชนตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างเหมาะสม

    ศิรินันต์ สุวรรณโมลี นักวิชาการและนักวิจัยอิสระด้านการจัดการภัยพิบัติ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าการส่งข้อความเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ผู้คนลุกขึ้นไปทำอะไรต่อมิอะไรได้

    “เอาเข้าจริงสิ่งที่จะทำให้เราลุกไปเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่คุ้นเคยว่าจะต้องไปทำอย่างอื่นแล้ว มันจำเป็นต้องมีอย่างน้อย 3 อย่าง คือ ความสามารถของคน, กลไกในการประสานหรือการรองรับ, และทรัพยากร”

    เธออธิบายต่อว่า ข้อความเตือนภัยควรกำหนดหน้าต่างเวลาให้ประชาชนรับรู้ว่าอีกกี่ชั่วโมงหรืออีกนาที น้ำถึงจะมาถึงบ้าน เพื่อจะได้วางแผนอพยพหรือไตร่ตรองได้ว่าจะขนทรัพย์สินอะไรติดตัวไปบ้าง รวมถึงหากข้อความมาถึงเมื่อน้ำมาแล้ว ก็ควรบอกว่าประชาชนมีทางเลือกในการตอบโต้เหตุการณ์อย่างไรบ้าง โดยทั้งหมดนี้คือความสามารถในระดับบุคคลเมื่อต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งการฝึกฝนให้รับมือฉากทัศน์สถานการณ์ต่าง ๆ อาจมีส่วนช่วยให้ประชาชนเผชิญเหตุได้ดีขึ้นด้วย

    “หากประชาชนเขาไม่รู้ว่ามีที่ให้บ้านเขาไปอยู่ได้ หรือมีอะไรรองรับอยู่ตรงไหน เขาก็ไม่ไปอีกเหมือนกัน” เธอกล่าวเสริม

    ในส่วนต่อมาคือกลไกการประสานงาน หรืออาจเรียกได้ว่าการบัญชาการเหตุการณ์ ซึ่งเธอเห็นว่าควรประกอบไปด้วยแผน บทบาทผู้แสดง และฉากทัศน์ แต่ปัจจุบันกลับไม่ใช่เช่นนั้น เนื่องจากแผนกำหนดเพียงว่าแต่ละหน่วยงานในระดับท้องถิ่นมีหน้าที่อะไร ที่ไหน อย่างไร

    “ประเทศเราเขียนแผนกำหนดแค่คาแรกเตอร์ (character) แต่ไม่ให้องค์หรือฉากทัศน์มาว่าซีนนี้ต้องเล่นอย่างไร เราเลยไม่มีชุดความรู้หรือทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า” เธอกล่าว

    “ในระดับชั้นของผู้บัญชาการเหตุการณ์หรือระดับท้องถิ่น ถามว่าก่อนที่จะมีการเตือนภัย เขามีแผนหรือระเบียบการทำงานเป็นฉากทัศน์ที่ช่วยในการตัดสินใจไหม”

    ที่มาของภาพ, เทศบาลนครหาดใหญ่

    คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่จากเทศบาลนครหาดใหญ่ ขนอาหารออกแจกจ่ายประชาชนคืนวันเสาร์ที่ 22 พ.ย.

    สำหรับทรัพยากรนั้น เธออธิบายว่าครอบคลุมตั้งแต่ทรัพยากรสำหรับการประกอบการตัดสินไปจนถึงทรัพยากรของพื้นที่มีเกิดขึ้นเพื่อรองรับกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อประชาชนต้องตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน พวกเขาต้องมีข้อมูลเพียงพอให้ตัดสินใจได้ว่าจะให้อพยพไปที่ไหน มีอะไรรองรับบ้าง จะเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางอย่างผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ คนสูงวัย อย่างไร

    “หากไม่มีทรัพยากรและข้อมูลตรงนี้จากเทศบาล จากท้องถิ่น จากผู้นำ ประชาชนก็ไม่มีตัวเลือกในการตัดสินใจ” เธอบอก “ต่อให้ส่งเมสเสจให้ตาย ก็ไม่มีใครลุก”

    หาดใหญ่ต้องจำลองฉากทัศน์น้ำท่วมใหม่เพื่อเตรียมแผนรับมือ

    ผศ.ดร.สมพร ชี้ว่าในภาพรวมภัยพิบัติน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ อาจไม่เพียงพอที่จะใช้ชุดความรู้เดิมในการเตรียมการรับมือ

    “ฝนที่ตกหนักมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 20 พ.ย. เป็นต้นมาจนถึงวันนี้ มันเป็นฝนที่ไม่ได้ตกแบบชุดความรู้แบบเดิมที่หาดใหญ่เคยเจอมา” ผศ.ดร.สมพร กล่าว “เหตุการณ์แบบนี้ ผมคิดว่าอาจเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ แม้ปีที่แล้วจะเจอฝนหนัก แต่ไม่ได้มากเท่าปีนี้ เนื่องจากปี 2567 เป็นฝนที่ตกในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และที่เหลือบางส่วนพัดไปตกที่หาดใหญ่ สงขลา”

