Category: เศรษฐกิจ

  • SCB ชี้ปี’69 เศรษฐกิจโตต่ำ เครื่องยนต์สำคัญอ่อนแรงทุกตัว

    SCB ชี้ปี’69 เศรษฐกิจโตต่ำ เครื่องยนต์สำคัญอ่อนแรงทุกตัว

    วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)  ระบุว่า SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 เป็น 2.1% (เดิม 1.8%) จากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวสูงกว่าคาดมาก โดยมีแรงหนุนส่งออกทองคำ วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลก และเศรษฐกิจโลกที่รับมือภาษีสหรัฐฯ ได้ดี สอดคล้องกับตัวเลข เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/2568 ที่ออกมาขยายตัวสูงกว่าคาดที่ 1.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YOY) โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชน มองไปในไตรมาส 4 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นใกล้ 1% YOY ปรับดีขึ้นจากมุมมองเดิม จากมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ทั้งนี้เริ่มเห็นอัตราเบิกจ่ายเดือนตุลาคมสูงกว่าปกติมาก โดยเฉพาะงบลงทุน ด้านการบริโภคเอกชนมีแนวโน้มปรับดีขึ้นจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการคนละครึ่งพลัส วงเงิน 6.7 หมื่นล้านบาท 

    ทั้งนี้เศรษฐกิจโลกปี 2568 ขยายตัวดีกว่าคาด จากการค้าที่เร่งตัวก่อนสหรัฐฯ บังคับใช้กำแพงภาษี และเทรนด์การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI โดย SCB EIC มองว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้ 2.7%YOY (เดิม 2.5%YOY) เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะได้รับผลดีจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI สำหรับเศรษฐกิจเอเชียจะได้รับผลดีจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และการ Front-load ส่งออกไปสหรัฐฯ ขณะที่เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะชะลอลงตามการค้าโลกที่จะได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น โดยเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงอยู่ที่ 2.5%YOY โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ สูง อย่างไรก็ดี การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI แรงหนุนจากนโยบายการคลังและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปี 2569

    อย่างไรก็ดี SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวต่ำลง ยังคงประมาณการเดิมไว้ที่ 1.5% เครื่องยนต์เศรษฐกิจจะแผ่วลงเกือบหมด โดยเฉพาะการส่งออกมีแนวโน้มหดตัวจากหลายปัจจัย ได้แก่ 1. ผลของ Front-loading ที่ทยอยหมดไปหลังสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูง 2. สหรัฐฯ อาจตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติม โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าสวมสิทธิ 3. เศรษฐกิจโลกชะลอลง จากความไม่แน่นอนการค้าโลกและภาษีทรัมป์ส่งผลกระทบชัดขึ้น และ 4. สินค้าจีนแข่งขันตลาดสหรัฐฯ ดีขึ้นหลังสหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงลดอัตราภาษีสูงนาน 1 ปี

    ทั้งนี้การลงทุนภาคเอกชนจะยังขยายตัวได้จากการนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุน แต่อาจส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไม่มาก เนื่องจาก Import content ของไทยสูงขึ้นมากจากอดีต สะท้อนจากการนำเข้าของไทยที่สูงขึ้นมาก โดยเฉพาะจากจีน จึงอาจไม่ได้สร้างประโยชน์ต่อภาคการผลิตไทย และเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อประเด็น Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยทยอยฟื้นตัว แต่ภาคท่องเที่ยวยังต้องเผชิญความท้าทายจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนที่ค่อนข้างช้า สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบนานต่อเนื่อง 7 เดือน และคาดว่าจะติดลบจนถึงไตรมาส 2 ปี 2569 ส่วนหนึ่งจากราคาอาหารสดและพลังงานมีแนวโน้มลดลง สินค้ากลุ่มนี้มีสัดส่วนเกินครึ่งในตะกร้าเงินเฟ้อไทย ซึ่งค่อนข้างสูงเทียบต่างประเทศ

    SCB EIC ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงสู่ 1% ภายในครึ่งแรกของปี 2569 และทรงตัวระดับต่ำจนสิ้นปี โดยยังมีโอกาสเห็น กนง. ลดดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำมากต่อเนื่องจนถึงครึ่งแรกของปี 2569 และต้องเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงเลือกตั้งใหม่ ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะเคลื่อนไหวใกล้ 0% ตลอดปี 2569  นอกจากปัจจัยอุปทานกดดัน ยังสะท้อนภาพอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงเงินฝืดได้ นอกจากนี้ ภาวะการเงินไทยยังตึงตัวสูง โดยเฉพาะในภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs สะท้อนจากสินเชื่อที่ยังหดตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลงจะมีส่วนช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ลดภาระชำระหนี้ และจะเพิ่มประสิทธิผลมาตรการแก้หนี้ของภาครัฐที่ออกมาเพิ่มเติมได้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/931235&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1faxdEDQ7Cteht6jxRovrs

  • มาเลเซียเป็นผู้นำการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

    มาเลเซียเป็นผู้นำการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล

    ที่มา : สำนักข่าว Bernama

              ปัจจุบันมาเลเซียเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีอัตราการเติบโตของมูลค่าสินค้ารวม (GMV) ร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีแนวโน้มที่จะบรรลุ GMV ที่ 39 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 161 พันล้านริงกิตในปีนี้ ตามรายงาน e-Conomy South-East Asia (SEA) ฉบับที่ 10 ปี 2025 ซึ่งจัดทำโดย Google, Temasek และ Bain & Co การเติบโตนี้ได้รับการสนับสนุนจากการยอมรับของผู้บริโภคที่ยั่งยืนและสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่มั่นคง รวมถึงภาวะเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ ซึ่งในระดับภูมิภาค คาดการณ์ว่ามูลค่า GMV ของเศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะทะลุ 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปีนี้ โดยเติบโตขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน และสูงกว่าการคาดการณ์ครั้งแรกของภูมิภาค 1.5 เท่า

    ในฐานะเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก มีประชากรมากกว่า 680 ล้านคน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและศักยภาพในการสร้างเงินที่แข็งแกร่ง แม้จะเผชิญกับอุปสรรคระดับโลก เช่น โควิด-19 อัตราเงินเฟ้อ และแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทาน” 

    ในขณะเดียวกัน Ms. Amanda Chin หุ้นส่วนของ Bain & Co กล่าวว่า อีคอมเมิร์ซซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจดิจิทัลของมาเลเซียยังคงขยายตัวในอัตราที่ดี และคาดว่าจะสูงถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้

