Category: เศรษฐกิจ

  • ดาวโจนส์พุ่งแรงกว่า 600 จุด รับสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐชะลอ หนุนเฟดอาจลดดอกเบี้ยธ.ค.

    ดาวโจนส์พุ่งแรงกว่า 600 จุด รับสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐชะลอ หนุนเฟดอาจลดดอกเบี้ยธ.ค.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/112842&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Yd8sMi4Ta_iYKDQDD72TL

  • ปัตตานีก็หนัก! แม่น้ำปัตตานีล้นเอ่อ ท่วมเขตเศรษฐกิจ สั่งปิดแล้วโรงพยาบาล 2 แห่ง

    ปัตตานีก็หนัก! แม่น้ำปัตตานีล้นเอ่อ ท่วมเขตเศรษฐกิจ สั่งปิดแล้วโรงพยาบาล 2 แห่ง

    เขตเทศบาลเมืองปัตตานี ยังมีน้ำจากแม่น้ำ และที่เอ่อจากแม่น้ำปัตตานี หลากเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจ และชุมชนหลายแห่งในเขตเทศบาล

    จากที่เมื่อวานนี้ สำนักงานเทศบาลเมืองปัตตานี แจ้งให้ชุมชนสำรองน้ำประปา ไว้ใช้ 3 วัน ต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมหากมีน้ำหลากเข้ามาเพิ่มในพื้นที่

    ล่าสุดเช้านี้ ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ยังอยู่ในระดับปลอดภัย แต่ในหลายอำเภอรอบนอก ยังถูกน้ำท่วมสูง โดยเฉพาะริมแม่น้ำปัตตานี และแม่น้ำสายบุรี ซึ่งเป็นลำน้ำสองสายหลักที่มีน้ำฝนหลักเข้าท่วมชุมชน

    ทำให้จังหวัดปัตตานี ประกาศอพยพผู้ป่วยและปิดโรงพยาบาล 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลยะหริ่ง และโรงพยาบาลทุ่งยางแดง พร้อมนำผู้ป่วยฉุกเฉินอาการหนัก เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลปัตตานี

    ส่วนผู้ป่วยทั่วไปหรือกรณีเจ็บป่วยที่ต้องการพบแพทย์ โรงพยาบาลยะหริ่ง ได้ตั้งโรงพยาบาลสนามที่ว่าการอำเภอ ยะริ่ง

    ส่วนโรงพยาบาลที่อยู่ในเครือข่ายเฝ้าระวังจากสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด คือโรงพยาบาลหนองจิก แม่ลานและโคกโพธิ์

    โดยสถานการณ์เฉพาะอำเภอแม่ลาน ซึ่งอยู่ใกล้เขื่อนแม่ลานหรือเขื่อนปัตตานี ที่รับน้ำจากจังหวัดยะลา ยังต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด

    รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/IDwrCgQdmrs

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/middaynews/452241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rWcrFjFzhnGkbtBS02QwB

  • 3 มาตรการ ช่วยผู้ประกอบการภาคอุตฯ ที่ประสบอุทกภัย

    3 มาตรการ ช่วยผู้ประกอบการภาคอุตฯ ที่ประสบอุทกภัย

    ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียม 3 มาตรการเพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย โดยแบ่งแผนการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ

    1.มาตรการระยะสั้น เป็นมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือผู้ประสบภัยอุทกภัย

    2.มาตรการระยะกลาง เป็นมาตรการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น

    3.มาตรการระยะยาว เป็นมาตรการฟื้นฟูผู้ประกอบการ และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของพื้นที่

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการระยะสั้นนั้น จะเป็นการช่วยเหลือเร่งด่วน โดยร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน ผ่านกิจกรรม “อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทย” เพื่อช่วยเหลือถุงยังชีพ น้ำดื่ม ยา และสิ่งของจำเป็น รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น ยานพาหนะสำหรับขนย้าย และการสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลสำหรับโรงงาน เกี่ยวกับแนวทางที่ควรปฏิบัติเมื่อเกิดอุทกภัย นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งศูนย์อุตสาหกรรมรวมใจ ในการเตรียมความพร้อมและจัดสรรพื้นที่เพื่อใช้เป็นศูนย์กระจายความช่วยเหลือ และศูนย์พักพิงชั่วคราว สำหรับรองรับผู้ประสบภัย

    ส่วนมาตรการระยะกลาง แบ่งเป็น 1.การเยียวยาผู้ประกอบการ โดยจัดทีมช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อฟื้นฟูโรงงาน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่และเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม การปรับปรุง ซ่อมแซม และฟื้นฟูเครื่องจักร อุปกรณ์ และปรับปรุงสายการผลิตให้กลับสู่สภาพปกติ รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่เข้าประเมินสภาพปัญหาและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ 2.การบริการช่วยเหลือประชาชน โดยขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือของกระทรวงอุตสาหกรรมและภาคเอกชน ในการจัดตั้งจุดบริการสำหรับประชาชน ซ่อมบำรุงและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องยานพาหนะ และขยายผลสู่การซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับประชาชน และ 3.การสนับสนุนทางการเงิน โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีและค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงมาตรการพักชำระหนี้เงินต้น และปรับโครงสร้างหนี้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และการร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ และกองทุน DIPROM PAY

    สำหรับมาตรการระยาว จะเป็นมาตรการสนับสนุนการฟื้นฟูและปรับปรุงสภาพแวดล้อมธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นการซ่อมแซมสถานที่ อุปกรณ์ และเครื่องจักร รวมถึงการพัฒนาในระยะยาว โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 1.การฟื้นฟูและซ่อมแซม ซึ่งจะวางแผนฟื้นฟูและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกระบวนการผลิตและระบบคุณภาพ เช่น GMP, HACCP, GHP เพื่อฟื้นคืนเศรษฐกิจในพื้นที่ 2.การยกระดับศักยภาพธุรกิจ ซึ่งจะส่งเสริมผู้ประกอบการใหม่ และการพัฒนาทักษะที่จำเป็น เพื่อสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น และ 3.การส่งเสริมการตลาด ซึ่งจะร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและเครือข่ายการพัฒนาในการสนับสนุนการตลาด สร้างช่องทางการตลาดทั้งในรูปแบบ Online และ Offline เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของ SMEs