    นักวิชาการด้านสภาพอากาศและภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้ กล่าวต่อไปว่า บทเรียนครั้งนี้ควรนำไปสู่การเตรียมฉากทัศน์ (scenerio) ว่าหากไม่ใช่ฝนตกในระดับทั่วไป แต่เป็นฝนตกหนักในพื้นที่หาดใหญ่และมีปริมาณน้ำจากต้นน้ำมาเพิ่มอีก ฉากทัศน์จะเป็นอย่างไร ซึ่งทางฝ่ายวิชาการต้องเข้าไปหนุนเสริมให้กับเทศบาลท้องถิ่นด้วย

    ในด้านระบบการจัดการภัยพิบัติ ศิรินันต์ สุวรรณโมลี นักวิชาการและนักวิจัยอิสระด้านการจัดการภัยพิบัติ ที่เสนอว่าในระยะยาวควรปรับปรุงแผนรับมือภัยพิบัติที่มีฉากทัศน์เข้าไปด้วย เพื่อกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่าจุดใดคือ “เส้นตาย” ว่าถึงเวลาที่ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่น ขนของขึ้นที่สูง อพยพย้ายไปยังศูนย์รับรอง ฯลฯ

    นอกจากนี้ ควรแก้ไขเนื้อหาใน พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้วยการกำหนดตัวชี้วัดเรื่องการดำเนินงานป้องกันที่ชัดเจน ซึ่งควรมีผลผูกพันกับงบประมาณและทรัพยากร เพื่อทำให้งานป้องกันของแต่ละพื้นที่มีการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดงานป้องกันที่เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cg7v85kkvreo.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ETnZ5AftWHnDSZxOvZQb3

  • ราคาน้ำมันวันนี้2568 (23 พ.ย. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (23 พ.ย. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (23 พ.ย. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2568ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 30 สตางค์ต่อลิตร

    และราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลลง 50 สตางค์ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 68

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 43.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.94 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 30.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (23 พ.ย. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2565 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/644691&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_smSC3lnOty3i9M_ZyTLY

  • ธปท.ตั้งกองทุนค้ำประกัน SMEs ดันปล่อยกู้ SMEs 1 แสนล้านบาทในปี 69

    ธปท.ตั้งกองทุนค้ำประกัน SMEs ดันปล่อยกู้ SMEs 1 แสนล้านบาทในปี 69

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เปิดเผยในงาน “Governor Connect สัญจร”ที่จ.เชียงใหม่ ว่า ธปท.มีหน้าที่หลักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งประกอบด้วย ภาวะเงินเฟ้อที่ต่ำและสามารถควบคุมได้ สถาบันการเงินที่มีความแข็งแรง และระบบการชำระเงินที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพ

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันปัญหาความเสี่ยงที่สำคัญไม่ได้อยู่แค่เรื่องเสถียรภาพมหภาค แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ดังนั้น ธปท. จึงขยายบทบาทเข้ามาช่วยดูแลและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยการออกมาตรการเฉพาะจุด ซึ่งการดำเนินการนี้สอดคล้องกับค่านิยมของธปท.คือ “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” เพื่อเข้าใกล้ชิดประชาชนและปัญหามากขึ้น  

    ดังนั้นหลังจากเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.จึงได้ออกมาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอันแรกคือ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ถูกมองว่า เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ จึงได้ออกมาตรการโอนบัญชีหนี้เสีย(NPL) รายย่อย ที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท จำนวน 1.6 ล้านบัญชีไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) บริหารจัดการ

    ธปท.ตั้งกองทุนค้ำประกัน SMEs ดันปล่อยกู้ SMEs 1 แสนล้านบาทในปี 69

    ทั้งนี้ SAM ถือหุ้น 100% โดย ธปท. ผ่านกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(FIDF) โดยมีการปรับปรุงโครงสร้าง กระบวนการ และระบบการทำงานของ SAM ใหม่ทั้งหมด ด้วยการส่งนางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ รองผู้ว่าการ ด้านบริหาร ธปท.ไปนั่งเป็นประธานกรรมการ

    หรับแหล่งเงินทุนที่จะใช้ในการรับโอนหนี้ครั้งนี้จะใช้เงินจาก FIDF ที่เหลือจากโครงการคุณสู้ เราช่วย เพื่อหวังว่า ลูกหนี้ส่วนหนึ่งประมาณ 500,000-800,000 ราย จะสามารถหลุดพ้นจากสถานะหนี้เสียและกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้การโอนบัญชีทั้งหมดคาดว่า จะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 1 มกราคม 2569

    นายวิทัยกล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการเดียว แต่เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่ต้องค่อยๆ ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อบรรเทาปัญหา ดังนั้นธปท.จึงจะมีการสร้างกลไกใหม่เพื่อส่งเสริมสินเชื่อ SMEs หลังจากที่สินเชื่อ SMEs ในระบบติดลบต่อเนื่องมาแล้ว 13 ไตรมาส หากสินเชื่อ SME ยังหดตัวอยู่ เศรษฐกิจจะไม่สามารถฟื้นตัวได้

