Category: เศรษฐกิจ

  • สศส. จับมือ จ.เพชรบุรี เปิดเวที ‘ประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน’ สืบสานต่อยอดวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นเมืองเพชรฯ ส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่

    สศส. จับมือ จ.เพชรบุรี เปิดเวที ‘ประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน’ สืบสานต่อยอดวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นเมืองเพชรฯ ส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่

    สศส. จับมือ จ.เพชรบุรี เปิดเวที ‘ประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน’ สืบสานต่อยอดวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นเมืองเพชรฯ ส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่

    วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ สศส. ภายใต้โครงการส่งเสริมเมืองสร้างสรรค์องค์การยูเนสโกในประเทศ ไทย (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) ร่วมกับ สำนักงานจังหวัดเพชรบุรี เปิดเวทีกิจกรรม “การประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน (Cooking and Storytelling Competition)ภายใต้ แนวคิด “รสเพ็ดรี มีดีไม่เหมือนใคร” เพื่อตอกย้ำบทบาทเพชรบุรีในฐานะเมืองสร้าง สรรค์ด้านอาหาร (City of Gastronomy) ของประเทศไทย มุ่งเน้นการส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมอาหารจากรุ่นสู่รุ่น

    กิจกรรมนี้มีการจับคู่ “แม่ครัวหัวเตา” กับ “นักเล่าเรื่องรุ่นเยาว์” ถ่ายทอดสูตรอาหารประจำบ้านผ่านการปรุงและการเล่าเรื่องในรูปแบบร่วมสมัย เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นขณะเดียวกันยังเป็นเวทีสร้างคุณค่าเพิ่มแก่ชุมชนและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ณ สวนตาลลุงถนอม อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

    พุฒศรี สามี ผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาองค์กร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “กิจกรรมการประกวดฯ ไม่ใช่เพียงเวทีแข่งขันทำอาหาร แต่คือการถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและรากเหง้าของชุมชนในเพชรบุรี เราเชื่อว่าอาหารคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน ซึ่ง สศส.ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์เพชรบุรีผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ ชวนสำรวจ รีวิวตัวเอง ,รู้จักเรื่องราว รู้ลึกถึงรากและต่อยอดผ่านประสบการณ์ใหม่ สู่ตลาดใหม่เพื่อให้วัฒนธรรมอาหารเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนการจับคู่ แม่ครัวหัวเตากับนักเล่าเรื่องรุ่นเยาว์ จึงเป็นสัญลักษณ์ของการสานต่อพลังระหว่างรุ่น ถ่ายทอดคุณค่าและความคิดสร้างสรรค์ให้อาหารพื้นถิ่นเข้าถึงผู้คนในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญ กิจกรรมนี้ยังเป็นแรงขับเคลื่อนการสื่อสารอัตลักษณ์เมืองผ่านอาหาร เสริมบทบาทของเพชรบุรีในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล”

    ด้าน วันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี รักษาการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ประธานในพิธีเปิดงาน กล่าวว่า “เพชรบุรีได้รับการคัดเลือกจากองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี 2564 ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร จากรากฐานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ทั้งวัตถุดิบพื้นถิ่น อาทิ น้ำ ตาลโตนด มะนาวแป้น และเกลือสมุทร ผสานภูมิปัญญาการปรุงอาหารที่สืบทอดกันมา ก่อเกิดเป็น “รสเพ็ดรี” ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร สำรับอาหารและเรื่องเล่าของแต่ละบ้าน ไม่ใช่เพียงวัตถุดิบและรสชาติ แต่เป็นพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมา กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่รักษาเอกลักษณ์ของเพชรบุรี แต่ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ชุมชนและเยาวชนได้แสดงศักยภาพและต่อยอดสู่ระดับนานาชาติ การประกวดฯจึงเป็นมากกว่าการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมยกระดับเพชรบุรีให้ก้าวสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ที่เข้มแข็งและยั่งยืน”

    การประกวดรสเพ็ดรีประจำบ้าน ไม่ได้เป็นเพียงเวทีโชว์ฝีมือการทำอาหารเท่านั้น แต่คือการนำภูมิปัญญาของแต่ละชุมชนมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย โดยมีทีมแม่ครัวและนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ 3 ทีมที่สะท้อนรากเหง้าความหลากหลายของเพชรบุรีอย่างน่าสนใจ ได้แก่ สำรับกะเหรี่ยงโปว์ โดย แม่ครัวป้าแหวน x แม่ครัวซูซี่ นำเสนอเมนู เชอเง๊กะทิ ข้าวห่อกะเหรี่ง แกงข้าวคั่ว และซูชิข้าวกะเหรี่ยง ซึ่งสะท้อนวิถีชุมชนกะ เหรี่ยงที่ควรค่าต่อการอนุรักษ์ไว้ และต่อยอดผสมผสานอาหารรูปแบบใหม่ได้อย่างลงตัว สำรับลาวโซ่ง โดย แม่ครัวป้าติ๋ม x แม่ครัวพลอย นำเสนอเมนู แกงหน่อส้ม แจ่วด้าน ผักจิ้ม ปลาแดดเดียวและหมูลอย ถ่ายทอดรสชาติจัดจ้านถูกปากทุกเมนู สำรับแม่ครัววัดใหญ่สุวรรณาราม โดย แม่ครัวป้าเตี้ย x แม่ครัวนัท นำเสนอเมนู แกงหัวกะโหนด และยำใหญ่แบบเพชรบุรี รังสรรค์อาหารอย่างละเมียดละไม สืบทอดเมนูพื้นถิ่นแบบเพชรบุรี

    ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การปรุงสำรับประจำบ้าน การชิมวัตถุดิบเพ็ดรี นิทรรศการอาหารไปจนถึงการเสวนา “รสเพ็ดรี สำรับนี้มีดีอยากเล่า” ก่อนจะปิดท้ายด้วยการประกาศผลและมอบรางวัลอย่างอบอุ่นซึ่งแต่ละทีมได้รับรางวัลที่สะท้อนเอกลักษณ์ของตนเอง ดังนี้ ราง วัล “สำรับชวนว้าว” รางวัลความคิดสร้างสรรค์ ตกเป็นของ ทีมแม่ครัวกะเหรี่ยง ถ่ายทอดภูมิปัญญาป่าพื้นถิ่นอย่างมีเสน่ห์

    เมนูเหล่านี้สื่อถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษตามวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง  เราได้นำข้าวกะเหรี่ยงมาต่อยอดกับคนรุ่นใหม่ออกมาเป็นเมนูซูชิ ส่งต่ออาชีพให้รุ่นลูกหลานในอนาคต ขอบคุณที่ให้โอกาสกลุ่มกะเหรี่ยงได้เข้ามามีส่วนร่วมและบอกเล่าเรื่องราวอาหารของชาวกะเหรี่ยง สามารถแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหารและเป็นการบอกต่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปดูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ซึ่งใน 1 ปีจะมีประเพณีของชาวกะเหรี่ยง 3 ประเพณีด้วยกัน แต่ละประเพณีจะมีอาหารแต่ละประเภทไม่ซ้ำกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบในแต่ละช่วง อยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสวิถีชุมชนของเราอย่างแท้จริงทีมแม่ครัวกล่าว

    รางวัล “สำรับชวนฟัง” รางวัลการเล่าเรื่องน่าฟัง มอบให้กับ ทีมแม่ครัวชุมชนวัดใหญ่สุวรรณาราม ที่ใช้การเล่าเรื่องเชื่อมโยงอาหารกับประวัติศาสตร์วัดและวิถีชีวิตอย่างน่าประทับใจ

    “แกงหัวกะโหนดเป็นอาหารพื้นเมืองของจังหวัดเพชรบุรี วัตถุดิบมาจากผลผลิตของชาวบ้านทุกอย่าง ปกติเราเป็นแม่ครัวอยู่ที่วัดใหญ่สุวรรณา ราม ใครอยากชิมรสชาติอาหารพื้นเมืองเพชรบุรีสามารถมาหาแม่ครัวได้ที่วัดได้ และทางทีมแม่ครัวฯ ก็รู้สึกมีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานครั้งนี้”

    รางวัล “สำรับชวนหิว” รางวัลรสชาติอาหารอร่อย ยกให้ ทีมแม่ครัวลาวโซ่ง ที่จัดสำรับหลากหลายและรสชาติจัดจ้านจนทำให้ผู้เข้าร่วมงานอยากลิ้มลองทันที

    “เราอยากให้ผู้คนได้รู้จักชุมชนของเราผ่านเมนูเหล่านี้ ซึ่งเราสามารถหาวัตถุดิบได้เองจากท้องถิ่นของเรา เป็นอาหารพื้นบ้านที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตชุมชนได้ดี มีความภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้มีส่วนร่วมในการประกวดครั้งนี้และได้รับรางวัลนี้”

    การประกวด “รสเพ็ดรีประจำบ้าน” ครั้งนี้ ทำให้ทุกคนได้เห็นว่า “รสเพ็ดรี” คือรสชาติที่สะท้อนความหลากหลายของเพชรบุรี ไม่ว่าจะเข้มข้นแบบกะเหรี่ยง จัดจ้านแบบลาวโซ่ง หรือประณีตละเมียดละไมแบบตำรับวัดใหญ่สุวรรณาราม ล้วนเป็นพลังแห่งภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การสืบ สานและต่อยอดสู่ระดับนานาชาติ

    พุฒศรี สามี ผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาองค์กร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    พุฒศรี สามี ผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาองค์กร สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    วันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

    วันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

    ทีมกะเหรี่ยงโปว์

    ทีมกะเหรี่ยงโปว์

    ทีมลาวโซ่ง

    ทีมลาวโซ่ง

    ทีมแม่ครัววัดใหญ่สุวรรณาราม

    ทีมแม่ครัววัดใหญ่สุวรรณาราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/910276&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GBvXiPnGeIcX9sLvPb5QJ

  • นักการเมืองเพิ่มผลประโยชน์ตัวเอง ไม่สนประชาชนเดือดร้อน ชนวนเหตุประท้วงเดือดอินโดนีเซีย

    นักการเมืองเพิ่มผลประโยชน์ตัวเอง ไม่สนประชาชนเดือดร้อน ชนวนเหตุประท้วงเดือดอินโดนีเซีย

    การปะทะรุนแรงปะทุขึ้นทั่วอินโดนีเซีย นับเป็นบททดสอบครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมา 10 เดือนของ ปราโบโว ซูเบียนโต โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 รายจากเหตุการณ์ประท้วงตามจุดต่างๆ

    อินโดนีเซียซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังคุกรุ่นด้วยความไม่พอใจในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจ เช่น สวัสดิการทางการเงินสำหรับสมาชิกสภานิติบัญญัติ แต่การเสียชีวิตของคนขับมอเตอร์ไซค์ได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงอย่างกว้างขวางในวันศุกร์ (29 ส.ค.)

