Category: เศรษฐกิจ

  • กรุงศรีวิเคราะห์เศรษฐกิจโลก

    กรุงศรีวิเคราะห์เศรษฐกิจโลก

    วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.28 น.

    ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศแกนหลักยังสะท้อนภาพที่อ่อนแอ หนุนธนาคารกลางใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายต่อเนื่อง ด้านจีนต้องรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น

    ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) วิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงินว่า  ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอต่อเนื่อง หนุนโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยเดือนกันยายน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงเล็กน้อยสู่ระดับ 97.4 ในเดือนสิงหาคม ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2566-67 ที่ 105 ส่วนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานอยู่ที่ 1.95 ล้านราย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากต้นปี 2568 ที่ 1.87 ล้านราย ด้านราคาบ้านในเดือนมิถุนายนชะลอตัวมากสุดในรอบเกือบ 13 ปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ PCE ทรงตัวที่ 2.6% YoY ในเดือนกรกฎาคม

    ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงสะท้อนภาพการชะลอตัวที่ต่อเนื่อง อาทิ ตลาดแรงงาน ตลาดที่อยู่อาศัย และความเชื่อมั่น ขณะที่ความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ในการปลดลิซ่า คุก ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการเฟดที่มีสิทธิ์โหวตทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย สร้างความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางและความน่าเชื่อถือด้านเครดิตของประเทศสหรัฐฯ ขณะเดียวกันการขึ้นภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ของทรัมป์ผิดกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์ได้ระงับผลของคำตัดสินไว้จนถึงวันที่ 14 ตุลาคม เพื่อให้ทรัมป์มีเวลายื่นต่อศาลฎีกาต่อไป ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนต่อนโยบายดังกล่าวในระยะข้างหน้า จากความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นในหลายแง่มุม วิจัยกรุงศรีคาดว่าเฟดมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้งในการประชุมช่วงที่เหลือของปีนี้

    ภาคส่งออกและการผลิตมีแนวโน้มหดตัวแรงขึ้น ขณะที่การบริโภคยังไม่ฟื้น คาดหนุน BOJ คงดอกเบี้ยที่ 0.5% จนถึงสิ้นปี  ยอดค้าปลีกในเดือนกรกฎาคมโตต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่ 0.3% YoY ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของกรุงโตเกียว (Tokyo CPI) ชะลอลงเหลือ 2.6% ในเดือนสิงหาคม จากเดือนก่อนที่ 2.9% เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของกรุงโตเกียว (Tokyo core CPI) ชะลอลงสู่ระดับ 2.5% จากเดือนก่อนที่ 2.9%

    ภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงเติบโตต่ำเนื่องจากภาคการส่งออกและการผลิตมีแนวโน้มหดตัวแรงขึ้นภายใต้แรงกดดันจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัว ส่วนอัตราเงินเฟ้อปรับลดลงต่อเนื่องจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับต่ำรวมถึงมาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้าและระบายสต๊อกข้าว จากปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะช่วยหนุนให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไปแม้เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% โดยวิจัยกรุงศรีประเมินว่ายังมีความเป็นไปได้ที่ BOJ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% จนถึงสิ้นปีนี้

    เศรษฐกิจจีนเผชิญความเปราะบางภายในประเทศ ขณะที่ความเสี่ยงจากภายนอกเพิ่มสูงขึ้น กำไรภาคอุตสาหกรรมหดตัวต่อเนื่องที่ -1.5% YoY ในเดือนกรกฎาคม จาก -4.3%  ในเดือนมิถุนายน ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตลดลงต่อเนื่องนาน 34 เดือน สำหรับปัจจัยภายนอก เม็กซิโกประกาศเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนหลังเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐฯ ต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะครอบคลุมยานยนต์ สิ่งทอ และพลาสติก

    ภาพรวมเศรษฐกิจจีนที่เริ่มอ่อนแอลง อาจจำกัดประสิทธิผลของมาตรการแก้ไขปัญหาอุปทานส่วนเกินและการแข่งขันทางด้านราคาที่รุนแรง ซึ่งกดดันกำไรภาคธุรกิจในระยะที่ผ่านมา ล่าสุดรัฐบาลเตรียมยกเครื่องกำลังการผลิตในกลุ่มปิโตรเคมีภัณฑ์ โดยจะทยอยปิดโรงงานขนาดเล็ก สนับสนุนการปรับปรุงโรงงานที่มีอายุเกิน 20 ปี และเน้นการผลิตเคมีภัณฑ์เฉพาะทางมากขึ้น อีกด้านหนึ่งการเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าของเม็กซิโกตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ สะท้อนความเสี่ยงที่ขยายวงกว้างขึ้น โดยสหรัฐฯ อาจกดดันชาติพันธมิตรอื่นเพิ่มเติมเพื่อจำกัดอิทธิพลของจีนในตลาดโลก ภายใต้ความเสี่ยงรอบด้านนี้ การเร่งฟื้นความเชื่อมั่นของภาคประชาชนและธุรกิจเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศจึงมีความจำเป็น และนับเป็นความท้าทายด้วยเช่นกัน

    เศรษฐกิจไทย

    แรงส่งเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังแผ่วลงท่ามกลางแรงกดดันทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

    เศรษฐกิจในเดือนกรกฎาคมชะลอลงจากเดือนก่อนตามภาคท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาคเอกชน ขณะที่ปัจจัยการเมืองในประเทศยังต้องติดตามพัฒนาการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานเศรษฐกิจโดยรวมในเดือนกรกฏาคม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติแม้เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน (+2.0% MoM sa) แต่รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว (-5.6%) ขณะเดียวกันการบริโภคภาคเอกชนแผ่วลงต่อเนื่อง (-0.2%) จากการหดตัวของการใช้จ่ายในหมวดบริการและหมวดสินค้าไม่คงทน ส่วนการลงทุนภาคเอกชนกลับมาหดตัว (-0.4%) จากการลดลงในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย (+0.3%)

    เศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังปี 2568 เผชิญแรงกดดันและมีแนวโน้มชะลอลงชัดเจน ภายใต้สมมติฐานสถานการณ์การเมืองมีผลกระทบจำกัดต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ โดยคาดว่าอัตราการเติบโตอาจเหลือเพียง 1.3% จาก 3.0% ในครึ่งปีแรก สาเหตุหลักมาจากการส่งออกที่ชะลอลง หลังผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ เริ่มปรากฏชัด ประกอบกับแรงส่งจากคำสั่งซื้อที่เร่งส่งออกในช่วงก่อนหน้าได้สิ้นสุดลง ขณะเดียวกันภาคท่องเที่ยวยังมีทิศทางฟื้นตัวช้าตามการหดตัวของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินให้นางสาวแพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน กดดันการใช้จ่ายในประเทศ และทำให้ความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจสำคัญสะดุดลง

    มูลค่าส่งออกเดือนกรกฏาคมในรูปดอลลาร์ยังเติบโตสูงต่อเนื่อง แต่ในรูปเงินบาทกลับหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน สะท้อนแรงส่งทางเศรษฐกิจอ่อนแอลง กระทรวงพาณิชย์รายงานมูลค่าส่งออกในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 28.6 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 11.0% YoY หากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และทองคำ การส่งออกเติบโต 16.6% โดยการส่งออกสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ แผงวงจรไฟฟ้า รวมถึงสินค้าเกษตรโดยเฉพาะผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้งที่กลับขยายตัวได้ดี ด้านตลาดส่งออกพบว่าตลาดสำคัญส่วนใหญ่เติบโตดี โดยเฉพาะตลาดหลัก เช่น สหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป และอาเซียน สำหรับในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 195.4 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 14.4%

    แนวโน้มการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2568 มีความเสี่ยงชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ แม้ในช่วง 7 เดือนแรกจะขยายตัวสูงถึง 30.1% แต่การปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 10% เป็น 19% ตั้งแต่ 7 สิงหาคม ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ แนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องยังซ้ำเติมภาคการส่งออก ทั้งในแง่รายได้เมื่อแปลงเป็นเงินบาทและการแข่งขันด้านราคาเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค โดยล่าสุดมูลค่าส่งออกในรูปเงินบาทเดือนกรกฎาคมหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนที่ -1.1% YoY สะท้อนว่าบทบาทของภาคการส่งออกในฐานะเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มอ่อนแรงลงในระยะข้างหน้า

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/911549&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2i68je1pntkcvkuBHDHq6A

  • เอกชนฟาดการเมือง ทุบเศรษฐกิจซํ้าซาก จับตาจีดีพี Q4 อ่วม หนุนยุบสภาสู่โหมดเลือกตั้ง

