Category: เศรษฐกิจ

  • รัฐบาลให้ บสย. ส่งมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่มีคลังค้ำ” กระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วย SMEs ซื้อรถกระบะ เป็นเครื่องมือทำมาหากินง่ายขึ้น

    รัฐบาลให้ บสย. ส่งมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่มีคลังค้ำ” กระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วย SMEs ซื้อรถกระบะ เป็นเครื่องมือทำมาหากินง่ายขึ้น

    รัฐบาลให้ บสย. ส่งมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่มีคลังค้ำ” กระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วย SMEs ซื้อรถกระบะ เป็นเครื่องมือทำมาหากินง่ายขึ้น คาดก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบกว่า 3,400 ลบ. รักษาการจ้างงานกว่า 153,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 14,000 ลบ.

    วันที่ 3 กันยายน 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ขยายความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการซื้อรถกระบะเชิงพาณิชย์ ในการประกอบอาชีพและทำธุรกิจ ซึ่งล่าสุดได้เปิดตัวมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ”

    เบื้องต้นได้จัดเตรียมวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 1,000 ล้านบาท โดยเริ่มดำเนินการระยะแรก 500 ล้านบาท ต่อยอดจากมาตรการค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะใหม่ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อให้การช่วยเหลือ SMEs ครอบคลุมทั้งการซื้อรถกระบะใหม่ และรถกระบะมือสอง มุ่งช่วย SMEs รายย่อย กลุ่มเกษตรกร และธุรกิจขนส่งขนาดเล็ก ที่อาจมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ สามารถเข้าถึงสินเชื่อซื้อรถกระบะได้ง่ายขึ้น โดยตั้งเป้าว่าจากมาตรการนี้จะช่วย “ปลดล็อก” ธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน ทั้งช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ซบเซาให้กลับมาคึกคัก ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในภาพรวม  

    ปัจจุบันตลาดรถกระบะมือสองมีมูลค่าประมาณ 17,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 38,000 คัน ซึ่งหดตัวลงต่อเนื่อง ประกอบกับราคารถกระบะมือสองที่ปรับลงอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากในปี 2566-2567 มีรถกระบะถูกยึดเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดและระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ด้วยมาตรการดังกล่าวของ บสย. ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยชดเชยความเสี่ยง เพื่อจะสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์) กล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยคาดว่าจากมาตรการนี้ จะช่วยผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการซื้อรถกระบะมือสองเข้าถึงสินเชื่อได้กว่า 7,600 ราย ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบกว่า 3,400  ล้านบาท รักษาการจ้างงานกว่า 153,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 14,000 ล้านบาท

    ปัจจุบันสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อรถกระบะมือสอง 60% เป็นกลุ่ม Non Bank ที่เหลืออีก 40% เป็นกลุ่มสถาบันการเงินและบริษัทในเครือ โดยจุดเด่นของมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” จะช่วย SMEs ลดภาระทางการเงิน ด้วยสิทธิประโยชน์ ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก โดยรัฐบาล กระทรวงการคลังเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมค้ำประกันให้ และในส่วนปีที่ 4-7 คิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันต่ำเพียง 1.5% ต่อปี ของภาระค้ำประกันในแต่ละปี เช่นภาระสินเชื่อปีที่ 4 คงเหลือ 300,000 บาท SMEs จะจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันเพียง 4,500 บาทเท่านั้น พร้อมค้ำประกันนานสูงสุด 7 ปี หรือ 84 งวด วงเงินค้ำประกันสูงสุดถึง 800,000 บาทต่อราย สิ้นสุดรับคำขอค้ำประกันภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2568

    “สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” สามารถลงทะเบียนได้ที่ LINE OA : @tcgfirst พร้อมบริการตรวจสุขภาพทางการเงิน โดยจองคิวขอรับคำปรึกษาทางการเงิน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บสย. Call Center โทร. 02-890-9999” นางสาวศศิกานต์ กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/56650&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gMGRmv4Bnojx8wNXjEJ2P