    “SMEs จำนวนมากต้องการกู้ แต่กู้ไม่ได้ เพราะสถาบันการเงินไม่ปล่อย เนื่องจากต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Cost) สูง เราจึงต้องสร้างกลไกการค้ำประกันสินเชื่อใหม่ ด้วยการร่วมมือกับกระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย จัดตั้งกองทุนค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อลดต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิตของสถาบันการเงิน” นายวิทัยกล่าว

    สำหรับการจัดตั้งกองทุนค่ำประกันสินเชื่อ จะใช้เงินจาก FIDF ที่เหลืออยู่หรือ FIDF ใหม่ในปีถัดไปประมาณ 20,000 ล้านบาท คาดว่า จะสามารถค้ำประกันสินเชื่อได้ประมาณ 100,000 ล้านบาท ต่อรายประมาณ 50-100 ล้านบาท  โดยจะเน้นไปยังกลุ่มเป้าหมายคือ SMEs ที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น อาหารแปรรูป, เกษตรแปรรูป, Wellness) หรือ ธุรกรรมที่ต้องการส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น การลงทุนเรื่อง Green, EV, Digital

    การตั้งกองทุนค้ำประกันสินเชื่อ จะลดความเสี่ยงด้านเครดิตให้ธนาคาร 10-30% ขึ้นอยู่กับประเภทสินเชื่อ แต่โดยเฉลี่ยประมาณ 20% ซึ่งเป็นระดับความเสี่ยงของ SMEs ทั่วไป  และการค้ำประกันจะออกแบบให้ง่ายและไม่ซับซ้อน แตกต่างจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) ธนาคารที่เข้าร่วมจะได้รับการดูแลความเสี่ยงที่ชัดเจนทันที เช่น 20% ของสินเชื่อที่ปล่อย ทำให้สถาบันการเงินกล้าที่จะปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

    “การจัดตั้งกองทุนค้ำประกันอยู่ระหว่างการหารือรายละเอียด ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้วประมาณ 70-80% และคาดหวังว่า โครงการจะเสร็จภายในสิ้นปีและเริ่มปล่อยสินเชื่อได้ในปีหน้า ซึ่งจะเป็นคนละส่วนกับมาตรการที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่จะให้บสย.ค้ำประกันสินเชื่อวงเงิน 5 หมื่นล้านบาทควบคู่กับให้ธนาคารออมสินออกซอฟต์โลนอีก 1 แสนล้านบาท”นายวิทัยกล่าว

    นายวิทัยกล่าวถึงประเด็นการควบคุม”ทุนเทา” และการไหลของเงินบาทว่า ธปท.ไม่มีข้อมูลการไหลเวียนของเงินบาท (flow เงินบาท) ภายในประเทศ ข้อมูลต่างๆไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินที่เกิน 500,000 บาท การฝากเงินสดที่เกิน 2 ล้านบาท และธุรกรรมต้องสงสัย (STR) ตามกฎหมายปัจจุบัน  ถูกนำส่งไปยังสำนักงานป้องกันการฟอกเงิน(ปปง.) เท่านั้น

    ธปท.ตั้งกองทุนค้ำประกัน SMEs ดันปล่อยกู้ SMEs 1 แสนล้านบาทในปี 69

    อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหานี้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ธปท.จึงจะกลับไปใช้กฎหมายที่มีอยู่คือพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) สถาบันการเงิน เพื่อกำหนดให้สถาบันการเงินต้องรายงานธุรกรรมที่ผิดปกติบางประเภทมายัง ธปท. เช่น ธุรกรรมที่มีเงินโอนเข้าและออกในปริมาณมากอย่างผิดปกติ หรือธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์

    “การทำเช่นนี้เป็นการ “ยื่นมือ ติดดิน” เพื่อเสริมและช่วยเหลือการทำงานของหน่วยงานอื่น  และหากระบบของหน่วยงานรัฐอื่นดีขึ้น ธปท. อาจจะถอยออกไปในอนาคต”

    นอกจากนั้น ในการกำกับดูแลธุรกิจทองคำพบว่า  ปัจจุบันธุรกิจทองคำไม่มีการกำกับดูแลในประเทศไทย ทำให้ธปท.ไม่เห็นข้อมูลธุรกรรมการซื้อหลักทองคำในประเทศเลย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายทองคำหน้าร้านหรือที่อยู่บนแพลตฟอร์มหรือแอปเทรดทอง ข้อมูลที่ธปท.เห็น จะเป็นเพียงเฉพาะธุรกรรมการซื้อขายดอลลาร์ที่เกี่ยวเนื่องกับการซื้อขายทองคำและเป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม ธปท.จะใช้พ.ร.บ.ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ขยายบทบาทเข้าไปขอข้อมูลบางส่วนเพื่อทำความเข้าใจและกำกับดูแลธุรกรรม FX ที่เกี่ยวข้องกับทองคำมากขึ้น