    เอกชนฟาดการเมือง ทุบเศรษฐกิจซํ้าซาก จับตาจีดีพี Q4 อ่วม หนุนยุบสภาสู่โหมดเลือกตั้ง

    การเมืองไทยถึงจุดเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง หลัง “แพทองธาร ชินวัตร”ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) กลายเป็นรัฐมนตรีรักษาการ เส้นทางการเมือง ณ เวลานี้ยังไม่มีความชัดเจน แต่มีหลายฉากทัศน์ที่ผู้คนจับตา เช่น การจับขั้วการเมืองเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อไปสู่การฟอร์ม ครม.ชุดใหม่ ขึ้นมาบริหารประเทศต่อไปอีกเกือบ 2 ปีนับจากนี้ และอีกทางหนึ่งที่กำลังเป็นกระแสหนาหูคือ “การยุบสภา” เพื่อนำสู่โหมดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะออกทางใด จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลากหลายมิติ

     ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซียไซรัส จำกัด(มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้จะเกิดสุญญากาศทางการเมืองแต่เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสขยายตัวได้ 2.0% ตามที่สภาพัฒน์ประเมิน เพราะการยุบสภาแล้วมีการเลือกตั้งใหม่ จะทำให้กำลังซื้อหรือการใช้จ่ายครัวเรือนจะกลับมา การลงทุนภาครัฐส่วนใหญ่ 90% เป็นงบผูกพันอยู่แล้ว ซึ่งการเลือกตั้งใหม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม การมีรัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน(กรณีรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนรัฐบาลใหม่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน) มีโอกาสยืดเยื้อได้อีก 1 เดือนหรือ 3 เดือน ทำได้ทางเทคนิค แต่เสี่ยงชนขั้นตอนการจัดทำงบประมาณและการเลือกตั้ง รัฐบาลจะต้องอยู่ในโหมด “รักษาการ” เร็วขึ้น และต้องพึ่งงบฯปีเก่าไปพลางก่อน โครงการใหม่หยุด ชะลอเบิกจ่ายลงทุนบางส่วน

    เชียร์ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่

    เช่นเดียวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชั่วคราวและเป้าหมายสูงสุดนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ในภาพรวมคือการสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่าย ได้รัฐบาลที่ดีมาแก้ปัญหาเรื่องใหญ่ ๆ อย่างยั่งยืน ได้แก่ 1.เรื่องคนสำคัญมาก ควรเป็น “รัฐบาลแห่งความเชื่อมั่น” คือเลือกแต่คนมีความสามารถ เป็นมืออาชีพ มีประสบการณ์ทำงานจริง มาจากภาครัฐหรือเอกชนก็ได้ แต่ต้องเป็นที่ยอมรับและเป็นกลาง ไม่ใช่การแบ่งเก้าอี้ทางการเมือง

    2.ต้องการเห็นทีมเศรษฐกิจ มืออาชีพเพิ่มเติม ที่คัดจากความสามารถ มาแก้ปัญหาตรงจุด ปฏิรูปภาษีให้เป็นธรรม เช่น ภาษีลาภลอย ภาษีชาวต่างชาติที่ซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ ปรับการศึกษาให้ตรงกับงานในอนาคต ดึงนักลงทุนต่างชาติ และพัฒนาระบบโลจิสติกส์กับดิจิทัลของประเทศ

    ทั้งนี้หากยุบสภาไม่ได้และต้องมีรัฐบาลชั่วคราวมองว่า เวลา 4 เดือนน่าจะพอแล้วถ้าทำงานจริง เน้นแค่ 3 งานหลัก คือ รักษาเศรษฐกิจให้มั่นคงในระยะสั้น แก้กฎหมายเลือกตั้งให้ดีขึ้น และอย่าไปสร้างโครงการใหญ่ๆ ที่จะไปผูกมัดรัฐบาลหน้า

    3.นโยบายเร่งด่วนที่ควรทำทันที แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาให้ชัดเจน ทั้งเจรจาและจัดการแนวชายแดน รวมถึงการแก้แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง และที่สำคัญคือต้องสื่อสารกับประชาชนและนักลงทุนให้ชัดเจน โปร่งใส จะได้กลับมามั่นใจเร็วๆ

    หนุนสู่โหมดเลือกตั้ง

    สอดคล้องกับนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย สะท้อนว่าควรเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุด เพื่อได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นของประชาชนผ่านการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ โดยต้องแก้ไขปัญหาใหญ่ทางการเมืองเรื่องฮั้ว สว. ให้ชัดเจนก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ทางการเมืองในอนาคตและการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่กติกาการเลือกตั้งใหม่ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ควรปรับเขตการเลือกตั้งให้ขนาดใหญ่ขึ้น เช่น เป็นกลุ่มจังหวัด เพื่อป้องกันการซื้อเสียง

    นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ CEO กลุ่มบริษัท efrastructure Group ผู้บุกเบิกวงการอีคอมเมิร์ซ และนักลงทุนธุรกิจ Startup กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาจะมีมีอายุการทำงาน 3-4 เดือน แล้วยุบสภา โดยการเมืองและเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ในช่วงสุญญากาศ ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ในฐานะภาคธุรกิจเอกชน มองว่าเศรษฐกิจหลังจากนี้ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งต้องกัดฟันรอรัฐบาลใหม่ ใน 3-4 เดือนข้างหน้า

    ห่วงกระทบเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวปลายปี

    นายกวี สระกวี นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย กล่าวว่า ประเด็นการเมืองในกรณีที่อาจมีการยุบสภานั้น ยอมรับว่าความเสถียรภาพทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนข้างหน้าที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังเข้าสู่ฤดูกาลไฮซีซัน หากเกิดสุญญากาศทางการเมืองและต้องมีรัฐบาลรักษาการ อาจทำให้การสื่อสารกับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวขาดความชัดเจน ส่งผลกระทบต่อแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคกลางคืนและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

    “ถ้าธันวาคมนี้ภาคอุตสาหกรรมยังไม่เห็นความชัดเจน วิธีการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวยังไม่เป็นรูปธรรม ก็จะทำให้การทำงานลำบากขึ้น ทั้งที่เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ” นายกวีกล่าว

    จีดีพีไทยโตได้แค่ 1.8%

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า หากมีรัฐบาลเฉพาะกาลหรือรัฐบาลชั่วคราวบริหารประเทศ 4 เดือนก่อนยุบสภา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย หรือพรรคภูมิใจไทย เศรษฐกิจไทยปีนี้จะช้ำพอๆ กัน เพราะช่วงเวลาที่เหลือก่อนยุบนักการเมืองไม่มีจิตใจที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะมุ่งเตรียมความพร้อมเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งครั้งใหม่ เพื่อชิงความได้เปรียบเป็นหลัก

     “ภายใต้ฉากทัศน์รัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือนคาดจะส่งผลกระทบทำให้จีดีพีไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 1.2-1.8% โดยจีดีพีในไตรมาสที่ 4 จะได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการบริโภค การส่งออก และการลงทุน ชะลอตัว”

    4 เดือนไม่พอกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ต้องเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญ และกรอบกติกาที่มีอยู่ ทั้งนี้ประเทศไทยถืออยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ ซึ่งเป็นความท้าทายมาก ท่ามกลางหลากหลายปัญหาที่รัฐบาลต้องเข้ามาบริหารจัดการ เช่น การเจรจาในรายละเอียดการเปิดตลาดสินค้ากับสหรัฐ การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา การจัดการอุทกภัยและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การช่วยเหลือ SMEs รวมถึงการประสานการทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    อย่างไรก็ดีหากรัฐบาลชุดใหม่ ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน มองว่าเป็นระยะเวลาสั้นเกินไป ทำอะไรไม่ได้มาก โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่อาจทำได้คือมาตรการเฉพาะหน้า เช่น การอัดฉีดเงินหรือกระตุ้นการท่องเที่ยว ดังนั้นการมีรัฐบาลที่อยู่ต่อในระยะเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้สามารถดำเนินนโยบายเชิงโครงสร้างได้อย่างต่อเนื่อง

    เอกชนฟาดการเมือง ทุบเศรษฐกิจซํ้าซาก จับตาจีดีพี Q4 อ่วม หนุนยุบสภาสู่โหมดเลือกตั้ง

    จี้รัฐบาลใหม่ฟื้นเชื่อมั่น-คุมต้นทุนการผลิต

    นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ควบคุมต้นทุนการผลิต และบริหารประเทศอย่างโปร่งใสเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีควรประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ มีวิสัยทัศน์ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ของพรรคหรือกลุ่มใด โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณต้องตรงเป้าหมายและโปร่งใส

