Category: เศรษฐกิจ

  • อสังหาฯ ชงคลัง 3 มาตรการ

    อสังหาฯ ชงคลัง 3 มาตรการ

    สมาคมธุรกิจอสังหาฯ คัด 3 มาตรการ “บิ๊กวิน” หลังหารือเชิงสร้างสรรค์กับ ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ชี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพยุงตลาดที่อยู่อาศัยท่ามกลางภาระหนี้ครัวเรือนสูง และความเปราะบางทางเศรษฐกิจ

       บนเส้นทางฟื้นฟูตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ยังเต็มไปด้วยแรงต้านจากหนี้ครัวเรือนระดับสูงและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่แม้จะเริ่มฟื้นตัวแต่ยังไม่แน่นหนาพอ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญอีกวันหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการ เมื่อสามสมาคมอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ได้เข้าหารือกับฝ-ายนโยบายของรัฐบาล นำโดย ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เพื่อคัด “3 มาตรการบิ๊กวิน” จากข้อเสนอเดิม 6 ประเด็น ก่อนเตรียมยื่นหนังสือฉบับใหม่ต่อกระทรวงการคลังในอนาคต

       นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ได้เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า บรรยากาศในการเข้าพบครั้งนี้ค่อนข้างเป็นการประชุมที่สร้างสรรค์ (Constructive meeting) และมีท่าทีในการตอบรับที่ดี ทั้งนี้ ฝ-ายรัฐบาลต้องการให้ข้อเสนอถูกจัดลำดับใหม่ เหลือเพียงสิ่งที่ “จำเป็นที่สุด ทำได้ทันที และส่งผลระยะยาวต่อโครงสร้างตลาด” ซึ่งไม่ใช่เพียงมาตรการแก้ปัญหาปีต่อปีแบบในอดีต โดยการคัด 3 มาตรการในครั้งนี้จึงเสมือนการลำดับความสำคัญของมาตรการที่จะรักษาการหมุนของตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงชะลอตัว และเป็นสิ่งที่ภาครัฐพร้อมเดินหน้าจริงในเชิงนโยบาย โดย 3 มาตรการฟื้นตลาด ซึ่งทั้งสามสมาคมฯยืนยันร่วมกันว่ามีผลเชิงโครงสร้างที่สุด ได้แก่ 1) การขยายเวลาลดค่าธรรมเนียมการโอน-จดจำนอง 2) โปรแกรมรวมหนี้เพื่อช่วยลดภาระผ่อน และ 3) ระบบประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ให้ บสย. เข้ามามีบทบาท เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ธนาคารในการปล่อยกู้ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่เพื่อยืดลมหายใจให้ประชาชนที่กำลังรับมือกับดอกเบี้ยสูงและค่าใช้จ่ายรายเดือนที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องในรอบหลายปีที่ผ่านมา

       มาตรการที่ถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับต้นคือการขอ ขยายเวลาลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองอีกหนึ่งปี จากเดิมที่จะสิ้นสุดมิถุนายน 2569 ออกไปเป็นมิถุนายน 2570 มาตรการนี้กลายเป็นการกระตุ้นสำคัญของตลาดช่วงสองปีที่ผ่านมา เพราะช่วยให้ผู้ซื้อบ้านระดับ 1-7 ล้านบาทเข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้นโดยมีภาระต้นทุนวันโอนลดลงอย่างมาก

       นายสุนทรอธิบายว่ารูปแบบใหม่ที่เสนอให้รัฐบาลคือ ให้ครอบคลุมทุกยูนิต แต่ลดเฉพาะมูลค่า 7 ล้านบาทแรก เช่น บ้านราคา 10 ล้านบาท ผู้ซื้อก็ยังได้รับสิทธิ์ลดค่าธรรมเนียม 0.01% ในส่วน 7 ล้านบาทแรก ส่วนที่เกินจะกลับไปใช้อัตราค่าธรรมเนียมตามเดิม เพื่อไม่ให้มาตรการเบี่ยงเบนตลาดหรือเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มรายได้สูงเกินความจำเป็น

       อีกหนึ่งในปัญหาเชิงระบบที่เป็นตัวฉุดเศรษฐกิจช่วงหลายปีมานี้คือภาระหนี้ของประชาชนที่ส่วนใหญ่เป็น “หนี้ระยะสั้นดอกเบี้ยสูง” ตั้งแต่บัตรเครดิต หนี้เช่าซื้อรถ ไปจนถึงสินเชื่ออเนกประสงค์ ซึ่งกินสภาพคล่องรายเดือนจนประชาชนจำนวนมากไม่สามารถขยับมาซื้อบ้านหรือแม้แต่รักษาวินัยทางการเงินได้

       ข้อเสนอที่สองจึงมุ่งตรงไปที่การให้ธนาคารทำ Debt Consolidation Program ที่เปลี่ยนหนี้ระยะสั้นเหล่านั้นให้กลายเป็น “หนี้ระยะยาว” โดยเอาบ้านเป็นหลักประกัน ข้อดีคือดอกเบี้ยลดลงทันทีจากระดับ 12-18% มาอยู่ในกรอบดอกเบี้ยบ้านที่ต่ำกว่ามาก ทำให้ผู้ซื้อมีความสามารถชำระหนี้ได้จริง และไม่หลุดจากระบบสินเชื่อ

       อย่างไรก็ตาม การรวมหนี้อาจทำให้ เจ้าหนี้เดิม เช่น บริษัทบัตรเครดิต หรือไฟแนนซ์รถยนต์ เสียประโยชน์ เพราะไม่ได้รับดอกเบี้ยสูงอย่างเคย แต่ในมุมมองของนายสุนทร ระบุว่าสิ่งนี้จะช่วย “รีสตาร์ต” ระบบได้มากกว่า และทำให้ครัวเรือนไทยกลับมามีศักยภาพซื้อที่อยู่อาศัยอีกครั้ง

       กรณีติดเครดิตบูโรเกิน 90 วันก็เป็นอีกประเด็นที่สมาคมเสนอให้รัฐบาลพิจารณา หากลูกค้าชำระหนี้ค้างทั้งหมดแล้ว ควรได้รับสิทธิ์เข้าสู่กระบวนการพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ทันที ไม่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูประวัติยาวนานจนโอกาสหลุดลอย

       อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญคือข้อเสนอให้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ประกันความเสี่ยงให้ธนาคารพาณิชย์บางส่วน เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อบ้าน โดยรูปแบบที่หารือคือให้ บสย. ประกัน เพียง 20% แรกของวงเงิน ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยงที่สุดของลูกหนี้ในช่วง 4-5 ปีแรกที่ภาระทางการเงินยังสูง

       สิ่งที่น่าสนใจคือการหารือกับ บสย. มีท่าทีตอบรับเชิงบวก พร้อมย้ำว่าหากสินทรัพย์นั้นเป็นประเภท Generate Income การเข้าข่ายพิจารณาประกันจะง่ายกว่า เช่น ตึกแถว Home Office ร้านเสริมสวย หรือสำนักงานที่ใช้ที่อยู่อาศัยในการประกอบธุรกิจจริง แต่ไม่รวมถึงการปล่อยเช่าเพื่อเก็งกำไรเฉย ๆ เท่านั้น