    – ความโกรธที่ฝังรากลึก –

    ความไม่พอใจที่ฝังรากลึกปรากฏขึ้นบนท้องถนนในกรุงจาการ์ตา เมื่อผู้ประท้วงหลายร้อยคนรวมตัวกันหน้ารัฐสภาเมื่อวันจันทร์ (25 ส.ค.) ด้วยความโกรธแค้นต่อสวัสดิการที่ฟุ่มเฟือยสำหรับสมาชิกรัฐสภา ซึ่งรวมถึงค่าเบี้ยเลี้ยงที่อยู่อาศัยที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำในเมืองหลวงเกือบ 10 เท่า

    การชุมนุมประท้วงครั้งใหม่ได้เกิดขึ้นอีกครั้งในวันพฤหัสบดี (28 ส.ค.) โดยมีผู้ประท้วงหลายร้อยคนออกมาประท้วงต่อต้านค่าแรงต่ำช่วงกลางคืน ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำสลายฝูงชนดังกล่าว

    ระหว่างการประท้วงนั้น รถตู้ยุทธวิธีสีดำจากหน่วยกึ่งทหารเคลื่อนที่ (Brimob) ได้ขับรถชน อัฟฟาน คูร์เนียวาน คนขับมอเตอร์ไซค์ที่เรียกจากแอปพลิเคชันวัย 21 ปี เสียชีวิต โดยขณะเกิดเหตุอัฟฟานกำลังขับรถไปส่งอาหาร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประท้วงเลย

    ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตและยิ่งทำให้เกิดความโกรธแค้นต่อยุทธวิธีของตำรวจมากขึ้นไปอีก

    คนอินโดนีเซียรวมตัวประท้วงตำรวจหน้าสำนักงานใหญ่ตำรวจนครบาลในกรุงจาการ์ตา Photo by Aditya IRAWAN / AFP

    คนอินโดนีเซียรวมตัวประท้วงตำรวจหน้าสำนักงานใหญ่ตำรวจนครบาลในกรุงจาการ์ตา Photo by Aditya IRAWAN / AFP

    – การประท้วงขยายวง –

    การประท้วงทวีความรุนแรงขึ้นหลังการเสียชีวิตของอัฟฟาน โดยการชุมนุมเริ่มขึ้นในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ

    ประชาชนหลายพันคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ขับรถมอเตอร์ไซค์ หรือ “โอเจก” ในอินโดนีเซีย เช่นเดียวกับอัฟฟาน ได้ออกมาประท้วงหน้าสำนักงานใหญ่หน่วยกึ่งทหารเคลื่อนที่ และสำนักงานตำรวจในกรุงจาการ์ตา

    ผู้ประท้วงได้ขว้างประทัด ระเบิดเพลิง และก้อนหิน ขณะที่บางส่วนได้ก่อเหตุวางเพลิง

    การประท้วงยังเริ่มขึ้นในเมืองต่างๆ เช่น ยอกยาการ์ตา บันดุง โซโล และเซมารังในเกาะชวา และเมดานในสุมาตรา

    มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และบาดเจ็บ 4 รายในเมืองมากัสซาร์ ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะสุลาเวสีทางตะวันออก หลังจากผู้ประท้วงจุดไฟเผาอาคารสภา

    – ยอดน้ำแข็ง –

    ชาวอินโดนีเซียหลายพันคนออกมาประท้วงการตัดงบประมาณอย่างกว้างขวางของปราโบโวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์

    ปราโบโวอ้างว่า ตัดงบประมาณเพื่อสนับสนุนนโยบายประชานิยม ซึ่งรวมถึงโครงการอาหารฟรีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับเด็กนักเรียนและคุณแม่ตั้งครรภ์

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ชาวอินโดนีเซียรู้สึกผิดหวังกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเอง

    ภีมะ ยุธิสติรา อาธิเนการา ผู้อำนวยการบริหารศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจและกฎหมายเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า “นอกจากนี้ยังมีปัญหาภาษีที่ไม่เป็นธรรม กำลังซื้อที่ลดลงของประชาชน และการขาดโอกาสในการทำงาน”

    กระทรวงแรงงานระบุว่า มีคนถูกเลิกจ้างมากกว่า 42,000 คนระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน ซึ่งเพิ่มขึ้น 32% จากปีที่แล้ว

    พนักงานขับรถสาธารณะที่เรียกผ่านแอปพลิดคชันอย่างคูร์เนียวันก็ต้องเผชิญกับการหักเงินมากขึ้นและชั่วโมงการทำงานที่นานขึ้นเช่นกัน

    ภีมะกล่าวว่าความไม่พอใจนั้นปะทุขึ้นเพราะสมาชิกรัฐสภาขาดความเห็นอกเห็นใจ “ปัญหาต่างๆ ทับถมกันเหมือนฟางแห้ง แล้วรัฐสภาก็จุดไฟ”

    “นี่เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น” ภีมะกล่าว

    ผู้ประท้วงจุดไฟเผารถยนต์ระหว่างการประท้วงแสดงความไม่พอใจที่ตำรวจขับรถชนคนขับมอเตอร์ไซค์เสียชีวิต Photo by Aditya Aji / AFP

    ผู้ประท้วงจุดไฟเผารถยนต์ระหว่างการประท้วงแสดงความไม่พอใจที่ตำรวจขับรถชนคนขับมอเตอร์ไซค์เสียชีวิต Photo by Aditya Aji / AFP

    – บททดสอบปราโบโว –

    การประท้วงครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดของปราโบโวนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม และผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าอดีตนายพลรายนี้ต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อระงับความโกรธแค้นของประชาชน

    “ถ้าผมเป็นประธานาธิบดี ผมจะปลดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกจากตำแหน่ง” มาเด ซูปรีอัตมา นักวิจัยจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ในสิงคโปร์ กล่าวกับสำนักข่าว AFP “ประชาชนต้องการสัญลักษณ์จากเขา”

    ปราโบโวและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้สัญญาว่าจะสอบสวนการเสียชีวิตของอัฟฟาน

    ตำรวจยังได้ควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจกึ่งทหาร 7 นาย โดยอ้างว่าพวกเขาละเมิดจรรยาบรรณ

    – การประท้วงกำลังจะตามมาอีก –

    คาดว่าจะมีการประท้วงเพิ่มขึ้นอีก ขณะที่ความโกรธแค้นของประชาชนเริ่มคุกรุ่น

    นักศึกษาหลายร้อยคนได้รวมตัวกันที่หน้าสำนักงานตำรวจชวาตะวันออกในเมืองสุราบายาเมื่อวันเสาร์ ตามรายงานของนักข่าว AFP ที่อยู่ ณ ที่เกิดเหตุ

    ผู้ขับขี่รถยนต์รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างบางรายกล่าวบนโซเชียลมีเดียว่า พวกเขาจะกลับไปประท้วงบนท้องถนนในเร็วๆ นี้เพื่อต่อต้านสมาชิกรัฐสภา

    นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้มีการประท้วงนอกรัฐสภาเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า เพื่อเรียกร้องให้ยุบสภา

    Photo by YASUYOSHI CHIBA / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/what-triggered-violent-protests-across-indonesia&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I3IXz4OTlCwsjEkCOR50L

  • “อนุสรณ์” เสนอ 7 มาตรการเร่งด่วนให้รัฐบาลขัดตาทัพ ก่อนคืนอำนาจให้ประชาชน : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” เสนอ 7 มาตรการเร่งด่วนให้รัฐบาลขัดตาทัพ ก่อนคืนอำนาจให้ประชาชน : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจ สถาบันทางด้านการลงทุนของไทย มีความมั่นคงและเข้มแข็งระดับหนึ่งในการรองรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลย่อมนำมาสู่ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจ การชะลอตัวของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน ย่อมเกิดขึ้น การชะลอตัวของการลงทุนจะมากหรือน้อย อยู่ที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้รวดเร็วแค่ไหน และองค์ประกอบของคณะรัฐมนตรีประกอบไปด้วยคนดีมีความรู้ความสามารถหรือไม่

    ความเชื่อมั่นการลงทุนอาจสั่นคลอนมากขึ้น หากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว แม้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้แล้ว แต่มีการคาดการณ์ว่า รัฐบาลใหม่อาจอยู่ไม่นาน ยิ่งทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างและการปฏิรูปเศรษฐกิจไม่สามารถทำได้ในระยะนี้ รวมทั้งโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่รอกระบวนการตัดสินใจต้องชะลอออกไปก่อน จนกว่าหลังการเลือกตั้งในอีก 4-6 เดือนข้างหน้า ซึ่งเราหวังว่าจะได้รัฐบาลเสียงข้างมากที่มีเสถียรภาพ

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า หากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ยังเป็นไปตามวิถีทางแห่งกฎหมาย และครรลองของระบอบประชาธิปไตยตามกลไกรัฐสภา ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการลงทุนจะอยู่ในระดับจำกัด และสามารถบริหารจัดการได้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ที่ระดับ 2% ยังมีความเป็นไปได้

    โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกอยู่ที่ 3% และคาดว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง จะชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ทั้งการขยายตัวของภาคส่งออก ที่อาจเริ่มติดลบตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป การชะลอตัวของภาคการลงทุนทั้งภาครัฐ และเอกชนเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกอาจติดลบ โดยการขยายตัวของภาคการลงทุนเป็นบวกในช่วงครึ่งปีแรก การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 1.4% ภาครัฐขยายตัว 17.5% หากรัฐสภาสามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ในวันที่ 3 กันยายน ตลาดการเงินและตลาดหุ้นไทยน่าจะตอบสนองในทางบวก

    นายอนุสรณ์ ได้เสนอมาตรการเร่งด่วน 7 ข้อต่อรัฐบาลใหม่ให้มีการดำเนินการ ก่อนคืนอำนาจให้ประชาชน ดังนี้

    • มาตรการแรก เจรจาหารือกับรัฐบาลกัมพูชาเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดการปะทะกับตามแนวชายแดนไทยกัมพูชารอบใหม่ เพื่อรักษาชีวิตของประชาชนและทหาร ป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจและทรัพย์สิน
    • มาตรการที่สอง ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกัมพูชาให้กลับสู่ภาวะปกติ และเปิดด่านชายแดนเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจการค้าสามารถดำเนินการได้ตามปกติ
    • มาตรการที่สาม เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 โดยเฉพาะงบลงทุน และเร่งรัดการดำเนินการโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับอนุมัติแล้ว
    • มาตรการที่สี่ สนับสนุนการขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชนให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
    • มาตรการที่ห้า ออกมาตรการลดผลกระทบที่เกิดจากกำแพงภาษี และมาตรการกีดกันการค้าจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี และรักษาการจ้างงาน
    • มาตรการที่หก มาตรการดูแลผลกระทบจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศต่อภาคเกษตรกรรม และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
    • มาตรการที่เจ็ด มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และผ่อนคลายการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น

    นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนนโยบายหรือมาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ คงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มากนักในรัฐบาลใหม่ที่อายุ 4 เดือน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการปฏิรูปเศรษฐกิจในบางมิตินั้น ต้องอาศัยความมีเสถียรภาพทางการเมืองและรัฐบาลต้องอยู่ยาวนานพอ อาจจะเกิดขึ้นได้หลังการเลือกตั้งหากได้รัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาด การถดถอยลงของภาคส่งออกจากการชะลอของเศรษฐกิจโลก เป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องหันมาเอาใจใส่อย่างจริงจังในเรื่องการยกระดับขีดความสามารถของสินค้าไทย และการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น

    ประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมของไทย (Total Factor Productivity of Thailand) นั้น ยังมีอัตราการเติบโตต่ำ ธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีผลิตภาพสูงส่วนใหญ่ เป็นโรงงานการผลิตของบรรษัทข้ามชาติ ที่มีการใช้เทคโนโลยีและทุนเข้มข้น งานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพการผลิตรวมของไทยขยายตัวต่ำกว่า 1.2-1.3% ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีระดับประสิทธิภาพในการผลิต (Productive Efficiency) อยู่กึ่งกลางระหว่างประเทศที่ใช้แรงงานเป็นหลัก และประเทศที่ใช้ทุนเป็นหลักจึงสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันนี้ จะยาวนานมากจนกว่าไทยสามารถพัฒนากิจการที่มูลค่าเพิ่มสูง การผลิตใช้ปัจจัยทุนหรือเทคโนโลยีเข้มข้น พร้อมกับสามารถพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีของตัวเอง

    นายอนุสรณ์ ชี้ว่า ปัจจัยประสิทธิภาพการผลิตนี้ เป็นสิ่งที่ส่งผลต่อพื้นฐานความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ซึ่งแตกต่างจากปัจจัยค่าแรง นโยบายสาธารณะ และอำนาจตลาดที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว และใช้เวลาสั้นกว่ามาก ภาวะการตกต่ำของภาคส่งออกไทยโดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมบางตัว จะเกิดขึ้นอย่างยาวนาน หากไม่สามารถปรับปรุงผลิตภาพการผลิตได้