    “มาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัยครั้งนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและชุมชน สามารถกลับมาดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกลับเข้าสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-flood-south&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i8MBOsTQn-0LIXhIXNO7C

  • รัฐบาลผุดโครงการ“คนละครึ่งพลัส”เฟสพิเศษ ฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคใต้

    รัฐบาลผุดโครงการ“คนละครึ่งพลัส”เฟสพิเศษ ฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคใต้

    รัฐบาลผุดโครงการ“คนละครึ่งพลัส”เฟสพิเศษ ฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคใต้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบใช้เงินงบกลางช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ครอบครัวละ 9,000 บาทแล้ว โดยมาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการเยียวยาเบื้องต้น 

    แต่สิ่งสำคัญคือ ทำอย่างไรให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเร็วที่สุด จึงได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้จัดทำแพ็กเกจฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจหลังน้ำลด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียด โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น 

    การให้สิทธิพิเศษรูปแบบเดียวกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โดยจะเจาะจงเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากน้ำท่วม เพื่อให้กิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาคึกคัก และสร้างรายได้ให้ประชาชนโดยเร็ว 

    “อยู่ระหว่างพิจารณาวงเงินรวมของมาตรการ โดยคาดว่าจะเสนอ ครม.ได้ในสัปดาห์หน้า”

    รองนายกฯและรมว.คลัง ระบุว่า  “การฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักเหมือนเดิม ตัวอย่าง เช่นโครงการ คนละครึ่งพลัส ที่เราเริ่มออกไปนั้น ในกลุ่มนี้อาจจะต้องให้โอกาสเขาอยู่ เราก็กำลังออกแบบนโยบายอยู่ คาดว่าน่าจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. วันอังคารหน้า”

    นอกจากนี่ ยังมีมาตรการด้านสินเชื่อและพักชำระหนี้ ทั้งการลดดอกเบี้ย และจัดทำสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ โดยเฉพาะประชาชน และ เอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการขยายเวลายื่นแบบภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบภัย

    “รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการช่วยชีวิตประชาชนในพื้นที่ โดยหน่วยงานด้านความมั่นคง และกระทรวงมหาดไทย เร่งสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ แม้ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจจำกัดในบางพื้นที่ แต่ความเสียหายด้านชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด” นายเอกนิติ ระบุ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644989&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pJPw5CQGpAvihjO-egpXw

  • ‘ไทย’ลุ้นส่งออกปีนี้ขยายตัว11% เร่งขยายตลาดรับมือภาษีทรัมป์

    ‘ไทย’ลุ้นส่งออกปีนี้ขยายตัว11% เร่งขยายตลาดรับมือภาษีทรัมป์

    เศรษฐกิจ

    26 พ.ย. 2025 เวลา 7:00 น.

    'ไทย'ลุ้นส่งออกปีนี้ขยายตัว11% เร่งขยายตลาดรับมือภาษีทรัมป์

    “พาณิชย์” ลุ้นส่งออกปีนี้ขยายตัว 10.4-11.7% จับตาส่งออก พ.ย.-ธ.ค.ชะลอตัวลง หลัง ต.ค.โต 5.7% ขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 16 รวม 10 เดือน โต 13.0% จับตาปีหน้า ส่งออกชะลอตัวจากฐานสูง ภาษีทรัมป์ พ่วงปมภูมิรัฐศาสตร์ เร่งขยายตลาดใหม่ รักษาตลาดเก่า

    • ภาพรวมการส่งออก 10 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัว 13% และคาดว่าทั้งปีจะเติบโตได้ในระดับ 10.7-11.4%
    • จับตาส่งออก พ.ย.-ธ.ค.ชะลอตัวลง หลัง ต.ค.โต 5.7% 
    • กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายเร่งขยายตลาดส่งออก โดยเน้นการรักษาตลาดเดิมและเจาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ
    • เตรียมรับมือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ผ่านการเร่งเจรจาข้อตกลงทางการค้าและจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อประเมินผลกระทบ
    • การส่งออกปี 69  คาดว่ายังคงเป็นบวก 

    สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานการส่งออกไทยเดือน ต.ค.2568 มีมูลค่า 28,835 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 5.7% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 การนำเข้า มีมูลค่า 32,272 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 16.3% ขาดดุลการค้า 3,436 ล้านดอลลาร์ โดยถ้าหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย จะทำให้การส่งออกขยาย 15.7%

    ส่วนภาพรวมการส่งออก 10 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) มีมูลค่า 282,982 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13% การนำเข้ามูลค่า 286,848 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 12.4% ขาดดุลการค้า 3,866 ล้านดอลลาร์

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค.กล่าวว่า การส่งออกเดือน ต.ค.ได้รับแรงหนุนจากการส่งออกไปตลาดหลักทั้งสหรัฐ จีน และสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงตลาดรอง เช่น เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา ที่ยังคงขยายตัวได้ดี แม้จะมีแรงกดดันจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐ 

    ทั้งนี้ แรงสนับสนุนหลักมาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง รวมถึงสินค้ากลุ่มยานยนต์และภาคการผลิตโลกที่อยู่ในภาวะขยายตัว จากผลผลิตและคำสั่งซื้อใหม่ อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยยังคงอยู่ในภาวะหดตัว

