Category: เศรษฐกิจ

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 1 ก.ย.68

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 1 ก.ย.68

    1 กันยายน 2568 17:22 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 1 ก.ย.68

    – นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แม้ขณะนี้การเมืองในประเทศจะเข้าสู่ช่วงสุญญากาศ แต่เชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหางบประมาณสะดุด ไม่ว่าหลังจากนี้ใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ตาม โดยมั่นใจว่างบประมาณรายจ่ายปี 2569 จะยังเดินหน้าได้แน่นอน ซึ่งปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ได้ผ่านการพิจารณาในชั้นของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภา (สว.) ซึ่งกระบวนการในชั้นนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 วัน

    – นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน และสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐ สาธารณรัฐประชาชนจีน เผยแพร่มาตรฐานความปลอดภัยอาหารแห่งชาติสำหรับนมเปรี้ยวและผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวปรุงแต่งฉบับใหม่  โดยมาตรฐานใหม่มีสาระสำคัญหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1 คำจำกัดความของนมเปรี้ยว และผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวปรุงแต่ง,2. ข้อกำหนดการใช้นมข้นเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับผลิตนมเปรี้ยวในอุตสาหกรรมอาหาร ,3.ข้อบ่งชี้ทางกายภาพ และเคมีในส่วนของความเป็นกรดสำหรับนมเปรี้ยว และ4. เงื่อนไขปริมาณไขมันของนมแต่ละประเภท ได้แก่ ไขมันพร่องมันเนย ไขมันพร่องมันเนยบางส่วน  หรือไขมันทั้งหมด

    – นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตลอดเดือนกันยายน 2568 จะลงพื้นที่พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังข้อเสนอแนะผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้การส่งเสริมสนับสนุนของกรมฯ 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก และธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อนำข้อเสนอแนะที่ได้รับมาดำเนินการตามความต้องการและให้ความช่วยเหลือภาคธุรกิจได้อย่างตรงจุด ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย ‘พาณิชย์พึ่งได้’ ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการให้หน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการแขนงต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและส่วนภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/648247&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QW_lZmIjb3b3T_SG3e1yf

  • ไทยอาการโคม่า! ‘เอกชน’ หวัง ‘นายกฯ-รัฐบาลใหม่’ แก้เศรษฐกิจอันดับแรก

    ไทยอาการโคม่า! ‘เอกชน’ หวัง ‘นายกฯ-รัฐบาลใหม่’ แก้เศรษฐกิจอันดับแรก

    ไทยอาการโคม่า! ‘เอกชน’ หวัง ‘นายกฯ-รัฐบาลใหม่’ แก้เศรษฐกิจอันดับแรก

    ดร.องอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป และประธานบริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์ในตอนนี้เป็นความท้าทายทางการเมืองที่วนกลับมาอีกครั้ง หากได้นายกรัฐมนตรีจากพรรคเดิม รูปแบบการบริหารจะเป็นเหมือนเดิมที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีอะไรโดดเด่น นโยบายต่างๆ ก็ไม่มีผลงานปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่เริ่มถดถอยลงไปเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่เป็นไปตามนั้นแล้วยุบสภา นั่นหมายถึงการยอมรับว่าเสียงของฝ่ายตรงข้ามมีมากกว่า

    “ในมุมมองส่วนตัวหากเกิดการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ประเมินว่าพรรคเดิมอาจกลับมาเป็นรัฐบาลได้ยาก แต่ไม่ว่าจะใครก็ตามที่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นรัฐบาลในตอนนี้ ต้องมาอย่างถูกต้อง เป็นความหวังของประชาชน ต้องเร่งแก้ไขอุปสรรคและปัญหาที่สะสมอยู่ให้คลี่คลาย โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและการต่างประเทศในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นสองอันดับแรกที่ต้องทำให้เร็วที่สุด”

    ด้าน นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด ผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง รายใหญ่ในภาคอีสาน กล่าวว่า ในตอนนี้ต้องมองข้ามคนคุณสมบัติหรือลักษณะของคนที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีออกไปก่อน เพราะประชาชนเลือกไม่ได้ แต่ 3 ขั้วพรรคการเมืองสีแดง น้ำเงิน และส้ม มีตัวแปรสำคัญคือพรรคสีส้ม และเดาว่าอาจได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่มาจากพรรคสีน้ำเงิน พร้อมเดิมพันภายใต้กรอบเวลา 4-6 เดือน ซึ่งจะต้องนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ เพราะหากพรรคสีส้มเลือกพรรคสีแดง รัฐบาลชุดเดิมคงดำเนินงานต่อจากเดิมและไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

    หลังจากได้นายกรัฐมนตรีแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องแก้ไขคือเรื่องเศรษฐกิจที่ติดลบมานานนับปี สวนทางกับการเติบโตของประเทศเพื่อนบ้านซึ่งสามารถเปรียบเทียบกันและเห็นภาพได้ชัดมาก และวิธีคิดวิธีการบริหารแบบเดิมโดยใช้นโยบายแจกเงินไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปแล้ว การดึงศักยภาพของประชาชนออกมาพัฒนาตัวเองและเปลี่ยนโครงสร้างบริหารน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

    “ยอมรับว่าในฐานนะประชาชนคนธรมดาแลผู้ประกอบการธุรกิจ เคยมีความหวังว่าพรรคสีแดงที่ได้ขึ้นมาเป็นนรัฐบาลจะดี ช่วยให้ประชาชนลืมตาอ้าปกได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง ผิดหวัง และกระแสความนิยมของพรรคสีแดงก็เริ่มลดลงแล้ว หากได้เลือกตั้งอีกครั้งอยากได้พรรคสีสมเข้ามาบริหารจริงจัง แม้จะยังมีข้องกังขาหลายอย่างก็เชื่อว่าสถานการณ์ที่ผ่านมาน่าจะทำให้พรรคสีส้มเติบโตขึ้น โดยมีพรรคสีน้ำเงินและพรรคอื่นๆ คอยปรามไว้”

    แน่นอนว่า สิ่งที่พรรคส้มต้องทำหากได้เข้ามาเป็นรัฐบาลในอนาคตคือการทำเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่มุ้งแก้กฎหมาย 112 แก้กฎเกณฑ์หาร หรือแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว เพราะประเด็นเหล่านี้ค่อนข้างอ่อนไหว ทำให้ประชาชนทุกเจนเนอร์เรชั่นมีความเห็นต่างและเกิดความแตกร้าวในสังคม นอกจากนี้ ยังต้องวางตัวเป็นกลางในเวทีโลก โดยเฉพาะระหว่างอเมริกาและจีน