       โดยมาตรการนี้ถูกมองว่าเป็นโครงสร้างยาว เพราะหากรัฐเดินหน้าเต็มรูปแบบ จะช่วยให้ประชาชนที่รายได้ผันผวนหรือผู้เริ่มต้นชีวิตการทำงานสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัยได้เร็วขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงในระบบสถาบันการเงินควบคู่กันไป

       นอกจาก 3 มาตรการหลักแล้ว อีกมาตรการระยะสามสมาคมฯ ยังคงเตรียมผลักดันเพิ่มเติมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปในอนาคต ได้แก่ การขยายสิทธิการเช่า (Leasehold) จาก 30 ปีเป็น 60 ปี ซึ่งเป็นอำนาจของกรมที่ดิน โดยมองว่าจะช่วยให้ผู้เช่าสามารถนาสัญญาเช่าไปใช้เป็นหลักประกันกับธนาคารได้สะดวกขึ้น สำหรับการลดดอกเบี้ยและการปรับโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยแบบ Risk-based Pricing ซึ่งอยู่ในอำนาจของกนง. และธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งสองเรื่องนี้เป็นมาตรการที่มีผลต่อโครงสร้างตลาดในระยะยาว แต่คาดว่าจะต้องใช้เวลาผลักดันมากกว่าชุดมาตรการหลักที่สามารถดำเนินการได้ทันทีหากได้รับความเห็นชอบจากภาครัฐ

       รวมถึง มาตรการ LTV (Loan-toValue) ที่หลายฝ-ายจับตาว่าจะมีการคลายเพิ่มอีกหรือไม่ นายสุนทรย้ำชัดว่าประเด็น LTV จะนำไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยหลังจากประเมินผลการผ่อนคลายมาตรการที่จะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2569 ต่อไปเช่นเดียวกัน

       ภาพรวมการหารือครั้งนี้สะท้อนความพยายามของทั้งภาคเอกชนและรัฐบาลในการ “จัดลำดับความสำคัญ” ให้เหลือเฉพาะมาตรการที่ส่งแรงกระตุ้นสูงสุดต่อระบบ ทั้งด้านกำลังซื้อประชาชน สภาพคล่องธนาคาร และความมั่นคงของตลาดที่อยู่อาศัยในระยะยาว

       นายสุนทร สถาพร ย้ำว่าหากรัฐบาลรับข้อเสนอทั้ง 3 ข้อนี้ได้ทันในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 ตลาดอสังหาฯ ไทยจะเริ่มกลับมาหายใจคล่องขึ้นอีกครั้งในปี 2570 เพราะทั้งมาตรการต้นทุนวันโอน การบรรเทาหนี้ และการประกันสินเชื่อจะช่วยเปิดประตูให้ประชาชนจำนวนมากที่ “เกือบซื้อได้ แต่ติดภาระรายเดือน” ได้กลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นตัวชี้ชะตาว่าการฟื้นตัวเชิงโครงสร้างของตลาดอสังหาฯไทยในปี 2570 ต่อไปในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://reic.or.th/News/RealEstate/470445&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xKOrR9ITxNuFAPtQZh15R

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.28 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 32.31 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ทะลุโซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.24-32.33 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด โดยเฉพาะในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ (โอกาสลดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 82%) จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาแย่กว่าคาด อาทิ ยอดค้าปลีกเดือนกันยายน ที่ขยายตัว +0.2% จากเดือนก่อนหน้า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) เดือนพฤศจิกายน ก็ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 88.7 จุด นอกจากนี้ รายงานข่าวที่ระบุว่า Kevin Hassett ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว และเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มเป็นตัวเต็งในการดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนถัดไป (ตลาดพนัน Polymarket ประเมินโอกาสราว 55%) ก็มีส่วนทำให้ผู้เล่นในตลาดเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท ก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังราคาทองคำ (XAUUSD) เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways กดดันโดย ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมที่ได้รับอานิสงส์จากการทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด ขณะเดียวกัน โฟลว์ธุรกรรมซื้อน้ำมันดิบ หลังราคาน้ำมันดิบได้ทยอยปรับตัวลดลงในช่วงนี้ ตามพัฒนาการของการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงแรงซื้อเงินดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนของผู้เล่นในตลาด ก็มีส่วนชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเช่นกัน

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันบ้าง หลังหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Nvidia -2.6% เผชิญแรงขายออกมาบ้าง อีกทั้งบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงานก็ปรับตัวลดลง Exxon Mobil -1.3% ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.91% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.67%

    ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.91% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นอังกฤษ อย่างกลุ่มสถาบันการเงินและกลุ่มค้าปลีก ก่อนที่จะรับรู้แผนงบประมาณของรัฐบาลอังกฤษในวันที่ 26 พฤศจิกายน นี้ ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนการเก็บภาษีในหลายส่วน นอกจากนี้ ความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดที่สูงขึ้น ก็มีส่วนช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรปเช่นกัน

    ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงเข้าใกล้ระดับ 4.00% หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาแย่กว่าคาด และแนวโน้มที่ Keven Hassett (ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว ซึ่งอาจเรียกได้ว่า เป็นมือขวาด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์) เป็นตัวเต็งในการดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนถัดไป ทว่าการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็ถูกชะลอลงบ้าง ตามบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ทั้งนี้ เราขอย้ำว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจเคลื่อนไหวผันผวนได้ในช่วงนี้ ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ภาวะตลาดการเงินโดยรวม และประเด็นการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยศาลสูงสุด (ซึ่งจะมีผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ) อย่างไรก็ตาม เรายังคงมุมมองเดิมว่า หากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ สามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะบอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ในการทยอยเข้าซื้อ (เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip เท่านั้น และไม่ไล่ราคาซื้อ) เนื่องจาก เราคงประเมินว่า เฟดยังมีแนวโน้มทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้อีก 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps จบที่ระดับ 3.25% ทำให้อาจยังพอเห็นการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จากระดับ ณ ปัจจุบัน สู่ระดับ 3.80%-3.90% ได้ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า ก่อนที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะมีโอกาสทยอยปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 4.20% อีกครั้ง ในช่วงปลายปี 2026

    ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ทว่าการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอจับตาแผนงบประมาณรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเงินปอนด์อังกฤษได้พอสมควร ทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนเลือกที่จะขายทำกำไรการแข็งค่าขึ้นของเงินปอนด์อังกฤษในช่วงนี้ออกมาบ้าง ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงสู่โซน 99.8 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 99.6-100.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะย่อตัวลงบ้าง แต่บรรยากาศตลาดการเงินโดยรวม ที่ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง อีกทั้งพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครนก็มีแนวโน้มอาจยุติลงได้ หากการเจรจาสันติภาพระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำยูเครน เป็นไปได้ด้วยดี (ลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์) ทำให้โดยรวม ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways แถวโซน 4,170-4,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ในช่วงราว 02.00 น. ของเช้าวันพฤหัสฯ นี้ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจจากบรรดาเฟดสาขาต่างๆ (Fed Beige Book) ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของเฟดได้ โดยผู้เล่นในตลาดจะจับตาสัญญาณต่อแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ จากรายงานดังกล่าว รวมถึง รอลุ้น รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย เพื่อประกอบการประเมินภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

