Category: เศรษฐกิจ

  • เอกชน ลั่นต้องการ ‘คนดีและคนเก่ง’ มาทำงาน รัฐบาลเฉพาะกิจ 4 เดือนไม่พอฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    เอกชน ลั่นต้องการ ‘คนดีและคนเก่ง’ มาทำงาน รัฐบาลเฉพาะกิจ 4 เดือนไม่พอฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    เอกชน ลั่นต้องการ ‘คนดีและคนเก่ง’ มาทำงาน รับประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านท้ายทาย นายกต้องมีความเป็นผู้นำสูง เร่งช่วยเหลือ SME ที่เปราะบาง ชี้รัฐบาลเฉพาะกิจ 4 เดือนไม่พอฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    2 ก.ย 2568 – นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงประเด็นเรื่องนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า การได้มาซึ่งนายกฯ และครม.คงต้องเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญและกติกาที่มีอยู่ สิ่งสำคัญอยู่ที่การคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมกับงาน มีคุณสมบัติที่ตรงกับหน้าที่ และมีความเข้าใจเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ต้องคัดทั้งคนดีและคนเก่ง มาร่วมทำงาน ในส่วนของ ครม. ก็ควรเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมด้านต่างๆ เช่น การคลัง การลงทุน การค้าทั้งในและระหว่างประเทศ อุตสาหกรรม การศึกษา การพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อให้การดำเนินนโยบายเชิงรับและเชิงรุกเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวให้ฟื้นขึ้น แก้ไขกฏหมายและปรับโครงสร้างภาษีให้ทันสมัย ไม่ซ้ำซ้อน 

    “ประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ท้าทายมาก จึงเห็นว่าจำเป็นต้องมีนายกฯที่มีความเป็นผู้นำสูง มีวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจน กล้าตัดสินใจ ที่สำคัญต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน ซึ่งเป็นกุญแจหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ รวมทั้งต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เปราะบาง ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศและเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย”นายเกรียงไกร กล่าว

    ขณะที่ทีมเศรษฐกิจนั้น ในความคิดเห็นส่วนตัวต้องการได้ดรีมทีมเศรษฐกิจที่แท้จริงที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทำงานเป็นทีม เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยที่ซบเซามานาน ให้กลับเข้าสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาคได้อีกครั้ง และก้าวพ้นกับดักความยากจนได้อย่างมั่นคง

    โดยดรีมทีมควรมาจากพรรคเดียวกัน ภายใต้การนำเดียวกัน เพื่อทำงานได้อย่างสอดคล้อง หากเป็นทีมที่มาจากต่างขั้วทางการเมือง อาจมีวิสัยทัศน์และนโยบายไม่ตรงกัน ต้องมาเริ่มต้นใหม่ ทำให้เสียเวลา ขณะที่เศรษฐกิจไทยไม่มีเวลาลองผิดลองถูกอีกแล้ว กระทรวงหลักที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ กระทรวงการคลัง กำกับดูแลนโยบายการเงินการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรมผลักดันการผลิตและอุตสาหกรรมใหม่ กระทรวงพาณิชย์ วางทิศทางการค้าและการส่งออก และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม นอกจากนี้ ยังมีกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่าง กระทรวงแรงงาน เสริมกำลังคนและการจ้างงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ฟื้นฟูและยกระดับการท่องเที่ยว 

    รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาเกษตรกรรม ระบบชลประทาน และสนับสนุนเกษตรกร สินค้าทางการเกษตร เมื่อรวมกันแล้ว กระทรวงเหล่านี้ คือกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย การบริหารภายใต้นโยบายและวิสัยทัศน์ทางการเมืองเดียวกัน จะทำให้การขับเคลื่อนเป็นเอกภาพ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด

    อย่างไรก็ตาม หากถามว่ารัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือนเพียงพอหรือไม่ หรือควรอยู่ยาวก่อนยุบสภา มองว่า 4 เดือนถือว่าสั้นเกินไป ทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะการฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่สามารถเห็นผลได้ภายในเวลาสั้น ๆ หากรัฐบาลอยู่ต่อเพียง 4 เดือน สิ่งที่จะทำได้จริง คือ มาตรการเฉพาะหน้า เช่น การอัดฉีดเงินหรือการกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่ในมิติของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ต้องใช้ความต่อเนื่องและการดำเนินงานแบบบูรณาการ 

    ดังนั้น จึงเห็นว่าการมีรัฐบาลที่อยู่ต่อในระยะเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้สามารถดำเนินนโยบายเชิงโครงสร้างได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปฏิรูปภาษี การปรับปรุงกฎระเบียบ และการสนับสนุน SMEs รวมถึงสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ลดความผันผวนที่เกิดจากการเมือง และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศและมีเวลาพอที่จะเดินหน้านโยบายระยะยาว เช่น การผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ 

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/854698/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03gBXHkU465h9lPjid2UK8

  • อินโดนีเซีย: อะไรจุดชนวนสู่ความไม่พอใจของประชาชน สู่การประท้วงใหญ่ – BBC News ไทย

    อินโดนีเซีย: อะไรจุดชนวนสู่ความไม่พอใจของประชาชน สู่การประท้วงใหญ่ – BBC News ไทย

    เงินอุดหนุน สส.- ระบอบเอื้อพวกพ้อง-เศรษฐกิจปากท้อง อธิบายชนวนเหตุประท้วงใหญ่ในอินโดนีเซีย

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, ปณิศา เอมโอชา
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    ภาพการประท้วงและการปะทะอย่างรุนแรงระหว่างชาวอินโดนีเซียและเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว บีบีซีไทยประมวลสถานการณ์ประท้วงครั้งนี้พร้อมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาคำตอบว่าปัจจัยกระตุ้นการประท้วงที่แท้จริงคืออะไร และวัฒนธรรมประชาธิปไตยในอินโดนีเซียกำลังเดินถอยหลังหรือไม่

    อะไรคือชนวนเหตุของความไม่พอใจสู่การประท้วงใหญ่

    การประท้วงในอินโดนีเซียระลอกใหม่นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 25 ส.ค. โดยในช่วงแรก การชุมนุมกระจุกตัวอยู่แต่เฉพาะในเมืองหลวงกรุงจาการ์ตา

    ต่อมาการชุมนุมลุกลามกลายเป็นการประท้วงใหญ่ไปยังหลายเมืองทั่วประเทศ หลังจากมีผู้เข้าร่วมชุมนุม 3 รายเสียชีวิต เมื่อวันที่ 28 ส.ค. โดยหนึ่งในนั้นคือ นายอัฟฟาน คูร์เนียวัน วัย 21 ปี ซึ่งมีอาชีพเป็นไรเดอร์แพลตฟอร์ม เขาถูกรถตำรวจชนจนเสียชีวิตระหว่างการประท้วงในกรุงจาการ์ตา

    ล่าสุด วันนี้ (2 ก.ย.) บีบีซีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมแล้วอย่างน้อย 7 ราย

    นายเดดี ดินาร์โต หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านประเทศอินโดนีเซีย และเจ้าหน้าที่อาวุโสประจำบริษัทที่ปรึกษานโยบายสาธารณะ โกลบอล เคาน์เซิล บอกกับบีบีซีไทยว่า การประท้วงครั้งนี้มีรากเหง้ามาจากปัญหาหลายมิติซึ่งทับซ้อนกันที่ประชาชนต้องแบกรับโดยเฉพาะปัญหาด้านปากท้อง

