Category: เศรษฐกิจ

  • S

    S

    SKIN เติบโตแข็งแกร่ง รับกระแส T-Beauty มาแรง มูลค่าตลาดโต 13.3% โชว์ศักยภาพสกินแคร์แบรนด์ไทย ดันยอดขายแบรนด์ Skinsista และ Dermie โตต่อเนื่อง แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เดินหน้าต่อยอดโอกาสธุรกิจ แย้มเตรียมเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ช่วงครึ่งปีหลังนี้

    SKIN โตแกร่ง แม้เศรษฐกิจชะลอตัว รับกระแส T-Beauty

    นายชาญวิทย์ เขียวนาวาวงศ์ษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกิน ลาบอราทอรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ SKIN ผู้พัฒนาและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านความงามแบรนด์ไทยที่เข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่ เปิดเผยว่า จากกระแส T-Beauty ทำให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้สกินแคร์และเครื่องสำอางที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวที่ผลิตในประเทศมากขึ้น จึงเป็นโอกาสที่ดีของบริษัทในการผลักดันผลิตภัณฑ์ผ่านแบรนด์ Skinsista (สกินซิสต้า) และแบรนด์เวชสำอางน้องใหม่ Dermie (เดอร์มี่) ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่านการขยายช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุมมากขึ้นทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ส่งผลให้ยอดขายเติบโตได้ในเกณฑ์ดี SKIN โตแกร่ง แม้เศรษฐกิจชะลอตัว รับกระแส T-Beauty

    ทั้งนี้ ttb analytics ระบุมูลค่าตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องอยู่ที่ 13.3 % เมื่อเทียบกับปี 2567 ด้าน Statista เผยว่า ในปี 2568 ตลาด Beauty & Personal Care ในประเทศไทยจะมีมูลค่า 7.15 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 2.5 แสนล้านบาท

    จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าตลาดสกินแคร์และเครื่องสำอางในประเทศยังคงเติบโตได้เป็นอย่างดี สวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงความเชื่อมั่นใน T-Beauty ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากทุกแบรนด์ได้รับอานิสงค์การเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และถือเป็นโอกาสสำคัญในการเติบโตของทั้งแบรนด์ Skinsista และ Dermie ผ่านการออกผลิตภัณฑ์ใหม่สอดคล้องกับเทรนด์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์เดิมให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่สามารถแก้ไขปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด ควบคู่ไปกับการบำรุงผิวไปด้วย

    “ภายใต้กระแส T-Beauty ที่ปลุกกระแสให้ผู้บริโภคหันมาใช้แบรนด์ไทยกันมากขึ้น SKIN ได้ต่อยอดโอกาสนี้อย่างเต็มที่ ผ่านแผนการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม และขยายช่องทางจัดจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ Skinsista และ Dermie มียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุก Segment โดยในครึ่งปีหลังบริษัทตั้งเป้าจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่อีกไม่ต่ำกว่า 10 SKU ทั้งในกลุ่มสกินแคร์และเครื่องสำอาง เพื่อสร้างความหลากหลายและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงผู้บริโภค นำพาบริษัทไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน”

    SKIN มีรายได้จาก 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ จากแบรนด์ Skinsista และ Dermie คือ

    • เซรั่มบำรุงผิวหน้า
    • ครีมกันแดด
    • ครีมบำรุงผิวหน้า
    • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า
    • ผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ เครื่องสำอาง

    โดยมีแผนเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 44 ล้านหุ้น เข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโต และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับบริษัทในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iexefrsbboyeh842lf2vchryeoy5aji1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N5idXJApy7FnA7Ic2MNfR

  • กกร.ห่วงปัญหาการเมืองฉุดศก.ไทยโตแผ่ว กระทบเชื่อมั่น-เสี่ยงถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ : อินโฟเควสท์

    กกร.ห่วงปัญหาการเมืองฉุดศก.ไทยโตแผ่ว กระทบเชื่อมั่น-เสี่ยงถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ : อินโฟเควสท์

    นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร.ประเมินว่าปี 2568 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไทย จะขยายตัวได้ 1.8%-2.2% ขณะคาดว่ามูลค่าการส่งออกปีนี้ จะขยายตัวได้ 2-3% อัตราเงินเฟ้อ อยู่ที่ 0.5-1.0%

    “ครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวได้เพียง 1% โดยปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า และมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่ประเทศจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ” นายผยง ระบุ

    พร้อมมองว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัว โดยเศรษฐกิจไตรมาส 2/68 ขยายตัวได้ 2.8% ลดลงจาก 3.2% ในไตรมาส 1/68 ส่วนอัตราการว่างงาน ไตรมาส 2/68 เพิ่มขึ้นเป็น 2.07% จาก 1.88% เมื่อไตรมาส 1/68 และมีจำนวนผู้เสมือนว่างงานอยูที่ 2.1 ล้านคน สูงขึ้นราว 5% จากปีก่อน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ภาคก่อสร้าง-อสังหาฯ และภาคเกษตรชะลอตัว ความเปราะบางของ SMEs เห็นได้ชัดจากยอดค้างชำระหนี้เกิน 90 วันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ขนาดเล็กที่ยอดคงค้างสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท

    นายผยง กล่าวว่า กกร. มีความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่กลับมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน ยังขาดข้อมูลเชิงลึกเพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบของธุรกรรมทองคำและคริปโตฯ รวมถึงการโอนเงินกลับประเทศของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านช่องทางในระบบ ทำให้การเกินดุลการชำระเงินกว่าครึ่ง ไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน (Errors & Omissions)

    “หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรให้ความสำคัญกับการแยกแยะ และวิเคราะห์ผลกระทบของธุรกรรมทองคำ ต่อภาคเศรษฐกิจ (Real Sector) รวมถึงปรับปรุงและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อทำให้เกิดความสมดุลมากขึ้น เช่น พิจารณากลไกลงทุนต่างประเทศ ผ่านกองทุน Sovereign Wealth Fund” ประธาน กกร.ระบุ

    ด้านเศรษฐกิจโลก ยังคงปั่นป่วนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการรอผลตัดสินจากศาลสูงสุด ภายหลังศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ตัดสินว่าการขึ้นอัตราภาษีนำเข้ากับประเทศต่างๆ ขัดต่อกฎหมาย นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 800 เหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ปลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้การประมาณการเศรษฐกิจโลกสำหรับปีนี้ ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

    กกร. เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ยังเผชิญความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก และสงครามการค้า และปัจจัยภายใน อย่างต้นทุนพลังงาน ค่าจ้างขั้นต่ำ และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีความเปราะบาง

    ดังนั้น จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลด หรือผ่อนปรนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ไม่น้อยกว่า 50% ในปี 2569 หรือจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว เพื่อบรรเทาภาระต้นทุน เสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงจากการปิดกิจการ และกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดผลกระทบเชิงลบ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม

    นอกจากนี้ กกร. ยังมีความเห็นว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการจ่ายอัตราค่าจ้าง ตามทักษะฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน มากกว่าการปรับขึ้นค่าจ่างขั้นต่ำ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการ UP-Skill & Re-Skill , Multi-Skill และ New Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) สามารถลดต้นทุน และสร้างความสามารถในการแข่งขัน

    นายผยง กล่าวด้วยว่า จากที่ กกร. ได้เข้าไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เมื่อต้นเดือนก.ค.68 ด้วยตระหนักถึงผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ทั้ง 1) ความเปราะบางที่มีอยู่เดิม ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ 2) ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ ขาดการลงทุนพัฒนาผลิตภาพ ขณะที่แรงงานขาดทักษะที่จำเป็น และ 3) ความท้าทายของภาครัฐ จากพลวัตของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รุนแรงและรวดเร็ว และการไม่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงของนโยบายภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงได้เห็นร่วมกันในการจัดทำกรอบแนวทางการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

    จากความร่วมมือดังกล่าว ได้นำไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand – A Platform for Sustainable Policy Execution เป็นเวทีร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืนเพื่อทุกคน ที่มุ่งเน้นการดำเนินนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง สร้างพลวัตใหม่เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    โดย Reset Thailand จะถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์ของทุกองค์กรแนวร่วม เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวทาง และสร้างแนวร่วมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยภาคเอกชนจะร่วมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน และอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อ และส่งเสริมให้เกิดการเร่งปรับตัว และเรียงลำดับความสำคัญ

    นายผยง กล่าวว่า แพลตฟอร์มนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่ทุกฝ่ายจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินการ โดยมีการสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย การกลั่นกรองแนวทาง การขับเคลื่อนการดำเนินงาน และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง (Result Oriented) โดยเน้นการใช้ข้อมูล (Data-Driven) เพื่อให้ตอบโจทย์ปัญหาอย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน พลิกฟื้นศักยภาพในการแข่งขัน

    ทั้งนี้ Reinvent Thailand ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง โดยจะเริ่มประสานเพื่อผลักดันนโยบายเร่งด่วน 2 เรื่องที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง ได้แก่

    1. การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยบูรณาการทั้งระบบ เชื่อมโยงข้อมูลนำไปสู่การเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ
    2. การเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชน เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน เน้นการลงทุนในเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงานและการผลิตด้วยคนไทย สร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่แข่งขันได้ในระดับสากล โดยมีมาตรการจูงใจจากรัฐ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ เพื่อสร้างตลาด

    “ทั้งสองนโยบาย เป็นเพียงตัวอย่างของแนวนโยบายที่สะท้อนวิธีคิดใหม่ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยจะขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในอนาคต โดยแนวทางที่วางไว้ภายใต้แพลตฟอร์มนี้ ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ และความต่อเนื่องของนโยบาย สามารถใช้เป็น “เข็มทิศ” ให้กับทุกรัฐบาล ในการวางนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ เพิ่มทักษะ สร้างการจ้างงาน รายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยทุกคนได้อย่างเป็นรูปธรรม และวัดผลได้” ประธาน กกร.กล่าว

    นายผยง กล่าวถึงกรณีการเมืองอาจเกิดสุญญากาศว่า สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคืออาจมีกลุ่มเปราะบางเพิ่มขึ้น จากการเกิดการชะงักงันทางเศรษฐกิจที่ซึมยาวขึ้น

    อย่างไรก็ดี มองว่ากรอบในการดูแลแบบประคับประคองยังไปได้ แต่สิ่งสำคัญคือสายป่านยาวไม่เท่ากัน ซึ่งการประคองคือต้องใช้สายป่านของทรัพยากรสาธารณะที่มีในระบบ ดังนั้น ต้องเร่งให้การชะงักงันตรงนี้จบโดยเร็ว จะด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น จนไปถึงการจับจ่ายใช้สอย การลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ

    ส่วนแนวโน้มหนี้เสียของธุรกิจในครึ่งปีหลัง ในธุรกิจขนาดใหญ่เทรนด์หนี้เสียลดลง แต่ในธุรกิจขนาดกลาง เล็ก ไมโคร และซูเปอร์ไมโคร ยิ่งเปราะบางเท่าไร ก็ยิ่งมีเทรนด์ที่การเป็นหนี้เสียสูงขึ้นเท่านั้น สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังก้าวสู่การชะงักงัน

    สำหรับประเด็นเรื่องความกังวลเรื่องการถูกหั่นเครดิตเรตติ้ง นายผยง กล่าวว่า มาจากเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งในระยะสั้นยังไม่มีประเด็น แต่เวลาเขาประเมิน เขาประเมินรายได้ของรัฐในระยะยาว ซึ่งดูเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ นำไปสู่ความสามารถในการจัดเก็บภาษี และการนำภาษีที่ได้ไปบูรณาการในพื้นที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโต

    “ผลกระทบดังกล่าวเป็นข้อกังวลที่เขาถามมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ เกิดคำถามว่าการซึมจะยาวขึ้นหรือไม่ การชะงักงันจะยาวขึ้นหรือไม่ จะสามารถจบเร็วได้หรือไม่ จะสามารถใช้หน้าต่างนี้เป็นโอกาสในการพลิกพื้น เป็นโอกาสได้ขนาดไหน” นายผยง กล่าว

    กังวลส่งออกช่วงที่เหลือชะลอตัว

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์ส่งออกช่วง 7 เดือนที่ผ่านมายังขยายตัวเป็นบวก แต่มีความกังวลว่าในไตรมาส 4/68 อาจชะลอลงบ้าง ปัจจัยหลักเนื่องจากเงินบาทแข็งค่ามาก และกังวลเรื่องการจับจ่ายใช้สอย ที่งบประมาณปี 68 ยังเบิกจ่ายไปไม่มาก ขณะที่งบฯ ปี 69 ก็กังวลว่าจะขยับไม่ได้

    ส่วนสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ จะส่งผลกระทบต่อเรื่องการเจรจาภาษีทรัมป์หรือไม่ เชื่อว่าไม่กระทบ ตอนนี้เป็นขั้นตอนการเจรจาประชุมทางเทคนิค อย่างไรก็ดี ถ้าเกิดการยุบสภาจริง ครม.รักษาการก็ยังอยู่ นายพิชัย ชุณหวิชร รมว.คลัง ก็ยังทำงานต่อได้ เพียงแต่เรื่องที่เกี่ยวกับงบประมาณทำไม่ได้ ยกเว้นว่าเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น หรือถ้าไม่ยุบสภา ก็จะมีการเสนอตั้งรัฐบาลในอีกไม่กี่วัน ตั้งเสร็จก็มีคนมาทำงานต่อได้ และงานพวกนี้ไม่ได้อยู่ที่นายพิชัยเพียงคนเดียว ยังมีข้าราชการประจำกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคลัง และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีก

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า อีกประเด็นที่น่ากังวล คือสถานการณ์ทางการค้าระหว่างไทย-กัมพูชา โดยรวมตั้งแต่เดือนม.ค.-ก.ค. 68 ยอดโดยรวม -9.5% โดยในเดือน ก.ค. ส่งออกเหลือแค่ประมาณ 370 ล้านบาท หรือหายไป -97% ซึ่งต้องเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งทางตรง ที่ขายสินค้า และทางอ้อมที่เป็นโรงงานซัพพลายเชน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/526685&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gED_BjpdBXLg1hBQ-c1A8

  • ดีพร้อมหนุน SMEs รับมาตรฐานโลก ใช้ BCG ลดคาร์บอน-สร้างมูลค่าเศรษฐกิจแตะพันล้าน | เดลินิวส์

    ดีพร้อมหนุน SMEs รับมาตรฐานโลก ใช้ BCG ลดคาร์บอน-สร้างมูลค่าเศรษฐกิจแตะพันล้าน | เดลินิวส์

    กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน พร้อมเผยความสำเร็จในการยกระดับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถปรับตัวเข้ากับกระแสโลกด้วยการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 1,385 ล้านบาท และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 1.2 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ถึง 12 ล้านต้น ในพื้นที่กว่า 1.2 แสนไร่

    ดีพร้อมโชว์ผลสำเร็จ SMEs ร่วมวางรากฐานอุตสาหกรรมสีเขียว เตรียมก้าวสู่ Net Zero!

    ‘ณัฏฐิญา เนตยสุภา’ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ดีพร้อมมุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการในทุกมิติผ่านนโยบาย ‘ดีพร้อมคอมมูนีตี้ ที่นี่มีแต่ให้’ โดยมีเป้าหมายให้ SMEs เติบโตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและชุมชน ผ่านกลไก ‘4 ให้’ ซึ่งประกอบด้วย การให้ทักษะใหม่, การให้เครื่องมือที่ทันสมัย, การให้โอกาสในการขยายธุรกิจ และการให้การสร้างธุรกิจที่อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน 

    โครงการยกระดับธุรกิจ SMEs ด้วยการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวต่อการค้าโลกยุคใหม่ โดยมีการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน การพัฒนาขีดความสามารถด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการยกระดับสินค้าและบริการให้ผ่านการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เช่น CFO, CFP และ ISO 14064

    ณัฏฐิญา กล่าวต่อไปว่าการวางรากฐานอุตสาหกรรมสีเขียวถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความยั่งยืน โดยต้องให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ ควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ หรือ Industry 5.0 ที่ผสานเทคโนโลยีกับมนุษย์เพื่อสร้างอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม อย่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2566 ว่าด้วยมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการดำเนินงานที่กำหนดให้โรงงานต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงอันตรายอย่างเข้มข้น เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมยุคดิจิทัลดำเนินไปอย่างปลอดภัยและยั่งยืน

    ผลจากโครงการดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าร่วมสามารถลดต้นทุนจากการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการขนส่ง ใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทดแทน และเพิ่มรายได้จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงออกสู่ตลาด ทั้งยังช่วยสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

    นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดแสดงกรณีตัวอย่างของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการใช้โมเดล BCG เช่น บริษัท แบ็กส์ แอนด์ โกล์ฟ จำกัด ผู้ผลิตเก้าอี้รีไซเคิล Upcycling Chair – Turtle Series, บริษัท แอ็ดวานซ์ แมททีเรียล ซัพพลาย จำกัด ผู้พัฒนาอิฐ Low Carbon, บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตเสื้อ Recycle จากขวดพลาสติก และบริษัท อารีเฮิร์บ จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรธรรมชาติ

    อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ย้ำว่า สิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก การปรับตัวสู่สังคมคาร์บอนต่ำจึงไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนด แต่คือโอกาสสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจไทยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือ และเป็นกำลังสำคัญในการพาประเทศเดินหน้าสู่อนาคตที่ยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5079083/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05VVrVuWY88hwSHH_zK8Rb

  • คนไทยไม่มั่นใจเศรษฐกิจกดดัชนีเชื่อมั่นฯลดลง

    คนไทยไม่มั่นใจเศรษฐกิจกดดัชนีเชื่อมั่นฯลดลง


    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงผลจากปัจจัยลบในประเทศ ทั้งภาวะเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือน ขณะที่ท่องเที่ยวชะลอกระทบภาคธุรกิจ

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,717 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 47.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าจากความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นคาดว่ามาจากประชาชนยังมีความกังวลต่อภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและธุรกิจ ประกอบกับสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย อาทิ นโยบายการค้าและภาษีของประเทศคู่ค้าหลัก สินค้าเกษตรไทยที่เผชิญกับการแข่งขันสูงในตลาดโลก ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจบริการ และสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย – กัมพูชา

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 53.7 แม้จะปรับตัวลดลงจากระดับ 54.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ทำให้ประชาชนยังมีความเชื่อมั่นในอนาคตคาดว่ามาจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.50 ต่อปี เพื่อบรรเทาภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ ประกอบกับการส่งออกยังขยายตัวได้ดี

    อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา และภัยธรรมชาติในบางพื้นที่ ซึ่งอาจจะเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะต่อไป โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 48.15

    รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 12.89 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 10.93 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 8.50 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 8.05 การเมือง ร้อยละ 7.45 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 1.91 ภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 1.52 และอื่น ๆ ร้อยละ 0.60 ตามลำดับ

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 1 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 50.4 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 48.8 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 46.7 และกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 46.0 ซึ่งแม้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคเหนือลดลง อยู่ที่ระดับ 45.8 จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า มี 1 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่ พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 52.0 ในขณะที่มี 6 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 49.0 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 48.9 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 47.5 อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 46.5 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 46.4 และไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 45.8 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยอยู่ที่ระดับ 37.1 แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า

    นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนสิงหาคมลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยมีปัจจัยภายในประเทศเป็นแรงกดดันสำคัญ ทั้งจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา และอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ยังส่งผลต่อเนื่องมาถึงเดือนสิงหาคม

    นอกจากนี้ ปัญหาทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนชะลอตัวลงและส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจ ยิ่งเพิ่มระดับความกังวลของประชาชนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยบรรเทาภาระของประชาชนในสถานการณ์เศรษฐกิจดังกล่าว

    ขณะที่ การเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปี อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนได้ในอีกทางหนึ่ง อีกทั้งความชัดเจนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะมีส่วนช่วยลดความกังวลจากสถานการณ์การค้าที่ตึงเครียดในระยะที่ผ่านมาซึ่งจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน รวมถึงการช่วยเหลือและส่งเสริมการพัฒนาของภาคธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์จะยังคงดำเนินการมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสนับสนุนภาคการค้าและภาคธุรกิจให้ขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที และเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/34979&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FB2y39m0gI_s7uPv8SsaQ