     “การส่งออกเดือน ต.ค.ชะลอตัวลงจากเดือน ก.ย.ที่ขยายตัวได้ถึง 19% เนื่องจากในช่วงที่ผ่านม ไทยเร่งส่งออกไปค่อนข้างมาก ทำให้ประเทศคู่ค้ามีสต็อกสินค้าในปริมาณสูง ส่งผลให้การส่งออกในเดือนนี้ชะลอตัว”นายนันทพงษ์ กล่าว 

    'ไทย'ลุ้นส่งออกปีนี้ขยายตัว11% เร่งขยายตลาดรับมือภาษีทรัมป์

    โดยการส่งออกเดือน ต.ค.ที่ขยายตัว 5.7% มาจากการส่งออก ดังนี้

    1.สินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 8.8% ขยายตัวต่อเนื่อง 19 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แผงสวิตซ์และแผงควบคุมไฟฟ้า

    ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ 10 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 17.5%

    2.การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 5.1% โดยสินค้าเกษตร หดตัว 14.6% ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 6.2% 

    สินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์) ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง 

    ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ยางพารา ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และเครื่องดื่ม) 

    ทั้งนี้ 10 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 0.03%

    ส่งออกตลาดหลักขยายตัวได้ดี

    ด้านตลาดส่งออก เริ่มมีสัญญาณการชะลอตัวลง หลังมีการเร่งนำเข้าไปค่อนข้างมากในช่วงก่อนหน้านี้ ดังนี้

    1.ตลาดหลัก เพิ่ม 10.2% ขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐ 32.9% จีน 9.3% ญี่ปุ่น 1.9% สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) 9.9% และอาเซียน (5 ประเทศ) 5.4% ส่วนตลาด CLMV ลด 15.6% 

    2.ตลาดรอง เพิ่ม 7.2% โดยเอเชียใต้ เพิ่ม 24.7% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 9.4% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 18.4% แต่ทวีปออสเตรเลีย ลด 0.2% ทวีปแอฟริกา ลด 3.0% รัสเซียและกลุ่ม CIS ลด 5.0% และสหราชอาณาจักร ลด 10.3% ส่วนตลาดอื่น ๆ ลด 70.5%

    'ไทย'ลุ้นส่งออกปีนี้ขยายตัว11% เร่งขยายตลาดรับมือภาษีทรัมป์

    ทั้งนี้ การค้าไทย-สหรัฐ เดือน ต.ค.การส่งออกมีมูลค่า 6,665 ล้านดอลลาร์ นำเข้า 1,775 ล้านดอลลาร์ ได้ดุลการค้ากับสหรัฐ 4,889 ล้านดอลลาร์ รวม 10 เดือนได้ดุลการค้ากับสหรัฐ 41,332 ล้านดอลลาร์ 

    ขณะที่การค้าไทย-จีน เดือน ต.ค. ส่งออก 3,113 ล้านดอลลาร์ นำเข้า 9797.1 ล้านดอลลาร์ ขาดดุลการค้า 6,683 ล้านดอลลาร์ รวม 10 เดือน ไทยขาดดุล 53,987 ล้านดอลลาร์

    คาดส่งออก พ.ย.-ธ.ค.ชะลอตัวลง

    “เดือน ต.ค.นี้ การส่งออกไทยชะลอตัวลงจากเดือน ก.ย.ที่ขยายตัวถึง 19% ต่อเนื่องถึงเดือน พ.ย.-ธ.ค.เนื่องจากจากประเทศคู่ค้ายังมีสต็อกสูง ประกอบกับฐานสูงในปีก่อน” นายนันทพงษ์ กล่าว

    นอกจากนี้ กรณีการส่งออกไทยช่วง 2 เดือนสุดท้าย มีมูลค่า 25,000-26,000 ล้านดอลลาร์ จะทำให้การส่งออกทั้งปีขยายตัว 10.7-11.4%

    นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปี 2568 คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้จะเติบโตในอัตราที่ชะลอลง โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความต้องการในระดับสูง 

    รวมถึงสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารที่ยังคงมีความต้องการในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่อาจแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปี และปริมาณสินค้าเกษตรของไทยที่อาจลดลงจากปัญหาอุทกภัย ล้วนเป็นปัจจัยที่กระทรวงพาณิชย์ต้องติดตามต่อไป

    เร่งขยายตลาดใหม่-รักษาตลาดเก่า

    ทั้งนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายและแผนงานขยายการส่งออก อาทิ การรักษาตลาดเดิม บุกตลาดศักยภาพใหม่ เร่งเจรจาความตกลงเพื่อเปิดประตูการค้า ในขณะที่ต้องเร่งเจรจาข้อตกลง Reciprocal Tariff 

    พร้อมยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ และหาข้อสรุปให้มีความชัดเจนโดยเร็ว เพื่อให้ผู้ส่งออกใช้ประโยชน์จากความตกลงให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงการจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อประเมินผลกระทบจากมาตรการภาษีเพื่อให้ผู้ส่งออกได้รับทราบข้อมูลที่จำเป็นในการบริหารจัดการต่อไป

    มั่นใจส่งออกปี 69 เป็นบวก

    สำหรับเป้าหมายการส่งออกปี 2569 ขณะนี้ สนค.อยู่ระหว่างการประเมินปัจจัยสนับสนุนและผลกระทบ แต่เบื้องต้นเห็นว่ามีสัญญาณชะลอตัวลงจากปี 2568 เพราะฐานปี 2568 สูง และมีผลกระทบจากภาษีสหรัฐ แม้ไทยปรับตัวได้แต่เริ่มมีผลกระทบต่อการส่งออกชะลอตัว

    ทั้งนี้ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการสินค้า และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังประเมินเศรษฐกิจปี 2569 ชะลอตัว ส่วนองค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินการค้าโลกชะลอตัว ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกปีหน้าแต่เชื่อว่ายังเป็นบวก และเดือน ธ.ค.นี้ น่าจะได้ตัวเลขที่ชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1209213&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b4YjTlGU7MdeecyT3d4E2