    เธอกล่าวว่าภาคส่วนนี้เติบโตขึ้นร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับปีก่อนใน GMV ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วเป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการสนับสนุนจากการรวมแพลตฟอร์มที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้เล่นรายใหญ่ในภูมิภาคใช้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาดอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับการเพิ่มขึ้นของการพาณิชย์วิดีโอ ซึ่งเปลี่ยนความสนใจของผู้บริโภคให้กลายเป็นยอดขายโดยแทบไม่มีอุปสรรคเลย

    ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังมีบทบาทสำคัญในการที่ผู้ใช้ค้นคว้าและตัดสินใจ รวมถึงวิธีที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อแนะนำสินค้า ปัญญาประดิษฐ์กำลังเติบโตและมีความหลากหลายมากขึ้น และเราเห็นว่าปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและให้คำแนะนำที่น่าเชื่อถือมากขึ้น” เธอกล่าวในระหว่างการนำเสนอรายงาน e-Conomy SEA ปี 2025 

    ในส่วนของการท่องเที่ยวออนไลน์ Chin กล่าวว่าภาคส่วนนี้มีอัตรา GMV เติบโตร้อยละ 19 ซึ่งสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับแรงหนุนจากการเชื่อมต่อทางอากาศที่ดีขึ้น มาตรการเปิดเสรีวีซ่า และแคมเปญการท่องเที่ยวดิจิทัลขนาดใหญ่ที่กำลังได้รับความนิยมก่อนงาน Visit Malaysia 2026 

    เธอกล่าวว่าจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดที่เดินทางมาถึงมาเลเซียได้กลับมาอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับก่อนเกิดโรคระบาด ในขณะที่ทั้งจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงจากต่างประเทศและการเดินทางออกนอกประเทศต่างก็ช่วยรักษาอำนาจกำหนดราคาให้แข็งแกร่งเอาไว้ได้

    เมื่อคุณมองไปที่ผู้ประกอบการโรงแรมในตลาดที่มีความต้องการสูง เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย พวกเขาสามารถปรับราคาเฉลี่ยขึ้นได้มากกว่า 20% ส่งผลให้มีอัตรากำไรที่ดีขึ้น และมีส่วนสนับสนุนต่อมูลค่าโดยรวมของภาคส่วนนี้” เธอกล่าว

    ขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 ซึ่งตรงกับแคมเปญ Visit Malaysia 2026 เรามีโครงการริเริ่มมากมายที่กำลังดำเนินการอยู่ รวมถึงการร่วมมือกับแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวออนไลน์รายใหญ่ เราตั้งเป้าไว้ที่จำนวนนักท่องเที่ยว 45 ล้านคน ดังนั้นเราจึงมีมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่อแนวโน้มการท่องเที่ยวออนไลน์” เธอกล่าว

    สำหรับบริการทางการเงินดิจิทัล ชินกล่าวว่ากลุ่มบริการดังกล่าวยังคงมีการเติบโตสองหลักอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าการชำระเงินดิจิทัลจะสูงถึง 213 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับปีก่อนในมูลค่าธุรกรรมรวมในปีนี้

    เธอกล่าวว่าแรงผลักดันนี้มาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของมาเลเซียไปสู่การชำระเงินแบบไร้เงินสด โดยธนาคารกลางมาเลเซียรายงานว่ามีการใช้งานการชำระเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 ขณะเดียวกัน การยอมรับการชำระเงินข้ามพรมแดนก็ขยายตัวอย่างมากเช่นกัน โดยมาตรฐาน DuitNow QR สามารถใช้งานร่วมกันได้ในตลาดภูมิภาคต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

              การที่มาเลเซียได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มี เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเพิ่มขึ้นของ Gross Merchandise Value (GMV) ถึง 19% ต่อปี (ตามรายงาน e-Conomy SEA Report 2025) ย่อมส่งผลกระทบและสร้างพลวัตใหม่ต่อประเทศไทยในฐานะคู่แข่งและคู่ค้าที่สำคัญในภูมิภาค

    1. ผลกระทบเชิงท้าทายและการแข่งขัน (Challenges and Competition)

    การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของมาเลเซียเป็นสัญญาณเตือนที่ประเทศไทยควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะในด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจดิจิทัล

    1.1 การแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยี (FDI Competition)

    การดึงดูดเม็ดเงิน: การเป็นผู้นำด้านการเติบโตย่อมทำให้มาเลเซียมีศักยภาพสูงในการดึงดูด การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลและสตาร์ทอัพ ซึ่งอาจทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการเป็นฐานการลงทุนหลักในภูมิภาค

    การพัฒนาบุคลากร: ความต้องการบุคลากรด้านเทคโนโลยีของมาเลเซียจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งขันด้านค่าตอบแทนและการดึงดูด บุคลากรดิจิทัลที่มีความสามารถ (Digital Talent) จากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศไทย

    1.2 การสูญเสียส่วนแบ่งตลาดการท่องเที่ยว (Tourism Market Share)

    การแข่งขันด้านออนไลน์ ทราเวล: การที่ตลาดการท่องเที่ยวออนไลน์ของมาเลเซียมีการเติบโตสูงสุดในภูมิภาค (19% GMV growth) และการผลักดันแคมเปญ Visit Malaysia 2026 พร้อมเป้าหมายนักท่องเที่ยวที่สูงมาก อาจทำให้มาเลเซียแย่งส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยได้

    การอำนวยความสะดวก: การปรับปรุงการเชื่อมต่อทางอากาศและการ ยกเว้นวีซ่า ของมาเลเซียเป็นกลยุทธ์ที่ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยอาจต้องยกระดับมาตรการอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการท่องเที่ยวออนไลน์ของตนเองเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

    1.3 การยกระดับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce Platform Advancement)

    นวัตกรรมดิจิทัล: การที่มาเลเซียมีการเติบโตในอีคอมเมิร์ซสูง (21% y-o-y) และมีการใช้ AI ในการแนะนำสินค้าและ Video Commerce อย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมที่ล้ำหน้า ซึ่งแพลตฟอร์มไทยและผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวตามเพื่อให้สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับภูมิภาคที่มาเลเซียเป็นฐานสำคัญได้

    2. โอกาสและความร่วมมือ (Opportunities and Collaboration)

    ในขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าของมาเลเซียก็เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศไทย

    2.1 โอกาสในการค้าขายข้ามพรมแดน (Cross-Border E-Commerce)

    ตลาดส่งออกดิจิทัล: เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลของมาเลเซียเติบโตอย่างรวดเร็ว ย่อมหมายถึงกำลังซื้อและความต้องการสินค้าและบริการที่สูงขึ้น ทำให้ตลาดมาเลเซียกลายเป็น ตลาดส่งออกดิจิทัล (Digital Export Market) ที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มที่ไทยมีความแข็งแกร่ง เช่น สินค้าฮาลาล อาหาร เครื่องสำอาง และสินค้าสุขภาพ

    2.2 ความเชื่อมโยงด้านการเงินดิจิทัล (Digital Financial Connectivity)

    การชำระเงินข้ามพรมแดน: การขยายมาตรฐาน DuitNow QR ของมาเลเซีย และการที่ไทยมีระบบ PromptPay QR ที่เชื่อมโยงกันอยู่แล้ว (Cross-Border QR Payment) จะช่วยเสริมให้ระบบนิเวศการชำระเงินดิจิทัลระหว่างสองประเทศมีความราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    2.3 การเรียนรู้และยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน (Learning and Infrastructure Uplift)

    กรณีศึกษาการเติบโต: ไทยสามารถใช้มาเลเซียเป็นกรณีศึกษาเพื่อเรียนรู้ถึงปัจจัยความสำเร็จและนโยบายที่ขับเคลื่อนการเติบโตที่ 19% เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายและกลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเอง

    ความคิดเห็น สคต.