    “อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยในตอนนี้เหมือนคนป่วยอาการโคม่า ชาวบ้านเงินฝืดจนแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย ซ้ำยังมีปัญหากับกัมพูชาอีก ซึ่งผลกระทบกับตกอยู่กับประชาชนทั้งสิ้น ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและทำให้คนอิ่มท้องจะเป็นหนทางให้ประเทศไทยฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/637675&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X8_RQxkpUMf8fy3-0FRk1

  • แจกเงินไร่ละ 1000 ‘ธ.ก.ส.’ เริ่มโอนวันนี้ ให้เกษตรกร 2.4 ล้านคน

    แจกเงินไร่ละ 1000 ‘ธ.ก.ส.’ เริ่มโอนวันนี้ ให้เกษตรกร 2.4 ล้านคน

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า พี่น้องชาวนาทั่วประเทศเตรียมรับเงินในโครงการไร่ละ 1000 ได้เลย เพราะขณะนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เริ่มโอนเงินให้แก่พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวแล้วครับ โดยจะแบ่งเป็นเกษตรกรที่อยู่ในแต่ละภูมิภาค  ดังนี้  

    • 1 ก.ย. 68 โครงการนาปรัง ปี 2568 เกษตรกร 769,461 ราย มูลค่ารวม  6,280 ล้านบาท (ทั่วประเทศ)
    • 2 ก.ย. 68 โครงการนาปี 2568 เกษตรกร 286,831 ราย มูลค่ารวม 2,459 ล้านบาท (ภาคเหนือ)
    • 3 ก.ย. 68 โครงการนาปี 2568 เกษตรกร 1,291,298 ราย มูลค่ารวม 10,586 ล้านบาท (ภาคอีสาน)
    • 4 ก.ย. 68 โครงการนาปี 2568 เกษตรกร 137,478 ราย มูลค่ารวม 1,254 ล้านบาท (ภาคอื่น ๆ)

    โดยสรุปผลการโอนจนถึงวันนี้ คือ โครงการนาปี 2568 เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั้งสิ้น 1,715,607 ราย วงเงินรวม 14,299, 767,923 บาท

    แจกเงินไร่ละ 1000 ‘ธ.ก.ส.’ เริ่มโอนวันนี้ ให้เกษตรกร 2.4 ล้านคน

    และรวมทั้ง 2 โครงการ มีเกษตรกรได้รับเงินทั้งสิ้น 2,485,068 ราย วงเงินรวม 20,580,146,640 บาท

    สำหรับรายละเอียดดังกล่าว เป็นข้อมูลชุดแรก ที่ ธ.ก.ส. ได้รับจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ  ซึ่งส่วนที่เหลือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ จะทยอยส่งข้อมูลให้ ธ.ก.ส. ต่อไป เนื่องจากทางกรมส่งเสริมการเกษตร ต้องตรวจสอบและยืนยันการผลิตข้าวจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการอีกครั้งก่อน

    “ผมยืนยัน ว่าเงินช่วยเหลือดังกล่าวนี้จะถึงมือเกษตรกรโดยตรงและเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเสริมสภาพคล่องครัวเรือนให้แก่พี่น้องชาวนาทั่วประเทศ“ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637642&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GN_Dy4mifRXEWmZ2ONVPf

  • เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    เศรษฐกิจ

    เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    ตำแหน่งนายกฯ และคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลงทันที กระแสการเมืองไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ไม่เพียงแต่เกมชิงอำนาจ แต่ยังโยงไปถึง “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่อาจสะดุด

    • การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังนายกฯ พ้นตำแหน่ง ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนต่อนโยบายเศรษฐกิจสำคัญหลายฉบับที่กำลังผลักดันอยู่
    • นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายมีความเสี่ยงสูงที่จะสะดุดหากมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล ขณะที่โครงการแลนด์บริดจ์และหวยเกษียณมีโอกาสสูงที่จะเดินหน้าต่อได้
    • กฎหมายเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น พ.ร.บ.ศูนย์กลางการเงิน และ พ.ร.บ.สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ ยังอยู่ในกระบวนการทางสภาฯต้องจับตาการผลักดัน
    • เงื่อนไขการยุบสภาฯใน 4 เดือนยังเป็นเงื่อนไขที่ทำให้กฎหมายบางฉบับไม่ทันการพิจารณาในสภาฯ 

    การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยภายหลังการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2568 ที่อาจส่งผลต่อการสลับเปลี่ยนขั้วการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อนโยบายเศรษฐกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหลายฉบับที่รัฐบาลกำลังอยู่ในระหว่างผลักดันให้ออกมามีผลบังคับใช้

    “ทีมข่าวเศรษฐกิจกรุงเทพธุรกิจ” ได้รวบรวมนโยบาย และกฎหมายสำคัญทางด้านเศรษฐกิจที่อาจจะต้องสะดุดลง หรือต้องรอการทบทวนจากรัฐบาล โดยมีหลายเรื่องที่ต้องรอลุ้นว่าจะสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่ ได้แก่   

    1. นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งเดิมมีกำหนดที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค.68 นี้ โดยได้มีการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนแล้วเมื่อวันที่ 25 ส.ค.68 ที่ผ่านมา ก่อนที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมได้ออกมาขอโทษประชาชน และยอมรับว่าไม่ทันในวันที่ 1 ต.ค.68 แต่จะขอเลื่อนไปเป็น 15 พ.ย.68 นี้

    ทั้งนี้กฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนี้ทั้ง 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.กรมการขนส่งทางราง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. (พ.ร.บ.ตั๋วร่วม) และพ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2543 (พ.ร.บ.รฟม.) ได้ผ่านความเห็นชอบจากของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร (กมธ.สส.) ครบทุกมาตราแล้ว และผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามขั้นตอน อย่างไรก็ตามนโยบายนี้นับได้ว่าเป็นนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทย ซึ่งที่ผ่านมามีบางพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยในหลักการของกฎหมายนี้ ซึ่งต้องจับตาว่าหากการเมืองเปลี่ยนขั้วการนำจากพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคภูมิใจไทยนั้นนโยบายนี้จะสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่

    เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    2. นโยบายแลนด์บริดจ์ ถือเป็นนโยบายโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่โครงการสำคัญที่พรรคเพื่อไทยพยายามผลักดันให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นฮับการขนส่งทางเรือที่สำคัญของภูมิภาค รวมทั้งจะมีการลงทุนที่เกี่ยวข้องมากกว่า 1 ล้านล้านบาท

    โดยโครงการนี้ความคืบหน้าล่าสุดนั้นอยู่ระหว่างที่กระทรวงคมนาคมได้มีการรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมายนี้แล้ว และเตรียมที่จะนำเสนอร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพื่อนำเข้าสู่สภาฯตามขั้นตอนโดยมีไทม์ไลน์การขับเคลื่อนกฎหมายให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ก่อนจะเริ่มเปิดประมูลโครงการในปี 2569

    เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    โดยขั้นตอนของการผลักดัน พ.ร.บ.SEC ถือว่ามีความสำคัญเพราะจะเป็นกฎหมายหลักที่กำหนดนโยบาย และแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจในภาคใต้อย่างครอบคลุม 14 จังหวัด รวมทั้งการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์ ซึ่งการขับเคลื่อนโครงการนี้จะเป็นไปตามไทม์ไลน์ได้หรือไม่ต้องจับตาหลังจากนี้ อย่างไรก็ตามโครงการแลนด์บริดจ์นั้นถือเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนทั้งจากพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย จึงมีโอกาสสูงที่โครงการนี้จะสามารถเดินหน้าต่อเนื่องได้ไม่ว่าการเมืองจะพลิกขั้วหรือไม่ก็ตาม

    3. นโยบายหวยเกษียณ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่พรรคเพื่อไทยเดินหน้าเพื่อสร้างหลักประกันในการออมให้กับประชาชน โดยนโยบายนี้ใช้การปรับแก้กฎหมาย พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ… โดยล่าสุดสถานะของกฎหมายได้ผ่านวาระที่ 1 ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา และมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณา 21 คน ก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 โดยมีไทม์ไลน์ในการจะเริ่มจำหน่ายภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

    เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    สถานะของกฎหมายฉบับนี้ที่จ่อที่จะผ่านชั้นการพิจารณาของสภาฯ รวมทั้งที่ผ่านมาการลงคะแนนเสียงในสภาฯ ของ สส.และสว.มีการสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้อย่างท่วมท้น น่าจะทำให้นโยบายนี้สามารถเดินหน้าต่อได้ แม้จะมีการพลิกเปลี่ยนขั้วการเมืองในฟากฝั่งรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม

    4. พ.ร.บ. ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ… โดยกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายฉบับสำคัญที่กระทรวงการคลังภายใต้การบริหารงานของพรรคเพื่อไทยผลักดันเพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (Financial Hub) โดยจะมีการตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (One Stop Authority: OSA) เป็นหน่วยงานเบ็ดเสร็จ ครบวงจร และโปร่งใส ในการพิจารณาใบอนุญาต กำกับดูแล และส่งเสริมธุรกิจทางการเงินที่ให้บริการแก่ชาวต่างชาติเท่านั้น โดยจะให้บริการครอบคลุมธุรกิจการเงิน 8 ประเภท เช่น ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริการทางการเงิน

    ปัจจุบันสถานะทางกฎหมายของ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ครม.ได้มีการเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ก.ค.68 ที่ผ่านมาหลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างกฎหมายแล้วเสร็จ โดยร่างกฎหมายได้ถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อผ่านกระบวนการนิติบัญญัติก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ต่อไป

    และ 5. พ.ร.บ.สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ พ.ศ…ที่ถือเป็นกฎหมายสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) ที่จะเป็นกลไกสำคัญทำให้ประชาชน และ SMEs เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดย NaCGA จะทำหน้าที่ประเมิน และค้ำประกันเครดิตให้แก่ผู้ขอสินเชื่อโดยตรง แทนการพึ่งพาหลักทรัพย์หรือเครดิตบูโรแบบเดิม

    โดยสถานะของกฎหมายฉบับนี้ปัจจุบันผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2568  ปัจจุบัน “ร่าง พ.ร.บ. NaCGA” ได้ถูกส่งต่อไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างต่อไป จากนั้นจะนำเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาต่อไป โดยกระทรวงการคลังได้กำหนดให้เรื่องนี้มีความเร่งด่วน โดยต้องจับตาดูว่าในที่สุดแล้วกฎหมายฉบับนี้จะสามารถผลักดันออกมาให้มีผลบังคับใช้ได้หรือไม่

    นอกจากนั้นยังมีร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทางเศรษฐกิจที่ผ่านความเห็นชอบของ ครม.แต่ยังไม่ได้บรรจุเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาบางฉบับ เช่น ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. … ที่เสนอโดยกระทรวงพลังงาน ร่างกฎหมายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้องานศิลปะและมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ เป็นต้น

    ที่สำคัญยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีกับสหรัฐโดยเฉพาะเรื่องของการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐที่เป็นเรื่องของพิกัดภาษีศุลกากรอีกนับหมื่นรายการ ที่จะต้องผ่านความเห็นชอบทั้งจาก ครม.และรัฐสภา ซึ่งเป็นวาระสำคัญของคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

    อย่างไรก็ตามเงื่อนไขที่กำหนดในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยพรรคประชาชนที่ให้มีการยุบสภาฯ ใน 4 เดือนหลังจากวันที่นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯ จะถือเป็นเงื่อนเวลาที่เป็นข้อกำหนดสำหรับการพิจารณาร่างกฎหมายของรัฐสภาด้วย หากไม่สามารถพิจารณาได้ทันแล้วมีการยุบสภาฯ ก่อนกฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาฯ ต้องเป็นอันตกไป

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1196667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZB3eRQR5m8RLWPhCmed3u

  • ‘สว.ชิบ​’ชำแหละงบฯ69 แนะทุ่มงบฯทำ 3 เรื่องหลัก เป็นแกนเชื่อมระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่

    ‘สว.ชิบ​’ชำแหละงบฯ69 แนะทุ่มงบฯทำ 3 เรื่องหลัก เป็นแกนเชื่อมระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่

    วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.49 น.

    “สว.ชิบ”ชำแหละงบฯ69 แนะทุ่มงบฯทำ 3 เรื่องหลัก เป็นแกนเชื่อมระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่ มั่นใจการจัดงบฯเพิ่มพัฒนาคนและดิจิทัลเป็นการตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ ชี้สามารถดึงเงินลงทุนโลกเข้าประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่การประชุมฯ โดย นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายว่า ในฐานะที่ทำงานในคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศการสื่อสารและการโทรคมนาคม และคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา เห็นว่างบประมาณปี 2569 ไม่ใช่แค่เป็นตัวเลขรายจ่าย แต่เป็นแผนการลงทุนเพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย วงเงินรวมทั้งหมด 3,780,600 ล้านบาท โดยมีงบกลาง 632,968 ล้านบาท ซึ่งเป็นก้อนใหญ่ที่สุดของทั้งระบบการคลังปีนี้ ซึ่งสาระหลักมี 3 แกนหลักเชื่อมกันเป็นระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่ของไทย ได้แก่ ซอฟต์พาวเวอร์ เศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาคน และการทูตเศรษฐกิจ ซึ่งตนมีข้อเสนอที่สามารถทำได้ทันที