  • น้ำท่วมซ้ำเติมเศรษฐกิจใต้! ผู้ประกอบการค้าส่ง วอนรัฐพักหนี้และเยียวยา

    น้ำท่วมซ้ำเติมเศรษฐกิจใต้! ผู้ประกอบการค้าส่ง วอนรัฐพักหนี้และเยียวยา

    จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ยังคงทวีความรุนแรง แม้ปริมาณฝนในหลายจังหวัดจะเริ่มลดลงจากช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา แต่ยังมีมวลน้ำจากจังหวัดยะลาไหลเข้าสมทบพื้นที่ปัตตานี ขณะที่อำเภอหาดใหญ่และหลายเขตในจังหวัดสงขลายังคงได้รับผลกระทบหนัก ส่งผลให้เมืองศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและค้าปลีกต้องหยุดชะงัก โครงข่ายขนส่งล่มหลายจุด กระทบต่อการกระจายสินค้าในวงกว้าง

    ประวิทย์ ศิริไชย ผู้ประกอบการ ‘ศรีสมัย’ ค้าส่งรายใหญ่ในพื้นที่ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สถานการณ์ในยะลารุนแรงไม่แพ้พื้นที่ใหญ่ แม้สื่อมักนำเสนอข่าวฝั่งหาดใหญ่เป็นหลัก แต่ระดับน้ำในอำเภอนอกเมืองและย่านเศรษฐกิจของยะลายังคงสูงและสร้างความเสียหายหนัก กระทบโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่

    ปัจจุบันธุรกิจที่เขาดูแล ทั้งห้างท้องถิ่น ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่ถือสิทธิ์ Sub-License ต่างประสบปัญหาสินค้าขาดตลาด ชั้นวางสินค้าโล่งเกือบทุกสาขา หลังเส้นทางขนส่งหลักถูกน้ำท่วมและกระแสน้ำเชี่ยว รถบรรทุกไม่สามารถเดินทางลงใต้ได้ตามปกติ

    หลังจากเส้นทางสายเอเชีย (สาย 4) ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของภาคใต้ รวมถึงเส้นทางหาดใหญ่–ปัตตานี และเส้นรองในอำเภอนาทวี ถูกน้ำท่วมหลายจุด ส่งผลให้สินค้าที่ส่งมาจากส่วนกลางไม่สามารถถึงปลายทางได้ หลายคันต้องจอดรอสถานการณ์ที่อำเภอจะนะและหาดใหญ่ ทำให้สินค้าจำเป็นอย่างนม ไส้กรอก อาหารแช่แข็ง ขนมปัง รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคขาดตลาดในหลายพื้นที่

    ทั้งนี้ การขาดแคลนวัตถุดิบยังกระทบไปถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในชุมชน แม้พื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมจะพยายามทำอาหารกล่องเพื่อส่งต่อ แต่กลับติดปัญหาไข่ไก่ อาหารสด และวัตถุดิบไม่เพียงพอ

    ขณะที่ด้านสาธารณสุข โรงพยาบาลในอำเภอหนองจิก อำเภอแม่ลาน–ยะหริ่ง และสายบุรี ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเข้าสู่โรงพยาบาลปัตตานี หลังน้ำเข้าท่วมในหลายพื้นที่ ขณะที่บริเวณหน้าโรงพยาบาลปัตตานีเองเริ่มมีน้ำขัง สร้างความเสี่ยงด้านการแพทย์เพิ่มขึ้น

    ประวิทย์ประเมินว่า แม้น้ำอาจลดลงในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจท้องถิ่นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 เดือน เนื่องจากภาคธุรกิจต้องซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหาย ทั้งเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า คลังสินค้า ระบบสาธารณูปโภค รวมถึงต้องเติมสต็อกสินค้าที่หายไปในช่วงวิกฤต

    มองว่า สถานการณ์ยังยิ่งน่าเป็นห่วงเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี ซึ่งเป็นฤดูกาลสร้างรายได้จากภาคท่องเที่ยว ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจากมาเลเซียจะเดินทางเข้ามาในช่วงนี้ และเป็นกำลังซื้อหลักของหาดใหญ่และเมืองรองในปัตตานี หลังจากเจอน้ำท่วมปริมาณนักท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากความกังวลด้านความปลอดภัยและความพร้อมของเมือง ซึ่งกระทบรายได้ธุรกิจในช่วงไฮซีซันโดยตรง

    แม้ที่ผ่านมา ภาคธนาคารจะปรับลดดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลและบ้านเพื่อช่วยประชาชนทั่วไป แต่ผู้ประกอบการ SMEs ในพื้นที่ยังไม่ได้รับมาตรการช่วยเหลือที่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

    ประวิทย์จึงเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการพักชำระหนี้สำหรับธุรกิจรายย่อยและ SMEs พร้อมทั้งให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีชั่วคราว และเร่งเยียวยาความเสียหายต่อสินทรัพย์และสต็อกสินค้า นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่ารัฐจำเป็นต้องทบทวนโครงสร้างคมนาคมของภาคใต้ใหม่ทั้งหมด เพื่อป้องกันปัญหาถูกตัดขาด ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมในจังหวัดต้นทาง

    และผู้ประกอบการยังสะท้อนว่า โครงข่ายถนนหลักของภาคใต้ยังเป็นเส้นเดียวมุ่งลงใต้ หากสายเอเชียถูกตัด ไม่ว่าจะที่ชุมพร เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี หรือ นครศรีธรรมราช ก็ส่งผลกระทบต่อปลายทางตั้งแต่สงขลาถึงนราธิวาส ดังนั้น การออกแบบเส้นทางเลี่ยงน้ำท่วมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจซ้ำซากในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/flood-southern-economy-debt-relief/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3I-7h7MdqwB6Hpp6iArN3p

