Category: เศรษฐกิจ

  • น้ำปลาพิชัย 88 ปี ชู ‘ลด-ยก’ เกมใหม่ตลาดน้ำปลา!

    น้ำปลาพิชัย 88 ปี ชู ‘ลด-ยก’ เกมใหม่ตลาดน้ำปลา!

    ปีนี้ถือเป็นปีพิเศษของ ‘น้ำปลาพิชัย’ แบรนด์น้ำปลาตราหอยนางรม ที่อยู่คู่ครัวไทยมากว่า 88 ปี เพราะนอกจากจะเฉลิมฉลองความยาวนานของธุรกิจแล้ว ยังใช้โอกาสนี้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลก นั่นคือ “น้ำปลาผง สูตรลดโซเดียม ชนิดซอง” ที่มีคุณสมบัติเด่นคือ โปรตีนสูง-โซเดียมต่ำ และสะดวกต่อการใช้งานและการพกพา

    เบื้องหลังความเคลื่อนไหวนี้ มาจากความตั้งใจของ พันธ์ชนะ รัตนประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำปลาพิชัย จำกัด ที่มองว่าอนาคตของตลาดเครื่องปรุงรสจะต้องตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและความคุ้มค่า

    fishsauce-pichai-88th-anniversary-reduce-raise-level-brand-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ตลอดครึ่งแรกของปี 2568 น้ำปลาพิชัยยังสร้างการเติบโตได้สวนทางตลาด โดยยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 22% สูงกว่าการเติบโตของตลาดรวมที่เพียง 5% ปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวในช่องทางโมเดิร์นเทรดและออนไลน์ที่เติบโตมากกว่า 30% ขณะที่ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ “ลดยกแบรนด์” เพื่อทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าในราคาย่อมเยา

    ในมุมมองของพันธ์ชนะ การผลักดันให้แบรนด์แข็งแกร่งไม่ใช่เพียงเรื่องยอดขาย แต่ยังเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค ทั้งการทำตลาดผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การร่วมงานกับเชฟชื่อดังและอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงการเพิ่มผลิตภัณฑ์กลุ่มสุขภาพเพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลก

    เป้าหมายต่อจากนี้ของน้ำปลาพิชัยคือการก้าวขึ้นเป็น Top 4 แบรนด์น้ำปลาของไทย และขยายตลาดต่างประเทศ โดยตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2570 ซึ่งสะท้อนว่าการเดินทาง 88 ปีของแบรนด์นี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นเครื่องปรุงคู่ครัวไทย แต่กำลังก้าวไปสู่การสร้างมาตรฐานใหม่ของน้ำปลาในระดับโลก

    fishsauce-pichai-88th-anniversary-reduce-raise-level-brand-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fishsauce-pichai-88th-anniversary-reduce-raise-level-brand&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tPhY8_SGQtOAzMmW5-BxL

  • ส.อ.ท.หวั่นตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า กระทบนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    ส.อ.ท.หวั่นตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า กระทบนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    ส.อ.ท.หวั่นตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า กระทบนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    29 ส.ค. 2025 เวลา 15:57 น.

    วิกฤติการเมืองฉุดเศรษฐกิจ “ส.อ.ท.” ชี้ รัฐบาลไทยไร้เสถียรภาพ ซ้ำเติมปัจจัยเสี่ยง แนะรัฐ-เอกชนผนึกกำลังฝ่าวิกฤติ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่ง เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว

    นายเกรียงไกร ชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2568 ซึ่งรวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์

    นายเกรียงไกร วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้า โดยในเดือนมิถุนายน 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 10,907.53 ล้านบาท ลดลง 32.29% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2568 (MoM) และลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

    รวมทั้งการปรับอัตราภาษีส่งออกและเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลต่อการส่งออกสินค้าหลัก เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังเติบโตต่ำกว่าที่เคยคาดไว้  

    “หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ ซึ่งในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนสำหรับ SMEs รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาว” นายเกรียงไกร กล่าว

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนต้องปรับตัวเชิงรุก เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดต้นทุนและแข่งขันในตลาดโลก พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก เช่น สินค้าเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล หันมาลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดโลก

    รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างธุรกิจต่างสาขา เพื่อเพิ่มโอกาสลงทุนและการเข้าถึงตลาด “ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในสถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญ หากเราวางแผนและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง แม้การเมืองไม่มั่นคง แต่เศรษฐกิจไทยจะยังคงสามารถฟื้นตัว สร้างโอกาสการเติบโต และรักษาความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้” นายเกรียงไกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1196466&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-G2pX-zfeLNRQtbNiEVZs

  • อินโดนีเซียจลาจลรุนแรง ประธานาธิบดีปราโบโว เผชิญวิกฤตใหญ่ที่สุด

    อินโดนีเซียจลาจลรุนแรง ประธานาธิบดีปราโบโว เผชิญวิกฤตใหญ่ที่สุด

    การประท้วงรุนแรงปะทุขึ้นทั่วประเทศอินโดนีเซีย กลายเป็นวิกฤตทางการเมืองของประธานาธิบดีปราโบโว ซูบิยันโต ในช่วง 10 เดือนที่ดำรงตำแหน่ง โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คนจากเหตุการณ์ความรุนแรงหลายครั้ง

    เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้เผชิญกับความไม่พอใจที่สั่งสมมานานหลายสัปดาห์ เกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจและสิทธิประโยชน์ทางการเงินของสมาชิกสภา แต่เหตุการณ์ที่คนขับมอเตอร์ไซค์รับส่งเสียชีวิตได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงในวันศุกร์ที่ผ่านมา

    ความโกรธแค้นที่สั่งสมมานาน

    ความไม่พอใจที่ฝังลึกปะทุขึ้นบนถนนในจาการ์ตา เมื่อผู้ประท้วงหลายร้อยคนชุมนุมหน้าสภาเมื่อวันจันทร์ โดยแสดงความโกรธเกี่ยวกับสวัสดิการฟุ่มเฟือยของสมาชิกสภา ซึ่งรวมถึงเบี้ยเลี้ยงที่อยู่อาศัยที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำในเมืองหลวงเกือบ 10 เท่า

    การประท้วงใหม่เกิดขึ้นอีกครั้งในวันพฤหัสบดี โดยมีผู้ประท้วงหลายร้อยคนต่อต้านค่าจ้างที่ต่ำจนถึงเวลากลางคืน ตำรวจเข้าสลายฝูงชนด้วยแก๊สน้ำตาและปืนใหญ่ฉีดน้ำ

    ระหว่างการประท้วงครั้งนั้น รถตู้สีดำของกองพลเคลื่อนที่ได้ชนและฆ่าอัฟฟาน เคอร์นียาวาน คนขับวัย 21 ปี คลิปวิดีโอเหตุการณ์แพร่กระจายไปทั่วและกระตุ้นความโกรธเกี่ยวกับกลยุทธ์ของตำรวจ

    การประท้วงขยายวงกว้าง

    การประท้วงบานปลายหลังจากการเสียชีวิตของอัฟฟาน โดยมีการชุมนุมเริ่มขึ้นในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ คนขับมอเตอร์ไซค์รับส่งหรือ ‘โอเจ็ก’ เป็นจำนวนมากเหมือนกับอัฟฟาน ได้ออกมาประท้วงหน้าที่ทำการกองพลเคลื่อนที่ และสำนักงานตำรวจในจาการ์ตา

    ผู้ประท้วงขว้างประทัด ระเบิดขวดน้ำมัน และก้อนหิน ขณะที่บางส่วนจุดไฟเผา การประท้วงยังเริ่มขึ้นในเมืองต่างๆ เช่น ยอกยาการ์ตา บันดุง โซโล และเซมารัง ในเกาะชวา รวมถึงเมดานในสุมาตรา

    มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คนและบาดเจ็บ 4 คนในมากัสซาร์ เมืองใหญ่ที่สุดในเกาะสุลาเวสีทางตะวันออก หลังจากผู้ประท้วงจุดไฟเผาอาคารสภาเมือง

    ปัญหาใต้ภูเขาน้ำแข็ง

    ชาวอินโดนีเซียหลายพันคนออกมาประท้วงในเดือนกุมภาพันธ์ต่อต้านการตัดงบประมาณอย่างกว้างขวางของปราโบโว เขากล่าวว่าได้ลดงบประมาณเพื่อให้เงินทุนแก่นโยบายประชานิยม รวมถึงโครงการอาหารฟรีมูลค่าพันล้านดอลลาร์สำหรับเด็กนักเรียนและหญิงตั้งครรภ์

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าชาวอินโดนีเซียผิดหวังกับสถานการณ์เศรษฐกิจของตน ภีมะ ยุทธิษฐิระ อาธิเนการะ ผู้อำนวยการบริหารศูนย์การศึกษาเศรษฐกิจและกฎหมาย กล่าวว่า ยังมีปัญหาเรื่องภาษีที่ไม่เป็นธรรม กำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง และการขาดโอกาสในการทำงาน

    กระทรวงแรงงานระบุว่ามีคนถูกเลิกจ้างมากกว่า 42,000 คนระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน เพิ่มขึ้น 32 เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว คนงานรับส่งเหมือนเคอร์นียาวานยังเผชิญกับการหักเงินที่มากขึ้นและชั่วโมงทำงานที่ยาวขึ้น

    ภีมะกล่าวว่าความไม่พอใจระเบิดขึ้นเพราะขาดความเห็นอกเห็นใจจากสมาชิกสภา ปัญหาสั่งสมเหมือนฟางแห้ง และสภาจุดไฟ นี่เป็นเพียงปลายเขาน้ำแข็ง

    การทดสอบปราโบโว

    การประท้วงเป็นการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประโบโวนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอดีตนายพลคนนี้ต้องดำเนินการเพื่อระงับความโกรธของประชาชน

    เมด ซูปรียัตมะ นักวิจัยเยือนที่สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวว่า หากเขาเป็นประธานาธิบดี เขาจะถอดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกจากตำแหน่ง ประชาชนต้องการท่าทีเชิงสัญลักษณ์ในการแก้ไข

    ปราโบโวและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสัญญาว่าจะสอบสวนการเสียชีวิตของอัฟฟาน ตำรวจยังได้กักขังเจ้าหน้าที่บริโมบ 7 นาย โดยระบุว่าพวกเขาละเมิดจรรยาบรรณ

