อิสลามี: ผู้ตรวจสอบของ IAEA ตรวจสอบกระบวนการเปลี่ยนเชื้อเพลิงที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชอห์แล้ว
ประธานองค์การพลังงานปรมาณูของอิหร่าน กล่าวว่า:
🔹การตรวจสอบกระบวนการเปลี่ยนเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชอห์ดำเนินการตามการอนุมัติของสำนักเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด
🔹ในกรอบนี้ มีผู้ตรวจสอบของ IAEA 2 คนเดินทางมายังอิหร่าน ทำการตรวจสอบที่จำเป็น และเดินทางกลับไปแล้ว
🔹ประเด็นสำคัญคือ สิ่งที่ควรดำเนินการตามกฎหมาย ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา
🔹จนถึงขณะนี้ มีการประชุมระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านกับ IAEA แล้ว 2 ครั้ง และการประชุมครั้งที่สามกำลังจะมีขึ้น
Category: เศรษฐกิจ
-

อิสลามี: ผู้ตรวจสอบของ IAEA ตรวจสอบกระบวนการเปลี่ยนเชื้อเพลิงที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชอห์แล้ว
-

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.32 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.32 บาทต่อดอลลาร์
“แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.39 บาทต่อดอลลาร์โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.28-32.43 บาทต่อดอลลาร์) ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ซึ่งมาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นทดสอบโซนแนวต้านสำคัญของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ล่าสุด ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นกว่าคาด ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างยังคงกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงการทำงานของเฟด โดยฝั่งการเมืองสหรัฐฯ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด
สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญแรงกดดัน หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ท่ามกลางความกังวลการเข้าแทรกแซงเฟดจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ
สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากฝั่งสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงาน พร้อมติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) และอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ในเดือนสิงหาคม ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงราว 19.30 น. ของวันศุกร์ที่ 5 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย โดยในช่วงก่อนหน้านั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนสิงหาคม รวมถึง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับใหม่ (JOLTS Job Openings) ในเดือนกรกฎาคม และยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มการจ้างงานของสหรัฐฯ และอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อโอกาสการลดดอกเบี้ยของเฟด ในการประชุม FOMC เดือนกันยายน ซึ่งผู้เล่นในตลาดประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 87% ที่จะลดดอกเบี้ย 25bps ในการประชุมดังกล่าว▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือนสิงหาคม รวมถึงยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของอังกฤษ และยูโรโซน ในเดือนกรกฎาคม
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีนผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนสิงหาคม โดย RatingDog (เดิมคือรายงานข้อมูล Caixin PMIs) ซึ่งจะสะท้อนถึงภาวะภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลางของจีนได้เป็นอย่างดี ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้างในเดือนกรกฎาคม ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินโอกาสราว 69% ที่ BOJ จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 25bps อีก 1 ครั้ง ในปีนี้ ในส่วนนโยบายการเงินนั้น ทางฝั่งธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.75% ทว่า ผู้เล่นในตลาดคงมองว่า BNM มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม 25bps ภายในช่วง 1 ปี ข้างหน้า เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การเมืองไทย เพื่อประเมินแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และความเป็นไปได้ของการยุบสภา ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ในช่วงปลายปี หรือ ไตรมาส 1 ของปีหน้า ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิต ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) และอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนสิงหาคม
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk (เคลื่อนไหวได้ทั้งด้านอ่อนค่าและแข็งค่า) ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดซึ่งจะขึ้นกับ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด นับจากวันนี้ จนเข้าใกล้การประชุม FOMC เดือนกันยายน (รับรู้วันที่ 18 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย)
โดยเรามองว่า เงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงได้ หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด โดยเฉพาะในช่วงที่ ราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 3,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นอกจากนี้ ความวุ่นวายของการเมืองไทย อาจกระทบต่อฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติและสร้างความผันผวน รวมถึงแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทได้ อนึ่ง ในกรณีที่เงินบาทอ่อนค่าลงนั้น เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ก็อาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทมีการอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์(แนวต้านถัดไป 32.65-32.70) ในทางกลับกัน เงินบาทยังพอมีแนวรับแถวโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 32.10 บาทต่อดอลลาร์
อนึ่ง เมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะกลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง หากสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 32.65 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน (หรืออ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน)
ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงผันผวนสูง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด และยังคงเผชิญ Two-way risk (พร้อมเคลื่อนไหวได้สองทิศทาง) ซึ่งต้องรอลุ้นรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ
เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.00-32.75 บาท/ดอลลาร์
ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.25-32.45 บาท/ดอลลาร์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/953242&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2slN6N00Ml3Sv0r7Fgsrn4 -

ชาวเกาะปารีอินโดนีเซียฟ้องบริษัทซีเมนต์ยักษ์ใหญ่สวิสเรียกค่าเสียหายจากภาวะโลกร้อน
ชาวเกาะปารีในอินโดนีเซียที่เผชิญความเสี่ยงจากการจมหายจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้เดินทางไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทซีเมนต์ยักษ์ใหญ่ Holcim คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวระหว่างประเทศที่พยายามสร้างความรับผิดชอบให้กับบริษัทใหญ่ๆ ต่อความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้คนนับล้าน โดยเฉพาะในประเทศกลุ่มใต้
คดีความสำคัญที่อาจสร้างประวัติศาสตร์
หลังจากที่ชาวเกาะ ปารี 4 คนยื่นฟ้องบริษัทซีเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมากกว่า 2 ปี ผู้ยื่นฟ้อง 2 คนได้เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเข้าร่วมการพิจารณาเบื้องต้นในคดีนี้ การพิจารณาเพื่อตัดสินว่าศาลจะรับฟังคำร้องหรือไม่จะจัดขึ้นในวันพุธที่เมือง Zug ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัท
บริษัท Holcim ยืนยันว่ามุ่งมั่นอย่างจริงจังในการดำเนินการเรื่องสภาพภูมิอากาศ แต่คำถามว่าใครได้รับอนุญาตให้ปล่อยก๊าซ CO2 เท่าไหร่ ควรเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่คำถามสำหรับศาลแพ่ง
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมซีเมนต์
นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระบุว่าการผลิตซีเมนต์มีส่วนรับผิดชอบประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ของการปล่อยก๊าซ CO2 ทั่วโลก และกล่าวหาว่า Holcim อยู่ในกลุ่มบริษัท 100 อันดับแรกที่ปล่อยก๊าซ CO2 มากที่สุดทั่วโลก
Asmania โจทก์วัย 42 ปี แม่ลูก 3 กล่าวกับนักข่าวในเมือง Lausanne ผ่านล่ามว่า หวังว่าคดีนี้จะเป็นแรงบันดาลใจสำหรับเหยื่อผู้ประสบภัยจากสภาพภูมิอากาศทั่วโลก เธอสูญเสียฟาร์มสาหร่ายทะเลเนื่องจากน้ำท่วม และฟาร์มปลาก็ได้รับความเสียหายจากการที่มีดินและน้ำมันไหลเข้ามาฆ่าลูกปลา
นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกล่าวว่าเกาะปารีขนาด 42 เฮกเตอร์ส่วนใหญ่อาจจมอยู่ใต้น้ำภายในปี 2050 เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ชาวเกาะระบุว่าน้ำท่วมจากน้ำเค็มมีขนาดและความถี่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำลายบ้านเรือนและแหล่งรายได้
Arif Pujianto โจทก์อีกรายหนึ่งวัย 54 ปี ซึ่งเป็นช่างเครื่องและผู้จัดการชายหาด กล่าวว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อการดำรงชีวิต เขาอธิบายว่าน้ำท่วมใหญ่ที่ Star Beach ทำให้ชายหาดหดสั้นลง 9 เมตรตั้งแต่ปี 2021 ส่งผลให้นักท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักหายไป
เรียกร้องค่าเสียหายและมาตรการป้องกัน
โจทก์ทั้ง 4 คนเรียกร้องเงินชดเชย 3,600 ฟรังก์สวิส (ประมาณ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐ) จาก Holcim สำหรับความเสียหายและมาตรการป้องกันเช่นการปลูกป่าชายเลนและสร้างเขื่อนกันคลื่น องค์กรการกุศลสวิส HEKS ระบุว่าจำนวนนี้เป็นเพียง 0.42 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนจริง ซึ่งสอดคล้องกับการประมาณการว่า Holcim มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซ CO2 ของอุตสาหกรรมทั่วโลก 0.42 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ปี 1750
นอกจากนี้ โจทก์ยังเรียกร้องให้ Holcim ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 43 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2030 และ 69 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2040 ซึ่ง HEKS ระบุว่าสอดคล้องกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีสในการจำกัดภาวะโลกร้อนไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/indonesian-islanders-sue-swiss-cement-giant-climate-compensation&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ol6C6iVQT3VVQxm4-Qtsd -

นักลงทุนต่างชาติกังวลความไม่แน่นอนทางการเมืองความต่อเนื่องนโยบายเศรษฐกิจ
ภายหลังเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองขึ้นอีกครั้ง เป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ
อัสเดช คงศิริ กรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากงาน Thailand Focus 2025 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นงานโรดโชว์สำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ได้ปิดฉากลงไปก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยดังกล่าวออกมา จึงยังไม่ได้มีความเห็นหรือคำถามจากนักลงทุนต่างชาติในประเด็นนี้
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เดินทางไปโรดโชว์เพื่อให้ข้อมูลนักลงทุนต่างชาติในสิงคโปร์ ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีความเข้าใจ รวมทั้งคุ้นชินกับสถานการณ์การเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งที่นักลงทุนต่างชาติกังวลซึ่งมองว่าเป็นปัญหาสำคัญ คือประเด็นความไม่แน่นอน (Uncertainty) ทางการเมือง ในประเด็นความไม่ต่อเนื่องของนโยบายและการดำเนินโครงการต่าง ๆ เนื่องจากมองว่าแม้รัฐบาลจะมีนโยบายเศรษฐกิจและโครงการลงทุนที่น่าสนใจซึ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของไทย แต่เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ก็จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนและส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินงานของโครงการต่าง ๆ ที่ประกาศไว้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความกังวล
“ในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติมองประเด็น Uncertainty หรือความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นปัญหาหนึ่งที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย และเศรษฐกิจไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติจึงต้องการเห็นความต่อเนื่องในการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจที่เคยประกาศไว้ของรัฐบาลซึ่งเป็นโครงการที่ดีให้เกิดขึ้นแบบเป็นรูปธรรม” อัสเดชกล่าว
ดังนั้น จากการรับฟังความเห็นของนักลงทุนต่างชาติจึงอยากเห็นรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ สามารถดำเนินโครงการและนโยบายเศรษฐกิจที่ดีอยู่แล้วให้มีความต่อเนื่องต่อไป ขณะที่นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ที่มีความเข้าใจในตลาดหุ้นไทยและปัจจัยทางการเมืองอยู่แล้ว ซึ่งจะมีการพิจารณาประเด็นนี้อยู่แล้วในการตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 SET Index ปิดที่ 1,236.61 จุด ลดลง 13.48 จุด หรือติดลบไป 1.08% ด้วยมูลค่าการซื้อขายประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาทโดยแรงซื้อมาจากกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ขณะที่แรงขายมาจากกลุ่มท่องเที่ยว, อสังหาริมทรัพย์, อาหาร, ขนส่ง, ICT, ประกัน และค้าปลีก