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดน้ำท่วมใต้ กระทบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้าน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดน้ำท่วมใต้ กระทบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้าน

    กรุงเทพฯ, วันที่ 25 พ.ย. – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลกระทบจากเหตุอุทกภัยที่สงขลาและหลายจังหวัดภาคใต้ต่อเศรษฐกิจ เป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรก ผลกระทบทันทีจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งพอจะประมาณได้ ส่วนที่สองจากความเสียหายต่อสินทรัพย์ ซึ่งซับซ้อนกว่า เพราะความเสียหายอาจทยอยรับรู้ในอนาคตโดยหลายภาคส่วน นอกเหนือไปจากครัวเรือน เช่น รัฐบาล สถาบันการเงิน คู่ค้า ฯลฯ

    สำหรับส่วนแรก ผลกระทบอาจไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาทในกรอบเวลา 1 เดือน หรือราว 0.13% ของ Nominal GDP บนสมมติฐานเหตุการณ์รุนแรงในช่วง 10-15 วันแรก โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลาที่ช่วงแรกประสบภัยแทบทุกพื้นที่ และความรุนแรงทยอยลดระดับลงในอีก 10-15 วันถัดมา

    เมื่ออุทกภัยทยอยคลี่คลาย ผู้ประสบภัยยังต้องจัดการความเสียหายของสินทรัพย์ ซึ่งการรับรู้ผลกระทบเพิ่มเติมในส่วนที่สอง คงจะทยอยใช้เวลา และขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น เงินออมและความสามารถในการหารายได้ของแต่ละครัวเรือน ภาวะเศรษฐกิจ ความช่วยเหลือจากเจ้าหนี้และคู่ค้าต่างๆ ซึ่งรวมถึงสถาบันการเงิน ตลอดจนมาตรการจากภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/260091&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E9FGUYXkjagoE0PzmN7L4

  • น้ำท่วม 10 จังหวัดภาคใต้ คาดเศรษฐกิจเสียหายวันละ 1.5 พันล้าน

    น้ำท่วม 10 จังหวัดภาคใต้ คาดเศรษฐกิจเสียหายวันละ 1.5 พันล้าน

    วันนี้ (26 พ.ย.2568) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ฝนตกและน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ในขณะนี้ เบื้องต้นประเมินว่าจะมีความเสียหายประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากเป็นจังหวัดที่อิงกับเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้าและการลงทุนของภาคใต้เป็นหลัก

    อย่างไรก็ดี ถ้าหากสถานการณ์ยังยืดเยื้ออย่างต่อเนื่องใน 1 เดือน ประเมินว่าจะมีความเสียหายประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซันของภาคการท่องเที่ยวและจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวภาคใต้จำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าว

    อ่านข่าว:

    “พณ.”ถกด่วน คลอดมาตรการ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

    ภาพัฒน์ฯ เผยจ้างงาน Q3หดตัว 0.5% “น้ำท่วม” ฉุดภาคเกษตรอ่วม 

    ภาคเอกชน ระดมช่วยเหลือน้ำท่วม ท่ามกลางวิกฤตราคาตั๋วเครื่องบินพุ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03qzascoGs_b_lX3cCNKT9

  • เสนอครม.สัปดาห์หน้า เยียวยา ประชาชนจากน้ำท่วมหนักภาคใต้

    เสนอครม.สัปดาห์หน้า เยียวยา ประชาชนจากน้ำท่วมหนักภาคใต้

    เสนอครม.สัปดาห์หน้า เยียวยา ประชาชนจากน้ำท่วมหนักภาคใต้

    วันนี้, 08:25น.

              นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า กำลังพิจารณามาตรการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคใต้หลังน้ำท่วม ให้กลับมาคึกคักเหมือนเดิม เช่น การดำเนินการผ่านโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่เรามองว่าประชาชนกลุ่มนี้ อาจจะต้องให้โอกาสเพิ่มเติม ต้องช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาคึกคักได้อย่างไร กลับมามีรายได้ดังเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้ยังอยู่ระหว่างการออกแบบมาตรการ เพื่อเสนอให้ ครม.พิจารณาสัปดาห์หน้า

              พร้อมยืนยันว่า โจทย์สำคัญในขณะนี้ คือการเร่งให้ความช่วยเหลือชีวิตประชาชนในพื้นที่ก่อน ซึ่งฝ่ายความมั่นคงกำลังเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ ขณะที่ในมุมของเศรษฐกิจนั้นไม่ได้หยุดนิ่ง อยู่ระหว่างการเร่งพิจารณามาตรการเพื่อให้การช่วยเหลือและเยียวยาอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องผลกระทบในมุมเศรษฐกิจนั้น ยังอยู่ในวงจำกัด

              รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ยอมรับว่า วันนี้เศรษฐกิจไทยแย่มาก สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัว ดังนั้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจจึงทำได้ค่อนข้างยาก แต่รัฐบาลมั่นใจว่ามาตรการต่าง ๆ ที่เร่งผลักดันออกมาทั้งหมดในช่วงที่ผ่านมา จะช่วยให้สถานการณ์เศรษฐกิจในไตรมาส 4/68 ฟื้นขึ้นได้แน่นอน และต้องไม่ใช่การฟื้นระยะสั้น เพราะรัฐบาลตั้งใจให้เป็นการฟื้นระยะยาว จึงเร่งผลักดันมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มทักษะ และการช่วยผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งเป็นการตั้งต้นการแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา

              การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยนี้ สิ่งแรกที่ต้องยอมรับความเป็นจริง คือ เรื่องหนี้ครัวเรือน ดังนั้นต้องแก้อย่างตรงไปตรงมา ช่วยชุบชีวิตให้เขากลับมามีวินัยการเงิน เข้าระบบการเงินได้ ไม่ดักดานอยู่ในวงจรหนี้นอกระบบ รัฐบาลช่วย SMEs ให้มีลมหายใจ และเก่งขึ้น เข้าสู่ธุรกิจใหม่ การดำเนินการทั้หมดอยู่บนรากฐานของวินัยการคลัง นี่คือเหตุผลว่าทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ อย่างล่าสุด S&P ที่ไม่ปรับลด Outlook ของไทย และยังมองว่าไทยมีเสถียรภาพ นั่นมาจากความมั่นใจ และมุ่งมั่นในการรักษาวินัยการคลังของรัฐบาล

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156835&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LpbObro38ezKP2Qif7eAn

  • น้ำท่วมหาดใหญ่: 9 จังหวัดใต้ เมืองไหนเสี่ยงท่วมหนักไม่ต่างจากหาดใหญ่ – BBC News ไทย

    น้ำท่วมหาดใหญ่: 9 จังหวัดใต้ เมืองไหนเสี่ยงท่วมหนักไม่ต่างจากหาดใหญ่ – BBC News ไทย

    .

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

      • Author, วศินี พบูประภาพ
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 25 พ.ย. 2568 ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้กินพื้นที่ถึง 9 จังหวัด มีประชาชนกว่า 798,695 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ และมีผู้เสียชีวิตรวม 13 ราย

    แม้ว่าความสนใจของสาธารณชนส่วนใหญ่มุ่งไปที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่เผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงระดับประวัติการณ์ แต่ข้อมูลจากภาพแผนที่ดาวเทียมที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA ) วิเคราะห์ความลึกของน้ำ ณ วันที่ 24 พ.ย. 2568 ก็เปิดเผยว่าพื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ก็ได้รับผลกระทบรุนแรงไม่ต่างกัน โดยจุดสีเหลืองซึ่งแสดงถึงระดับน้ำท่วมที่สูงตั้งแต่ 2.5 เมตรขึ้นไป ยังพบกระจายตัวใน จ.นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ปัตตานีและนราธิวาส

    อย่างไรก็ดี สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดเหล่านี้รุนแรงเท่าหาดใหญ่หรือไม่

    บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 3 ราย ได้แก่ กานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA), ผศ.ดร.เอกกมล วรรณเมธี ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ และ ผศ.ดร.เทพไท ไชยทอง ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อตอบคำถามสำคัญว่า อะไรคือปัจจัยที่กำหนดให้บางพื้นที่มีความรุนแรง (Hazard) ของภัยพิบัติมากกว่าพื้นที่อื่น

    .

    ที่มาของภาพ, GISDA

    คำบรรยายภาพ, ข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม Sentinel-1A ซึ่งเผยแพร่โดย GISDA เมื่อวันที่ 24 พ.ย. โดยมีจุดสีกำกับระดับความลึกของน้ำที่ท่วมทั่วบริเวณจังหวัดในภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งสีส้มและสีเหลืองแสดงความลึกมากกว่า 2 เมตรขึ้นไป

    หาดใหญ่ท่วมลึกจากความเป็นแอ่งและความเป็นเมือง

    สิ่งหนึ่งที่สร้างความตระหนกให้กับประชาชนและสื่อมวลชนคือระดับความลึกของน้ำท่วมในพื้นที่เมืองหาดใหญ่ ซึ่งในบางจุดมีความลึกสูงถึง 4 เมตร และโดยทั่วไปอยู่ในช่วง 2-3 เมตรในพื้นที่บ้านเรือน

    กานดาศรีอธิบายว่า GISTDA ได้นำข้อมูลความสูงภูมิประเทศมารวมกับข้อมูลดาวเทียมเพื่อประเมินความลึกของน้ำท่วม โดยข้อมูลจากวันที่ 24 พ.ย. 2568 พบพื้นที่น้ำท่วมขังรวม 334,895 ไร่ ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ และบริเวณลุ่มน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา มีการแสดงสีน้ำเงินเข้มและสีม่วง ซึ่งบ่งชี้ถึงระดับน้ำที่วิกฤตเกินกว่า 2.5 เมตร

    “ถ้าดูจากตัวเลขความลึก อาจจะเห็นว่าบางพื้นที่มีระดับน้ำสูงมาก แต่ถ้าเป็นบริเวณบ้านเรือนจริง ระดับน้ำจะอยู่ประมาณ 2–3 เมตร …ไม่ได้สูงถึง 5–6 เมตร” รองผู้อำนวยการ GISTDA อธิบาย

    ความเป็นเมือง

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • สถานการณ์น้ำบริเวณวัดฉื่อฉางในเขตเศรษฐกิจของตัวเมืองหาดใหญ่ วันนี้ (23 พ.ย.) เมื่อเวลา 16.45 น.

    • .

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามมองตรงกันว่าเหตุผลที่ทำให้น้ำท่วมหาดใหญ่แผ่วงกว้างและลึกมาจากลักษณะที่เป็นแอ่งล้อมรอบด้วยภูเขา อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญยังบอกกับบีบีซีไทยด้วยว่าความเป็นพื้นที่เมืองของหาดใหญ่อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำสูงกว่าพื้นที่อื่นด้วยเช่นกัน

    การดาศรีชี้ว่า สภาพสิ่งปลูกสร้างที่เป็นโครงสร้างของหาดใหญ่เอง ก็มีส่วนทำให้น้ำเมื่อไหลมาแล้วไม่มีทางไป จึงทำให้น้ำยกตัวสูงขึ้นมากกว่าที่จะแผ่ขยายออกไป ส่วน ผศ.ดร.เทพไท อธิบายว่า เมืองที่มีพื้นที่ทึบน้ำ (Built-up Area) สูง และมีพื้นที่รับน้ำที่เป็นบึงขนาดใหญ่ในเมืองน้อย ทำให้ระบบระบายน้ำเอาไม่อยู่ และน้ำจะท่วมตามบล็อกถนนและกระจายวงกว้าง