    การประท้วงเพิ่มเติม

    คาดว่าจะมีการประท้วงเพิ่มเติมขณะที่ความโกรธของประชาชนยังคงเดือด นักศึกษาหลายร้อยคนชุมนุมหน้าสำนักงานใหญ่ตำรวจจาวาตะวันออกในสุราบายาเมื่อวันเสาร์

    คนขับโอเจ็กบางคนกล่าวในสื่อสังคมออนไลน์ว่าพวกเขาจะกลับมาลงถนนเร็วๆ นี้เพื่อประท้วงต่อต้านสมาชิกสภา มีการเรียกร้องออนไลน์ให้มีการประท้วงเพิ่มเติมหน้าสภาสัปดาหน้าเพื่อเรียกร้องให้ยุบสภา

    เมดกล่าวว่า เชื่อว่าการประท้วงเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/indonesia-violent-protests-prabowo-crisis&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DVQ5oeAfhqBbpOQhIMZo4

  • อิชิบะ-โมดีเปิดวิสัยทัศน์ เสริมความร่วมมือเศรษฐกิจ-ความมั่นคง 10 ปี : อินโฟเควสท์

    อิชิบะ-โมดีเปิดวิสัยทัศน์ เสริมความร่วมมือเศรษฐกิจ-ความมั่นคง 10 ปี : อินโฟเควสท์

    ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ตกลงกันในวันศุกร์ (29 ส.ค.) ที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า ขณะที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญมากขึ้นกับบทบาทที่เพิ่มขึ้นของอินเดียในเวทีโลกท่ามกลางความท้าทายต่าง ๆ

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า หลังการเจรจาที่กรุงโตเกียว อิชิบะและโมดีได้เปิดตัววิสัยทัศน์ร่วมที่ระบุเป้าหมายความร่วมมือของทั้งสองประเทศได้แก่ การเพิ่มการลงทุนของญี่ปุ่นในอินเดียให้ถึง 10 ล้านล้านเยน (6.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) และเพิ่มการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างกันให้ถึง 5 แสนคนภายใน 5 ปี

    ทั้งสองประเทศยังแสดงความกังวลอย่างจริงจังต่อทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ ตามแถลงการณ์ร่วมฉบับแยกต่างหาก ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางทหารของจีนที่เพิ่มขึ้นในน่านน้ำเหล่านี้

    อิชิบะกล่าวในการแถลงข่าวร่วมหลังการเจรจาว่า ญี่ปุ่นและอินเดียมีความรับผิดชอบร่วมกันในการรักษาและเสริมสร้างระเบียบระหว่างประเทศที่เสรีและเปิดกว้างโดยยึดหลักนิติธรรม

    ทั้งสองประเทศได้ออกคำประกาศร่วมด้านความมั่นคง ซึ่งได้รับการปรับปรุงเพื่อสะท้อนถึงขั้นตอนใหม่ของความเป็นหุ้นส่วนกัน โดยให้คำมั่นว่าจะขยายการฝึกซ้อมระหว่างกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นและกองทัพอินเดีย ซึ่งเอกสารฉบับนี้เป็นการปรับปรุงครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มใช้ในปี 2551

    ทั้งนี้ ญี่ปุ่นยังมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงอย่างลึกซึ้งกับอินเดีย โดยทั้งสองเป็นสมาชิกกลุ่มควอด (Quad) ร่วมกับสหรัฐฯ และออสเตรเลียด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525597&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZK58iHkJsTnb2x8wbGZZ3

  • “พิชัย” เชื่อปัญหาเศรษฐกิจแก้ได้ เจรจาภาษีสหรัฐฯ ไม่สะดุด

    “พิชัย” เชื่อปัญหาเศรษฐกิจแก้ได้ เจรจาภาษีสหรัฐฯ ไม่สะดุด

    ทำเนียบ 30 ส.ค.-“พิชัย” เชื่อปัญหาเศรษฐกิจแก้ได้ หลัง “แพทองธาร” หลุดตำแหน่ง ชี้ใครรับผิดชอบก็ยังอยู่ มั่นใจเจรจาภาษีสหรัฐฯ ไม่สะดุด

    เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ จะมีผลกระทบหรือไม่ หลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ว่า ตนว่าทุกอย่างก็น่าจะแก้ไขได้ในเรื่องเศรษฐกิจ ใครรับผิดชอบก็ยังต้องดูแลอยู่

    เมื่อถามว่า จะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอะไรหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ทุกอย่างตอบได้ในเรื่องเศรษฐกิจ ใครรับผิดชอบก็ยังต้องดูแลอยู่

    เมื่อถามย้ำว่า จะทำให้การเจรจาภาษีและการค้ากับสหรัฐอเมริกาสะดุดหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ไม่สะดุด.-316.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    26 ส.ค.- ตำรวจสอบสวนกลาง ปิดล้อมตรวจค้น 17 จุด “กรุงเทพฯ-ลพบุรี” บุกรวบ “หลวงพ่ออลงกต” หลังพฤติกรรมชัดทุจริตยักยอกเงินบริจาค ขณะที่ “หมอบี” โดนด้วย หิ้วตัวเค้นสอบ เมื่อเวลา 01.00 น.วันที่ 26 ส.ค. มีรายงานว่าทางตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำโดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผบช.ก. พล.ต.ต. วิทยา ศรีประเสิรฐภาพ ผบก.ป.พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปปพ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผกก.1 บก.ป ปิดล้อมตรวจค้น 17 จุด ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ลพบุรี เพื่อควบคุม หลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี และนายเสกสันน์ หรือหมอบี และพวก ตามหมายจับ ความผิด ม.147, 157 […]