    การที่ประเทศมาเลเซียได้รับการประเมินให้เป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยมูลค่าการค้า (GMV) ที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19 ต่อปี (ตามรายงาน e-Conomy SEA Report 2025) ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยในฐานะคู่ค้าและคู่แข่งสำคัญในประชาคมอาเซียน โดยสามารถวิเคราะห์ผลกระทบดังกล่าวออกเป็นสองมิติหลัก คือ ความท้าทายด้านการแข่งขัน และ โอกาสทางความร่วมมือและการขยายตลาด

    ความท้าทายด้านการแข่งขันที่ประเทศไทยต้องเผชิญ

    ประการแรกความเป็นผู้นำด้านการเติบโตทางดิจิทัลของมาเลเซียได้เพิ่มแรงกดดันด้านการแข่งขันในการดึงดูด การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดย่อมดึงดูดเงินทุนและทรัพยากรบุคคลด้านเทคโนโลยี (Digital Talent) ที่มีคุณภาพสูงจากทั่วโลกให้หลั่งไหลเข้าสู่มาเลเซีย ซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับมาตรการจูงใจและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

    ประการที่สองการแข่งขันในภาคการท่องเที่ยวออนไลน์ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เนื่องจากรายงานระบุว่าตลาดการท่องเที่ยวออนไลน์ของมาเลเซียมีการเติบโตสูงสุดในภูมิภาค โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและการผลักดันแคมเปญ Visit Malaysia 2026 ที่มุ่งเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หากประเทศไทยไม่เร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ให้รวดเร็วทันสถานการณ์ อาจทำให้สูญเสียส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มดิจิทัลให้กับมาเลเซียได้

    ประการที่สามในภาคอีคอมเมิร์ซซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของมาเลเซีย การใช้เทคโนโลยีล้ำหน้าอย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการแนะนำสินค้าและการเติบโตของ Video Commerce ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการซื้อขาย หากผู้ประกอบการไทยไม่เร่งปรับตัวและใช้เครื่องมือดิจิทัลเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจไม่สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มและผู้ค้าชาวมาเลเซียที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีได้

    โอกาสทางความร่วมมือและการขยายตลาดสำหรับประเทศไทย

    ในทางกลับกัน ความรุ่งเรืองทางดิจิทัลของมาเลเซียก็เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ สำหรับประเทศไทย ประการแรกโอกาสที่ชัดเจนคือการขยายตลาด การส่งออกดิจิทัล เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโต ย่อมหมายถึงกำลังซื้อและความต้องการสินค้าและบริการคุณภาพสูงที่เพิ่มขึ้นในมาเลเซีย ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะกลุ่มอาหาร สินค้าฮาลาล และสินค้าอุปโภคบริโภค สามารถใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างรวดเร็วของมาเลเซียในการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง (Cross-Border E-Commerce)

    ประการที่สองความร่วมมือด้านการเงินดิจิทัลจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น การขยายตัวของระบบการชำระเงิน DuitNow QR ของมาเลเซีย ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับระบบ PromptPay QR ของไทยได้โดยตรง จะช่วยเสริมให้การค้าขาย การลงทุน และการท่องเที่ยวข้ามพรมแดนมีความสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการรวมตัวทางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค

    ประการที่สามมาเลเซียสามารถเป็น “กรณีศึกษา” และ “พันธมิตร” ในการพัฒนาเทคโนโลยีได้ รัฐบาลไทยและภาคเอกชนสามารถศึกษาโมเดลความสำเร็จของมาเลเซียในการใช้ AI และนโยบายส่งเสริม Video Commerce มาปรับใช้ ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างความร่วมมือในการลงทุนและพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีร่วมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน เพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันในระยะยาว

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/le2em522c5vlu03o29p3vsao&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZhwBliBkqP9IbdNsaiaJq

  • ทองคำเตรียมสะเทือน เมื่อเฟดเปลี่ยนระบบการเงินโลกอีกรอบ – InterGold

    ทองคำเตรียมสะเทือน เมื่อเฟดเปลี่ยนระบบการเงินโลกอีกรอบ – InterGold

    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 19.53 น.

    ทองคำเตรียมสะเทือน เมื่อเฟดเปลี่ยนระบบการเงินโลกอีกรอบ

    .

    ————————————————————————————————————————————————————————————————————————–

    .

    ตลาดทองคำกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ เมื่อเฟดประกาศยุติการทำ QT ในวันที่ 1 ธันวาคม และพร้อมใช้เครื่องมือ Repo เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องระยะสั้นเข้าสู่ระบบหากจำเป็น ความเปลี่ยนแปลงจาก “ดึงเงินออก” มาเป็น “พร้อมใส่เงินเข้า” สะท้อนว่าเฟดเริ่มกังวลต่อความเปราะบางทางการเงินมากขึ้น ซึ่งในอดีตทุกครั้งที่เฟดลดความแข็งกร้าวของนโยบายการเงิน ทองคำมักได้รับแรงหนุนเพราะถูกมองเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าเงินดอลลาร์ในระยะกลาง–ยาว ขณะเดียวกันตลาดยังประเมินว่าเฟดรุ่นใหม่มีแนวโน้มเป็นสายผ่อนคลายมากขึ้น และดอกเบี้ยปีหน้ามีโอกาสเข้าสู่ขาลง ทำให้ต้นทุนการถือทองลดลงและเพิ่มเสน่ห์ให้นักลงทุนหันมาถือทองมากขึ้น

    .

