Category: เศรษฐกิจ

  • หอการค้าไทย มอบ ‘สมุดปกขาว 2568’ เสนอรัฐบาลปลดล็อกเศรษฐกิจ 5 มิติ

    หอการค้าไทย มอบ ‘สมุดปกขาว 2568’ เสนอรัฐบาลปลดล็อกเศรษฐกิจ 5 มิติ

    วันนี้, 17:27น.

              ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้นำ ‘สมุดปกขาว หอการค้าไทย ปี 2568’ ซึ่งเป็นข้อสรุปจากการระดมความคิดเห็นระหว่างการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา ภายใต้แนวคิด “Unlocking New Growth: ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต” เสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้ประกอบการพิจารณากำหนดทิศทางเชิงนโยบายและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ

               งานสัมมนาครั้งนี้ต้องยกเลิก หลังจากประชุมไปได้เพียง 1 วัน เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย

              สำหรับ สมุดปกขาว ปี 2568  หอการค้าฯ ได้รวบรวมข้อเสนอแนะและเสียงสะท้อนจากเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ มาก่อนหน้าการสัมมนาแล้ว ซึ่งได้จัดทำเป็นเอกสารส่งมอบให้ท่านนายกรัฐมนตรี ช่วงที่มีการ ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในวันนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำประเด็นที่ได้รับไปพิจารณาดำเนินการได้ สำหรับประเด็นและข้อเสนอแนะที่หอการค้าฯ บรรจุไว้ในสมุดปกขาวปีนี้ มุ่งเน้นการปลดล็อกการเติบโตใหม่ของประเทศทั้งในระดับโครงสร้างและระดับภูมิภาค ครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่

              1. ด้านการค้าและการลงทุน (Trade & Investment) มุ่งยกระดับศักยภาพการค้าการลงทุนของประเทศผ่านการเร่งให้สัตยาบัน FTA (ไทย–ศรีลังกา, ไทย–EFTA) และการสมัครเข้าร่วม OECD พร้อมปรับโครงสร้างกฎหมาย เปิดเสรีโลจิสติกส์ ทบทวน พ.ร.บ.ธุรกิจคนต่างด้าว และจัดตั้งหน่วย Fast Track Reform (Guillotine Unit) เพื่อรื้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค  ขณะเดียวกันสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ชีวภาพ (Bioplastics) และพลังงานสะอาด ด้านแรงงาน เสนอระบบค่าจ้างตามทักษะ (Pay-by-Skills) ร่วมกับการยกระดับทักษะ แรงงาน (Up/Reskill) จัดตั้งศูนย์บริการแรงงานเบ็ดเสร็จ และคณะกรรมการร่วมรัฐ–เอกชนด้านแรงงาน (กรอ.แรงงาน) ส่วนด้านค้าปลีก เสนอขยายโครงการ “Easy e-Receipt เฟส 2 จัดตั้งเขตปลอดภาษีในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก คืน VAT ทันทีแก่นักท่องเที่ยว และตั้งศูนย์ท่องเที่ยว

              2. ด้านเกษตรและอาหาร (Agriculture & Food) เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร (Value-Based Agriculture) ผ่านการผลักดัน Product Champions ในสินค้าหลัก เช่น ข้าว ยาง ปาล์ม ไก่ หมู กุ้ง และพืชสมุนไพร พร้อมสนับสนุนการแปรรูป การพัฒนาพันธุ์ด้วยเทคโนโลยี Gene Editing และส่งเสริมสินค้า GI–Future Food แผนยุทธศาสตร์มหานครผลไม้เมืองร้อนของประเทศไทย ขับเคลื่อนสู่ศูนย์กลางการค้าและความรู้ผลไม้เมืองร้อนโลก

    รวมถึงพัฒนาโครงสร้างฐานราก เช่น ระบบน้ำ ที่ดิน ฐานข้อมูลเกษตรกร และศูนย์ประสานงานสินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลตลาด นอกจากนี้ยังยกระดับอุตสาหกรรมประมง ด้วยการลดภาษีวัตถุดิบ การพัฒนาแรงงานตามมาตรฐานสากล (GLP) และเร่งปลดล็อกข้อจำกัดการส่งออก One Stop Service อำนวยความสะดวกผู้ค้าปลีก

              3. ด้านการท่องเที่ยวและบริการ (Tourism & Services) เสนอเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและสุขภาพระดับโลก (Global Wellness & Tourism Hub) โดยผลักดันการใช้แนวคิด “Happy Model” เป็นกรอบพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูงมุ่งยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นผ่านโครงการ Trusted Thailand ใช้มาตรการภาษีและการเงินกระตุ้นการท่องเที่ยวหักลดหย่อนภาษีสูงสุด 15,000 บาท และหักภาษี 3 เท่าสำหรับการจัดอบรมต่างจังหวัด) พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์ม TAGTHAi ให้เป็น National Digital Tourism Utility เชื่อมโยงข้อมูลเมืองหลักและเมืองรอง เสริมเส้นทาง ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและทางทะเล (Wellness & Cruise Tourism) รวมถึงจัดสรร Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SME และ Startup ด้านท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

              4. ด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Digital & AI with Innovation) ผลักดันเศรษฐกิจ Digital–Green Economy ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเศรษฐกิจดิจิทัลต่อ GDP จาก 23.9% เป็น 35% ภายในปี 2579 และสร้างงานคุณภาพกว่า 2 ล้านตำแหน่ง เสนอจัดตั้งศูนย์บัญชาการเศรษฐกิจดิจิทัล (DECC) พร้อมกองทุน Digital–Green Infrastructure เพื่อสนับสนุนการลงทุนใน AI, Cloud, Data Center และพลังงานสะอาด พัฒนาโครงการ Thailand AI Ready ยกระดับทักษะประชาชนกว่า 5 ล้านคน และ ออกมาตรการ Digital Visa ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เสริมด้วย Digital Voucher สำหรับ SME และกรอบกฎหมายใหม่ว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล–กรีน พร้อมมาตรฐาน AI Ethics และ Data Governance การส่งเสริมโครงการพลิกโฉมธุรกิจ สู่ Smart Business ด้วย Automation and Robotics