  • เก็งหุ้นได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจ (04/09/68) #news1 #คุยคุ้ยหุ้น #หุ้นไทย #กระตุ้นเศรษฐกิจ

    เก็งหุ้นได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจ (04/09/68) #news1 #คุยคุ้ยหุ้น #หุ้นไทย #กระตุ้นเศรษฐกิจ

    เก็งหุ้นได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจ (04/09/68) #news1 #คุยคุ้ยหุ้น #หุ้นไทย #กระตุ้นเศรษฐกิจ

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/fa7TU_HRftU&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y85qaMsQbW3x0SOW1wzpN

  • แบงก์ชาติมาเลย์มีมติคงดอกเบี้ยที่ 2.75% ชี้เศรษฐกิจยังโตต่อ-เงินเฟ้อต่ำ : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติมาเลย์มีมติคงดอกเบี้ยที่ 2.75% ชี้เศรษฐกิจยังโตต่อ-เงินเฟ้อต่ำ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายข้ามคืน (OPR) ไว้ที่ 2.75% ในการประชุมวันนี้ (4 ก.ย.) ซึ่งเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ

    ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งก่อนเมื่อเดือนก.ค. BNM ได้สร้างความประหลาดใจด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี

    แถลงการณ์ของ BNM ระบุว่า ท่าทีด้านนโยบายการเงินในปัจจุบันนั้น “เหมาะสมและเอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ท่ามกลางเสถียรภาพด้านราคา” พร้อมอธิบายว่าการลดดอกเบี้ยเมื่อเดือนก.ค. นั้นเป็นมาตรการเชิงรุกเพื่อประคองแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

    สำหรับแนวโน้มในปี 2569 นั้น ธนาคารกลางคาดว่าเศรษฐกิจจะยังคงขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ภายในประเทศเป็นหลัก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการจ้างงาน การเพิ่มขึ้นของค่าจ้าง และนโยบายช่วยเหลือด้านรายได้ของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม BNM ยอมรับว่าแนวโน้มดังกล่าวยังเผชิญความไม่แน่นอนและความเสี่ยงจากการชะลอตัวของการค้าโลก ความเชื่อมั่นที่อ่อนแอ และปริมาณการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ที่อาจต่ำกว่าคาดการณ์

    ปัจจุบัน BNM คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจมาเลเซียในปีนี้จะขยายตัวในกรอบ 4.0%-4.8% ซึ่งลดลงจากประมาณการเดิมที่ 4.5%-5.5% เนื่องจากผลกระทบของสงครามการค้าและความไม่แน่นอนด้านกำแพงภาษี โดยเศรษฐกิจในไตรมาส 2/2568 ขยายตัว 4.4% เทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับไตรมาสแรก

    ด้านอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 1.4% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.9%

    ทั้งนี้ มาเลเซียยังคงเผชิญความเสี่ยงจากการถูกเรียกเก็บภาษี 19% สำหรับสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ แม้สินค้าบางรายการยังคงได้รับการยกเว้นชั่วคราวเพื่อรอการทบทวนกฎหมายของสหรัฐฯ ก็ตาม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vVoQRr49dDQ3cyRW7Pj0o

  • ส.อ.ท.ชี้ ‘ยุบสภา’ ตาม ปชน. ยิ่งฉุดเศรษฐกิจ ลั่นต้องการความชัดเจน

    ส.อ.ท.ชี้ ‘ยุบสภา’ ตาม ปชน. ยิ่งฉุดเศรษฐกิจ ลั่นต้องการความชัดเจน

    ส.อ.ท.ชี้ ‘ยุบสภา’ ตาม ปชน. ยิ่งฉุดเศรษฐกิจ ลั่นต้องการความชัดเจน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า งบประมาณปี 2568 ภาครัฐยังเบิกได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ รวมระยะเวลา 11 เดือนใกล้ครบ 1 ปีแล้ว แต่สามารถเบิกไปได้เพียง 50% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายมาก 

    ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับตัวเลขเฉลี่ยในอดีตที่อยู่ประมาณ 60% ถือเป็นความกังวลว่าการเบิกจ่ายของรัฐบาลจะมีการชะงักงันไม่เต็มที่เท่าที่ควร

    สำหรับภาวะการเมืองที่ยังไม่ลงตัวในตอนนี้ เปรียบเทียบระหว่างการยุบสภาทันทีในตอนนี้ หรือจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาทำงานในกรอบเวลา 4 เดือนจากนั้นจึงทำการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ตามที่พรรคประชาชนตั้งเงื่อนไขไว้นั้น ประเมินว่าการทอดเวลานานมากขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยาวเกินไป ถือว่าไม่เป็นผลดีอยู่แล้ว ภาคเอกชนส่วนต้องการความรวดเร็วและความชัดเจนมากที่สุด

    ส.อ.ท.ชี้ ‘ยุบสภา’ ตาม ปชน. ยิ่งฉุดเศรษฐกิจ ลั่นต้องการความชัดเจน

    ส่วนคุณสมบัติรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ต้องการคือ เป็นคนมีความรู้ คนเก่ง และคนดี กล้าตัดสินใจในประเด็นต่างๆ เพราะมีความสำคัญในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวนสูงแบบนี้ 

    โดยไม่ว่าจะใช้เวลาก่อนเลือกตั้งใหม่ 5-6 เดือน หรือลากยาวไปเป็นปี ในช่วงระหว่างนั้น ภาคการลงทุนก็จะชะลอตัวรอดูความชัดเจนก่อน กระบวนการขับเคลื่อนแผนงานของราชการก็จะทำไปแบบชะลอลงเช่นกัน ดูทิศทางข้างหน้า ไม่ได้ทำงานในอัตราเร่งอย่างที่ควร 

    แต่ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันต้องการการแก้ไข้ปัญหาอย่างรวดเร็ว ซึ่งการทำงานตอบสนองอาจช้าเกินไป

    “ความสำคัญในตอนนี้คือ ภาคการค้าระหว่างชายแดน โดยเฉพาะไทยและกัมพูชา ที่ยอดการค้าสะสมติดลบ 10% และหากประเมินตัวเลขเฉพาะเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา การส่งออกเหลือเพียง 370 ล้านบาท ติดลบกว่า 97% ทำให้ต้องรีบเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งทางตรง และผู้ผลิตสินค้าโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ จึงเป็นที่มาของความต้องการรัฐบาลเร็วที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่รออยู่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637852&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1187KzGLgUpqGdwF-YCoz7

  • ภาคเอกชนใต้ห่วง ‘รัฐบาล 4 เดือน’ ไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาเศรษฐกิจ กระทบความเชื่อมั่นประเทศ

    ภาคเอกชนใต้ห่วง ‘รัฐบาล 4 เดือน’ ไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาเศรษฐกิจ กระทบความเชื่อมั่นประเทศ

    สลิล โตทับเที่ยงประธานหอการค้าภาคใต้ กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ว่าภาคเอกชนมีความกังวล เพราะการมีรัฐบาลใหม่มีผลต่อการทำงาน และการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ตลอดทั้งการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างประเทศ “ตอนนี้ภาคเอกชนต้องการให้มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และขอให้รัฐบาลที่จัดตั้งได้มีเสถียรภาพ สามารถนำพาคณะรัฐมนตรีและประเทศไทยการฟันฝ่าอุปสรรคที่จะเข้ามาอีกมากมาย ที่สำคัญต้องจัดบุคลากรที่มีความเหมาะสมไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีความซื่อสัตย์ ได้รับความเชื่อมั่น ที่จะทำงานขับเคลื่อนประเทศของเรา”

