Category: เศรษฐกิจ

  • IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

    IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

    IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ตัวเลขจีดีพีปีนี้จะโตแค่ 4.8% เตือนรัฐบาลเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน ภายในปี 2572  

    วันที่ 4 กันยายน 2568 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ปี 2568 เหลือขยายตัวเพียงแค่ 4.8% จากปีก่อนพุ่งถึง 6% เหตุมาจากปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาการค้าระหว่างประเทศ และยอดเงินโอนแรงงานหด พร้อมเตือนรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ เดินหน้าปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจนภายในปี 2572

    โดย ไอเอ็มเอฟ ออกแถลงหลังเสร็จสิ้นภารกิจหารือกับทางการกัมพูชา ภาคเอกชน และองค์กรพัฒนา ระบุว่า สาเหตุหลักมาจาก ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก ข้อพิพาทชายแดนกับไทย และปัญหาเงินโอนกลับจากแรงงานกัมพูชาต่างแดนที่ลดลง แม้ช่วงต้นปี 2568 เศรษฐกิจยังขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเสื้อผ้า ผลิตผลเกษตร และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

    พร้อมกันนี้ IMF เตือนว่า หากข้อพิพาทชายแดนปะทุรุนแรงขึ้นกว่าที่คาด จะกดดันการส่งออก การท่องเที่ยว และการเติบโตมากขึ้น ขณะที่ในประเทศยังเผชิญปัญหาหนี้เอกชนสูง หนี้เสียในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์พุ่งเกิน 7% อาจกระทบเสถียรภาพการเงินครัวเรือนและธุรกิจ

    ขณะที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังกัมพูชาเพิ่งประกาศเมื่อปลายเดือนสิงหาคมว่า ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2568 ลงเหลือ 5.0% จากที่เคยประเมินไว้ 6.3%

    นอกจากนี้ IMF ออกคำแนะนำต่อรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการผลิต และกระจายฐานการเติบโต พร้อมปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจ ด้วยการ ปราบคอร์รัปชัน เสริมหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และเพิ่มความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม IMF ชี้ว่าหากกัมพูชาสามารถดูดซับแรงงานที่กลับจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มการบริโภคและบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน 

    ขณะเดียวกันแนะนำให้มีการลงทุนใน ทุนมนุษย์ การศึกษา และทักษะแรงงาน เพื่อดึงดูดการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะต้องใช้นโยบายการคลังอย่าง เฉพาะเจาะจงและชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและแรงงานตกงาน แต่ยังคงวินัยการคลัง

    ในส่วนของระยะกลาง ควรมีแผนจัดเก็บรายได้ที่น่าเชื่อถือ เช่น ลดการยกเว้นภาษีจำนวนมาก และบังคับใช้กฎหมายภาษีอย่างจริงจัง เพื่อเปิดพื้นที่งบประมาณสำหรับการใช้จ่ายด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2880698&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16UvWNbF9uik32dDTfj1x4

  • เงินเฟ้อสหรัฐฯ ลดลงต่อเนื่อง!ส่งสัญญาณใหม่ต่อเศรษฐกิจและตลาดคริปโต

    เงินเฟ้อสหรัฐฯ ลดลงต่อเนื่อง!ส่งสัญญาณใหม่ต่อเศรษฐกิจและตลาดคริปโต

    เงินเฟ้อสหรัฐฯ ลดลงต่อเนื่อง!ส่งสัญญาณใหม่ต่อเศรษฐกิจและตลาดคริปโต

    ดัชนี Truflation US Inflation Index รายงานว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ล่าสุด (3 กันยายน 2025) อยู่ที่ 2.02% เมื่อเทียบรายปี ลดลงจากระดับ 2.7% ที่สำนักงานสถิติแรงงาน (Bureau of Labor Statistics: BLS) เปิดเผยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ความแตกต่างนี้สะท้อนว่าข้อมูลแบบเรียลไทม์ของ Truflation ซึ่งอัปเดตทุกวันด้วยระบบ API-driven methodology อาจให้ภาพที่รวดเร็วและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่ารายงานรายเดือนแบบดั้งเดิม

    ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับสัญญาณที่เคยปรากฏในช่วงต้นปี เมื่อ Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กล่าวในเดือนกุมภาพันธ์ว่าเงินเฟ้อทั่วไป (PCE Index) ลดลงจาก 5.2% เหลือเพียง 2.5% ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันด้านราคาในเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังคลายตัวอย่างต่อเนื่อง

    จากมุมมองการวิจัยของ National Bureau of Economic Research (2023) การลดลงของเงินเฟ้อมักจะช่วยเพิ่มความกล้าเสี่ยงของนักลงทุน (risk appetite) และกระตุ้นการไหลเข้าของเงินทุนสู่สินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดคริปโต อย่างไรก็ตาม รายงานจาก IMF (2024) ก็เตือนว่าตลาดคริปโตยังคงเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนและกฎระเบียบที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งหมายความว่าภาพบวกจากเงินเฟ้อที่ลดลง ไม่ควรถูกตีความแบบตรงไปตรงมาเพียงอย่างเดียว

    การที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ ลดลงอย่างต่อเนื่องในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่สะท้อนถึงทิศทางเศรษฐกิจที่กำลังปรับสมดุล แต่ยังเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ตลาดการเงินและนักลงทุนทั่วโลก และ ตลาดคริปโตที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งหลังของปี 2025

    ที่มา: @rovercrc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/09/03/us-inflation-drop-2025-crypto-market-signal/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F3p7eIuEH4SdbCtREBwq0

  • จ.เพชรบูรณ์ เร่งล้างและทำความสะอาดเขตเศรษฐกิจในเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก

    จ.เพชรบูรณ์ เร่งล้างและทำความสะอาดเขตเศรษฐกิจในเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก

    วันนี้ (3 กันยายน 2568) เวลา 15.00 น.กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ภายใต้การอำนวยการของนายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์มอบหมายให้เทศบาลเมืองหล่มสัก เร่งฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยนายกิตติ พั้วช่วย นายกเทศมนตรีเมืองหล่มสัก ได้สั่งการเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เทศบาลเมืองหล่มสัก เร่งดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย ทำการล้างถนนในเขตเทศบาล ขนย้ายขยะสิ่งปฏิกูล ซ่อมฝาท่อระบายน้ำ ไฟฟ้าสาธารณะ เพื่อให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมโดยเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/56624&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DlcPFJtXgCOXU6vGhDtoO

  • นักวิชาการ-ภาคเอกชน ห่วงปัญหาเศรษฐกิจหลังการเมืองวุ่น

    นักวิชาการ-ภาคเอกชน ห่วงปัญหาเศรษฐกิจหลังการเมืองวุ่น

    กรุงเทพฯ 3 ก.ย. – นักวิชาการ ภาคเอกชน ห่วงปัญหาเศรษฐกิจ ช่วงการเมืองวุ่นวาย วอนเร่งรัดงบปี 69 หาทางช่วยเอสเอ็มอี ร้านค้ารายย่อย ฟื้นเศรษฐกิจชายแดน

    รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารร ะดับสูง (วบส.) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมือง มีทั้งเรื่องการทูลเกล้าฯ เสนอยุบสภา ขณะที่พรรคประชาชน หนุนยกมือให้ “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ สังคมจึงมองว่า ประธานสภา ต้องรอดูว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ ยุบสภาหรือไม่ ในช่วงเสนอยุบสภา ท่ามกลางช่วงรอยต่อนี้ ยังมีปัญหาเศรษฐกิจรอแก้ไขอีกมากในช่วงระยะสั้น

    แม้จะตั้งรัฐบาลใหม่ ต้องยุบสภาตามข้อตกลงในอีก 4 เดือนข้างหน้า แต่การมีรัฐบาลใหม่ในช่วงเวลาจำกัด อาจมีปัจจัยบวกจุดประกายให้มีความหวังขึ้นมาบ้าง ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว การขาดดุลงบปี 69 วงเงิน 8 แสนล้านบาท ต้องหวังให้มีการเร่งรัดลงทุนออกสู่ระบบ การส่งออกครึ่งปีหลังซบเซา หลังได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐร้อยละ 19 แม้เป็นช่วงรอยต่อทางการเมือง กระทรวงคลัง พาณิชย์ อุตสาหกรรม ต้องทำงานหนักแม้ไม่ใช่ออกนโยบายเชิงหาเสียง แต่ต้องหาทางช่วยเหลือเอสเอ็มอีและประชาชน เพราะเศรษฐกิจไทยมีปัญหามากช่วงนี้

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยช่วงนี้เปราะบางอย่างมาก หลายฝ่ายคาดว่าจีดีพีในปี 68 เติบโตร้อยละ 2 นับว่ารั้งท้ายสุดในกลุ่มอาเซียน โดยคาดการณ์เวียดนามเติบโตร้อยละ 8 ฟิลิปปินส์โตร้อยละ 5.5 อินโดนิเซียเติบโตร้อยละ 5.1 มาเลเซียร้อยละ 4.4 ประเทศเพื่อนบ้านเหมือนวิ่งบนถนนคอนกรีต ส่วนไทยวิ่งบนถนนลูกรังฝุ่นตลบ

    แม้ไทยจะมีรัฐบาลรักษาการเพียงช่วงสั้น แต่ขอให้ผลักดันมาตรการดูแลรายย่อย ฟื้นเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะมีความเสียหายหนักในช่วงที่ผ่านมา หาทางดึงแรงงานต่างชาติจากประเทศอื่นเข้ามาชดเชย ส่งเสริมการนำเทคโนโลยี และ AI เข้ามาใช้พัฒนากิจการ ยอมรับปัญหาการเมืองก็ต้องเร่งแก้ไข แต่ปัญหาปากท้องชาวบ้านต้องลืมไม่ได้ แม้จะเป็นช่วงรัฐบาลรักษาการ ยังจำเป็นต้องผลักเศรษฐกิจคนเดือนร้อนอีกหลายด้าน.-515- สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    ปทุมธานี 3 ก.ย. – เขยปืนโหด ถูกจับได้ว่าแอบคบกับน้องเมียวัย 13 ปี บุกยิงยกครัวเมียที่บ้านพัก ย่านปทุมธานี แม่ยาย-น้องเมีย-น้า เสียชีวิต ก่อนจบชีวิตตัวเองหนีความผิด เหตุดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อเวลา 23.10 น. ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สภ.คลองห้า จ.ปทุมธานี ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ร่วมตรวจสอบบ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ 7 ต.คลองเจ็ด อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จุดเกิดเหตุอยู่ด้านหลังบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดโล่ง พบร่างนางทัศนี อายุ 46 ปี นอนเสียชีวิตอยู่ด้านข้างโต๊ะกินข้าว ตามร่างกาย มีบาดแผลถูกยิงเข้าที่ศีรษะ ข้างกันพบปลอกกระสุนปืนขนาด.380 ตกอยู่จำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ ยังพบร่างนายชัยวัฒน์ อายุ 43 ปี น้องชายนางทัศนีย์ ได้รับบาดเจ็บ ส่วนในบ้านพบ ด.ญ.วันเพ็ญ อายุ 13 ปี ลูกสาวนางทัศนีย์ ได้รับบาดเจ็บอีกราย เจ้าหน้าที่กู้ชีพและกู้ภัยฯ […]

    รัฐสภา 3 ก.ย.-พรรคร่วมฯ ใหม่ ตบเท้าร่วมแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลกับ “ภูมิใจไทย” ก๊วน “สุชาติ-ธรรมนัส-สันติ” ร่วมด้วย ด้านงูเห่า “เพื่อไทย-ปชป.” โผล่โชว์ตัว บรรยากาศการประชุมพรรคภูมิใจไทย ภายหลังพรรคประชาชนมีมติโหวตให้นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลต่างทยอยเดินทางมาเพื่อรอแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลในเวลา 11:00 น. โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น สส.รวมไทยสร้างชาติ นำกลุ่ม 18 สส. เดินทางมาเป็นกลุ่มแรก อย่างไรก็ตามไม่พบว่ามี สส.ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ของกลุ่มนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เดินทางมาร่วมแต่อย่างใด ขณะที่ตัวแทนจากพรรคพลังประชารัฐ นำโดย ชัยมงคล ไชยรบ สส.สกลนคร และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตามมาด้วยนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่นำ สส.เพชรบูรณ์ มาร่วมด้วย จากนั้น พรรคกล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พร้อมแกนนำพรรค เช่น นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค นายไผ่ […]