    จากประสบการณ์ของประเทศที่สามารถก้าวข้ามพ้นกับดักรายได้ระดับปานกลางได้ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ นั้น ภาครัฐจะต้องเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนาระดับความสามารถทางการผลิตของประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระดับโลก การกดค่าแรงไม่ใช่นโยบายที่ถูกต้อง เพื่อนร่วมชาติผู้ใช้แรงงานต้องได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำและเงินเดือนแรกเข้าสูงขึ้น เป็นนโยบายที่จะช่วยบรรเทาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่งเท่านั้น ต้องมีมาตรการเชิงรุกอื่น ๆ เพิ่มเติม จึงสามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเรื้อรังที่ต้นตอได้

    นายอนุสรณ์ กล่าว่า ภาคการผลิตของเศรษฐกิจไทย ไม่สามารถอาศัยแรงงานทักษะต่ำราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้านไปเรื่อย ๆโดยไม่คิดยกระดับทักษะแรงงานเหล่านี้ เราควรปฏิบัติต่อแรงงานต่างด้าวอย่างมีมาตรฐาน และสิ่งนี้เป็นการแสดงความมีศิวิไลซ์ของสังคมไทย การปฏิรูปเศรษฐกิจให้เกิดความเท่าเทียมจึ งต้องเกี่ยวข้องกับการจัดการเรื่องทุน โดยเฉพาะทุนขนาดใหญ่ที่มีลักษณะผูกขาด ให้กลายเป็นทุนที่แข่งขันกันอย่างเสรี

    “เราต้องมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ที่อาศัยนวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ไม่ใช่มีเพียงกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่อาศัยสัมปทานผูกขาดจากภาครัฐ ขณะเดียวกัน ต้องมีมาตรการทางภาษีในการแบ่งปันกำไรส่วนเกิน มากระจายให้กับสังคมผ่านระบบสวัสดิการ หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจไปยังพื้นที่ยากจน” นายอนุสรณ์ ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525770&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f6n_AsZeUth069gYkyaCT

  • เศรษฐกิจไทยเจอปัญหาโครงสร้าง พื้นที่การคลังแคบ จี้รัฐขยายฐานภาษี

    เศรษฐกิจไทยเจอปัญหาโครงสร้าง พื้นที่การคลังแคบ จี้รัฐขยายฐานภาษี

    เศรษฐกิจไทยเจอปัญหาโครงสร้าง พื้นที่การคลังแคบ จี้รัฐขยายฐานภาษี

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จัดงานสัมมนาวิชาการ “Fiscal Transformation พลิกโฉมการคลังไทยสู่ความยั่งยืน” วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยภายในงานสัมมนาภาคบ่ายเป็นการเสวนาในหัวข้อ “Fiscal Transformation: Shaping Policies for Sustainable Change ยกระดับนโยบายการคลังสู่ความหวังที่ยั่งยืน”

    ซึ่ง สศค. ได้รับเกียรติจาก1) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2) ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข 3) คุณสมิทธ์ พนมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จีดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และ 4) ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เข้าร่วมการเสวนา

    โดยนายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทางการคลังจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ของประเทศไทยดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) พบว่า สัดส่วนรายได้รัฐบาลของไทยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ไม่พึ่งพาทรัพยากรและสินค้าพลังงาน ซึ่งอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3 ต่อ GDP

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)

    ดังนั้น รัฐบาลอาจพิจารณาแนวทางในการเพิ่มความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลผ่านการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม การขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงการจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ ๆ ให้ทัดเทียมสากล ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพย์สินภาครัฐที่อยู่ในภาคนอกงบประมาณ เพื่อนำมาสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง โดยในการดำเนินการต่าง ๆ ดังกล่าว ควรคำนึงถึงการแก้ปัญหาและรับมือกับความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างตรงจุดด้วย

    นายดนุชา พิชยนันท์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและแนวทางการยกระดับภาคการคลังของประเทศไทย ว่า ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตท่ามกลางปัจจัยความท้าทายหลากหลายด้าน อาทิ การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    ขณะที่พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) มีจำนวนจำกัด โดยมีสาเหตุจากความสามารถในการจัดเก็บรายได้ภาครัฐที่ลดลง และแรงกดดันด้านรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือของประเทศ

    ทั้งนี้ ภาครัฐควรมุ่งเน้นดำเนินการตามแนวทางการปฏิรูปการคลังผ่าน

    1. การปรับโครงสร้างรายได้ โดยการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อพิจารณาจัดเก็บจากแหล่งรายได้ใหม่และปรับขึ้นอัตราภาษีบางรายการให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจ
    2. การปฏิรูปประสิทธิภาพการใช้จ่าย โดยการทบทวนรายจ่ายและดำเนินการนโยบายสวัสดิการของประชาชนแบบมุ่งเป้า (Targeted Policies) ให้มากขึ้น เพื่อลดความซ้ำซ้อน ควบคู่กับการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างในระยะยาว
    3. การบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างยั่งยืน
    4. การปฏิรูปบทบาทภาครัฐและส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี ได้กล่าวถึงภัยคุกคามและความท้าทายหลักต่อการคลังสาธารณสุขไทยไว้ 4 ประการ ว่า ได้แก่ สังคมผู้สูงอายุ อัตราการเกิดต่ำ การสูญเสียสุขภาวะจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และความเหลื่อมล้ำด้านบุคลากรทางการแพทย์ระหว่างเมืองและชนบท

    โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขต่อ GDP ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลาง รวมทั้งมีผลลัพธ์ด้านสาธารณสุขต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในหลายด้าน เช่น สถานะสุขภาพ ปัจจัยความเสี่ยง คุณภาพและความปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    เศรษฐกิจไทยเจอปัญหาโครงสร้าง พื้นที่การคลังแคบ จี้รัฐขยายฐานภาษี

    นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างกองทุนสุขภาพทั้ง 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กองทุนประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

    ทั้งนี้ ได้มีข้อเสนอให้

    1. สร้างมาตฐานเดียว เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนสุขภาพ โดยมีสาธารณรัฐเกาหลีเป็นกรณีศึกษา
    2. สร้างแรงจูงใจและความแข็งแกร่งให้กับระบบบริการปฐมภูมิ
    3. เร่งรัดการจัดทำ Health Data Hub และประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพของคนไทย

    คุณสมิทธ์ พนมยงค์ ได้ให้ความเห็นในฐานะภาคเอกชน โดยมองว่า การจัดเก็บภาษีของภาครัฐจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน โดยในอดีต รัฐบาลมุ่งเน้นการจัดเก็บภาษีเงินได้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำจากอุตสาหกรรมที่เติบโตได้ดี

    แต่ในปัจจุบัน ประเทศไทยเผชิญหน้ากับความเหลื่อมล้ำในมิติอื่นเพิ่มขึ้น เช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ดี เครื่องมือที่รัฐบาลใช้ในการจัดเก็บภาษีในปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

    ในมุมมองของภาคเอกชนได้เห็นถึงความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี โดยเฉพาะการดึงคนที่อยู่นอกระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบ การพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของมาตรการลดหย่อนภาษีประเภทต่าง ๆ และการวิเคราะห์อุตสาหกรรมแบบใหม่ในเชิงลึกเพื่อหาช่องทางในการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ การบริหารทรัพย์สินของรัฐเชิงรุกโดยมุ่งเน้นไปที่พื้นที่เชิงพาณิชย์ผ่านการเปรียบเทียบกับการใช้ประโยชน์พื้นที่ของภาคเอกชนที่อยู่ใกล้เคียง เพียงเท่านี้ก็จะสามารถเพิ่มเติมรายได้ของรัฐได้มาก และทำให้ความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ประกอบการลดลงไปด้วย

    โดยสรุป ผู้ร่วมงานเสวนาต่างเห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถทางการคลังและหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ภาครัฐและภาคเอกชนจึงมีมุมมองที่สอดคล้องกันว่า จำเป็นต้องมีการยกระดับภาคการคลังอย่างเร่งด่วน

    “โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ควบคู่กับการบริหารจัดการรายจ่ายภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความยั่งยืนทางการคลังและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้อย่างแท้จริง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637585&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cMOBifWdDsZfr0_XM4KvM

  • ประธานาธิบดี: การประชุมสุดยอดเซี่ยงไฮ้เป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างพหุภาคีนิยมและความร่วมมือระดับภูมิภาค

    ประธานาธิบดี: การประชุมสุดยอดเซี่ยงไฮ้เป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างพหุภาคีนิยมและความร่วมมือระดับภูมิภาค

    ประธานาธิบดี: การประชุมสุดยอดเซี่ยงไฮ้เป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างพหุภาคีนิยมและความร่วมมือระดับภูมิภาค

    เพเซสเกียน ก่อนออกเดินทางไปจีนเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า:
    🔹การเดินทางครั้งนี้มีความสำคัญและเป็นเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง
    🔹องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ครอบคลุมประชากรกว่า 2,500 ล้านคน และมีสัดส่วนมากกว่า 40% ของเศรษฐกิจโลก
    🔹สาระสำคัญขององค์การนี้คือความพยายามในการต่อต้านการผูกขาดแบบฝ่ายเดียว และการเสริมสร้างพหุภาคีนิยมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
    🔹สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านก็แสวงหาการมีบทบาทที่ทรงพลังในเส้นทางนี้เช่นกัน
    🔹ในระหว่างการประชุม จะมีการพบปะกับประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีของประเทศสมาชิกและประเทศผู้สังเกตการณ์ ซึ่งถือเป็นโอกาสล้ำค่าในการใกล้ชิดทางมุมมองด้านวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเมือง และความมั่นคง

  • เวียดนามโชว์ผลงานทางทหาร-เศรษฐกิจก่อนวันชาติ

    เวียดนามโชว์ผลงานทางทหาร-เศรษฐกิจก่อนวันชาติ

    ฮานอย 31 ส.ค. – เวียดนามจัดนิทรรศการแสดงความสำเร็จทางการทหารและทางเทคโนโลยีอย่างยิ่งใหญ่ในวันนี้ ก่อนที่จะมีการฉลองวันชาติที่เป็นวันประกาศเอกราชครบ 80 ปี ในวันที่ 2 กันยายนนี้

    ชาวเวียดนามจำนวนมากพากันเดินทางไปยังศูนย์นิทรรศการแห่งชาติในกรุงฮานอยในวันนี้ เพื่อชมการจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์หลากหลายอย่าง มีตั้งแต่ระบบขีปนาวุธ อากาศยานไร้คนขับหรือยูเอวี (UAV) ปืนยาวซุ่มยิง ไปจนถึงหุ่นยนต์เก็บกู้ระเบิด เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้เห็นยุทโธปกรณ์เหล่านี้

    Vietnam shows off military and economic achievements ahead of Independence Day

    เว็บไซต์ต่วยแจออนไลน์ของเวียดนามรายงานว่า ผู้คนเดินทางมาจากทุกสารทิศตั้งแต่เช้าตรู่ ทำให้การจราจรทั้ง 2 ฝั่งของพื้นที่โดยรอบติดขัดอย่างหนัก จนแทบเป็นอัมพาตในช่วงบ่าย หลายคนตัดสินใจเดินเท้า อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นอุปสรรคต่อชาวเวียดนามที่ต้องการมาชมความสำเร็จของประเทศด้วยความภาคภูมิใจ

    logo of Vietnam's 80 years of Independence

    เว็บไซต์สถานีวิทยุเวียดนาม ส่วนกระจายเสียงต่างประเทศแห่งชาติ (VOV World 5) ระบุว่า วันที่ 2 กันยายน ปี 2488 เป็นวันที่ประธานโฮจิมินห์ได้อ่านปฏิญญาเอกราชที่จัตุรัสบาดิ่งห์ ในกรุงฮานอย เป็นคำประกาศต่อโลกเกี่ยวกับประเทศเวียดนามที่มีเอกราช และประชาชาติเวียดนามเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง ปฏิญญานี้เป็นการสถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม ซึ่งกลายเป็นประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในปัจจุบัน

    Vietnam shows off military and economic achievements ahead of Independence Day

    โฮจิมินห์เป็นผู้นำขบวนการต่อต้านฝรั่งเศสหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2488 เรียกร้องการเอกราชจากฝรั่งเศสที่เป็นเจ้าอาณานิคมเวียดนามตั้งปี 2426 จนกระทั่งมีการเจรจาสงบศึกในปี 2497 เวียดนามได้เอกราชและแบ่งออกเป็นเวียดนามเหนือฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่นำโดยโฮจิมินห์ และเวียดนามใต้ที่นำโดยนายโง ดิ่ญ เสี่ยม ทั้ง 2 ฝ่ายสู้รบกันอย่างหนัก โดยมีสหรัฐส่งทหารเข้ามาช่วยเวียดนามใต้ ในที่สุดเวียดนามเหนือเป็นฝ่ายรวมประเทศได้ในปี 2518.-814.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    26 ส.ค.- ตำรวจสอบสวนกลาง ปิดล้อมตรวจค้น 17 จุด “กรุงเทพฯ-ลพบุรี” บุกรวบ “หลวงพ่ออลงกต” หลังพฤติกรรมชัดทุจริตยักยอกเงินบริจาค ขณะที่ “หมอบี” โดนด้วย หิ้วตัวเค้นสอบ เมื่อเวลา 01.00 น.วันที่ 26 ส.ค. มีรายงานว่าทางตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำโดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผบช.ก. พล.ต.ต. วิทยา ศรีประเสิรฐภาพ ผบก.ป.พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปปพ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผกก.1 บก.ป ปิดล้อมตรวจค้น 17 จุด ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ลพบุรี เพื่อควบคุม หลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี และนายเสกสันน์ หรือหมอบี และพวก ตามหมายจับ ความผิด ม.147, 157 […]

    ศาล รธน. 25 ส.ค.-ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งเอาผิดเผยแพร่คลิป “นั่งลงลูก” ชี้บิดเบือน-ทำเสียหาย ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกเอกสารข่าว ระบุว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งพิจารณาคดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 ไต่สวนพยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกมาให้ถ้อยคำ จำนวน 2 ปาก ได้แก่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง และนายฉัตรชัย บางขวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เรื่อง ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ เมื่อเสร็จสิ้นการไต่สวนแล้ว ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนนำข้อมูลการไต่สวนไปเผยแพร่ และห้ามไม่ให้บิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในลักษณะที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน อันเป็นคำสั่งศาลตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 […]

    กรุงเทพฯ 25 ส.ค.- “แพทองธาร” รีโพสต์สตอรี่ไอจี โต้ดรามาคลิปบิดเบือน ยันศาล รธน. บอก “นั่งลงครับ” นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รีโพสต์สตอรี่ในอินสตราแกรมของสำนักข่าว VOICE TV ยืนยันไม่เป็นความจริง ต่อกระแสดรามาปล่อยคลิปเสียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พูดว่า “นั่งลงลูก” ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวคําปฏิญาณ ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยาน คดีคลิปสนทนากับ ฮุน เซน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งในคลิปดังกล่าวมีข้อความระบุว่า ฟังชัดๆๆ ศาลบอกว่า “นั่งลงครับ” ไม่ใช่ “นั่งลงลูก” อย่างที่มีคนปั่น!! อย่ามั่ว อย่าบิดเบือนข่าว อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงเช้าวันนี้ (25 ส.ค.) นางสาวแพทองธาร จะดำเนินการเรื่องการส่งคำแถลงปิดคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากศาลนัดยื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันนี้ ก่อนจะนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 15.00 น.-316 -สำนักข่าวไทย

    ไอคอนสยาม 25 ส.ค.- ปลัด มท. เผยยังไม่ได้รับรายงานปมสแกนม่านตาแลกเหรียญ สั่งกรมการปกครองสอบด่วน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานว่า มีกลุ่มบุคคลสแกนม่านตาประชาชนและชักชวนให้เข้าไปใช้แอปพลิเคชันเพื่อแลกกับเงินหรือเหรียญในระบบ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน แต่หากเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง กระทรวงมหาดไทยจะสั่งการให้กรมการปกครองดำเนินการแก้ไขและจัดการอย่างถูกต้องทั่วประเทศอย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งเรื่องมายังกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ทุกจังหวัดดำเนินการตรวจสอบตามข้อเท็จจริง ส่วนกรณีที่มีรายงานว่ายังมีการดำเนินการในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปลัดกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าจะเร่งตรวจสอบทั้งที่สุราษฎร์ธานีและทุกจังหวัดที่ได้รับเรื่องร้องเรียน ทั้งนี้ การตรวจสอบจะพิจารณาว่าความผิดปกติเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลอื่น หากพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยย้ำให้ประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพร้อมตรวจสอบอย่างโปร่งใส.-319 -สำนักข่าวไทย

    ข่าวแนะนำ


    พรรคประชาชน 31 ส.ค.- “ภูมิธรรม” เผย พรรคร่วมรัฐบาล ตอบรับทุกข้อเสนอ “ปชน.” รอพรรคประชาชนตัดสินใจ ลั่นทำเร็ว ยุบสภาได้ก่อน 4 เดือน ขณะม็อบหนุน พท. โผล่ให้กำลังใจ “เพื่อไทยสู้ๆ” ภายหลังแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย เข้าหารือกับแกนนำพรรคประชาชนประมาณ 1 ชั่วโมง นายภูมิธรรม ได้นำแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลมา แถลงข่าวด้านล่างพรรคประชาชน ขาดเพียงนายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่ารีบไปประชุม กรรมการบริหารพรรค จึงไม่ได้ร่วมวงสัมภาษณ์ได้ โดยนายภูมิธรรม ระบุว่า ในนามพรรคร่วมรัฐบาล ได้มอบหมายให้พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำในการประสานจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาชน ซึ่งตัวแทนที่มาวันนี้ (31 ส.ค.) ก็ครบทุกพรรค ส่วนตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติไม่สบาย แต่เขาพร้อม หากไม่สบายใจหรือมีข้อสงสัยก็พร้อมจะซูมเข้ามา ซึ่งข้อเสนอของพรรคร่วมรัฐบาลมีความเป็นเอกภาพ เนื่องจากเห็นว่าการเมืองขณะนี้เป็นช่วงวิกฤต เป็นเรื่องที่ควรจะหาทางออกร่วมกัน ดังนั้นหลังจากที่พูดคุยกันแล้วพรรคร่วมรัฐบาลจึงได้มาพูดคุยกับพรรคประชาชน เนื่องจากพรรคประชาชนเป็นพรรคที่เสนอว่า หากใครรับข้อเสนอของพรรคประชาชนได้ ก็จะนำมาตัดสินใจว่าจะให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้(31 […]

    กรุงเทพฯ​ 31 ส.ค.​ – กรม​อุตุนิยม​วิทยา ​เตือน​จังหวัด​ภาคเหนือ​ตอน​ล่าง​ เฝ้า​ระวัง​น้ำท่วม​-น้ำหลาก​ แม้พายุ “​หนอง​ฟ้า” ​อ่อนกำลัง​ลง​ แต่ห่วง​ปริมาณ​ฝนสะสม​ ขณะที่​ ปภ. แจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ในจังหวัดเสี่ยง นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า แม้พายุ “หนองฟ้า” อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ​ แต่​ยัง​ส่งผล​ให้​มีฝนตก​ต่อเนื่อง​อีก​ 1-​2​ วัน สำหรับ​ลักษณะ​ของ​ฝนระยะ​นี้​ไม่ใช่​ฝนหนัก​ แต่เป็นห่วง​ปริมาณ​น้ำฝน​สะสมในพื้นที่​ที่​ฝนตกก่อน​หน้า​จนดินอิ่ม​น้ำ​และ​ยังไม่ทันระบายน้ำ​ โดยเฉพาะ​พื้นที่​จังหวัด​พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ พิจิตร อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร และพะเยา เสี่ยงต่อการเกิดน้ำหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่ม ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประชุมเพื่อ​ประเมินสถานการณ์​ โดยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (31 ส.ค. 68) ได้ส่งแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ไปยังพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก […]

    31 ส.ค.- “ป๋านวย” เจ้าของบ่อนในตำนาน สารภาพเคยติดคุกมาแล้ว 6 ครั้ง พร้อมขอโทษตำรวจทำถูกเด้งเดือดร้อนหลายนาย บอก “ถ้าไม่ตายในคุกแล้วได้ออกมา คงต้องมาไล่จับผมอีก” สืบเนื่องจากชุดสืบสวนสอบสวนนครบาล ร่วมกันจับกุมนายอำนวย หรือป๋านวย อายุ 69 ปี ผู้ต้องหาตามจับศาลแขวงดอนเมือง และศาลอาญา รวม 8 หมาย ขณะหลบหนีคดีบ่อนพนัน หลังเจ้าหน้าที่กรมการปกครองนำกำลังบุกจับนักพนันได้ 176 คน พร้อมของกลางจำนวนมาก เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา จากนั้นได้นำตัวนายอำนวย พร้อมหมายค้นศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงวันที่ 30 สิงหาคมเข้าตรวจค้นบ้านพักใน ต.บ้านลี่ อ.บางปะหัน ก่อนติดตามจับกุมนายอำนวย ได้ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่งย่านพระราม 4 ซึ่งพนักงานสอบสวน จะนำตัวนายอำนวยพร้อมสำนวนไปยื่นต่อศาลแขวงเช้าวันพรุ่งนี้ (1 ก.ย.) ล่าสุดมีรายงานการสอบสวนระบุว่า ในชั้นจับกุมนายอำนวย หรือป๋านวย ให้การว่า “เดิมตนเป็นคนขับแท็กซี่ จากนั้นได้หันมาทำบ่อนการพนันและทำมาทั้งชีวิตจนถึงปัจจุบัน ติดคุกมาแล้ว 6 ครั้ง บางครั้งน้ำหนักลดลงไปกว่า 30 […]

    31 ส.ค.- แกนนำเพื่อไทยพร้อมตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล เตรียมตบเท้าเข้าหารือพรรคประชาชน 14.00 น. ย้ำยินดีตอบรับทุกข้อเสนอ ความเคลื่อนไหวการเดินสายรวมเสียง สส. ตั้งรัฐบาล วันนี้เวลา 14.00 น. พรรคเพื่อไทย ได้ประสานนัดหมายกับพรรคประชาชน เพื่อหารือเรื่องข้อเสนอในการจัดตั้งรัฐบาล ณ ที่ทำการพรรคประชาชน โดยบรรยากาศล่าสุด บรรดาสื่อมวลชนปักหลักติดตามสถานการณ์กันตั้งแต่ช่วงเช้า คาดว่าแกนนำพรรคประชาชนจะทยอยเดินทางเข้ามาในช่วงบ่าย โดยพรรคเพื่อไทย วันนี้ส่งนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค นางสาวจิราพร สินธุไพร รองหัวหน้าพรรค พร้อมมีตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาล นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ไปร่วมด้วย ก่อนหน้านี้ นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การหารือกันของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน จะสร้างบรรยากาศการเมืองที่ดี จะไม่เกิดสุญญากาศทางการเมือง เนื่องจากมีข้อเสนอที่ชัดเจนในกรอบเวลาที่เหมาะสม ซึ่งพรรคเพื่อไทย ตอบรับเงื่อนไขต่างๆ ตามข้อเสนอของพรรคประชาชนตั้งแต่ต้น […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/world-1579349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ICReT-u4EnBZmokymmIII