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยืนยันว่า

    • ภาพภูมิธรรม (ซ้าย) อนุทิน (ขวา)

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “ต้นตอที่ทำให้สถานการณ์ปะทุคือข่าวเกี่ยวกับการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้สมาชิกรัฐสภา ในขณะที่ครัวเรือนจำนวนมากกำลังดิ้นรนกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน” นายดินาร์โต ชี้

    นอกจากสถานการณ์ปากท้องและการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงรายเดือนให้กับผู้แทนจะเป็นชนวนเหตุเฉพาะหน้าแล้ว ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนีเซีย จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่าแท้จริงแล้วความไม่พอใจต่อรัฐบาลนั้นสั่งสมมาตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2567 ซึ่งนายปราโบโว ซูเบียนโต เป็นผู้ชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และมีนายยิบราน รากาบูมิง รากา ลูกชายของอดีตประธานาธิบดี โจโก วิโดโด นั่งเป็นรองประธานาธิบดี

    “จริง ๆ ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว มีหลายประเด็นมากเลย คนรู้สึกว่าการได้มาซึ่งคู่ตำแหน่งประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดีไม่โปร่งใส ไม่ชอบมาพากล มีการใช้กฎหมายเอื้อพวกพ้อง คนจำนวนไม่น้อยก็รู้สึกไม่โอเคกับรัฐบาลชุดนี้ แล้วพอเขาเข้ามาดำรงตำแหน่งได้ไม่นานก็มีการใช้นโยบายหลายอย่างที่คนรุ่นใหม่ นักศึกษา หรือนักวิชาการ ชนชั้นกลาง รู้สึกว่านโยบายแบบนี้จะทำลายทำร้ายประเทศ” ผศ.ดร.อรอนงค์ ฉายภาพ

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “ต้นตอที่ทำให้สถานการณ์ปะทุคือข่าวเกี่ยวกับการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้สมาชิกรัฐสภา ในขณะที่ครัวเรือนจำนวนมากกำลังดิ้นรนกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน” หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านประเทศอินโดนีเซีย และเจ้าหน้าที่อาวุโสประจำบริษัทที่ปรึกษานโยบายสาธารณะ โกลบอล เคาน์เซิล ระบุ

    สำหรับกรณีของ นายยิบราน รากาบูมิง รากา บุตรชายของของอดีตประธานาธิบดี โจโก วิโดโดเขาได้นั่งเป็นรองประธานาธิบดีด้วยวัย 36 ปี ทั้งที่กฎหมายกำหนดว่าผู้ดำรงตำแหน่งนี้ต้องมีอายุ 40 ปี ขึ้นไป

    อย่างไรก็ดี เมื่อมีการฟ้องร้องเกี่ยวกับคุณสมบัติด้านอายุของเขา ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความเปลี่ยนให้เขาสามารถดำรงตำแหน่งได้ โดยที่บุคคลที่เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคือ นายอันวาร์ อุสมาน ลุงของนายยิบราน และมีศักดิ์เป็นพี่เขยของนายโจโก วิโดโด

    เมื่อรัฐบาลของนายซูเบียนโตเข้ามาบริหารประเทศ ผศ.ดร.อรอนงค์ อธิบายว่าพวกเขาออกนโยบายที่หลายฝ่ายกังขา อย่างการตัดงบประมาณเรื่องการศึกษา และเอางบมาใช้เพิ่มกับอาหารกลางวันฟรี ซึ่งเป็นนโยบายที่เขาเคยหาเสียงเอาไว้

    ทว่า ผศ.ดร.อรอนงค์ ย้ำว่าฟางเส้นสุดท้ายของการประท้วงเป็นเพราะนโยบายสนับสนุนด้านที่พักอาศัยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่กินงบประมาณเดือนละ 50 ล้านรูเปียห์ (ราว 100,000 บาท) ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเงินช่วยเหลือที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นายซูเบียนโตเข้ารับตำแหน่ง และจะมีกำหนดสิ้นสุดในเดือน ต.ค.นี้

    เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา นายสุฟมี ดัสโก อาหมัด รองประธานสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซีย กล่าวต่อสื่อท้องถิ่นว่าเงินจำนวนนี้ถูกจัดสรรขึ้นมา เนื่องจาก สส. หรืออาจเรียกว่า สมาชิก DPR (Dewan Perwakilan Rakyat) เมื่อเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่เดือน ต.ค. 2567 ที่ผ่านมา จะไม่ได้รับการจัดสรรที่พักบริเวณคาลิบาตา (Kalibata) ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยที่เป็นสวัสดิการของรัฐอีกต่อไป ดังนั้น รัฐสภาจึงจัดสรรงบชดเชยสำหรับค่าเช่าเป็นเวลา 5 ปี ให้กับสมาชิก DRP เหล่านี้

    แต่เนื่องจากไม่สามารถจัดสรรงบประมาณของปี 2567 ได้เพียงพอ จึงทำให้ต้องมีการผ่อนจ่ายเม็ดเงินตรงนี้ออกมาเป็นรายงวด ดังที่กลายเป็นประเด็น

    ด้านนายดินาร์โต นักวิเคราะห์ด้านอินโดนีเซียเสริมว่า “นี่ไม่ใช่การปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน ความรู้สึกไม่พอใจได้คุกรุ่นมาหลายเดือนแล้ว จากความขุ่นข้องที่โครงการบรรเทาทางเศรษฐกิจไม่สามารถก้าวทันเงินเฟ้อ และชนชั้นนำทางการเมืองยังคงอยู่อย่างปลอดภัยจากความยากลำบาก”

    สิทธิพิเศษ-เงินอุดหนุน สส. อินโดนีเซีย มีอะไรบ้าง

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นายยิบราน รากาบูมิง รากา (กลาง) ได้นั่งเป็นรองประธานาธิบดีด้วยวัย 36 ปี ทั้งที่กฎหมายกำหนดว่าผู้ดำรงตำแหน่งนี้ต้องมีอายุ 40 ปี

    จากรายงานข่าวของบีบีซี แผนกภาษาอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา พบว่าระหว่างการชึ้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับประเด็นรายได้ที่สุจริตตามหลักเงินฮาลาล (Halal money) นายทีบี ฮาซานุดดิน สมาชิกคณะกรรมาธิการที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดเผยรายได้ของเขา ซึ่งพบว่าเมื่อรวมทั้งเงินเดือนพื้นฐาน ค่าที่พักและค่าเบี้ยเลี้ยงอื่น ๆ เขามีรายได้เกิน 100 ล้านรูเปียห์/เดือน (ราว 200,000 บาท)

    “พวกเราเป็นเพียงผู้รับ สำหรับผม ได้มากหรือน้อยแค่ไหนก็ขอบคุณแล้ว” นายฮาซานุดดิน กล่าว

    เมื่ออ้างอิงรายการเงินสวัสดิการประจำเดือนสำหรับสมาชิก DPR ซึ่งถูกกำหนดไว้ในหนังสือเวียนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซีย (DPR RI) หมายเลข KU.00/9414/DPR RI/XII/2010 และในหนังสือของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหมายเลข S-520/MK.02/2015 บีบีซี แผนกภาษาอินโดนีเซียพบรายละเอียดดังนี้:

    หมวด 1 เงินสวัสดิการประจำ

    • เงินสมทบคู่สมรส: 420,000 รูเปียห์ (ราว 840 บาท)
    • เงินสมทบบุตร: 168,000 รูเปียห์ (ราว 336 บาท)
    • เบี้ยประชุม/เบี้ยแพ็กเกจ: 2,000,000 รูเปียห์ (ราว 4,000 บาท)
    • เงินสมทบตำแหน่ง: 9,700,000 รูเปียห์ (ราว 19,400 บาท)
    • เงินช่วยเหลือข้าวสาร: 30,090 รูเปียห์/คน (ราว 60 บาท)
    • เงินสมทบภาษีประจำรายได้ (ภาษีบทที่ 21): 2,699,813 รูเปียห์ (ราว 5,400 บาท)

    หมวด 2 เงินสวัสดิการอื่น ๆ

    • เบี้ยขยัน/เบี้ยเกียรติคุณ: 5,580,000 รูเปียห์ (ราว 11,160 บาท)
    • เบี้ยสื่อสาร: 15,554,000 รูเปียห์ (ราว 31,108 บาท)
    • เบี้ยสนับสนุนการตรวจสอบและงบประมาณ: 3,750,000 รูเปียห์ (ราว 7,500 บาท)
    • เงินช่วยค่าไฟฟ้าและโทรศัพท์: 7,700,000 รูเปียห์ (ราว 15,400 บาท)
    • เงินสำหรับผู้ช่วยสมาชิกสภา: 2,250,000 รูเปียห์ (ราว 8,400 บาท)

    เงินสวัสดิการข้างต้นนี้ยังไม่รวมเงินเดือนพื้นฐานที่กำหนดไว้ในกฎข้อบังคับรัฐบาลหมายเลข 75 ปี 2000 ซึ่งระบุเงินเดือนตามตำแหน่งไว้ดังนี้

    • ประธาน DPR: 5,040,000 รูเปียห์ (10,080 บาท)
    • รองประธาน DPR: 4,620,000 รูเปียห์ (9,240 บาท)
    • สมาชิก DPR: 4,200,000 รูเปียห์ (8,400 บาท)

    หากลองนำเงินสวัสดิการทั้งหมดนี้มารวมกัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (DPR) อาจมีรายได้สุทธิอย่างน้อยเดือนละ 54,051,903 รูเปียห์ (ราว 108,100 บาท) โดยยังไม่รวมค่าที่พัก ค่าเดินทาง และงบประมาณสำหรับเขตเลือกตั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้รู้จักกันในชื่อ “กองทุนความปรารถนา”

    ข้อมูลล่าสุด ณ เดือน ก.พ. 2568 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติของอินโดนีเซียพบว่า ค่าจ้างแรงงานหรือลูกจ้างเฉลี่ยต่อเดือนของอินโดนีเซียที่ 3.09 ล้านรูเปียห์ (ราว 6,190 บาท)

    สส. ต้องมี “จริยธรรม” ต่อสาธารณะ

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ทหารกองทัพบกอินโดนีเซียรวมตัวกันที่บริเวณอาคารรัฐสภาในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 1 ก.ย. โดยทางการอินโดนีเซียเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในวันเดียวกัน หลังเกิดเหตุไม่สงบจากความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ ซึ่งลุกลามกลายเป็นความโกรธแค้นรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย

    บีบีซี แผนกภาษาอินโดนีเซีย รายงานต่อด้วยว่านายเอกิ ปริมาโยฆา นักวิจัยจากองค์กรจับตาการทุจริตอินโดนีเซีย หรือ Indonesia Corruption Watch (ICW) ระบุว่า สภาผู้แทนราษฎรควรคำนึงถึงแง่มุมด้านจริยธรรมสาธารณะในการออกนโยบายสนับสนุนค่าเช่าบ้านนี้

    “การใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเป็นหลักล้านล้านรูเปียห์ตลอดช่วงเวลา 60 เดือนที่สภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งนั้น เหมาะสมหรือไม่” นายปริมาโยฆา ตั้งคำถาม

    เขาเสริมว่า ขณะนี้ประเทศมีปัญหาเศรษฐกิจมากมายที่ประชาชนต้องเผชิญ อาทิ ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นจากแผนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 11% เป็น 12% ทั้งยังมีการเพิ่มขึ้นอย่างมากของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในหลายพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากความพยายามในการประหยัดงบประมาณจากการโอนเงินจากส่วนกลางไปยังท้องถิ่น รวมทั้งราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ข้าว ก็ปรับสูงขึ้นด้วย

    ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานอินโดนีเซีย พบว่ามีแรงงานถูกเลิกจ้าง 42,385 คน ตั้งแต่เดือน ม.ค. ถึง มิ.ย. 2025 ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น 32.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 32,064 คน

    นายลูเซียส คารุส นักวิจัยจากฟอรั่มชุมชนภาคประชาสังคมห่วงใยรัฐสภาอินโดนีเซีย (Formappi) ให้ความเห็นว่า เงินช่วยเหลือต่าง ๆ ที่สมาชิกสภา DPR ได้รับนั้น “จริง ๆ แล้วคือภาษาการเมืองสำหรับคำว่า ‘เงินอุดหนุน’”

    เขาเสริมว่า “รัฐสภาอินโดนีเซียเป็นองค์กรที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงมากในการออกแบบเงินสวัสดิการใหม่ ๆ ผลักภาระให้รัฐจ่าย… แต่สิ่งที่ย้อนแย้งคือ ยิ่งได้รับเงินอุดหนุนมาก ก็ยิ่งมีผลงานที่สวนทางกับเงินที่ได้รับ เป็นเรื่องย้อนแย้งสิ้นดี” เขากล่าว

    เสียงสะท้อนจากชนชั้นแรงงาน-นักศึกษาอินโดนีเซีย

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยคนหนุ่มสาวชาวอินโดนีเซียเป็นหลัก โดยเฉพาะองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัย และแรงงานกิ๊ก (Gig-workers) ในภาคบริการขนส่งผ่านแอปพลิเคชัน

    นายเดดี ดินาร์โต หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านประเทศอินโดนีเซียแห่งโกลบอล เคาน์เซิล บอกกับบีบีซีไทยว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยคนหนุ่มสาวชาวอินโดนีเซียเป็นหลัก โดยเฉพาะองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัย และแรงงานอิสระหรือแรงงาน “กิ๊ก” (Gig-workers) ในภาคบริการขนส่งผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งในอดีตเคยเป็นกลุ่มที่มีบทบาทอย่างชัดเจนในช่วงที่เกิดความไม่พอใจทางการเมือง

    ด้าน ผศ.ดร.อรอนงค์ เห็นตรงกันนายดินาร์โต โดยเสริมว่าสำหรับชนชั้นแรงงานผู้ที่ขับรถส่งอาหาร/สินค้าผ่านแอปพลิเคชันในอินโดนีเซีย ข้อกำหนดหลาย ๆ อย่างของรัฐเอื้อให้กับเหล่าคนรวย แต่คนทำมาหากินทั่ว ๆ ไปกลับต้องเผชิญความยากลำบาก

    ก่อนหน้าที่จะเกิดการประท้วงระลอกใหม่ครั้งใหญ่ไม่นาน บีบีซีอินโดนีเซียรายงานว่าเกิดเหตุเครือข่ายอินเทอร์เน็ตขัดข้องซ้ำกันหลายครั้ง ในเมืองเมรากู จังหวัดปาปัวใต้ จนทำให้เกิดการประท้วงบานปลายเป็นความรุนแรงเมื่อวัน 21 ส.ค.