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ประเมินว่า ดัชนีหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ (1-5 กันยายน) จะมีแนวรับที่ 1,225 และ 1,200 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,245 และ 1,265 จุด ตามลำดับ
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมของไทย, ประเด็นการเมืองในประเทศ รวมถึงทิศทางเงินทุนต่างชาติ
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI/ISM ภาคการผลิตและการบริการ ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราการว่างงานเดือนสิงหาคม รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือน ส.ค. ของญี่ปุ่น จีน และยูโรโซน ตลอดจนดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนสิงหาคม, ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนกรกฎาคม และตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2/2568 ของยูโรโซน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/set-foreign-investor-concern/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24Ico7Aheb0R7FawmEkZq1 -

นักเศรษฐศาสตร์เตือน จัดตั้งรัฐบาลล่าช้า เศรษฐกิจยิ่งเสี่ยง ประเมิน ‘ยุบสภา’
กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทย ซึ่งเผชิญกับความท้าทายต่างๆ รุมเร้าอยู่แล้ว
CIMB Thai และ KResearch ประเมินว่า เหตุการณ์ทางการเมืองนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจใน ‘ระยะสั้น’ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ด้วย โดยมองว่า ผลกระทบช่องทางหลักมาจากการผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 และการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 แต่หากมีการยุบสภา เศรษฐกิจไทยมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession)
พร้อมแนะรัฐบาลใหม่ควรเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในระยะสั้น ไปพร้อมกับการงแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างในระยะยาว
จัดตั้งรัฐบาลล่าช้า เศรษฐกิจยิ่งเสี่ยงมากขึ้น
ดร. อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) ประเมินว่า จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ ขาดคุณสมบัติและหลุดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อาจสร้าง Shock หรือส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยแค่ชั่วคราว เฉพาะในไตรมาส 3 เท่านั้น แต่ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจก็จะมีมากขึ้น
“ถ้ามีความเสี่ยงในการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ก็จะยิ่งทำให้ความเสี่ยงเศรษฐกิจมีมากขึ้น แต่โดยภาพรวมเราคิดว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะทำได้เร็ว” ดร. อมรเทพ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ดร. อมรเทพ แสดงความกังวลว่า ถ้าไม่นับเหตุการณ์ด้านการเมือง ตามข้อมูลภาพรวมเศรษฐกิจและการเงินในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นเดือนแรกของไตรมาสที่ 3 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็พบว่า เศรษฐกิจมีความเสี่ยงอยู่แล้ว
โดยผลกระทบจากปัจจัยการเมืองต่อเศรษฐกิจไทย ดร. อมรเทพ มองว่า อาจส่งผ่านมาหลายช่องทางได้แก่ การลงทุนภาคเอกชน ที่อาจจะชะลอตัว หลังนักลงทุนไทยและต่างชาติอาจตัดสินใจ Wait and See ต่อไป ซึ่งอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในช่วงกันยายนไป และการเบิกจ่ายงบประมาณ ก็ต้องจับตาดูว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองแล้ว ภาครัฐจะเร่งการเบิกจ่ายได้มากแค่ไหน โดยเฉพาะภาคการก่อสร้าง
สำหรับการท่องเที่ยว ดร. อมรเทพ มองว่า ก็ไม่น่ากระทบ หากไม่มีการประท้วง เนื่องจากนักท่องเที่ยวอาจไม่ได้มองเรื่องการมีหรือไม่มีรัฐบาล แต่อาจมองเรื่องความรุนแรงมากกว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนักท่องเที่ยวอาจจะพิจารณาคือ มาตรการที่เคยสนับสนุนการท่องเที่ยวในอดีต เช่น มาตรการกระตุ้น ฟรีวีซ่า การเปิดตลาดจะหายไปหรือไม่
KResearch ยังคงประมาณการ GDP ปีนี้ไทยไว้ที่ 1.5%