    ด้านเศรษฐกิจสหรัฐ ปลายปีนี้ตลาดยังต้องรับความเสี่ยงจากตัวเลข Nonfarm Payrolls ที่จะประกาศแบบรวบยอด 2 เดือนหลัง Government Shutdown ยืดเยื้อกว่า 40 วัน ซึ่งอาจสะท้อนความอ่อนแอเชิงโครงสร้างทั้งในตลาดแรงงานและภาคการใช้จ่าย หากตัวเลขออกมาแย่ จะกดดันความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง เพิ่มแรงซื้อทองคำมากขึ้น ประกอบกับปัจจัยเสริมอย่างการยุติ QT, การคาดหวังดอกเบี้ยลด และเม็ดเงินไหลเข้าตามฤดูกาลช่วง January Effect ทั้งหมดนี้มารวมตัวกันในช่วงเวลาเดียว ทำให้ทองคำมี “แรงหนุนในเชิงมหภาคมากกว่าปัจจัยลบ” อย่างชัดเจน

    .

    นอกจากเสถียรภาพทางการเงินที่สั่นคลอนแล้ว ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกยิ่งเพิ่มแรงขับให้ทองคำโดดเด่นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งจีน–ไต้หวัน–ญี่ปุ่นที่เริ่มมีบทบาทของพันธมิตรสหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องเต็มรูปแบบ ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางระหว่างซาอุ–อิหร่านที่อาจปะทุเป็นสงครามย่อยได้ทุกเมื่อ หรือการเจรจารัสเซีย–ยูเครนที่ต่อให้ดูผ่อนคลาย ก็ยังทิ้งความเสี่ยงเชิงโครงสร้างด้านพลังงานไว้ในระบบ การรวมตัวของปัจจัยการเงินและภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกใช้กลยุทธ์ “ย่อลงคือโอกาสซื้อ ไม่ไล่ราคา” โดยถือแกนยาวจากโซน $4,000–4,050 ไว้ผ่านสิ้นปี พร้อมบริหารพอร์ตไม่ให้ส่วนของทองเกิน 60% และกันเงินสดไว้อย่างน้อย 40% เพื่อรับมือความผันผวนที่อาจกลับมาได้ทุกเมื่อ.

    .

    รับชมคลิปเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/eqksdAcU6Cs 

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold   

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-28-11-68/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37upjX4KiQeKifQR-Am9Ot

  • ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ ระหว่าง ธนาคารออมสิน และ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อศึกษาความเป็นอยู่และพฤติกรรมทางการเงินของกลุ่มครัวเรือนฐานรากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการเงินในระบบ ที่จะนำไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้จากการวิจัยในการพัฒนาระบบการเงินที่เหมาะสม ช่วยยกระดับเศรษฐกิจและความเข้มแข็งทางการเงินของภาคครัวเรือนไทย โดยมี นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และ ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว 

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภายใต้บทบาทการเป็น Social Bank ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินและสร้างการเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม ธนาคารเดินหน้าภารกิจหลักที่ 1 ในการสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งหากพิจารณาจากสถานการณ์การเข้าถึงสินเชื่อของคนไทย ปัจจุบันยังพบว่าครัวเรือนกว่าร้อยละ 30 ยังอยู่ในกลุ่ม Unserved และ Underserved โดยเป็นผู้มีรายได้น้อยและ/หรือรายได้ไม่แน่นอน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบจากการขาดประวัติเครดิตทางการเงิน และกว่าครึ่งยังต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นและต้องเผชิญภาระดอกเบี้ยสูง ดังนั้น เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนบทบาทการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ธนาคารจึงได้จัดตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฐานรากขึ้นเป็นครั้งแรก และได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อคิกออฟงานวิจัย “โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายของการศึกษาเป็นผู้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส ที่ธนาคารได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ที่มีรายได้ แต่ไม่เคยมีประวัติเครดิตทางการเงิน หรือไม่เคยใช้บริการสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ของโครงการนี้มีลักษณะตัวตน หรือ Customer Persona ที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของงานศึกษาวิจัยครั้งนี้ ทั้งนี้ ธนาคารหวังว่าจะสามารถนำผลลัพธ์ของงานวิจัยไปออกแบบเครื่องมือทางการเงิน หรือมาตรการสินเชื่อที่ตรงจุด สามารถตอบโจทย์ความคาดหวัง และสร้างระบบการเงินที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs และสอดคล้องตามบทบาทของธนาคารเพื่อสังคม

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฯ ศึกษาพฤติกรรมการเงินฐานราก

    ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการศึกษาข้อมูลเชิงลึกของลูกหนี้ภายใต้โครงการ “สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส” ของธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นต้นแบบสินเชื่อดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้แต่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อในระบบสามารถกู้เงินได้เป็นครั้งแรก โดยธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยคนไทยสร้างประวัติเครดิตทางการเงินไปแล้วกว่า 200,000 ราย สะท้อนถึงความต้องการเข้าถึงสินเชื่อในระบบที่ยังมีอยู่จำนวนมาก การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งขยาย “ประตูสู่ระบบการเงิน” ให้กว้างขึ้น ผ่านการเก็บข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบเป็นครั้งแรก ใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

    1) ปัญหาเศรษฐกิจการเงิน พฤติกรรมและความต้องการทางการเงิน 2) โมเดลผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยให้ลูกหนี้ชำระคืนได้จริง 3) การทดลองใช้ข้อมูลใหม่และข้อมูลทางเลือกเพื่อค้นหาตัวชี้วัดความเสี่ยงที่แม่นยำยิ่งขึ้นให้กับสถาบันการเงิน 4) การติดตามผลการเข้าถึงสินเชื่อต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของลูกหนี้ตลอดระยะเวลา 1 ปี 

    เพื่อนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสม ซึ่งผลการศึกษาจะช่วยให้ธนาคารออมสินออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการพิจารณาสินเชื่อที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับศักยภาพของลูกหนี้ และเพิ่มโอกาสในการชำระคืน ขณะเดียวกัน สถาบัน ฯ จะมีองค์ความรู้เชิงลึกเพื่อนำไปสนับสนุนนโยบาย Your Data และโครงการ Risk-Based Pricing ของธนาคารแห่งประเทศไทย ช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ “เคยถูกมองไม่เห็น” เข้าสู่ระบบการเงินได้มากขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนงานวิจัยให้เกิดผลจริงต่อประชาชนฐานราก เสริมรากฐานระบบการเงินที่เข้าถึงง่าย ยั่งยืน และช่วยยกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตของครัวเรือนไทยได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378970047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yNrg8zIZUCopJhSgI2PCx

  • &

    &

    บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินราคาทองคำอยู่โหมดรอทิศทาง แนะนำกลยุทธ์ “รอย่อซื้อ” เคาะบริเวณแนวรับ $4,075 / $4,045 (ทองไทยราว 62,400-62,000 บาท) เตรียมเกาะติดเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ตัวแปรสำคัญที่เตรียมพลิกเกมความผันผวน

    นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำสัปดาห์นี้ยังคงเคลื่อนไหวในโหมดรอทิศทาง หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบ Sideway โดยยังไม่ปรากฏสัญญาณการเบรกกรอบอย่างชัดเจน จึงแนะนำ