  • หอการค้าไทยห่วงการเมืองฝุ่นตลบ ฉุดวิกฤติ​เศรษฐกิจ

    หอการค้าไทยห่วงการเมืองฝุ่นตลบ ฉุดวิกฤติ​เศรษฐกิจ

    กรุงเทพฯ​ 3 ก.ย. – ประธาน​หอการค้า​ไทย​ ย้ำ​อยากให้​การ​เมือง​มีเสถียรภาพ​ ยิ่งการจัดตั้ง​รัฐบาล​ใช้​เวลานาน​ จะส่งผลกระทบ​ต่อ​เศรษฐกิจ​ ขณะนี้​สถานการณ์​ฝุ่น​ตลบ​ หวังบ่าย​นี้จะชัดเจน​ขึ้น​ เอกชน​ไม่สนใจ​ขั้ว​ใครเป็น​รัฐบาล​ ขอให้หา​ทางออกเร็วที่​สุด

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์​ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าว​ถึง​การ​ที่​พรรค​ประชา​ชนยืนยัน​จะสนับสนุน​พรรค​ภูมิใจ​ไทย​จัดตั้ง​รัฐบาล​ ขณะที่​พรรค​เพื่อ​ไทย​อาจตัดสินใจ​ยุบสภา​ โดยระบุ​ว่า​สถานการณ์​การเมือง​ฝุ่น​ตลบ​มาก​ คาดช่วง​บ่าย​จะมี​ความชัดเจน​กว่า​นี้

    ใน​ส่วน​ภาคเอกชน​ไม่สนใจ​ว่า​ ขั้วไหนจะรวมเสียงได้​ หรือหากจะยุบสภา​เพื่อ​เลือก​ตั้งใหม่​ก็​ให้​ดำเนินการ​ตามรัฐธรรมนูญ​โดยเร็ว​เนื่องจาก​ความไม่แน่นอน​และ​ขาดเสถียรภาพ​ทางการเมือง​จะส่งผลเสีย​ต่อ​เศรษฐกิจ​ของ​ประเทศไทย​ที่​กำลัง​เผชิญ​ทั้ง กำลังซื้อภายในประเทศที่ลดลง, หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง, ภาษีการค้าจากสหรัฐฯ, ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก, ตลอดจนปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน

    หากประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานและประสานกับทุกภาคส่วนจะสามารถ​กำหนด​มาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ไทยกำลัง​เผชิญ​อยู่​ นักลงทุนต่างชาติและผู้ประกอบการไทยกำลังจับตามองสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ทั้งหมดนี้กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ นักลงทุน และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว​ ดังนั้น​ภาคเอกชนต้องการเห็นคณะรัฐมนตรีที่มีศักยภาพ ประกอบด้วยบุคลากรที่มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับ เพื่อให้สามารถบริหารประเทศและฟื้นฟูเศรษฐกิจในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ได้

    สำหรับ​ที่ประชุม​คณะกรรมการ​ร่วม​ภาค​เอกชน​ 3 สถาบัน​ (กกร.)​ ที่​ประชุมกันในช่วง​เช้า​นี้​ ก็​จะ​ติดตาม​และ​ประเมินสถานการณ์​ โดยสิ่งสำคัญ​ที่​ภาคเอกชนต้องการเห็นคณะรัฐมนตรีที่มีศักยภาพ ประกอบด้วยบุคลากรที่มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับ เพื่อให้สามารถบริหารประเทศและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ.​ -512 -​สำนักข่าว​ไทย​

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    1 ก.ย. – เปิดโผตำรวจ ประชุม ก.ตร. กว่า 8 ชม. บัญชีแต่งตั้งนายพลตำรวจ 250 ตำแหน่ง “บิ๊กเต่า” แห้ว “นพศิลป์” ได้ขึ้น พล.ต.ท. เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ที่ห้องศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (รองประธาน ก.ตร.) เป็นประธานการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 8/2568 วาระแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ระดับผู้บังคับการ (ผบก.) ถึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ประจำปี 2568 โดยแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และโยกย้ายสับเปลี่ยน กว่า 250 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ก.ตร.ครบองค์ประชุม ขาดเพียงนายภูมิธรรม […]

    กรุงเทพฯ 1 ก.ย. – “บิ๊กเต่า” ยอมรับมีอดีต ผอ.พศ.-ตลกชื่อดัง ถือครองโฉนดที่ดินแทน “อดีตพระอลงกต” ส่วน “สมปอง” ยังอยู่ในข่ายถูกดำเนินคดี แม้อ้างว่าเป็นการยืมเงินและคืนไปบางส่วนแล้ว ขณะที่วง “พิงค์แพนเตอร์” ประสานเข้าพบตำรวจเร็วๆ นี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนคดี “อลงกตการละคร” ระบุว่า คดีมีความคืบหน้าไปพอสมควร และมีตัวละครที่สามารถดำเนินคดีได้หลายคน แต่ตำรวจต้องการพยานหลักฐานมาประกอบข้อมูลตรงนี้ให้ชัดเจนมากขึ้นก่อน ซึ่งตอนนี้พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามทยอยเรียกสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อย ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบขยายผลเส้นทางการเงินและทรัพย์สิน โดยเฉพาะประเด็นที่มีคนใกล้ชิด อักษรย่อ นางสาว ว. ถือครองโฉนดที่ดินมูลค่ารวม 140 ล้านบาทนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยืนยันว่าตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบบุคคลเกี่ยวข้องทั้งหมด โดยในจำนวนนั้นยอมรับว่ามีอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และตลกชื่อดัง ถือครองโฉนดที่ดินแทน “อดีตพระอลงกต” ด้วย โดยทั้งคู่มีพฤติกรรมคล้ายๆ กัน คือ เข้าไปหาผลประโยชน์ และไม่ใช่เพียงผลประโยชน์จากเงินวัดก้อนเดียว แต่หาผลประโยชน์จากกลุ่มเครือข่ายด้วย ซึ่งมีมูลค่าเงินจำนวนมาก และทางอดีตพระอลงกต ก็มองว่าตนเองถูกรังแก ถูกโกงเงินไป ทั้งเรื่องคอนเสิร์ต เรื่องที่ดิน และถือครองทรัพย์สินแทน […]

    พรรคกล้าธรรม 30 ส.ค.-พรรคกล้าธรรม ออกแถลงการณ์ โหวตหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ ชี้ปล่อยให้ประเทศเกิดสุญญากาศไม่ได้ เผยภูมิใจไทยรับข้อเสนอ แก้ กม.ต้องไม่กระทบสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อเวลา 15.55 น. พรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ออกแถลงการณ์ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และจะต้องมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ต่อไปว่า คณะกรรมการบริหารพรรค ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้ร่วมกันพิจารณารับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคทุกท่าน เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินการของพรรค รวมถึงพิจารณาข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พรรคกล้าธรรม จะลงมติในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สนับสนุนให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เนื่องด้วยสถานการณ์ของประเทศไทยขณะนี้ จำเป็นที่จะต้องมีฝ่ายบริหารมาขับเคลื่อนและแก้ปัญหาให้กับประชาชนในทุกด้าน ทั้ง ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน โดยไม่สามารถประวิงเวลาไปได้อีก พรรคกล้าธรรม ได้แสดงจุดยืนของพรรคให้กับพรรคภูมิใจไทยทราบ คือ 1.พรรคกล้าธรรม ยึดถือ […]