    ศาล รธน. 25 ส.ค.-ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งเอาผิดเผยแพร่คลิป “นั่งลงลูก” ชี้บิดเบือน-ทำเสียหาย ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกเอกสารข่าว ระบุว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งพิจารณาคดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 ไต่สวนพยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกมาให้ถ้อยคำ จำนวน 2 ปาก ได้แก่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง และนายฉัตรชัย บางขวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เรื่อง ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ เมื่อเสร็จสิ้นการไต่สวนแล้ว ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนนำข้อมูลการไต่สวนไปเผยแพร่ และห้ามไม่ให้บิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในลักษณะที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน อันเป็นคำสั่งศาลตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 […]

    กรุงเทพฯ 25 ส.ค.- “แพทองธาร” รีโพสต์สตอรี่ไอจี โต้ดรามาคลิปบิดเบือน ยันศาล รธน. บอก “นั่งลงครับ” นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รีโพสต์สตอรี่ในอินสตราแกรมของสำนักข่าว VOICE TV ยืนยันไม่เป็นความจริง ต่อกระแสดรามาปล่อยคลิปเสียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พูดว่า “นั่งลงลูก” ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวคําปฏิญาณ ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยาน คดีคลิปสนทนากับ ฮุน เซน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งในคลิปดังกล่าวมีข้อความระบุว่า ฟังชัดๆๆ ศาลบอกว่า “นั่งลงครับ” ไม่ใช่ “นั่งลงลูก” อย่างที่มีคนปั่น!! อย่ามั่ว อย่าบิดเบือนข่าว อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงเช้าวันนี้ (25 ส.ค.) นางสาวแพทองธาร จะดำเนินการเรื่องการส่งคำแถลงปิดคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากศาลนัดยื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันนี้ ก่อนจะนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 15.00 น.-316 -สำนักข่าวไทย

    ไอคอนสยาม 25 ส.ค.- ปลัด มท. เผยยังไม่ได้รับรายงานปมสแกนม่านตาแลกเหรียญ สั่งกรมการปกครองสอบด่วน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานว่า มีกลุ่มบุคคลสแกนม่านตาประชาชนและชักชวนให้เข้าไปใช้แอปพลิเคชันเพื่อแลกกับเงินหรือเหรียญในระบบ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน แต่หากเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง กระทรวงมหาดไทยจะสั่งการให้กรมการปกครองดำเนินการแก้ไขและจัดการอย่างถูกต้องทั่วประเทศอย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งเรื่องมายังกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ทุกจังหวัดดำเนินการตรวจสอบตามข้อเท็จจริง ส่วนกรณีที่มีรายงานว่ายังมีการดำเนินการในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปลัดกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าจะเร่งตรวจสอบทั้งที่สุราษฎร์ธานีและทุกจังหวัดที่ได้รับเรื่องร้องเรียน ทั้งนี้ การตรวจสอบจะพิจารณาว่าความผิดปกติเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลอื่น หากพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยย้ำให้ประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพร้อมตรวจสอบอย่างโปร่งใส.-319 -สำนักข่าวไทย

    ข่าวแนะนำ


    กทม. 31 ส.ค.- กรมอุตุฯ เผยไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง เตือน 20 จังหวัดรับมือฝนถล่ม-ลมแรง ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก กรมอุตุนิยมวิทยาเผยประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ กับมีลมแรง ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนโดยเฉพาะบริเวณจังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู เลย เพชรบูรณ์ พิจิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ น่านตอนล่าง แพร่ ลำปาง สุโขทัย กำแพงเพชร ลำพูน เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน นครสวรรค์ ตราด ระนอง และพังงา ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ในขณะที่มีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ทะเลอันดามันตอนล่างมีคลื่นสูงประมาณ 2 […]

    กทม. 30 ส.ค.-“ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรคประชาชน ยันยังไม่ตัดสินใจเลือก “เพื่อไทย” หรือ “ภูมิใจไทย” แก้วิกฤตหาตัวนายกฯ คนใหม่ ย้ำจะรับพิจารณาเฉพาะพรรคที่มาพูดคุยด้วยตัวเองเท่านั้น รอลุ้นผลวันจันทร์นี้ พร้อมประกาศไม่เอา “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกฯ เมื่อเวลา 15.40 น. วันที่ 30 ส.ค.2568 ที่โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการแสข่าวการดีลพรรคประชาชนให้ยกมือ สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยภูมิใจ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ให้แลกตำแหน่งรัฐมนตรี 8 เก้าอี้ ว่า ยืนยันว่าไม่มีดีล ยืนยันว่าวัตถุประสงค์ของพรรคประชาชนคือต้องการใช้ 143 เสียง เพื่อผ่าทางตันทางการเมืองให้กับประเทศโดยที่เราไม่ร่วมรัฐบาล เราปฏิเสธไม่รับการเจรจาใต้โต๊ะ หรือหลังบ้านใดๆทั้งสิ้น หากไม่ได้ส่งกรรมการพรรคของพรรคเข้ามาพูดคุยกับตนหรือผู้บริหารพรรค เพื่อแสดงเจตจำนงหรือรับข้อเสนอรับไม่รับว่าเป็นข้อเสนอ ตอนนี้พรรคประชาชนยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ต้องใช้กระบวนการตัดสินใจจากกรรมการบริหารพรรคและ สส. ซึ่งจะมีการจัดขึ้นในวันจันทร์ ที่ 1 ก.ย.ช่วงบ่าย TOR ที่เราเปิดออกไปเป็นข้อเสนอที่ทุกพรรคที่ไม่สามารถรวมเสียงข้างมากได้ และจำเป็นต้องใช้เสียงของพรรคประชาชน […]