    ส่วนในฝั่งอังกฤษ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามการประกาศแผนงบประมาณของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) และบอนด์ยีลด์อังกฤษ ได้อย่างมีนัยสำคัญ ตามการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลอังกฤษ

    และนอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังสหรัฐฯ ได้พยายามยุติสงครามดังกล่าวอีกครั้ง

    สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ หรืออาจแข็งค่ากว่าระดับดังกล่าวได้บ้าง ในช่วงสิ้นปีนี้ หลังโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทมีกำลังมากขึ้น โดยหลังจากการที่ล่าสุด เงินบาทสามารถแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้บ้าง แต่จะเห็นได้ว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด จากทั้งโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ในช่วงปลายปี รวมถึงโฟลว์ธุรกรรมที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งทองคำและน้ำมันดิบ

    นอกจากนี้ เรามองว่า ควรระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจพลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้างได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดจะทยอยรับรู้ แผนงบประมาณของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ได้อย่างมีนัยสำคัญ จากประเด็นแนวโน้มเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลอังกฤษ โดยหากผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลต่อแนวโน้มเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลอังกฤษ ก็อาจเห็นแรงขายบอนด์ระยะยาวอังกฤษ กดดันให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาวของอังกฤษปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับการอ่อนค่าลงของเงินปอนด์อังกฤษ ไม่ต่างกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ในปีนี้ และที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ กับฝั่งของบอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นและเงินเยนญี่ปุ่น

    และที่สำคัญ หากรายงานผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจโดยบรรดาเฟดสาขาต่างๆ (Fed Beige Book) กลับไม่ได้สะท้อนภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงชัดเจน อีกทั้งสะท้อนความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้น หรืออยู่ในระดับสูงได้นาน ก็อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดพลิกกลับมาปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะหนุนให้ ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น กดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้ ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทก็ไม่น่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ง่ายนัก หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ และล่าสุด จากการประเมินสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด (Positioning) เราพบว่า ผู้เล่นในตลาดได้ทยอยเพิ่มสถานะ Long THB (มองเงินบาทแข็งค่าขึ้น) ซึ่งอาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดบางส่วน ต่างก็รอจังหวะ Buy THB on Dip (หรือรอทยอยเพิ่มสถานะ Long THB ในจังหวะการอ่อนค่าของเงินบาทได้)

    และเนื่องจาก ความผันผวนของเงินบาทได้กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

    มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.20-32.45 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/975379&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3njqXfkpCAzwjYuezwF4en

  • TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจไทยเปราะบางหนัก | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    TISCO ESU ชี้เศรษฐกิจไทยเปราะบางหนัก | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ชี้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ชะลอตัว สัญญาณเปราะบางชัดเจนจากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมเตือนปี 2569 ฟื้นตัวยาก คาดมาตรการ Fast-pass อาจเป็นปัจจัยบวกเดียว พร้อมคาด กนง. เดินหน้าลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) (Methas Rattanasorn, Head of Economics, TISCO Economic Strategy Unit) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2568 ขยายตัวเพียง 1.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ลดลงจาก 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนการเติบโตที่ซึมลงทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร ขณะที่ตัวเลข GDP ปรับฤดูกาลลดลง 0.6% QoQ บ่งชี้ถึงความเปราะบางที่เพิ่มขึ้น

    โดยแรงกดดันสำคัญในไตรมาสนี้มาจาก การเริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ, ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กระทบการใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐ รวมถึง ความขัดแย้งชายแดนไทยกัมพูชา ที่ลุกลามจนต้องปิดด่านการค้า สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4% โดยมีแรงหนุนจากการบริโภคเอกชนและการเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีนำเข้าจะมีผล ขณะที่รายจ่ายรัฐและการลงทุนภาครัฐฯ รวมถึงรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นปัจจัยกดดันหลัก

    จุดน่าสนใจในไตรมาสนี้ คือการเติบโตที่ไม่สอดคล้องกันระหว่าง ภาคการผลิตในประเทศที่หดตัว 1.6% YoY กับ การส่งออกที่โตแรงกว่า 10.8% YoY แม้ส่วนหนึ่งเกิดจากการระบายสินค้าคงคลัง แต่ตัวเลขต่าง ๆ ยังสะท้อนว่าไทยแทบจะไม่ได้ประโยชน์จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเลย เพราะส่วนใหญ่เป็นการทำหน้าที่ ประเทศทางผ่าน (Transshipment) ของสินค้าจากต่างประเทศ หากพิจารณาเป็นรายสินค้า โดยเจาะจงไปที่สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ (Tariff-exempted) จะพบว่าไทยขาดดุลการค้าในหมวดนี้ ย้ำชัดว่าผลบวกจากการยกเว้นภาษีไม่ได้ตกถึงเศรษฐกิจไทยแม้แต่น้อย” นายเมธัส กล่าว

    สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2568 TISCO ESU ประเมินว่า GDP ไทยจะขยายตัวใกล้เคียง 2.0% หากไตรมาสสุดท้ายขยายตัวได้ 0.7% ตามที่ประเมินไว้ โดยรวมผลบวกจากมาตรการรัฐ เช่น คนละครึ่งพลัส, เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ เที่ยวดีมีคืน แล้ว ส่วนปี 2569 คาด GDP ไทยจะขยายตัวเพียง 1.6% ตามประมาณการเดิม จากแรงกดดันสงครามการค้าและความเสี่ยงปิดด่านชายแดน ที่หากยืดเยื้อต่อไปจะส่งผลกระทบเข้ามาเต็มปี ขณะที่ภาคท่องเที่ยวยังเผชิญการแข่งขันสูง แม้ระยะสั้นจีนจะจำกัดการเดินทางไปญี่ปุ่น ซึ่งอาจช่วยดึงนักท่องเที่ยวบางส่วนมายังไทย แต่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซียก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากการเร่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ พร้อมได้เปรียบด้านค่าเงิน โดยเฉพาะเวียดนามที่ค่าเงินดองอ่อนลงมาก ทำให้ไทยอาจไม่สามารถพึ่งท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนหลักได้อีก หากไม่มีการยกเครื่องครั้งใหญ่

    ปัจจัยบวกปีหน้า อาจเหลือเพียงเม็ดเงินลงทุนจากมาตรการ Fast-pass หากดึง FDI ได้ตามเป้า นอกเหนือจากการบริโภคเอกชนที่คาดว่าจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้ชะลอตัวลงจากปีนี้บ้างก็ตาม ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ เพราะกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณและการจัดทำงบรายจ่ายประจำปี ซึ่งอาจซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้วให้ฟื้นตัวลำบากมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในกรณีฐาน TISCO ESU คาดว่า หากรัฐบาลคุณอนุทินยุบสภาตาม MoA กับพรรคประชาชนภายใน 31 ม.ค. 2569 กระบวนการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไม่น่าจะล่าช้าจนส่งผลกระทบต่อการจัดทำงบปี 2570