    พรรคประชาธิปัตย์ 31 ส.ค.- “เดชอิศม์” ปิดประตูจับมือ “ภูมิใจไทย” ตั้งรัฐบาล กร้าว ถ้าหนุนก็ไม่เหลือความเป็นคน บอก รัฐประหาร 100 ครั้ง ก็ไม่เลวร้ายเท่าฮั้ว สว. ยกอำนาจให้คนเดียวชี้ขาดประเทศ ย้ำคดีเขากระโดง ต้องเอาผิดให้เด็ดขาด บอก 2-3 เดือน ก็ยุบสภาได้ ไม่ต้องรอ 4 เดือน นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุภายหลังการเจรจากับพรรคประชาชน ที่พรรคร่วมรัฐบาลรับเงื่อนไขทั้งหมดของพรรคประชาชน ว่า จริงๆ เป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทย กับพรรคประชาชน ตนไปเป็นเพื่อนเขา ส่วนประเด็นเป็นเรื่องของทั้งสองพรรคต้องคุยกัน เมื่อถามย้ำว่า หมายถึงพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้รับเงื่อนไขทั้งหมดใช่หรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ปฏิบัติตามเงื่อนไขของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด ส่วนจะนำข้อหารือระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน เข้าสู่ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ด้วยหรือไม่ นายเดชอิศม์ ยอมรับว่า อาจอยู่ในวาระอื่นๆ เนื่องจากมีวาระสำคัญอยู่แล้ว เมื่อถามว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับข้อเสนอของพรรคประชาชนและและข้อเสนอเพิ่มเติมของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายเดชอิศม์ ยืนยันว่า […]

    ข่าวแนะนำ


    กรุงเทพฯ 3 ก.ย.-พรรคเพื่อไทย โพสต์นับหนึ่งกระบวนการยุบสภา ยืนยันอำนาจ เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.26 น. เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความว่า ผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้ยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาแล้ว รายละเอียดจากแถลงอย่างเป็นทางการและยังระบุข้อความว่า “นับหนึ่งกระบวนการยุบสภา ยืนยันอำนาจ เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง” นอกจากนี้ยังโพสต์ข้อความให้การให้สัมภาษณ์ของนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ได้ยืนยันว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการยื่นทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรแล้ว.-สำนักข่าวไทย

    รัฐสภา 3 ก.ย.-“อนุทิน” ขอบคุณพรรคประชาชน มีมติโหวตหนุนนั่งนายกฯ ย้ำพร้อมรับทุกเงื่อนไข หัวเราะ “เพื่อไทย” บอกเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย พาประเทศไม่รอด เป็นเหตุยื่นยุบสภา ชี้ให้ไปดูคำแถลงพรรคส้ม นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางเข้าสภาเมื่อเวลา 09.45 น. โดยผู้สื่อข่าว พยายามถามถึงกรณีที่พรรคประชาชนได้แถลงข่าวสนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ฝั่งพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภา แต่นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถาม บอกแค่ว่าขอไปประชุมก่อน ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า ดีใจหรือไม่ที่พรรคประชาชนจะโหวตสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ตอบว่า “ก็ดีใจสิ และรู้สึกขอบคุณมากๆ ด้วย” ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ขอขึ้นไปประชุมกับพรรคภูมิใจไทยก่อน เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยอ้างเหตุผลการยุบสภาว่า เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะนำพาประเทศไปไม่รอด นายอนุทินหัวเราะ ก่อนตอบว่า ดูร่างที่พรรคประชาชนได้แถลงมันมีคำตอบอยู่ในนั้น เมื่อถามว่าพร้อมเซ็นตามข้อตกลงของพรรคประชาชนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “พร้อมสิครับ ยอมรับได้ทุกข้อ”.-สำนักข่าวไทย

    รัฐสภา 3 ก.ย.-มติพรรคประชาชน แถลงยกมือโหวตหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ โดยพรรคภูมิใจไทยจะต้องยอมตกลงเงื่อนไข 4 ข้อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงว่า ในช่วงระยะเวลา 5 วันที่ผ่านมานี้ เป็นช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนและจากกระแสข่าวเมื่อวานในเรื่องของการยุบสภา ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่ได้มีการชี้แจงอย่างเป็นทางการหรือมีการรับรองอย่างเป็นทางการจากฝั่งพรรคเพื่อไทยว่ามีการทูลเกล้าฯ เสนอยุบสภาแล้วหรือไม่ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน วันนี้มาพร้อมผู้บริหารพรรคบางส่วนที่ได้มีการประชุมกันเมื่อเช้านี้ถึงข้อสรุปว่าภาคประชาชนจะตัดสินใจอย่างไรในสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน นับตั้งแต่กรณีการเผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรี และสมเด็จฮุนเซ็น พรรคประชาชนยืนยันมาโดยตลอดว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศคือการคืนอำนาจให้กับประชาชนตัดสินใจ กำหนดอนาคตของประเทศผ่านการยุบสภา เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้งใหม่ ให้เรามีรัฐบาลใหม่เพื่อให้มีความชอบธรรมมีเสถียรภาพและมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาสำคัญของประชาชนทางด้านการเมืองเศรษฐกิจสังคมและความมั่นคง แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลผู้มีอำนาจในการยุบสภา กลับยังไม่ให้ความชัดเจนและยังไม่ตอบสนองและมีความพยายามที่จะอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด โดยไม่สำนึกถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นผลจากตำแหน่ง พรรคประชาชนจึงเห็นว่าหากพรรคงดออกเสียงในการพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อาจเกิดสถานการณ์ที่ไม่มีผู้ใดได้เสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอาจเกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดไหลกลับไปรวมตัวกันของพรรคร่วมรัฐบาลชุดเดิมที่ได้บริหารประเทศอย่างล้มเหลวมาตลอดสองปีที่ผ่านมา รวมทั้งทางเสี่ยงเปิดทางให้หัวหน้าคณะปฏิวัติรัฐประหารกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง หรือไม่ก็เปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอกซึ่งขัดต่อหลักที่พรรคประชาชนยึดถือ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตลอด 5 วันที่ผ่านมานี้ หลังจากที่ได้มีการพูดคุยกับพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชนได้พิจารณาอย่างละเอียดถึงความเข้าใจของสองพรรคต่อเงื่อนไขของพรรคประชาชนและกลไกควบคุมให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องรักษาตามเงื่อนไขดังกล่าว ประกอบกับการรับฟังเสียงของสมาชิกพรรคทั่วประเทศ และผู้แทนราษฎรของพรรคอย่างรอบคอบแล้ว วันนี้คณะกรรมการบริหารของพรรคจึงได้ประชุมและมีมติว่าหากมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ความเห็นชอบเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ภาคประชาชนจะให้ความเห็นชอบแก่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยพรรคภูมิใจไทยจะต้องยอมตกลงเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ข้อที่หนึ่ง นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน […]