    กรุงเทพฯ 2 ก.ย.- “ทักษิณ” ยอมรับผิด ไว้วางใจ “ธรรมนัส” มากเกินไป ส่วนการจัดตั้งรัฐบาล ต้องรอดูพรรคประชาชน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 1 ก.ย. สส.พรรคเพื่อไทย ประมาณ 10 คน ได้นัดเลี้ยงสังสรรค์ให้นายฉลาด ขามช่วง ที่ได้รับเลือกให้เป็นดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1 เมื่อเรื่องรู้ถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ จึงเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับนายฉลาด ด้วย โดยในวงรับประทานอาหาร นายทักษิณ พูดถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ถอนตัวจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยยอมรับผิดว่า “ไว้วางใจ ร.อ.ธรรมนัส มากเกินไป พี่ผิดไปแล้ว พี่ดูคนผิด” ทำให้ สส. ที่ร่วมวงอยู่นั้นสวนทันทีว่านายทักษิณ โดนคนหลอกตลอด ซึ่ง สส.ที่ร่วมวง ต่างเห็นตรงกันว่า ไม่เคยเห็นนายทักษิณ ยอมรับผิดแบบนี้มาก่อน เห็นได้ว่านายทักษิณ ได้แสดงท่าทีรู้สึกผิดมาก พร้อมกันนี้ สส. […]

    พรรคเพื่อไทย 2 ก.ย.- เปิดชื่อ 20 สส.เพื่อไทย เข้าชื่อส่งศาล รธน. ปมตุลาการหมดวาระ แต่ยังปฏิบัติหน้าที่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 20 สส.เพื่อไทย นำโดย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานวิปรัฐบาล ได้ทำหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการพิจารณาวินิจฉัย เรื่องพิจารณาที่ 17/2568 กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2568 ซึ่งเป็นวันวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป แทน นายปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่ง ดังนั้น เมื่อได้รับทราบถึงการมีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายสราวุธ แทนนายปัญญา ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระแล้ว จึงไม่ควรที่จะให้ นายปัญญา […]

    ข่าวแนะนำ


    ดีเอสไอ 3 ก.ย.-รฟท.ประสาน DSI เลื่อนแจ้งความเอาผิดเรื่องเขากระโดงไม่มีกำหนด ความคืบหน้าการสืบสวนเรื่องร้องเรียนการครอบครองและการออกเอกสารสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดงจังหวัดบุรีรัมย์ อันอาจเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งอธิบดีดีเอสไอมีคำสั่งสืบสวน และดีเอสไอได้ดำเนินการสอบสวนปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานพบกลุ่มบุคคลและเจ้าหน้าที่รฟท.เกี่ยวข้อง ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ติดต่อจะมอบให้ฝ่ายกฎหมายเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอให้ดำเนินการสอบสวนตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมมอบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องวันนี้ เวลา 14.00น. ล่าสุดพ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย รฟท.ได้ประสานกลับมายังตน ขอเลื่อนการเข้าแจ้งความร้องทุกข์ออกไปก่อน อย่างไม่มีกำหนด กรณีนี้ พนักงานสอบสวนดีเอสไอตรวจสอบพบ กลุ่มบุคคลและเจ้าหน้าที่การรถไฟเข้าไปเกี่ยวข้อง และการรถไฟฯ เป็นผู้เสียหายจึงประสาน รฟท.ไปให้มาแจ้งความดำเนินคดีอาญากับกลุ่มบุคคลและเจ้าหน้าที่การรถไฟแห่งประเทศไทย และเจ้าหน้าที่รัฐอื่นในการเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณพื้นที่เขากระโดง ต.เสม็ด และ ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ หากรฟท.ไม่มาแจ้งร้องทุกข์ ก็เข้าข่ายละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ดีเอสไอจะทำหนังสือแจ้งรฟท.อีกครั้งให้มาแจ้งความร้องทุกข์ หากยังไม่มาอีก ก็จะประชุมพนักงานสอบสวน ดำเนินการทางกฎหมายกับผู้บริหารการรถไฟฯ เรียกสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องฐานเป็นผู้สนับสนุนเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป.-สำนักข่าวไทย

    สระแก้ว 4 ก.ย.-ผู้ว่าฯ สระแก้ว สั่งติดป้ายให้ชาวกัมพูชา รื้อถอน-ย้ายออก พื้นที่บ้านหนองจาน ในส่วนของไทย หากฝ่าฝืนเอาผิด พ.ร.บ.คนเข้าเมือง-ป่าไม้ โทษปรับ-จำคุก เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน จ.สระแก้ว ติดตั้งประกาศบังคับใช้กฎหมายชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ในราชอาณาจักรไทย บริเวณบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว โดยป้ายมี 3 ภาษา ไทย-กัมพูชา-อังกฤษ พร้อมแผนที่ ระบุว่า “ประกาศให้ชาวกัมพูชาที่บุกรุกถือครองที่ดินและอยู่อาศัยทำกินในราชอาณาจักรไทย เป็นการกระทำความผิดในราชอาณาจักรไทย ตามแผนที่แนบท้ายกรอบสีฟ้า หากเพิกเฉยไม่ดำเนินการจะดำเนินคดีและต้องรับโทษในราชอาณาจักรไทย หากเพิกเฉยไม่ดำเนินการจะดำเนินคดีและต้องรับโทษในราชอาณาจักรไทยตามกฎหมายดังนี้ 1.พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11 มาตรา 62 และมาตรา 81 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท 2.พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 […]