    The-private-sector-in-the-South-is-concerned-about-the-establishment-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ประธานหอการค้าภาคใต้ กล่าวต่อว่า เรื่องสำคัญที่อยากให้รัฐบาลชุดใหม่นี้แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน คือ การสานต่อแก้ไขปัญหาเรื่องภาษีสหรัฐอเมริกา การสร้างความสมดุลและสร้างความสัมพันธ์กับประเทศยิ่งใหญ่และประเทศคู่ค้าของเรา เพราะหากเดินไม่ถูกทางจะเกิดผลลบกับการทำงานของประเทศไทยได้ เรื่องปัญหาชายแดนก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคง

    “แต่อย่างไรก็ตามภาคเอกชนเองก็มองว่ามีทางออกอีกหลายทาง หากชายแดนไม่มีปัญหา ซึ่งสามารถสร้างการค้าการส่งออกชายแดนเหล่านั้นได้ เช่น ลาว พม่า และมาเลเซีย ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้น การหาตลาดใหม่ๆสำหรับประเทศไทยเป็นเรื่องสำคัญ อยากจะให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งดำเนินการ เราคงไม่สามารถที่จะมีคู่ค้าเฉพาะคู่ค้าใหญ่ๆ อยู่ไม่กี่ประเทศ เพราะปัจจุบันนี้มีหลายภูมิภาคที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาใต้ อินเดีย แอฟริกา ทั้งหมดนี้ในอนาคตจะเป็นตลาดที่ใหญ่มากสำหรับประเทศไทย”

    ประธานหอการค้าภาคใต้ กล่าวด้วยว่า ในฐานะภาคเอกชนมองว่า การที่รัฐบาลใหม่กำหนดเงื่อนไขระยะเวลา 4 เดือนแล้วยุบสภา นั้น ไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ในส่วนของข้าราชการประจำเองก็ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่เพราะว่าไม่ทราบว่าในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ความเชื่อถือกับต่างประเทศที่จะคุยกับรัฐบาลไทยที่รู้ว่ามีอายุแค่ 4 เดือน เขาก็อาจไม่มาเจรจา เพราะถือว่าเดี๋ยวก็มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ ซึ่งการส่งสัญญาณอย่างนี้ไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย

    “ส่วนตัวคิดว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ ทุกวันนี้เราไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศทั้งระดับในประเทศ และต่างประเทศ รวมถึงไม่สามารถสร้าง SME ใหม่ๆ ให้เกิดการเติบโตได้ ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีหน้าไม่ดีอย่างที่คาดไว้ และอาจจะแย่กว่าที่เราตั้งเป้าไว้”

    “ผลของตลาดหุ้นมันเป็นเรื่องตื่นตระหนกในช่วงเวลาสั้นๆ จะไม่เห็นชัดในเรื่องผลกระทบของ GDP แต่ในระยะยาวความไม่มั่นใจไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ประชาชนเก็บเงินไว้ เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น นั่นจะเป็นปัญหาใหญ่ ที่ส่งผลกระทบต่อการบริโภคในประเทศ รายได้ของประเทศลดลง”

    ประธานหอการค้าภาคใต้ กล่าวว่า “ในส่วนของรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนต่อไปนั้น ส่วนตัวคิดว่าท่านก็รู้โจทย์แล้วว่าเสถียรภาพของรัฐบาลมีความสำคัญ ฉะนั้นบุคลากรที่มีความสามารถและมีความเชื่อมั่นเป็นคนที่ต้องจัดหามาให้ถูกต้อง หากท่านได้โอกาสแล้วแต่ไม่ใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ ก็ถือว่าเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่”