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตในเมืองเมรากูเกิดปัญหาขัดข้อง ปัญหาลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งตั้งแต่ปี 2016 โดยมีความรุนแรงที่สุดในปี 2023

    นายแองเจลเบอร์ตุส ฟาเรล ไรเดอร์แพลตฟอร์มในเมืองเมรากู เปิดเผยว่า เมื่อปราศจากอินเทอร์เน็ต งานบริการขับรถจักรยานยนต์รับส่งผู้โดยสารผ่านแอปฯ จึงต้องหยุดชะงักไปทั้งหมด ผลกระทบคือรายได้กลายเป็นศูนย์

    “ตั้งแต่วันแรกที่อินเทอร์เน็ตล่มจนถึงตอนนี้ เราไม่มีรายได้เลย” นายฟาเรล กล่าวกับผู้สื่อข่าวนายเอ็มมานูเอล ริเบรู ที่รายงานให้กับบีบีซี นิวส์ อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา

    “ปัญหาอินเทอร์เน็ตล่มนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และทุกครั้งที่เกิดขึ้น เราก็ไม่มีรายได้” นายฟาเรลกล่าวเสริม

    สำหรับมิติการมีส่วนร่วมของนักศึกษา ผศ.ดร.อรอนงค์ ตอบว่า “นักศึกษาเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายมากเลยเพราะจริง ๆ แล้วนักศึกษาจะออกมาประท้วงทุกครั้ง ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับตัวเองหรือไม่เกี่ยว แต่ยังไงก็ตาม นโยบายที่ออกมาใช้ในประเทศ ต้องกระทบกับทรัพยากรอยู่แล้ว เขาก็เลยออกมา เพราะเขาก็รู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรม”

    วัฒนธรรมการประท้วง-การตอบโต้จากรัฐ-ข้อเรียกร้อง

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “เวลาคนอินโดนีเซียประท้วง เขาก็ประท้วงแบบนี้แหละค่ะ ก็คือเผาสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งเขามองว่ามันเป็นสัญญะของอำนาจ”

    ผศ.ดร.อรอนงค์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายด้วยว่าวัฒนธรรมการประท้วงของอินโดนีเซียนับว่าเข้มข้นและรุนแรงกว่าไทยค่อนข้างมาก

    เมื่อลองเปรียบเทียบกับการประท้วงของกลุ่มเยาวชนนักเรียนนักศึกษาของไทยในช่วงปี 2563 ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนีเซียยกตัวอย่างการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ผ่านการติดโบว์ขาว แตกต่างจากรูปแบบการชุมนุมของอินโดนีเซียซึ่งมีรากวัฒนธรรมการเผารถยนต์ ทำลายสถานที่ราชการ หรือทำลายสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

    “มันไม่ใช่เพิ่งเกิด แล้วก็ไม่ไช่แบบปี 1998 ด้วย มันย้อนไปตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970” อาจารย์จาก ม.ธรรมศาสตร์ ระบุ

    “เวลาคนอินโดนีเซียประท้วง เขาก็ประท้วงแบบนี้แหละค่ะ ก็คือแบบเผาสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งเขามองว่ามันเป็นสัญญะของอำนาจ หรือส่งสัญญาณถึงคนที่เขาไม่เอาหรือเขารู้สึกว่าหมดความชอบธรรมแล้ว” ผศ.ดร.อรอนงค์ กล่าว

    ส่วนตอบโต้กลับจากฝั่งรัฐบาล ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนีเซียจาก ม.ธรรมศาสตร์ ชี้ว่าในช่วงแรกรัฐบาลมีการตอบโต้กลับอย่างรุนแรง ด้วยการใช้แก๊สน้ำตาตั้งแต่วันแรก ๆ ไปจนถึงเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตจึงทำให้สถานการณ์ “ลุกลามเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เพราะคนที่เสียชีวิตเป็นไรเดอร์ เป็นชนชั้นผู้ใช้แรงงานยากจน”

    อย่างไรก็ดี เธอเสริมว่า สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ประธานาธิบดีซูเบียนโต ออกมาขอโทษต่อสาธารณชน ทั้งยังยอมที่จะตัดสิทธิพิเศษบางอย่างของ สส. ออก

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีซูเบียนโต (กลาง) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของอินโดนีเซียออกมาขอโทษต่อสาธารณะในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยกล่าวว่าเขา “รู้สึกตกใจและผิดหวัง” ต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่

    ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (31 ส.ค.) ว่าสิทธิประโยชน์บางประการของสมาชิกรัฐสภาจะถูกจำกัดลง รวมถึงการลดเบี้ยเลี้ยงบางประเภท

    นอกจากนี้ทั้งประธานาธิบดีซูเบียนโตและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของอินโดนีเซียยังได้ออกมาขอโทษต่อสาธารณะในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายซูเบียนโตกล่าวว่าเขา “รู้สึกตกใจและผิดหวัง” ต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่

    นางเรไฮยู สรัสวตี สมาชิกพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลของอินโดนีเซีย บอกกับบีบีซีว่า การประท้วงใหญ่ครั้งนี้สร้าง “ความประหลาดใจไม่น้อย”

    “ดิฉันไม่คิดว่าพวกเราคาดการณ์ได้ว่ามันจะเกิดขึ้น” เธอกล่าวกับรายการบีบีซี นิวส์ อาวร์ (Newshour) “มันเกิดขึ้นเร็วมาก ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน”

    นางสรัสวตี ปฏิเสธข้อกล่าวหาของผู้ประท้วงที่บอกว่ารัฐบาล “เพิกเฉยต่อเสียงประชาชน” โดยเธอชี้แจงว่า “เรารู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ยากลำบาก และเศรษฐกิจก็ต้องบอกว่าเป็นความท้าทายสำหรับบางคน”

    สำหรับการตัดงบประมาณและเบี้ยเลี้ยงของรัฐสภาที่เพิ่งประกาศไปนั้น เธอเสริมว่าเป็น “หนทางหนึ่งที่จะแสดงให้เห็นว่าเรากำลังรับฟัง”

    ทั้งนี้ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ยังไม่ได้ระบุว่าสมาชิกสภาคนใดบ้างที่จะถูกปรับลดเบี้ยเลี้ยง แต่ได้ประกาศว่าจะมีการระงับการเดินทางไปต่างประเทศของสมาชิกรัฐสภาเป็นการชั่วคราว

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ตัวอย่างข้อเรียกร้องระยะสั้นได้แก่ ให้ระงับการขึ้นเงินเดือนหรือเบี้ยเลี้ยงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ เช่น เงินบำนาญ

    นายเดดี ดินาร์โต นักวิเคราะห์ด้านอินโดนีเซีย กล่าวว่าที่ผ่านมาข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงในภาพรวม มีตั้งแต่การเรียกร้องให้ยกเลิกสิทธิประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภา สร้างความโปร่งใสในการใช้จ่ายสาธารณะให้มากขึ้น และความมุ่งมั่นที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในการต่อต้านการทุจริต