    ชลบุรี 3 ก.ย. – คดีสังหารโหดหญิงปริศนายัดกระเป๋าเดินทาง โยนทิ้งอ่างเก็บน้ำ จ.ชลบุรี ตำรวจเร่งหาเบาะแสล่าตัวคนร้าย พบลายนิ้วมือแฝงบนดัมเบลที่ใช้ถ่วงน้ำหนักกระเป๋า ตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน นำกระเป๋าเดินทางสีดำขนาดใหญ่ ซึ่งมีโซ่เหล็ก และกุญแจล็อกแน่นหนา ขึ้นมาตรวจสอบ หลังจากพบลอยอยู่ในอ่างเก็บน้ำคลองบางไผ่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ จากการตรวจสอบภายในกระเป๋า พบศพหญิงสาว อายุประมาณ 30 ปี ไม่ทราบสัญชาติ เปลือยท่อนบน นุ่งกางเกงขา 3 ส่วน สีครีม นอนขดตัวอยู่ในกระเป๋า พบร่องรอยเขียวช้ำบริเวณลำคอ กลางหน้าอก และดั้งจมูก คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 5 วัน โดยเจ้าหน้าที่ได้ส่งศพไปชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง รวมถึงตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคลว่า ผู้ตายเป็นใคร มาจากไหน ส่วนบริเวณช่องใส่ของด้านหน้ากระเป๋า พบแผ่นดัมเบล 9 แผ่น (ขนาดน้ำหนัก 5 กก. จำนวน 1 แผ่น / 2.5 […]

    3 ก.ย. – แห่แจ้งความเอาผิด “ภูมิธรรม” ปมยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภา ชี้ผิดมาตรา 112 และมาตรา 157 สะพัด! ตีกลับ พ.ร.ฎ.ยุบสภา เหตุไม่เป็นไปตามระเบียบ-กฤษฎีกาแย้งไร้อำนาจ ด้าน “อนุทิน” บอกยังเป็นแค่ข่าว รอรัฐบาลแจงดีกว่า นายไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และนายสุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เอาผิดนายภูมิธรรม เวชยชัย ในความผิดมาตรา 112 พร้อมเผยว่า การพยายามยื่นทูลเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ยุบสภา ถือเป็นการกระทำที่มิบังควร เนื่องจากไม่มีอำนาจหน้าที่หรือสิทธิที่สามารถทำได้ นายไทกร ระบุว่า ได้รับข้อมูลว่านายภูมิธรรม นำเรื่องพระราชกฤษฎีกายุบสภาไปส่งยังสำนักพระราชวังแล้ว หนังสือฉบับนั้นได้ถูกส่งกลับมาที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แต่พรรคเพื่อไทยและนายภูมิธรรมยังไม่ยอมที่จะเคารพต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่รู้ว่าตนเองไม่มีสิทธิในการที่จะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะยุบสภา กลับมีความพยายามที่จะเรียกประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะใหญ่ โดยมีการทาบทามให้ ดร.วิษณุ เครืองาม และคณะ มาทำหน้าที่ เพื่อที่จะตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาขึ้นอีกฉบับใหม่ในวันพรุ่งนี้ เพื่อที่จะนำส่งสำนักพระราชวังอีกครั้ง ถือว่าการกระทำที่ไม่บังควร “ศุภชัย” […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/business-1580784&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-ednCX4Jpa2AEg6-oZNKN

  • พลังงานดันสินค้าชุมชน ลดโลกร้อนสร้างรายได้ขยายเศรษฐกิจฐานราก

    พลังงานดันสินค้าชุมชน ลดโลกร้อนสร้างรายได้ขยายเศรษฐกิจฐานราก

    พลังงานดันสินค้าชุมชน ลดโลกร้อนสร้างรายได้ขยายเศรษฐกิจฐานราก

    นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการลดใช้พลังงาน รวมถึงเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างสินค้ารักษ์โลก

    โดยเป็นการดำเนินการตามภารกิจของกระทรวงฯในการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในทุกระดับ ซึ่งมองว่าผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยนำเทคโนโลยีพลังงานของกระทรวงพลังงานเข้าไปสนับสนุนผู้ประกอบการ 

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมากระทรวงฯ ได้สนับสนุนวิสาหกิจชุมชนจังหวัดลำปาง จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่สินค้า OTOP 5 ดาว ได้แก่ ข้าวเกรียบเห็ด ตราครูกานต์ 

    และข้าวแต๋นทวีพรรณที่นำเทคโนโลยีของกระทรวงพลังงานมาใช้ในกระบวนการผลิต ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้พลังงาน และลดโลกร้อน สร้างรายได้รวมกว่า 4 ล้านบาทต่อปี 

    พลังงานดันสินค้าชุมชน ลดโลกร้อนสร้างรายได้ขยายเศรษฐกิจฐานราก

    “การดำเนินการของวิสาหกิจชุมชนทั้ง 2 แห่งดังกลาว ยืนยันว่าเมื่อลงทุนด้านพลังงานอย่างถูกทางจะเปลี่ยนวิถีการผลิตแบบดั้งเดิมให้ทันสมัย สะอาด ถูกหลักอนามัย ลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน และเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถขยายผลไปยังชุมชนอื่น ๆ ทั่วประเทศได้“

    สำหรับข้าวเกรียบเห็ด ตราครูกานต์วิสาหกิจชุมชนเพาะแปรรูปเห็ดบ้านสวนแม่ทะ อำเภอแม่ทะ เกิดจากการรวมกลุ่มของแม่บ้านเกษตรกรที่เคยประสบปัญหาราคาเห็ดนางฟ้าตกต่ำ พลิกวิกฤตสู่การสร้างผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง จุดเด่นคือ การใช้เห็ดนางฟ้าเกษตรอินทรีย์เป็นส่วนผสมหลัก ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์โปรตีนสูง ถูกหลักอนามัย และไม่ใส่สารกันบูด โดยกลุ่มได้รับสนับสนุนการติดตั้งโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่ออบแห้งแผ่นข้าวเกรียบ ช่วยลดระยะเวลาและทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสม่ำเสมอ ทางกลุ่มฯ ยังมีผลิตภัณฑ์อีกหลากหลาย เช่น เห็ดสวรรค์ น้ำพริกเห็ด เห็ดแดดเดียว เป็นต้น 

    ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มฯ ได้รับมาตรฐานรับรอง อาทิ OTOP 5 ดาว, อย., GMP, HACCP และฮาลาล สร้างยอดขายเฉลี่ยปีละ 1.8 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยข้าวเกรียบเห็ดมีค่าการปล่อย CO₂ อยู่ที่ 1.3 กิโลกรัม CO₂ เทียบเท่าต่อกิโลกรัม หากคิดเป็น 1 กระป๋องขนาด 45 กรัม จะปล่อย CO₂ เพียง 0.0586 กิโลกรัม CO₂ เทียบเท่า

    ด้านข้าวแต๋นทวีพรรณกลุ่มข้าวแต๋นทวีพรรณ อำเภอเกาะคา เป็นการต่อยอดภูมิปัญญาชาวบ้านล้านนาในการถนอมอาหารจากข้าวเหนียว เดิมเป็นขนมงานมงคลที่พัฒนาให้ทันสมัยทั้งรสชาติและบรรจุภัณฑ์ มีรสน้ำอ้อย (รสดั้งเดิม) สาหร่าย วาซาบิ และอื่น ๆ การได้รับสนับสนุนจากกระทรวงพลังงานทำให้กลุ่มสามารถบริหารจัดการพลังงานในกระบวนการทอดและการผลิตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    พลังงานดันสินค้าชุมชน ลดโลกร้อนสร้างรายได้ขยายเศรษฐกิจฐานราก

    สอดคล้องกับแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มฯ ได้รับ OTOP 5 ดาว และเป็น OTOP Product Champion ต่อเนื่อง 3 ปี รวมถึงมาตรฐาน GMP, HACCP, Organic และฮาลาล มียอดจำหน่ายเฉลี่ยปีละ 17 ล้านบาท ทั้งจากการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น ยุโรปและออสเตรเลีย รวมถึงการจำหน่ายในประเทศ ซึ่งมียอดจำหน่ายเฉลี่ยปีละ 2.5 ล้านบาท ข้าวแต๋นทวีพรรณมีค่าการปล่อย CO₂ อยู่ที่ 1.06 กิโลกรัม CO₂ เทียบเท่าต่อกิโลกรัม หากคิดเป็น 1 ถุงขนาด 90 กรัม จะปล่อย CO₂ เพียง 0.0954 กิโลกรัม CO₂ เทียบเท่า

    นายวีรพัฒน์ กล่าวอีกว่าว่า กระทรวงฯจะเร่งเดินหน้าส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงานทั่วประเทศ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้นในฐานะสินค้ารักษ์โลก โดยในปี 2568 นี้ เตรียมเปิดตัวความร่วมมือกับสถานีบริการน้ำมัน เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าในสถานีบริการน้ำมันและร้านค้าในเครือทั่วประเทศ เปิดโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ และเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/637804&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dxzy9eDOBVepI3lHx9nFx

  • ท้องถิ่นฮอกไกโดขานรับ “กาสิโนรีสอร์ท” หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

    ท้องถิ่นฮอกไกโดขานรับ “กาสิโนรีสอร์ท” หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

    ท้องถิ่นฮอกไกโดขานรับ “กาสิโนรีสอร์ท” หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

    กระแสหนุนแผนสร้าง ‘กาสิโนรีสอร์ท’ ฮอกไกโดมาแรง! หลายเมืองท้องถิ่นขานรับแนวคิด หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก และสร้างงานในพื้นที่

    กระแสหนุน “กาสิโนถูกกฎหมาย” ในฮอกไกโดมาแรง หลายเมืองขานรับโมเดล “รีสอร์ทครบวงจร” (Integrated Resort: IR) หวังใช้เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

    ทิศทางการผลักดันให้มีการจัดตั้ง “รีสอร์ทครบวงจร” (Integrated Resort: IR) หรือที่รู้จักในฐานะ “กาสิโนถูกกฎหมาย” ในจังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

    กำลังได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากหลายเมืองในระดับท้องถิ่นได้ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียง

    ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโดยมีกาสิโนเป็นจุดขายสำคัญ กำลังได้รับการยอมรับในระดับพื้นที่มากขึ้น

    โดยหวังว่าโครงการลักษณะนี้จะสามารถเข้ามาพลิกฟื้นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตต่อไปได้

    ที่ผ่านมา เทศบาลหลายแห่งในฮอกไกโดต่างคาดหวังว่า โครงการรีสอร์ทครบวงจร (Integrated Resort) จะเป็นกลยุทธ์สำคัญ

    ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันกับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ โดยเชื่อมั่นว่าจะนำไปสู่การจ้างงานจำนวนมหาศาลและกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้

    ท้องถิ่นฮอกไกโดขานรับ 

    ฮอกไกโดเล็งผุด “กาสิโนรีสอร์ท” ต่อยอดการท่องเที่ยว-กระตุ้นเศรษฐกิจ

    แม้มนต์เสน่ห์ของธรรมชาติและรีสอร์ทหรูจะเป็นภาพจำที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยือนฮอกไกโดมาอย่างยาวนาน แต่ล่าสุด ภูมิภาคแห่งนี้กำลังมองหาโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ ผ่านการผลักดันโครงการ “รีสอร์ทครบวงจร” ที่มีกาสิโนเป็นตัวชูโรง

    ในมุมมองของผู้บริหารท้องถิ่นบางส่วน การเพิ่มกาสิโนรีสอร์ทไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่เป็น “การต่อยอดที่สมเหตุสมผล” จากโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม เพื่อยกระดับให้ฮอกไกโดสามารถแข่งขันและรักษาตำแหน่งจุดหมายปลายทางระดับโลกไว้ได้อย่างมั่นคง

    อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาอย่างละเอียดของสภาท้องถิ่น ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ กับการปกป้องวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมอันเป็นเอกลักษณ์

    โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้รีสอร์ทสมัยใหม่เหล่านี้สามารถผสานเข้ากับระบบนิเวศการท่องเที่ยวเดิม เพื่อสร้างแหล่งรายได้ที่หลากหลายและยั่งยืนอย่างแท้จริง

    ท่ามกลางความสนใจที่เพิ่มขึ้นในโครงการ เสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนต่างชี้ตรงกันว่า การวางแผนที่รัดกุมและกฎระเบียบที่เข้มแข็งคือหัวใจสำคัญ เพื่อให้ผลประโยชน์ทางธุรกิจและการดูแลสังคมสามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้อย่างราบรื่น

    โดยเป้าหมายหลักคือการออกแบบโครงการให้สอดรับกับคุณค่าของชุมชนและเป้าหมายด้านความยั่งยืน ตอกย้ำหลักการ “เติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ” เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    ท้องถิ่นฮอกไกโดขานรับ 

    เปิดศึกชิง “เมกะโปรเจกต์” รีสอร์ทครบวงจรญี่ปุ่น ฮอกไกโด ถือไพ่เหนือกว่าด้วยมนต์เสน่ห์ตลอดปี

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแข่งขันเพื่อช่วงชิงใบอนุญาตจัดตั้งรีสอร์ทครบวงจรในประเทศญี่ปุ่นกำลังทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม ฮอกไกโดมีข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์จากการเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่ได้รับความนิยมตลอดทั้งปี ทั้งสกีรีสอร์ทในช่วงฤดูหนาว และความงดงามของทุ่งดอกไม้กับออนเซ็นในช่วงฤดูร้อน

    จังหวะก้าวจากนี้จึงน่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง ในช่วงที่กฎระเบียบระดับชาติใกล้คลอด และนักลงทุนทั่วโลกต่างจับจ้องมาที่ญี่ปุ่นเป็นตาเดียว

    กระบวนการถัดไปที่ต้องติดตามคือการเดินหน้าจัดทำประชาพิจารณ์และศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความต้องการของภาคประชาชน

    ซึ่งทิศทางของฮอกไกโดนับจากนี้ จะเป็นที่จับตามองว่าจะสามารถพัฒนาโครงการให้เติบโตควบคู่ไปกับความยั่งยืนของชุมชน เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับรีสอร์ทครบวงจรในระดับสากลได้สำเร็จหรือไม่

    ที่มา: GGR Asia

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729839&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3seBXUyZmhIs6CXt5FtlkO

  • ‘รศ.ดร.สุวินัย’ เผยนายกฯ อนุทินมี 3 เส้นทางเศรษฐกิจที่ต้องเลือก!

    ‘รศ.ดร.สุวินัย’ เผยนายกฯ อนุทินมี 3 เส้นทางเศรษฐกิจที่ต้องเลือก!

    04 ก.ย.2568 – รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กในลักษณะบทความในหัวข้อ “3 เส้นทางเศรษฐกิจที่นายกฯอนุทินต้องเลือก” ระบุว่า สี่เดือนนี้นายกฯ อนุทินจดจ่อไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างก็พอ

    ศึกชายแดนไทย–กัมพูชา วันนี้ไม่ใช่ภาระที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องแบกรับเต็มสองบ่าอีกแล้ว เพราะกองทัพไทยและประชาชนได้พิสูจน์แล้วว่า สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่านักการเมืองที่เอาแต่เล่นเกมอำนาจเสียอีก เพราะกองทัพไทยเดินหมากเด็ดขาด

    แม่ทัพภาค 1 อนุมัติสร้างรั้วกั้นเขตถาวรที่สระแก้ว จากเดิม 10 กม. ขยายเป็น 16 กม. แบบ “ปิดตายถาวร”

    แม่ทัพภาค 2 ล้อมรั้วลวดหนามตลอดแนวรอยต่อกับกัมพูชา สั่งปิดล้อมปราสาททุกแห่งที่เขมรบุกรุก และผลักดันชุมชนผิดกฎหมายออกจากแผ่นดินไทย

    ช่องอานม้า มีการรื้อถอนบ้านเรือนเขมรกว่า 100 หลังคาเรือนที่บุกรุกเข้ามา และผลักดันออกนอกเขต
    นี่คือการแสดงให้เห็นว่า อธิปไตยไทยไม่ใช่ของเล่นการเมือง แต่คือสมบัติที่ต้องปกป้องด้วยกำลังและสติปัญญา

    ดังนั้นนายกฯ อนุทินต้องหันมาจดจ่อที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างแทน เพราะกองทัพไทยทำหน้าที่ชายแดนได้อย่างมั่นคง

    หน้าที่หลักของนายกรัฐมนตรีอนุทินคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง ที่ฝังรากลึกมานาน:
    การคลัง → ฟื้นวินัยการคลัง เลิกประชานิยม ปฏิรูปภาษีด้วย AI
    การพาณิชย์ → สร้างแพลตฟอร์ม “ตลาดคนไทย” ปกป้อง SME จากทุนผูกขาด
    การลงทุน → ฟื้นความเชื่อมั่นต่างชาติ ดึง FDI ที่สร้างงานและเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่เงินร้อน ด้วยการโชว์วิสัยทัศน์เกี่ยวกับ “เศรษฐกิจอนาคต” ที่ไทยจะมุ่งหน้าไป

    มี 3 เส้นทางเศรษฐกิจที่อนุทินต้องเลือก
    1. เส้นทางประชานิยม: ทางสั้นที่หอมหวาน แต่พาประเทศล่ม

    นี่คือเส้นทางที่ง่ายที่สุดและนักการเมืองไทยเลือกเดินซ้ำแล้วซ้ำเล่า — แจกเงิน สร้างหนี้ และซื้อเวลา แต่ไม่เคยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจริง ๆ