    2 ก.ย. – น้ำท่วมย่านการค้าในเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ลดลงต่อเนื่อง ถนนหลายสายรถสัญจรได้แล้ว ขณะที่ จ.พิษณุโลก น้ำทะลักกัดเซาะถนนขาด ไหลท่วมบ้านเรือน ส่วน จ.แม่ฮ่องสอน น้ำป่าหลาก-ดินโคลนถล่ม เสียชีวิต 1 ราย ระดับน้ำที่ท่วมบ้านเรือน ร้านค้าตามชุมชน และย่านการค้าในเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ลดลง จากที่เคยท่วมสูงเกือบ 1 เมตร ลดเหลือ 20-30 เซนติเมตร รวมทั้งบริเวณแยกหอนาฬิกา ซึ่งน้ำท่วมลดลงแต่ยังมีน้ำไหลผ่านอยู่บ้าง และมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ ถนนหลายสายรถยนต์สามารถสัญจรไปมาได้แล้ว แต่ถนนบางสายยังปิดการจราจร ป้องกันรถที่วิ่งผ่านทำให้น้ำทะลักเข้าร้านค้า เจ้าของร้านค้าบางส่วนเริ่มสำรวจความเสียหายของข้าวของเครื่องใช้ รวมทั้งสินค้าต่างๆ ที่ถูกน้ำท่วม หลังแม่น้ำป่าสักที่ไหลผ่าน อ.หล่มสัก ลดลงต่ำกว่าพนังกั้นน้ำราวครึ่งเมตรแล้ว หากไม่มีฝนตกหรือมวลน้ำทางตอนเหนือเติมลงมา คาดว่าน้ำที่ท่วมในเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก รวมทั้งบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรใน ต.ตาลเดี่ยว ที่อยู่ทางตอนใต้ จะลดลงเรื่อยๆ และเข้าสู่ภาวะปกติในเร็วๆ นี้ น้ำทะลักตัดถนนขาด ไหลท่วมบ้านเรือนที่ จ.พิษณุโลก น้ำจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ ที่หลากลงคลองเนินกุ่ม กัดเซาะถนนบ้านเหนือ ต.เนินกุ่ม […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/business-1580516&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XeU3w3yk4TquXYRN2VLXy

  • เชื่อมั่นผู้บริโภคลด! หนี้-ชายแดน-ท่องเที่ยว กดดันเศรษฐกิจ

    เชื่อมั่นผู้บริโภคลด! หนี้-ชายแดน-ท่องเที่ยว กดดันเศรษฐกิจ

    พาณิชย์ชี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสิงหาคม 2568 ลดลงเล็กน้อย เหตุปัจจัยในประเทศกดดัน แต่ยังคงเชื่อมั่นอนาคตจากมาตรการรัฐ-ดอกเบี้ยขาลง

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน 5,717 รายทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 47.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนความกังวลต่อเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะภาระหนี้สินครัวเรือน รายจ่ายที่สูงขึ้น ภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว รวมถึงสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) ยังอยู่ในเกณฑ์เชื่อมั่นที่ 53.7 แม้ลดลงจาก 54.2 ในเดือนก่อน โดยแรงหนุนหลักมาจาก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.50% ต่อปี และการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามต่อเนื่อง ได้แก่ ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา และภัยธรรมชาติในบางพื้นที่

    moc-consumer-confidence-index-reduce-debt-border-tourism-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่นมากที่สุด คือ เศรษฐกิจไทยในภาพรวม (48.15%) รองลงมา ได้แก่ มาตรการรัฐ (12.89%) สังคม/ความมั่นคง (10.93%) ราคาสินค้าเกษตร (8.50%) เศรษฐกิจโลก (8.05%) การเมือง (7.45%) ราคาน้ำมัน (1.91%) ภัยพิบัติ/โรคระบาด (1.52%) และปัจจัยอื่น ๆ (0.60%)

    จำแนกรายภูมิภาค พบว่า มีเพียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อยู่ในเกณฑ์เชื่อมั่น (50.4) ขณะที่ภาคใต้ (48.8) ภาคกลาง (46.7) และกรุงเทพฯ–ปริมณฑล (46.0) แม้ยังต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นแต่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนภาคเหนือ (45.8) ลดลงเพราะได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

    จำแนกรายอาชีพ พบว่า พนักงานภาครัฐเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ยังเชื่อมั่น (52.0) ส่วนอาชีพอื่น ๆ ต่ำกว่าเกณฑ์ อาทิ ผู้ประกอบการ (49.0) นักศึกษา (48.9) พนักงานเอกชน (47.5) อาชีพอิสระ (46.5) เกษตรกร (46.4) ผู้ว่างงาน/บำนาญ (45.8) ขณะที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญอยู่ต่ำสุดที่ 37.1 แต่ปรับขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อน

    พูนพงษ์ ยังชี้ การลดลงของดัชนีในเดือนสิงหาคมส่วนใหญ่ได้รับแรงกดดันจาก ความขัดแย้งชายแดนและอุทกภัยภาคเหนือ รวมถึงปัญหากำลังซื้อที่อ่อนแรงซึ่งส่งผลต่อธุรกิจ แต่ปัจจัยบวกคือการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย และการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ความชัดเจนเรื่องมาตรการภาษีของสหรัฐฯ อาจลดแรงกังวลด้านการค้าได้

    กระทรวงพาณิชย์ย้ำว่า จะเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพ สนับสนุนภาคธุรกิจและการค้า ตลอดจนติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นใจให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจในระยะต่อไป

    moc-consumer-confidence-index-reduce-debt-border-tourism-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/moc-consumer-confidence-index-reduce-debt-border-tourism&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2i-Vle_FJPosWWJVOx00SD

  • คนไทยช็อปออนไลน์สูงสุดในโลก ลาซาด้าเผยอีคอมเมิร์ซโตสวนเศรษฐกิจ

    คนไทยช็อปออนไลน์สูงสุดในโลก ลาซาด้าเผยอีคอมเมิร์ซโตสวนเศรษฐกิจ

    น.ส. วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจภาพรวมดูเหมือนว่าจะชะลอตัวลง แต่สำหรับการค้าแบบอีคอมเมิร์ซผ่านแพลตฟอร์มอี-มาร์เก็ตเพลสอย่างลาซาด้านั้น ครึ่งแรกของปี 2568 เติบโตได้ในระดับที่น่าพอใจและใกล้เคียงกับตลาด 

    “นักช็อปออนไลน์ไม่ได้ซื้อของน้อยลง แต่พฤติกรรมอาจปรับเปลี่ยนไปบ้าง โดยหันมาซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ตอบโจทย์ด้านความคุ้มค่า แทนที่จะซื้อสินค้าราคาถูกแต่ไม่ทนทาน เรายังเห็นลูกค้าที่เพิ่มขึ้น จากการที่คนเข้ามาซื้อของผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อใช้คูปองจากหลากหลายช่องทาง เพื่อให้ได้ส่วนลดเพิ่มขึ้น โดยในช่วงแคมเปญ พบว่า 50% ของคำสั่งซื้อ มีการใช้คูปองหลายต่อ โดยใช้ทั้งคูปองส่งฟรีและส่วนลดควบคู่กันไป”