    The-private-sector-in-the-South-is-concerned-about-the-establishment-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ประธานหอการค้าภาคใต้ กล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่ภาคใต้ขณะนี้เรื่องของการท่องเที่ยวซบเซา โดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นเมืองรอง เป็นตลาดการท่องเที่ยวในประเทศ ได้รับผลกระทบพอสมควร เพราะเกิดจากความไม่เชื่อมั่น และรายได้ที่น้อยลง ในส่วนนี้ภาคเอกชนในภาคใต้เคยจัดประชุมเสวนา และนำข้อเสนอผ่านหอการค้าไทยเพื่อใช้มาตรการ MICE ปัจจุบันนี้มีบริษัทใหญ่ในประเทศมากมายที่จะจัดกิจกรรมอบรมสัมมนา หรือให้ Incentive ให้กับพนักงานและลูกค้า อาจจะจัดไปต่างประเทศ ในทางกลับกันถ้าเราจัดในประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดเมืองรองแล้วให้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี คิดว่าตรงนี้จะทำให้เกิดกำลังซื้อในประเทศเพิ่มมากขึ้น

    รวมไปถึงการจัดอบรมสัมมนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ การไปประชุมนอกสถานที่ยังจังหวัดต่างๆ หรือการประชุมข้ามภาค ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยทำให้เกิดเงินสะพัด ซึ่งถือเป็นนโยบายเร่งด่วน ถ้าจำได้ก็อยากให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งดำเนินการ เพราะหากเรารอการท่องเที่ยวจากต่างประเทศอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขได้ทัน และนอกจากการท่องเที่ยวแบบไทยเที่ยวไทยแล้ว ให้เที่ยวแบบองค์กรด้วย

    The-private-sector-in-the-South-is-concerned-about-the-establishment-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ขณะที่ บุญชู ศัยศักดิ์พงษ์รองประธานสภาอุตสาหกรรมภาคใต้ กล่าวถึงข้อห่วงใยและข้อเสนอแนะของภาคเอกชนต่อการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ขับเคลื่อนแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ว่า ได้ติดตามข่าวมาตลอดพบว่ากำลังมีการต่อรองกันในหลายกรณีในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งข้อต่อรองส่วนใหญ่มีแต่เรื่องแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งกันและกันเท่านั้น ไม่พบเลยว่ามีข้อใดที่บอกถึงการแก้ปัญหาในปัจจุบันซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่เกี่ยวกับปัญหาปากท้องของประชาชนทั่วไป ส่วนใหญ่การต่อรองจะมีแต่เรื่องแบ่งสันปันส่วนตำแหน่ง แต่ก็เข้าใจบริบทของนักการเมืองว่าเวลานี้ต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ ส่วนเรื่องอื่นๆ ค่อยว่ากันทีหลัง

    “แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือตำแหน่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คณะรัฐมนตรีที่ได้มาจะมีความเหมาะสมกับกระทรวงนั้นๆ หรือไม่ เพราะเหมือนเป็นการนำผู้โดยสารมาจับฉลากให้ขับเครื่องบิน จะมีความสามารถพอหรือไม่ หรือเพียงเพื่อได้มีตำแหน่งเท่านั้น ตรงนี้น่าเป็นห่วงเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาก็เป็นแบบนั้น ได้คนที่ไม่เหมาะสมมามีอำนาจในตำแหน่งสำคัญ หวังว่ารัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นจะได้คำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย เข้าใจว่าทุกคนอยากแก้ปัญหาให้ประเทศชาติ แต่ก็ขอให้ลดราวาศอกให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นได้ก่อน”

    “ส่วนเงื่อนไขสำคัญที่บอกว่ารัฐบาลใหม่จะอยู่แค่ 4 เดือน ก็ต้องรอดูว่าเมื่อครบ 4 เดือนแล้ว จะยังยึดตามข้อตกลงหรือไม่ ซึ่งการกำหนดอายุรัฐบาลใหม่ 4 เดือน หากมีความตั้งใจและจับจุดถูกก็สามารถแก้ปัญหาได้ บางทีอยู่นานไปอาจเสียเวลาเปล่า จึงอยากฝากไปทั้งสีส้ม สีแดง สีน้ำเงิน ว่าเวลารับปากไว้แล้วให้ทำตามด้วย ประชาชนที่เลือกท่านเข้ามารอดูผลงานอยู่ ดังนั้น 4 เดือนหลังจากนี้ รัฐบาลใหม่ที่ได้อำนาจมาต้องใช้เวลาให้เป็นประโยชน์จริงๆ และต้องทำให้ทัน ส่วนปัญหาชายแดนคิดว่าจบแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหามากกว่านี้ เพราะไม่มีใครอยากให้เกิดสงครามที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า”