    สำหรับนโยบายการเงิน TISCO ESU มองว่า ขณะนี้ภาวะการเงินในประเทศยังตึงตัวเกินจำเป็น ขณะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและยังจะชะลอลงอีกในปีหน้า ประกอบกับเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่อง แม้จะเกิดจากปัจจัยอุปทาน แต่เงินเฟ้อพื้นฐานก็โตต่ำกว่า 1.0% สะท้อนภาวะฝืดเคือง จึงคาดว่า กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.50% เหลือ 1.25% ในการประชุม 17 ..นี้ และอาจลดต่อเนื่องเหลือ 1.00% ในรอบแรกปี 2569 (..) ซึ่งน่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของวัฏจักรการลดดอกเบี้ยรอบนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20251126-tiscoesu-nov25&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pZ0frDrmhhp4vtXGej90Z

  • IMF ชี้ เยอรมนีทุ่มงบฟื้นเศรษฐกิจเริ่มเห็นผล หลังซบเซาหนักสุดใน G7 : อินโฟเควสท์

    IMF ชี้ เยอรมนีทุ่มงบฟื้นเศรษฐกิจเริ่มเห็นผล หลังซบเซาหนักสุดใน G7 : อินโฟเควสท์

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจเยอรมนี โดยระบุว่าการปฏิรูปวินัยการคลังครั้งใหญ่เมื่อต้นปี เริ่มส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว หลังจากที่เยอรมนีเป็นชาติเดียวในกลุ่ม G7 ที่เศรษฐกิจไม่โตเลยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

    IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจเยอรมนีจะขยายตัวเพียง 0.2% ในปีนี้ แต่จะเติบโตขึ้นที่ราว 1.0% ในปี 2569 และ 1.5% ในปี 2570 โดยปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจคือแผนการของรัฐบาลชุดใหม่ที่เร่งการใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐานและกลาโหม ซึ่งช่วยกระตุ้นทั้งการลงทุนและการบริโภคในประเทศ

    ขณะเดียวกัน การอัดฉีดเม็ดเงินมหาศาลจะทำให้ยอดขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงถึง 4% ของ GDP และหนี้สาธารณะจะขยับขึ้นไปแตะ 68% ภายในปี 2570 แต่ตัวเลขนี้ก็ยังถือว่าต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับชาติอื่นในกลุ่ม G7

    อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่าลำพังการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจอาจไม่พอ เพราะเยอรมนียังเจอโจทย์หินในระยะกลาง คือปัญหาสังคมสูงวัยที่รุนแรง และผลิตภาพของแรงงานที่ยังต่ำ ซึ่งจะเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตในอนาคต

    นักเศรษฐศาสตร์แนะว่า รัฐบาลต้องใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุดเพื่อสร้างฐานการผลิตระยะยาว และต้องเร่งผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ทั้งการลดขั้นตอนราชการ แก้กฎหมายดึงดูดแรงงาน ส่งเสริมนวัตกรรมดิจิทัล และเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับยุโรปให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/549227&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vP9F8fh9cXD2iLy_gFWx5

  • ‘สุชัชวีร์’ แถลงเปิดคาราวานช่วยน้ำท่วมภาคใต้พร้อมชงข้อเสนอแก้ไข

    ‘สุชัชวีร์’ แถลงเปิดคาราวานช่วยน้ำท่วมภาคใต้พร้อมชงข้อเสนอแก้ไข

    ‘ดร.เอ้’ นำพรรคไทยก้าวใหม่ แถลงเปิดตัวคาราวานช่วยน้ำท่วมภาคใต้ ย้ำข้อเสนอที่ต้องทำทันที ตั้งศูนย์บัญชาการ-โฆษกหนึ่งเดียว ชี้ควรเปิดช่องระบายน้ำ ‘ทีมเศรษฐกิจ’ เสนอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ-พักชำระหนี้

    26 พ.ย.2568 – ที่ทำการพรรคไทยก้าวใหม่ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ แถลงข่าวนำคาราวานช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ รวมถึงเปิดข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน และข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ

    นายสุชัชวีร์ กล่าวเริ่มต้นว่า ประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เป็นคำถามที่ก้องอยู่ในใจ ในหัวของเรา วันก่อนน้ำท่วม อ.แม่สาย ที่ จ.น่าน และอื่น ๆ จ.พระนครศรีอยุธยา ก็คงต้องอยู่กับน้ำถึงปีหน้า กรุงเทพฯ ก็รอจมทะเลอย่างเดียว ถ้าไม่ทำอะไร และภาพที่เห็นในภาคใต้นั้น ไม่ได้ดีเลย แต่หาดใหญ่ เมืองเศรษฐกิจหลัก วันนี้จมน้ำโดยสมบูรณ์แบบ ตนเองโทรคุยกับญาติ เสียงสะท้อนคือเสียงที่ตนเองบอกไป เป็นเสียงคนหาดใหญ่ที่วันนี้สุดแทนจะทรมานจริง ๆ ไม่มีการเตือนภัย ไม่มีการบอกให้อพยพ กว่าจะบอกก็ไม่มีอะไรเหลือ อีกทั้งยังมีภาพคนหาดใหญ่ต้องไต่สายไฟฟ้า โดยหากตามมาตรฐานสูง 5 เมตร และไม่รู้ว่าต้องเจออะไร ยังเหลือพลังงานคงค้างหรือไม่ เราต้องเห็นภาพเด็ก พ่อแม่ลูกต้องทุบหลังคาออกมา และเมื่อวานทีมเจ็ตสกี เห็นคนหลุดมือไป 2 คนต่อหน้าต่อตา วันนี้เป็นเรื่องภัยพิบัติ ซึ่งอยากบอกว่า ภัยพิบัตินี้มันควรป้องกันได้

    นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนเองและพรรค ไม่ต้องการที่จะโทษใคร แต่เราประกาศตัวว่าเป็นเสียงที่แท้จริงของประชาชน เสียงที่ถูกต้อง และต้องมาพร้อมความรู้ และความเป็นมืออาชีพ เราจะพูดความจริงภายใต้หลักทางวิศวกรรม และวิทยาศาสตร์ แม้เราจะเจอกระแสที่ชอบหรือไม่ชอบก็ตาม เราจะเป็นพรรคแรกที่จะบอกว่าน้ำท่วมที่คนต้องจม เกิดเพราะอะไรอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการแอบแฝงทางการเมือง บอกอย่างตรงไปตรงมา ภายใต้ประสบการณ์ความรู้ระดับโลก ทั้งด้านธรณีวิทยา น้ำ เพื่อจุดประสงค์เดียวคือ การซับน้ำตาของคนไทยอย่างถาวร พร้อมแสดงความเสียใจจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคใต้ และขออาสาเพื่อเป็นตัวแทนทุกคนทั้งคนใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง ขอเป็นพรรคที่ต่อสู้กับภัยพิบัติอย่างถูกต้อง และเป็นธรรม

    วันนี้ทีมงานของพรรค อยู่ในพื้นที่เปิดโรงครัว ศูนย์ช่วยเหลือ มีการเปิดระบบริจาค เพื่อส่งคาราวานเข้าไป พร้อมเปิดระบบให้ประชาชนบอกพิกัดในการเข้าไปช่วย และสิ่งที่พรรคทำ คือพรรคที่เสนอทางแก้วินาทีนี้ จะแก้อย่างเป็นธรรม และยั่งยืน