    น.ส.วาริสฐา กล่าวว่า ลาซาด้าอาจไม่มีนโยบายเปิดเผยยอดขาย กำไร หรือการเติบโต แต่ตัวเลขที่เปิดเผยได้สะท้อนการขยายตัวของยอดขายชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นยอดคำสั่งซื้อบน LazMall แหล่งรวมสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำของลาซาด้า ที่เพิ่มขึ้นกว่า 22% ตั้งแต่ต้นปี 2568 เช่นเดียวกับยอดการใช้จ่ายต่อครั้งผ่าน LazMall ที่เพิ่มขึ้นเป็นครั้งละ 1,000 บาท ขณะที่ยอดใช้จ่ายต่อครั้งทั้งแพลตฟอร์มในช่วงแคมเปญยังเพิ่มขึ้น 15% ด้วย แสดงให้เห็นว่านักช็อปจำนวนมาก เข้ามาหาซื้อสินค้าที่คุ้มราคาจากส่วนลดหลากหลายที่ลาซาด้ามอบให้ 

    ทั้งนี้ ปี 2567 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซไทยมีมูลค่า 1.1 ล้านล้านบาท เติบโต 21.7% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 12% และ 67% ของมูลค่า 1.1 ล้านล้านบาทดังกล่าว เป็นการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลส 

    “การเติบโตอย่างต่อเนื่องของอีคอมเมิร์ซทำให้ในปี 2568 ยอดขายสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซคิดเป็น 1 ใน 4 ของตลาดค้าปลีกไทยแล้ว และภายในปี 2573 คาดว่าจะเติบโตแตะ 2 ล้านล้านบาท นอกจากนั้นนักช็อปไทยยังซื้อของออนไลน์ต่อสัปดาห์สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก คิดเป็น 68.2% ของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 56.1%”

    ลาซาด้ายังได้ประกาศวิสัยทัศน์การเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยุคใหม่ “Next-Level eCommerce” ด้วย 3 โฟกัสหลัก 1. คัดสรรสินค้าคุณภาพครบทุกหมวดหมู่ (High-Quality Assortment) 2. มอบประสบการณ์การช้อปที่เหนือกว่า (High-Quality Experience) 3. ดึงอินไซต์สร้างแคมเปญคุณภาพ (High-Quality Campaign) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2880415&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D7s81DjDTlboaDACZ6fWl

  • บสย. ส่งมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” กระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วย SMEs ซื้อรถกระบะ เป็นเครื่องมือทำมาหากินง่ายขึ้น – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    บสย. ส่งมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” กระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วย SMEs ซื้อรถกระบะ เป็นเครื่องมือทำมาหากินง่ายขึ้น – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า บสย. ได้ขยายความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการซื้อรถกระบะเชิงพาณิชย์ ในการประกอบอาชีพและทำธุรกิจ ล่าสุดได้เปิดตัวมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” เบื้องต้นได้จัดเตรียมวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 1,000 ล้านบาท โดยเริ่มดำเนินการระยะแรก 500 ล้านบาท ต่อยอดจากมาตรการค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะใหม่ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อให้การช่วยเหลือ SMEs ครอบคลุมทั้งการซื้อรถกระบะใหม่ และรถกระบะมือสอง มุ่งช่วย SMEs รายย่อย กลุ่มเกษตรกร และธุรกิจขนส่งขนาดเล็ก ที่อาจมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ สามารถเข้าถึงสินเชื่อซื้อรถกระบะได้ง่ายขึ้น โดยตั้งเป้าว่าจากมาตรการนี้ จะช่วย “ปลดล็อก” ธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน ทั้งช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ซบเซาให้กลับมาคึกคัก ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

    ปัจจุบันตลาดรถกระบะมือสองมีมูลค่าประมาณ 17,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 38,000 คัน ซึ่งหดตัวลงต่อเนื่อง ประกอบกับราคารถกระบะมือสองที่ปรับลงอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากในปี 2566-2567 มีรถกระบะถูกยึดเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดและระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ด้วยมาตรการดังกล่าวของ บสย. ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยชดเชยความเสี่ยง เพื่อจะสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์) กล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยคาดว่าจากมาตรการนี้ จะช่วยผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการซื้อรถกระบะมือสองเข้าถึงสินเชื่อได้กว่า 7,600 ราย ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบกว่า 3,400 ล้านบาท รักษาการจ้างงานกว่า 153,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 14,000 ล้านบาท

    ปัจจุบันสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อรถกระบะมือสอง 60% เป็นกลุ่ม Non Bank ที่เหลืออีก 40% เป็นกลุ่มสถาบันการเงินและบริษัทในเครือ โดยจุดเด่นของมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” จะช่วย SMEs ลดภาระทางการเงิน ด้วยสิทธิประโยชน์ ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก โดยรัฐบาล กระทรวงการคลังเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมค้ำประกันให้ และในส่วนปีที่ 4-7 คิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันต่ำเพียง 1.5% ต่อปี ของภาระค้ำประกันในแต่ละปี เช่นภาระสินเชื่อปีที่ 4 คงเหลือ 300,000 บาท SMEs จะจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันเพียง 4,500 บาทเท่านั้น พร้อมค้ำประกันนานสูงสุด 7 ปี หรือ 84 งวด วงเงินค้ำประกันสูงสุดถึง 800,000 บาทต่อราย สิ้นสุดรับคำขอค้ำประกันภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2568

    นายสิทธิกร กล่าวว่า กรณีที่ SMEs ที่ถือหนังสือค้ำประกัน บสย. ประสบปัญหาไม่สามารถผ่อนชำระค่างวดต่อได้จนกลายเป็นหนี้เสีย และรถถูกยึดขายทอดตลาดเสร็จสิ้นแล้ว โดยไฟแนนซ์พิจารณาส่งยอดหนี้คงเหลือมาเคลมกับ บสย. ลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลมภายใต้มาตรการนี้ สามารถเข้าร่วมมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ “บสย. พร้อมช่วย” หรือ มาตรการ 3 สี ม่วง เหลือง เขียว ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความสามารถในการชำระหนี้ จุดเด่นคือ ยืดหนี้ยาวสูงสุด 7 ปี พร้อม “ตัดเงินต้น ก่อนตัดดอก” และคิดอัตราดอกเบี้ย 0% โดยปลดหนี้ ลดเงินต้นให้สูงสุด 30% พร้อม “ยกดอกเบี้ย” ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยให้ลูกหนี้สามารถ “อยู่รอด อยู่ได้” และ “ปลดหนี้” ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจ และทำให้ลูกหนี้มีกำลังใจ กลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง

    ผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” สามารถลงทะเบียนได้ที่ LINE OA : @tcgfirst พร้อมบริการตรวจสุขภาพทางการเงิน โดยจองคิวขอรับคำปรึกษาทางการเงิน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บสย. Call Center โทร. 02-890-9999

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/02/574866/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pv5S5eqceWAHWcqZp2xU-