    บุญชู กล่าวต่อว่า ส่วนข้อเสนอให้ยุบสภาเลยทันทีในเวลานี้ ส่วนตัวไม่เห็นด้วย ควรเดินหน้าต่อไปอีก 4-6 เดือนดีกว่า อย่างน้อยก็ต้นปี 2569 ค่อยมาว่ากันอีกที เวลานี้ควรช่วยกันแก้ปัญหาประคับประคองรัฐไทยให้รอดปลอดภัยกันไปก่อน หากยุบสภาตอนนี้ จะเสียเวลาไปอีกหลายเดือน และเราเสียเวลามามากแล้ว ปีนี้เราลอยอังคารกันแล้วก็ลอยให้มันหมดๆ ไป ปีหน้าค่อยว่ากันถ้าจะยุบสภา และน่าจะเป็นปีที่หลายๆ อย่างดีขึ้น เพราะเราผ่านอะไรที่ไม่ดีมาเยอะแล้ว 

    “สิ่งที่รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งแก้ปัญหาในตอนนี้มีเกือบทุกเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ภาคส่งออกมีปัญหา ส่งออกได้ลดลง ปัญหาการลงทุนที่ชะลอตัวทำให้กระทบแหล่งรายได้ การใช้จ่ายในประเทศก็มีปัญหา การท่องเที่ยวอ่อนแอลง ประเทศคู่แข่งแย่งเราไปเยอะ โดยเฉพาะภาคใต้เศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดคือการท่องเที่ยว ส่วนยางพารา ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจที่รุ่นลูกรุ่นหลานอาจสนใจน้อยลง และหันไปสนใจธุรกิจที่ต่อยอดนวัตกรรมมากขึ้น ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเข้ามาส่งเสริมภาคใต้คือการท่องเที่ยวและภาคบริการ”

    The-private-sector-in-the-South-is-concerned-about-the-establishment-SPACEBAR-Photo01.jpg

    The-private-sector-in-the-South-is-concerned-about-the-establishment-SPACEBAR-Photo03.jpg

    The-private-sector-in-the-South-is-concerned-about-the-establishment-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/the-private-sector-in-the-south-is-concerned-about-the-establishment-of-a-4-month-government-which-will-affect-national-confidence&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ssdrdqfPEl8vg4u4BxYH1

  • ลุ้นทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่! ตลท.เตรียมผลักดัน “จั๊มพ์ พลัส” หนุนตลาดทุนโตต่อ

    ลุ้นทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่! ตลท.เตรียมผลักดัน “จั๊มพ์ พลัส” หนุนตลาดทุนโตต่อ

    ลุ้นทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่! ตลท.เตรียมผลักดัน “จั๊มพ์ พลัส” หนุนตลาดทุนโตต่อ

    นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวถึงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่า นักลงทุนชอบความชัดเจนทางการเมือง คาดหวังว่าจะได้นายกฯคนใหม่ พร้อมนโยบายชัดเจนมากขึ้น 

    ทั้งนี้จากการพบปะพูดคุยกับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา กลับพบว่านักลงทุนส่วนใหญ่ค่อนข้างคุ้นเคยการเปลี่ยนแปลง ถือเป็นเรื่องที่ไม่แปลกใหม่ แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องการเห็นภาพชัดคือโครงการต่างๆที่ได้นำเสนอไปนั้นถือว่าค่อนข้างดีแต่จะสามารถเกิดขึ้นจริงเมื่อไหร่ นี่คือสิ่งที่นักงลงทุนโฟกัส

    ถามว่า ความเสี่ยงที่อาจเลือกนายกฯไม่ได้จะส่งผลอย่างไร ?

    ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นักลงทุนถือว่าคุ้นเคยต่อการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน

    “ความไม่แน่นอนทางการเมืองตอนนี้เริ่มชัดมากขึ้น แต่จะเห็นว่าฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลเข้ามาก่อนหน้านี้กก่อนที่จะมีความชัดเจน นั่นอาจเพราะบริษัทจดทะเบียนมีการฟื้นตัวที่ดี มีอนาคต อัพไซด์ดี มีปันผลน่าสนใจจึงเข้ามาลงทุน”

    ถามว่า รมว.คลังคนใหม่ต้องเป็นอย่างไร ?

    อยากให้เข้าใจเรา เข้าใจตลาดทุนดี เนื่องด้วยตลาดทุนเป็นเครื่องมือในการระดมทุน จึงคาดหวังทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่จะเข้าใจและสามารถใช้เครื่องมือนี้ได้

    อีกทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯพร้อมเสนอนโยบายที่ผลักดันก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะโครงการจั๊มพ์ พลัส (Jump+) ต่อ รมว.คลังคนใหม่พิจารณาเนื่องด้วยเชื่อมั่นว่าเป็นโครงการที่สร้างการเติบโตที่ดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมและบริษัทจดทะเบียน โดยล่าสุดมีบริษัทจดทะเบียนไทยเข้าสมัครรวม 35 บริษัท ถือเป็นสัญญาณที่ดีและมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง

    ส่วนโครงการ G-TOKEN จะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น เบื้องต้นยังไม่มีความชัดเจน คงต้องให้รมว.คลังคนใหม่พิจารณา

    อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์การเมืองที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้(5 ก.ย.68)เกิดความผันผวน ตลาดหลักทรัพย์ฯมีเครื่องมือที่พร้อมจะตั้งรับได้อย่างแน่นอน.

    เกาะติดการเมืองชัด

    ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลท. กล่าวว่า ตลาดทุนชอบความชัดเจนในทุกเรื่อง ดังนั้นการเมืองภาพเริ่มชัด การไม่ติดขัดด้านนโยบายต่างๆถือเป็นเรื่องที่ดี อีกทั้งพรบ.งบประมาณผ่านพ้นไปแล้วจึงสามารถเดินหน้าผลักดันงบประมาณได้

    สำหรับภาพรวมภาวะตลาดตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงไทยเดือนสิงหาคม 2568 ได้รับแรงหนุนจากสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) หลังนายเจอโรม พาวเวล ประธาน Fed ส่งสัญญาณถึงโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน 2568

    ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกรกฎาคมที่ขยายตัวต่ำกว่าคาด อย่างไรก็ตาม เงินทุนต่างชาติไหลออกจากทั้งตลาดพันธบัตรและหุ้นไทย ท่ามกลางส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลของไทยและสหรัฐที่กว้างขึ้น หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เป็น 1.50% ต่อปี ส่งผลให้ดัชนี SET Index ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลงเล็กน้อย 0.5% จากสิ้นเดือนกรกฎาคม 

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยเป็น 2% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% ตามการเร่งส่งออกสินค้าก่อนที่ภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ แม้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 2/2568 ขยายตัว 2.8% ชะลอลงจาก 3.2% ในไตรมาส 1/2568 ปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของการผลิตนอกภาคเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว

    ภาพรวมกำไรสุทธิไตรมาส 2/2568 ของบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีผลการดำเนินงานดีกว่าคาดปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ความสำเร็จของงาน Thailand Focus 2025 และผลตอบแทนหุ้น IPO ที่เริ่มฟื้นตัวในเดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทย.