  • โฆษกพรรคไทยสร้างไทยย้ำคำวินิจฉัยศาล รธน. “เพื่อไทย” หมดความชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาล

    โฆษกพรรคไทยสร้างไทยย้ำคำวินิจฉัยศาล รธน. “เพื่อไทย” หมดความชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาล

    โฆษกพรรคไทยสร้างไทยย้ำคำวินิจฉัยศาล รธน. “เพื่อไทย” หมดความชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาล

    โฆษกพรรคไทยสร้างไทยย้ำ “เพื่อไทย” หมดความชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาล ชี้ประเทศต้องการผู้นำใหม่ แก้ปัญหาความมั่นคงและเศรษฐกิจ

    วันที่ 31 ส.ค. 2568 นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย แถลงว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยพ้นจากตำแหน่งเพราะปัญหาด้านความมั่นคง สะท้อนชัดว่า พรรคเพื่อไทยหมดความชอบธรรมที่จะจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

    โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ระบุว่าปัญหาความมั่นคงคือโจทย์ใหญ่ของประเทศในขณะนี้ และเมื่อผู้นำจากพรรคเพื่อไทยต้องหลุดจากตำแหน่งด้วยเหตุผลนี้ การยื้อเพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อ จึงไม่สามารถนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤติได้

    โฆษกพรรคไทยสร้างไทยเห็นว่า รัฐบาลใหม่ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาความมั่นคงอย่างจริงจัง ควบคู่กับการแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจตามข้อเสนอที่พรรคได้เสนอไว้ จึงจะทำให้ประเทศเดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    นายปริเยศ ยังเตือนนักการเมืองทุกฝ่ายว่า ต้องเห็นแก่ประโยชน์ของชาติบ้านเมือง อย่าเพียงมุ่งหวังตำแหน่งครั้งสุดท้ายก่อนการยุบสภา เพราะหากขาดความสุจริตและไม่ทำเพื่อประชาชน คนไทยจะไม่ให้อภัยนักการเมืองยุคนี้อีกเลย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2879894&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BDM25ztSf5sE6-9NiOUhN

  • “ระเบิดเวลา” หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ 2.43 ล้านล้านบาท

    “ระเบิดเวลา” หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ 2.43 ล้านล้านบาท

    31 ส.ค. 256816:24 น.

    สหกรณ์ออมทรัพย์ไทยมีการให้สินเชื่อมากถึง 2.43 ล้านล้านบาท สูงเป็นอันดับ 3 รองจากธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐ แต่เกณฑ์สินเชื่อกลับไม่เข้มงวดจนสมาชิกก่อหนี้เกินความจำเป็น โดยเฉพาะการให้กู้ยืมระหว่างสหกรณ์ด้วยกัน หากเกิดขาดสภาพคล่องหรือหนี้เสียจำนวนมาก อาจเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจประเทศ

    “สหกรณ์” ที่เห็นทั่วไปในประเทศไทยมีวัตถุประสงค์จัดตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมการออมและให้บริการสินเชื่อที่มีต้นทุนต่ำแก่สมาชิกที่มีสัญชาติไทย จากข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในปี 2567 พบว่า มีสหกรณ์ทั่วประเทศเปิดดำเนินการอยู่จำนวนทั้งสิ้น 6,092 แห่ง ครอบคลุมสมาชิกกว่า 11 ล้านราย โดยสหกรณ์ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์การเกษตร ซึ่งมีจำนวน 2,910 แห่ง และมีสมาชิก 5.9 ล้านราย สหกรณ์ออมทรัพย์ 1,369 แห่ง สมาชิก 3.2 ล้านราย และสหกรณ์อื่น 1,813 แห่ง สมาชิก 1.97 ล้านราย

    ด้านมูลค่าสินทรัพย์ สหกรณ์ออมทรัพย์ถือเป็นประเภทสหกรณ์ที่มีสินทรัพย์มากที่สุด โดยมีสัดส่วนถึง 89.6% ของสินทรัพย์ของระบบสหกรณ์ทั้งหมด และมีมูลค่าการให้กู้ยืมรวมกันกว่า 2.27 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 90% ของการให้กู้ยืมของสหกรณ์ทุกประเภท หรือมูลค่า 2.53 ล้านล้านบาท

    หนี้สหกรณ์

    ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่มูลค่าเงินให้กู้ยืมแก่สมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ของหนี้สินครัวเรือนไทยทั้งหมด และจากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) การกู้ยืมของสหกรณ์ออมทรัพย์ยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2566 จาก 2.27 ล้านล้านบาท เพิ่มเป็น 2.43 ล้านล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2568 หรือขยายตัวเฉลี่ยต่อไตรมาส 3.7% ในช่วงเวลาดังกล่าวสวนทางกับหนี้ที่เกิดขึ้นกับสถาบันการเงินประเภทอื่นที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง

    นอกจากนี้หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ ยังมีสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ รองจากธนาคารพาณิชย์ที่มีสัดส่วน 37.6% และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ที่มีสัดส่วน 27.5% แม้หนี้เสียของสหกรณ์ออมทรัพย์ยังอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก แต่สหกรณ์ออมทรัพย์กลับมีการดำเนินงานที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน

    หนี้สหกรณ์,สหกรณ์ออมทรัพย์

    สาเหตุสหกรณ์หนี้บานเบอะ

    ปัจจัยที่ทำให้สหกรณ์ออมทรัพย์มีหนี้จำนวนมาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) วิเคราะห์ว่าสาเหตุมาจาก

    1. การกู้ยืมเงินของสหกรณ์เข้าถึงได้ง่ายและกระบวนการตรวจสอบก่อนให้สินเชื่อน้อยทำให้ลูกหนี้ก่อหนี้เกินความจำเป็น เนื่องจากวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ออมทรัพย์ถูกก่อตั้งเพื่อส่งเสริมการออมและให้กู้ยืม โดยเน้นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ที่ประกอบอาชีพเดียวกัน ส่งผลให้แนวทางการปล่อยสินเชื่อเน้นการเข้าถึงที่ง่ายมากกว่าการควบคุมความเสี่ยงและตรวจสอบความสามารถในการจ่ายของลูกหนี้อย่างเข้มงวด โดยอาศัยเพียงข้อมูลภายใน เช่น จำนวนทุนเรือนหุ้น อายุสมาชิก ผู้ค้ำประกัน และเพดานเงินเดือนคงเหลือที่สามารถหักชำระหนี้ได้

    อีกทั้งการให้สินเชื่อบางประเภทของสหกรณ์ไม่จำเป็นต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ใช้เพียงผู้ค้ำประกัน ส่งผลให้กระบวนการตรวจสอบการขอสินเชื่อของสมาชิกสหรกรณ์ไม่ได้เข้มงวดเท่ากับสถาบันทางการเงินภายใต้การกำกับของ ธปท. เช่น ธนาคารพาณิชย์ที่มีแนวปฏิบัติ อาทิ การตรวจสอบ/ประเมินข้อมูลเครดิตบูโรของผู้กู้ การประเมินอัตราส่วนมูลค่าสินทรัพย์ (LTV) เป็นต้น

    ดังนั้น การอนุมัติสินเชื่อที่ไม่เข้มงวดและไม่มีข้อกำหนดหรือระเบียบที่แน่ชัดในทางปฏิบัติของสหกรณ์ออมทรัพย์ จึงมีแนวโน้มจะนำไปสู่การส่งเสริมให้สมาชิกมีพฤติกรรมก่อหนี้เกินความจำเป็น สะท้อนจากสัดส่วนการให้กู้ยืมสหกรณ์ออมทรัพย์จะให้กู้ยืมกับสินเชื่อที่ไม่สร้างรายได้ (Non-productive Loan) โดยข้อมูลปี 2567 พบว่า  28.2% เป็นการกู้ยืมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือน รองลงมา 25.2% กู้เพื่อชำระหนี้สินเดิม และ 19.4% เพื่อใช้สอยส่วนตัว

    2. ข้อมูลลูกหนี้สหกรณ์ไม่มีการเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินอื่น ข้อมูลหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์เกือบทั้งหมดได้ไม่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) จึงเสมือนเป็นข้อมูลลูกหนี้นอกระบบที่ถูกซ่อนไว้ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสถานะของสหกรณ์ที่เป็นนิติบุคคล จึงสามารถทำนิติกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง และอยู่ภายใต้การตัดสินใจร่วมกันของสมาชิก รวมทั้งไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับให้สหกรณ์ต้องเป็นสมาชิกเครดิตบูโร ทำให้สหกรณ์ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลหรือเข้าร่วมเป็นสมาชิกดังกล่าว

    โดยปัจจุบันมีสหกรณ์ออมทรัพย์เพียง 6 แห่งเท่านั้น ที่เป็นสมาชิก ทำให้สถาบันการเงินอื่นไม่สามารถตรวจสอบยอดหนี้ของลูกหนี้ทั้งหมดสหกรณ์ออมทรัพย์ได้ โดยลูกหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์มีจำนวนกว่า 2.8 ล้านคน ซึ่งกลุ่มนี้ถือเป็นลูกหนี้ที่มีโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินสูงกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากเป็นลูกจ้างของรัฐที่มีรายได้ที่มั่นคง และส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนในภาพรวม

    3. สหกรณ์ส่วนใหญ่กำหนดเงินปันผลในอัตราสูง ซึ่งทำได้โดยขยายโครงการให้กู้ยืม และกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูง โดยสหกรณ์ออมทรัพย์แม้จะมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในยามจำเป็น แต่ปัจจุบันกลับพบว่า คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ของสหกรณ์แต่ละแห่งมีนโยบายสร้างรายได้ ผ่านการออกผลิตภัณฑ์กู้ยืมเงินที่หลากหลายและจูงใจสมาชิกเป็นจำนวนมาก

    อาทิ สินเชื่อฉุกเฉิน สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง สินเชื่อเพื่อการท่องเที่ยวหรือสินเชื่ออเนกประสงค์ รวมถึง มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งคณะกรรมการฯ กำหนดได้เอง โดยอยู่ระหว่าง 4-11% ต่อปี ซึ่งสร้างภาระให้แก่ลูกหนี้ และไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงของลูกหนี้ที่มีค่อนข้างต่ำ เนื่องจากเป็นสินเชื่อสวัสดิการที่หักจากเงินเดือนได้โดยตรง ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากการที่สหกรณ์ต้องการจัดสรรเงินปันผลแก่สมาชิกในอัตราที่สูง

    สะท้อนจากข้อมูลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ปี 2567 ที่พบว่า สหกรณ์ออมทรัพย์เกือบ 60% มีอัตราเงินปันผลเฉลี่ยมากกว่า 4% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปีเดียวกัน ที่อยู่ที่ 3.45% ต่อปี  แม้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีความเสี่ยงมากกว่า ลักษณะดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าสหกรณ์ออมทรัพย์บางส่วนไม่ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์และก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อลูกหนี้ที่ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูง

    หนี้สหกรณ์

    4. สหกรณ์ออมทรัพย์บางส่วนกำหนดเงินเดือนคงเหลือหลังหักชำระหนี้ (Residual Income) ต่อเดือนของสมาชิกในอัตราที่ต่ำมาก โดยปัจจุบันกรมส่งเสริมสหกรณ์ขอความร่วมมือกับสหกรณ์ทุกแห่งให้กำหนดเงินเดือนคงเหลือหลังหักชำระหนี้ไม่น้อยกว่า 30% ของเงินเดือนที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม สหกรณ์บางแห่งกลับกำหนดเกณฑ์เงินเดือนคงเหลือต่ำมาก อาทิ จากข้อมูลคณะกรรมาธิการทหารของสภาผู้แทนราษฎร พบว่า 1 ใน 5 ของข้าราชการและลูกจ้างของกองทัพบก หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 2.8 หมื่นราย มีเงินเดือนเหลือใช้น้อยกว่า 30%