สอดคล้องกับ ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากเหตุการณ์การเมืองรอบนี้ ขึ้นอยู่กับว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะทำได้รวดเร็วแค่ไหน
พร้อมประเมินว่า เหตุการณ์การเมืองครั้งนี้ อาจกระทบเศรษฐกิจได้ใน 2 มิติหลักๆ ได้แก่ การผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 และการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ในช่วงเดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ
“การผ่านร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 ไม่น่าจะล่าช้า เนื่องจาก ตามกฎหมายแล้ว วุฒิสภาจะต้องพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ภายใน 20 วัน ก่อนจะส่งกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้าไม่ส่งกลับมาก็จะหมายความว่า วุฒิสภาเห็นชอบ แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเสี่ยงก็ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลด้วย”
สำหรับประเด็นการเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ ณัฐพร มองว่า เหตุการณ์ทางการเมืองรอบนี้อาจทำให้การเจรจาภาษีสินค้าผ่านทาง (Transshipment) กับทางสหรัฐฯ มีความล่าช้าออกไปได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกสินค้าเร่งส่งสินค้าต่อเนื่อง (Front Loading)
ณัฐพร กล่าวว่า ปัจจุบัน KResearch ยังคงประมาณการ GDP ปีนี้ไทยไว้ที่ 1.5% เนื่องจาก ยังต้องรอดูพัฒนาการของเหตุการณ์การเมืองต่อไป รวมถึงต้องจับตาดูว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมีหน้าตาอย่างไร กระนั้น ภาวะ Front Loading ในภาคการส่งออกก็มีโอกาสทำให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) มี ‘ลดลง’
KKP ประเมิน กรณีงบประมาณล่าช้า ฉุด GDP หายไป 1%
ก่อนหน้านี้ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในงาน Thailand Focus 2025 ว่า เกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมือง ประเด็นที่ห่วงที่สุด คือ ความล่าช้าของการผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569
โดยอธิบายว่า การผ่านพ.ร.บ.งบประมาณหากล่าช้าก็ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าไปด้วย ซึ่งอาจกระทบต่อ GDP สูงถึง 1% เนื่องจากการเบิกจ่ายที่สะดุดไปจะกระทบในแง่ของความคาดหวังการลงทุน
หากยุบสภา เศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค ‘ในระยะสั้น’
อย่างไรก็ตาม ดร. อมรเทพ กล่าวว่า ในกรณียุบสภา เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) ได้ เนื่องมาจากการเบิกจ่ายงบประมาณในเดือนตุลาคมเป็นต้นไปอาจหยุดชะงัก ขณะที่การเลือกตั้งอาจจะลากยาวไปถึงต้นปีหน้า นอกจากนี้ การลงทุนของภาคเอกชน ทั้งไทยและต่างประเทศอาจ Wait and See ต่อไป ภาคก่อสร้างอาจจะซึมลึกมากกว่านี้ เหตุโครงการใหม่อาจจะยังไม่เกิด คนอาจไม่กล้าใช้จ่าย เนื่องจากขาดความเชื่อมั่น คนรายได้น้อยก็ไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐก็ทำให้ไม่มีรายได้ ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศที่จะหนักขึ้น อาจทำให้ภาคการส่งออกติดลบ ซึ่งจะฉุดภาคการผลิตและกำลังซื้อต่อไป
กระนั้น ดร อมรเทพ ก็มองว่า ในอีกด้านหนึ่ง การเลือกตั้งใหม่ก็อาจจะเป็นผลดีในระยะกลาง กล่าวคือ ความไม่แน่นอนต่างๆ จะคลี่คลายลง เศรษฐกิจที่จะโตต่ำซึมก็อาจจะมีแรงส่งก็ได้ หลังจากมีความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้ง ในช่วงเลือกตั้งก็มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น เงินก็อาจจะสะพัด
“ไม่จำเป็นต้องห่วง Technical Recession หรือมองด้านลบอย่างเดียว โดยอาจจะต้องดูผลบวกและลบ (Balance) ในระยะกลางและระยะสั้นด้วย”
ดร. อมรเทพ ยังชี้ว่า ต้องติดตามประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป แม้ว่าวันนี้ผลกระทบอาจจำกัด แต่ต้องมาดูว่า หลังจากได้รัฐบาลชุดใหม่แล้ว จะจัดการปัญหาความขัดแย้งนี้อย่างไร เนื่องจากความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวชายแดน การค้าชายแดน ไปจนถึงความเชื่อมั่น
เปิดโจทย์เศรษฐกิจ ฝากถึงรัฐบาลใหม่
ดร. อมรเทพ มีข้อเสนอแนะถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดต่อไปว่า ควรมุ่งความสำคัญไปที่การสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ รวมไปถึงการออกมาตรการประคองระยะสั้น เนื่องจากยังมีคนที่มีรายได้โตไม่ทันรายจ่ายอยู่ รวมไปถึงการพลิกฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับมาเกิดการลงทุนและการท่องเที่ยว
ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาว ควรมุ่งแก้ไขปัญหาศักยภาพเศรษฐกิจไทยที่ลดลง ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การหาตลาดใหม่ นอกเหนือจากสหรัฐฯ เปิดเสรีทางการค้า การเข้าร่วม CPTPP การเร่งให้เกิดการลงทุน ไปจนถึงยกระดับฝีมือแรงงาน
“ธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) มองว่า เศรษฐกิจปีนี้จะโต 2.3% ปีหน้าโต 1.7% หมายความว่า เฉลี่ยก็ประมาณปีละ 2% เราจะโตเท่านี้อีกยาวแค่ไหน ตอนนี้ศักยภาพเศรษฐกิจเราอยู่ที่เท่าไหร่ ศักยภาพเรากำลังต่ำลงไปเรื่อยๆ” ดร.อมรเทพกล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-political-shock/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1baXX4R24WYfTDyi1mCCBM -

EMOS พลังงานอัจฉริยะ พลิกเกมอุตสาหกรรมไทย
EMOS Platform ปลดล็อกพลังงานอัจฉริยะ เปลี่ยน ‘ต้นทุน’ เป็น ‘โอกาส’ สู่อุตสาหกรรมที่ยั่งยืน
ในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) ภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องมองไกลกว่าการ “ประหยัด” พลังงานแบบเดิม ๆ แต่ต้องหันมาใช้ เทคโนโลยีที่ ‘ฉลาดขึ้น’ และ ‘ยั่งยืนขึ้น’ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
นี่คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท เมตรอน เอเชียแปซิฟิก จำกัด (METRON)ผู้นำเทคโนโลยีพลังงานจากฝรั่งเศส ร่วมผลักดันแพลตฟอร์ม EMOS (Energy Management & Optimization System) เข้ามาเป็นกลยุทธ์สำคัญในการบริหารจัดการพลังงานในอุตสาหกรรมไทย

Digital Energy Solution ที่มากกว่าแค่การมอนิเตอร์
EMOS ไม่ใช่แค่ระบบติดตามพลังงานทั่วไป แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ผสาน AI, Advanced Analytics และ Optimization Algorithm เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถ:
- วางแผนและติดตามการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์
- ค้นหาจุดสูญเสียพลังงานที่ซ่อนอยู่
- ลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างแม่นยำ
- ลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นระบบ
- ยกระดับองค์กรสู่ “Data-Driven Business”
โดยมี ผู้เชี่ยวชาญจาก ปตท. คอยให้คำปรึกษา พร้อมกรณีศึกษาจริงจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้
TVOP โรงงานต้นแบบการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน
หนึ่งในองค์กรต้นแบบที่นำ EMOS มาใช้ คือ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด (TVOP) ที่ลงนามความร่วมมือระยะยาว 3 ปีกับ ปตท. และ METRON เพื่อขับเคลื่อนสู่การผลิตอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลง 3% ในระยะเริ่มต้น พร้อมเสริมความโปร่งใส และส่งเสริมความเชื่อมั่นในมุมมอง ESG
“ด้วยความร่วมมือกับ ปตท. และ METRON ในการนำแพลตฟอร์ม EMOS มาใช้ เราได้เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การกระบวนผลิตที่ชาญฉลาดและยั่งยืนยิ่งขึ้น แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้เราสามารถเปลี่ยนข้อมูลพลังงานให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริง ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงาน เสริมสร้างผลการดำเนินงานด้าน ESG และยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมอาหารให้ก้าวล้ำด้วยนวัตกรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม”
— อดุลย์ เปรมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด
EMOS จากแพลตฟอร์มพลังงานสู่พันธมิตรเชิงกลยุทธ์
ด้วยแนวทางการวาง Digitalization Roadmap ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากหน้างานจริง EMOS กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการวางแผนและพัฒนาองค์กรในทุกมิติของการใช้พลังงาน

เป้าหมายต่อไป ขยายผลสู่ภาคอุตสาหกรรมไทย
ปตท. และ METRON มีแผนขยายการใช้งาน EMOS ไปยังภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในไทย โดยมุ่งหวังให้เทคโนโลยีนี้เป็นเครื่องมือหลักในการสนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions ของประเทศในระยะยาว เพราะในยุคที่พลังงานคือต้นทุน และความยั่งยืนคือคำตอบ องค์กรที่ ‘ฉลาด’ ในการใช้ข้อมูล คือองค์กรที่ ‘ได้เปรียบ’ ในอนาคต
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-emos&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-uzs94uEHfUaFtWyF5y7t -

ประธานาธิบดีอินโดนีซียเตือนการประท้วงบางกลุ่มมีลักษณะกบฏและก่อการร้าย
ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ปราโบโว ซูเบียนโต ออกมาเตือนเกี่ยวกับการประท้วงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยระบุว่าการกระทำบางอย่างในการชุมนุมที่แพร่กระจายไปหลายเมืองในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น มีลักษณะเป็นการกบฏและก่อการร้าย
การประท้วงรุนแรงกระจายทั่วประเทศ
เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกเขย่าด้วยการประท้วงในเมืองใหญ่หลายแห่ง รวมทั้งเมืองหลวงจาการ์ตา หลังจากมีคลิปวิดีโอแพร่กระจายที่แสดงให้เห็นคนขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างถูกรถยุทธวิธีตำรวจทับในการชุมนุมประท้วงสิทธิพิเศษของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
สิทธิในการชุมนุมอย่างสันติควรได้รับการเคารพและคุ้มครอง แต่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามีสัญญาณของการกระทำที่อยู่นอกกฎหมาย หรือแม้แต่การต่อต้านกฎหมาย และมีลักษณะเป็นการกบฏและก่อการร้าย ปราโบโว กล่าวในคำปราศรัยที่จาการ์ตา
เหตุการณ์รุนแรงและผู้เสียชีวิต
การประท้วงครั้งนี้มีสาเหตุหลากหลาย แต่การชุมนุมในสัปดาห์นี้เน้นไปที่การเปิดเผยว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเบี้ยเลี้ยงที่อยู่อาศัยสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำในจาการ์ตาถึงเกือบ 10 เท่า
เหตุการณ์รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นที่เมืองมากัสซาร์ ทางตะวันออกของประเทศ เมื่อผู้ประท้วงเผาอาคารสภาเมือง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน ได้แก่ พนักงาน 2 คนเสียชีวิตที่เกิดเหตุ และข้าราชการ 1 คนเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
การประท้วงแพร่กระจายไปยังเมืองใหญ่อื่นๆ รวมทั้งยอกจาร์การ์ตา บันดุง เซมารัง และสุราบายาในเกาะชวา รวมถึงเมดานในจังหวัดสุมาตราเหนือ บ้านของรัฐมนตรีการคลัง ศรี มุลยานี อินทราวตี ถูกปล้นในช่วงกลางคืน
การประท้วงครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบครั้งสำคัญสำหรับปราโบโว ในฐานะอดีตนายพลที่เข้ารับตำแหน่งมาไม่ถึงปี เขาได้สั่งให้มีการสอบสวนการเสียชีวิตของอัฟฟาน กูร์เนียวัน คนขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และสัญญาว่าจะช่วยเหลือครอบครัว
แอปพลิเคชัน TikTok ได้ประกาศระงับฟีเจอร์ไลฟ์ชั่วคราวในอินโดนีซีย ซึ่งมีผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านคน เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์การประท้วง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/indonesia-president-warns-protests-treason-terrorism&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hKAy2J_vKZc4fxQn9bPTk -

–

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้นSocial Media
Copyright © 2025 Naewna.com All right reserved
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910939&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw141BAd3sr9gZepbek7z5nW -

เร่งเรียกความเชื่อมั่น
นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลไทยตระหนักดีว่า “ความปลอดภัย” คือหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และถือเป็นนโยบายลำดับแรกที่มุ่งมั่นผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีฐานตลาดขนาดใหญ่ เพื่อเสริมความเชื่อมั่น รัฐบาลจึงได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับมาตรฐานสถานที่ท่องเที่ยว การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในทุกมิติ
ด้าน นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ปัจจุบัน “ความปลอดภัย” ได้กลายเป็นปัจจัยลำดับต้นๆ ที่นักท่องเที่ยวใช้ประกอบการตัดสินใจเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระ (FIT) กลุ่มผู้หญิง และกลุ่มครอบครัว รวมถึงนักท่องเที่ยวจากตลาดหลักอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้ความสำคัญกับมาตรการด้านความปลอดภัยที่รัดกุม ดังนั้น การยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยของผู้ประกอบการจึงเป็นภารกิจเร่งด่วน เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์และสร้างการยอมรับในระดับนานาชาติ