    กลยุทธ์ “รอย่อซื้อ” ที่บริเวณแนวรับสำคัญ $4,075 / $4,045 หรือราคาทองไทยประมาณ 62,400-62,000 บาท โดยการปรับฐานในระยะสั้นยังควรยืนเหนือระดับ $4,022 (ราคาทองไทยประมาณ 61,500 บาท) เพื่อรักษาโครงสร้างแนวโน้มขาขึ้นไว้ ขณะเดียวกันก็มีแนวต้านสำคัญที่ต้องจับอยู่ที่โซน $4,150 – $4,170 (ราคาทองไทยราว 63,500 – 63,900 บาท) ซึ่งถือเป็นระดับที่ตลาดจะต้องยืนเหนือให้ได้หากจะขึ้นต่ออย่างมั่นคง

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความผันผวนของตลาด และการเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมได้กลับมาเพิ่มขึ้นแถว 80% อีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ลดลงไปที่ 29% และด้วยปัจจัยดังกล่าวจึงช่วยพยุงความเชื่อมั่นฝั่งซื้อทองคำไว้ได้ในบางส่วน ขณะที่ราคาทองคำยังคงยืนอยู่ใกล้โซน $4,100 แม้ว่าจะยังไม่หลุดแนวโน้มสำคัญ แต่โมเมนตัมฝั่งซื้อยังคงไม่แข็งแรงมากพอ เนื่องจากแรงกดดันของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ยังคงทรงตัวแข็งค่า ประกอบกับสัญญาณเชิงบวกเรื่องสันติภาพยูเครน-รัสเซีย ที่เริ่มลดความต้องการถือทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยลง

    สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้ ได้แก่ รายงานเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นข้อมูลชี้นำ ต่อมุมมองนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งหากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด ส่งผลให้ตลาดอาจจะกลับมาคาดหวังโอกาสในการลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ทำให้ทองคำมีโอกาสรีบาวด์ขึ้น แต่หากเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด ทองคำก็อาจเผชิญกับแรงขายรอบใหม่และทดสอบระดับแนวรับที่ต่ำกว่าเดิม ขณะเดียวกันการใช้จ่าย ส่วนบุคคล และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ต้องติดตาม เนื่องจากตลาดเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวของกำลังซื้อ ซึ่งอาจสะท้อนความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างรุนแรงในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

    นอกจากนี้ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ถึงแม้ว่าข่าวสันติภาพดูเหมือนช่วยลดแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่หากการเจรจาไม่คืบหน้าหรือผลลัพธ์กลับมาตึงเครียด หรือมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดอื่นๆ เกิดขึ้น เช่น การตอบโต้ทางทหาร, การแทรกแซงค่าเงินเยน หรือการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเทคโนโลยี ทำให้ทองคำอาจกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ทำให้สัปดาห์นี้ทองคำยังมีโอกาสแกว่งตัวแรงจากข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญและสภาพคล่องที่เบาบางจากวันหยุดในสหรัฐฯ และนักลงทุนควรติดตามข่าวใกล้ชิดและปรับกลยุทธ์ตามจังหวะตลาดอย่างระมัดระวัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ietnmm7nwnxf8abbwnffim140i0tp9v7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dKqySGcu_jiETmM-VfLeK

  • เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวคำปราศรัยหลักในการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าและเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น – กระทรวงการต่างประเทศ

    เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวคำปราศรัยหลักในการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าและเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น – กระทรวงการต่างประเทศ

    เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวคำปราศรัยหลักในการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าและเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น

    เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวคำปราศรัยหลักในการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าและเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น

    วันที่นำเข้าข้อมูล 28 พ.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 28 พ.ย. 2568

    | 20 view

    เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวคำปราศรัยหลักในการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าและเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น (Thailand – Japan Joint Trade and Economic Committee) ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น Keidanren ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ
     
    เลขานุการรัฐมนตรีฯ ย้ำถึงความสำคัญของญี่ปุ่นในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของไทย พร้อมกล่าวถึงโอกาสในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจแนวใหม่เพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับภูมิภาคและโลก ทั้งในมิติด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนทางเทคโนโลยี ซึ่งไทยกับญี่ปุ่นต้องวางแผนมองไปข้างหน้าเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ โดยไทยมุ่งรักษาและเพิ่มขีดความสามารถในอุตสาหกรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น รวมถึงเพิ่มความร่วมมือกับญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมใหม่ที่เน้นความยั่งยืนด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลจะปรับปรุงนโยบายการลงทุนเพื่อให้เป็นเครื่องมือที่สามารถเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างแท้จริง โดยคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเห็นชอบมาตรการเร่งรัดและส่งเสริมการลงทุน 3 ประการ ได้แก่ Thailand Fast Pass มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ และมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    เลขานุการรัฐมนตรีฯ ขอบคุณญี่ปุ่นที่สนับสนุนกระบวนการเข้าร่วม OECD ของไทยตั้งแต่เริ่มต้น และย้ำถึงความพร้อมของรัฐบาลไทยในการยกระดับมาตรฐานของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมคุณค่าร่วมกันของทางเศรษฐกิจตลาดที่เปิดกว้างและโปร่งใสบนพื้นฐานอนาคตที่เติบโตและยั่งยืนร่วมกัน
     


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/secjp-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IfGhkAZEWEu1NEZymwnA3

  • “น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้” สูญ 140,000 ล้านบาท ซัด รัฐบริหารล้มเหลว ถึงเวลารื้อใหญ่

    “น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้” สูญ 140,000 ล้านบาท ซัด รัฐบริหารล้มเหลว ถึงเวลารื้อใหญ่

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ตั้งคำถาม ต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้ง? กับ ผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ ปี 2568 โดยประเมินน้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย 2568 ถึง 27 พ.ย. 2568 รวม 7 วัน

    ทั้ง 9 จังหวัดได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจเบื้องต้น 1.4 แสนล้านบาท คิดเป็น 15% ของ GPP ทั้ง 9 จังหวัด โดยจังหวัดสงขลาได้รับผลกระทบมากสุดถึง 7.5 หมื่นล้านบาท

    หาดใหญ่กระทบหนัก เสียหายมากสุด 1.2 หมื่นล้านบาท

    โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้มากสุด คือ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ใน 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 20-27 พ.ย. 2568 เป็นผลกระทบทั้งทางตรง (การหยุดกิจกรรมเศรษฐกิจ) และทางอ้อม (ความเสียหายต่อทรัพย์สินโดยตรง บ้านเรือน, รถ, ร้านค้า, สต็อกสินค้า, ถนน, ไฟฟ้า, ประปา) แบ่งออกเป็น 2 ฉากทัศน์ คือ กรณีผลกระทบน้อย และกรณีผลกระทบมาก พบว่าผลกระทบอยู่ระหว่าง 5,750 ล้านบาท ถึง 12,100 ล้านบาท คิดเป็น 7.5% ถึง 16% ของ GPP หาดใหญ่ (75,000 ล้านบาท)