    นายชิบ กล่าวว่า ประเด็นแรกเริ่มที่ซอฟต์พาวเวอร์ ปีนี้รัฐบาลบรรจุแผนงานยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์เป็นครั้งแรก มีประมาณ 35 โครงการ ผ่าน 29 องค์กร หน่วยงาน วงเงินรวมประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าปีก่อนเกือบเท่าตัว เป็นสัญญาณว่ารัฐมองซอฟต์พาวเวอร์เป็นเศรษฐกิจจริงจัง แต่เมื่อลงไปดูรายละเอียดจะเห็นว่าสัดส่วนงบกิจกรรมหรืออีเวนต์สูงถึงประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่งบพัฒนาคนและทักษะอยู่ราว 19 เปอร์เซ็นต์ น้อยกว่ากันเกือบเท่าตัว ซึ่งตรงนี้คือจุดเปราะบาง เพราะคนและทักษะคือทุนถาวรของเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    นายชิบ กล่าวว่า ยกตัวอย่างโครงการใหญ่ในหมวดอีเวนต์ เช่น เทศกาลประเพณีไทย หรือ Signature Thailand กินสัดส่วนสูง แต่ตัวชี้วัดเศรษฐกิจปลายน้ำ อย่างรายได้ท่องเที่ยวเพิ่ม มูลค่าการส่งออกสินค้าวัฒนธรรม หรือการจ้างงานใหม่ตามสาขา ยังไม่ชัดเจน หรือไม่ได้ผูกไว้กับ KPI ผ่านแพลตฟอร์มข้อมูลกลาง การขับเคลื่อนยังหลายหน่วยงานหลายกระทรวง แม้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ แต่กฎหมายและองค์กรเจ้าภาพถาวรอย่าง THACCA ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้การบูรณาการและติดตามผลเสี่ยงขาดมือและขาดข้อมูล คำถามคือ รัฐบาลพร้อมหรือไม่ที่จะโยกอย่างน้อย 20- 30 เปอร์เซ็นต์ของงบกิจกรรมไปสู่ทุนพัฒนาทักษะและทุนร่วมลงทุนคอนเทนต์ที่มีผลคูณทางเศรษฐกิจสูงกว่า พร้อมให้รายงานผลเป็นรายไตรมาส ด้วยตัวชี้วัดเศรษฐกิจจริง เช่น รายได้ การส่งออก และการจ้างงาน แทนการนับเพียงจำนวนผู้เข้าร่วมงาน

    เรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาคน นายชิบ กล่าวว่าหัวใจของซอฟต์พาวเวอร์และผลิตภาพใหม่คือคนดิจิทัล แต่ปีนี้งบด้านดิจิทัลสำคัญบางส่วนกลับไม่เติบโตตามความจำเป็น เช่น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa มีวงเงินประมาณ 1,300 ล้านบาท ซึ่งอยู่ล่างสุดของกองทุนและองค์การมหาชน ทั้งที่เป็นหน่วยงานหลักในการสร้างทักษะและอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งงบพัฒนาคนหรือทักษะดิจิทัลยังไม่ผูกเป้าหมายเชิงปริมาณรายปี เช่น จำนวนผู้สำเร็จทักษะ AI, Data, Interactive Content หรือ Game ที่เข้าสู่ตลาดงานจริง และฐานข้อมูล Digital Skill Passport ระดับชาติยังไม่ถูกตั้งเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงนโยบาย ขณะที่งบสนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์บางส่วน เช่น ระบบเรียนรู้แบบ OFOS หรือกิจกรรมสร้างการรับรู้ ยังขับเคลื่อนแบบแคมเปญมากกว่าลงลึกยกระดับทักษะเฉพาะทาง ทำให้ยากจะวัดผลว่ากี่คนได้งานหรือรายได้เพิ่ม

    นายชิบ กล่าวว่า ตนมีข้อเสนอคือ ควรกันงบอย่างน้อย 500-800 ล้านบาท ภายในกรอบซอฟต์พาวเวอร์และดิจิทัล เพื่อสร้างกองทุน Digital Talent Co-Pay จับคู่กับเอกชน มหาวิทยาลัย และสตูดิโอเกม-แอนิเมชัน ให้ฝึกงาน ทำงานจริง เป้าหมาย 20,000 คนต่อปี พร้อม Digital Skill Passport และ KPI วัดผลเป็นรายได้ การจ้างงาน และมูลค่าผลงาน พร้อมเปิดแดชบอร์ดสาธารณะรายไตรมาส

    นายชิบ กล่าวต่อว่า เรื่องสุดท้ายการทูตเศรษฐกิจ ซึ่งงบที่คุ้มค่าที่สุดต่อบาทภาษีคือการทูต เพราะทุกดีลการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวเริ่มจากงานทูต ปีนี้งบการทูตเศรษฐกิจรวมประมาณ 848.7 ล้านบาท โดยมีรายการสำคัญ เช่น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทูตเศรษฐกิจ 200 ล้านบาท และรายการสนับสนุนตลาดและความร่วมมือ รวมทั้งเตรียมความพร้อมเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille มีงบ 20 ล้านบาท ซึ่งเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกธุรกิจและลงทุนข้ามพรมแดน ตนขอเสนอให้กันงบทูตเศรษฐกิจเป็นงบกันชน ไม่ต่ำกว่าปีนี้ และเสริมอีก 200–300 ล้านบาท สำหรับรายการที่ผูก KPI กับมูลค่า FDI การค้า และนักท่องเที่ยวคุณภาพ พร้อมกำหนด Service Level ของ Apostille เช่น ลดเวลารับรองเอกสารจากหลายสัปดาห์เหลือไม่เกิน 48 ชั่วโมง และรายงานผลต่อสภา สำหรับงบกลาง 632,968 ล้านบาท ต้องเปลี่ยนจากก้อนทึบเป็นแดชบอร์ดสาธารณะ เปิดรายงานการใช้ คงเหลือ และผลสัมฤทธิ์รายไตรมาสแบบ machine-readable แยกหมวดและโครงการ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความรับผิด

    อย่างไรก็ตาม มองว่าภาพรวมการจัดงบฯปัจจุบันยังติดกับดักวัฒนธรรมกิจกรรมและอบรม ข้อเสนอคือ ย้ายเม็ดเงินไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของผลลัพธ์ 4 ก้อนคือ Digital Skill Passport แห่งชาติ, Talent Co-Pay หรือ Apprenticeship, Content/IP Fund และ Economic Diplomacy Booster และเมื่อมองต่างประเทศ การลงทุนในทุนทักษะดิจิทัลให้ผลคูณสูงมาก เกาหลีใต้ลงทุนปีละกว่า 1.5 แสนล้านบาท หรือประมาณ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านโครงการ K-Digital Training และ K-Content Fund ปั้นบุคลากรดิจิทัล 2 แสนคนต่อปี อุตสาหกรรมเกมและคอนเทนต์สร้างรายได้ส่งออกเกิน 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี

    ส่วนสิงคโปร์ใช้โมเดล SkillsFuture ลงทุนฝึกทักษะกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ให้ประชาชนทุกคนมีเครดิตทักษะใช้เรียนรู้ตลอดชีวิต ภายใน 5 ปี สิงคโปร์ติด Top 10 ดัชนีความพร้อมด้านดิจิทัล และดึงดูด FDI เทคโนโลยีเกิน 2 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะที่ฟินแลนด์ใช้งบไม่มาก แต่สอน AI เบื้องต้นฟรีทั่วประเทศ มีผู้เรียนกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรภายใน 3 ปี ส่งผลให้ฟินแลนด์ติด Top 5 ดัชนีความสามารถด้านดิจิทัลของประชาชน

    ที่สำคัญคือจีนเป็นตัวอย่างชัดเจน ลงทุนผ่าน Digital Economy Development Fund ปีละกว่า 1 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 5 แสนล้านบาท สนับสนุน AI, Big Data, Game, Animation และ Content Creator พร้อม Digital Talent Program ปั้นนักพัฒนาเกมและครีเอทีฟกว่า 300,000 คนต่อปี ผลลัพธ์คืออุตสาหกรรมเกมและแอนิเมชันส่งออกมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี และแพลตฟอร์มออนไลน์จีนหลายแห่งกลายเป็นผู้ส่งออกคอนเทนต์ดิจิทัลระดับโลก

    “ท่านประธานครับ งบประมาณคือ “นโยบายจริง” ของรัฐบาล ถ้าเราใช้เงินส่วนใหญ่กับกิจกรรมที่จบหน้างานมากกว่าทุนมนุษย์ ระบบและเครื่องมือระหว่างประเทศ ประเทศเราจะเหนื่อยทุกปี จีดีพีใหม่ไม่เกิด วันนี้เรามีโอกาสปรับทิศ เพิ่มน้ำหนักพัฒนาคนและดิจิทัลให้สมฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ กันงบทูตเศรษฐกิจ เพื่อเปิดตลาด ดึงเงินลงทุนโลก และทำให้งบกลางโปร่งใส ตรวจสอบได้ ผมเชื่อว่าถ้าเราขยับสามจุดนี้ภายในปีนี้ ผลคูณจะเริ่มเห็นตั้งแต่ปีหน้า และประเทศไทยจะไม่ใช่ผู้ตามงานอีเวนต์ แต่เป็นผู้ผลิตมูลค่าใหม่บนเวทีโลก” นายชิบ กล่าว

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/911186&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EJJoeqA-QZzGsqKkyFWge

  • รัฐบาลชั่วคราว ดันนโยบายเศรษฐกิจยาก ดึง SET ไม่ทะลุ 1,300 จุด

    รัฐบาลชั่วคราว ดันนโยบายเศรษฐกิจยาก ดึง SET ไม่ทะลุ 1,300 จุด

    นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือนกันยายนว่า จากทิศทางของปัจจัยการเมืองภายในประเทศล่าสุด ประเมินว่าในกรณีฐาน จะทำให้ภาพของ SET Index ในระยะ 1 เดือนข้างหน้าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,200-1,300 จุด ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

    ปัจจัยที่จะช่วยประคับประคองดัชนี SET ไม่ให้หลุดระดับ 1,200 จุด ได้แก่ 1) การที่ครม.รักษาการมีแนวโน้มอยู่ในตำแหน่งไม่นาน จากการที่พรรคการเมืองต่างๆมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ทำให้เรามีโอกาสที่จะได้นายกฯคนใหม่และการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่รวดเร็ว

    2) พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ไม่น่าเผชิญอุปสรรคใดๆ จากกระบวนการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลนี้

    และ 3) การมีรัฐบาลใหม่ได้เร็วจะทำให้ประเทศไทยสามารถแก้ไขปัญหาที่เร่งด่วน ไม่เกิดการเว้นวรรคนานเกินไป เช่นปัญหาชายแดนกับกัมพูชา และปัญหาภาษีการค้ากับทางสหรัฐฯ

    ในทางกลับกัน ประเมินปัจจัยที่จะยังจำกัดดัชนี SET ไม่ให้ทะลุผ่านระดับ 1,300 จุด ได้แก่ 1) หากพรรคประชาชนยังยืนอยู่บนจุดยืนของพรรคที่ให้ไว้ ว่าจะโหวตให้แต่นายกฯแต่จะไม่เข้าร่วมรัฐบาลแต่อย่างใดนั้น จะทำให้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นเป็นเพียงรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งไม่ได้เป็นผลบวกต่อเสถียรภาพการเมืองแต่อย่างใด

    2) รัฐบาลชั่วคราวที่ประกาศว่าจะมีอายุเพียงแค่ 4 เดือนนั้น อาจทำให้เกิดการเกียร์ว่างในส่วนราชการต่างๆ และทำให้โอกาสในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสำคัญๆที่เกิดขึ้นได้ยาก

    และ 3) การขาดแรงผลักดันในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และการรอการเลือกตั้งใหม่ไปอย่างน้อย 4-6 เดือน จะทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไป

    รัฐบาลชั่วคราว ดันนโยบายเศรษฐกิจยาก ดึง SET ไม่ทะลุ 1,300 จุด

    คาดการณ์หุ้นกลุ่ม Domestic demand มีโอกาสซึมตัวต่อไป ตามแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 และต้นไตรมาส 4 ที่น่าจะยังชะลอตัวอยู่ ซึ่งเหตุผลดังกล่าวน่าจะทำให้สมมติฐานที่ บล.ทรีนีตี้ คาดการณ์ไว้ว่า กนง.จะมีการลดดอกเบี้ยได้อีก 0.25% ภายในปีนี้ มีโอกาสเป็นจริงมากขึ้น

    แนะนำนักลงทุนคงน้ำหนัก ‘Overweight’ ในส่วนพันธบัตรของไทยต่อไป ตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่จะยังไม่มีการฟื้นตัวเด่น และการ Price in การลดดอกเบี้ยของตลาดที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนั้นยังคงแนะนำ ‘Overweight’ หุ้นในกลุ่ม Defensive ที่ยังคงได้ประโยชน์จากวงจร Bond yield ขาลงต่อไป ทั้ง Utilities, ICT,  IFF, และ REIT เป็นต้น 