    นอกจากนี้ สรท.เสนอให้รัฐบาลควบคุมต้นทุนสำคัญ เช่น ค่าแรง พลังงาน ค่าไฟ และอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบด้านการแข่งขัน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs และที่สำคัญรัฐบาลต้องส่งสัญญาณชัดเจนถึงการไม่ยอมรับการทุจริต เพื่อหยุดต้นทุนแฝงในระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ

    เร่งอัดฉีด 1 แสนล้าน ฟื้นเศรษฐกิจ

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า รัฐบาลใหม่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แรงกดดันจากนโยบายสหรัฐฯ และการแข่งขันกับมหาอำนาจ ซึ่งต้องอาศัยทีมเศรษฐกิจที่มีความสามารถ ไม่ใช่มือใหม่

    ทั้งนี้ภายใน 4 เดือน รัฐบาลต้องมีมาตรการชัดเจน โดยเฉพาะการอัดฉีดงบประมาณ 1 แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้ลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อพยุงการเติบโตที่ต่ำกว่า 1% และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้แข็งเกินไป อีกประเด็นสำคัญคือการดูแลผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าภายในประเทศ (เมดอินไทยแลนด์) อย่างน้อย 40% ของงบประมาณ รวมถึงการอัดฉีดงบเพิ่มเติม 4-8 แสนล้านบาทผ่าน ธ.ก.ส. เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน

    นอกจากนี้ยังเสนอให้เร่งใช้งบสนับสนุนกระทรวงท่องเที่ยวฯ และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าให้เห็นผลใน 4 เดือน พร้อมเน้นบทบาทของ EEC ที่ไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัลในภูมิภาค

    รัฐบาลใหม่ต้องมืออาชีพกล้าปฏิรูป

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า หากยุบสภาในช่วงนี้และรัฐบาลรักษาการไปอีกประมาณ 2 เดือน อาจกระทบการใช้งบประมาณปี 2569 และการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเวทีสำคัญอย่าง APEC 2025 ซึ่งต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการดำเนินนโยบายและดึงการลงทุนจากต่างชาติในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเปราะบาง

    อย่างไรก็ตาม หากเดินหน้าตั้งนายกฯ และรัฐบาลใหม่ได้ทัน ควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคประชาชนและนักลงทุน พร้อมเร่งรัดการบริหารงบประมาณให้โปร่งใส ยึดหลักธรรมาภิบาล และใช้ทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์จริง ทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะสั้น กลาง และยาว ที่ตอบโจทย์ภาวะโลกและเป็นที่ยอมรับในเวทีสากล

    เชียร์ยุบสภาได้รัฐบาลใหม่เร็ว

    ด้านนายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า กรณียุบสภาเลย อาจเป็นทางออกที่ดีที่จะได้รัฐบาลใหม่เร็วขึ้น และสามารถวางแผนระยะยะยาวได้ ทั้งนี้รัฐบาลใหม่ควรตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ที่มีคนเก่งคนดีในกระทรวงสำคัญ พร้อมวางระบบ Dashboard และทีมที่ปรึกษาหลายเจเนอเรชัน

    “ระยะเวลาที่เหมาะสมของรัฐบาลควรจะอยูที่ 6-12 เดือนก่อนยุบสภา เพื่อให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติ หากมีอายุ 4 เดือนอาจจะเกิดปัญหารัฐบาลและข้าราชการเกียร์ว่าง เสียเวลาประเทศ”

    ขณะที่นโยบายเร่งด่วน 7 ข้อที่ควรผลักดันทันที ได้แก่

    1.แก้วิกฤตความขัดแย้งไทย-กัมพูชาให้เร็ว ผ่านทุกช่องทาง

    2.แก้ปัญหาเศรษฐกิจตั้งแต่รากหญ้าถึงองค์กรใหญ่ ด้วยกองทุนเฉพาะด้าน

    3.ทบทวนการใช้งบประมาณ 157,000 ล้านบาท ให้คุ้มค่าสูงสุด

    4.ปราบคอร์รัปชันอย่างเข้มงวดโดยเปิดให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ

    5.ดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่เมืองรอง พร้อมพัฒนาผู้ประกอบการ

    6.ส่งเสริมเศรษฐกิจยั่งยืน ดิจิทัล และสุขภาพ เพื่อแข่งในเวทีโลก

    และ 7.วางแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/637772&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22gmD-RR8hId6p2Hj2vDHt

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตแซงหน้าไทย

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตแซงหน้าไทย

    สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตแซงหน้าไทย

    ** ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักยุทธศาสตร์แห่งอนาคต อดีตผู้บริหารบริษัทเทคฯและภาคการเงินระดับโลก ผู้เขียนหนังสือ Twists & Turns โพสต์เฟซบุ๊ก ใน สันติธาร เสถียรไทย-Dr Santitarn Sathirathai เรื่อง เวียดนามกำลังทรานสฟอร์มตัวเองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี เพื่อก้าวกระโดดไปอีก มีเนื้อหาว่า เรามักพูดถึงเวียดนามในฐานะ “คู่แข่งที่เก่งและวิ่งเร็ว” แต่เวียดนามไม่ได้มองตัวเองว่า “เก่งแล้ว” ตรงกันข้าม เขากำลังมองตัวเองเป็น “ผู้ท้าชิง” (Challenger mindset) ที่ยอมเสี่ยงเพื่อก้าวกระโดด และกำลังใช้ “วิกฤต” เป็น “โอกาส”

    เมื่อเร็วๆนี้ MUFG ได้ออกบทวิเคราะห์เรื่อง Doi Moi 2.0 -The most ambitious structural reforms since 1986 ซึ่งถือว่าน่าสนใจและเกี่ยวข้องกับไทยอย่างมาก นับจาก “โด่ยเหม๊ย” ปี 1986 ที่เปิดประเทศจากสังคมนิยมปิดสู่เศรษฐกิจตลาด เวียดนามเพิ่งประกาศ “Doi Moi 2.0” หรือการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบสี่สิบปี รายงานสรุปการปฏิรูปของเวียดนามไว้ในคำที่คมและชัดเจนว่า Transform to Reform, Optimise to Mobilise ซึ่งหมายความว่า เริ่มจากกระดุมเม็ดแรกคือ การปรับมายด์เซ็ตของผู้นำ สร้าง ฉันทามติใหม่เรื่องการเพิ่มบทบาทเอกชนในประเทศในเศรษฐกิจ

    และการ “ลดไขมัน” ที่ถ่วงความเร็ว เพื่อจัดระบบให้ขับเคลื่อนได้จริง ด้วยการสร้าง 4 เสาแห่งการปฏิรูป 1. เสารัฐและระบบราชการ (State & Governance) -เป้าหมาย: ทำให้รัฐ “lean-digital-fast” ลดขนาดและความซับซ้อน เพื่อเป็นรัฐที่เอื้อต่อการแข่งขันระดับโลก สิ่งที่จะทำ: ลดกฎระเบียบ 30%, เปลี่ยนจาก “อนุญาตก่อนทำ”  “กำกับหลังทำ”, ควบรวมกระทรวง, ลดชั้นการปกครองเหลือ 2 -สิ่งที่ทำแล้ว: เริ่มควบรวมกระทรวงหลัก ลดคน, รวมจังหวัดจาก 63 เหลือ 34, เริ่มต้นใช้ one-stop e-government และ Digital ID 2. เสาเศรษฐกิจและเอกชน (Economy & Private Sector) -เป้าหมาย: สร้างเศรษฐกิจที่เอกชนท้องถิ่นแข็งแรง ไม่พึ่ง FDI อย่างเดียว และมี “20 แชมป์ชาติ” เชื่อมกับห่วงโซ่โลก-สิ่งที่จะทำ: สร้างสิทธิประโยชน์ดึง SMEs เข้าสู่ระบบ, ออกมาตรการลดภาษี/ค่าเช่าที่ดิน, สนับสนุนสตาร์ทอัพและโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน -สิ่งที่ทำแล้ว: ยกเลิกภาษีธุรกิจขนาดเล็ก, ให้ SMEs ได้ tax holiday 3 ปี, ลดค่าเช่าที่ดิน 30%, เร่งเบิกจ่ายเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐาน (>10% GDP) โดยให้บริษัทเวียดนามเข้าประมูลนำ