    รัฐบาลบริหารจัดการ “ล้มเหลว” ทุกมิติ 

    ผลกระทบน้ำท่วมครั้งนี้ มีความเสียหายทางเศรษฐกิจ ชีวิตและทรัพย์สิน มากกว่าน้ำท่วม ปี 2560 ความเสียหายเศรษฐกิจครั้งนี้อย่างน้อย 1.4 แสนล้านบาทใน 9 จังหวัด ไทยต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้งจีงจะแก้ปัญหาภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ รัฐบาลปัจจุบันจัดการน้ำท่วม ล้มเหลว เพราะมาจาก

    1.การแบ่งงาน “เบี้ยหัวแตก” มีทั้งรัฐมนตรีธรรมนัสเป็นประธาน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธาน มีศูนย์ภัยพิบัติทั้งส่วนกลาง และท้องถิ่น รัฐมนตรีแต่ละท่านรับผิดชอบแต่ละจังหวัด การแบ่งงานที่ “ไร้แม่ทัพหลัก” จะไม่ไปในทิศทางเดียวกัน 

    2.ระบบเตือนภัยพิบัติ “ไม่แม่นยำ” และไม่เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน เห็นได้จากช่วงแรก เทศบาลหาดใหญ่บอกว่า “เอาอยู่” ในขณะที่หน่วยงานส่วนกลางเตือนภัย ประเทศไทยได้ใช้งบประมาณในส่วนนี้มากในแต่ละปี แต่ยังไม่เป็นที่ไว้ใจหรือเชื่อถือได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ

    3. “ล่าช้า” ในการช่วยเหลือและอพพยประชาชน เป็นแบบ “แต่คน ต่างทำ” ภาคเอกชน องค์กร หน่วยงานราชการ ไม่มีแผนปฎิบัติร่วมกัน

    4.ทิศทางการสื่อสาร ท้องถิ่นกับส่วนกลาง “ไม่ไปในทางเดียวกัน” ประชาชนจะเชื่อใครดี ผลที่ออกมาเป็นอย่างที่เห็น
    ประเทศไทยผ่านภัยพิบัติมากครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ละครั้งที่เกิดขึ้น ทุกภาคส่วนพูดเหมือนกันว่า “ต้องถอดบทเรียน” แต่ประเทศไทยสูญเสียทั้งทางเศรษฐกิจและชีวิตประชาชนทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ ถึงเวลาแล้วที่ต้อง “รื้อระบบการจัดการภัยพิบัติของประเทศ” เสียที 

    คอนเทนต์แนะนำ

    สำหรับ ภาคใต้มีทั้งหมด 14 จังหวัด มีขนาดเศรษฐกิจรายจังหวัด (Gross Provincial Product : GPP) อยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท (2566) คิดเป็น 8% ของ GDP ทั้งประเทศ มี 9 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสุราษฎร์ธานี

    จังหวัดเหล่านี้มีขนาดเศรษฐกิจรวมกัน 967,221 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของเศรษฐกิจภาคใต้ ประชาชนได้รับผลกระทบ 2.9 ล้านคน (เกือบ 3 ล้านคน) คิดเป็น 32% ของประชากรในภาคใต้ (9.5 ล้านคน) ครัวเรือนได้รับผลกระทบ 1 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 33% ของครัวเรือนในภาคใต้ (3 ล้านครัวเรือน) (ปี 2566 ครัวเรือนไทยมี 23 ล้านครัวเรือน) คนเสียชีวิต (ยังไม่มีตัวเลขที่แน่นอนคาดว่า มากกว่า 100 คน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/262462&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kNl2bSTiymnR-d9QVqRsg

  • ‘แบงก์ชาติ’ เร่งประเมินผลกระทบน้ำท่วมใต้

    ‘แบงก์ชาติ’ เร่งประเมินผลกระทบน้ำท่วมใต้

    ‘แบงก์ชาติ’ เร่งประเมินผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ชี้สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สินและกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักทันที

    28 พ.ย. 2568 – นางสาวปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยใหญ่ที่เกิดขึ้นทางภาคใต้ในปัจจุบัน ว่า สถานการณ์น้ำท่วมดังกล่าวได้สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ในพื้นที่ต้องหยุดชะงักในทันที ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว, การค้า, การผลิต และการเกษตร ซึ่งขณะนี้ ธปท.กำลังอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้น และจะนำมาพิจารณาพร้อมกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจในด้านอื่น ๆ โดยจะประกาศประมาณการเศรษฐกิจในช่วงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 17 ธ.ค.2568

    “มูลค่าเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลา และจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ ทั้งปีมีจีดีพี คิดเป็น 2.6% ของจีดีพีโดยรวมของทั้งประเทศ ซึ่งความเสียหายต่อเดือน ผลกระทบก็จะต้อง scale ออกมา และที่มองอีกส่วนคือผลกระทบด้านการท่องเที่ยว ซึ่งปกติแล้วจะมีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย เดินทางเข้ามาเฉลี่่ยวันละประมาณ 1 หมื่นคน ซึ่งเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจหลัก ๆ ที่เราประเมิน แต่จะต้องมีการ recover การเยียวยา การซ่อมสร้าง ซึ่งกิจกรรมซ่อมสร้าง ก็จะตามมา” นางสาวปราณี ระบุ

    โดยผลกระทบจากความเสียหายของน้ำท่วมใหญ่ที่อาจจะนำมาซึ่งปัญหาหนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้องมีการเพิ่มมาตรการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมหรือไม่นั้น นางสาวปราณี กล่าวว่า ผลกระทบต่อประชาชนมีค่อนข้างมาก ธปท.เห็นว่าลูกหนี้มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งได้มีการเน้นย้ำและกำชับให้สถาบันการเงินเร่งให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ ภายใต้แนวทางของการผ่อนปรน ซึ่งมีหลักเกณฑ์เรื่องการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติอยู่แล้ว

    สำหรับในช่วงหลังจากนี้ จะเป็นเรื่องของการฟื้นฟูเยียวยาความเสียหายจากผลกระทบของน้ำท่วม ซึ่งอาจจะอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างรัฐบาลปัจจุบันกับรัฐบาลชุดใหม่ มองว่า กรอบงบประมาณรายจ่ายที่รัฐบาลได้อนุมัติไว้แล้ว จะมีงบกลางรายการฉุกเฉินที่สามารถนำออกมาใช้เยียวยาผลกระทบน้ำท่วมได้ จึงเชื่อว่าจะไม่มีผลให้เกิดการสะดุดในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนในส่วนนี้ แม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการก็ตาม