    สำหรับการแข็งค่าของเงินบาท ไม่ได้เกิดจากการที่ธปท. ไม่ทำอะไร แต่มาจากปัจจัยพื้นฐานจริงๆ คือ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงประมาณ 7% และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในช่วงต้นปีที่มีการเร่งการส่งออก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งธปท.ต้องการเห็นค่าเงินบาทที่อ่อนลงและสะท้อนสภาวะทางเศรษฐกิจจริงของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม การที่ธปท.จะเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท มีข้อจำกัดภายใต้เกณฑ์ Currency Manipulator ของสหรัฐฯ ซึ่งบังคับใช้มาแล้ว 5-6 ปี เกณฑ์สำคัญคือ ห้ามเข้าซื้อขาย FX มากกว่า 2% ของ GDP ภายใน 12 เดือน ซึ่งปริมาณดังกล่าวเพียงพอสำหรับการ “ลดความผันผวน”เท่านั้น แต่ไม่สามารถ “เทหน้าตัก” เพื่อตรึงหรือลากให้ค่าเงินอ่อนกลับทิศทางได้ โดยไม่ผิดเกณฑ์  แต่หากเกิดภาวะจำเป็นจริงๆ ที่ต้องป้องกันค่าเงินบาท ธปท. ก็พร้อมที่จะนำเงินทุนสำรองมาใช้

    “การจะนำค่าเงินบาทไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม ที่ค่าเงินอ่อนลง เราไม่สามารถมองแค่ตัวเลขเดียว ต้องดูบริบทของปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศนั้นๆ ด้วย”นายวิทัยกล่าว

    นอกจากนั้น การที่มีข้อเสนอให้ธปท.ทำมาตรการ QE (Quantitative Easing) นายวิทัยกล่าวว่า การทำ QE เป็นการซื้อพันธบัตรระยะยาว มีจุดประสงค์หลักในการกดดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวให้ลดลง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกตลาดเงิน ขณะที่ประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาระบบธนาคาร และหุ้นกู้ในไทยส่วนใหญ่มีอายุสั้น (ไม่เกิน 10 ปี) ทำให้การลดลงของดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาว มีผลต่อเศรษฐกิจจำกัดมาก

    “หาก ธปท. ปั๊มเงินเข้าสู่ระบบ โดยการซื้อพันธบัตร แต่ความต้องการกู้ยืมยังไม่เพิ่มขึ้น เงินที่ถูกปั๊มเข้ามาจะไหลกลับเข้าสู่ระบบ RP (Reverse Repo) ทันที ทำให้ปริมาณเงินในระบบไม่เพิ่มขึ้นและ ธปท. มีต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งวิธีเพิ่มปริมาณเงินที่ถูกต้องคือ ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นและจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ ธปท. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการเติบโตของสินเชื่อ SMEs”

    สำหรับทิศทางนโยบายการเงินและเศรษฐกิจ นายวิทัยกล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เป็นห่วงภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าศักยภาพ จึงได้ลดดอกเบี้ยไปแล้ว 1% ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เพื่อให้จุดยืนนโยบายการเงินอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและสนับสนุนเศรษฐกิจ

    ปัญหาหลักที่ทำให้เศรษฐกิจโตช้า ไม่ใช่ดอกเบี้ย แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ขีดความสามารถในการแข่งขัน และความไม่แน่นอนในการลงทุน มากกว่าเรื่องต้นทุนทางการเงิน ซึ่งก็คือ ดอกเบี้ย

    ดังนั้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจึงเป็นสิ่งสำคัญกว่า แต่ธปท. ยังมีช่องทางและมี Room ที่จะลดดอกเบี้ยต่อได้ หากมีความจำเป็นในการสนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น แต่การตัดสินใจต้องขึ้นอยู่กับการประเมินข้อมูลและสภาพเศรษฐกิจ ณ ขณะนั้นด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644698&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lnS2gYzYR3ih4w6Dd5sbr

  • สตูล ประกาศภัยพิบัติแล้วทั้งจังหวัด อำเภอละงู หนักสุด มวลน้ำไหลทะลักพื้นที่เศรษฐกิจ

    สตูล ประกาศภัยพิบัติแล้วทั้งจังหวัด อำเภอละงู หนักสุด มวลน้ำไหลทะลักพื้นที่เศรษฐกิจ

    สตูล ประกาศภัยพิบัติแล้วทั้งจังหวัด อำเภอละงู หนักสุด มวลน้ำไหลทะลักพื้นที่เศรษฐกิจ

    สตูล ประกาศภัยพิบัติแล้วทั้งจังหวัด อำเภอละงู หนักสุด มวลน้ำไหลทะลักพื้นที่เศรษฐกิจ

    น้ำท่วมพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคใต้ ยังไม่คลี่คลาย จ.สตูล ประกาศเขตภัยพิบัติแล้วทั้ง 7 อำเภอ มวลน้ำไหลเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ เทศบาลตำบลกำแพง อำเภอละงู

    เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ในพื้นที่ จ.สตูล น้ำท่วมรุนแรงถึงขั้นวิกฤตหนัก น้ำท่วมทั้ง 7 อำเภอ จนกลายเป็นเมืองบาดาล ตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยเร่งช่วยเหลืออพยพชาวบ้านไว้ในที่ปลอดภัย เนื่องจากชาวบ้านไม่เคยประสบเหตุเช่นนี้มาก่อน ชาวบ้านคิดว่าน้ำจะลดจึงไม่ยอมออกจากบ้าน เช่นที่ อ.ควนกาหลง นายณัฐภาพงษ์ สุวรรณชนะ นายก อบต.ควนกาหลง อ.ควนกาหลง พร้อมด้วย อส. กำนัน ผญบ. ออกช่วยชาวบ้านที่ติดอยู่ที่บ้านเหนือคลอง หมู่ 8 ต.ควนกาหลง ซึ่งมีเด็กติดอยู่ 4 คน ผู้ใหญ่ 2 และผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวกระแสน้ำไหลแรงจนต้องใช้เชือกผูกโยงแล้วช่วยกันไต่ช่วยเหลือได้สำเร็จ โดยขณะนี้พื้นที่ที่ชาวบ้านติดอยู่มากที่สุดคือ อ.ควนกาหลง และ อ.ละงู ซึ่งน้ำป่าไหลทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็ว

    พื้นที่ จ.สตูล ทั้ง 7 อำเภอจมใต้น้ำ ทางจังหวัด และ อบจ.ที่จะนำครัวไปปรุงอาหารพื้นที่ถูกน้ำท่วมหมดต้องหาสถานที่ในการปรุงอาหาร เช่นเดียวกับที่พื้นที่ ต.บ้านควน อ.เมือง ต้องหาสถานที่สำหรับทำอาหารกล่องเพื่อช่วยชาวบ้าน ขณะที่ชาวบ้านก็ตั้งครัวเพื่อช่วยเหลือกันเอง เนื่องจากมองว่าอาหารกล่องมีความต้องการมากที่สุด อย่างไรก็ตามสำหรับจ.สตูล ตอนนี้หนักสุดที่ อ.ละงู เนื่องจากน้ำท่วมอย่างหนักทางทหาร จังหวัด ท้องถิ่นต่างจับมือเข้าช่วยเหลือโดยการเร่งอพยพคนให้ออกมามากที่สุด

    ขณะที่น้ำทางฝั่งอำเภอเมือง น้ำเริ่มเข้าสู่เขตพื้นที่รอบนอก เช่นที่ ต.บ้านควน ต.คลองขุด ต.ควนขัน อ.เมือง คาดว่าประมาณอีก 2 ชั่วโมงน่าจะเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของอำเภอเมืองสตูลแล้ว.

    ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 17.35 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.สตูล ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย เนื่องจากฝนยังคงถล่มลงมาไม่หยุด สภาพน้ำที่ท่วมสูงขึ้นทุกจุดจนบางแห่งที่อยู่ได้ ก็ถูกน้ำท่วมหมดทำให้ต้องยอมทิ้งบ้านและทรัพย์สินอพยพออกมาในที่ปลอดภัยก่อน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยติดเตียง ทั้งทหาร อส. อบต. กำนัน ผญบ. และชาวบ้านต่างช่วยกันเต็มที่เพื่ออพยพมาอยู่ในที่ปลอดภัย โดยเฉพาะพื้นที่ อ.ละงู ที่น้ำท่วมหนัก บางจุดกระแสน้ำแรงและลึกมาก

    ซึ่งสิ่งที่ขาดแคลน คือ เรือในการอพยพ ชาวบ้านต้องนำเรือส่วนตัวมาช่วยกันในการลำเลียงออกมาให้ได้มากที่สุด แม้ว่าท้ายน้ำอย่าง ต.ควนขัน ต.พิมาน อ.เมือง น้ำจะท่วมแล้วแต่ระดับน้ำจาก อ.ควนโดน ก็ยังไม่ลดทำให้พื้นที่ปลายน้ำยิ่งทวีความรุนแรง ด้านฝั่ง อ.ละงู ย่านเศรษฐกิจเทศบาลตำบลกำแพง ยังอ่วม ส่วน ต.น้ำผุด ต.เขาขาว ก็ยังไม่ลด สถานการณ์หนักขึ้นเรื่อยๆ ต.เขาขาว ถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง ใช้ทางเรือเท่านั้น

    ส่วนในเขตเทศบาลเมืองสตูล ขณะนี้น้ำได้เข้าท่วมพื้นที่แล้ว โดยเส้นทางจุดรอยต่อระหว่างเขตเทศบาล ต.คลองขุด และเทศบาลเมือง น้ำท่วมทำให้การสัญจรไปมาลำบาก รถจยย.ดับไปหลายคันแล้ว บ้านเรือนในเทศบาลเมืองสตูลถูกน้ำท่วมแล้ว 4 ชุมชน