    นายสุชัชวีร์ ได้ไล่เรียงภาพถ่ายทางอากาศของ อ.หาดใหญ่ ชี้ให้เห็นเส้นทางน้ำ พร้อมเสนอข้อเสนอทันทีที่ต้องทำตอนนี้ ได้แก่ 1.ตั้งศูนย์บัญชาการสูงสุดหนึ่งเดียว เสนอให้ใช้พื้นที่ค่ายเสนาณรงค์ ที่อุปกรณ์ที่สามารถช่วยเหลือได้ 2.ระบุเส้นทางปลอดภัย ด้วยข้อมูลดาวเทียม ใช้ข้อมูลกู้ภัยสากลในการแบ่งสี แบ่งพื้นที่ แต่วันนี้กลับไม่เห็นเลย 3.ตั้งโฆษกหนึ่งเสียงตัวจริง ในการให้ข้อมูล 4.ฟื้นสาธารณูปโภคสำคัญให้ได้ ทั้งเครื่องปั่นไฟ เรื่องน้ำดื่มอาหาร ต้องพร้อม 5.อพยพตามลำดับเร่งด่วน ลดการศูญเสีย จัดอันดับตามเด็ก ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และอื่นๆ
    และ 6.กองกำลังแพทย์ พยาบาลอต้องพร้อม ทั้งหมดนี้ คือทางรอดที่รอดพ้นไป 24 ชั่วโมงนี้ให้ได้ จึงวิงวอนขอให้นายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำในวิกฤติฉุกเฉินนี้ เป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ด้วยตนเอง และเป็นกำลังใจให้กับประชาชน

    นายสุชัชวีร์ กล่าวอีกว่า เราขอเป็นพรรคแรกเสนอมาตรการเร่งด่วน ระบายให้เร็วที่สุดออกจาก อ.หาดใหญ่ ให้ได้ โดยที่น้ำไม่สามารถไหลไปที่ทะเลสาบสงขลานั้น เพราะติดคันถนนลพบุรีราเมศวร์ คันถนนขวางน้ำอยู่ ทางแก้คือต้องเปิดพื้นที่เล็ก ๆ ให้น้ำไหลสะดวก เพื่อให้ไปถึงทะเลสาบสงขลา รัฐจะต้องดูแลพี่น้องขาวสงขลาอย่างเป็นธรรม เจาะจุดขวางทางน้ำ และมีสะพาน ส่วนข้อเสนอที่ยั่งยืน ต้องมีการปฏิรูปผังเมือง ทำอุโมงค์ลอดใต้เมือง ซึ่งไม่ต้องเวนคืนที่ดินด้วย

    ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจดิจิทัล พรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า นโยบายแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ โดยจากเหตุการณ์นี้ กว่า 800,000 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบจาก ปล้นคนกว่า 8 เสนครอบครัว ปล้นความฝันจากเด็ก ๆ ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก จำเป็นต้องดำเนินนโยบายเร่งด่วน โดยจากข้อมูลศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ หอการค้าไทย ระบุว่า หากปล่อยไว้เกิน 10 วันความเสียหานอยู่ที่ 20,000 – 30,000 ล้านบาท ข้อเสนอแนวทาง ดังนี้ 1.สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) สนับสนุนสภาพคล่องผู้ประสบภัย วิงวอนทั้งรัฐบาล และภาคเอกชนที่ทำได้ต้องทำ รักษาความต่อเนื่องของการบริโภค จ้างงาน

    2.กองทุนเพิ่มสภาพคล่อง เสนอตลาดหลักทรัพย์ ให้มีรางวัลกับคนที่จ่ายดอกเบี้ยตรง และมีมาตรการกับคนมี่จ่ายล่าช้า เสนอให้จัดตั้ง clash flow funds ให้มีโอกาสในการแก้ไขปัญหากับเศรษฐกิจ และร้านค้า คนก็จะไม่ตกงาน และระบบการเงิน

    3.การพักชำระหนี้ให้กับประชาชนที่ประสบภัย อย่างน้อย 6 เดือน เพื่อให้กลับมามีเวลายืนได้อีกครั้ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับประชาชนอย่างมาก

    4.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว เพื่อระดมทุนสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมในภาคกลาง ภาคใต้ อย่างเป็นระบบ ป้องกันความเสียหายในอนาคต

    ส่วนผลลัพธ์ของนโยบาย ระยะสั้น 0 – 6 เดือนที่ต้องฟื้นฟูกำลังซื้อ และสภาพคล่องประชาขน รักษาธุรกิจ SMEs ลดการว่างงาน ส่วนระยะกลาง – ยาว (6 เดือน – 5 ปี) ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วม

    ดังนั้น เราจึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลเข้าดำเนินการต้องทำข้อ 1 – 2 ทันทีภายใน 30 วัน, บูรณาการระหว่างกระทรวงการคลังธนาคารแห่งประเทศไทย และสถาบันการเงิน และจัดตั้งคณะทำงานติดตามความคืบหน้ากำหนดตัวชี้วัดให้ชัดเจน ประเมินผลนโยบายอย่างใกล้ชิด

    ทั้งนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ ยังมีคาราวานช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ โดยเป็นรถบรรทุกที่จะเดินทางออกจากที่ทำการพรรคไทยก้าวใหม่ โดยมีช่องทางในการติดต่อ เพื่อรับของบริจาคนำไปส่งให้กับพี่น้องที่กำลังประสบอุทกภัยในภาคใต้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/903126/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NCGF9pZc3sSBcZhgYfmwG

  • คุยกับท่านทูตไทย ณ เฮลซิงกิ  ทำไม ‘ฟินแลนด์’ ถึงเป็นยักษ์ใหญ่นวัตกรรมโลก  และทำไม ‘ไทย’ อาจเป็นหัวแถวนวัตกรรมเอเชีย

    คุยกับท่านทูตไทย ณ เฮลซิงกิ ทำไม ‘ฟินแลนด์’ ถึงเป็นยักษ์ใหญ่นวัตกรรมโลก และทำไม ‘ไทย’ อาจเป็นหัวแถวนวัตกรรมเอเชีย

    การเดินหน้าสู่ Thailand 4.0 คือยุทธศาสตร์สำคัญที่มุ่งยกระดับเศรษฐกิจไทยจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการค้นหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อเติมเต็มเป้าหมายนี้ ประเทศไทยได้เลือก ฟินแลนด์ เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญผ่านความร่วมมือด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

    Techsauce ได้รับเกียรติพูดคุยกับ นายวรวุฒิ พงษ์ประภาพันธ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ ผู้เปรียบเสมือน ‘Bridge Builder’ ในการเชื่อมโอกาสระดับโลกให้กับสตาร์ทอัพไทย พร้อมเผยที่มาของความร่วมมือครั้งนี้

    ทำไม ‘ฟินแลนด์’ ถึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของ Thailand 4.0?

    โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยตามนโยบาย Thailand 4.0 คือการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ จากเดิมที่พึ่งพาอุตสาหกรรมหนักและการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ท่านทูตฯ อธิบายว่า ฟินแลนด์ เป็นจิ๊กซอว์ที่ตอบโจทย์นี้ของประเทศไทยได้อย่างลงตัว เนื่องจาก

    • การเป็นผู้นำตัวจริงด้าน ICT และนวัตกรรม โดยฟินแลนด์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำด้าน ICT และนวัตกรรมในระดับโลก โดยติดอันดับที่ 6 ของโลก และ อันดับ 4 ของสหภาพยุโรป (EU)
    • มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยฟินแลนด์มีการพัฒนานวัตกรรมอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะกลุ่ม AI, Health Tech และ Sustainable Technology

    Slush สปริงบอร์ดสู่เวทีโลก

    หนึ่งในกุญแจความสำเร็จของฟินแลนด์คือ “Slush” ซึ่งถูกยกให้เป็นงาน Tech Event ชั้นนำของโลก ที่มี Startups เข้าร่วมกว่า 20,000 ราย จากกว่า 100 ประเทศ และที่สำคัญคือมีนักลงทุนจากทั่วโลกตบเท้าเข้าร่วมมากถึง 3,500 ราย 

    ท่านทูตฯ มองเห็นโอกาสว่า การเข้าร่วมงาน Slush จะเป็น Springboard ให้กับผู้ประกอบการไทยในการก้าวสู่เวทีระดับโลก เป็นโอกาสในการนำเสนอศักยภาพ ซึ่งหากผลงานเข้าตานักลงทุนต่างชาติ ก็จะเป็นการยกระดับการยอมรับให้กับอุตสาหกรรม Startups ของไทยทั้งระบบ 

    ถอดรหัสเอกลักษณ์ที่ทำให้ Ecosystem ด้านนวัตกรรมของฟินแลนด์แข็งแกร่ง

    อะไรคือสิ่งที่ทำให้ฟินแลนด์กลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านนวัตกรรมระดับโลก ? โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยกำลังให้ความสนใจอย่าง Deep Tech และ Green Tech ท่านทูตฯ สรุปปัจจัยสำคัญความสำเร็จของฟินแลนด์ไว้ดังนี้

    1. บุคลากรคุณภาพสูง: ประชากรมีการศึกษาและความรู้ความเข้าใจสูง มีความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยี ซึ่งเอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ซับซ้อน
    2. การมุ่งเน้นในสาขาถนัด: สตาร์ทอัพฟินแลนด์มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็น Gaming (เช่น บริษัท Rovio ที่สร้างเกม Angry Bird), AI, 5G Network, Sustainable Energy (Green Tech) และ Digitalization
    3. การลงทุนใน R&D: บริษัทและภาคเอกชนในฟินแลนด์ ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่อง เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางเทคโนโลยี
    4. โครงข่ายความร่วมมือแข็งแรง: มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และมีเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา

    ทำไม ‘ไทย’ ถึงมีโอกาสเป็นหัวแถวด้านนวัตกรรมแห่งเอเชีย

    แม้ฟินแลนด์จะเป็นประเทศเล็กที่มีประชากรไม่ถึง 6 ล้านคน และมูลค่าการค้าระหว่างไทย-ฟินแลนด์ มีเพียงประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ซึ่งน้อยกว่ามูลค่าการค้าระหว่างไทยกับบริเวณชายแดนบางแห่งของไทยและลาวเสียอีก) ทำให้ฟินแลนด์ไม่ใช่เป้าหมายหลักด้านการส่งออกสินค้า

    แต่ในมุมของ ‘นวัตกรรม’ สถานทูตฯ เล็งเห็นว่าไทยต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งนี้ เพื่อสร้างสะพานเชื่อมต่อด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสตาร์ทอัพไทย ท่านทูตฯ ได้เน้นย้ำถึงสถานะของไทยในเวทีนี้ไว้อย่างน่าภาคภูมิใจว่า

    ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่เข้าร่วมงาน Slush อย่างจริงจัง มีงาน Side Event ที่มีผู้ลงทะเบียนเต็มทุกที่นั่งก่อนสองสัปดาห์ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยยืนหนึ่งเป็นแนวหน้าในภูมิภาคเอเชีย ในการบุกเบิกโอกาสด้านนวัตกรรม

    สถานทูตฯ ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานสำคัญ เช่น depa, NIA และ Techsauce เพื่อนำสตาร์ทอัพไทยเข้าสู่ประสบการณ์ระดับโลกนี้ เพื่อสร้างโอกาสในการระดมทุนและขยายตลาด

    คำแนะนำสู่ความสำเร็จ “เข้าใจพฤติกรรมตลาด สำคัญกว่าตัวเทคโนโลยี”

    สำหรับสตาร์ทอัพไทยทั้ง 10 ทีมที่เตรียมร่วมงาน Slush 2025 ท่านทูตฯ  เน้นย้ำว่า ปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จไม่ใช่แค่เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือ การเข้าใจตลาด

    “สาเหตุที่สตาร์ทอัพไม่ประสบความสำเร็จคือผลิตภัณฑ์ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด แม้เทคโนโลยีจะสูงแค่ไหนก็ตาม บางสตาร์ทอัพทำเทคโนโลยีชั้นสูง แต่ไม่ได้ศึกษาพฤติกรรมของคนยุโรป การศึกษา พฤติกรรมผู้บริโภค จุดแข็ง จุดอ่อน ของตลาดต่างประเทศจึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์”

    นี่คือสิ่งที่สตาร์ทอัพไทยต้องทำเพื่อสร้าง Product-Market Fit ที่แท้จริง และยกระดับตัวเองสู่มาตรฐานโลก โดยรัฐบาลพร้อมทำหน้าที่เป็น ‘พี่เลี้ยง’ ในการสนับสนุนการเติบโตและพัฒนาไปด้วยกัน

    ฝากถึงคนรุ่นใหม่ให้กล้าก้าวข้ามความต่างของตลาด

    ท่านทูตฯ ย้ำว่าคนไทยมีศักยภาพด้าน IT สูงมาก แต่ยังขาดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดยุโรป จึงอยากให้ผู้ประกอบการไทยและคนรุ่นใหม่ตั้งใจศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างจากไทยและเอเชีย และใช้โอกาสจากการเข้าร่วมอีเวนต์ระดับโลกอย่าง Slush ในการสร้างเครือข่ายและนำฟีดแบ็กจาก VC มาพัฒนาต่อยอดเพื่อความสำเร็จในระดับสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/thai-finland-innovation-partnership&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SqRVVvR7EosZ3rbjyUa5A

  • คนละครึ่งพลัสเฟสพิเศษ ฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ เข้า ครม. สัปดาห์หน้า

    คนละครึ่งพลัสเฟสพิเศษ ฟื้นเศรษฐกิจภาคใต้ เข้า ครม. สัปดาห์หน้า

    คนละครึ่งพลัสเฟสพิเศษ คลังเล็งชงเข้าที่ประชุม ครม. สัปดาห์หน้า ตั้งเป้าฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคใต้โดยเฉพาะ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบใช้เงินงบกลางช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ครอบครัวละ 9,000 บาทแล้ว โดยมาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการเยียวยาเบื้องต้น