    ผลลัพธ์ระยะสั้น: ได้คะแนนนิยมทันที

    ต้นทุนระยะยาว: หนี้สาธารณะพุ่ง ฐานะการคลังทรุด ความน่าเชื่อถือนักลงทุนหาย

    บทสรุป: ถ้าอนุทินเลือกเส้นนี้ เขาจะกลายเป็นเพียง “นายกฯ แจกกล้วย” ที่ไม่ต่างจากอดีตนักการเมืองหลายคน

    2. เส้นทางตลาดเสรี: ปล่อยมือเสือ หวังให้เศรษฐกิจโตเอง

    นี่คือเส้นทางที่ยึดหลักเสรีนิยมเต็มที่ — ลดการแทรกแซง ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเอง หวังว่าการลงทุนและการแข่งขันจะสร้างการเติบโต

    ผลลัพธ์ระยะสั้น: กลุ่มทุนใหญ่และต่างชาติได้ประโยชน์

    ต้นทุนระยะยาว: SME และประชาชนฐานรากถูกกดทับ ความเหลื่อมล้ำพุ่ง

    บทสรุป: ถ้าอนุทินเลือกเส้นนี้ เขาอาจได้เสียงชื่นชมจากโลกการเงิน แต่เศรษฐกิจระดับรากหญ้าจะย่อยยับและใช้เวลานานกว่าจะฟื้น

    3. เส้นทางปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง: ทางยากแต่พาประเทศยืนได้จริง

    นี่คือเส้นทางที่ต้องใช้ “วิสัยทัศน์และความกล้า” — ปฏิรูปภาษีด้วย AI, ดึงเศรษฐกิจใต้ดินเข้าสู่ระบบ, สร้างแพลตฟอร์ม “ตลาดคนไทย” ให้ SME รอด และวางโรดแมปเศรษฐกิจใหม่ที่ลดการพึ่งพาประชานิยม

    ผลลัพธ์ระยะสั้น: อาจไม่หวือหวา และถูกโจมตีจากนักการเมืองที่เสียผลประโยชน์

    ต้นทุน: ต้องเผชิญแรงต้านมหาศาลจากทั้งทุนใหญ่และระบบราชการ

    ผลลัพธ์ระยะยาว: ประเทศมีเสถียรภาพทางการคลัง, ฐานราก SME อยู่รอด, นักลงทุนเชื่อมั่น, ไทยกลับมาเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน” ได้จริง

    บทสรุป: ถ้าอนุทินเลือกเส้นนี้ เขาจะถูกจดจำว่าเป็น “นายกฯ ขัดตาทัพที่สร้างรอยเท้ายาวที่สุด”
    บทสรุป

    สามเส้นทางนี้คือ สามภพแห่งการเมืองไทย

    ประชานิยม → วงจรอุบาทว์เดิมที่หมุนวนไม่รู้จบ

    ตลาดเสรี → ความไม่สมดุลที่บิดเบี้ยว เพิ่มความเหลื่อมล้ำ

    ปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง → ทางสายเอก ที่ต้องใช้ปัญญาและความกล้าหาญ

    นายกฯ อนุทินมีเวลาเพียง สี่เดือนเท่านั้น ในการเลือกเส้นทาง และทางที่เขาเลือกจะเป็นเงาสะท้อนว่า ประเทศไทยจะยังติดกับเกมการเมืองเดิม ๆ หรือจะเริ่มมีความหวังใหม่จริง ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/855673/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jE7En5bUnZR2izxo5ggDQ

  • ดีพร้อม โชว์ความสำเร็จ SMEs ขับเคลื่อนธุรกิจคาร์บอนต่ำ ด้วย BCG Model รับมาตรฐานใหม่โลก พร้อมลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 120,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)

    ดีพร้อม โชว์ความสำเร็จ SMEs ขับเคลื่อนธุรกิจคาร์บอนต่ำ ด้วย BCG Model รับมาตรฐานใหม่โลก พร้อมลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 120,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)

     ดีพร้อม โชว์ความสำเร็จ SMEs ขับเคลื่อนธุรกิจคาร์บอนต่ำ ด้วย BCG Model รับมาตรฐานใหม่โลก พร้อมลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 120,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)

    กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) โชว์ความสำเร็จการยกระดับธุรกิจ SMEs ด้วยการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG โดยเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ ส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมทั้งส่งเสริมด้านการผลิตและบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมตามแนวทางอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในกระบวนการผลิต การขนส่ง รวมถึงเกิดการใช้พลังงานสะอาด หรือพลังงานทดแทน และทรัพยากรในการดำเนินธุรกิจอย่างคุ้มค่า ตลอดจนเกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงออกสู่ตลาดและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น โดยคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1,385 ล้านบาท และสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 120,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)

    นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) มีแนวทางการดำเนินงานที่มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการในทุก ๆ มิติอย่างตรงจุด ภายใต้นโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนีตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ผ่านกลยุทธ์ 4 ให้ ได้แก่ 1. ให้ทักษะใหม่ 2. ให้เครื่องมือทันสมัย 3. ให้โอกาสโตไกล และ 4. ให้ธุรกิจที่ดีคู่ชุมชน รวมถึงการดำเนินธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่การเป็นเศรษฐกิจสีเขียวควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อม เน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผ่าน “โครงการยกระดับธุรกิจ SMEs ด้วยการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG” ด้วยการส่งเสริม SMEs ให้เกิดการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของการค้าโลกยุคใหม่ พร้อมยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่การเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ตามแนวคิด BCG Economy โดยใช้กลไกต่าง ๆ ดังนี้ 1) การถ่ายทอดองค์ความรู้การต่อยอดธุรกิจยุคใหม่สู่สังคมคาร์บอนต่ำและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม 2) การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว และการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 3) การยกระดับสินค้าและบริการสู่สากลด้วยฉลาดสิ่งแวดล้อม (ECO-Certified) เพื่อขอรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก อาทิ CFO, CFP, ISO 14064 และ 4) การพัฒนาผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อมตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการสร้างความยั่งยืนที่ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวธุรกิจเท่านั้นแต่เพื่อสังคมและชุมชนรอบข้างที่เราอยู่ร่วมกัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ทันสมัย สะอาด สะดวก โปร่งใส” ของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียวและนำอุตสาหกรรมไทยก้าวสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ หรือ Industry 5.0 รวมทั้งเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศต่ไปในอนาคต