    นอกจากนี้ ข้าราชการและลูกจ้างที่มีเงินเดือนคงเหลือต่ำกว่า 9,000 บาทต่อเดือน มีจำนวน 4.2 หมื่นราย จากข้าราชการและลูกจ้างทั้งหมดประมาณ 1.4 แสนราย (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ก.ค. 67) ซึ่งการที่ลูกหนี้สหกรณ์มีเงินเดือนคงเหลือที่ต่ำเกินไป จะส่งผลให้ขาดสภาพคล่องและอาจกระทบต่อคุณภาพการดำรงชีพ อีกทั้ง ยังอาจนำไปสู่การก่อหนี้จากแหล่งอื่น รวมถึงหนี้นอกระบบเพิ่มเติม ซึ่งจะกลายเป็นกับดักวงจรหนี้ระยะยาวที่แก้ไขได้ยาก และเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาหนี้ในภาพรวมอีกทางหนึ่ง

    5. สหกรณ์ขาดแรงจูงใจในการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของสหกรณ์ยังมีลักษณะเป็นการขอความร่วมมือ จากการที่สหกรณ์มีบุริมสิทธิ์การหักเงินเดือนก่อนเจ้าหนี้รายอื่นและการดำเนินงานในรูปแบบนิติบุคคล ทำให้ภาพรวมหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ไม่มีปัญหาหนี้เสีย

    การได้รับสิทธิดังกล่าวทำให้สหกรณ์ขาดแรงจูงใจในการช่วยเหลือสมาชิกที่ประสบปัญหาการชำระหนี้ สะท้อนจากเมื่อเดือน ม.ค.67 กรมส่งเสริมสหกรณ์ออกประกาศเรื่องแนวทางในการแก้ปัญหาหนี้สินสำหรับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ โดยส่งเสริมให้สหกรณ์ออมทรัพย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยและจัดทำโครงการแก้ไขหนี้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ แต่แนวทางดังกล่าวมีสหกรณ์เพียง 406 แห่งเท่านั้น ที่เข้าร่วมดำเนินการ

    เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ

    ปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนสหกรณ์ในประเทศ และมีกฎหมายควบคุม คือ พระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 เป็นฉบับที่ปรับปรุงล่าสุดให้ทันสมัย การดำเนินการของสหกรณ์ออมทรัพย์คล้ายกับสถาบันการเงิน แต่ไม่ได้อยู่ใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ที่ผ่านมาแม้ ธปท. ไม่ได้เป็นผู้กำกับดูแลสหกรณ์เหมือนกับธนาคารพาณิชย์ แต่ก็มีความกังวลมาโดยตลอดหลายปีและจับตาอย่างใกล้ชิดต่อหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันมีจำนวนมหาศาลถึง 2.43 ล้านล้านบาท เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งในระบบหนี้ครัวเรือนของประเทศ และหากสหกรณ์ใดที่มีสมาชิกจำนวนมากเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องหรือเกิดมีหนี้เสียเยอะจนควบคุมไม่อยู่

    ปัญหานี้อาจเป็นไฟลามทุ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการเงินในประเทศและเศรษฐกิจ หรือกระทบสหกรณ์อื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะสหกรณ์ที่ให้กู้ยืมเงินระหว่างสหกรณ์ด้วยกัน ซึ่งจะเกิดความเสี่ยงได้ง่ายหากสหกรณ์ใดมีปัญหาขาดสภาพคล่อง

    หลายหน่วยงานพยายามแก้ไข

    ประเด็นดังกล่าวจึงทำให้หลายหน่วยงานพยายามแก้ไขปัญหาหนี้สหกรณ์ ทั้งการส่งเสริมให้เข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโร และการดำเนินการผ่านมาตรการต่าง ๆ อาทิ แนวทางการแก้หนี้สำหรับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ตามประกาศของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งมีแนวทาง คือ การกำหนดให้ลดอัตรzดอกเบี้ยเงินกู้ให้เหลือไม่เกิน 4.75% ต่อปี เพื่อลดภาระการผ่อนชำระหนี้รายเดือนของสมาชิก การกำหนดเกณฑ์เงินคงเหลือไม่น้อยกว่า 30% การขยายระยะเวลาชำระหนี้จนถึงอายุ 75 ปี และการกำหนดให้สมาชิกที่มีทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์สามารถเลือกชำระหนี้เฉพาะส่วนของต้นเงินที่เกินจากทุนเรือนหุ้นหรือพักชำระหนี้ในส่วนที่มีมูลค่าเท่ากับทุนเรือนหุ้นปีละ 1 ครั้ง

    ยังมีการออกคำแนะนำของนายทะเบียนสหกรณ์เรื่อง หลักเกณฑ์การให้เงินกู้แก่สมาชิกอย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อให้สหกรณ์ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกผู้กู้ รวมถึงภาครัฐและ ธปท. มีการผลักดันให้สหกรณ์ออมทรัพย์เชื่อมโยงฐานข้อมูลสมาชิกกับเครดิตบูโร และอยู่ระหว่างออกมาตรการ Credit Lock ในการส่งข้อมูลสมาชิกสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการแก้หนี้ไปยังเครดิตบูโร โดยมีเงื่อนไขว่าสมาชิกต้องไม่ก่อหนี้เพิ่มขณะอยู่ในระหว่างมาตรการ

    นอกจากนี้ ยังมีโครงการส่งเสริมความรู้ทางการเงินของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นลูกหนี้กลุ่มใหญ่ที่สุดและมีภาระหนี้สูงให้ได้รับการอบรมความรู้ทางการเงินอย่างต่อเนื่องและมีการวัดผล รวมทั้ง มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสหกรณ์ในปี 2562 ให้มีการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และการออกกฎกระทรวง เพื่อมารองรับ พ.ร.บ. ฯ ข้างต้น

    แต่ติดข้อจำกัด ‘กฎหมายล่าช้า’

    ปัจจุบันการแก้ปัญหายังมีข้อจำกัดที่สำคัญหลายด้าน โดยในด้านกฎหมาย กระบวนการออกกฎกระทรวงเพื่อกำกับดูแลการดำเนินงานของสหกรณ์ใช้เวลานาน คือ มาตรา 89/2 ของ พ.ร.บ.สหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 กำหนดให้มีการดำเนินการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน โดยออกเป็นกฎกระทรวง ซึ่งประกอบด้วยประเด็นสำคัญ 13 ประเด็น ครอบคลุมการให้กู้และการให้สินเชื่อการบริหารสินทรัพย์และการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง การจัดเก็บและรายงานข้อมูล เป็นต้น

    แต่ปัจจุบันมีการประกาศกฎกระทรวงออกมาเพียง 6 ประเด็น ได้แก่ การกำหนดขนาดสหกรณ์ออมทรัพย์ การกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการสหกรณ์และผู้จัดการ การกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ การดำรงเงินกองทุน การกำกับดูแลด้านธรรมาภิบาล และการจัดเก็บและรายงานข้อมูล ซึ่งยังขาดกฎกระทรวงสำคัญในการกำกับดูแลการให้สินเชื่ออีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นการให้กู้ การรับฝากเงิน การค้าประกันการบริหารสินทรัพย์และการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การนำส่งข้อมูลเครดิตบูโร ที่เป็นหลักเกณฑ์สำคัญของการแก้ไขปัญหาหนี้สหกรณ์

    นอกจากนี้การกำกับดูแลหนี้สหกรณ์ยังมีความเชื่อมโยงกับหนี้ของสถาบันการเงินอื่น ๆ จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยในการกำกับดูแลร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ มาตรา 89/4 กลับกำหนดบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ในคณะกรรมการที่ปรึกษาการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ซึ่งมีหน้าที่เพียงให้คำปรึกษาและเสนอแนะแนวทางแก่นายทะเบียนสหกรณ์เท่านั้น ซึ่งอาจทำให้การดำเนินงานแก้ไขปัญหาหนี้สหกรณ์ได้ไม่เต็มที่

    ขณะเดียวกัน พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ ยังคงให้อำนาจสหกรณ์ในการหักเงินเดือน เพื่อชำระหนี้ โดยมาตรา 42/1 ระบุว่า เมื่อสมาชิกได้ทำความยินยอมเป็นหนังสือไว้กับสหกรณ์ให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานของรัฐ หรือนายจ้างในสถานประกอบการมีบุริมสิทธิ์ในการหักชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ตามจำนวนที่สหกรณ์แจ้ง ทำให้สหกรณ์สามารถหักชำระหนี้ได้ไม่จำกัดขั้นต่ำหรือไม่มีเพดานร้อยละของรายได้ที่หักได้ และขาดแรงจูงใจในการช่วยเหลือสมาชิกแก้ไขปัญหาหนี้

    เร่งคลอดกฎกระทรวงคุมสินเชื่อ

    ด้านความสามารถในการกำกับดูแล ปัจจุบันกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลสหกรณ์ทั้งหมด แต่หากพิจารณาบทบาทและการดำเนินการของสหกรณ์ออมทรัพย์ กลับพบว่ามีลักษณะคล้ายกับธุรกิจสถาบันการเงิน โดยมีทั้งการรับฝากเงินและการให้กู้ยืม โดยเงินฝากของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์มีมูลค่ารวมสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท ในปี 2567 หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 7.75% ของเงินฝากรวมของธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด

    อีกทั้ง ยังเป็นแหล่งให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือนที่มีสัดส่วนมูลค่าสูงถึง 15% ของหนี้ครัวเรือน ทำให้สหกรณ์ออมทรัพย์มีบทบาทต่อเศรษฐกิจ สังคม และส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศอย่างมาก ซึ่งต้องมีการกำกับดูแลที่แตกต่างจากสหกรณ์ประเภทอื่น การกำหนดความคุ้มครอง อาทิ ผู้ฝากเงิน และการติดตามการดำเนินงานที่เหมาะสมเช่นเดียวกับสถาบันการเงินรูปแบบอื่น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นวงกว้าง

    การดำเนินงานของสหกรณ์ยังเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัด โดยการดำเนินงานจะมีความแตกต่างกันตามแต่ละประเภทและสังกัดของสหกรณ์ ซึ่งการออกมาตรการหรือโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ของสมาชิกมักขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการฯ ทำให้สมาชิกที่ประสบปัญหาของแต่ละสหกรณ์ได้รับการช่วยเหลือที่ไม่เท่ากัน

    ขณะเดียวกันสหกรณ์ออมทรัพย์บางแห่งยังติดข้อจำกัดเรื่องเงินทุน โดยปี 2567 สหกรณ์ออมทรัพย์ 28.5% มีเงินทุนไม่เพียงพอกับความต้องการกู้ยืมเงินของสมาชิก หรือขาดเงินทุน (deficit) ทำให้แนวทางที่กรมส่งเสริมสหกรณ์แนะนำให้สหกรณ์ออมทรัพย์ดำเนินการมีสหกรณ์เข้าร่วมน้อย อาทิ ประกาศเรื่องแนวทางในการแก้ปัญหาหนี้สินสำหรับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ โดยส่งเสริมให้สหกรณ์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยและจัดทำโครงการแก้ไขหนี้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ เป็นต้น

    ขณะเดียวกันสหกรณ์ส่วนใหญ่โดยเฉพาะในสหกรณ์ขนาดเล็ก ยังมีปัญหาเรื่องระบบการจัดเก็บข้อมูล ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของสมาชิก และต้นทุนดำเนินการที่สูง ซึ่งส่วนหนึ่งทำให้สหกรณ์ไม่ส่งข้อมูลหรือไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครดิตบูโร

    ดังนั้น เพื่อให้สหกรณ์ออมทรัพย์สามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืน และเป็นที่พึ่งพิงแก่ภาคครัวเรือน รวมถึงลดความเสี่ยงของหนี้สหกรณ์ที่จะส่งผลต่อเสถียรภาพระบบการเงินโดยรวม จึงต้องเร่งรัดการออกกฎกระทรวงให้ครบถ้วน และการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ ต้องมีระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน อาทิ เงื่อนไขในการให้สินเชื่อที่ต้องใช้ข้อมูลเครดิตบูโรประกอบการพิจารณาสินเชื่อ รวมทั้งต้องกำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์ “การให้เงินกู้แก่สมาชิกอย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม” โดยเฉพาะการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินกู้รวมทั้งเงินปันผลที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ในการเป็นกลไกที่ทำหน้าที่จะส่งเสริมการออมและให้บริการสินเชื่อที่มีต้นทุนต่ำแก่สมาชิก รวมทั้ง อาจพิจารณาให้สหกรณ์ออมทรัพย์ได้รับการกำกับดูแลที่เหมาะสม มีมาตรฐานเทียบเท่าสถาบันการเงิน เพื่อให้เกิดกลไกและแนวทางในการป้องกันความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

    หากยังไม่เร่งควบคุมดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพเหมือนกับธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบัน หนี้กว่า 2 ล้านล้านบาท ก็จะเหมือนกับดักระเบิดเวลาที่รอคอยปัญหาเข้ามากระทบจนแตกออกจนอาจเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศอีกครั้ง และเมื่อถึงตอนนั้นการแก้ปัญหาก็อาจจะช้าเกินไป

    ที่มา: ภาวะสังคมไทยไตรมาสสอง ปี 2568 , สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-188&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qUVDWiECjlX9AByU_Zejz

  • เทรนด์ใหม่พ่อแม่ชาวอเมริกัน เมื่อการเก็บเงินให้ลูกไม่ได้จบแค่ค่าเทอม

    เทรนด์ใหม่พ่อแม่ชาวอเมริกัน เมื่อการเก็บเงินให้ลูกไม่ได้จบแค่ค่าเทอม

    ลีซา และ แอนโทนี ดิเอลี กำลังเก็บเงินประมาณเดือนละ 1,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 32,280 บาท) ให้กับลูกสาววัย 7 ขวบของพวกเขา ที่ชื่อว่า โซอี้ (Zoey) แต่เงินจำนวนนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัย แต่มีไว้เพื่อสนับสนุนลูกสาวของพวกเขาในวันที่เธอเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องยืนด้วยลำแข้งของตัวเองแล้ว

    นี่คือแนวคิดทางการเงินรูปแบบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในสังคมอเมริกัน ซึ่งมองว่าการช่วยเหลือลูกที่โตแล้วไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นสิ่งจำเป็นในยุคสมัยนี้ ครอบครัวดิเอลีจึงตัดสินใจที่จะเริ่มต้นวางแผนเพื่ออนาคตของลูกสาวตั้งแต่เนิ่นๆ เนื่องจากลีซาเองเคยจบการศึกษาในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยปี 2007-09 และต้องเผชิญกับปัญหาหนี้บัตรเครดิต เธอจึงไม่อยากให้ลูกต้องเจอกับสถานการณ์เดียวกัน “ฉันอยากให้ลูกรู้สึกว่าเธอมีทางเลือกในชีวิต” ลีซากล่าว

    ไม่ว่าพวกเขาจะวางแผนไว้หรือไม่ก็ตาม ผู้ปกครองจำนวนมากก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ผลสำรวจจาก Pew Research Center ในปี 2024 พบว่าเกือบ 60% ของผู้ปกครองที่มีลูกอายุระหว่าง 18-34 ปี ได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ลูกๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาระค่าใช้จ่ายได้ขยายยาวไปถึงช่วงวัยผู้ใหญ่ตอนต้นแล้ว

    ความช่วยเหลือดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่ค่าที่อยู่อาศัย, การชำระหนี้สิน ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างค่าอาหาร โดยรายงานจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติชี้ว่า 1 ใน 3 ของผู้ซื้อบ้านกลุ่มมิลเลนเนียลตอนต้นได้รับความช่วยเหลือค่าดาวน์จากครอบครัว และบางครั้งความช่วยเหลือยังขยายไปถึงค่าดูแลหลาน, ค่าซ่อมแซมบ้าน หรือแม้กระทั่งค่าท่องเที่ยวอีกด้วย

    แต่ท่ามกลางกลุ่มผู้ปกครองที่มีความพร้อมทางการเงิน ก็ดูเหมือนจะเกิดความรู้สึกยอมรับใน ‘ความเป็นจริง’ รูปแบบใหม่นี้มากขึ้น เมื่อค่าเช่าบ้านที่พุ่งสูง, ค่าเล่าเรียนที่แพงขึ้นมหาศาล และตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นที่หายากขึ้น ได้ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อที่จะสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตัวเอง

    แพทริก ฮิวอี้ ที่ปรึกษาทางการเงินกล่าวว่า “ผมคิดว่าผู้ปกครองมองเห็นสถานการณ์นี้และพูดว่า ‘ฉันมีความสามารถที่จะช่วยได้’” ซึ่งเป็นผลมาจากช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างยุคสมัยที่กว้างขึ้นอย่างน่าตกใจ ข้อมูลชี้ว่าแม้รายได้ที่ปรับตามเงินเฟ้อแล้วของชาวอเมริกันจะเพิ่มขึ้นเพียง 18% จากปี 1980 แต่ค่าที่อยู่อาศัยกลับพุ่งสูงขึ้นกว่า 400%, ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นเกือบ 700% และค่าเล่าเรียนกับค่าดูแลเด็กก็เพิ่มขึ้นมากกว่าสิบเท่า

    โรเบิร์ต เพอร์ซิชิตต์ ที่ปรึกษาทางการเงินอีกคนหนึ่งมองว่าภารกิจของเขาคือการทลายกำแพงความคิดที่ว่าการช่วยเหลือลูกที่โตแล้วเป็นเรื่องผิด เขาเล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยอาศัยอยู่กับคุณยายโดยไม่เสียค่าเช่าจนถึงอายุ 26 ปี ทำให้สามารถเก็บเงิน 30,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 968,400 บาท) และซื้อบ้านได้ก่อนอายุ 30

    “ผมคิดว่าคุณต้องเลือกระหว่างการยอมปล่อยให้ลูกๆ ของคุณต้องดิ้นรนอย่างหนัก หรือเริ่มเก็บเงินให้พวกเขาเสียตั้งแต่วันนี้” เพอร์ซิชิตต์กล่าว เขายังได้ช่วยครอบครัวดิเอลีคำนวณว่า หากพวกเขาเริ่มออมเงินเดือนละ 2,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 64,560 บาท) ในตอนนี้ ก็จะสามารถสร้างเงินกองทุนที่จ่ายเงินให้ลูกสาวได้ถึงเดือนละ 3,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 96,840 บาท) ไปได้ตลอดชีวิต

    ครอบครัวดิเอลีได้เริ่มออมเงินให้โซอี้ตั้งแต่เธออายุ 5 ขวบ โดยเริ่มจากเงินเพียงสองสามร้อยดอลลาร์ต่อเดือน และวางแผนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามรายได้ที่สูงขึ้น ลีซายังเล่าอีกว่า ก่อนจะตัดสินใจ เธอได้ลองสอบถามความเห็นจากญาติๆ ว่า หากให้เลือกระหว่างการได้เรียนโรงเรียนเอกชนกับการได้รับเงินรายเดือนไปตลอดชีวิต พวกเขาจะเลือกอะไร ซึ่งทุกคนต่างเลือกเงิน

    บางครอบครัวมองว่าการสนับสนุนลูกในลักษณะนี้คือการเปลี่ยนแนวคิดเรื่องมรดกแบบดั้งเดิม แทนที่จะรอให้เสียชีวิตก่อนแล้วค่อยส่งมอบทรัพย์สมบัติให้ลูกหลาน ทำไมไม่มอบความช่วยเหลือให้พวกเขาในตอนที่ยังต้องการมากที่สุดในชีวิต

    ไคลา โฮลคอมบ์ คุณแม่ลูกสามกล่าวว่า “ฉันจะสามารถช่วยพวกเขาได้อย่างไรในตอนที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ ในช่วงเวลาที่พวกเขายังเด็ก และต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด?” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำให้เธอและสามีเริ่มเปิดบัญชีลงทุนให้ลูกๆ แต่ละคน พร้อมทั้งวางแผนที่จะดึงเงินจากส่วนอื่นมาช่วยในเหตุการณ์สำคัญของชีวิต เช่น งานแต่งงานหรือการซื้อบ้านหลังแรก

    ในทางกลับกัน ก็มีผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ ‘วางแผน’ สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้ล่วงหน้า เมลินดา เคลส์ คุณครูมัธยมปลายคนหนึ่งต้องรับผิดชอบทั้งค่าบ้าน, ค่ารถ และค่าเล่าเรียนให้กับลูกสาววัย 24 ปีของเธอ ซึ่งสร้างแรงกดดันทางการเงินอย่างหนักจนทำให้เธอต้องลดเงินออมเพื่อการเกษียณของตัวเองลงครึ่งหนึ่ง

    เมลินดาได้ข้อสรุปจากประสบการณ์ของเธอว่า หากเป็นไปได้ ผู้ปกครองควรจะมีบัญชีออมทรัพย์พิเศษเผื่อไว้สำหรับช่วงที่ลูกๆ กำลังจะเริ่มสร้างตัวด้วย เธอกล่าวทิ้งท้ายด้วยประโยคที่น่าคิดว่า การเก็บเงินให้ลูกแค่ 18 ปีแล้วหยุดไปนั้น “ก็เหมือนกับการเก็บเงินไปเที่ยวพักผ่อนโดยบอกว่าคุณจะเก็บแค่ค่าโรงแรมเท่านั้นแหละ”

    หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.28 บาท ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2568 


    ภาพ: Rawpixel.com / Shutterstock

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/saving-for-kids-beyond-tuition/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uw8sVEQhxMwh12lZyN2-Z

  • ภาคเอกชนแนะเร่งจัดตั้งรัฐบาลฟื้นเศรษฐกิจ

    ภาคเอกชนแนะเร่งจัดตั้งรัฐบาลฟื้นเศรษฐกิจ

    ตลาดหลักทรัพย์ฯ 31 ส.ค. –ภาคเอกชนแนะเร่งจัดตั้งรัฐบาล ดันเศรษฐกิจ วอนพรรคการเมือง ลดความไม่แน่นอน ดึงความเชื่อมั่นการลงทุน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่ ต้องเร่งหามาตรการมาผลักดันจีดีพีของประเทศให้เติบโตร้อยละ 2 ในปี 68 ยอมรับว่าต้องใช้เงินจำนวนมากในการฟื้นเศรษฐกิจ และการจับมือจัดตั้งรัฐบาล ต้องให้มีเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่น ไม่ใช่เสียงปริ่มน้ำ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ต้องการใช้เงินอัดฉีดฟื้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เพื่อทำให้เกิดการจ้างงาน เงินหมุนเวียนในชนบท หากการเมืองนิ่ง จะสร้างความเชื่อมั่นได้มากขึ้น

    ขณะนี้ไทยต้องแข่งขันกับมาตรการใหม่ของกลุ่มอาเซียน จาการรวมตัวกันของสิงคโปร์กับมาเลซีย ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งใหม่ คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-บาลู (JS-SEZ) ตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บริเวณรัฐยะโฮร์ทางตอนใต้ของมาเลเซีย ตรงข้ามกับสิงคโปร์ นับเป็นความร่วมมือของทั้งสองประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ หวังดึงดูดการลงทุนและยกระดับยะโฮร์ให้เป็นศูนย์กลางด้านการผลิต โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว จึงเป็นนโยบายสำคัญหวังดึงเงินลงทุนมหาศาล รัฐบาลไทยจึงต้องเร่งเข้ามาฟื้นการลงทุนแข่งกับอาเซียน