    ทั้งนี้ การวิเคราะห์ของทรีนีตี้ข้างต้น อิงบนสมมุติฐานสำคัญที่ว่า พรรคประชาชนจะยกมือเลือกนายกฯ ให้กับฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่หากสุดท้ายแล้ว พรรคประชาชนตัดสินใจเลือกไม่ยกมือให้กับฝ่ายใด หรือใช้เวลายาวนานกว่าจะตัดสินใจ จะทำให้การเลือกนายกคนใหม่เป็นไปอย่างยากลำบาก ซึ่งหากเหตุผลดังกล่าวทำให้ ครม.รักษาการอยู่นานกว่าที่เราคิดไว้ เช่นเกิน 1 เดือนขึ้นไป จะถือเป็นกรณีที่ค่อนข้างแย่ในสายตาของเรา และจะทำให้ Downside risk ของดัชนี SET เปิดกว้างมากขึ้น จนอาจจะทำให้ดัชนีปรับตัวหลุดระดับ 1,200 จุดได้ 

    ในทางกลับกัน ประเมินความเป็นไปได้ในฝั่งบวกก็มีเช่นกัน โดยหากสุดท้ายแล้วพรรคประชาชนเลือกที่จะไม่ยกมือเลือกนายกฯจากทั้ง 2 ฝั่ง จนนำมาสู่กรณีที่รักษาการนายกฯ ขอทูลเกล้าให้มีการยุบสภาโดยเร็ว (อาจต้องขึ้นอยู่กับตัวบทกฎหมายอีกทอดหนึ่ง) หากเกิดขึ้นได้จริง มองปัจจัยนี้จะทำให้ความคาดหวังเกี่ยวกับการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้นได้เร็วที่สุดเมื่อเทียบกับกรณีอื่นๆ จนนำมาสู่ปรากฏการณ์ Election rally ในตลาดที่เร็วกว่ากำหนด และทำให้ SET Index มีโอกาสปรับตัวทะลุระดับ 1,300 จุดขึ้นไป จากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

    บล.เอซีย พลัส ระบุว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถอดถอนนายกรัฐมนตรีแพทองธาร และ ครม. ทั้งคณะ ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยมีชื่อ “ชัยเกษม” และ “อนุทิน” เป็นแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย และภูมิใจไทย ตามลำดับ ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนเสนอเงื่อนไขสำคัญ เช่น ยุบสภาภายใน 4 เดือน และจัดประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดแนวโน้มรัฐบาลเฉพาะกิจ ที่อาจไม่มั่นคงในระยะยาว

    กลยุทธ์การลงทุน แม้ตลาดจะผันผวนในระยะสั้น แต่หากการเมืองชัดเจน มีโอกาสที่ SET Index จะฟื้นตัวคล้ายปี 2566 ที่ดัชนีปรับขึ้น +10% ใน 2 เดือน หลังเปลี่ยนนายกฯ

    กลุ่มหุ้นแนะนำตามสถานการณ์: พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล: BTS, BEM, ADVANC, SC, SIRI พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล: STECON, STPI หุ้นอิงดอกเบี้ยขาลง: MTC, SPALI หุ้นอิงภาษี TARIFF: CPF

    DR ที่น่าสนใจ: AAPL80 (ลุ้นเปิดตัว iPhone 17), SANOFI80 (เหมาะกับช่วงตลาดซึม ก.ย.)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/729720&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21cs1mruGHSKhyf6x2M6Gl

  • “หล่มสัก” ยังอ่วม เขตเศรษฐกิจน้ำท่วมสูง รร.หลายแห่งสั่งปิด

    “หล่มสัก” ยังอ่วม เขตเศรษฐกิจน้ำท่วมสูง รร.หลายแห่งสั่งปิด

    “หล่มสัก” ยังอ่วม เขตเศรษฐกิจน้ำท่วมสูง รร.หลายแห่งสั่งปิด

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    ความคืบหน้าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหล่มเก่า ระดับน้ำเริ่มลดลงบ้างแล้ว และอำเภอหล่มสัก ล่าสุดจนถึงขณะนี้สถานการณ์พื้นที่อำเภอหล่มเก่า น้ำเริ่มลดลงบ้างแล้ว โดยมวลน้ำทั้งหมดซึ่งไหลมาจาก เขาน้ำพุง จังหวัดเลย และเขา ศิลา-ตัดกลอย ซึ่งไหลลงมาสมทบในพื้นที่แม่น้ำป่าสัก และลำน้ำพุง โดยเมื่อคืนที่ผ่านมาในพื้นที่ไม่มีฝนตกหนักจึงทำให้ปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจนถึงขณะนี้ระดับน้ำเริ่มลดลงบ้างแล้ว ถนนหลายสายรถเล็กเริ่มสุญจรได้ แต่ยังคงต้องใช้ความระมัดระวัง

    ส่วนพื้นที่อำเภอหล่มสัก ล่าสุดที่บริเวณบ้านสักงอย ปริมาณน้ำจากอำเภอหล่มเก่า ได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน รวมทั้งถนนหลายสายภายในหมู่บ้าน ทำให้รถไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ระดับน้ำมีความความลึกของน้ำ อยู่ที่ 60-70 เซนติเมตร และตัวอำเภอหล่มสัก ทั้งบริเวณพื้นที่ ซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำป่าสัก ปริมาณน้ำยังคงท่วมสูง รถเล็กไม่สามารถสัญจรไปมาได้

    ส่วนพื้นที่ย่านเศรษฐกิจ และชุมชนโดยรอบ ปริมาณน้ำยังคงท่วมสูง บางจุด น้ำจากแม่น้ำป่าสัก ได้เอ่อล้นข้ามผนังกั้นน้ำ แม่น้ำป่าสัก ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ตำบลตาลเดี่ยว จนรถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรผ่านได้ นอกจากนี้ชุมชนวัดทุ่งจันทร์สมุทร ชุมชนอ่ากกโก ชุมชนท่ากกแก ซึ่งเป็นชุมชนรอบย่านเศรษฐกิจของอำเภอหล่มสัก ระดับน้ำยังท่วมสูงถนนหลายสายรถไม่สามารถสัญจรไปมาได้ เนื่องจากน้ำมีระดับความลึกเกิด 60 เซนติเมตร ที่บริเวณ 4 แยกบ้านไร่ ปริมาณน้ำยังคงท่วมสูง ส่วนถนนสายหล่มสัก-บ้านติ้ว ถูกนำท่วมสูงราว 40-50 เซนติเมตร เป็นระยะทางยาวกว่า 300 เมตร ทำให้การสัญรไปมายากลำบาก รถเล็กไม่สามารถผ่านได้