    เชียงใหม่ 30 ส.ค. – เจ้าหน้าที่นำสุนัข K9 เร่งค้นหาผู้สูญหายจากดินถล่มบ้านปางอุ๋ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ พบร่างเพิ่มอีก 2 ราย ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งเป็น 7 ราย และยังสูญหายอีก 2 คน กำลังทหารกรมรบพิเศษที่ 5 พร้อมด้วยทหารหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 32 พร้อมทีมกู้ภัยและอาสาสมัครนับร้อนาย รวมทั้งสุนัข K9 อีก 4 ตัวทั้ง นารี สีนวล ลิลลี่และซาฮาร่า ซึ่งผ่านการฝึกกู้ภัยและเคยผ่านการปฏิบัติงานค้นหาผู้สูญหายในช่วงอาคาร สตง. ถล่มมาแล้ว ออกค้นหาผู้สูญหายจากดินถล่ม ในหมู่บ้านปางอุ๋ง ซึ่งอยู่กลางหุบเขาในตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ หลังดินโคลนถล่มเมื่อ 5 วันที่แล้ว ท่ามกลางความหวังของญาติพี่น้องผู้สูญหาย แต่ซากปรักหักพังดินโคลนที่ทับถมกันสูงกว่า 1 เมตร เป็นอุปสรรคสำหรับการค้นหา แต่ในที่สุดทีมค้นหาได้พบศพผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย เป็นหญิงชาวไทใหญ่วัย 25 ปี และเด็กชายวัย 6 […]

    กทม. 30 ส.ค.-ชื่นมื่น เปิดภาพ “อนุทิน-ธรรมนัส” ที่พรรคภูมิใจไทย ก่อนร่อนแถลงการณ์ หนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงดึกที่ผ่านมา (29 ส.ค.) หลังนายอนุทิน แถลงจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจที่พรรคภูมิใจไทย ร่วมกับนายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายศักดิ์ดา วิเชียรศรี สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ และนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ ในเวลาต่อมา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานพรรคกล้าธรรม นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค และนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคฯ ได้เดินทางมาพูดคุยเรื่องการร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พร้อมสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ และล่าสุดในวันนี้ (30 ส.ค.) เวลา 16.00 น. พรรคกล้าธรรม ได้ออกแถลงการณ์โดยมีมติเอกฉันท์ สนับสนุนนายอนุทิน […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/politics-1578826&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GIajYp4GNmKvFOWco_Kvh

  • ดีอี เตือนภัย “มิจฉาชีพ” เปิดเพจปลอม อ้าง “กรมขนส่งฯ” รับทำใบขับขี่ ระวังหลอกโอนเงิน – ดึงข้อมูลส่วนบุคคล | TOPNEWS

    ดีอี เตือนภัย “มิจฉาชีพ” เปิดเพจปลอม อ้าง “กรมขนส่งฯ” รับทำใบขับขี่ ระวังหลอกโอนเงิน – ดึงข้อมูลส่วนบุคคล | TOPNEWS

    สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 767 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 11 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 15 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 191 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 74 เรื่อง

    ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย

    กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 119 เรื่อง

    กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 17เรื่อง

    กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 12 เรื่อง

    กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 0 เรื่อง

    กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 43 เรื่อง

    นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ความมั่นคงระหว่างประเทศไทย และกัมพูชา นอกจากนี้ยังพบข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่

    อันดับที่ 1 : เรื่อง กรมการขนส่งทางบก รับทำใบขับขี่ทุกชนิดไม่ต้องสอบเอง ผ่านเพจ มาราตรี

    อันดับที่ 2 : เรื่อง เบต้ากลูแคนรักษาอาการบวมน้ำหรือลดสารพิษตกค้างในร่างกาย

    อันดับที่ 3 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย ประกาศยกเลิกหนี้เสียทุกประเภท ติดเครดิตบูโร และแบล็กลิสต์ ลงทะเบียนกู้ใหม่ได้ ผ่านบัญชี Tiktok ktb.bank027

    อันดับที่ 4 : เรื่อง ไทย วางลวดหนามรุกล้ำพื้นที่ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

    อันดับที่ 5 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊ก ปทิตตา เปิดรับทำใบขับขี่ สำหรับบุคคลที่ไม่เคยมีใบขับขี่มาก่อน