    สิ่งสำคัญ คือ ทำอย่างไรให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว จึงได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จำทำแพ็กเกจฟื้นฟู และกระตุ้นเศรษฐกิจหลังน้ำลด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียด โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การให้สิทธิพิเศษรูปแบบเดียวกันกับโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสพิเศษ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 โดยจะเป็นการเจาะจงเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากน้ำท่วม เพื่อให้กิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาคึกคัก และสร้างรายได้ให้ประชาชนโดยเร็ว ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาวงเงินรวมของมาตรการ โดยคาดว่าจะเสนอ ครม.ได้ในสัปดาห์หน้า

    นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสินเชื่อ และพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย และจัดทำสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ ประชาชน และเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงขยายเวลายื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบภัยด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/945383/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vhQy498ewrIxB4jTBLLdu

  • วิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ เศรษฐกิจเสียหาย 2.5 หมื่นล้าน สงขลาหนักสุด

    วิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ เศรษฐกิจเสียหาย 2.5 หมื่นล้าน สงขลาหนักสุด

    ความน่ากังวลพิเศษของวิกฤตครั้งนี้ คือช่วงเวลาที่เกิดเหตุตรงกับปลายปีซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจควรจะคึกคัก นอกจากนี้ สงขลายังเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักในการเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ (9-20 ธ.ค. 2568) ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมอาจส่งผลกระทบต่อการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน

    นอกจากผลกระทบระยะสั้นจากการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจแล้ว ยังมีความเสียหายส่วนที่ 2 ที่ซับซ้อนกว่า คือ “ความเสียหายต่อสินทรัพย์” ทั้งอาคารบ้านเรือน รถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งการฟื้นฟูจะต้องใช้เวลาและเม็ดเงินจำนวนมาก ขึ้นอยู่กับเงินออมของครัวเรือนและความช่วยเหลือจากภาครัฐและสถาบันการเงินในอนาคต

    น้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องเร่งถอดบทเรียน เพื่อเปลี่ยนจากการ “เยียวยาตามหลัง” มาเป็นการ “ป้องกันล่วงหน้า” ก่อนที่มูลค่าความเสียหายจะสูงเกินกว่าที่ GDP ของภาคใต้จะแบกรับไหว

    ตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท จากการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย อาจเป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของวิกฤตครั้งนี้ เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำคือผลกระทบเชิงโครงสร้างที่อาจส่งผลยาวนานกว่าช่วงน้ำลด

    สงขลา” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่าง กลับกลายเป็นพื้นที่รับน้ำหลัก การที่ภาคบริการและอุตสาหกรรมเสียหายหนักกว่า 70% ของความเสียหายรวม สะท้อนให้เห็นว่า

    ระบบโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการน้ำของเมืองเศรษฐกิจหลัก ยังไม่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่รุนแรงขึ้น หากไม่มีการวางแผนระยะยาว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้อาจสั่นคลอน

    ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ “ช่วงหลังน้ำลด” ประชาชนต้องเจอกับ Double Shock คือ “รายได้หาย” (จากการหยุดงาน/ปิดกิจการ) บวกกับ “รายจ่ายเพิ่ม” (ค่าซ่อมแซมบ้าน/รถยนต์) มาตรการเยียวยาแบบแจกเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

    รัฐบาลและสถาบันการเงินจำเป็นต้องมองถึงมาตรการ “พักหนี้” หรือ “สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ” ที่เข้าถึงได้จริงและรวดเร็ว เพื่อประคอง SME และครัวเรือนไม่ให้ล้มละลายทางเครดิต

    การที่สงขลาจะเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ในปลายปีหน้า เหตุการณ์นี้เปรียบเสมือน “Stress Test” ครั้งใหญ่ของจังหวัด การฟื้นฟูสภาพเมืองและระบบสาธารณูปโภคให้กลับมาสมบูรณ์โดยเร็ว ไม่ใช่แค่เพื่อคนในพื้นที่ แต่ยังเป็นการกู้ “ภาพลักษณ์” และความพร้อมในสายตานานาชาติ หากการจัดการล่าช้า อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการรองรับทัพนักกีฬาและนักท่องเที่ยวที่จะหลั่งไหลเข้ามาในปีหน้า

    ที่มา : K Research

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860862&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wx91yKPjgMPeqyvGO0oQm

  • น้ำท่วมภาคใต้ “ลากยาว” ฉุดเศรษฐกิจไทย เปิดลิสต์หุ้น “เสี่ยงลบ-ได้อานิสงส์บวก” ลุ้น ธปท. ลดดอกเบี้ย

    น้ำท่วมภาคใต้ “ลากยาว” ฉุดเศรษฐกิจไทย เปิดลิสต์หุ้น “เสี่ยงลบ-ได้อานิสงส์บวก” ลุ้น ธปท. ลดดอกเบี้ย

    ปีนี้ภาคใต้ต้องเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่ที่ลากยาวกว่าที่หลายคนคาดไว้ ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ฝนตกหนักตามฤดูกาล แต่เป็นสถานการณ์ที่ส่งผลต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และภาคธุรกิจในวงกว้างอย่างเห็นได้ชัด

    ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เพียงกระทบผู้คนในพื้นที่ แต่ยังสะเทือนถึงสัญญาณด้านเศรษฐกิจระดับประเทศ จนกลายเป็นเหตุการณ์ที่ทุกฝ่ายต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    ในมุมของนักวิเคราะห์ตลาดเงินตลาดทุน เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกมองว่าอาจเป็น “ตัวเร่งสำคัญ” ที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องทบทวนทิศทางนโยบายการเงินในช่วงปลายปี

    โดยเฉพาะการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยประคองส่งเสริมสภาพเศรษฐกิจที่เริ่มอ่อนแรงจากปัจจัยเฉียบพลันอย่างอุทกภัย และเพื่อให้มีทิศทางสอดคล้องกับธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจสั่นไหว ตลาดหุ้นย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย แต่ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงด้านลบอย่างเดียว เพราะในทุกวิกฤติ มักเกิดโอกาสของบางกลุ่มธุรกิจควบคู่กันไป

    Thairath Money ชวนเปิดมุมมองนักวิเคราะห์ในประเด็นที่ “นักลงทุนต้องรู้” ท่ามกลางความผันผวนเช่นนี้ สถานการณ์ต่างๆ ล้วนสำคัญต่อทิศทางหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ

    น้ำท่วมหนัก เปิดโอกาส ธปท. ลดดอกเบี้ยช่วย

    มุมมองจาก นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน)  ประเมินว่าสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ครั้งนี้มีความรุนแรงกว่าปีปกติอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าการประเมินเบื้องต้น โดยคาดว่าจะกินเวลานาน 2-3 สัปดาห์ และต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูต่อเนื่อง

    ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ GDP ของประเทศ เนื่องจากภาคใต้มีสัดส่วนประมาณ 5-8% ของ GDP รวม โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจหลักอย่าง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา (สัดส่วน GDP ราว 1.5%) ที่ได้รับความเสียหายใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การค้าชายแดน, ภาคเกษตร (ยางพารา), และการท่องเที่ยว

    ด้วยผลกระทบทางเศรษฐกิจนี้ จึงมองว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม 2568 เพิ่มสูงขึ้น