    สำหรับความเดือดร้อนตอนนี้ทั้ง 7 อำเภอ 26 ตำบล 171 หมู่บ้าน รวม 7,632 ครัวเรือน 21,920 คน มีผู้บาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 1 ราย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/south/2897428&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27QT92L54jR4szVBX5MA3B

  • หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงและฟาร์มตัวอย่าง น้ำพระราชหฤทัยสร้างอาชีพให้ราษฎรพึ่งตนเองได้

    หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงและฟาร์มตัวอย่าง น้ำพระราชหฤทัยสร้างอาชีพให้ราษฎรพึ่งตนเองได้

    หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงและฟาร์มตัวอย่าง น้ำพระราชหฤทัยสร้างอาชีพให้ราษฎรพึ่งตนเองได้

    “…ทราบดีจากทางเพื่อนที่คุ้นเคยอยู่กับสหประชาชาติว่า ต่อไปโลกเราอาหารอาจจะขาดแคลนก็เป็นได้ เลยคิดว่าถ้าแต่ละประเทศสามารถจะผลิตอาหารมากขึ้น จะช่วยได้มากในอนาคต ที่จะไม่ให้เกิดมีความอดอยากเกิดขึ้น ข้าพเจ้าเลยมีโครงการฟาร์มตัวอย่าง แล้วอีกอย่างราษฎรที่มาหาแล้วพูดว่าไม่มีงานทำ เรียนจบก็ไม่มีงานจะทำ ได้มาอาศัยบรรจุเป็นคนงานของฟาร์มตัวอย่าง ในเวลาเดียวกันเขาได้ดูว่าการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ วิธีไหนบ้าง การเลี้ยงสัตว์ที่ถูกต้อง แล้วเมื่อเขาออกไปแล้ว เขาสามารถที่จะเลี้ยงสัตว์ของเขาได้โดยถูกต้อง”…พระราชดำรัสดังกล่าวของ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ที่พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2545 สะท้อนได้ดีถึงพระวิสัยทัศน์อันยาวไกล

    เมื่อครั้ง “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เสด็จฯเยี่ยมราษฎรในภาคเหนือ ทรงพบเห็นปัญหาความยากลำบากของราษฎร ซึ่งขาดความรู้ในการประกอบอาชีพ และขาดแหล่งอาหารเพื่อการดำรงชีวิต มีพระราชประสงค์ช่วยราษฎรให้หลุดพ้นจากความลำบาก โดยเฉพาะชาวเขา จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “ฟาร์มตัวอย่าง” สำหรับฝึกอาชีพทางด้านการเกษตร เพื่อให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในการช่วยเหลือชาวเขาให้มีอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยจัดตั้งเป็นแห่งแรกที่บ้านขุนแตะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

    “…ข้าพเจ้าพยายามหาซื้อที่ดินเป็นจำนวนมากเพื่อทำฟาร์มตัวอย่าง ที่บ้านขุนแตะ อำเภอจอมทอง เพราะว่าวันหนึ่งประชาชนชาวกะเหรี่ยงและชาวไทยได้มาหาข้าพเจ้า และบอกว่าเขาเองไม่ติดใจที่จะปลูกฝิ่น หรือว่าเสพฝิ่นอีกต่อไปแล้ว เขาเชื่อฟังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่เขาบอกว่าขอให้แม่กับพ่อช่วยหางานให้เขาทำหน่อย เขาอยากมีงานทำจะได้เลี้ยงครอบครัวได้ ซึ่งข้าพเจ้าทราบดีว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ต้องการเงินมากมายเลย ที่จะอยู่โดยมีความสุขสบาย เรียกว่าใช้เศรษฐกิจพอเพียงของเขา เขาอยู่ได้อย่างสบาย แม้จะมีงานทำสม่ำเสมอแต่เป็นงานที่เรียกว่ารายได้ไม่ต้องสูงมาก…สาเหตุที่ว่าเราทำฟาร์มใหญ่ เพราะคิดว่าอยากหางานทำให้กับพวกเขาชาวเขาเผ่าต่างๆที่ยากจนข้นแค้น ก็สมประสงค์ เขามาสมัครงาน มาทำงานในฟาร์มตัวอย่างนี้ ซึ่งได้รับความช่วยเหลืออย่างมากมายจากองค์การต่างๆของรัฐบาล…มาเทรนการเลี้ยงไก่บ้าน เลี้ยงแกะ เลี้ยงสารพัดอย่าง ทำให้เขามีงานทำ เขาบอกมีความสุขแล้วเดี๋ยวนี้” …พระราช ดำรัสเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2543