    น้ำจากแม่น้ำป่าสักได้เอ่อล้นเข้าท้วมเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนเศรษฐกิจชั้นใน พื้นที่เทศบาลหล่มสัก ทำให้ถนนหลายสายในตลาด รถเล็กต้องใช้ความระมัดระวังในการขับจรไปมาได้ ขณะที่โรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่อำเภอหล่มสัก ก็ต้องสั่งหยุดการเรียนการสอน เนื่องจากบางโรงเรียนถูกน้ำท่วมสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000083543&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27k-SICm7Hien47lVU5Phg

  • ประธาน ECB เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงกระทบหนัก หากทรัมป์แทรกแซงเฟด : อินโฟเควสท์

    ประธาน ECB เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงกระทบหนัก หากทรัมป์แทรกแซงเฟด : อินโฟเควสท์

    คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวในวันนี้ (1 ก.ย.) ว่า ความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่จะปลดเจอโรม พาเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หรือลิซา คุก สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด ออกจากตำแหน่ง ถือเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลก

    ทรัมป์กล่าวโจมตีเจอโรม พาวเวล อยู่หลายครั้ง จากการที่ประธานเฟดไม่ยอมปรับลดอัตราดอกเบี้ย และขู่ว่าจะปลดเขาออกจากตำแหน่ง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังพยายามปลดลิซา คุก ซึ่งได้รับการแต่งตั้งในสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน โดยกล่าวหาว่าเธอทุจริตด้วยการให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการกู้เงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย

    ลาการ์ดกล่าวกับสถานีวิทยุของฝรั่งเศสว่า “หากนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ไม่เป็นอิสระอีกต่อไป และต้องพึ่งพาการชี้นำจากคนใดคนหนึ่ง ถึงตอนนั้น ดิฉันเชื่อว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อดุลยภาพของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และต่อโลก อาจน่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

    นอกจากนี้ ลาการ์ดยังกล่าวอีกว่า คำตัดสินของศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (29 ส.ค.) ที่ระบุว่า ภาษีศุลกากรที่ทรัมป์ประกาศใช้นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ยิ่งซ้ำเติมความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/526082&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VxywUjQee0mnKrOsK-JiR

  • อ่วม! แม่น้ำป่าสัก ทะลักท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์

    อ่วม! แม่น้ำป่าสัก ทะลักท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์

    วันนี้ (1 ก.ย.2568) ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ ได้รับรายงานจาก สถานีอุตุนิยมวิทยาเพชรบูรณ์ เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ อ.หล่มสัก และฝนตกสะสมบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก ได้รับความเสียหายหลายแห่ง

    ทั้งนี้ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ ได้ออกประกาศแจ้งเตือนการเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคเหนือ และแจ้งข้อมูลการเคลื่อนที่ของกลุ่มฝนด้วยเรดาร์ตรวจอากาศไว้ล่วงหน้าแล้ว

    ขณะที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตำบลหล่มสัก เช้าวันนี้ต้องเดินฝ่ากระแสน้ำ ออกไปทำงานและออกไปซื้อกับข้าวท่ามกลางกระแสน้ำและระดับน้ำที่ท่วมสูงและมีแนวโน้มจะเพิ่มระดับขึ้นต่อเนื่อง

    ซึ่งภาพมุมสูงบริเวณเขตเทศบาล เมืองหล่มสักจะเห็นได้ว่าแม่น้ำป่าสัก ได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ย่านเศรษฐกิจของเมืองหล่มสัก หลายพื้นที่มีน้ำท่วมสูง ซึ่งจุดบริเวณ อ.หล่มสักตลอดทั้งสองฟากฝั่งของแม่น้ำป่าสักตอนนี้ต้องบอกว่าระดับน้ำท่วมสูงประชาชนจะต้องเร่งอพยพออกจากพื้นที่

    น้ำท่วมพิษณุโลกสั่งปิดโรงเรียน

    ฝนที่ตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมใน อ.เนินมะปราง อ.นครไทย และ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ทั้งบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่ทางการเกษตร โดยเฉพาะโรงเรียนน้ำปาด ต.ชมพู อ.เนินมะปราง ระดับน้ำท่วมสูง ต้องสั่งปิดโรงเรียนเพื่อความปลอดภัยของครูและนักเรียน ขณะนี้ระดับน้ำสายต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้นเจ้าหน้าที่สั่งเฝ้าระวังติดตามใกล้ชิด

    ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.วังทอง น้ำจากแม่น้ำวังทอง ได้เอ่อล้นตลิ่งไหลเข้าท่วม พื้นที่บ้านเรือน พื้นที่ทางการเกษตร ถนนในชุมชน สูงรวมถึง พื้นผิวถนนทางหลวงหมายเลข 12 เล็กน้อย แต่รถยังคงสัญจรผ่านไปมาได้แต่ระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้ โรงเรียนวังทองพิทยาคม ได้ปรับแผนการเรียนการสอนเป็นรูปแบบออนไลน์ ให้เด็กนักเรียนทุกคน เดินทางกลับบ้านทันที เพื่อความปลอดภัย ในการเดินทาง

    ที่อาจจะมีน้ำท่วมขัง หรือน้ำท่วมสูง ในเส้นทางการเดินทางได้ นอกจากนี้ระดับน้ำที่ท่วมสูง ในชุมชน ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ได้นำรถยนต์รถจักรยานยนต์มาจอดไว้ริมทาง เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะถูกน้ำท่วม ขณะเดียวกันยังพบว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อ.วังทอง ก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เช่นเดียวกัน ประชาชนที่ จะมาจ่ายเงินค่าไฟฟ้า ต้องเดินลุยน้ำเข้าไปจ่ายให้เรียบร้อยก่อนถึงกำหนด

    น้ำป่าไหลบ่าพื้นที่เกษตรเสียหาย 2,000 ไร่

    ที่ จ.อุตรดิตถ์ น้ำป่าไหลเข้าท่วมในพื้นที่ ต.ทองแสนขัน อ.ทองแสนขัน ชาวบ้านเดือดร้อนกว่า 1,500 ครอบครัว และมีพืชผลทางการเกษตร เสียหายประมาณ 2,000 ไร่ เจ้าหน้าที่เทศบาลฯ เร่งสำรวจและให้การช่วยเหลือ รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังอันตรายเพราะน้ำยังเพิ่มสูงต่อเนื่อง