    เขาเสริมว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามควบคุมความไม่พอใจด้วยการยกเลิกการขึ้นเบี้ยเลี้ยงของสมาชิกรัฐสภา และเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย รวมถึงการระดมทั้งตำรวจและทหารเพื่อป้องกันการปล้นสะดมและการทำลายทรัพย์สิน ทว่ามาตรการเหล่านี้ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความไม่พอใจในเชิงลึกได้ โดยขณะนี้มีการเตรียมการจัดการชุมนุมครั้งใหญ่ในช่วงต้นเดือน ก.ย. แล้ว

    ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 ก.ย. สื่อท้องถิ่นของอินโดนีเซียรายงานว่า กลุ่มต่าง ๆ รวมไปถึงแกนนำและอินฟลูเอนเซอร์คนสำคัญอย่าง เจอโรม โพลิน ซีจาบัต ซึ่งมีผู้ติดตามเฉพาะในบัญชีอินสตาแกรมของเขาถึง 9.3 ล้านคน ออกข้อเรียกร้องที่มีชื่อว่า “17+8” โดยแบ่งเป็นข้อเรียกร้องเร่งด่วน 17 ข้อ และข้อเรียกร้องระยะยาวอีก 8 ข้อ ต่อประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต พร้อมกำหนดเส้นตายไว้ที่วันที่ 5 ก.ย. นี้

    ข้อเรียกร้องเร่งด่วนบางส่วน ได้แก่

    • ให้ระงับการขึ้นเงินเดือนหรือเบี้ยเลี้ยงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ เช่น เงินบำนาญ
    • ต้องเผยแพร่ข้อมูลงบประมาณอย่างโปร่งใส (เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง บ้าน และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ของ DPR)
    • กระตุ้นให้สภาจริยธรรมของ DPR ตรวจสอบสมาชิกที่มีปัญหา (รวมถึงตรวจสอบผ่านคณะกรรมการปราบปรามการทุจริต)
    • ปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมด
    • ยุติการใช้ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และปฏิบัติตามมาตรการควบคุมฝูงชนตามที่กำหนดไว้

    ประชาธิปไตยในอินโดนีเซียยังคงอยู่หรือไม่

    เกี่ยวกับคำถามนี้ นายดินาร์โตมองว่าความไม่สงบครั้งนี้สะท้อนลักษณะเด่นของการเมืองอินโดนีเซีย กล่าวคือประชาชนความคาดหวังสูงต่อความรับผิดชอบในฝั่งบริหาร นอกจากนี้ภาคประชาสังคมโดยเฉพาะนักศึกษา ยังมีศักยภาพที่สามารถระดมมวลชนได้อย่างรวดเร็ว

    “แม้ประธานาธิบดีปราโบโวจะได้รับฉันทามติจากการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น แต่ความอดทนของประชาชนก็ลดน้อยลงทันที เมื่อการบริหารประเทศถูกมองว่าเอื้อประโยชน์แก่ชนชั้นนำมากกว่าประชาชนทั่วไป” นายดินาร์โต ระบุ

    ด้าน ผศ.ดร.อรอนงค์ เสริมว่า หากจะให้มองสถานการณ์ในอินโดนีเซียเพื่อสะท้อนว่าประเทศอาเซียนแห่งนี้ยังเกาะกุมอยู่ด้วยหลักการประชาธิปไตยหรือไม่ เธอก็ยอมรับว่า “มันเสื่อมถอยจริง ๆ” และเริ่มมาตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งที่มีข้อกังขามาก

    “มันเลยเป็นคำถามของของสังคมอยู่เยอะ รวมถึงคนที่ติดตามด้วยว่า มันคือการเสื่อมถอยของประชาธิปไตย แล้วการที่ [ประธานาธิบดี] ปราโบโว มาแล้วก็ทำหลายอย่างที่ดูเหมือนกับว่าจะดึงประเทศให้ถอยหลังจริง ๆ อย่างเช่น ออกกฎหมายหลายอย่างที่มันดูไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยเท่าไร คนก็เริ่มวิตกกังวล”

    อย่างไรก็ดี เธอย้ำว่าการที่ประชาชนชาวอินโดนีเซียยังสามารถออกมาประท้วงได้ “ถือเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แม้ว่าอาจจะดูรุนแรง แต่ว่าในประเทศตะวันตกที่เราเห็น ๆ กัน ก็มีการประท้วงแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ในฝรั่งเศสก็มี”

    “การประท้วงเป็นการแสดงออกทางการเมือง ถ้าเกิดทำไม่ได้เลย มันอาจจะยิ่งบอกว่าสังคมมันปิดมาก ๆ แม้กระทั่งออกมาประท้วงก็ยังไม่ได้” ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c62n2z0lv7mo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-W-ybXdqH54GuZERLi1Wi

  • คาดแบงก์ชาติมาเลย์ตรึงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.75% ถึงปี 2570 เหตุเงินเฟ้อต่ำ-เศรษฐกิจแกร่ง : อินโฟเควสท์

    คาดแบงก์ชาติมาเลย์ตรึงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.75% ถึงปี 2570 เหตุเงินเฟ้อต่ำ-เศรษฐกิจแกร่ง : อินโฟเควสท์

    นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดว่า ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75% ในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้ (4 ก.ย.) และคาดว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวไปอย่างน้อยจนถึงปี 2570 เนื่องจากแรงกดดันในการปรับลดดอกเบี้ยได้ลดลง ขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

    อัตราเงินเฟ้อในเดือนก.ค.ขยับขึ้นเพียง 1.2% ซึ่งยังต่ำกว่ากรอบคาดการณ์ของ BNM ในปี 2568 ที่ 1.5%–2.3% ขณะที่ GDP ไตรมาส 2/2568 ขยายตัว 2.1% เพิ่มขึ้นจาก 0.7% ในไตรมาสแรก แสดงให้เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินลงอีก

    BNM เพิ่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการค้า แต่บรรดานักเศรษฐศาสตร์มองว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนั้นเป็นเพียงมาตรการเฉพาะกิจ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินแต่อย่างใด

    นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว BNM น่าจะชะลอการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อรอดูผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บกับสินค้าส่งออกจากมาเลเซียในอัตรา 19% รวมถึงความเสี่ยงระยะยาวอื่น ๆ

    นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ 29 จาก 32 คนคาดว่า BNM จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายข้ามคืน (Overnight Policy Rate) ไว้ที่ 2.75% ส่วนอีก 3 คนคาดว่าจะปรับลด 0.25% เหลือ 2.50%

    นักเศรษฐศาสตร์รายหนึ่งอธิบายว่า BNM ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ไปแล้วในเดือนก.ค. เพื่อช่วยให้ภาวะการเงินผ่อนคลายขึ้น และหากเศรษฐกิจไม่ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนั้นก็น่าจะเพียงพอ ทำให้ยังไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในทันที

    เขายังระบุเสริมว่า BNM จะติดตามข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด พร้อมสื่อสารอย่างชัดเจนเพื่อจัดการกับความคาดหวังของตลาดการเงิน และเชื่อว่าผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ 19% อยู่ในกรอบความเสี่ยงที่ธนาคารประเมินไว้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปรับนโยบายการเงินในทันที

    นักเศรษฐศาสตร์ราว 75% หรือ 21 จาก 28 คน คาดว่า อัตราดอกเบี้ยจะคงที่ที่ 2.75% ไปจนถึงสิ้นปีนี้ ขณะที่อีก 6 คนคาดว่าจะลดลง 0.25% เหลือ 2.50% และอีก 1 คนมองว่า อัตราดอกเบี้ยมีโอกาสลดลงมากถึง 0.50% เหลือ 2.25%

    สำหรับมุมมองในระยะยาวนั้น นักเศรษฐศาสตร์มากกว่า 2 ใน 3 ประเมินว่า BNM ได้สิ้นสุดวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินแล้ว โดยจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.75% อย่างน้อยไปจนถึงปี 2570

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/526278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uaZjgiAPzjrWdp4HC2S6e

  • หล่มสักจมบาดาล ย่านเศรษฐกิจชั้นใน น้ำยังท่วมสูง เริ่มขยายวงกว้างเข้าท่วมชุมชน

    หล่มสักจมบาดาล ย่านเศรษฐกิจชั้นใน น้ำยังท่วมสูง เริ่มขยายวงกว้างเข้าท่วมชุมชน

    วันที่ 2 กันยายน 2568 สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ยังคงจมบาดาล ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ซึ่งระดับน้ำที่ล้นพนังกั้นน้ำ และไหลเข้าท่วมชุมชนย่านเศรษฐกิจชั้นใน ยังคงมีปริมาณมากและยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

    นายศรัญญู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหาร ม.พัน 28 งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ เทศบาลเมืองหล่มสัก และอาสากู้ภัยในหลายพื้นที่ ต่างเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย โดยนำเรือท้องแบน ออกให้ความช่วยเหลือขนย้ายผู้ป่วยและประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำอาหาร น้ำดื่ม ออกแจกจ่ายให้กับประชาชน ซึ่งวันนี้ มูลนิธิเพชรเกษม ได้ลงพื้นที่นำโรงครัว และทีมงาน มาทำอาหารแจกจ่าย

    มวลน้ำที่ท่วมชุนชนย่านเศรษฐกิจชั้นใน เริ่มขยายวงกว้าง ทำให้ชุมชนบ้านสวนละมุด ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มรองรับน้ำถูกน้ำท่วมสูง บางจุดระดับน้ำมีความลึกมากกว่า 180 เซนติเมตร และพื้นที่ตำบลปากดุก ปริมาณน้ำได้ไหลเข้าท่วมหลายหมู่บ้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/morning/446919&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AO1ZAS0FcfwZhjXKoInYy

  • นักวิเคราะห์เตือนการเมืองไทยผันผวนเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ กดดันแบงก์ชาติหั่นดบ.ครั้งใหญ่ : อินโฟเควสท์

    นักวิเคราะห์เตือนการเมืองไทยผันผวนเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ กดดันแบงก์ชาติหั่นดบ.ครั้งใหญ่ : อินโฟเควสท์

    นักวิเคราะห์จากหลายสำนักเตือนว่า ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทยอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีโอกาสมากขึ้นที่จะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ โดยขณะนี้พรรคการเมืองใหญ่ของไทยกำลังขับเคี่ยวกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งอาจอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือน

    ประเทศไทยเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองในสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากประพฤติมิชอบเชิงจริยธรรม โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นสองขั้วอำนาจทางการเมืองแข่งขันกันเพื่อแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็พยายามแสวงหาการสนับสนุนจากพรรคประชาชนซึ่งต้องการให้มีการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่

    ลาวันยา เวนกาเตสวารัน นักวิเคราะห์จากธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิง คอร์ป (Oversea-Chinese Banking Corp.) ในสิงคโปร์กล่าวว่า หากความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยนำสู่การเลือกตั้งก่อนกำหนด ซึ่งก็อาจทำให้การเลือกตั้งล่าช้าและสร้างแรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้ว

    ขณะที่คริสตัล ตัน นักวิเคราะห์จากเอเอ็นแซด กรุ๊ป โฮลดิงส์ (ANZ Group Holdings) กล่าวว่า หากการดำเนินนโยบายมีความล่าช้าและความเชื่อมั่นได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทยก็อาจเร่งการผ่อนคลายนโยบายการเงิน แม้ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมากขึ้นนั้นอาจมีผลกระทบในวงจำกัด เมื่อพิจารณาจากแรงกดดันจากภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง

    เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบหลายด้านอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งรวมถึงนโยบายการเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และความขัดแย้งบริเวณชายแดนกับกัมพูชา ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 1% นับตั้งแต่เดือนต.ค.ปีที่แล้ว มาอยู่ที่ระดับ 1.5% ในขณะนี้

    ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (Standard Chartered) กล่าวว่า การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองอื่นนั้น จะส่งผลกระทบต่อนโยบายทั้งหมด รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะสะดุดอย่างน้อยในระยะสั้น โดยเขาคาดการณ์ว่า กนง.อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมากถึง 0.50% ในการประชุมวันที่ 8 ต.ค. ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่

    ด้านนักวิเคราะห์ของโนมูระ โฮลดิงส์ (Nomura Holdings) เตือนว่า อันดับความน่าเชื่อถือของไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดลงโดยมูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody’s Ratings) ในไตรมาสต่อ ๆ ไป อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ โดยก่อนหน้านี้โนมูระคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของไทยจะอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1%

    มูดี้ส์ระบุในบทวิเคราะห์ล่าสุดว่า การเมืองที่แบ่งขั้วของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้งและการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีความเปราะบาง ได้ฉุดรั้งการลงทุนและทำให้การปฏิรูปที่จำเป็นในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างต้องหยุดชะงัก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/526253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw369pqwhzwMPymuz6pQLBVl

  • บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความไม่เท่าเทียมกัน

    บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความไม่เท่าเทียมกัน

    บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความไม่เท่าเทียมกันภายใต้ SDG 10

            สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า ด้วยวิสัยทัศน์และพันธกิจที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่การเป็นสถาบันสรรค์สร้างทางปัญญาของสังคม สร้างผู้นำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล ภายใต้ปรัชญา Wisdom for Sustainable Development สร้างปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้จัดทำโครงการผลิตสื่อความรู้ทางวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในวันนี้ เราจะมาร่วมพูดคุยกันถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) เป้าหมายที่ 10 คุณไพลิน เชื้อหยก ผู้จัดการโครงการสุขภาพ การสูงอายุ และการเกษียณในประเทศไทย ได้ให้เกียรติมาให้ข้อมูลในประเด็นนี้

    ความไม่เท่าเทียมกันภายใต้ SDG 10 กับบทบาทของสถาบันการศึกษา

            คุณไพลิน เชื้อหยก ผู้จัดการโครงการสุขภาพ การสูงอายุ และการเกษียณในประเทศไทย ได้อธิบายว่า SDG 10 หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ มุ่งเน้นการขจัดความไม่เท่าเทียมทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ เพศ วัฒนธรรม หรือเชื้อชาติ

            ในฐานะสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมผ่าน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่:

    1. การเข้าถึงการศึกษา: มหาวิทยาลัยควรเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
    2. การยอมรับความหลากหลาย: การส่งเสริมให้เกิดการยอมรับในความหลากหลายของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ หรือรายได้
    3. ความเป็นนานาชาติ: การสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมและภาษา

    แนวทางการปฏิบัติของมหาวิทยาลัย

            มหาวิทยาลัยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการขจัดความไม่เท่าเทียมได้ในหลายแนวทาง:

    • ทุนการศึกษา: การให้ทุนการศึกษาแก่ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือนักศึกษาจากพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้พวกเขาเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
    • หลักสูตรนานาชาติ: การเปิดสอนหลักสูตรมากกว่าหนึ่งภาษา เช่น หลักสูตรภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน เพื่อให้ผู้เรียนจากหลากหลายประเทศสามารถเข้าถึงความรู้ได้โดยไม่มีข้อจำกัดทางภาษา นอกจากนี้ การสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศเพื่อทำวิจัยร่วมกัน ก็เป็นอีกแนวทางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม
    • นโยบายและมาตรการ: การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเพื่อต่อต้านการเลือกปฏิบัติ เช่น การเปิดรับนักศึกษาและบุคลากรที่เป็นผู้พิการ หรือการให้โอกาสแก่คนจากหลากหลายภูมิหลังทางสังคม

    ตัวชี้วัดความสำเร็จ

            ความสำเร็จในการขจัดความไม่เท่าเทียมสามารถวัดผลได้จากตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม เช่น:

    • จำนวนผู้ได้รับทุนการศึกษา: การเพิ่มจำนวนนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาจากกลุ่มรายได้น้อย
    • การเพิ่มความหลากหลายของประชากรในสถาบัน: การรับนักศึกษาจากพื้นที่ห่างไกลหรือจากประเทศที่ด้อยโอกาสมากขึ้น
    • การมีนโยบายสนับสนุน: การมีนโยบายที่ส่งเสริมและให้โอกาสแก่ผู้ที่มีความหลากหลาย รวมถึงการจ้างงานบุคลากรจากทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

            สรุปและข้อคิดที่น่าฝาก คุณไพลินเน้นย้ำว่า การขจัดความไม่เท่าเทียมเป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ของมหาวิทยาลัยหรือรัฐบาลเท่านั้น การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้คนมีโอกาสมากขึ้นและสามารถลดความเหลื่อมล้ำในชีวิตได้ การที่มหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้ร่วมกัน จะช่วยให้พวกเขาเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/universities-role-reducing-inequality-sdg10/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06OjdhZMrzAVG20wCExRGh

  • คำชี้แจงสำคัญของ “กาซิม ฆะรีบ อาบาดี ” เกี่ยวกับกระบวนการ Snapback

    คำชี้แจงสำคัญของ “กาซิม ฆะรีบ อาบาดี ” เกี่ยวกับกระบวนการ Snapback

    ✅ คำชี้แจงสำคัญของ “กาซิม ฆะรีบ อาบาดี ” เกี่ยวกับกระบวนการ Snapback
    🔻 กาซิม ฆะรีบ อาบาดี รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวว่าประเทศในยุโรประบุว่า การเปิดใช้งานกระบวนการ Snapback จะใช้เวลาระหว่าง 20 ถึง 30 วัน โดยเขาหวังว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ยุโรปจะใช้โอกาสนี้เพื่อแก้ไขความผิดพลาดของตนเอง เพราะหากมีการฟื้นฟูมาตรการคว่ำบาตร อิหร่านก็จะตอบโต้ในระดับที่เหมาะสมเช่นกัน
    🔸 เขากล่าวว่าการดำเนินการของ 3 ประเทศในยุโรปนั้น “ผิดกฎหมายและไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายรองรับ” และเน้นย้ำว่าองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมากน่าเสียดายที่ดำเนินการภายใต้กรอบทางการเมือง
    🔻 ฆะรีบ อาบาดี ยังกล่าวถึงบทบาทของจีน รัสเซีย และปากีสถานในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยระบุว่าประเทศเหล่านี้คัดค้านกระบวนการ Snapback และอิหร่านยังมีโอกาสหารือกับประเทศเหล่านี้ในประเด็นดังกล่าว
    🔸 เขายังระบุว่า ในแถลงการณ์สุดท้ายของการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ มีหลายข้อสำคัญที่ถูกรวมไว้ตามข้อเสนอของอิหร่าน ได้แก่:
    ▫️ การประณามการรุกรานของสหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ (อิสราเอล) ต่ออิหร่าน
    ▫️ การเน้นย้ำว่าจะต้องปฏิบัติตามข้อมติ 2231 อย่างครบถ้วน ไม่ใช่แบบเลือกปฏิบัติ
    🔻 เขาย้ำว่า โอกาสนี้ไม่ใช่แค่อิหร่านเท่านั้นที่มี แต่เป็นโอกาสสำหรับยุโรปเช่นกัน ที่จะได้แก้ไขความผิดพลาดของตนเอง

  • เมื่อคอนเสิร์ตโตสวนทางเศรษฐกิจ ! เดอะมอลล์ ผุดบางกอกแลนด์รองรับ

    เมื่อคอนเสิร์ตโตสวนทางเศรษฐกิจ ! เดอะมอลล์ ผุดบางกอกแลนด์รองรับ

    เมื่อคอนเสิร์ตโตสวนทางเศรษฐกิจ ! เดอะมอลล์ ผุดบางกอกแลนด์รองรับ

    สองยักษ์ใหญ่จับมือลงทุนครั้งใหญ่ สร้างบางกอกแลนด์ รองรับตลาดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ในประเทศไทยที่เติบโตอย่างคึกคัก ดึงดูดเม็ดเงินและนักท่องเที่ยว

    แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัว แต่ตลาดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ในประเทศไทยกลับเติบโตอย่างคึกคัก จนกลายเป็นหนึ่งในเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่น่าจับตา โดยเฉพาะเมื่อ 2 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอสังหาริมทรัพย์และศูนย์การค้าอย่าง เดอะมอลล์ และ บางกอกแลนด์ กำลังเดินหน้าลงทุนครั้งใหญ่ เพื่อปั้น “Entertainment Complex” หรือศูนย์รวมความบันเทิงครบวงจร เพื่อรองรับเม็ดเงินมหาศาลที่สะพัดอยู่ในธุรกิจนี้
     

    แบงค็อก อารีน่า: อนาคต Entertainment Hub แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ

    กลุ่มเดอะมอลล์กำลังจะสร้างนิยามใหม่ให้กับวงการค้าปลีกและการท่องเที่ยว ด้วยโปรเจกต์มิกซ์ยูสยักษ์ใหญ่ “Bangkok Mall” บนพื้นที่กว่า 78 ไร่ ย่านบางนา-ตราด ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท โดยไฮไลต์สำคัญคือ “Bangkok Arena” ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับ AEG บริษัทชั้นนำด้านความบันเทิงระดับโลก

    Bangkok Arena จะเป็นอารีน่าที่ทันสมัยและได้มาตรฐานระดับสากล สามารถรองรับผู้ชมได้ถึง 18,000 ที่นั่ง ออกแบบมาเพื่อรองรับการจัดงานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งคอนเสิร์ต งานกีฬา และอีเวนต์ขนาดใหญ่ โดยคาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการในปี 2571 ซึ่งจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้รักความบันเทิง ทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการและพื้นที่โดยรอบอย่างมหาศาล
     