    ข้อสังเกตของทั้งสองสอดคล้องกับ ผศ.ดร.เอกกมล ที่ระบุว่าพื้นที่เมืองมี “พื้นผิวที่น้ำซึมผ่านไม่ได้ (Impervious Surface)” ซึ่งกลายเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้น

    “พื้นที่ในเมืองมักมีการสลับกันระหว่างสิ่งปลูกสร้างกับพื้นที่สีเขียว ซึ่งพื้นที่สีเขียวสามารถช่วยให้น้ำซึมลงดินและลดความรุนแรงของน้ำท่วมได้”

    นอกจากนี้ ผศ.ดร.เอกกมล ยังชี้ถึงปัจจัยการออกแบบผังเมือง เช่น ระบบแก้มลิงหรือการวางแนวถนนหนทาง ที่แม้อาจจะมีการออกแบบล่วงหน้า ทว่าก็ไม่ได้รองรับการเกิดปรากฏการณ์สุดขั้ว (Extreme Event) ดังที่เกิดขึ้นในอุทกภัยครั้งนี้

    “หลายคนมองว่าควรจัดการระบบในเมืองให้เอื้อต่อการไหลของน้ำ ตอนนี้มีการพูดคุยกัน แต่ส่วนใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่ จึงไม่แน่ใจว่าจริง ๆ โครงสร้างเมืองขวางทางน้ำหรือไม่ หรือเป็นเพราะฝนตกหนักเฉพาะจุด แม้ระบบระบายน้ำจะดีแค่ไหนแต่ถ้าไม่ได้คาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะมีฝนตกหนักระดับนี้ สุดท้ายก็ท่วมอยู่ดี”

    .

    ที่มาของภาพ, GISTDA

    คำบรรยายภาพ, ผลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่ง GISTDA ใช้เทคนิค HAND Model (Height Above Nearest Drainage) ร่วมกับข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-1A ของวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ในการประเมินความลึกของน้ำ

    เหตุใดเมื่อเกิดกับหาดใหญ่ ความรุนแรงของภัยพิบัติจึงมากกว่าพื้นที่อื่น ?

    ในขณะที่ข้อมูลหลักที่ GISTDA เผยแพร่ผ่านช่องทางขององค์กรจะใช้มาตรวัดการกระจายตัวของพื้นที่น้ำท่วมและมาตรวัดด้านความลึกเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ผศ.ดร.เทพไท อธิบายว่าความเสี่ยง (Risk) ของภัยพิบัติประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ดังนี้

    • ภัยพิบัติ (Hazard) ได้แก่ ลักษณะการเหตุการณ์ทางกายภาพ เช่น ปริมาณฝนที่ตกหนักและความลึกของน้ำ
    • การเปิดรับ (Exposure) คือพื้นที่หรือจำนวนประชากรที่เปิดรับภัย เช่น ความหนาแน่นของประชากรและสิ่งปลูกสร้าง
    • ความเปราะบาง (Vulnerability) คือความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว เช่น สภาพเศรษฐกิจหรือโครงสร้างพื้นฐาน

    นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวว่า แม้ลักษณะการเกิดภัย (Hazard) จะหนักเท่ากัน แต่หากไปท่วมในที่ที่ไม่มีคนอยู่ ผลกระทบก็จะน้อยลง แต่ในกรณีของหาดใหญ่ ฝนตกจำกัดวงในพื้นที่ที่เป็นใจกลางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้มีการเปิดรับ (exposure) ที่สูง เนื่องจากมีประชากรหนาแน่นและมีสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก รวมถึงความเปราะบาง (vulnerability) ที่เพิ่มขึ้นเมื่อโครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น โรงพยาบาลขนาดใหญ่ (เช่น โรงพยาบาลหาดใหญ่และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์) ต้องเผชิญกับน้ำท่วมและไฟดับ ดังนั้น หาดใหญ่จึงมีความร้ายแรงที่สูงมากเมื่อคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงโดยรวม

    พื้นที่นอกหาดใหญ่อาจรุนแรงไม่แพ้กัน

    จากเกณฑ์ข้างต้น ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่าแม้ว่าหาดใหญ่จะเป็นที่หนึ่งในแง่ของความรุนแรงจากปัจจัยเสริมต่าง ๆ แต่ภัยพิบัติครั้งนี้แผ่ขยายไปทั่วภาคใต้ตอนล่าง และมีหลายจังหวัดที่ควรจับตารองลงมาโดยพิจารณาตามปัจจัยของพื้นที่ได้ดังนี้

    1. พื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีขนาดรองลงมาจากหาดใหญ่

    เมื่อพิจารณาจากปัจจัยด้านความหนาแน่นของประชากรและโครงสร้างพื้นฐานหลัก ผศ.ดร.เทพไทจัดลำดับพื้นที่ที่นับว่าเกิดภัยพิบัติรุนแรงรองจากหาดใหญ่ โดยเน้นไปที่เทศบาลนคร โดยเฉพาะ เทศบาลนครปัตตานี และเทศบาลนครสงขลา เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐานหลัก

    “โรงพยาบาลประจำจังหวัดที่เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ทำหน้าที่เป็นศูนย์รับเคสจากโรงพยาบาลชุมชน ต้องตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครหรืออำเภอเมืองเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นจุดที่ควรพิจารณา เพราะเมื่อมีเคสจากอำเภอต่าง ๆ จะต้องส่งต่อมายังโรงพยาบาลศูนย์ในตัวจังหวัด” เขาอธิบาย

    2. พื้นที่ลุ่มที่มีน้ำขังนาน

    กานดาศรีและ ผศ.ดร.เทพไท ยังได้พิจารณาความรุนแรงโดยระบุพื้นที่ที่อาจจะเกิดน้ำขังนานจากปัจจัยด้านภูมิประเทศ ดังนี้