    “โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ” มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นแหล่งจ้างงานและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ด้วยการส่งเสริมให้ราษฎรประกอบอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ที่แน่นอนในการเลี้ยงครอบครัว อีกทั้งส่งเสริมให้เลี้ยงสัตว์พื้นเมืองชนิดต่างๆ เพื่อเป็นแหล่งอาหาร ช่วยกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ สัตว์ป่า ต้นน้ำ ลำธาร และรักษาความอุดมสมบูรณ์ให้คงอยู่ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต ตลอดจนเป็นแหล่งศึกษาข้อมูล และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตรให้สามารถนำไปใช้ในพื้นที่ได้ นอกจากนี้ ยังมีพระราชประสงค์ที่จะทรงช่วยเหลือประชาชนที่ตกงานจากเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ เมื่อปี 2540 จึงทรงให้ขยายผลโครงการไปในหลายจังหวัดของประเทศกว่า 56 แห่ง อาทิ บ้านแม่ตุงติง อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่, บ้านแม่ต๋ำ อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง, หนองหมากเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร, โคกปาฆาบือซา อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส และบ้านทุ่งคลองชีพ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง

    “หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง” จัดสรรที่ทำกิน สร้างอาชีพให้ราษฎร เมื่อคราวเสด็จฯเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดสกลนคร ได้มีราษฎรขอพระราชทานความช่วยเหลือเรื่องการจัดที่ดินทำกิน และขอพระราชทานงานทำเป็นจำนวนมาก “สมเด็จพระบรม ราชชนนีพันปีหลวง” จึงทรงขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยวิธีพระราชทานความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมจาก “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” ซึ่งพระองค์มีพระราชดำริว่า ควรสอนให้ประชาชนรู้จักการใช้ที่ดินที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีผลผลิตพอเลี้ยงครอบครัว โดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

    “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” มีพระราชเสาวนีย์ขอใช้ที่ดินว่างเปล่าของกรมปศุสัตว์ จำนวน 92 ไร่ และให้หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จัดทำ “โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริแห่งแรก” ณ บ้านดงยอ ตำบลพังขว้าง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร โดยสร้างบ้านพักเกษตรกร 20 หลัง และจัดแบ่งที่ดินเพื่อทำการเกษตรครอบครัวละ 2 ไร่ รวมทั้งจัดสร้างระบบสาธารณูปโภคให้แก่ราษฎรในโครงการ โดยมีวัตถุประสงค์ใช้ที่ดินที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยเหลือราษฎรให้มีงานทำ พัฒนาเป็นหมู่บ้านตัวอย่างที่ทำการเกษตร โดยไม่ใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง และเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดสารพิษ สำหรับเลี้ยงคนในหมู่บ้าน และเมื่อเหลือจากการบริโภคสามารถนำไปจำหน่ายเสริมสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง

    ผลการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวเกษตรกรเฉลี่ย 3,000-5,000 บาทต่อเดือน และมีอาหารที่ปลอดภัยสำหรับบริโภคทั้งหมู่บ้าน อีกทั้งยังช่วยให้ราษฎรรู้จักการปลูกป่าชุมชน ฟื้นฟูสภาพป่าให้มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น มีป่าไม้สำหรับใช้สอยในการซ่อมแซมบ้าน โดยไม่ต้องทำลายป่าไม้ของชุมชน

    ผลจากความสำเร็จอันเป็นที่ประจักษ์ชัด “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” มีพระราชดำริให้ขยายผลโครงการไปสู่ผู้ประสบภัยจากปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยทรงห่วงใยครอบครัวของเจ้าหน้าที่และประชาชนที่ต้องสูญเสียเสาหลักของครอบครัว จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงและฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ” ที่หมู่บ้านรอตันบาตู หมู่ที่ 7 ตำบลกะลุวอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ในพื้นที่ 632 ไร่ ดังพระราชดำรัสเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2548 ความตอนหนึ่งว่า

    “…ต่อไปนี้ก็มีโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระบรมราโชบายของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่หมู่บ้านรอตันบาตู โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง บ้านรอตันบาตูที่จังหวัดนราธิวาสนั้น ข้าพเจ้าได้นำเงินที่ท่านทั้งหลายมอบให้ข้าพเจ้าในโอกาสอายุครบ 72 ปี ไปจัดซื้อที่ดินจำนวน 707 ไร่ ที่นราธิวาส และขอให้ทางหน่วยทหารศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ และส่วนราชการต่างๆ ช่วยข้าพเจ้าจัดสร้างบ้าน 150 หลัง เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของประชาชน ข้าราชการ พลเรือน ทหาร ตำรวจ ทั้งไทยพุทธ และไทยมุสลิม ที่สูญเสียหัวหน้าครอบครัว เนื่องจากเหตุการณ์ที่เรียกว่าโดนฆ่ารายวัน ซึ่งเป็นเวลามา 2 ปีแล้ว…”

    ด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ทรงขยายผลโครงการดังกล่าวไปพื้นที่อื่นๆด้วย เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้ที่เดือดร้อน และผู้ยากไร้ในชนบทห่างไกลและทุรกันดาร อาทิ บ้านจาเราะปูโงะ ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และบ้านทางหลวง หมู่ 8 ตำบลบ้านแก้ง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม

    “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ทรงถือว่าทุกคนคือคนไทยและเป็นราษฎรของพระองค์ ไม่ทรงเลือกเชื้อชาติ ศาสนา นอกจากจะทรงช่วยให้ราษฎรทั่วทุกภูมิภาคมีความกินดีอยู่ดีแล้ว ยังช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้ประชาชน เกิดความมั่นคงด้านอาชีพ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยการพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    “ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน” พระราชดำรัสสุดอมตะยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของปวงชนชาวไทย เมื่อปี 2540 “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เสด็จฯเยี่ยมราษฎรที่บ้านขุนแตะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ มีราษฎรชาวไทยภูเขาราว 200-300 คน มาเข้าเฝ้าฯ และขอพระราชทานความช่วยเหลือของานทำ ด้วยแต่ก่อนเคยติดยาเสพติด แต่ขณะนี้ได้รับการบำบัดหายแล้ว จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้คณะทำงานออกหาพื้นที่ในบริเวณใกล้เคียงเพื่อจะทำ “ฟาร์มตัวอย่าง” และให้พวกเขาที่เลิกยาเสพติดมารับจ้างทำงาน เมื่อแรกดำเนินงานได้จ้างชาวเขาทำงานวันละ 40 คน เพื่อให้คุ้มกับผลประกอบการ กระนั้น เมื่อคณะผู้ทำงานได้เข้าเฝ้าฯกราบบังคมทูลถวายรายงานการดำเนินงาน จึงมีพระราชกระแสรับสั่งว่าไม่ถูกพระราชประสงค์ ด้วยมีชาวเขาจำนวนมากที่มาของานทำ แต่ฟาร์มตัวอย่างจ้างไว้แค่ 40 คน พระองค์รับสั่งประโยคอมตะ “อย่ามาพูดเรื่องกำไรขาดทุนกับฉันนะ ฉันต้องการให้คนจนมีงานทำมากๆ ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน”.

    ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/royal/2897214&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aRe9zi6uiyN-2Ubwrt2Oo

  • พาณิชย์ ปรับโครงสร้างส่งออก โกยรายได้เข้าประเทศ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    พาณิชย์ ปรับโครงสร้างส่งออก โกยรายได้เข้าประเทศ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – รมว.พาณิชย์ เร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างการค้าใหม่ เน้นสร้างสมดุล หวังการส่งออกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อเนื่อง

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกถือเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุด ในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 60% ของ GDP

    เน้นสร้างความสมดุล

    สำหรับการสร้างความเข้มแข็งให้กับการส่งออกไทย จะต้องสร้างสมดุลระหว่างการขยายตลาดเดิม ควบคู่การหาตลาดใหม่ โดยเน้นการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจอย่างสมดุล พร้อมยกระดับประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหาร และศูนย์กลางอุตสาหกรรม S-Curve ของภูมิภาค รวมทั้งการปรับโครงสร้างจากการผลิตเชิงปริมาณสู่การผลิตเชิงมูลค่า

    ส่งออก 9 เดือนโตต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การส่งออกไทยมีมูลค่า 254,146.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตแตะ 13.9% (YoY) ซึ่งส่งผลดีต่อการจ้างงาน และการกระจายรายได้ รวมทั้งยังช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/23/596603/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L6c-OHh9AzWz8ufJj4L6h

  • น้ำท่วมนครหาดใหญ่ยังวิกฤต! แม้ระดับน้ำพื้นที่เศรษฐกิจบางจุดเริ่มลดลง แต่ยังสูงถึงเอว

    น้ำท่วมนครหาดใหญ่ยังวิกฤต! แม้ระดับน้ำพื้นที่เศรษฐกิจบางจุดเริ่มลดลง แต่ยังสูงถึงเอว

    น้ำท่วมนครหาดใหญ่ยังวิกฤต! แม้ระดับน้ำพื้นที่เศรษฐกิจบางจุดเริ่มลดลง แต่ยังสูงถึงเอว

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    บรรยากาศน้ำท่วมในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ช่วงเย็นวันนี้ (23 พ.ย.) ระดับน้ำในพื้นที่ย่านเศรษฐกิจสำคัญ บริเวณตลาดสดพลาซ่า ถนนเพชรเกษม เริ่มลดลงต่อเนื่อง อยู่ที่ระดับหัวเข่าถึงเอว

    ขณะที่ถนนศุภสารรังสรรค์ หรือย่านตลาดกิมหยง ระดับน้ำยังสูง ตั้งแต่เอวจนถึงหน้าอก ส่วนถนนนิพัทธ์อุทิศ 1 ระดับน้ำลดลงพอสมควร ทำให้ประชาชนทยอยออกมารับข้าวและน้ำดื่มที่เจ้าหน้าที่ทหารนำรถบรรทุก GMC เข้ามาแจกจ่าย

    อย่างไรก็ตาม บริเวณถนนนิพัทธ์อุทิศ 2 และนิพัทธ์อุทิศ 3 ระดับน้ำยังสูงมาก ตั้งแต่ระดับหน้าอกจนถึงมิดศีรษะ และมีกระแสน้ำเชี่ยว ทำให้การเข้าช่วยเหลือประชาชนเป็นไปด้วยความยากลำบาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000112030&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c1L0Gw-FNl-maYAkbv27y