Category: เศรษฐกิจ

  • ไทยไร้หน่วยงานดูแลซื้อขายทอง จ่อคุมเข้มร้านทอง ส่งรายงานธุรกรรม

    ไทยไร้หน่วยงานดูแลซื้อขายทอง จ่อคุมเข้มร้านทอง ส่งรายงานธุรกรรม

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-56&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xKlhlsjwq-HMLzQ3AQeHx

  • วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่เศรษฐกิจเสียหาย 2 หมื่นล้าน คาดใช้เวลา 3 ฟื้นฟู

    วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่เศรษฐกิจเสียหาย 2 หมื่นล้าน คาดใช้เวลา 3 ฟื้นฟู

    วันนี้ (29 พ.ย.2568) นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ประเมินความเสียหายหลังสถานการณ์น้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างและลึก ทั้งอาคารบ้านเรือน สถานประกอบการ ทั้ง ธุรกิจค้าปลีก สถานบริการ โรงแรม รถเสียหายร้อยละ 80-90 เครื่องมือดำเนินธุรกิจ อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ เครื่องจักรจมน้ำต้องลงทุนใหม่ จากการลงพื้นที่สำรวจเบื้องต้น พบว่าธุรกิจได้รับผลกระทบหนักไม่สามารถดำเนินการกลับมาได้ในเร็ววัน

    จึงขอให้รัฐเร่งฟื้นฟูเยียวยาประชาชน และภาคธุรกิจที่หยุดดำเนินการมาตั้งแต่ 20 พ.ย. ขาดรายได้ แต่สิ้นเดือนยังมีค่าใช้จ่ายรออยู่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอีอาจจะอยู่ได้ไม่ถึง 1 เดือน

    “ควรนำเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจลงมาฟื้นฟูหาดใหญ่โดยตรง อย่ามองว่าหาดใหญ่เป็นแค่น้ำท่วมตามฤดูกาลจ่ายเงินหัวละ 9,000 บาท เยียวยาแล้วจบ เพราะไม่จบ ผู้ประกอบการต้องการแพ็กเกจที่รวดเร็ว ตรงกับความต้องการ มีกำลังใจที่จะฟื้นธุรกิจ”

    ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา เสนอแนวทางแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน โดยขอให้รัฐบาลเร่งออกแพ็กเกจช่วยเหลือที่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการในพื้นที่ เช่น การให้ประกันสังคมจ่ายเงินเยียวยาลูกจ้าง ในช่วงที่ธุรกิจไม่สามารถประกอบกิจการได้ การปล่อยสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำเป็นระยะเวลานานเพียงพอ 3-5 ปีที่จะฟื้นฟูธุรกิจได้และมีวงเงินสินเชื่อเพียงพอ ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันที่ยุ่งยากเพราะบางรายยังมีหนี้เก่าอยู่

    การลดเงื่อนไขการเคลมประกันภัยและการได้รับการชดเชยที่เหมาะสม รวมไปถึงการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างน้อย 3 เดือนก่อนเพื่อให้ธุรกิจตั้งหลักได้ก่อน เพราะหากธุรกิจไม่สามารถประกอบกิจการได้จะส่งผลต่อการจ้างงานจำนวนมาก

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งอัดแพ็กเกจเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวหาดใหญ่ทันทีหลังฟื้นฟู เช่น การเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยว โดยชูโปรแกรม “หาดใหญ่พร้อมเปิดเมือง” โดยใช้มาตรการทางภาษี เช่น ลดหย่อนภาษีได้สองเท่าทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ ที่มาใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากร้านค้าที่จดทะเบียนใน อ.หาดใหญ่เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินกลับเข้ามาในระบบเศรษฐกิจได้เร็ว

    ส่วนระยะยาว เสนอให้รัฐบาลวางแผนรับมือแก้ปัญหาน้ำท่วมโดยวางโครงสร้างขนาดใหญ่ เนื่องจากปัจจุบันมีหลายปัจจัยเข้ามาเพิ่มทำให้ระบบการระบายน้ำที่มีอยู่ไม่เพียงพออีกต่อไป ทั้งปริมาณน้ำจากพื้นที่ต่างๆ การขยายตัวของเมือง ปริมาณน้ำฝน จึงควรวางแผนรับมือ มีแผนเผชิญเหตุที่รวดเร็วเพื่อลดความสูญเสียจำนวนมากเหมือนเหตุการณ์ครั้งนี้ และหากรัฐไม่ทำอะไรจะทำให้สูญเสียโอกาสทั้งการค้า การท่องเที่ยวและการลงทุนในพื้นที่จังหวัดสงขลา เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในระบบป้องกันอุทกภัย

    สำหรับประชาชนในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบ เห็นว่า รัฐควรเร่งเยียวยาช่วยเหลือ จัดหาที่พักที่ได้มาตรฐาน ระหว่างที่ซ่อมแซมที่พักอาศัย ซึ่งอาจจะพักในโรงแรมที่ยังไม่สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ เพื่อลดความแออัดในศูนย์อพยพ ซึ่งประชาชนบางส่วนมีศักยภาพที่จะพักอาศัยได้

    นายทรงพล ประเมินว่าจากวิกฤติน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ครั้งนี้ เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของเมืองหาดใหญ่หากธุรกิจไม่สามารถกลับมาเดินการได้ในช่วง 3 เดือนนี้ จะเสียหายนับหมื่นล้านบาท และยังประเมินว่าเศรษฐกิจหาดใหญ่จะกลับมาฟื้นตัวได้จะต้องใช้เวลา 3 เดือน

    “ความเสียหายครั้งนี้ กระทบเป็นวงกว้างและลึกสร้างความเสียหายมากกว่าปี 2553 เป็นเท่าตัว ที่ประเมินไว้ที่ 17,000 ล้านบาท และจากตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินไว้อยู่ที่ 25,000 ล้านบาทก็ไม่น่าจะเกินความจริง”

    อ่านข่าว : 

    นายกฯ ยอมรับรัฐบาลบกพร่องน้ำท่วม จ่อฟันตั๋วบินหาดใหญ่แพง

    ตั๋วเครื่องบินไปหาดใหญ่ราคาพุ่ง พบสูงเกือบ 1 หมื่นบาท

    น้ำท่วม 8 จังหวัดใต้ยอดเสียชีวิตสะสม 162 คน – สงขลาหนักสุด 126 คน

    #น้ำท่วม #น้ำท่วมใต้ #น้ำท่วมใต้2568 #น้ำท่วมภาคใต้2568 #ฝนตกหนัก #น้ำท่วมหาดใหญ่
    #น้ำท่วมสงขลา #เขต8 #เราจะฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน #มหาอุทกภัยภาคใต้2568 #ข่าวไทยพีบีเอส #ข่าวที่คุณวางใจ #ThaiPBSnews #ThaiPBSศูนย์ข่าวภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358978&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TcZuIx7J_GfWmEFzbuija

  • น้ำท่วมใต้ ซัดท่องเที่ยวเสียหายหมื่นล้าน สทท. ชง 5 ยุทธศาสตร์กู้เศรษฐกิจ

    น้ำท่วมใต้ ซัดท่องเที่ยวเสียหายหมื่นล้าน สทท. ชง 5 ยุทธศาสตร์กู้เศรษฐกิจ

    วินทร์ กุมภเศรษฐ์ เผยแพร่เมื่อ : 29 พ.ย. 2568, 17:08 1

    นายรัชชพร พูลสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า สถาการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมไปถึงธุรกิจท่องเที่ยวอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก รายได้ในชุมชนลดลง และเกิดภาวะขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการอย่างรุนแรง คาดว่าสร้างมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมไม่ต่ำหว่า 11.8 – 23.6 หมื่นล้านบาท ทั้งเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ความเสียหายต่อวันทางด้านการท่องเที่ยว 1,000-1,500 ล้านบาท

    นายรัชชพร พูลสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)

    ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 4 และไตรมาสที่ 1 ในปี 2569  โดยเฉพาะเทศกาลตรุษจีนซึ่งเป็นเทศกลาลสำคัญในการเดินทางท่องเที่ยวของตลาดต่างประเทศที่มีเชื่อสายจีน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน และประเทศจีน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องมีมาตรการฟื้นฟูการท่องเที่ยวให้กลับมาดำเนินการได้อย่างมีมาตรฐานโดยด่วน เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สร้างรายได้และความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการ

    นายรัชชพร กล่าวเสริมว่า สทท. เตรียมเสนอ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบในแผนยุทธศาสตร์ดังต่อไปนี้ 1.เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวภายใน 90 วัน 2.อนุมัติมาตรการพักชำระหนี้ 12 เดือนสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว 3.อนุมัติโครงการ Soft Loan ดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ระยะเวลา 5 ปี 4.อนุมัติงบประมาณในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานและแคมเปญตลาด 5.มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์บัญชาการฟื้นฟู

    ทั้งนี้เพื่อให้ธุรกิจท่องเที่ยวกลับมาเปิดไม่น้อยกว่า 80–100% ภายใน 60 วัน รายได้ท่องเที่ยวช่วงตรุษจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพียงพอ ลดความเสี่ยงล้มละลาย รวมถึงแรงงานกลับเข้าสู่การทำงานมากกว่า 90% ชุมชนท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ และสร้างความมั่นใจแก่ตลาดต่างประเทศ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยหลังเกิดภัยพิบัติ สร้างภาพลักษณ์ “Thailand is Ready”