ทั้งนี้ได้ใช้ 4 เกณฑ์ประเมินหลักสู่การเป็น Trusted Thailand โครงการ Trusted Thailand จะเริ่มนำร่องในเดือนกันยายน 2568 โดยผู้ประกอบการโรงแรมที่พักสามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับตราสัญลักษณ์ได้บนเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/trustedthailand โดยจะพิจารณาจาก 4 มิติหลัก ได้แก่ 1.มาตรการรักษาความปลอดภัยทั่วไป เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน และการจัดการพื้นที่อย่างปลอดภัย 2.ความปลอดภัยในการชำระเงิน การรองรับแพลตฟอร์มการเงินที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในตลาดหลัก เช่น Alipay และ WeChat Pay 3.การสื่อสารภาษาต่างประเทศ ความพร้อมในการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวด้วยความเอาใจใส่และเป็นมืออาชีพ และ 4.ความปลอดภัยในการเดินทางเข้าถึง การมีเส้นทางที่ปลอดภัย จุดที่ตั้งที่ชัดเจน และการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ
โดยได้ ระดมพลทุกหน่วยงาน เสริมทัพสร้างความเชื่อมั่น ได้จัดเวทีเสวนาและอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานพันธมิตร เช่น กรมการปกครอง กรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และแกร็บ ประเทศไทย ร่วมนำเสนอแนวทางการดูแลและเสริมสร้างมาตรการความปลอดภัย เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การบริหารจัดการไปจนถึงการบริการจริง
คงต้องบอกว่า ความไม่ปลอดภัยเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การลงทุนด้านความปลอดภัยและการสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรักษาและส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ยั่งยืนต่อไป ดังนั้นโครงการ Trusted Thailand จึงเป็นความพยายามครั้งสำคัญของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาเชิงรุก และเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยยืนยันความเชื่อมั่นของประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าประทับใจสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก.
กัลยา ยืนยง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/853394/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QBKDmFwrQMT8nCFUXcYcR -

กรุงไทย เชื่อมระบบรับสแกนจ่ายจากนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้
ธนาคารกรุงไทย เดินหน้าขยายบริการชำระเงินข้ามประเทศ ภายใต้โครงการ “ความร่วมมือการเชื่อมโยงการชำระเงินในภูมิภาค (ASEAN Payment Connectivity Initiative)” ของธนาคารแห่งประเทศไทย ล่าสุด ประสบความสำเร็จในการเชื่อมต่อระบบชำระเงินผ่าน QR Code Cross Border Payment กับประเทศเกาหลีใต้ รองรับนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวนมาก ติดอันดับ 1 ใน 5 นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยมากที่สุด โดยนักท่องเที่ยวสามารถใช้แอปพลิเคชันธนาคารเกาหลีใต้ สแกนจ่ายกับร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ Cross Border QR Payment ได้ทั่วไทย เพิ่มความสะดวก และปลอดภัยในการใช้จ่าย
ธนาคารกรุงไทยยังเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะร้านค้าและผู้ให้บริการด้านท่องเที่ยวในท้องถิ่น ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ให้สามารถรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไร้เงินสด โดยไม่ต้องลงทุนติดตั้งระบบเพิ่มเติม ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับร้านค้าขนาดเล็ก และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในท้องถิ่น พร้อมสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว และตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย
ปัจจุบัน ธนาคารให้บริการ QR Code Cross Border Payment เชื่อมโยงกับ 7 ประเทศและ 1 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, เวียดนาม, มาเลเซีย, กัมพูชา, ลาว, ฮ่องกง และเกาหลีใต้ โดยมีเป้าหมายสนับสนุนการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนและเอเชียตะวันออกอย่างเป็นรูปธรรม
ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเป็นร้านค้า “ถุงเงิน” เพื่อรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวผ่านแอปพลิเคชันได้อย่างสะดวก พร้อมฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ เช่น ระบบแจ้งเตือนเงินเข้า สรุปรายรับทั้งรายวันและรายเดือน รับเงินเต็มจำนวน และเงินโอนเข้าบัญชีทันที หรือ ณ สิ้นวัน โดยสมัครได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา สอบถามเพิ่มเติมที่ Krungthai Contact Center โทร. 02-111-1111 และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://krungthai.com/th/content/personal/tungngern
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/238716&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dMiYnFDWXVGtY6-fntfK5