    ลุ้นทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่! ตลท.เตรียมผลักดัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/729866&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zbZuRfzsJ2qeQcbd–J2L

  • ‘ผู้ว่าการธปท.’ ชี้การเมืองไทย กดดันเศรษฐกิจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น | เดลินิวส์

    ‘ผู้ว่าการธปท.’ ชี้การเมืองไทย กดดันเศรษฐกิจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5082766/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s1pdKNffBPvtKIfNUlRQ2

  • สะท้อน 3 ปัญหาใหญ่ชายแดนสุรินทร์ ทั้งความมั่นคง-เศรษฐกิจตกต่ำ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    สะท้อน 3 ปัญหาใหญ่ชายแดนสุรินทร์ ทั้งความมั่นคง-เศรษฐกิจตกต่ำ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109096&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S6tO2meAT58k88Z59R_EV

  • จ.สุรินทร์  ร่วมประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ๑ จังหวัดนครราชสีมาและการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังห

    จ.สุรินทร์  ร่วมประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ๑ จังหวัดนครราชสีมาและการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังห

    จ.สุรินทร์  ร่วมประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ๑ จังหวัดนครราชสีมาและการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ๑ ครั้งที่ ๖/๒๕๖๘ 


    4/09/2568 | 11 |

    จ.สุรินทร์  ร่วมประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ๑ จังหวัดนครราชสีมาและการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ๑ ครั้งที่ ๖/๒๕๖๘ 

    วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๓๐ น. นายชำนาญ  ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ มอบหมายให้ นายวีระชัย  ประเสริฐโส  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ร่วมประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ๑ จังหวัดนครราชสีมาและการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ๑ ครั้งที่ ๖/๒๕๖๘ ระหว่างวันที่ ๔-๕ กันยายน ๒๕๖๘ ณ  โรงแรมไอซาน่า โคราช ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา  โดยมีนายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธาน  พร้อมด้วยนายธงชัย โอฬารวัฒนะชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ หัวหน้าส่วนราชการและภาคเอกชน ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ๑ เข้าร่วมการประชุมฯ        จากนั้นได้รับฟังการอภิปราย หัวข้อ “อวดเมือง อวดของดีบ้านฉัน เทศกาลสร้างสรรค์ กระตุ้นเศรษฐกิจ” และ หัวข้อ “ทิศทางการเกษตรอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจนครชัยบุรินทร์” โอกาสนี้ได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจเส้นทางท่องเที่ยว One Day Trip ในเมือง โคราช เชื่อมโยงโครงการอวดเมือง ๒๕๖๘  และร่วมเปิดเวที แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระหว่างภาครัฐ เอกชน และเวทีนำเสนอโครงการของผู้แทนผู้นำคลื่นลูกใหม่ (Young Public and Private Collaboration : YPC นครชัยบุรินทร์) 


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/420747&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mZ0viPxjkzcklsqLNV08_

  • ปตท. ผนึก วว. ร่วมพัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    ปตท. ผนึก วว. ร่วมพัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    เศรษฐกิจ

    ปตท. ผนึก วว. ร่วมพัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    วันพฤหัสบดี ที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.40 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ปตท. ผนึก วว. ร่วมพัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร เพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยมีนายวุฒิกร สติฐิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ ผศ.ดร. วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ร่วมลงนาม พร้อมด้วย นายรัตติกูล ปิยะวงค์วาณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ รักษาการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมโครงการและการปฏิบัติการสู่ความเป็นเลิศ ปตท. และ ดร. จิตรา ชัยวิมล รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม วว. ร่วมเป็นสักขีพยาน ความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการพลังงานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง อาทิ การประยุกต์ใช้ Energy Management Platform (AIoT Platform) การสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการผ่านการพัฒนาประสิทธิภาพการวิจัยและนวัตกรรมการผลิตสมุนไพรและเครื่องสำอาง รวมถึงศึกษาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านปัจจัยหรือกลไกสำคัญที่สนับสนุนให้ธุรกิจหลักขององค์กรเติบโตและประสบความสำเร็จ ตามโครงการคู่ความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมอบหมายให้ ปตท. และ วว. เป็นคู่ความร่วมมือ ยกระดับศักยภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/445118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FIqIEsf7hzxDJmIKyiRgj