               5. ด้านความยั่งยืน (Sustainability) เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ลดการเผาในภาคเกษตรด้วยระบบ Traceability ส่งเสริมมาตรฐานการออกแบบบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล การใช้วัสดุหมุนเวียน และแรงจูงใจทางภาษีสำหรับ Green Innovation พร้อมผลักดันตลาดไฟฟ้าเสรี (Open Electricity Market) และขยายความรับผิดชอบผู้ผลิต (EPR) ไปยังอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง และการสนับสนุนโครงการ Platform ซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Neutrality 4 ALL)

              นอกจากนั้น หอการค้าไทย ยังได้ร่วมกับ กกร. จัดตั้ง คณะทำงาน Zero Corruption  กกร. และเพื่อน ไม่ทน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้เศรษฐกิจไทย ซึ่งภาคเอกชนลุกขึ้นร่วมกันสร้างระบบที่โปร่งใสตรวจสอบได้ และเป็นธรรมมากขึ้นถือเป็นการวางรากฐานสำคัญให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอย่างมีคุณภาพ การลดคอร์รัปชันจะช่วยลดต้นทุนแฝง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ เปิดโอกาสให้ SMEs แข่งขันได้จริง และทำให้ผู้ประกอบการเชื่อมั่นว่าระบบเศรษฐกิจไทยพร้อมรองรับการลงทุนระยะยาว ดังนั้น Zero Corruption จึงไม่ใช่เพียงโครงการต่อต้านทุจริต แต่คือ แรงส่งใหม่ของเศรษฐกิจไทย ที่จะช่วยให้ประเทศก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมและเดินหน้าในทศวรรษต่อไปด้วยความมั่นคง โปร่งใส และพร้อมแข่งขันในระดับโลก

              ข้อเสนอทั้งหมดเป็นประเด็นที่สามารถดำเนินการได้จริงและมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยในทุกภูมิภาค

    #สมุดปกขาวหอการค้าไทย68

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156770&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AK2SxB255OH5-HbvFtRQL

  • “คลื่นสึนามิหนี้” 16.2 ล้านล้านบาท ฉุดเศรษฐกิจไทย

    “คลื่นสึนามิหนี้” 16.2 ล้านล้านบาท ฉุดเศรษฐกิจไทย

    นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) กล่าวภายในงาน “ข้อมูลเครดิต พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 2 ทศวรรษ” ระบุว่า ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา NCB ผ่านร้อนผ่านหนาวและวิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้ง โดยเฉพาะสองวิกฤตใหญ่ ได้แก่ น้ำท่วมใหญ่ปี 2554

    ซึ่งทำให้การก่อหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงและสะสมเป็นภาระ และวิกฤตโควิด-19 ที่สร้างปรากฏการณ์ “Income Shock” หรือรายได้ตกต่ำในช่วง 3 – 4 ปี ทำให้ลูกหนี้ต้องแบกรับดอกเบี้ยผิดนัดชำระสูง ส่งผลให้ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

    ซึ่งทำให้เห็นถึง สัญญาณเตือนภัยอย่างหนักว่าจะกำลังเผชิญกับ “คลื่นสึนามิหนี้คนไทย” ที่ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นแต่สะสมมาจากรากฐานจากนโยบายทางการเมืองในอดีต เช่น โครงการรถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก และโครงการรับจำนำข้าว ทำให้ปริมาณการก่อหนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นบ่อนทำลายความสามารถในการบริหารจัดการหนี้ของประชาชน

    ภูเขาหนี้รวม 16.2 ล้านล้านบาท เริ่มส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยมาสักระยะหนึ่งแล้ว ความท้าทายของเครดิตบูโรคือการดึงแหล่งหนี้สำคัญหลายส่วนเข้ามาอยู่ในระบบ เช่น หนี้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ มูลค่ากว่า 2.3 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะหนี้ครู รวมถึงข้อมูลสาธารณูปโภคอย่างค่าน้ำค่าไฟ และหนี้จากซื้อก่อน จ่ายทีหลัง ซึ่งทำให้การก่อหนี้ง่าย แม้แต่การผ่อนกาแฟหรือสินค้าราคาไม่สูงก็ถือเป็นการให้สินเชื่อ

    ส่วนมาตรการซื้อหนี้  หรือ โอนหนี้เสียมูลค่าไม่เกิน 1 แสนบาท จากบัญชีสถาบันการเงินเดิมไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ตามแนวทางของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อลดภาระให้ผู้ติดกับดักหนี้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ปกติ

    เฟสแรกคาดว่าจะครอบคลุมลูกหนี้ประมาณ 1.6 ล้านราย จากทั้งหมดกว่า 3 ล้านราย ทั้งกลุ่มแบงก์และนอนแบงก์ นายสุรพล บอกว่า มาตรการนี้รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ เช่น การลดต้นและดอกเบี้ย การผ่อนปรนเงื่อนไข และแฮร์คัท โดยจะทำเพียงครั้งเดียวเพื่อช่วยผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ติดค้างจากโควิดจนถึงปัจจุบัน

    และจะช่วยให้ลูกหนี้ที่เข้าร่วมและชำระหนี้ตามเงื่อนไข มีรหัสเครดิตใหม่สะท้อนประวัติการชำระหนี้ดี เช่น จากรหัส 42 เป็น 26 เข้าโครงการ และหากชำระหนี้ดีจะได้รหัส 16 ซึ่งสะท้อนประวัติ 12 เดือน เพื่อให้สามารถเริ่มเข้าถึงสินเชื่อในโครงการของรัฐได้

    พร้อมกันนี้ ยังมองว่า ผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือ SMEs เป็นกลุ่มลูกหนี้ ที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน ซึ่งทาง NCB มีข้อมูลบริษัท 2.8 แสนแห่ง มูลค่าหนี้รวมประมาณ 3–4 แสนล้านบาท โดยธุรกิจขนาดเล็กหรือซุปเปอร์ไมโครมีหนี้เสียสูงถึง 14%

    และมีมาตรการสำหรับ SMEs เพิ่มเติม จากการใช้กองทุนฟื้นฟูเป็นตัวชดเชยความเสียหาย เพื่อจูงใจให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับ 6 กลุ่มธุรกิจหลัก ประมาณ 100,000 ล้านบาท

    ในส่วนของการเก็บข้อมูลเครดิตของไทย นายสุรพล ระบุว่า ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น การเก็บประวัติลูกหนี้อย่างน้อย 3 ปี และสามารถนำข้อมูลสาธารณูปโภคผ่านระบบเข้ารหัส ส่งไปยังสถาบันการเงินโดยตรง โดย NCB เป็นตัวกลางให้สถานบันการเงินนำข้อมูลไปวิเคราะห์เครดิต โดยไม่ต้องละเมิดความเป็นส่วนตัว