  • งบปี 69 ผ่านฉลุย! วุฒิสภาไฟเขียว 151 เสียง จับตาค้าปลีก-รับเหมาคึก

    งบปี 69 ผ่านฉลุย! วุฒิสภาไฟเขียว 151 เสียง จับตาค้าปลีก-รับเหมาคึก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 ก.ย.68) การประชุมวุฒิสภา ซึ่งมีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หลังจากสมาชิกวุฒิสภาอภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะครบทั้ง 78 คน

    โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 151 เสียง (เพิ่มจาก 148 +3) ไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 27 เสียง ส่งผลให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2569 ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา โดยขั้นตอนต่อจากนี้ จะส่งร่างกฎหมายกลับไปยังรัฐบาล เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศใช้ต่อไป

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขอบคุณวุฒิสภาที่เห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าว โดยย้ำว่า งบประมาณปี 2569 เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อสร้างความมั่นคง ความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งพัฒนาระบบราชการให้ตอบสนองประชาชนได้ในทุกมิติ

    สำหรับข้อคิดเห็น คำแนะนำ และความห่วงใยจากสมาชิกวุฒิสภา นายพิชัย ยืนยันว่า รัฐบาลจะนำมาพิจารณาปรับปรุงการทำงานของหน่วยรับงบประมาณ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายงบประมาณมากที่สุด พร้อมขอบคุณคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่ร่วมพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ อย่างเต็มที่ และได้ให้ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการ

    ทั้งนี้ นายพิชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะกำกับดูแลการใช้งบประมาณให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายที่วางไว้ เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน

    ด้านฝ่ายกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า การที่ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา ถือเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) เนื่องจากช่วยจำกัด Downside ในช่วงรอยต่อทางการเมือง และปลดล็อกปัจจัย Overhang ที่กดดันตลาดในช่วงที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ ฝ่ายกลยุทธ์มองว่า จะเป็นแรงหนุนเชิงจิตวิทยาต่อหุ้น Domestic Play โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL และบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO รวมถึงกลุ่มเช่าซื้ออย่างบริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างอย่างบริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO ก็มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์เช่นเดียวกัน

    ในส่วนของกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และบริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ถูกประเมินว่า จะได้ประโยชน์จากความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณ

    รวมทั้งกลุ่ม ICT อย่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ซึ่งน่าจะได้รับผลเชิงบวกตามมา

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/779586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Egpyx1igwMTxYGg1LLQCR

  • การเมือง-เศรษฐกิจวิกฤติซ้ำซ้อน

    การเมือง-เศรษฐกิจวิกฤติซ้ำซ้อน

    เศรษฐกิจ

    การเมือง-เศรษฐกิจวิกฤติซ้ำซ้อน

    03 ก.ย. 2025 เวลา 7:00 น.

    เศรษฐกิจไทยเวลานี้หลายคนมองว่าถึง “ทางตัน” แล้ว เพราะดูไม่ออกว่าเราจะกลับไปเติบโตในระดับเดียวกับช่วงก่อนโควิดอย่างไร และเอาเข้าจริงๆ ไทยเองน่าจะเป็นประเทศท้ายๆ ที่มูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่งจะกลับขึ้นมาเทียบเท่ากับช่วงก่อนโควิด

        เรียกได้ว่าเราใช้เวลาฟื้นตัวจากพิษโควิดนานถึง 4 ปีเต็ม ที่สำคัญมองไปข้างหน้ายังดูไม่ออกว่าอะไรจะเป็น “เครื่องยนต์ใหม่” ที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยิ่งช่วงหลายปีมานี้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่ในกลุ่มบ๊วยของตารางอาเซียน
        เราต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยเวลานี้กำลังเผชิญภาวะยากลำบากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต ไม่ใช่เพียงแค่การเติบโตต่ำที่ลากยาวมานาน แต่ยังถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤติการเมืองซึ่งทำให้ประเทศเข้าสู่สุญญากาศทางนโยบาย การถอดถอนนายกรัฐมนตรีล่าสุดได้กลายเป็นชนวนสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ หรือแม้แต่ประชาชนในประเทศเอง สถานการณ์นี้ทำให้เศรษฐกิจไทยจากที่เติบโตช้าอยู่แล้วกำลังโดนวิกฤติการเมืองกระหน่ำซ้ำเติม

        ถ้าลองวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจไทยให้ดี มันเริ่มต้นจากการที่เราไม่ยอมแก้ปัญหาระยะยาวในอดีตจนวันนี้กลายเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนซึ่งเคยเตือนกันมาร่วม 10 ปี ว่ากำลังเป็นระเบิดเวลาของวิกฤติเศรษฐกิจลูกใหม่ แต่รัฐบาลไม่ว่าจะกี่ชุดให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเรื่องนี้น้อยมาก หรือแม้แต่การหาเครื่องยนต์การลงทุนใหม่ๆ เพื่อทดแทนการลงทุนในอุตสาหกรรมเดิมๆ ซึ่งโลกเริ่มใช้น้อยลงไปเรื่อยๆ รวมไปถึงนโยบายที่จะดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ก็ยังไม่มีความชัดเจน… EEC ที่เคยเป็นความหวังของประเทศ แต่ความคืบหน้าในส่วนนี้แทบไม่มีให้เห็น เราไม่แปลกใจเลยที่จะเห็นเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติที่ไหลเข้ามาประเทศไทยน้อยลงไปเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน

        ข้อมูลหลายอย่างบ่งชี้ไปว่า “ขีดแข่งขัน” ของประเทศไทยกำลังถดถอยลง ถามว่าเป็นเพราะอะไร สถานการณ์การเมืองช่วงหลายปีมานี้น่าจะบอกใบ้ถึงคำตอบได้ค่อนข้างดี ซึ่งถ้าไทยยังไม่สามารถสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็งกำหนดทิศทางของประเทศในระยะยาวได้ ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะไม่ได้กดดันแค่การลงทุนเท่านั้น แต่ยังกระทบตรงไปถึงคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชนด้วย เศรษฐกิจไทยจะยังจมดิ่ง หลายธุรกิจปิดกิจการ ผู้คนจะหางานทำยากขึ้น กำลังซื้อหดหาย สุดท้ายเราจะกลายเป็นประเทศที่นักลงทุนลืม
        เศรษฐกิจไทยในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ “ติดกับดักการเติบโตต่ำ” แต่กำลังเผชิญ “กับดักซ้ำซ้อน” ที่การเมืองและโครงสร้างเศรษฐกิจเชื่อมโยงกันเป็นปัญหาใหญ่ ประเทศจำเป็นต้องมีทั้งผู้นำทางการเมืองที่สร้างความเชื่อมั่น และยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน เพื่อปลดล็อกศักยภาพใหม่ มิฉะนั้นประเทศไทยจะยังคงวนเวียนอยู่ในวังวนเดิม โตช้า ไม่มั่นคง และถูกทิ้งห่างในภูมิภาคที่หลายประเทศกำลังวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/business/economic/1197031&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oIU0-vgzf-6aeXT8DleGI