    อย่างไรก็ดี ในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน ต.ค. 2568 โดยรวมยังขยายตัวจากเดือนก่อน จากทั้งเครื่องชี้ด้านอุปสงค์ที่ปรับตัวดีขึ้นตามการส่งออกที่ยังเติบโตต่อเนื่อง จากสินค้าเทคโนโลยี รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับดีขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกหมวด รวมถึงเครื่องชี้ด้านอุปทานที่ปรับดีขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นผลจากภาคบริการเป็นหลัก ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัว ส่วนตลาดแรงงานปรับดีขึ้นตามการจ้างงานโดยเฉพาะในภาคบริการ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/904883/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zI1zKplGCkkYPQWAbIoO0

  • SET ปิดส่งท้ายเดือน พ.ย. แตะ 1,256.69 จุด ขีดเส้น! ธันวาคม 1,230 จุด ห้ามหลุด

    SET ปิดส่งท้ายเดือน พ.ย. แตะ 1,256.69 จุด ขีดเส้น! ธันวาคม 1,230 จุด ห้ามหลุด

    ความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายวันนี้ (28 พ.ย.68) อยู่ที่ 1,256.69 จุด เพิ่มขึ้น 3.98 จุด คิดเป็น +0.32% มูลค่าการซื้อขาย 30,846.31 ล้านบาท

    โดยความเคลื่อนไหวระหว่างวัน ดัชนีปรับขึ้นสูงสุด 1,264.11 จุด ลดลงต่ำสุด 1,251.14 จุด

    ภาพ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

    ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ประเด็นน่าติดตามในสัปดาห์หน้า (วันที่ 1-4 ธ.ค.68) ติดตาม PMI ภาคการผลิตจีน พ.ย. คาดที่ 49.3 จุด ฟื้นตัวเล็กน้อยจาก ต.ค. ที่ 49.0 จุด ในวันจันทร์ ติดตามตัวเลข PMI สหรัฐฯ พ.ย. จากสถาบัน ISM คาดที่ 49.0 จุด ฟื้นตัวจาก ต.ค. ที่ 48.7 จุด

    อังคาร ติดตามการกล่าวสุนทรพจน์ของพาเวลล์ และ วันพฤหัส ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อไทย Headline CPI และ Core CPI หากเงินเฟ้อหดตัวต่อเนื่อง ลุ้น กนง. ลดดอกเบี้ยในรอบประชุม ธ.ค.

    ฟาก สหรัฐฯ จับตาจำนวณผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก หากเร่งตัวขึ้น หนุน FED พิจารณาลดดอกเบี้ย โดย FED Watch Tool ให้น้ำหนัก 84.7% ที่ FED จะลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75% 10 ธ.ค.นี้

    น้ำท่วมภาคใต้สร้างผลกระทบเศรษฐกิจรุนแรง คาดเสียหาย 1.4 แสนล้านบาท หรือ 15% ของ GPP 9 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โดยสงขลาที่มีขนาดเศรษฐกิจราว 1.5% ของ GDP เสียหายสูงสุด 75,444 ล้านบาท และหาดใหญ่เพียงพื้นที่เดียวกระทบ 5,750 – 12,100 ล้านบาท คิดเป็น 7.5–16% ของ GDP พื้นที่ จากทั้งการหยุดกิจกรรมเศรษฐกิจและทรัพย์สินเสียหาย

    ขณะที่ประชาชนกว่า 2.9 ล้านคนและ 1 ล้านครัวเรือนได้รับผลกระทบจากความเปราะบางของระบบจัดการภัยพิบัติ รวมถึงกระทบการท่องเที่ยว คาดกระทบ AOT CENTEL ERW จำกัดจากสัดส่วนรายได้ต่ำ

    รัฐบาลออกมาตรการเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้แบบเร่งด่วน โดยพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือนสำหรับหนี้รวมไม่เกิน 1 ล้านบาท พร้อมชดเชยดอกเบี้ยให้ธนาคารรัฐ 4.5% และเปิดสินเชื่อฟื้นฟูดอกเบี้ย 0% ช่วง 6 เดือน – 1 ปีแรกตามวงเงินกู้ (สูงสุด 500,000 บาท) ควบคู่มาตรการภาษี เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้ ขยายเวลายื่นและลดหย่อนบริจาค รวมถึงช่วยลูกจ้างว่างงานจ่ายเงินทดแทน 50% ของค่าจ้างสูงสุด 180 วัน (ไม่เกิน 15,000 บาท/เดือน)

    พร้อมเตรียมงบกลาง 2,419.2 ล้านบาทสำหรับโครงการฟื้นฟูแรงงานและเศรษฐกิจในพื้นที่ อาจช่วยลดแรงกดดันหนี้ครัวเรือนและกระตุ้นสภาพคล่องระยะสั้น หนุน SCC, DOHOME, HMPRO, GLOBAL จากความต้องการซ่อมแซมหลังน้ำลด และ CPALL, CPAXT, BJC, OSP จากการเร่งบริโภคช่วงฟื้นฟู

    1,230 จุด ห้ามหลุด!

    นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยทางเทคนิค บล.ลิเบอเรเตอร์ กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยภาพรายสัปดาห์บ่งชี้แนวรับ 1,230 จุดห้ามหลุด ด้วยภาพรายเดือนสัญญาณไม่ดีเป็นแบบ Bear Engulfing คือสัญญาณทางเทคนิคที่ส่งสัญญาณบอกการกลับตัวของดัชนีเป็นขาลง

    ทั้งนี้ส่วนตัวเกิดความกังวลว่าดัชนีจะแกว่งตัวแบบ Swing High คือ จุดสูงสุดของดัชนีขึ้นไปถึงบนกราฟก่อนที่จะปรับตัวต่ำลงเป็น Lower high ลงไปแตะ 1,100 จุด

    หากในเดือน ธ.ค. ดัชนีหุ้นร่วงลงต่อเนื่องถือเป็นสัญญาณไม่ดี เพราะนั่นอาจหมายความว่าในปี 2569 คือขาลงต่อเนื่อง ดังนั้นแนะนำนักลงทุนเล่นด้วยความระมัดระวัง ห้ามหลุด 1,230 จุด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/734184&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LLn9l3XzB5i2cAEjspWK8

  • ปลัดฯ ณัฐพล ชูผลสำเร็จการพัฒนา “ต้นแบบแบตเตอรี่ EV จากการรีไซเคิล” ปลดล็อกเส้นทางสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน หนุนอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

    ปลัดฯ ณัฐพล ชูผลสำเร็จการพัฒนา “ต้นแบบแบตเตอรี่ EV จากการรีไซเคิล” ปลดล็อกเส้นทางสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน หนุนอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

    วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.00 น.