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการอาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Econommic Intelligence Center ธ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า พรรคการเมืองต้องร่วมกันลดความไม่แน่นอน ต้องเร่งจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ เพื่อเข้ามาประกาศนโยบายการคลัง ระยะปานกลาง ระยะยาว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มองว่า การยุบสภาเป็นเรื่องรอง หากการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ จะสร้างความกังวลให้กับภาคเอกชน นักลงทุนในตลาดทุนมากกว่า

    หากได้รัฐบาลชุดใหม่ เข้ามาบริหารประเทศอย่างรวดเร็ว จะช่วยลดความกังวลอย่างมาก รัฐบาลชุดใหม่ ต้องเร่งมาผลักดันการใช้งบประมาณปี 69 ไม่เช่นนั้นงบด้านลงทุนของรัฐจะล่าช้าออกไป เพราะการส่งออกในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากเอกชนได้เร่งส่งออกไปก่อนจะเก็บภาษีร้อยละ 19 ของสหรัฐ.- 515 สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    26 ส.ค.- ตำรวจสอบสวนกลาง ปิดล้อมตรวจค้น 17 จุด “กรุงเทพฯ-ลพบุรี” บุกรวบ “หลวงพ่ออลงกต” หลังพฤติกรรมชัดทุจริตยักยอกเงินบริจาค ขณะที่ “หมอบี” โดนด้วย หิ้วตัวเค้นสอบ เมื่อเวลา 01.00 น.วันที่ 26 ส.ค. มีรายงานว่าทางตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำโดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผบช.ก. พล.ต.ต. วิทยา ศรีประเสิรฐภาพ ผบก.ป.พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปปพ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผกก.1 บก.ป ปิดล้อมตรวจค้น 17 จุด ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ลพบุรี เพื่อควบคุม หลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี และนายเสกสันน์ หรือหมอบี และพวก ตามหมายจับ ความผิด ม.147, 157 […]

    ศาล รธน. 25 ส.ค.-ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งเอาผิดเผยแพร่คลิป “นั่งลงลูก” ชี้บิดเบือน-ทำเสียหาย ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกเอกสารข่าว ระบุว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งพิจารณาคดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 ไต่สวนพยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกมาให้ถ้อยคำ จำนวน 2 ปาก ได้แก่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง และนายฉัตรชัย บางขวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เรื่อง ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ เมื่อเสร็จสิ้นการไต่สวนแล้ว ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนนำข้อมูลการไต่สวนไปเผยแพร่ และห้ามไม่ให้บิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในลักษณะที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน อันเป็นคำสั่งศาลตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 […]

    กรุงเทพฯ 25 ส.ค.- “แพทองธาร” รีโพสต์สตอรี่ไอจี โต้ดรามาคลิปบิดเบือน ยันศาล รธน. บอก “นั่งลงครับ” นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รีโพสต์สตอรี่ในอินสตราแกรมของสำนักข่าว VOICE TV ยืนยันไม่เป็นความจริง ต่อกระแสดรามาปล่อยคลิปเสียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พูดว่า “นั่งลงลูก” ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวคําปฏิญาณ ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยาน คดีคลิปสนทนากับ ฮุน เซน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งในคลิปดังกล่าวมีข้อความระบุว่า ฟังชัดๆๆ ศาลบอกว่า “นั่งลงครับ” ไม่ใช่ “นั่งลงลูก” อย่างที่มีคนปั่น!! อย่ามั่ว อย่าบิดเบือนข่าว อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงเช้าวันนี้ (25 ส.ค.) นางสาวแพทองธาร จะดำเนินการเรื่องการส่งคำแถลงปิดคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากศาลนัดยื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันนี้ ก่อนจะนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 15.00 น.-316 -สำนักข่าวไทย

    ไอคอนสยาม 25 ส.ค.- ปลัด มท. เผยยังไม่ได้รับรายงานปมสแกนม่านตาแลกเหรียญ สั่งกรมการปกครองสอบด่วน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานว่า มีกลุ่มบุคคลสแกนม่านตาประชาชนและชักชวนให้เข้าไปใช้แอปพลิเคชันเพื่อแลกกับเงินหรือเหรียญในระบบ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน แต่หากเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง กระทรวงมหาดไทยจะสั่งการให้กรมการปกครองดำเนินการแก้ไขและจัดการอย่างถูกต้องทั่วประเทศอย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งเรื่องมายังกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ทุกจังหวัดดำเนินการตรวจสอบตามข้อเท็จจริง ส่วนกรณีที่มีรายงานว่ายังมีการดำเนินการในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปลัดกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าจะเร่งตรวจสอบทั้งที่สุราษฎร์ธานีและทุกจังหวัดที่ได้รับเรื่องร้องเรียน ทั้งนี้ การตรวจสอบจะพิจารณาว่าความผิดปกติเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลอื่น หากพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยย้ำให้ประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพร้อมตรวจสอบอย่างโปร่งใส.-319 -สำนักข่าวไทย

    ข่าวแนะนำ


    พรรคประชาชน 31 ส.ค.- “ภูมิธรรม” เผย พรรคร่วมรัฐบาล ตอบรับทุกข้อเสนอ “ปชน.” รอพรรคประชาชนตัดสินใจ ลั่นทำเร็ว ยุบสภาได้ก่อน 4 เดือน ขณะม็อบหนุน พท. โผล่ให้กำลังใจ “เพื่อไทยสู้ๆ” ภายหลังแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย เข้าหารือกับแกนนำพรรคประชาชนประมาณ 1 ชั่วโมง นายภูมิธรรม ได้นำแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลมา แถลงข่าวด้านล่างพรรคประชาชน ขาดเพียงนายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่ารีบไปประชุม กรรมการบริหารพรรค จึงไม่ได้ร่วมวงสัมภาษณ์ได้ โดยนายภูมิธรรม ระบุว่า ในนามพรรคร่วมรัฐบาล ได้มอบหมายให้พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำในการประสานจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาชน ซึ่งตัวแทนที่มาวันนี้ (31 ส.ค.) ก็ครบทุกพรรค ส่วนตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติไม่สบาย แต่เขาพร้อม หากไม่สบายใจหรือมีข้อสงสัยก็พร้อมจะซูมเข้ามา ซึ่งข้อเสนอของพรรคร่วมรัฐบาลมีความเป็นเอกภาพ เนื่องจากเห็นว่าการเมืองขณะนี้เป็นช่วงวิกฤต เป็นเรื่องที่ควรจะหาทางออกร่วมกัน ดังนั้นหลังจากที่พูดคุยกันแล้วพรรคร่วมรัฐบาลจึงได้มาพูดคุยกับพรรคประชาชน เนื่องจากพรรคประชาชนเป็นพรรคที่เสนอว่า หากใครรับข้อเสนอของพรรคประชาชนได้ ก็จะนำมาตัดสินใจว่าจะให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้(31 […]

    กรุงเทพฯ​ 31 ส.ค.​ – กรม​อุตุนิยม​วิทยา ​เตือน​จังหวัด​ภาคเหนือ​ตอน​ล่าง​ เฝ้า​ระวัง​น้ำท่วม​-น้ำหลาก​ แม้พายุ “​หนอง​ฟ้า” ​อ่อนกำลัง​ลง​ แต่ห่วง​ปริมาณ​ฝนสะสม​ ขณะที่​ ปภ. แจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ในจังหวัดเสี่ยง นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า แม้พายุ “หนองฟ้า” อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ​ แต่​ยัง​ส่งผล​ให้​มีฝนตก​ต่อเนื่อง​อีก​ 1-​2​ วัน สำหรับ​ลักษณะ​ของ​ฝนระยะ​นี้​ไม่ใช่​ฝนหนัก​ แต่เป็นห่วง​ปริมาณ​น้ำฝน​สะสมในพื้นที่​ที่​ฝนตกก่อน​หน้า​จนดินอิ่ม​น้ำ​และ​ยังไม่ทันระบายน้ำ​ โดยเฉพาะ​พื้นที่​จังหวัด​พิษณุโลก สุโขทัย เพชรบูรณ์ พิจิตร อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร และพะเยา เสี่ยงต่อการเกิดน้ำหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่ม ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประชุมเพื่อ​ประเมินสถานการณ์​ โดยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (31 ส.ค. 68) ได้ส่งแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast ไปยังพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก […]

    31 ส.ค.- “ป๋านวย” เจ้าของบ่อนในตำนาน สารภาพเคยติดคุกมาแล้ว 6 ครั้ง พร้อมขอโทษตำรวจทำถูกเด้งเดือดร้อนหลายนาย บอก “ถ้าไม่ตายในคุกแล้วได้ออกมา คงต้องมาไล่จับผมอีก” สืบเนื่องจากชุดสืบสวนสอบสวนนครบาล ร่วมกันจับกุมนายอำนวย หรือป๋านวย อายุ 69 ปี ผู้ต้องหาตามจับศาลแขวงดอนเมือง และศาลอาญา รวม 8 หมาย ขณะหลบหนีคดีบ่อนพนัน หลังเจ้าหน้าที่กรมการปกครองนำกำลังบุกจับนักพนันได้ 176 คน พร้อมของกลางจำนวนมาก เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา จากนั้นได้นำตัวนายอำนวย พร้อมหมายค้นศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงวันที่ 30 สิงหาคมเข้าตรวจค้นบ้านพักใน ต.บ้านลี่ อ.บางปะหัน ก่อนติดตามจับกุมนายอำนวย ได้ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่งย่านพระราม 4 ซึ่งพนักงานสอบสวน จะนำตัวนายอำนวยพร้อมสำนวนไปยื่นต่อศาลแขวงเช้าวันพรุ่งนี้ (1 ก.ย.) ล่าสุดมีรายงานการสอบสวนระบุว่า ในชั้นจับกุมนายอำนวย หรือป๋านวย ให้การว่า “เดิมตนเป็นคนขับแท็กซี่ จากนั้นได้หันมาทำบ่อนการพนันและทำมาทั้งชีวิตจนถึงปัจจุบัน ติดคุกมาแล้ว 6 ครั้ง บางครั้งน้ำหนักลดลงไปกว่า 30 […]

    31 ส.ค.- แกนนำเพื่อไทยพร้อมตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล เตรียมตบเท้าเข้าหารือพรรคประชาชน 14.00 น. ย้ำยินดีตอบรับทุกข้อเสนอ ความเคลื่อนไหวการเดินสายรวมเสียง สส. ตั้งรัฐบาล วันนี้เวลา 14.00 น. พรรคเพื่อไทย ได้ประสานนัดหมายกับพรรคประชาชน เพื่อหารือเรื่องข้อเสนอในการจัดตั้งรัฐบาล ณ ที่ทำการพรรคประชาชน โดยบรรยากาศล่าสุด บรรดาสื่อมวลชนปักหลักติดตามสถานการณ์กันตั้งแต่ช่วงเช้า คาดว่าแกนนำพรรคประชาชนจะทยอยเดินทางเข้ามาในช่วงบ่าย โดยพรรคเพื่อไทย วันนี้ส่งนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค นางสาวจิราพร สินธุไพร รองหัวหน้าพรรค พร้อมมีตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาล นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ไปร่วมด้วย ก่อนหน้านี้ นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การหารือกันของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน จะสร้างบรรยากาศการเมืองที่ดี จะไม่เกิดสุญญากาศทางการเมือง เนื่องจากมีข้อเสนอที่ชัดเจนในกรอบเวลาที่เหมาะสม ซึ่งพรรคเพื่อไทย ตอบรับเงื่อนไขต่างๆ ตามข้อเสนอของพรรคประชาชนตั้งแต่ต้น […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/business-1579281&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0umzT199dXn4Y2s0HYppUh