    3. เสาทุนมนุษย์และการศึกษา (Human Capital & Education) -เป้าหมาย: พัฒนาคนเป็น “ทุนแข่งใหม่” ทั้งครูที่มีศักดิ์ศรีสูงสุดและแรงงานที่มีทักษะสูงเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจโลก -สิ่งที่จะทำ: เพิ่มค่าตอบแทนครู, ประกาศเรียนฟรีในระบบรัฐ, เปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญนอกภาครัฐเข้ามาทำงาน, ยกระดับระบบมหาวิทยาลัย-วิจัย -สิ่งที่ทำแล้ว: ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 30%, ผ่านกฎหมายครูให้เป็นสายอาชีพที่ค่าตอบแทนสูงสุด, ประกาศเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยม, เริ่มปรับเกณฑ์การรับแรงงานทักษะสูง  4. เสาวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี-การเปิดประเทศ (Science, Technology & Digital) -เป้าหมาย: ยกระดับเวียดนามให้เป็นเศรษฐกิจดิจิทัล-นวัตกรรม และเปิดกว้างต่อโลกเพื่อดึงทักษะและทุนคุณภาพ -สิ่งที่จะทำ: ตั้ง National Data Center, ขยายระบบ Digital ID ครอบคลุมทุกบริการ, สร้างกองทุนสนับสนุน deep-tech, ผ่อนคลายกฎแรงงานต่างชาติ -สิ่งที่ทำแล้ว: เริ่มใช้ Digital ID กับบริการรัฐ-ธุรกิจ, ตั้งพอร์ทัลบริการ one-stop, ประกาศ timeline ออก work permit สำหรับแรงงานต่างชาติภายใน 10 วัน, เปิดกองทุนสนับสนุนโครงการเทคโนโลยี

    จากแผนนี้ของเวียดนามพบว่า ตัววัดชัดเจน จับต้องได้ ประเมินได้ เช่น ภายใน 2030: -มี 2 ล้านกิจการเอกชน คิดเป็น 55-58% ของ GDP (จาก 50% วันนี้) -มี 20 บริษัทใหญ่เข้าร่วมในห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก (GVCs) -ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8.5-9.5% ต่อปี -ติด Top 3 ASEAN / Top 5 Asia ในด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว -ลดเวลา ต้นทุน และความยุ่งยากทางราชการลง 30% -ภายใน 2045 ต้องติด Top 30 ของโลกด้านนวัตกรรม และมี Digital economy >50% ของ GDP

    ขณะที่ ดร.วีระยุทธ กาญจน์ซูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ระบุว่า เวียดนามกำลังเร่งเครื่องแซงไทย ด้วยวิสัยทัศน์และการลงทุนมหาศาลเพื่อเป็น “ประเทศรายได้สูง” ในปี 2045 ขณะที่ไทยยังคงเผชิญความท้าทายในการใช้จ่ายงบประมาณพัฒนาคนอย่างไม่มีทิศทางที่ชัดเจน

    เวียดนาม vs. ไทย: การไล่กวดแห่งศตวรรษที่ 21…แม้ในปัจจุบันเวียดนามจะยังตามหลังไทยในเชิงเศรษฐกิจและรายได้ประชากรต่อหัว แต่การขับเคลื่อนของพวกเขานั้นน่าจับตามองอย่างยิ่ง ผู้กำหนดนโยบายกล้าที่จะยอมรับจุดอ่อนและเดินหน้าปฏิรูปอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการตั้งเป้าหมายใหญ่ให้ประเทศเป็น “ประเทศรายได้สูง” ภายในปี 2045 ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ตั้งเป้าไว้ที่ 7% ต่อปี การปฏิรูปนี้ครอบคลุมทั้งการปรับโครงสร้างระบบราชการครั้งใหญ่ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับเมกะโปรเจกต์ มูลค่ากว่า 10% ของ GDP ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ถนนและสนามบิน แต่ยังรวมถึงการสนับสนุน R&D ในอุตสาหกรรมไฮเทคอย่างเซมิคอนดักเตอร์ การสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด และการพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบ

    หนึ่งในหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การพัฒนาของเวียดนามคือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แม้ปัจจุบันเวียดนามจะมีสัดส่วนแรงงานที่จบการศึกษาในระดับอาชีวะหรือปริญญาตรีน้อยกว่าไทย (13% เทียบกับไทย 21%) แต่พวกเขามีเป้าหมายที่ชัดเจนและจับต้องได้ รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าผลิตบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ถึง 50,000 คน ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยทำงานร่วมกับบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง Samsung และ Marvell เพื่อพัฒนาแรงงานให้พร้อมสำหรับการวิจัยและผลิต ในทางกลับกัน ประเทศไทยมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาบุคลากรปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่กลับขาดความชัดเจนในการนำไปใช้ รายงานระบุว่าในขณะที่เวียดนามเน้นการพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย แต่ของไทยกลับมุ่งเน้นไปที่โครงการอย่าง “ระบบแฟ้มสะสมทักษะรายบุคคลระดับอุดมศึกษา” ซึ่งยังคงเป็นคำถามถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่า

    หากไทยต้องการแข่งขันกับเวียดนามได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการพูดคุยในระดับวิสัยทัศน์ มาสู่การวางแผนระดับโครงการอย่างจริงจัง มีการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม เพื่อเปลี่ยนเงินภาษีให้เป็นอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง

    **กระบองเพชร**

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/63842&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lr64R0_14O8_2bgeRX9ER

  • CEO ซันโทรี่ลาออกหลังถูกสอบสวนคดียาเสพติดญี่ปุ่น

    CEO ซันโทรี่ลาออกหลังถูกสอบสวนคดียาเสพติดญี่ปุ่น

    ทาเคชิ นีนามิ นักธุรกิจชื่อดังของญี่ปุ่นอายุ 66 ปี ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ซันโทรี่ หลังตำรวจเข้าค้นบ้านในคดียาเสพติดผิดกฎหมาย

    โนบุฮิโร โทริอิ ประธานบริษัทซันโทรี่ เปิดเผยในงานแถลงข่าววันอังคารว่า นีนามิถูกตำรวจสอบสวนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เขาซื้อโดยเชื่อว่าถูกกฎหมาย ตำรวจเข้าค้นบ้านในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่นีนามิปฏิเสธข้อกล่าวหาและยังไม่พบยาเสพติดผิดกฎหมาย

    รายละเอียดการสอบสวน

    สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า นีนามิถูกสงสัยในการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มีสาร THC ซึ่งเป็นสารสำคัญในกัญชา จากสหรัฐอเมริกา ระหว่างการค้นบ้าน นีนามิแจ้งตำรวจว่า ผู้หญิงคนหนึ่งที่รู้จักส่งมาให้โดยเขาไม่ได้ขอ

    โทริอิระบุว่า บริษัทตัดสินใจรับการลาออกของนีนามิเมื่อวันจันทร์ หลังการปรึกษาหารือภายหลังเขากลับมาญี่ปุ่น โดยสรุปว่าการกระทำดังกล่าว ขาดคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับตำแหน่ง CEO

    ประวัติการทำงาน

    นีนามิเข้าร่วมซันโทรี่โฮลดิงส์ในปี 2014 หลังดำรงตำแหน่ง CEO ของเครือข่ายร้านสะดวกซื้อลอว์สัน นอกจากนี้เขายังดำรงตำแหน่งหัวหน้าองค์กรล็อบบี้ธุรกิจของประเทศ

    ซันโทรี่เป็นบริษัทเครื่องดื่มชื่อดังระดับโลก มีแบรนด์ที่รู้จักกันดีอย่าง Jim Beam, Laphroaig และ Courvoisier บริษัทเข้าซื้อกิจการผู้ผลิต Jim Beam ในสหรัฐฯ มูลค่า 16 พันล้านดอลลาร์ เพียงไม่กี่เดือนก่อนนีนามิเข้าร่วม

    กฎหมายยาเสพติดในญี่ปุ่น

    ญี่ปุ่นมีกฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวด การครอบครองอาจต้องโทษจำคุก ในปี 2024 อดีต CEO บริษัทโอลิมปัสชาวเยอรมันถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานยาเสพติด ขณะที่ในปี 2017 ผู้บริหารเยอรมันของโฟล์คสวาเกนในสำนักงานโตเกียวถูกจับในข้อหาใช้ยาเสพติด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/suntory-ceo-resigns-japan-drug-investigation&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09GcgETflGLaUq7VWdBVIu

  • เอกชนขอคนดี เก่งกู้เศรษฐกิจ ชี้4เดือนสั้นไป

    เอกชนขอคนดี เก่งกู้เศรษฐกิจ ชี้4เดือนสั้นไป

    เอกชนต้องการ “คนดี-คนเก่ง” มาทำงานช่วงเปลี่ยนผ่าน “นายกฯ” ต้องมีความเป็นผู้นำสูง เร่งช่วยเหลือ SME ที่เปราะบาง ชี้รัฐบาลเฉพาะกิจ 4 เดือนไม่พอฟื้นฟูเศรษฐกิจ “รมช.พาณิชย์”  ยัน​อุบัติเหตุการเมืองไม่ทำเจรจาการค้าสะดุด 

    ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการสานต่อเจรจาการค้าและภาษีสหรัฐอเมริกา หลังเกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองว่า  การเจรจากับสหรัฐ เชิงเทคนิคยังสามารถเจรจาต่อได้ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นเจ้าภาพในการเจรจาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่สามารถดำเนินการต่อได้ แต่ต้องรอนโยบายจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ แต่คาดว่าระหว่างนี้เชิงเทคนิคจะดำเนินการต่อไป

    เมื่อถามว่า สถานการณ์ทางการเมืองไม่มีผลต่อการเจรจาใช่หรือไม่ นายฉันทวิชญ์ยอมรับว่า ใช่ ในช่วงหนึ่งเดือนนี้การเจรจาในเชิงเทคนิคของหน่วยงานภาครัฐไทยและสหรัฐสามารถดำเนินการต่อได้ไม่สะดุด

    เมื่อถามย้ำว่า หากมีรัฐบาลใหม่มา จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมและมีผลต่อการเจรจาหรือไม่ รมช.พาณิชย์กล่าวว่า อาจจะมีบางที่ต้องใช้การตัดสินเชิงนโยบายคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ และรัฐสภาต้องพิจารณา แต่ขอยืนยันว่าการเจรจาระหว่างไทยสหรัฐ ในเชิงเทคนิคสามารถดำเนินการต่อได้แน่นอน

    ส่วนภาษีศุลกากรรายการสินค้าที่จะยกเว้นให้สหรัฐกว่าหมื่นรายการ จะต้องรอ ครม.ชุดใหม่นั้น รมช.พาณิชย์กล่าวว่า ใช่ ซึ่งที่ผ่านมามีการเจรจาในเชิงเทคนิคมาแล้ว​ และขั้นตอนต่อไปก็ต้องผ่าน ครม.ชุดใหม่หรือชุดปัจจุบัน และเข้าสู่สภา​ เพื่อที่จะพิจารณาในรายละเอียดต่อไป​ ยืนยันว่าในเรื่องอัตราภาษี ยังไม่มีผลกระทบในปัจจุบัน

    วันเดียวกัน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้แสดงความคิดเห็นเรื่องนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และ ครม.ชุดใหม่ว่า การได้มาซึ่งนายกฯ และ ครม. คงต้องเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญและกติกาที่มีอยู่  สิ่งสำคัญอยู่ที่การคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมกับงาน มีคุณสมบัติที่ตรงกับหน้าที่ และมีความเข้าใจเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ต้องคัดทั้งคนดีและคนเก่ง มาร่วมทำงาน ในส่วนของ ครม. ควรเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมด้านต่างๆ เช่น การคลัง การลงทุน การค้าทั้งในและระหว่างประเทศ อุตสาหกรรม การศึกษา การพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อให้การดำเนินนโยบายเชิงรับและเชิงรุกเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวให้ฟื้นขึ้น แก้ไขกฎหมายและปรับโครงสร้างภาษีให้ทันสมัย ไม่ซ้ำซ้อน

     “ประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ท้าทายมาก จึงเห็นว่าจำเป็นต้องมีนายกฯ ที่มีความเป็นผู้นำสูง มีวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจน กล้าตัดสินใจ ที่สำคัญต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน ซึ่งเป็นกุญแจหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ รวมทั้งต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เปราะบาง ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศและเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย” นายเกรียงไกรระบุ

    ขณะที่ทีมเศรษฐกิจนั้น ในความคิดเห็นส่วนตัวต้องการได้ดรีมทีมเศรษฐกิจที่แท้จริง ที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทำงานเป็นทีม เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยที่ซบเซามานานให้กลับเข้าสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาคได้อีกครั้ง และก้าวพ้นกับดักความยากจนได้อย่างมั่นคง โดยดรีมทีมควรมาจากพรรคเดียวกัน ภายใต้การนำเดียวกัน เพื่อทำงานได้อย่างสอดคล้อง หากเป็นทีมที่มาจากต่างขั้วทางการเมือง อาจมีวิสัยทัศน์และนโยบายไม่ตรงกัน ต้องมาเริ่มต้นใหม่ ทำให้เสียเวลา เนื่องจากเศรษฐกิจไทยไม่มีเวลาลองผิดลองถูกอีกแล้ว

    อย่างไรก็ตาม หากถามว่ารัฐบาลเฉพาะกาล 4  เดือนเพียงพอหรือไม่ หรือควรอยู่ยาวก่อนยุบสภา มองว่า 4 เดือนถือว่าสั้นเกินไป ทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะการฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่สามารถเห็นผลได้ภายในเวลาสั้นๆ หากรัฐบาลอยู่ต่อเพียง 4 เดือน สิ่งที่จะทำได้จริงคือมาตรการเฉพาะหน้า  เช่น การอัดฉีดเงินหรือการกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่ในมิติของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ต้องใช้ความต่อเนื่องและการดำเนินงานแบบบูรณาการ

    “ดังนั้น จึงเห็นว่าการมีรัฐบาลที่อยู่ต่อในระยะเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้สามารถดำเนินนโยบายเชิงโครงสร้างได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปฏิรูปภาษี การปรับปรุงกฎระเบียบ และการสนับสนุน SMEs รวมถึงสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ลดความผันผวนที่เกิดจากการเมือง และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศและมีเวลาพอที่จะเดินหน้านโยบายระยะยาว เช่น การผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และการดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ” ประธาน ส.อ.ท.ระบุ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/854799/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pKCGC1ZUx9BkvxQAQ0UWE

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 2 ก.ย.68

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 2 ก.ย.68

    2 กันยายน 2568 17:47 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 2 ก.ย.68
     

    – นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เผยว่า ทูตพาณิชย์ได้รายงานผลสำรวจเครื่องดื่มชา ที่มีรสชาติเฉพาะตัวของใบชา อุดมไปด้วยสารสำคัญจากชาธรรมชาติ เช่น โพลีฟีนอล และคาเฟอีนเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์หลากหลาย ให้ความสดชื่น และคุณค่าทางโภชนาการ มีรายงานการวิเคราะห์ตลาดเครื่องดื่มชาของจีนปี 2567-2572 ระบุว่า ในปี 2567 ตลาดเครื่องดื่มชาของจีนมีมูลค่ามากกว่า 3,548 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 6% คาดการณ์ว่าตลาดจะเติบโตอย่างต่อเนื่องทะลุมูลค่า 4,000 ล้านหยวน ภายในปี 2571

    นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า การทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน–อินเดีย (AITIGA) มีความคืบหน้าราว 40% แม้ที่ผ่านมาจะเผชิญความท้าทายจากท่าทีที่แตกต่างกันระหว่างอาเซียนและอินเดีย ล่าสุดมีพัฒนาการชัดเจนในหลายประเด็น เช่น การลดอุปสรรคทางศุลกากร การร่วมมือด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ,มาตรการด้านสุขอนามัยพืชและสินค้าเกษตร รวมถึงการเปิดตลาดสินค้าเพิ่มเติม ซึ่งทั้งหมดจะช่วยให้การค้าโปร่งใส เป็นธรรม และเชื่อมโยงกันมากขึ้น

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดประชุมหารือร่วมกับหอการค้าอังกฤษ-ไทย แบ่งเป็นประเด็น 2 เรื่องสำคัญคือ 1 การรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมาย และทบทวนประเภทธุรกิจ โดยเป็นประเภทธุรกิจที่นักลงทุนต่างด้าวจะเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดี โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวก่อน และ2 กรมฯเปิดใช้งานระบบบริการออนไลน์ยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือ e-Foreign Business ทำให้นักลงทุนสามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยไม่ต้องเดินทางมายื่นเอกสารที่กรมฯ ลดขั้นตอนการเข้ามาติดต่อกับหน่วยงานราชการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/648514&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vQolN0TAmuww9v6MlP2wV

  • สเปนรั้งตำแหน่งผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของยุโรป ติด Top 10 ของโลก

    สเปนรั้งตำแหน่งผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของยุโรป ติด Top 10 ของโลก

    อุตสาหกรรมยานยนต์ของสเปนยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ แม้เผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (zero-emission) และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและการค้า

    อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นกุญแจสำคัญต่อโครงสร้างการผลิตของประเทศ ไม่เพียงแต่มีส่วนช่วยต่อการเติบโตของ GDP และการสร้างงานเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยเชิงบวกต่อดุลการค้าและศักยภาพด้านนวัตกรรมที่สูง ด้วยโรงงานผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นระบบอัตโนมัติ รวมถึงแรงงานที่มีทักษะสูง ภาคส่วนนี้จึงมีบทบาทสำคัญในระดับโลก หลังจากผ่านพ้นสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเห็นได้จากปัญหาอุปทานในตลาดต่างประเทศสำหรับปัจจัยการผลิต ที่จำเป็น เช่น ไมโครชิปและเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงราคาและอัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้น ภาคส่วนนี้กำลังแสวงหาตำแหน่งในระบบนิเวศยานยนต์ระดับโลกใหม่ ในช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสู่การใช้พลังงานไฟฟ้ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวด อนาคตของภาคส่วนนี้อยู่ที่การพัฒนาและการนำกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงซึ่งเชื่อมโยงกับยานยนต์ไร้คนขับ การเชื่อมต่อ และยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ 

    จากรายงานประจำปี 2024 โดยสมาคมผู้ผลิตรถยนต์และรถบรรทุกแห่งสเปน (ANFAC) ระบุว่า บริษัทในเครือสมาคมสามารถสร้างรายได้รวม 76,855 ล้านยูโร แม้ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้าราว 2% แต่ยังสะท้อนถึงเสถียรภาพและความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจน โดยมีรายได้สุทธิรวม 2,018 ล้านยูโร และในปีก่อนหน้าสเปนผลิตรถยนต์ได้มากกว่า 2.45 ล้านคัน เป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสองของยุโรป รองจากเยอรมนี อีกทั้งยังเป็นผู้ผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์รายใหญ่ที่สุดในยุโรป เป็นผู้ผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรายใหญ่อันดับสอง และเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่อันดับสี่ของโลก

    รูปภาพ3.png

    ลงทุนต่อเนื่อง-จ้างงานมั่นคง

    อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเป็นหนึ่งในภาคการผลิตที่ลงทุนมากที่สุดทั้งในสเปนและยุโรป โดยในปี 2024 มีการลงทุนรวม 2,434 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 2.6% จากปีก่อนหน้า และยังเป็นหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมที่มีเสถียรภาพด้านการจ้างงาน โดยมีการจ้างงานโดยตรงถึง 57,189 ตำแหน่ง

    ในแง่ของภาพรวมเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมนี้มีส่วนช่วยสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจสเปนถึง 39,838 ล้านยูโรในปี 2024 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 1.7% จากปี 2023 โดยในจำนวนนี้ 6,052 ล้านยูโรเป็นรายได้จากภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อรถยนต์ใหม่ เพิ่มขึ้นถึง 7.5%

    นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมมากที่สุดในระบบเศรษฐกิจ มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูง โดยมีหุ่นยนต์อุตสาหกรรม 1,199 ตัวต่อพนักงาน 10,000 คน ต่ำกว่าเยอรมนีเพียงเล็กน้อย (1,213 ตัว) ส่งผลให้เป็นภาคส่วนธุรกิจที่มีประสิทธิผลมากที่สุดในยุโรป โดยพนักงานแต่ละคนผลิตรถยนต์ได้เฉลี่ย 15.5 คันต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรปถึงสามเท่าในเศรษฐกิจของสเปน 

    ภาคยานยนต์ของสเปนมุ่งเน้นการส่งออกเป็นอย่างมาก โดยในปี 2567 (ข้อมูลสะสม 12 เดือนจนถึงเดือนสิงหาคม) พบว่า 89.4% ของยานยนต์ที่ผลิตในสเปนมีจุดหมายปลายทางที่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นแม้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา (+จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2557-2562) ในแง่ของมูลค่า การส่งออกของภาคยานยนต์ (CNAE 29) มีมูลค่า 62.184 พันล้านยูโรต่อปีจนถึงเดือนกรกฎาคม คิดเป็น 16.3% ของการส่งออกสินค้าทั้งหมด และ 4.0% ของ GDP การส่งออกของภาคยานยนต์ประมาณสองในสามมีจุดหมายปลายทางที่พันธมิตรในสหภาพยุโรปของเรา ซึ่งส่วนใหญ่คือฝรั่งเศสและเยอรมนี

    รูปภาพ4.jpg

    รถยนต์ยังคงเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่ง

    ในปี 2024 รถยนต์ยังคงเป็นสินค้าที่สร้างดุลการค้าเชิงบวกให้แก่สเปนมากที่สุด โดยมูลค่ารวมจากการส่งออกสุทธิอยู่ที่ 15,991 ล้านยูโร José López-Tafall ผู้อำนวยการใหญ่ของ ANFAC กล่าวระหว่างการนำเสนอรายงานว่า “สเปนยังคงครองตำแหน่งผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของยุโรป และติด 1 ใน 10 ของโลก อุตสาหกรรมนี้ถือเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและยุโรป อีกทั้งยังเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของภาครัฐผ่านการจัดเก็บภาษี หากเราต้องการสนับสนุนการพัฒนาประเทศในระยะยาว เราก็ต้องสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมนี้ด้วย” ทั้งนี้ 89.4% ของยานยนต์ที่ผลิตในสเปนมีจุดหมายปลายทางที่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นแม้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา (+จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2557-2562) ในแง่ของมูลค่า การส่งออกของภาคยานยนต์ (CNAE 29) มีมูลค่า 62.184 พันล้านยูโรต่อปีจนถึงเดือนกรกฎาคม คิดเป็น 16.3% ของการส่งออกสินค้าทั้งหมด และ 4.0% ของ GDP การส่งออกของภาคยานยนต์ประมาณสองในสามมีจุดหมายปลายทางที่พันธมิตรในสหภาพยุโรปของเรา ซึ่งส่วนใหญ่คือฝรั่งเศสและเยอรมนี

    ยอดขายรถใหม่ทะลุ 1 ล้านคันครั้งแรกในรอบ 5 ปี 

    ปี 2024 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สเปนมียอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลทะลุ 1 ล้านคันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 เพิ่มขึ้น 7.1% จากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังคงต่ำกว่าระดับก่อนเกิดโควิด โดยยอดขายลดลงจากปี 2019 ถึง 20% ขณะเดียวกัน ยอดการผลิตรถยนต์รวมในปี 2024 ก็หดตัวลง 3% อยู่ที่ 2.3 ล้านคัน

    López-Tafall กล่าวเพิ่มเติมว่า

    “สเปนในฐานะประเทศอุตสาหกรรมลำดับที่ 4 ของยุโรป ควรมีตลาดรถยนต์นั่งที่มียอดขายระหว่าง 1.2–1.3 ล้านคันต่อปี การฟื้นตัวให้กลับสู่ระดับก่อนโควิดจึงไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่ยังส่งผลต่อความปลอดภัยทางถนนและการลดมลพิษด้วย เพราะหากไม่สามารถทดแทนรถเก่าได้เพียงพอ ย่อมส่งผลลบต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย”

    รูปภาพ5.png

    รถยนต์พลังงานไฟฟ้ายังโตไม่ถึงเป้า

    ด้านตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในปี 2024 มีตัวเลขลดลงเล็กน้อย (-0.4%) โดยมียอดขายรวม 124,176 คัน (รวมรถยนต์นั่งไฟฟ้า-ปลั๊กอิน, รถเพื่อการพาณิชย์, รถบรรทุก และรถโดยสาร) ปัจจัยหลักมาจากยอดขายของรถพาณิชย์ไฟฟ้าที่หดตัวลงถึง 27.9% ขณะที่รถประเภทอื่นอย่างรถยนต์นั่ง (+1.9%), รถบรรทุก (+11.4%) และรถโดยสาร (+24.5%) ยังเติบโต ในจำนวนนี้ 115,948 คันเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล คิดเป็น 11.4% ของตลาดรวม ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษของสหภาพยุโรปในปี 2024 ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 20.7%

    สถิติการส่งออกสินค้าจากประเทศไทยที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์

    จากสถิติกระทรวงพาณิชย์ล่าสุดเดือนกรกฎาคม 2568 พบว่าใน 10 อันดับสินค้าส่งออกของไทยไปยังตลาดสเปน เป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ถึง 3 รายการ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง ยางพารา รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และจักรยานยนต์และส่วนประกอบ 

    สินค้า

    มูลค่า (ล้านสรอ.)

    2567

    มูลค่า (ล้านสรอ.)

    2568 (ม.ค. – ก.ค.)

    อัตราการขยายตัว (%)

    2568 (ม.ค. – ก.ค.)

    เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ

    188.74

    113.47

    -15.91

    ผลิตภัณฑ์ยาง

    119.55

    70.98

    0.86

    ยางพารา

    122.17

    64.73

    -8.79

    เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ ส่วนประกอบ

    72.42

    45.11

    370.69

    รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

    74.89

    44.3

    17.26

    เคมีภัณฑ์

    74.33

    41.61

    -8.83

    รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ

    38.25

    28.42

    30.99

    เครื่องนุ่งห่ม

    17.44

    24.89

    113.1

    อัญมณีและเครื่องประดับ

    40.88

    24.39

    8.36

    เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์

    20.26

    18.21

    84.17

    รูปภาพ6.png

    ข้อคิดเห็นของ สคต. 

    ไทยและสเปนมีศักยภาพในการเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่การผลิตยานยนต์เพื่อป้อนสู่ตลาดโลก โดยแต่ละฝ่ายมีจุดแข็งและมีข้อได้เปรียบในระดับภูมิภาค ปัจจุบันประเทศคู่แข่งของไทยให้ความสำคัญกับตลาดสเปนมากขึ้นจึงพบการเยือนและการบุกตลาดเชิงรุก ไทยจึงควรเร่งช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดไม่ให้เสียโอกาสโดยอาจพิจารณาจัดคณะผู้แทนการค้าภาคเอกชนเข้าพบหอการค้าเมืองสำคัญ อาทิ บาร์เซโลนา บายาโดลิด บาสก์ ซาราโกซา บิโก ฯลฯ 

    ที่มา ICEX / Caixabank / กระทรวงพาณิชย์

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด

    กันยายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/qeoqhvc15u00f01phdkq6tj3&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ReInE_20qoK20BViecSft

  • ย่านเศรษฐกิจ ‘หล่มสัก’ นำเริ่มลด พื้นที่รอบนอกรับน้ำต่อ

    ย่านเศรษฐกิจ ‘หล่มสัก’ นำเริ่มลด พื้นที่รอบนอกรับน้ำต่อ

    วันนี้ (2 ก.ย.68) ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา คุณเบนซ์ พรชัย ผู้สื่อข่าวเวิร์คพอยท์ ได้ลงพื้นที่สำรวจและรายงานความคืบหน้าล่าสุดในย่านเศรษฐกิจ ตลาดหล่มสัก อ.หล่มสัก พบว่าเช้านี้ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้วบางจุด ขณะที่ประชาชนบางส่วนเริ่มทยอยทำความสะอาดบ้านเรือนของตนเอง พร้อมกับติดตามเฝ้าสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

    ที้งนี้ในหลายพื้นที่ในเขตอำเภอหล่มสักเริ่มได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่รอบนอกที่รับน้ำต่อจากอำเภอหล่มสัก เช่น ตำบลตาลเดียว และตำบลปากดุก ล่าสุดระดับน้ำเริ่มท่วมสูงขึ้น มีบ้านเรือนและ พื้นที่เกษตรกรรม ถูกน้ำท่วมสูง ล่าสุดระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    สำหรับน้ำท่วมจังหวัดเพชรบูรณ์ น้ำท่วมครั้งนี้ พบว่ามีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 5 อำเภอ 23 ตำบล 112 กระทบ 7,747 ครัวเรือนหนักสุดคือ เทศบาลเมืองหล่มสักมี 11 ชุมชนได้รับผลกระทบ และบ้านเรือนร้านค้าถูกน้ำท่วมมากกว่า 5000 หลังคาเรือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/slide/disaster/NKKlY5Ata&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MfDKUft8jVpQg9ewEzxOB

  • “น้ำ” เพื่อเศรษฐกิจมั่นคง กรมชลฯ เดินหน้าบริหารจัดการน้ำหนุน EEC

    “น้ำ” เพื่อเศรษฐกิจมั่นคง กรมชลฯ เดินหน้าบริหารจัดการน้ำหนุน EEC

    น้ำเพื่อเศรษฐกิจและความมั่นคง กรมชลประทานกับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC

    การบริหารจัดการน้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไม่ใช่เพียงภารกิจเชิงเทคนิค หากแต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเกษตร อุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เศรษฐกิจชั้นนำของประเทศ พื้นที่ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ถือเป็น “หัวใจอุตสาหกรรมไทย” ที่มีทั้งนิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือ การท่องเที่ยว และการเกษตรขนาดใหญ่ จึงทำให้ “น้ำ” คือปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนทุกภาคส่วน

    เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 กรมชลประทานนำโดย นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 พร้อมคณะผู้บริหาร ได้จัดสื่อมวลชนสัญจร เพื่อติดตามและรายงานความก้าวหน้าการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยลงพื้นที่อ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล (จ.ระยอง) และอ่างเก็บน้ำบางพระ (จ.ชลบุรี) เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน เกษตรกร และนักลงทุนว่าพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญนี้จะมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ

    สถานการณ์น้ำและการจัดสรรในปัจจุบัน

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 58 แห่งในภาคตะวันออก มีปริมาณน้ำรวม 1,344 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือราว 53% ของความจุอ่างรวมกัน การบริหารจัดการน้ำถูกออกแบบให้เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงถึงกัน สามารถสูบผันน้ำระหว่างอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติต่าง ๆ เพื่อกระจายความมั่นคงด้านน้ำทั่วทั้งภูมิภาค

    จนถึงขณะนี้มีผลการสูบน้ำโครงข่ายบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกดังนี้

    1. สูบผันน้ำจากคลองพระองค์ฯและคลองชลประทานพานทอง มาเติมน้ำต้นทุนในอ่างฯบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวมประมาณ 35.4 ล้านลบ.ม.

    2. สูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง มาเติมน้ำต้นทุนให้อ่างฯบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวม 3.1 ล้านลบ.ม.

    3. สูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 27.44 ล้านลบ.ม.

    4. สูบผันน้ำกลับจากคลองสะพานไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ ปริมาณน้ำสะสมรวม 7.8 ล้านลบ.ม.

    5. สูบผันน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ เพื่อไปเสริมน้ำต้นทุนให้กับอ่างฯหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 20.17 ล้านลบ.ม.

    6. สูบผันน้ำกลับจากวัดละหารไร่ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 1.58 ล้านลบ.ม.

    ซึ่งถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการผลิตน้ำประปา รักษาระบบนิเวศ การเกษตรและภาคอุตสหกรรม ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) ได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี

    วิสัยทัศน์การพัฒนาน้ำระยะยาว

    เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัว กรมชลประทานได้เดินหน้าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตั้งแต่ปี 2563–2580 รวม 39 โครงการ ประกอบด้วย

    • การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่
    • การปรับปรุงเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม
    • การสร้างโครงข่ายสูบผันน้ำและระบบสูบน้ำกลับ
    • การขุดลอกลำน้ำและการใช้พื้นที่ลุ่มต่ำ

    จนถึงปัจจุบันแล้วเสร็จแล้ว 17 โครงการ อยู่ระหว่างดำเนินการ 6 โครงการ และรอการขับเคลื่อนอีก 16 โครงการ หากทั้งหมดสำเร็จ จะสามารถเพิ่มน้ำต้นทุนได้ถึง 909 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะเป็น “หลักประกันน้ำ” ให้ทั้ง EEC และพื้นที่ใกล้เคียง

    มิติของความยั่งยืนและการแก้ปัญหาภัยแล้ง

    นายทินกร เหลือล้น ชี้ว่า การบริหารจัดการน้ำไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างแหล่งเก็บน้ำ แต่ต้องอาศัยการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์และนวัตกรรม กรมชลประทานจึงได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยเน้น 3 แกนหลักคือ

    1. การใช้ศักยภาพลุ่มน้ำอย่างสมดุล – กระจายความต้องการและศักยภาพน้ำแต่ละลุ่มน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    2. การบูรณาการทุกภาคส่วน – เชื่อมความร่วมมือภาครัฐ เอกชน และประชาชน พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน

    3. การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม – นำระบบดิจิทัลและโซลูชันใหม่ ๆ เข้ามาช่วยติดตาม วิเคราะห์ และบริหารจัดการน้ำแบบเรียลไทม์

    เป้าหมายไม่ใช่เพียงการ “แก้ปัญหาน้ำขาด” แต่เพื่อสร้าง ระบบน้ำที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ลดความเสี่ยงจากภัยแล้งและน้ำท่วม และคงไว้ซึ่งความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว

    “น้ำ” หัวใจของ EEC และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    พื้นที่ EEC ไม่เพียงเป็นฐานอุตสาหกรรมและการลงทุนระดับโลก แต่ยังเป็นแหล่งเกษตรกรรมและท่องเที่ยวสำคัญของไทย ความมั่นคงด้านน้ำจึงเท่ากับการสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้แก่ทั้งประชาชนและนักลงทุนว่าพื้นที่นี้พร้อมรองรับการขยายตัวอย่างยั่งยืน

    การบริหารจัดการน้ำเชิงรุกของกรมชลประทานจึงเปรียบเสมือน “ระบบประกันภัยเศรษฐกิจ” ที่ช่วยให้การผลิตอุตสาหกรรมไม่สะดุด การเกษตรไม่ขาดน้ำ การท่องเที่ยวไม่เสียสมดุล และที่สำคัญคือสร้างหลักประกันด้านคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนทุกกลุ่ม

    รู้จัก “อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล” แหล่งน้ำสำคัญของระยอง

    เดิมทีจังหวัดระยองมีอ่างเก็บน้ำหลักเพียงแห่งเดียว คือ อ่างเก็บน้ำดอกกราย ซึ่งมีขนาดเล็กและไม่สามารถกักเก็บน้ำได้เพียงพอต่อความต้องการในพื้นที่ ไม่ว่าจะเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร หรือการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

    เพื่อตอบโจทย์ความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้น จึงได้มีการสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งใหม่ขึ้นในบริเวณใกล้เคียง ห่างจากอ่างเก็บน้ำดอกกรายออกไปประมาณ 5 กิโลเมตร อ่างแห่งนี้คือ “อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล”

    การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2533 และแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2536 โดยอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลถูกสร้างขึ้นเพื่อดักเก็บน้ำจากลำห้วยคลองใหญ่ ซึ่งเป็นลำห้วยสาขาทางตอนเหนือของแม่น้ำระยอง

    พื้นที่อ่างเก็บน้ำมีขนาด 22.89 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่รับน้ำฝนกว่า 408 ตารางกิโลเมตร น้ำทั้งหมดที่ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำนี้มาจากน้ำฝนในพื้นที่ลุ่มรับน้ำโดยตรง เนื่องจากบริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำเป็นพื้นที่ราบ ไม่มีภูเขาและป่าไม้ จึงไม่มีแหล่งต้นน้ำธรรมชาติให้พึ่งพาได้ ทำให้อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลต้องฝากความหวังไว้กับปริมาณฝนที่ตกลงมาเพียงอย่างเดียว

    อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลจึงเปรียบเสมือน “คลังน้ำ” ที่รองรับความต้องการของคนระยองและอุตสาหกรรมในพื้นที่ แม้จะต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก แต่ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออกจนถึงปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729746&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26J9TbDRxLFSyKlXzoG_T7

  • เอกชน เรียกร้องรัฐบาลใหม่ออกมาตรการกระตุ้น ฟื้นฟูเศรษฐกิจทันที

    เอกชน เรียกร้องรัฐบาลใหม่ออกมาตรการกระตุ้น ฟื้นฟูเศรษฐกิจทันที

    เอกชน เรียกร้องรัฐบาลใหม่ออกมาตรการกระตุ้น ฟื้นฟูเศรษฐกิจทันที

    การยุบสภาในช่วงเวลานี้ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในแง่ของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการในหลายภาคส่วนต่างคาดการณ์ว่าอาจทำให้เศรษฐกิจของประเทศซึมลงไปมากขึ้น โดยเฉพาะภาคธุรกิจร้านอาหารที่เป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหาหนัก

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ โดยเผยถึงมุมมองและข้อเสนอเกี่ยวกับการยุบสภาและความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ที่สามารถช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพว่า 

    ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยุบสภาในช่วงนี้ มองว่าการยุบสภาและการเลือกตั้งในช่วงเวลานี้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในด้านการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะสั้น เนื่องจากรัฐบาลที่ไม่มั่นคงและไม่มีความชัดเจนอาจทำให้เกิดการชะงักงันในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ

    ปัญหาที่สำคัญ

    1.ภาคธุรกิจ: ในภาคธุรกิจหลาย ๆ กลุ่ม เช่น ร้านอาหารและอสังหาริมทรัพย์ กำลังเผชิญกับการลดลงของกำลังซื้อของผู้บริโภค ภาคธุรกิจเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและการขาดแคลนการสนับสนุนจากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

    2.การท่องเที่ยว: แม้ว่าการท่องเที่ยวจะเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศไทย แต่ตัวเลขการท่องเที่ยวในปีนี้ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการลดลงของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อร้านอาหารและธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล

    3.ส่งออก: อีกปัจจัยคือการที่ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการส่งออกที่ไม่เติบโตตามเป้าหมาย รวมถึงราคาสินค้าที่สูงขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจทำให้ผู้ส่งออกของไทยยากที่จะแข่งขันในตลาดโลก

    การลดลงของกำลังซื้อ เป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่ประเทศกำลังเผชิญ ซึ่งในปีที่แล้วยังคงมีการจับจ่ายใช้สอยในระดับที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในภาคธุรกิจร้านอาหารและอสังหาริมทรัพย์ แต่ในปีนี้ การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งทำให้หลายธุรกิจไม่สามารถทำกำไรได้ตามที่คาดหวังไว้

    ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการจับจ่ายในประเทศ

    1.การลดลงของนักท่องเที่ยว

    จำนวนของนักท่องเที่ยวที่มาถึงไทยในปีนี้ยังไม่สามารถกลับมาสู่ระดับเดิมได้ โดยตัวเลขนักท่องเที่ยวในช่วงปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 60,000 – 70,000 คนต่อวัน ซึ่งน้อยกว่าปีก่อนที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาถึงกว่า 90,000 คนต่อวัน

    2.การส่งออกที่ไม่ดี

    การส่งออกของไทยในปีนี้ยังไม่เติบโตตามที่คาดหวัง ทำให้ภาคการผลิตและการส่งออกของไทยมีรายได้ลดลง

    3.การไม่กระตือรือร้นของภาคอสังหาริมทรัพย์

    ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไทยเริ่มชะลอตัวลงอย่างมาก โดยโครงการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมีจำนวนที่น้อยลงและหลายโครงการต้องหยุดชะงัก เนื่องจากขาดแคลนเงินทุนและกำลังซื้อจากผู้บริโภค

    นางฐนิวรรณ กล่าวย้ำว่า รัฐบาลเฉพาะกาลที่อาจจะอยู่ในตำแหน่งเพียง 4 เดือนนั้น อาจไม่เพียงพอที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาได้อย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลเฉพาะกาลนั้นอาจไม่มีความมั่นคงเพียงพอในการดำเนินการที่สำคัญและเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว

    เชื่อว่า รัฐบาลที่เข้ามามีเสถียรภาพ และสามารถดำเนินการทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ จะต้องมาพร้อมกับ นโยบายที่ชัดเจนและมีการสนับสนุน จากภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะการสนับสนุนจากรัฐบาลในเรื่องของการช่วยเหลือภาคธุรกิจและประชาชน เช่น การคืนภาษี หรือการจัดตั้งโครงการที่ช่วยให้คนมีแรงจูงใจในการใช้จ่ายมากขึ้น

    นางฐนิวรรณได้กล่าวถึงความคาดหวังต่อ นายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรี ที่จะเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยระบุว่าผู้ที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งต้องมีความสามารถในการจัดการปัญหาทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างนโยบายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาคธุรกิจร้านอาหารที่กำลังเผชิญกับปัญหาหนัก เช่น ปัญหาการลดลงของกำลังซื้อ การขึ้นราคาค่าใช้จ่าย และการชะลอตัวของการลงทุนในภาคต่าง ๆ

    ยกตัวอย่าง โครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการอย่างดี โดยเฉพาะจากร้านอาหาร เนื่องจากเป็นโครงการที่สามารถช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม โดยการให้รัฐบาลช่วยแบ่งจ่ายค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน ซึ่งเป็นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและช่วยให้ร้านอาหารสามารถขายสินค้าหรือบริการได้มากขึ้น

    “ทั้งนี้ควรปรับปรุงเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเน้นที่การพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืน และ สนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ โดยการเน้นสนับสนุนภาคการผลิตที่เน้นนวัตกรรมและการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งสามารถนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต”

    นางฐนิวรรณกล่าวทิ้งท้ายว่า การเลือกตั้งและการได้รัฐบาลใหม่ ที่มี ความมั่นคง จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวจากวิกฤติในปัจจุบันได้ โดยการดำเนินนโยบายที่ตรงกับความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมามีความแข็งแรงและมีการหมุนเวียนที่ดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637750&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3535aDAEXpzRT92R-hzsve