    ส่วนประเด็นการลดช่วงเวลาการเก็บข้อมูลจาก 3 ปี เหลือเพียง 6 เดือน มองว่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐานโลก และอาจลดความสามารถของสถาบันการเงินในการวิเคราะห์สินเชื่ออย่างแม่นยำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/262192&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RqUICbUXsjfvTFw54Ql-p

  • นายกฯ ถก ครม. เศรษฐกิจ สั่งบูรณาการช่วย น้ำท่วม ภาคใต้ รับหาดใหญ่หนักสุด เร่งเยียวยา – ฟื้นฟูประชาชน

    นายกฯ ถก ครม. เศรษฐกิจ สั่งบูรณาการช่วย น้ำท่วม ภาคใต้ รับหาดใหญ่หนักสุด เร่งเยียวยา – ฟื้นฟูประชาชน

    วันนี้ (23 พฤศจิกายน) ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งที่ 5/2568

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5 ก่อนเริ่มการประชุม ตนขอมอบข้อสั่งการและนโยบายเรื่องสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ ซึ่งกำลังเกิดขึ้น โดยในจังหวัดสงขลา ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุอุทกภัยในหลายจังหวัดภาคใต้ โดยมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ อำเภอหาดใหญ่ ตนและคณะได้ลงพื้นที่ติดตามผู้ประสบภัยน้ำท่วม

    ในการประชุมครั้งนี้ มีผู้ประสบภัยร่วมอยู่ด้วย คือ ประธานหอการค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัย ต้องขออภัยที่ท่านได้นำสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศไปประชุมประจำปีที่อำเภอหาดใหญ่ มีผู้คนเข้าร่วมจำนวนมาก แต่เกิดอุทกภัยเสียก่อน และมีความรุนแรง ทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจ่ายได้ในอาคารใหญ่ ตนได้พบประธานหอการค้าที่สนามบิน ซึ่งท่านอยู่ที่สนามบินนานาชาติก่อนจะเดินทางกลับ อย่างน้อยถือว่าโชคดีที่สามารถประสานไฟลต์บินกลับกรุงเทพฯ ได้ และขออภัยพี่น้องประชาชนทุกคนด้วย

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า ได้มอบให้หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งสถานการณ์ในด้านการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเริ่มคลี่คลายลง และน่าจะควบคุมได้ในระดับหนึ่งแล้ว

    แต่สิ่งที่ยังควบคุมไม่ได้ คือปริมาณน้ำที่หลากเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากพายุและฝนที่ยังตกไม่หยุด ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีฝนตกตลอดเวลา ทำให้มีน้ำไหลเข้าพื้นที่ตัวเมืองหาดใหญ่ ซึ่งเปรียบเสมือนพื้นที่รับน้ำ ทั้งน้ำจากภูเขาและน้ำจากอำเภอสะเดาก็เข้ามาเติมอีก ทำให้การระบายน้ำในพื้นที่หาดใหญ่ แม้จะมีคลองระบายน้ำที่ได้มาตรฐาน คือคลอง ร.1 ซึ่งกว้างเปรียบเสมือนแม่น้ำเส้นหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน

    ทั้งนี้ กรมชลประทานกำลังเร่งบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในพื้นที่ และเมื่อเช้านี้ได้ขอให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางลงไปดำเนินการเพื่อลดระดับความรุนแรงของภัยพิบัติให้เร็วที่สุดและมากที่สุด ในฐานะที่รัฐบาลมีคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยมี ร.อ.ธรรมนัส เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) ได้เดินทางลงไปบูรณาการความร่วมมือจากทุกฝ่าย

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นว่า ได้มีการประสานความร่วมมือจากกองทัพภาคที่ 4 ฝ่ายชลประทานที่กำกับดูแลอยู่ และฝ่ายปกครอง โดยตนขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับฟังข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ และบูรณาการความร่วมมือในทุกมิติ ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี โดยคาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ครอบคลุมหลายอำเภอ โดยอำเภอหาดใหญ่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด และยังเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคใต้ จึงต้องเร่งฟื้นฟูให้กลับมาโดยเร็ว

    ในส่วนของมาตรการฟื้นฟู นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้มอบหมายให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เร่งดำเนินการ โดยยืนยันว่า ขณะนี้ตนได้สั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสำรวจครัวเรือนที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเข้าเกณฑ์ทุกหลังจากอุทกภัย และมีความชัดเจนว่า บ้านเรือนทุกหลังได้รับความเสียหายต่อทรัพย์สิน ก็จะมีการช่วยเหลือเยียวยา และต้องการให้เตรียมมาตรการฟื้นฟูให้แก่ประชาชนในระยะแรกในด้านการเยียวยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-cabinet-flood-south-relief/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OLfe4wBZR_OyKq4P0pW8D

  • 6 ธุรกิจใหม่ ‘เศรษฐกิจสูงวัย Silver Economy’ ขุมทรัพย์ 8 แสนล้าน

    6 ธุรกิจใหม่ ‘เศรษฐกิจสูงวัย Silver Economy’ ขุมทรัพย์ 8 แสนล้าน

    นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาพรวม “ภาวะสังคมไทยไตรมาสสาม ปี 2568” เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า โครงสร้างประชากรของประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์” แล้วตั้งแต่ปี 2567

    โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากร และคาดการณ์ว่า ภายในปี 2576 ประเทศไทยจะกลายเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” โดยมีประชากรสูงวัยถึง 14.02 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด

    นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

    การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ ไม่ได้เป็นเพียงภาระหรือความท้าทายเชิงนโยบายเท่านั้น แต่ได้เปิดประตูบานใหญ่สู่ “เศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy)” ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

    ผู้สูงวัยคือผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่า 8.8 แสนล้าน

    ผู้สูงอายุมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสูงวัยในสองมิติหลัก:

    ในฐานะผู้บริโภคกำลังซื้อสูง:

    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) คาดการณ์ว่า แนวโน้มมูลค่าการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของผู้สูงอายุในประเทศไทยจะเติบโตจาก 2.18 ล้านล้านบาท ในปี 2566 เป็น 3.50 ล้านล้านบาท ภายในปี 2576

    ในฐานะแรงงานทรงคุณค่า:

    ผู้สูงอายุยังสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ และศักยภาพมาใช้ในการทำงานได้ สศช. และ TDRI ประเมินว่า แนวโน้มรายได้จากการทำงานของผู้สูงอายุจะขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 3.76 ต่อปี โดยจะเพิ่มขึ้นจาก 6.4 แสนล้านบาท (ปี 2564) ไปสู่ระดับ 8.8 แสนล้านบาท ภายในปี 2576

    ศักยภาพทางการเงินและการบริโภคนี้เอง ได้ก่อให้เกิดธุรกิจและบริการใหม่ที่มุ่งตอบสนองความต้องการเฉพาะของผู้สูงอายุโดยตรง

    โอกาสใหม่ทางธุรกิจ 6 รูปแบบใน Silver Economy

    ปัจจุบันมีตัวอย่างธุรกิจใหม่ ๆ ที่สะท้อนถึงการใช้ศักยภาพของผู้สูงอายุทั้งในด้านการจ้างงาน, สุขภาพ, และการส่งเสริมคุณภาพชีวิต ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 หมวดหลัก พร้อมตัวอย่างธุรกิจรวม 6 รูปแบบ ดังนี้

    หมวดที่ 1: ด้านการจ้างงานและการสร้างคุณค่า (Active Ageing)

    ธุรกิจในหมวดนี้เน้นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงและมีความสามารถได้สร้างรายได้และคุณค่าให้กับตนเอง:

    แกร็บวัยเก๋า (Grab Wai Kao):

    • เป็นโครงการที่บริษัท แกร็บประเทศไทย จำกัด ที่ส่งเสริมผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงให้สามารถสร้างรายได้และคุณค่าผ่านการเป็นพาร์ทเนอร์ขับรถรับส่งผู้โดยสาร หรือจัดส่งสินค้าบนแพลตฟอร์ม
    • ปัจจุบันมีผู้สูงอายุเข้าร่วมโครงการนี้มากกว่า 10,000 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 3,700 คน ในปี 2565

    บริการเช่าลุง เช่ายาย:

    • เป็นโมเดลจาก ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดพื้นที่ให้คนทั่วไปสามารถ แลกเปลี่ยนมุมมองชีวิต หรือ ขอกำลังใจ จากผู้สูงวัยที่มีประสบการณ์และทัศนคติเชิงบวก
    • การดำเนินการนี้เป็นการสร้างรายได้ให้กับผู้สูงอายุ ควบคู่ไปกับการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี

    หมวดที่ 2: ด้านสุขภาพกายและบริการดูแลเฉพาะทาง (Health & Care Services)

    ธุรกิจที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพและการอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน:

    Go MAMMA (บริการรถแท็กซี่ผู้สูงอายุ):

    เป็นบริการรถแท็กซี่ที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะแบบครบวงจร

    • บริการครอบคลุมตั้งแต่การรับจากบ้าน รอระหว่างทำธุระ จนถึงส่งกลับ
    • จุดเด่นคือคนขับรถทุกคนได้ผ่านการอบรมหลักสูตร CPR และจิตวิทยาเบื้องต้น เพื่อลดความยากลำบากในการเดินทางและช่วยแก้ปัญหาลูกหลานไม่มีเวลาดูแล
    • มีการให้บริการรับ-ส่งไปแล้วกว่า 500 ราย และมากกว่า 5,000 เที่ยวเดินทาง

    บ้านตัดเล็บสุขภาพ ตลาดน้อย:

    • เป็นบริการตัดเล็บตามหลักทางการแพทย์ โดยผู้ให้บริการคือ พยาบาลวิชาชีพวัยเกษียณ
    • บริการนี้ช่วยรักษาผู้สูงอายุที่มีปัญหาเล็บงอกผิดปกติ หรือเล็บงอผิดปกติ รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยติดเตียงและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเนื่องจากไม่สามารถตัดเล็บเองได้

    หมวดที่ 3: ด้านการส่งเสริมสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิต (Mental Wellness)

    ธุรกิจที่เน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การเรียนรู้ และการท่องเที่ยว เพื่อให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี:

    ทัวร์สูงวัย หัวใจฟรุ้งฟริ้ง:

    เป็นโปรแกรมท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

    • มีทีมงานที่ผ่านการอบรมปฐมพยาบาลจำนวน 2 คนต่อกลุ่ม คอยดูแลอย่างใกล้ชิด
    • มีการแจ้งสถานการณ์ของผู้เดินทางให้ครอบครัวทราบผ่านแอปพลิเคชัน LINE
    • จัดกิจกรรมสันทนาการเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมเดินทางในวัยเดียวกัน

    ยังแฮปปี้ (YoungHappy) และโครงการ “House to Homestay เปลี่ยนบ้านสร้างรายได้”:

    • ยังแฮปปี้ เป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้เรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกัน

    นอกจากนี้ ยังจัดโครงการ “House to Homestay เปลี่ยนบ้านสร้างรายได้” ซึ่งเป็นการอบรมให้ผู้สูงอายุได้เรียนรู้การปรับปรุงบ้าน การบริหารจัดการ การเข้าถึงแหล่งทุน และการจดทะเบียนอย่างถูกกฎหมาย เพื่อให้สามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคงจากที่พักของตนเอง

    ตัวอย่างผู้ประกอบการสูงวัยที่ประสบความสำเร็จจากโครงการนี้ เช่น ลุงชวนป้ารีโฮมสเตย์ และโฮมสเตย์ลุงสั่น บ้านปากประ

    กลไกสนับสนุนที่จำเป็นเพื่อยกระดับ Silver Economy

    นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ ย้ำว่า จากตัวอย่างเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่เสมอไป แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐจะต้องมีกลไกสนับสนุนที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัยของไทยอย่างยั่งยืน:

    การจัดทำยุทธศาสตร์และกำหนดหน่วยงานหลัก:

    • ต้องมีการจัดทำ ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจสูงวัยที่ชัดเจน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (growth engine) พร้อมทั้งกำหนดหน่วยงานหลัก อาทิ กรมกิจการผู้สูงอายุ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและบริหารจัดการกองทุนผู้สูงอายุ

    การสร้างโอกาสในตลาดแรงงาน:

    • ต้องส่งเสริมการฝึกอบรม reskill/upskill/newskill ในทักษะที่จำเป็นและเป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงสร้างกลไกสนับสนุนการทำงานและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจในฐานะ Olderpreneur

    การพัฒนาฐานข้อมูล:

    • ควรพัฒนาฐานข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งข้อมูลสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุที่มีอยู่ในระบบ เพื่อเผยแพร่และสร้างการรับรู้แก่ประชาชน และจัดทำข้อมูลงานวิจัยและพัฒนาเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงตามความต้องการของตลาดมากขึ้น

    การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยคือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ (Silver Economy) ที่หากได้รับการสนับสนุนอย่างถูกจุด จะสามารถเปลี่ยนจากความท้าทายเชิงประชากรให้กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644805&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KTa4xeVgUE49fhFZZPvAD

  • สังคมไทยเปลี่ยนเร็ว จ้างงานสะดุด-หนี้ยังน่าห่วง

    สังคมไทยเปลี่ยนเร็ว จ้างงานสะดุด-หนี้ยังน่าห่วง

    สภาพัฒน์ เผย “ภาวะสังคมไทย ไตรมาส 3/68” จ้างงานสะดุด–หนี้ยังน่าห่วง แต่เศรษฐกิจสูงวัย–แรงงานคืนถิ่นเปิดโอกาสใหม่

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 3 ปี 2568 สะท้อนภาพรวม “สังคมไทยเปลี่ยนเร็ว” ทั้งตลาดแรงงานที่ซบเซา หนี้ครัวเรือนที่แม้ลดลงแต่หนี้เสียยังสูง ขณะที่ความปลอดภัย-ผู้บริโภคอยู่ในภาวะต้องจับตา แต่มีสัญญาณบวกจากเศรษฐกิจผู้สูงวัย และแนวโน้มแรงงานคืนถิ่นที่อาจกลายเป็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจฐานรากรูปแบบใหม่

    จ้างงานชะลอ – ภาคเกษตรถูกน้ำท่วมฉุด แต่ขนส่ง-โลจิสติกส์โตแรง

    แรงงานไตรมาส 3/68 มีผู้มีงานทำ 39.9 ล้านคน ลดลง 0.5% จากปีก่อน ภาคเกษตรหดตัวหนัก 2.9% จากผลกระทบน้ำท่วม ขณะที่งานนอกภาคเกษตรโต 0.6% โดยเฉพาะภาคขนส่งและจัดเก็บสินค้าที่ขยายตัวถึง 4.9% สอดคล้องกับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์เมือง 

    อย่างไรก็ตาม ค่าจ้างโดยรวมลดลง 0.3% โดยแรงงานอิสระได้รับผลกระทบมากที่สุด ค่าจ้างหด 2.9% เสี่ยงกระทบต่อกำลังซื้อของครัวเรือน 

    แม้อัตราว่างงานลดลงเหลือ 0.76% หรือ 3.1 แสนคน แต่อัตราว่างงานในระบบประกันสังคมกลับเพิ่มเล็กน้อย ขณะที่จำนวน “ผู้เสมือนว่างงาน” พุ่ง 8.7% โดยเฉพาะในภาคเกษตร 

    สศช. แนะนำให้รัฐบาลเร่งควบคุมราคาสินค้าจำเป็น และเตรียมมาตรการเยียวยาเกษตรกรหลังน้ำท่วมเพื่อฟื้นฟูรายได้ในระยะสั้น

    หนี้ครัวเรือนลดลงเล็กน้อย แต่ NPL พุ่งสูง ต้องเร่งช่วยลูกหนี้เสี่ยงถูกยึดบ้าน

    หนี้ครัวเรือนไตรมาส 2/68 อยู่ที่ 16.31 ล้านล้านบาท ลดลง 0.3% ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลดลงเหลือ 86.8% แต่หนี้เสียส่วนบุคคล (NPL) เพิ่มขึ้นต่อเนื่องแตะ 1.24 ล้านล้านบาท หรือ 9.11% ของสินเชื่อรวม สูงขึ้นในทุกประเภท

     แม้สินเชื่อค้างชำระระยะสั้น (1–3 เดือน) ลดลงจากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ แต่แนวโน้มการถูกยึดบ้านและขายทอดตลาดเพิ่มขึ้น ทำให้จำเป็นต้องเร่งกระบวนการไกล่เกลี่ย และสนับสนุนสินเชื่อฟื้นฟูสำหรับครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

     สศช. ยังย้ำให้เร่งผลักดันโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และขยายผลไปยังกลุ่ม Non-bank ที่ยังเข้าไม่ถึงมาตรการรัฐ

    สุขภาพ: โรคเฝ้าระวังลด แต่ RSV พุ่งเกือบ 4 เท่า ต้องเตรียมรับมือโรคหลังน้ำท่วม

    แม้การเจ็บป่วยจากโรคเฝ้าระวังในไตรมาสนี้ลดลง 3.06% แต่โรคไวรัส RSV กลับพบผู้ป่วยสะสมกว่า 32,923 ราย เพิ่มจากปีก่อนเกือบ 4 เท่า และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก

     สศช. เตือนว่าอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่อาจทำให้เกิดโรคที่มากับน้ำ เช่น โรคผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ ตาแดง ฉี่หนู และท้องร่วง จึงจำเป็นต้องมีแผนปฏิบัติการเตรียมพร้อมภัยพิบัติประจำปี

    พฤติกรรมเสี่ยง: การดื่มแอลกอฮอล์เพิ่ม แม้บุหรี่ลดลง

    ค่าใช้จ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 0.7% โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน แม้ค่าใช้จ่ายบุหรี่ลด 0.6% แต่ยังพบปัญหาการลักลอบบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารอันตราย

     นักวิชาการเตือนว่า “ไม่มีปริมาณการดื่มที่ปลอดภัย” และเยาวชนยังมีความเข้าใจผิดจึงต้องเร่งทำงานด้านทัศนคติ

    ความปลอดภัยทรุด – ยาเสพติดพุ่ง คดีทรัพย์เพิ่ม

    คดีอาญารวมเพิ่มขึ้น 13.4% จากปีก่อน โดยคดียาเสพติดและคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์เพิ่มขึ้น ขณะที่คดีชีวิตและเพศลดลง ด้านอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.4% โดยผู้บาดเจ็บมากขึ้น แม้ยอดเสียชีวิตลดลง

     ภาครัฐถูกจับตาให้เร่งสกัดกั้นเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ป้องกันไทยเป็นฐานคอลเซ็นเตอร์ และเร่งสร้างวินัยจราจรในกลุ่มเยาวชนผ่านโครงการใบขับขี่นักเรียน