    อันดับที่ 6 : เรื่อง เฟซบุ๊ก พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2

    อันดับที่ 7 : เรื่อง ตม. ไทย เปิดด่านให้ชาวกัมพูชาเข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลได้ตามปกติแล้ว

    อันดับที่ 8 : เรื่อง กองทัพภาคที่ 2 เปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ชื่อ ข่าวกองทัพภาคที่ 2

    อันดับที่ 9 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย ปล่อยสินเชื่อวงเงิน 2 ล้านบาท ผ่านบัญชี TikTok kbankgdvbvb

    อันดับที่ 10 : เรื่อง แม่ทัพภาค 1 และฝ่ายความมั่นคง เสนอมอบสัญชาติไทยให้ชาวกัมพูชา บ้านหนองจาน

    สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กรมการขนส่งทางบก รับทำใบขับขี่ทุกชนิดไม่ต้องสอบเอง ผ่านเพจ มาราตรี” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า กรมการขนส่งฯ ไม่มีบริการรับทำใบขับขี่ผ่านช่องทางออนไลน์หรือสื่อโซเชียลใดๆ ทั้งสิ้น และไม่สามารถฝากให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้ ซึ่งหากประชาชนต้องการทำใบขับขี่หรือต่ออายุใบขับขี่ต้องมาดำเนินการด้วยตนเองที่กรมการขนส่งฯ เท่านั้น โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสผู้กระทำผิดมายังกรมการฯขนส่งได้โดยตรง หรือโทรสายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นหากเห็นโพสต์รับทำใบขับขี่ในออนไลน์ ให้ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นมิจฉาชีพไว้ก่อน

    ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “เบต้ากลูแคนรักษาอาการบวมน้ำหรือลดสารพิษตกค้างในร่างกาย” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า เบต้ากลูแคนเป็นสารที่พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ เช่น ยีสต์ ธัญพืช (ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์) และเห็ด จากการศึกษาพบว่าเบต้ากลูแคนจากข้าวโอ๊ตและข้าวบาร์เลย์ มีส่วนช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอในการระบุถึงประสิทธิภาพของเบต้ากลูแคนในการรักษาอาการบวมน้ำหรือลดสารพิษตกค้างในร่างกาย ทั้งนี้ เบต้ากลูแคนมิใช่ยา จึงไม่มีฤทธิ์ในการบำบัด บรรเทา หรือรักษาโรคใด ๆ

    อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

    หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่
    | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com
    | Line ID: @antifakenewscenter
    | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand
    | X : @AFNCThailand
    | TikTok : @antifakenewscenter
    | IG : afnc_thailand/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1293465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sizEYbk06FcrGStAmqtIw

  • เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจไทยต่อจากนี้ หลายแรงส่งเริ่มอ่อนแรง

    เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจไทยต่อจากนี้ หลายแรงส่งเริ่มอ่อนแรง

    เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจไทยต่อจากนี้ หลายแรงส่งเริ่มอ่อนแรง

    วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

    เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน(YOY) และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าขยายตัวได้ 0.6% ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนที่สำคัญจาก การส่งออกสินค้าและบริการ ที่ขยายตัวสูงถึง 14.3% YoY เป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4.1% YoY โดยเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส จากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือโดยเฉพาะในหมวดยานยนต์

    อย่างไรก็ตามแม้ว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 จะขยายตัว แต่แรงส่งแผ่วลงในหลายด้าน เช่น การลงทุนภาคเอกชนที่หดตัว จากการลงทุนกลุ่มเครื่องจักรเครื่องมือ สะท้อนภาวะการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำและมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้งยังต้องติดตามความต่อเนื่องของการลงทุนในรถยนต์ที่เพิ่งจะกลับมาขยายตัวได้ครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส ส่วนการส่งออกบริการหดตัว -2.4% ( QoQ : เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน) ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนที่หดตัว -1.5% QoQ ตามจำนวนนักท่องเที่ยวจากเกือบทุกชาติในเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะจากจีน ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวในไตรมาส 2 หดตัว -12.2% YoY สะท้อนความกังวลด้านความปลอดภัยที่ขยายวงมากขึ้น แม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวกลุ่ม long haul ชดเชยได้บางส่วน นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่ำเพียง 0.2% QoQ โดยเฉพาะการใช้จ่ายในหมวดบริการ สะท้อนความเปราะบางของครัวเรือนที่ความเชื่อมั่นถูกกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

    สำหรับในระยะต่อจากนี้เศรษฐกิจไทยยังคงน่าห่วง เนื่องจากแรงส่งหลักของเศรษฐกิจมีทิศทางชะลอลง หลังการประกาศอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่แม้จะลดความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า แต่คาดว่าหลายประเทศจะเร่งระบายสินค้ามายังตลาดที่สาม ซึ่งส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ผลจากการเร่งส่งออกสินค้าในช่วงครึ่งปีแรกทำให้สหรัฐฯ มีสต๊อกสินค้าในระดับสูงที่อาจเพียงพอต่อความต้องการในปี 2568 โดยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มูลค่าเฉลี่ยต่อเดือนในช่วง มี.ค.-มิ.ย.2568 สูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 4.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งคำสั่งซื้อระยะข้างหน้าขึ้นอยู่กับความสามารถในการ de-stocking ของสหรัฐฯ ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งขึ้นจากผลของภาษี อีกทั้งยังต้องติดตามความเสี่ยงการขึ้น sectoral tariff ในสินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งที่ผ่านมาไทยส่งออกได้ดี โดยคิดเป็นกว่า 6% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปยังสหรัฐ

    ขณะที่การท่องเที่ยวมีความเสี่ยงชะลอลงมากกว่าที่คาด แม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกจำนวนนักท่องเที่ยวในกลุ่ม long haul ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายต่อคนสูงจะสามารถขยายตัวได้กว่า 17.4% YoY และทดแทนนักท่องเที่ยวในกลุ่ม short haul ได้บางส่วน อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวในกลุ่ม short haul ยังคงมีสัดส่วนสำคัญคิดเป็น 73% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น

    นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก มองไปในทิศทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวได้ที่ 2.0% YoY โดยครึ่งหลังของปีคาดว่าจะขยายตัวชะลอลงอยู่ที่ 1.0% YoY จากครึ่งปีแรกที่ขยายตัวได้ 3.0% YoY ท่ามกลางความเสี่ยงจากผลกระทบของข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาษี transshipment ที่ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางดำเนินการที่ชัดเจน ซึ่งเป็นความท้าทายต่อความสามารถในการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานไทย

    พงษ์พันธุ์

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910844&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QAVKlK5jSfcg3GNAXTGiw

  • “พิชัย” เชื่อเศรษฐกิจแก้ไขได้ ใครรับผิดชอบยังดูแลอยู่ มั่นใจเจรจาสหรัฐฯไม่สะดุด

    “พิชัย” เชื่อเศรษฐกิจแก้ไขได้ ใครรับผิดชอบยังดูแลอยู่ มั่นใจเจรจาสหรัฐฯไม่สะดุด


    “พิชัย” เชื่อปัญหาเศรษฐกิจแก้ได้ หลัง “แพทองธาร” หลุดตำแหน่ง ชี้ใครรับผิดชอบก็ยังอยู่ มั่นใจเจรจาภาษีสหรัฐฯ ไม่สะดุด

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผย สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ จะมีผลกระทบหรือไม่ หลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ว่า ตนว่าทุกอย่างก็น่าจะแก้ไขได้ในเรื่องเศรษฐกิจ ใครรับผิดชอบก็ยังต้องดูแลอยู่

    เมื่อถามว่าจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอะไรหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ทุกอย่างตอบได้ในเรื่องเศรษฐกิจเราใครรับผิดชอบก็ยังต้องดูแลอยู่

    เมื่อถามย้ำว่า จะทำให้การเจรจาภาษีและการค้า กับสหรัฐอเมริกาสะดุดหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ไม่สะดุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/34821&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sX-mmqweMBp7iQT4ZZ_lA

  • เสียงเรียกร้องภาคธุรกิจเร่งตั้งนายกฯ ใหม่ ชี้ชะตาอนาคตเศรษฐกิจไทย

    เสียงเรียกร้องภาคธุรกิจเร่งตั้งนายกฯ ใหม่ ชี้ชะตาอนาคตเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจ

    เสียงเรียกร้องภาคธุรกิจเร่งตั้งนายกฯ ใหม่ ชี้ชะตาอนาคตเศรษฐกิจไทย

    30 ส.ค. 2025 เวลา 7:00 น.

    เสียงเรียกร้องภาคธุรกิจเร่งตั้งนายกฯ ใหม่ ชี้ชะตาอนาคตเศรษฐกิจไทย

    “ภาคธุรกิจ” ประสานเสียงเรียกร้องฝ่ายการเมืองเร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หวั่นสถานการณ์สุญญากาศการเมือง ย้ำโจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    ศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2568 เรื่องพิจารณาที่ 18/2568 คดีกล่าวหาความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ จากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

    ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี คือ 1 ก.ค.2568 เนื่องจากผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

    คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นที่จับตามองของนักธุรกิจทั้งไทยและนักธุรกิจต่างชาติ โดยหลายฝ่ายมองว่ามีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รวมทั้งทำให้ภาคธุรกิจบางส่วน Wait & see 

    ทันทีที่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาได้มีการชิงจังหวะจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทยแข่งกับพรรคภูมิใจไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด โดยหากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไปจะทำให้ความเชื่อมั่นสั่นคลอนหนักขึ้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนลังเล รวมถึงการท่องเที่ยวจะชะลอตัวและทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่

    “วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว” นายพจน์ กล่าว

    ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือ ฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีผู้นำที่สานต่อการทำงานได้เร็ว โดยการเมืองต้องนิ่งมีเสถียรภาพ ซึ่งภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ดีและได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ

    นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า

    ภาคธุรกิจกังวลการขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักรอรัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงข้อตกลงระหว่างรัฐบาลที่ตกลงกับต่างประเทศต้องหยุดทั้งหมดไม่สามารถเดินต่อไป ส่วนดีลภาษีสหรัฐน่าจะเดินต่อไปได้เพียงแต่ต้องรอ ครม.ชุดใหม่มาสานต่อ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า

    หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้าจะกระทบการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ 