    สมุทรปราการ 28 พฤศจิกายน 2568 – นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาวิชาการ Innovation in Raw Materials Conference 2025 ในหัวข้อ “Unlocking Circular Economy Pathway ปลดล็อกเส้นทางสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน” จัดโดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีสู่การผลิตวัตถุดิบ (ทดแทน/ขั้นสูง) ในเชิงพาณิชย์ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาองค์กรควบคู่กับความยั่งยืน พร้อมถ่ายทอดความสำเร็จของนวัตกรรมและเทคโนโลยีวัตถุดิบทดแทนและวัตถุดิบขั้นสูง เดินหน้าเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยภายในงานมีการเปิดตัว “ต้นแบบแบตเตอรี่ EV จากการรีไซเคิล” ที่พัฒนาได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

    นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มีแนวคิดหลัก คือ ลดการใช้ทรัพยากร ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเกิดประโยชน์และมูลค่าเพิ่มสูงสุด ลดของเสีย ตลอดจนสร้างคุณค่าใหม่จากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสีย เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับกับนโยบาย MIND ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งพัฒนา “อุตสาหกรรมดี อยู่คู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน” ผ่านความสำเร็จ 4 มิติ ทั้งความสำเร็จทางธุรกิจ ความอยู่ดีกับสังคมโดยรวม ความลงตัวกับกติกาสากล ดูแลสิ่งแวดล้อมสู่อุตสาหกรรมสีเขียว และการกระจายรายได้สู่ชุมชน เพื่อให้ผู้ประกอบการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำตามนโยบายหลักของรัฐบาล

    เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ในปีนี้ กพร. ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “ต้นแบบแบตเตอรี่ EV จากการรีไซเคิล” ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ซึ่งจะช่วยให้ กพร. เป็น “ศูนย์การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า” เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและการจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าใช้งานแล้วที่จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากหลักพันตันต่อปีเป็นหลักหมื่นตันต่อปี ภายในระยะ 5-6 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมศักยภาพแห่งอนาคต (S-Curve) ของไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำของรัฐบาล โดยงานในวันนี้ได้ปลดล็อกเส้นทางสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งด้านเทคโนโลยีที่พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ และด้านการบริหารจัดการทั้งระบบที่เชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และเน้นย้ำว่าสิ่งสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน คือ ความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ทั้งผู้ผลิต สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจโดยรวม

    นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา กพร. ได้ดำเนินการส่งเสริม พัฒนา และยกระดับผู้ประกอบการเหมืองแร่ อุตสาหกรรมพื้นฐาน และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างครบวงจร ตั้งแต่การนำทรัพยากรแร่มาใช้ประโยชน์ จนกระทั่งการจัดการผลิตภัณฑ์เมื่อหมดอายุการใช้งาน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กรอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน กพร. มีเทคโนโลยีรีไซเคิลและนวัตกรรมวัตถุดิบ รวมกว่า 91 ชนิด และถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ที่สนใจ เฉลี่ยกว่า 400 รายต่อปี ยกระดับความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกและเติบโตอย่างยั่งยืน

    “ผลงานที่สำคัญในปีนี้ กพร. ได้ต่อยอดผลงานที่ผ่านมาจนกระทั่งประสบความสำเร็จในการพัฒนา ‘ต้นแบบแบตเตอรี่ EV จากการรีไซเคิล’ โดยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลเพื่อนำโลหะและสารประกอบโลหะในแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพของยานยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มาเป็นสารตั้งต้น (Precursor) สำหรับผลิตแบตเตอรี่ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และได้นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่ต้นแบบชนิด NMC 622 สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก รวมถึงอุปกรณ์กักเก็บพลังงาน โดยในเบื้องต้นคาดว่าหากมีการนำเทคโนโลยีรีไซเคิลที่ได้พัฒนาขึ้นไปประยุกต์ใช้ในการรีไซเคิลซากแบตเตอรี่ EV ชนิด NMC ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันประมาณ 120 ตันต่อปี จะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 27 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ กพร. มุ่งเน้นที่จะยกระดับงานวิจัยไปสู่การผลิตจริงในเชิงพาณิชย์ และพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ประกอบการในด้านการจัดการของเสีย การพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล การเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ และการใช้ประโยชน์ของเสียอุตสาหกรรม ตลอดจนผลักดันการใช้วัตถุดิบทดแทนที่ได้จากของเสียอุตสาหกรรมแบบครบวงจร” นายอดิทัตฯ กล่าว

    ตัวอย่างผลงานอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จของ กพร. ในปีนี้ เช่น การผลิตวัสดุดูดซับก๊าซหรือตัวเร่งปฏิกิริยาจากหินพอตเทอรี สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และการพัฒนา MOFs (Metal-Organic Frameworks) สำหรับใช้ในการดักจับและกักเก็บคาร์บอน การผลิตวัสดุฉาบผิวจากแร่โดโลไมต์ สำหรับใช้เป็นสารเติมแต่งในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ การพัฒนาต้นแบบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 4.0 ในอุตสาหกรรมพื้นฐาน เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมเหล็ก
    และเหล็กกล้า เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ การพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการให้มีการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กร เช่น การออกแบบระบบการนำหม้อแปลงไฟฟ้ากลับเข้าสู่กระบวนการผลิตให้เสมือนใหม่ (Remanufacturing) การอัพไซเคิล (Upcycle) เศษวัสดุเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นกระเป๋าอเนกประสงค์ เป็นต้น ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานทั้งหมดในปีนี้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ถึง 1,100 ล้านบาทต่อปี และลดคาร์บอนได้กว่า 14,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

    สำหรับงานสัมมนาวิชาการ Innovation in Raw Materials Conference 2025 จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ในหัวข้อ “Unlocking Circular Economy Pathway ปลดล็อกเส้นทางสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน” โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การบรรยายจากผู้ทรงคุณวุฒิและสถานประกอบการที่มีการดำเนินงานที่ดีด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน การจัดแสดงนิทรรศการผลงานนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จ และการบรรยายเชิงลึกเพื่อถ่ายทอดผลงานที่สำคัญของ กพร. ทั้งด้านนวัตกรรมแร่ โลหการ และรีไซเคิล โดยได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ หน่วยงานภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานวิจัย และสถาบันการศึกษามากกว่า 200 ราย ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการสัมมนาหรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://innovation.dpim.go.th

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ปลัดณัฐพล ชูโมเดล ลด PM 2.5 ยกระดับอุตฯ อ้อยน้ำตาลไทยไร้เผา

    'น่าน'ผนึกกำลัง'ก.อุตสาหกรรม' จัดงาน NAN AGRO INDUSTRY INNOVATION FAIR 2025

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/931269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oN5Xk2fO7xP2q3kIBm5ZB