    ร้องเรียนผู้บริโภคพุ่ง 34% สินค้า-บริการ-โทรคมนาคมติดอันดับ

    การร้องเรียนผู้บริโภคเพิ่มสูงทั้งด้านสินค้า-บริการ และด้านโทรคมนาคม โดยร้องเรียน กสทช. เพิ่มขึ้นเกือบ 45% ปัญหาที่พบมาก ได้แก่
    • สินค้าออนไลน์/ไลฟ์สดไม่มี อย.
    • คุณภาพบริการหลังการขายรถ EV
    • กฎระเบียบในธุรกิจอีเวนต์-คอนเสิร์ต เช่น การคืนเงินและการใช้ “บอทกดบัตร”
    สศช. เสนอให้เพิ่มการกำกับดูแลไลฟ์ขายสินค้า และพิจารณาออกกฎเข้มงวดกับธุรกิจคอนเสิร์ตเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

    Silver Economy: “โอกาสทอง” ของสังคมสูงวัย

    ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2567 และจะเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี 2576 ทำให้ตลาดผู้สูงอายุมีศักยภาพสูง TDRI คาดมูลค่าการบริโภคผู้สูงอายุจะเพิ่มจาก 2.18 ล้านล้านบาท (ปี 66) เป็น 3.5 ล้านล้านบาท ในปี 76 โดยกว่า 67% เป็น “เศรษฐกิจใหม่” ที่ต่อยอดได้

     ตัวอย่างธุรกิจเกิดใหม่ ได้แก่
    • แกร็บวัยเก๋า ขับรถ–ส่งของ รายได้เสริมของผู้สูงอายุ
    • บ้านตัดเล็บสุขภาพ โดยพยาบาลเกษียณ
    • ทัวร์สูงวัยหัวใจฟรุ้งฟริ้ง เน้นเที่ยวปลอดภัยพร้อมทีมแพทย์
    • House to Homestay เปลี่ยนบ้านผู้สูงวัยให้เป็นโฮมสเตย์สร้างรายได้

     สคร. เสนอให้จัดทำ “ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสูงวัย” และตั้งหน่วยงานหลักขับเคลื่อน รวมถึงพัฒนาฐานข้อมูลสินค้า–บริการผู้สูงอายุทั่วประเทศ

    แรงงานคืนถิ่น: ไม่ใช่แค่การกลับบ้าน แต่เป็นโอกาสเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ผลสำรวจแรงงานอายุ 20–35 ปี จำนวน 2,563 ตัวอย่าง พบว่า 60.5% ย้ายเข้าเมืองใหญ่เพราะงาน แต่มีเพียง 1 ใน 3 ที่มีแผนย้ายกลับภูมิลำเนา และส่วนใหญ่จะกลับเมื่อเกษียณหรือมีเงินเก็บพอ โดยอุปสรรคสำคัญ ได้แก่
    • รายได้ในเมืองสูงกว่า
    • ภาระครอบครัว เช่น บ้าน-ลูกเรียน
    • ความผูกพันท้องถิ่นลดลง

     อย่างไรก็ตาม การคืนถิ่นอาจกลายเป็นโอกาส หากมีงานคุณภาพในท้องถิ่น สภาพแวดล้อมเอื้อต่อผู้ประกอบการ และมีระบบสนับสนุนรายได้ เช่น สินเชื่อ-ทักษะดิจิทัล-ตลาดออนไลน์

    nesdc-thai-society-q3-labor-employment-debt-npls-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/nesdc-thai-society-q3-labor-employment-debt-npls&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O0l-KJNv5I6VXMCitmD-q

  • ยะลาวิกฤต มวลน้ำไหลทะลักพื้นที่เศรษฐกิจ 80-100 ซม. เตือนประชาชน เร่งอพยพด่วน

    ยะลาวิกฤต มวลน้ำไหลทะลักพื้นที่เศรษฐกิจ 80-100 ซม. เตือนประชาชน เร่งอพยพด่วน

    ยะลาวิกฤต มวลน้ำไหลทะลักพื้นที่เศรษฐกิจ ระดับน้ำสูงกว่า 80-100 ซม. รองผู้ว่าฯ ย้ำเตือนประชาชนเร่งอพยพด่วน พร้อมเผยมีผู้เสียชีวิตจากดินสไลด์ 1 ราย

    เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.ยะลา นายก้องสกุล จันทราช รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และเปิดเผยว่า ขณะนี้ เขตเทศบาลตำบลท่าสาป, เขตเทศบาลนครยะลา บริเวณถนนพิพิธภักดี, ย่านธนวิถี, สถานีรถไฟยะลา, โรงแรมยะลารามา และชุมชนสิโรรส 8 ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

    ส่วนในย่านเศรษฐกิจการค้าและสถานีรถไฟ ระดับน้ำอยู่ที่ 80 – 100 เซนติเมตร ทำให้รถไม่สามารถสัญจรได้

    รองผู้ว่าฯ ย้ำเตือนให้ประชาชน เร่งยกของและอพยพด่วน เนื่องจากฝนยังคงตกหนักและมีโอกาสที่น้ำจะท่วมสูง

    ล่าสุด จังหวัดยะลาได้บูรณาการกำลังทหาร ตำรวจ และ ปภ. เข้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่ พร้อมสนับสนุนรถขนาดใหญ่และเรือในการอพยพประชาชน

    โดยเทศบาลนครยะลาได้เตรียมศูนย์พักพิงไว้ที่ โรงเรียนเทศบาล 3, โรงเรียนเทศบาล 5, TK PARK, อาคารศรีนิบง และโรงเรียนเทศบาล 4 พร้อมจัดตั้งครัวอาหารปรุงสุกเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย

    ส่วนรายงานสถานการณ์สาธารณภัยเบื้องต้น พบว่ามี ผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย คือ นายสุภโชค แก้วทอง อายุ 22 ปี จากเหตุ ดินสไลด์ทับบ้านเรือน ที่อำเภอธารโต เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 โดยขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบของทางราชการ

    ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาฯ เตือนว่า ยะลายังคงมีฝนตกหนักต่อเนื่องจนถึงวันที่ 25 พ.ย. ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก (เบตง, ธารโต, บันนังสตา, กาบัง, ยะหา) เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    รายงานข่าวแจ้งว่า จังหวัดยะลากำลังเผชิญสถานการณ์อุทกภัยขั้นวิกฤต หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้ แม่น้ำปัตตานีล้นตลิ่ง และมวลน้ำจากเทือกเขาไหลเข้าสมทบอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 33,000 คน ใน 4 อำเภอ และได้ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแล้วในหลายพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2897555&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QdkW2sfCdXhqfyBtJYpeS

  • น้ำท่วมเวียดนาม หนัก ดับแล้ว 90 ราย เศรษฐกิจเสียหาย 340 ล้านดอลลาร์

    น้ำท่วมเวียดนาม หนัก ดับแล้ว 90 ราย เศรษฐกิจเสียหาย 340 ล้านดอลลาร์

    ต่างประเทศ

    24 พ.ย. 2025 เวลา 14:30 น.