    บางกอกแลนด์: ต่อยอดความสำเร็จจาก IMPACT สู่ Entertainment City

    ในขณะที่เดอะมอลล์กำลังปักธงใหม่ บางกอกแลนด์ ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม IMPACT เมืองทองธานี ซึ่งเป็นเจ้าตลาดอยู่แล้ว ก็กำลังเดินหน้าเสริมแกร่งอย่างต่อเนื่อง พอลล์ กาญจนพาสน์ ซีอีโอของบริษัทฯ ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ผู้คนยอมจ่ายเงินเพื่อ “ซื้อประสบการณ์” มากกว่าการซื้อสินค้า ทำให้ตลาดคอนเสิร์ตยังคงเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง

    เพื่อรองรับดีมานด์ที่ล้นทะลัก บางกอกแลนด์จึงมีแผนลงทุนปรับปรุง IMPACT Arena ครั้งใหญ่ในรอบ 26 ปี ด้วยงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท เพื่อยกระดับให้เป็น Entertainment Destination ระดับโลก โดยมีแผนจะเริ่มดำเนินการในต้นปี 2569 และแล้วเสร็จในอีก 18 เดือนข้างหน้า ซึ่งการปรับปรุงนี้จะไม่กระทบกับงานที่จัดอยู่เดิม เนื่องจากจะทยอยปิดปรับปรุงเป็นส่วนๆ

    นอกจากนี้ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า บางกอกแลนด์ยังเตรียมยึดคืนพื้นที่ ธันเดอร์โดม สเตเดี้ยม จากการกีฬาแห่งประเทศไทยเมื่อหมดสัญญาเช่าในปี 2570 เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่จัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ทั้งแบบอินดอร์และเอาท์ดอร์ ซึ่งจะรองรับผู้ชมได้มากถึง 40,000-50,000 คน ซึ่งหากแผนการพัฒนาพื้นที่นี้สำเร็จ จะยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของ IMPACT ในฐานะ “Entertainment City” ที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

    การที่สองยักษ์ใหญ่เดินหน้าลงทุนพัฒนาพื้นที่ความบันเทิงครั้งใหญ่ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ในประเทศไทย ที่ไม่เพียงแต่สร้างความสุขให้กับผู้คน แต่ยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ และในอนาคตอันใกล้ กรุงเทพฯ อาจกลายเป็นศูนย์กลางความบันเทิงระดับภูมิภาคที่สามารถดึงดูดศิลปินระดับโลกและเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาล
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729749&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3B73yhI4fMDjW8bel9Zy36

  • “เงินบาท” เปิดเช้าอ่อนค่า 32.30 บ. เกาะติดข้อมูลเศรษฐกิจ “สหรัฐ”

    “เงินบาท” เปิดเช้าอ่อนค่า 32.30 บ. เกาะติดข้อมูลเศรษฐกิจ “สหรัฐ”

    ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ 2 ก.ย.68 ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (TTB) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ผ่านมาที่ 32.29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

    โดยดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจไทยเดือน ส.ค. ฟื้นตัว นำโดยภาคบริการและการผลิต ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือน ส.ค. ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 47.5 จาก 45.8 ในเดือนก่อนโดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคบริการ โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมและร้านอาหารที่ได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวชาวยุโรป และภาคการผลิต ซึ่งกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวดีขึ้นตามการส่งออกที่ขยายตัว นอกจากนี้ คาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้ายังปรับดีขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 50 ที่ 51.1 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปี

    ขณะที่ สหรัฐฯ ยืนยันเดินหน้านโยบายการค้า แม้ศาลชี้มาตรการภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ยืนยันว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยังคงเดินหน้าเจรจาการค้าและใช้นโยบายภาษีกับประเทศคู่ค้าต่อไป ถึงแม้ว่าล่าสุดศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ จะมีคำตัดสินว่ามาตรการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม โดยฝ่ายบริหารแสดงความมั่นใจว่าศาลฎีกาจะกลับคำตัดสิน และยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่น ๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งท่าทีดังกล่าวบ่งชี้ว่านโยบายการค้าที่แข็งกร้าวของสหรัฐฯ จะยังคงดำเนินต่อไป

    ส่วนสัปดาห์นี้ปัจจัยที่ต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐ ตัวเลขภาคบริการ และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร เดือนส.ค ในวันศุกร์นี้ และสถานการณ์การเมืองในประเทศบ้านเรา

    ด้านสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เมื่อวานนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 347.8 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตรไทย 1,376 ล้านบาท ขณะที่ กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ USD/THB 32.15-32.45 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 32.15/ขาย 32.45, EUR/THB 37.65- 38.05 แนะนำ ซื้อ 37.65/ขาย 38.05, JPY/THB 0.2176- 0.2216 แนะนำ ซื้อ 0.2176 / ขาย 0.2216, GBP/THB 43.55- 43.95 และ AUD/THB 20.97 – 21.37

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/779414&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O67iQ8LTf3JF0Xb7MmSoN

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดสัมมนาผู้นำเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น ยกระดับผู้นำเข้มแข็งตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดสัมมนาผู้นำเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น ยกระดับผู้นำเข้มแข็งตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดสัมมนาผู้นำเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น ยกระดับผู้นำเข้มแข็งตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง


    2/09/2568 | 41 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดสัมมนาผู้นำเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น ยกระดับผู้นำเข้มแข็งตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

    วันที่ 2 กันยายน 2568 ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพมหานคร นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานการเปิดกิจกรรมสัมมนาผู้นำองค์การเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น ระหว่างวันที่ 2 – 3 กันยายน 2568 โดยเป็นกิจกรรมฯ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้นำตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผู้นำหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน (ผู้นำ อช.) ชายและหญิง และผู้นำกลุ่ม/องค์กรชุมชน รวมจำนวน 380 คน ซึ่งเป็นแกนนำหลักสำคัญในการพัฒนาหมู่บ้าน ให้ได้รับทราบแนวนโยบายการทำงานในชุมชน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ความสำเร็จในการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง และในวันที่ 3 กันยายน 2568 จะได้ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา กรุงเทพฯ พร้อมกับคณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย และกรมการพัฒนาชุมชน

    กิจกรรมฯ ในวันนี้ ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชนเข้าร่วมในพิธีเปิด และมีการบรรยายในหัวข้อที่หลากหลายในด้านการพัฒนาชุมชน ได้แก่ เครือข่ายงานพัฒนาชุมชน ผู้นำกับการพัฒนาชมชนให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ภารกิจการขับเคลื่อนงานของสำนักงานเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความสำเร็จของการพัฒนาตามหลักของเศรษฐกิจพอเพียง และรับทราบถึงระเบียบและธรรมเนียมพึงปฏิบัติในการเข้าเฝ้าฯ ในวันถัดไป

    ในการนี้ กิจกรรมสัมมนาผู้นำองค์การเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น ถือเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้นำหมู่บ้าน ชุมชนซึ่งถือเป็นแกนนำหลักในการพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีฐานรากของเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่แข็งแรง ส่งผลทำให้ประชาชนใช้ชีวิตในหมู่บ้าน ชุมชนอย่างมีความสุข ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย

    อ้างอิงวันที่ : 2/09/2568 09:00:00


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/260747&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07YIvJqUf4YJLocATzZ0VS