    น้ำยมไหลผ่านเมืองสุโขทัยลดระดับลง

    ขณะที่น้ำในแม่น้ำยมที่ไหลผ่านเขตตัวเมืองสุโขทัย ล่าสุดอยู่ต่ำกว่าระดับตลิ่งแล้ว ทำให้น้ำที่หลากเข้าท่วมพื้นที่ ชุมชนบ้านปากแคว และชุมชนคูหาสุวรรณ ก่อนหน้านี้ ลดระดับลงกลับเข้าสู่ภาวะปกติเหลือเพียงน้ำท่วมขังรอระบายซึ่งน้ำที่ลดลงทำให้เห็นว่ามีถนนและบริเวณพื้นที่รอบบ้านบางหลัง ในชุมชนปากแคว ถูกน้ำกัดเซาะเป็นโครงขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการซ่อมแซม

    ยังเร่งค้นหาเด็กอีก 2 คน จากเหตุดินถล่ม จ.เชียงใหม่

    การค้นหาผู้สูญหายจากเหตุน้ำป่าและดินโคลนถล่ม ที่บ้านปางอุ๋ง ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่กู้ภัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทีมสุนัขกู้ภัย K9 ยังคงออกปฏิบัติการค้นหาเด็กที่ยังสูญหายอีก 2 คนต่อเนื่อง โดยแบ่งพื้นที่เป็นโซนๆ และใช้สุนัขดมกลิ่น ในจุดต้องสงสัยแต่ในช่วงเย็นวานนี้ (31 ส.ค.) มีฝนตกจึงต้องยกเลิกภารกิจไป โดยวันนี้จะออกค้นหากันอีกครั้ง

    สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีผู้เสียชีวิต 7 คน และสูญหายอีก 2 คน เป็นเด็กอายุ 5 และ 6 ขวบ ขณะเดียวกันได้มีการเพิ่มกำลังสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจาก 19 จังหวัด และส่วนกลางกว่า 500 นาย ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ อ.แม่แจ่ม โดยเฉพาะการนำเอาดินโคลนและต้นไม้ที่ทับถมออก

    อ่านข่าว :

    สภาพอากาศวันนี้ เหนือ-อีสาน-กลางฝนหนัก ทะเลอันดามันคลื่นแรง

    “เพชรบูรณ์” น้ำป่าหลากรุนแรง ผู้ว่าฯ สั่งรับมือระดับแดง คาดสูงสุดในรอบ 20 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/355999&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jSwUgofH3EjMk166fMSz1

  • สีจิ้นผิง-ปูตินมุ่งผลักดันระเบียบโลกใหม่ในเวทีความร่วมมือเซี่ยงไฮ้

    สีจิ้นผิง-ปูตินมุ่งผลักดันระเบียบโลกใหม่ในเวทีความร่วมมือเซี่ยงไฮ้

    ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนเรียกร้องให้ผู้นำในการประชุมสุดยอดระดับภูมิภาคใช้ประโยชน์จาก “ตลาดขนาดใหญ่” ของตัวเอง ขณะเดียวกันประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย แสดงการสนับสนุนความตั้งใจของสีจิ้นผิงในการสร้างระเบียบความมั่นคงระดับโลกและระเบียบเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเป็นความท้าทายต่อสหรัฐฯ

    สีกล่าวในคำเปิดงานต่อผู้นำโลกกว่า 20 คนในการประชุมสุดยอดองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ณ เมืองเทียนจิน เมืองท่าทางตอนเหนือของจีนว่า องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ได้กำหนดรูปแบบใหม่สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

    เราควรสนับสนุนการสร้างโลกที่มีหลายขั้วอำนาจอย่างเท่าเทียมและเป็นระเบียบ ส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม และส่งเสริมการสร้างระบบธรรมาภิบาลโลกที่ยุติธรรมและเท่าเทียมยิ่งขึ้น” สีจิ้นผิงกล่าว “เราต้องใช้ประโยชน์จากตลาดขนาดใหญ่…เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน”

    สีจิ้นผิงยังกระตุ้นให้สหภาพยุโรปส่งเสริมความร่วมมือในสาขาต่างๆ รวมถึงพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์

    ปูตินกล่าวว่าการรวมกลุ่มนี้ได้ฟื้นฟู “ลัทธิพหุภาคีที่แท้จริง” ขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีการใช้สกุลเงินประจำชาติมากขึ้นในการชำระหนี้ร่วมกัน

    “ในทางกลับกัน สิ่งนี้ได้วางรากฐานทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจสำหรับการก่อตั้งระบบเสถียรภาพและความมั่นคงใหม่ในยูเรเซีย” ปูตินกล่าว “ระบบความมั่นคงนี้ ซึ่งแตกต่างจากแบบจำลองที่เน้นยุโรปเป็นศูนย์กลางและยูโรแอตแลนติก จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศต่างๆ อย่างกว้างขวางอย่างแท้จริง มีความสมดุลอย่างแท้จริง และจะไม่ยอมให้ประเทศใดประเทศหนึ่งสร้างความมั่นคงของตัวเองโดยเอาเปรียบประเทศอื่น”

    นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย พร้อมด้วยผู้นำคนอื่นๆ จากเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าร่วมพิธีเปิด ซึ่งเป็นการแสดงความสามัคคีครั้งสำคัญของประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก

    องค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้เริ่มต้นจากประเทศสมาชิกจากยูเรเชีย 6 ประเทศ และขยายเป็นสมาชิกถาวร 10 ประเทศ และและประเทศเจรจาและสังเกตการณ์ 16 ประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    สีจิ้นผิงเรียกร้องให้พันธมิตรองค์กร “ต่อต้านแนวคิดสงครามเย็นและการเผชิญหน้ากันในกลุ่ม” และสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นการเหน็บแนมสงครามภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างไม่สมส่วนต่อเศรษฐกิจกำลังพัฒนา เช่น อินเดีย ซึ่งถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 50% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

    จีนจะให้ความช่วยเหลือฟรีมูลค่า 2,000 ล้านหยวนแก่ประเทศสมาชิกในปีนี้ และเงินกู้อีก 10,000 ล้านหยวนแก่กลุ่มธนาคาร SCO

    ระหว่างการประชุมนอกรอบเมื่อวันอาทิตย์ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า จีนมีบทบาท “พื้นฐาน” ในการธำรงไว้ซึ่งลัทธิพหุภาคีระดับโลก

    จีนยังใช้การประชุมสุดยอดครั้งนี้เป็นโอกาสในการกระชับความสัมพันธ์กับอินเดีย

    โมดี ซึ่งเดินทางเยือนจีนเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี และสีจิ้นผิง ต่างเห็นพ้องต้องกันในวันอาทิตย์ว่า ประเทศของตัวเองเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา ไม่ใช่คู่แข่ง และได้หารือถึงแนวทางในการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภาษีศุลกากรทั่วโลก

    Photo by Alexander KAZAKOV / POOL / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/china-xi-russia-putin-share-vision-new-global-order-sco-summit&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RhXXuOQ5D5GYi0UuwM-vq