    น้ำท่วมเวียดนาม หนัก ดับแล้ว 90 ราย เศรษฐกิจเสียหาย 340 ล้านดอลลาร์

    เหตุการณ์ น้ำท่วมเวียดนาม รุนแรงและเป็นเวลานานในพื้นที่ตอนกลางของเวียดนาม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 90 ราย รัฐบาลคาด เศรษฐกิจเสียหาย 340 ล้านดอลลาร์

    รัฐบาลเวียดนาม เผย น้ำท่วมเวียดนาม รุนแรงและท่วมเป็นเวลานานในใจกลางเวียดนาม ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 90 คน และ มีคนสูญหาย 12 คน

    กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม เผยในวันอาทิตย์ (23 พ.ย.) ว่า น้ำท่วมรุนแรง ทำให้บ้านเรือนเสียหายมากกว่า 1,154 หลัง และถูกน้ำท่วมราว 186,000 หลัง ขณะที่ที่ดินการเกษตร ทั้งข้าวและพืชผลต่างๆ เสียหายอย่างน้อย 80,000 เฮกตาร์ หรือราว 500,000 ไร่

    นอกจากนี้ ยังคงมีน้ำท่วมหนักในบางพื้นที่ของจังหวัดดั๊กลักและคานห์โฮซึ่งเป็นจังหวัดที่ถนนเสียหายและสะพานพังถล่ม ทำให้ประชาชนหลายร้อยครัวเรือนถูกตัดขาดแม้ว่าระดับน้ำในบางพื้นที่จะลดลงแล้วก็ตาม เจ้าหน้าที่กำลังพยายามซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ และจัดการความเสียหาย

    ศูนย์พยากรณ์อุทกวิทยาแห่งชาติเวียดนาม คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักจะค่อยๆ ลดลงตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. เป็นต้นไป

    ตามประกาศในเว็บไซต์ของรัฐบาลระบุว่าฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ที่เข้าร่วมประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ (G20) ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ได้จัดการประชุมออนไลน์อย่างเร่งด่วนกับกระทรวงต่างๆ และหน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อทบทวนสถานการณ์น้ำท่วม ประสานงาน และพยายามตอบสนองและซ่อมแซมพื้นที่เสียหายในจังหวัดทางตอนกลางของประเทศอย่างต่อเนื่อง

    รัฐบาลประเมินความเสียหาย เศรษฐกิจเวียดนาม เบื้องต้นไว้อย่างน้อย 340 ล้านดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1208970&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JTrrL6BHwux8Ofz9F7d1k

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 – InterGold

    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.01 น.

    กลยุทธ์ : ทะยอยเข้าซื้อ
    แนวรับ : $4,030  หรือ  62,100 บาท
    แนวต้าน : $4,135  หรือ  63,200 บาท

    ข่าว :

    .

    เช้านี้ราคาทองคำร่วงลงราวๆ 20 เหรียญ ฝั่งไทยผันผวนเล็กน้อย

    เฟดนิวยอร์กส่งสัญญาณ “มีโอกาสสูง” ลดดอกเบี้ยเดือนธันวาคม ทำให้ Fed Watch Tool ขยับโอกาสลดดอกเบี้ยจากประมาณ 34% มากกว่า 70%

    ฝั่งการจ้างงานสหรัฐฯ (Non-farm) ออกมาดูดี แต่ “อัตราว่างงาน” ยังน่ากังวล กดดันให้เฟดต้องคิดเรื่องลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงแรง ทำให้เกิดการ Rebalancing / Margin Call นักลงทุนบางส่วนจำเป็นต้องขายทอง (สินทรัพย์สภาพคล่องสูง) เพื่อเอาเงินไปอุดพอร์ตหุ้น หรือย้ายกำไรจากทองไปช้อนหุ้นถูก

    มุมกราฟรายเดือน หากสิ้นเดือนพฤศจิกายนราคายังยืนเหนือแนวรับได้ แท่งเทียนเดือนนี้มีโอกาสปิดเขียว และจากสถิติโกลด์เคลื่อนไหวเฉลี่ยเดือนละ 150-250 เหรียญ หากปิดสวย มีสิทธิ์ลากต่อในเดือนธันวาคม

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :

    .

    การร่วงรอบนี้มองเป็น “ผลจากการปรับพอร์ตและแรงขายระยะสั้น” มากกว่าจะเป็นสัญญาณวิกฤตพื้นฐานทองคำ

    ปัจจัยหลักที่หนุนทองคำยังเป็นฝั่งดอกเบี้ยขาลง: สัญญาณลดดอกเบี้ย, เศรษฐกิจเริ่มชะลอ, อัตราว่างงานกดดันเฟด เอื้อต่อการถือทองในระยะกลาง–ยาว

    การที่ราคาทองลงมายืนฐานนิ่งๆ ได้ 2–3 สัปดาห์ และไม่หลุดแนวรับลึก แปลว่ามีแรงซื้อสะสมอยู่พอสมควร เป็นการ “สร้างฐานราคาใหม่”

    ถ้ากราฟรายเดือนปิดเขียว และยืนเหนือแนวรับสำคัญได้ โมเมนตัมระยะถัดไปยังเอียงไปทางขาขึ้นมากกว่าขาลง

    กลยุทธ์ :

    .