    • ยะลา, ปัตตานี และนราธิวาส

    กานดาศรี จาก GISTDA ให้ข้อมูลว่าพื้นที่เหล่านี้มีสภาพทางภูมิประเทศที่เป็นที่ลุ่ม และเป็นทางผ่านของมวลน้ำที่ไหลมารวมกัน “พื้นที่ยะลา เป็นลักษณะคล้ายแอ่ง โดยมีภูเขาล้อมรอบ ทำให้พื้นที่นี้มีน้ำท่วมสูง”

    “ส่วนถ้าดูที่จังหวัดปัตตานี จะเห็นว่าเป็นพื้นที่ลุ่ม ทำให้น้ำมีโอกาสขังและขังนาน ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ค่อนข้างมาก แม้ระดับน้ำอาจไม่ลึกเท่าหาดใหญ่ แต่จะท่วมอยู่นานกว่า” กานดาศรี ระบุ

    ขณะที่ ผศ.ดร.เทพไท ชี้ว่า “ปัตตานีเป็นปลายทางของแม่น้ำหลายสายที่ไหลลงสู่ปากอ่าวบริเวณปากแม่น้ำปัตตานี ทำให้พื้นที่นี้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอยู่เสมอ”

    คำชี้แจงนี้สอดคล้องกับแผนที่ของ GISTDA ที่แสดงให้เห็นว่ามีพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมลึกในบริเวณกว้างที่บริเวณ อ.โคกโพธิ์ ขณะที่ข้อมูลจากกรม ปภ. ณ วันที่ 25 พ.ย. 2568 ยังรายงานผู้เสียชีวิตในยะลา 2 ราย

    ผศ.ดร.เทพไทระบุว่าลักษณะภูมิประเทศที่มีภูเขาของ จ.นครศรีธรรมราช ทำให้เกิด “น้ำท่วมฉับพลัน” (Flash Flood) ได้ง่าย อย่างไรก็ดี กานดาตั้งข้อสังเกตว่าน้ำในพื้นที่นี้จะ “มาไวไปไว” เพราะอยู่ใกล้ทะเลและระบายลงได้ง่าย

    ทั้งนี้ ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISDA แสดงพื้นที่จังหวัดนี้ว่ามีน้ำท่วมลึกขยายวงกว้าง และมีครัวเรือนได้รับผลกระทบสูงถึง 223,221 ครัวเรือน ตลอดจนมีรายงานผู้เสียชีวิตมากที่สุดในภาคใต้รวม 6 ราย ตามการรายงานของ ปภ. ณ วันที่ 25 พ.ย.

    ผศ.ดร.เทพไท ระบุว่าพัทลุงและตรังเป็นพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะบริเวณที่ติดกับทะเลสาบสงขลา (เช่น อ.ระโนด) แม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ทุ่งนาและเกษตรกรรมแต่ก็มีปริมาณน้ำท่วมเป็นจำนวนมาก สอดคล้องกับกานดาศรี ที่ชี้ให้บีบีซีไทยเห็นว่า พัทลุงก็เป็นอีกพื้นที่ที่ปรากฏสีเข้มบนแผนที่น้ำท่วม

    ข้อมูลจากกรม ปภ. ในวันที่ 25 พ.ย. ระบุว่าพัทลุงมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และมีครัวเรือนได้รับผลกระทบ 151,622 ครัวเรือนในจังหวัดนี้ ขณะที่ข้อมูลชุดเดียวกันยังระบุว่าระดับน้ำใน จ.ตรัง ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ในกรณีของ จ.สตูล ผศ.ดร.เทพไทระบุว่า “เป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีข่าวเกี่ยวกับภัยพิบัติ เพราะเดิมแทบไม่เจอปัญหาเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น แต่ปีนี้กลับมีรายงานน้ำท่วมในเขตเมืองสตูลมากขึ้น เนื่องจากฝนตกต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นจุดที่น่าเป็นห่วงและควรให้ความสำคัญ”

    .

    ที่มาของภาพ, Reuters

    สถานการณ์โดยรวมยังน่ากังวล

    กานดาศรี รองผู้อำนวยการ GISTDA ประเมินว่าภาพรวมสถานการณ์ยังคงน่ากังวล เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าฝนจะยังคงมีผลต่อปริมาณน้ำในพื้นที่ และน้ำท่วมอาจจะกินเวลาขังอย่างน้อยเป็นหลัก 5 วัน หรือนานเป็นสัปดาห์ในบางพื้นที่ จนกว่าฝนจะหยุดตกจริงจังในช่วงวันที่ 27-28 พ.ย.

    ผศ.ดร.เอกกมล อธิบายฉากทัศน์หลังจากฝนหยุดตกว่า พื้นที่จังหวัดอื่นในภาคใต้นั้นน้ำสามารถไหลลงทะเลได้ง่าย เพราะไม่มีสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำมากนัก ต่างจากหาดใหญ่ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ

    ขณะที่ ผศ.ดร.เทพไท ระบุว่ามวลน้ำส่วนใหญ่ในหาดใหญ่กำลังมุ่งหน้าลงสู่ทะเลสาบสงขลาและไหลลงสู่ทะเล โดยหาดใหญ่เป็นพื้นที่ที่อยู่ปลายน้ำซึ่งรับน้ำโดยตรงจากต้นน้ำบริเวณ อ.สะเดา จึงจะเป็นพื้นที่หลัง ๆ ที่น้ำจะแห้งเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น

    บริเวณท้ายน้ำที่ควรเตรียมรับมือคือพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและนาข้าว อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่เป็นเมืองใหญ่ เช่น เทศบาลนครสงขลา ซึ่งอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ก็ควรจับตาดูเช่นกัน แม้ว่าในวันนี้ (25 พ.ย.) จะยังไม่มีรายงานน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าวก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c865q59xwvjo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ff_ZJZUxkUgZw_BgHAqkt