    Advertisements

    นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า โครงการ “ยกระดับธุรกิจ SMEs ด้วยการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG”ถื อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนให้ SMEs ดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงทำให้ SMEs มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากต้นทุนลดลงทั้งจากการลดความสูญเสียจากการปรับปรุงกระบวนการผลิต การขนส่ง การใช้พลังงานสะอาด หรือพลังงานทดแทนและการใช้ทรัพยากรในการดำเนินธุรกิจอย่างคุ้มค่า ตลอดจนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงออกสู่ตลาด ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1,385 ล้านบาท และสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 120,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 12 ล้านต้น ในพื้นที่ประมาณ 120,000 ไร่

    โดยการจัดงานในวันนี้ เป็นการแสดงศักยภาพของ SMEs ที่พร้อมปรับตัวเพื่อมองหาโอกาสใหม่ที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างเข้มแข็ง อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างการรับรู้ให้ผู้ประกอบการ นิสิตนักศึกษา เกิดการตื่นตัวในการพัฒนาธุรกิจ โดยการนำโมเดลเศรษฐกิจ BCG มาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันให้สูงขึ้น ซึ่งภายในงานได้จัดแสดงต้นแบบผู้ประกอบการที่ใช้โมเดล BCG ในการดำเนินธุรกิจจนประสบความสำเร็จมาถ่ายทอดสู่ SMEs เพื่อนำไปต่อยอดการเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างโอกาสทางธุรกิจ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการและผลงานจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ อาทิ 1) บริษัท แบ็กส์ แอนด์ โกล์ฟ จำกัด ผู้ผลิต Upcycling Chair – Turtle Series “เก้าอี้ทรงเต่า” ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล 2) บริษัท แอ็ดวานซ์ แมททีเรียล ซัพพลาย จำกัด ผู้ผลิตอิฐ Low Carbon ลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต 3) บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิต Recycle Set เสื้อ Recycle จากขวดพลาสติก และ 4) บริษัท อารีเฮิร์บ จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์บำรุงรากผมและหนังศีรษะที่สกัดจากสมุนไพรธรรมชาติโดยเฉพาะสารสกัดจากมะขามป้อม

    “สิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก ดังนั้น การปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำจะถือโอกาสใหม่ที่จะทำให้ธุรกิจมีขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มความน่าเชื่อถือ และสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bangkok-today.com/707658-2/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mmhT5rxYExq_VW-RVZsSw

  • ด่วน! ตีกลับ ร่างพ.ร.ฎ.ยุบสภา ขัดระเบียบ-รัฐบาลรักษาการทำไม่ได้

    ด่วน! ตีกลับ ร่างพ.ร.ฎ.ยุบสภา ขัดระเบียบ-รัฐบาลรักษาการทำไม่ได้

    วันนี้(3 ก.ย. 68) แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ตามที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ได้นำร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา ขึ้นทูลเกล้าฯ  เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา ท่ามกลางความเห็นต่างของหลายฝ่ายในข้อกฎหมายว่ามีอำนาจดำเนินการหรือไม่นั้น 

    ล่าสุด วันนี้ เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้รับแจ้งเป็นหนังสือตีกลับจากสำนักองคมนตรี ในฐานะหน่วยงานกลั่นกรอง และถวายความเห็นประกอบการกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย และทรงลงพระปรมาภิไธย พร้อมกับส่งคืนร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา มายัง สลค.

    โดยหนังสือนำส่งกลับคืนมา ระบุว่า การกราบบังคมทูลร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ไม่เป็นไปตามระเบียบการนำเสนอเพื่อขอพระมหากรุณา เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีปัญหาข้อขัดแย้ง ว่ากระทำได้หรือไม่ 

    ประกอบกับเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ทำความเห็นประกอบว่า รัฐบาลรักษาการ ไม่สามารถกราบบังคมทูลร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ ได้  จึงไม่สามารถกราบบังคมทูล เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ได้ 
     

    ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำรายงานให้ นายภูมิธรรม ในฐานะผู้กราบบังคมทูล ทราบแล้ว โดยนำเสนอหนังสือของสำนักองคมนตรี ไปให้ทราบด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/637862&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ReQ3x2GjdRYb64FelgW1l

  • อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นประธานการหารือเพื่อเสริมสร้างเครือข่ายในการขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นประธานการหารือเพื่อเสริมสร้างเครือข่ายในการขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นประธานการหารือเพื่อเสริมสร้างเครือข่ายในการขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 3 ก.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 3 ก.ย. 2568

    | 30 view

    เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 นางสาวรุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นประธานการหารือร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของไทยจำนวน 30 ราย ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินการเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ของไทย โดยมีผู้แทนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยร่วมกับกระทรวงฯ เข้าร่วมด้วย

    อธิบดีฯ ได้ย้ำบทบาทของกระทรวงฯ ในการสนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานไทย โดยเฉพาะในกระบวนการจัดทำเอกสารประเมินตนเอง (Initial Memorandum) และการประเมินทางเทคนิค (Technical Review) เพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของหน่วยงานตนเองและให้ข้อเสนอแนะสำหรับการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย นอกจากนี้ อธิบดีฯ ได้เป็นเจ้าภาพในกิจกรรม “OECD Network: Meet the Focal Points” เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายหน่วยงานไทยกับผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตของประเทศสมาชิก OECD ในไทยด้วย

    ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมทั้งหมดได้เข้าร่วมหลักสูตรอบรม ‘Masterclass on Thailand’s OECD Accession’ ซึ่งจัดขึ้นโดยออสเตรเลีย เมื่อเดือนมิถุนายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dg-rujikorn-chairs-th-oecd-accession-discussion-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07oH7Q6T8cD9YS3jSD6Uci