    ดังนั้น ในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนสำหรับ SMEs รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาว

    ในขณะที่นักธุรกิจต่างประเทศยืนยันถึงความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในไทย โดยเฉพาะนักธุรกิจญี่ปุ่นที่มียอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นอันดับ 1 มานานก่อนที่ในช่วงหลังจะมีจีนเข้ามาเป็นอันดับ 1 ในบางปี

    นายอิชิโระ อาเบะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) สำนักงานกรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”

    ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย 2 วัน ว่า ไม่ว่าการตัดสินใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 29 ส.ค.2568 อาจกระทบกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลทำให้ล่าช้าหรือเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่เมื่อมองระยะยาวแล้วนักลงทุนจะปรับตัวให้เข้าการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลได้

    “สถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบันไม่กระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่น เพราะไทยแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างมากต่อนโยบายการส่งเสริม FDI เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมือง รัฐบาลไทยยังให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1196515&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HDIf0-PPEzT9cYXWPqOIN

  • หนี้ครัวเรือนลด หนี้เสียพุ่ง สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ

    หนี้ครัวเรือนลด หนี้เสียพุ่ง สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ

    หนี้ครัวเรือนลด หนี้เสียพุ่ง สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ ‘สภาพัฒน์’ รายงานหนี้สินครัวเรือนล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2568 พบว่า หดตัวลง 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบหลายไตรมาส ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 87.4% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 88.4% 

    แม้ภาพรวมยอดหนี้จะหดตัวลงเล็กน้อย ผลจากการที่สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ และครัวเรือนเองก็ระมัดระวังการก่อหนี้มากขึ้น แต่หากดูคุณภาพของหนี้ กลับมีสัญญาณที่น่ากังวลอย่างยิ่ง จากยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สูงถึง 1.19 ล้านล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า ครัวเรือนจำนวนมากกำลังประสบปัญหาในการชำระหนี้อย่างรุนแรง 

    ขณะที่หนี้ที่กล่าวถึงพิเศษ (SM) คือ หนี้ที่ค้างชำระ ไม่เกิน 90 วัน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่า อาจจะกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยคิดเป็น 4.25% ของสินเชื่อรวม โดยเฉพาะคุณภาพสินเชื่อในกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และ สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด เนื่องจากมีแนวโน้มการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน 

    ภาพที่เกิดขึ้นนี้เปรียบเสมือนร่างกายที่นํ้าหนักลดลง แต่กลับตรวจพบปัญหาสุขภาพที่น่ากังวล การที่ยอดหนี้รวมลดลงไม่ได้แปลว่า ฐานะทางการเงินของคนไทยดีขึ้นเสมอไป แต่สะท้อนถึงสภาวะ ‘ไม่กล้า’ และ ‘ไม่ให้’ ก่อหนี้ใหม่ ซึ่งสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ และสร้างความน่ากังวลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในหลายมิติ  

    ไม่ว่าจะเป็นกำลังซื้อในประเทศจะถูกแช่แข็ง ซึ่งจะเป็นผลกระทบที่ชัดเจนและรุนแรงที่สุด เมื่อคนไม่ก่อหนี้ใหม่เพื่อการบริโภค (เช่น ซื้อรถยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ต่อเติมบ้าน) และมุ่งนำเงินไปชำระหนี้เก่า การใช้จ่ายในประเทศซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของ GDP ก็จะชะลอตัวลงอย่างมาก ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมเป็นไปได้ยาก 

    ขณะที่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงิน แม้ธนาคารไทยจะยังแข็งแกร่ง แต่เอ็นพีแอลที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ย่อมกัดกร่อนผลกำไร เพราะธนาคารต้องตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้ธนาคารยิ่งระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่มากขึ้นไปอีก

    กลายเป็น ‘วงจรเชิงลบ’ ที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ การลงทุนภาคเอกชนชะงักงัน เมื่อกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจย่อมขาดความมั่นใจในการลงทุนขยายกิจการ เพราะไม่แน่ใจในอุปสงค์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การลงทุนใหม่ๆ จึงเกิดขึ้นได้ยาก 

    สุดท้ายคือ ข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการเงิน ภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงและเปราะบาง ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินนโยบายการเงินได้ลำบาก แม้จะมีการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็จะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เพราะครัวเรือนที่หนี้ท่วมหัวก็ไม่สามารถกู้เพิ่มได้อยู่ดี และอาจนำเงินที่ประหยัดได้จากดอกเบี้ยที่ลดลงไปจ่ายคืนหนี้แทนที่จะนำไปบริโภค

    การหดตัวของหนี้ครัวเรือนในครั้งนี้จึงไม่ใช่ “ข่าวดี” แต่เป็น “สัญญาณเตือน” ถึงความอ่อนแอของกำลังซื้อ และความเชื่อมั่นที่ลดลง ขณะที่หนี้เสียที่เพิ่มขึ้นตอกยํ้าว่า คนกลุ่มใหญ่ในสังคมยังคงมีฐานะทางการเงินที่เปราะบางอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    บทบรรณาธิการ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45 ฉบับที่ 4,127 วันที่ 31 สิงหาคม-3 กันยายน พ.ศ. 2568
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/637397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SbBCVQQI0-dKrzPGy7XPD