    ขณะที่บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) มีมุมมองสอดคล้องกัน โดยมองปัจจัยภายนอกประกอบกับปัจจัยภายใน กล่าวคือ มีความคาดหวังสูงถึง 84% (อ้างอิง CME FED Watch) ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม

    เมื่อรวมกับสถานการณ์น้ำท่วมในหาดใหญ่ที่สร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย และตัวเลขเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ จึงเป็นการเพิ่มน้ำหนักและความน่าจะเป็นที่ ธปท. จะพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    เปิดผลกระทบด้านลบหุ้นไทย ไม่ลึกอย่างที่คิด

    แม้ภาพข่าวอุทกภัยในภาคใต้จะดูรุนแรงและอาจสร้างความกังวลต่อนักลงทุน แต่จากการวิเคราะห์ผลกระทบต่อตลาดทุนอย่างละเอียด พบว่า “บาดแผล” ที่เกิดขึ้นกับบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ไม่ได้ลึกอย่างที่หลายคนกังวล

    ซึ่ง บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่าผลกระทบเชิงลบจะถูกจำกัดวงอยู่ในเฉพาะกลุ่มและเฉพาะพื้นที่ ดังนี้

    • หุ้น STA หรือ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยางธรรมชาติแบบครบวงจร ผลกระทบน้ำท่วม จ.สงขลา มีผลราว 5% ของกำลังผลิต
    • หุ้นกลุ่มธนาคารและเช่าซื้อ หลักประกันโดยเฉพาะรถยนต์เสียหายจากน้ำท่วม กระทบหุ้นที่มีสินเชื่อเชื่อมโยงเช้าซื้อหรือจำนำทะเบียนสูง อาทิ ธนาคาร (KKP, TISCO, TTB) เช่าซื้อ (MTC, SAWAD) ที่ระยะสั้นคาดต้องมีการออกมาตรการช่วยเหลือ อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์พื้นฐานประเมินสัดส่วนสินเชื่อไม่มาก เพราะจำกัดเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบในภาคใต้
    • หุ้นกลุ่มประกัน ที่อาจจะมีค่าใช้จ่ายจากการเคลมความเสียหายจากน้ำท่วม
    • หึ่นกลุ่มค้าปลีก ส่วนใหญ่มีสาขาราว 1-3 แห่ง และสัดส่วนรายได้น้อยกว่า 1% ของรายได้รวม
    • หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว CENTEL มีโรงแรม 1 แห่ง (จาก 16 แห่งในไทยที่บริษัทเป็นเจ้าของ) ส่วน ERW โรงแรมแบรนด์ Hop Inn จำนวน 2 แห่ง (จาก 79 แห่งในไทย)
    • หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล BDMS มีโรงพยาบาลในพื้นที่หาดใหญ่ 1 แห่ง สัดส่วนรายได้ต่ำกว่า 2%

    เปิดผลกระทบด้านบวกหุ้นไทย

    ในวิกฤติภัยธรรมชาติ มักเกิดอุปสงค์ในการซ่อมแซมและฟื้นฟูตามมา ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างและรับเหมา ซึ่งมุมมองจาก ฝ่ายวิจัยฯ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ภาพถ่ายดาวเทียมและแบบจำลอง GISTDA แสดงให้เห็นพื้นที่ท่วมลึกระดับ 1.5-2.0 เมตร และมีความเสี่ยงท่วมสูงถึง 4-5 เมตร 

    ซึ่งความเสียหายระดับนี้หมายถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัย จึงประเมินว่าหุ้นที่จะได้ประโยชน์ ได้แก่

    • กลุ่มรับเหมา-วัสดุก่อสร้าง STEC, CK, TASCO, SCC, SCGD, TOA
    • กลุ่มค้าปลีกวัสดุ HMPRO, DOHOME, BJC

    ขณะที่มุมมองจาก บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุข้อมูลพื้นที่ประสบภัยกว่า 3.3 แสนไร่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ชุมชนและเส้นทางคมนาคม ระดับน้ำท่วมลึก 1.0-2.5 เมตร ถือเป็นปัจจัยบวกเชิงจิตวิทยา ต่อความต้องการสินค้าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหลังน้ำลด โดยเลือกหุ้นเด่นในกลุ่มนี้คือ HMPRO และ GLOBAL เป็นต้น

    ด้าน บล.กรุงศรี มองว่า หุ้นกลุ่มจำหน่ายสินค้าซ่อมแซ่มและปรับปรุงบ้าน อาทิ HMPRO ที่แม้ยอดขายระยะสั้นอาจจะสะดุด แต่มีการสาขาในพื้นที่มากสุด (3 แห่ง) DOHOME (1 แห่ง) GLOBAL (ไม่มี) ช่วงฟื้นฟูมีโอกาสเห็นยอดขายเพิ่มกลับมาชดเชยได้ ส่วนหุ้นโรงไฟฟ้าอย่าง EGCO คาดเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าโรงไฟฟ้าขนอมช่วยชดเชยโรงอื่นในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

    อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/investment/capital_market/2898081&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3grDSVgPZ10hRiykZ4ASjm

  • IMF คาดเศรษฐกิจกัมพูชาชะลอตัวปีนี้-ปีหน้า เหตุขัดแย้งชายแดนไทย, กำแพงภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    IMF คาดเศรษฐกิจกัมพูชาชะลอตัวปีนี้-ปีหน้า เหตุขัดแย้งชายแดนไทย, กำแพงภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจกัมพูชาจะเติบโตชะลอตัวลงเหลือ 4.8% ในปี 2568 และ 4% ในปี 2569 อันเป็นผลมาจากความผันผวนของการส่งออก การส่งเงินกลับประเทศที่ลดลงต่อเนื่อง การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ

    IMF ระบุว่า ในปี 2567 เศรษฐกิจกัมพูชาเติบโตถึง 6% แต่หลังจากนั้นกัมพูชาเผชิญกับปัจจัยลบต่าง ๆ ทั้งการหยุดชะงักทางการค้า ความตึงเครียดบริเวณชายแดน และการเติบโตของสินเชื่อที่ซบเซา ซึ่งเผยให้เห็นความเปราะบางของเศรษฐกิจ และสัญญาณของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจก็เริ่มปรากฏในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

    “การปรับลดตัวเลขคาดการณ์เป็นผลมาจากการส่งเงินกลับประเทศที่ลดลงและการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภายในประเทศ” IMF ระบุ “ด้านผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรจะทำให้รายได้จากการส่งออกลดลง เนื่องจากผู้ผลิตต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านอัตรากำไร”

    ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากกัมพูชาในอัตรา 19% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.

    IMF เสริมว่า นโยบายการเงินและการคลังที่รอบคอบ ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพและเสริมสร้างความยืดหยุ่น โดยแนะนำว่าควรใช้มาตรการระยะสั้นที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากภายนอก พร้อมทั้งวางรากฐานสำหรับการแข่งขันในระยะกลาง

    ขณะเดียวกัน IMF คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อของกัมพูชาจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปี 2568 ก่อนที่จะลดลงในปี 2569

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/549108&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XRyj7poQjGYGWaXa6w2kI