    สำหรับพอร์ตว่าง :
    มองราคาร่วงรอบนี้เป็น “จังหวะทยอยสะสม” มากกว่าจุดหนีออก

    • เน้น “แหย่ซื้อ / ทยอยซื้อเป็นไม้ๆ” ตอนพักตัว แทนการไปไล่ราคาตอนทำจุดสูงสุดใหม่

    การบริหารความเสี่ยง :

    • แม้ภาพใหญ่โน้มเอียงขาขึ้นจากดอกเบี้ย–เศรษฐกิจ–ภูมิรัฐศาสตร์ แต่อนาคตไม่มีอะไร 100%
    • กำหนดวงเงินลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ ไม่ทุ่มหมดหน้าตัก
    • วางแผนแบ่งไม้ เผื่อจังหวะย่อต่อ จะยังมีเงินซื้อเพิ่มได้ ไม่ติดดอยทั้งก้อน

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-24-nov-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uv6CjDWcrquwyiQNt26q7

  • ผู้ว่าฯธปท. พร้อมใช้นโยบายดอกเบี้ยผ่อนคลายมากขึ้น หนุนเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว

    ผู้ว่าฯธปท. พร้อมใช้นโยบายดอกเบี้ยผ่อนคลายมากขึ้น หนุนเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว

    ผู้ว่าฯธปท. พร้อมใช้นโยบายดอกเบี้ยผ่อนคลายมากขึ้น หนุนเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว

    ผู้ว่าฯ ธปท. ส่งสัญญาณพร้อมใช้นโยบายดอกเบี้ย สนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ชี้ดูแลค่าเงินบาทสอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ คาดปีหน้าค่าเงินบาทน่าจะมีทิศทางดีขึ้น จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลง

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยว่าพร้อมใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยขณะนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ยังมีช่องว่างให้สามารถลดลงได้อีก ทั้งนี้ ต้องขึ้นกับอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่จะออกมาในช่วงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน กนง. ครั้งหน้าในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของปี 2568 อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการลดดอกเบี้ยมีผลจำกัด แต่สิ่งสำคัญคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ส่วนเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ เกิดจากเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า และรายได้จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจากการที่เร่งส่งออกในช่วงที่ผ่านมาที่มีปริมาณสูง โดยการแข็งค่าของเงินบาทยังคงสอดคล้องกับหลายสกุลเงินในภูมิภาค โดยมีบางประเทศที่ค่าเงินอ่อนค่าจากปัจจัยเฉพาะ เช่น เวียดนาม ที่ผู้ส่งออกบางส่วนไม่แลกรายได้จากดอลล่าร์สหรัฐเป็นเงินดอง และมีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้น

    ผู้ว่า ธปท. ระบุอยากให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าสอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้การดูแลค่าเงินบาทยังมีข้อจำกัด เนื่องจากสหรัฐฯ มีหลักเกณฑ์กำหนดที่ไทยต้องปฏิบัติตามอยู่ อย่างไรก็ตาม ยืนยันจะดูแลไม่ให้เงินบาทผันผวนเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยคาดว่าปีหน้าค่าเงินบาทน่าจะมีทิศทางดีขึ้น จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่น่าจะลดลง

    ทั้งนี้ เกณฑ์การพิจารณาของ กระทรวงการคลัง (ในช่วง 12 เดือน) ที่อาจเข้าข่ายเป็นการบิดเบือนค่าเงิน (currency manipulator) ประกอบด้วย 3 ข้อ ได้แก่

    1. เกินดุลการค้าและบริการกับสหรัฐมากกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    2. ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account: CA) มากกว่า 3% ของ GDP

    3. แทรกแซงค่าเงินด้านซื้อเงินตราต่างประเทศ (Forienge exchange) สุทธิรวมมากกว่า 2% ของ GDP การบิดเบือน

    สำหรับความท้าทายการดูแลนโยบายการเงินของไทย มองว่า ดอกเบี้ยนโยบาย น่าจะเป็นความท้าทายหลัก โดยปัญหาของเศรษฐกิจที่ไม่เติบโตหรือเงินเฟ้อต่ำนั้น มาจากพื้นฐานเชิงโครงสร้าง ขีดความสามารถทางการแข่งขันที่มีน้อย ซึ่งไทยไม่มีอุตสาหกรรมที่สามารถแข่งขันได้ดี ขาด New S Curve หรือ ภาวะที่ธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ ไม่มีแหล่งการเติบโตใหม่ๆ และอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่จะเข้ามาทดแทน ก็ขาดคุณลักษณะหรือกลยุทธ์เฉพาะที่ทำให้ตนเองเหนือกว่าคู่แข่งในตลาด นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่อง การเข้าสู่สังคมสูงวัย รวมถึงเรื่องหนี้ครัวเรือนที่ต้องเร่งแก้ไข ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่สามารถแก้ปัญหา หรือกระตุ้นด้วยเพียงการลดดอกเบี้ยเท่านั้น แต่จะต้องใช้การลดดอกเบี้ย เพื่อคงสภาพคล่องและช่วยดูแล จากนั้นจะต้องใช้มาตรการอื่นๆ ส่งเสริมร่วมด้วย

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2897423&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3r0hbAIgeG_87a1cqtaPb7

  • N

    N

    บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) จัดงานสัมมนา ภายใต้หัวข้อ “ข้อมูลเครดิต พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 2 ทศวรรษ” ในวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้อง Grand Ballroom ชั้น 9 โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลเครดิตของประเทศ มาตลอดระยะเวลา 20 ปี จึงเล็งเห็นความสำคัญของ “ข้อมูลเครดิต” ในการเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถพิจารณาและบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อได้อย่างรอบคอบ รวมถึงได้มีการพัฒนาต่อยอดเป็นฐานข้อมูลสถิติ ที่มีศักยภาพสำหรับการวิจัยและกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสะท้อนคุณค่าและพลังของ “ข้อมูลเครดิต” ในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

    NCB จัดสัมมนา

    ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) กล่าวว่า “งานสัมมนาครั้งนี้ มุ่งนำเสนอผลงานวิจัยจากหน่วยงานที่ได้นำข้อมูลสถิติของ NCB ไปใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการวิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจสังคม การบริหารความเสี่ยงของระบบสถาบันการเงิน และการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค อันแสดงให้เห็นถึงคุณค่าและพลังของข้อมูลเครดิตจาก NCB ตลอดสองทศวรรษ ที่ผ่านมา”

    ภายในงาน NCB ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนจากกลุ่มสถาบันการเงิน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (K Research) ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและ แนวทางการใช้ข้อมูลเครดิตในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยผู้เข้าร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาคเศรษฐกิจ การเงิน และการธนาคาร สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ผู้บริหารของสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกบริษัท หน่วยงานพันธมิตรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน

    งานสัมมนานี้นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึง “พลังของข้อมูลเครดิต” ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงิน แต่คือกลไกสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ของประเทศไทยในทศวรรษหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iett3u95mtle2o0tnidb16g1a03zk6yh&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26m16jfsvvxN1LZGxM0YPz