    สำหรับรายละเอียดของขอเสนอแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ในระยะเร่งด่วนดังทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ มีรายละเอียดต่อไปนี้

    ยุทธศาสตร์ที่ 1 การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งท่องเที่ยวที่ไดรับผลกระทบอย่างเร่งด่วนภายใน 45 วัน คือ ซ่อมแซมถนนหลัก–รองที่ได้รับความเสียหาย ฟื้นฟูระบบไฟฟ้า น้ำประปา อินเทอร์เน็ต ปรังปรุงสภาพแหล่งท่องเที่ยวจุดชมวิว แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ให้พร้อมรับบริการ และทำความสะอาดพื้นที่ท่องเที่ยวแบบ Big Cleaning รวมถึงการฟื้นฟูท่าเรือและระบบขนส่ง อาทิ การซ่อมแซมท่าเรือโดยสารและท่าเรือท่องเที่ยว ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร ปรับปรุงระบบความปลอดภัยบริเวณท่าเรือ และมาตรการด้านความปลอดภัย โดยติดตั้งระบบเตือนภัยน้ำท่วม จัดตั้งจุดกู้ชีพและหน่วยตอบสนองเหตุฉุกเฉิน จัดอบรมความปลอดภัยสำหรับผู้ประกอบการ

    ยุทธศาสตร์ที่ 2  มาตรการด้านการเงินและธนาคาร โดยพักชำระหนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว 12 เดือน คือ  พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 12 เดือนทุกธนาคารพาณิชย์ ไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัด และไม่ถือเป็นข้อมูลลบในเครดิตบูโร และธนาคารสามารถนับเป็นสินเชื่อพิเศษไม่ถือเป็น NPL รวมถึงออกโครงการสินเชื่อดดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อการปรับปรุงและสภาพคล่อง ดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี ระยะเวลาชำระคืน 5 ปี ปลอดชำระเงินต้นปีแรก วงเงินสูงสุดต่อรายสำหรับโรงแรม 20–50 ล้านบาท บริษัททัวร์–ร้านอาหาร 5–10 ล้านบาท SMEs–ชุมชนท่องเที่ยว 1–2 ล้านบาท เพื่อใช้สำหรับการซ่อมแซมอาคาร, ลงทุนในอุปกรณ์ และเสริมสภาพคล่องหมุนเวียน โดยให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) หรือรัฐร่วมค้ำประกัน 100%

    ยุทธศาสตร์ที่ 3 การฟื้นฟูตลาดและการสื่อสารสร้างความเชื่อมั่น แบ่งเป็น ตลาดในประเทศ อยากให้รัฐบาลจัดแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว “เที่ยวใต้ช่วยไทย” โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าโรงแรมและค่าเดินทาง โดยใช้หลักการเที่ยวไทยคนละครึ่งมาปฎิบัติตลอดระยะเวลา 6 เดือน และสนับสนุนมาตราการทางด้านภาษีให้บริษัทที่เดินทางประชุมและสัมมนาไปในพื้นที่ประสบภัย โดยให้สิทธิทางภาษี 2 เท่าของค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 6 เดือน รวมถึงส่งเสริมการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวทุกเดือนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569

    ขณะที่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน อยากให้มีการจัดแคมเปญ “THAILAND is Ready” พร้อมร่วมมือสายการบินเพิ่มเที่ยวบินช่วงตรุษจีน และทำโฆษณาเชิงรุกผ่านสื่อดิจิทัลจีน จัด Mega FAM Trip เชิญสื่อ–KOL จากประเทศกลุ่มป้าหมายลงพื้นที่ รวมถึงฟื้นความเชื่อมั่น ผ่านการจัดทำ Dashboard รายงานการฟื้นฟูแบบ Real-time รายงานความพร้อมให้ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาศักยภาพแรงงาน อยากให้มีการฝึกอบรมทักษะบริการ ภาษา จีน–อังกฤษ ฝึกอบรมความปลอดภัยและการปฐมพยาบาล มาตรการเยียวยารายได้แรงงานระหว่างฟื้นฟู โดยรัฐบาลประกาศยกเว้นเงินประกันสมทบจากนายจ้างและลูกจ้าง 6 เดือน

    ยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารแผนแบบบูรณาการ ผ่านการจัดตั้งศูนย์บัญชาการฟื้นฟูการท่องเที่ยว (TRCC) บูรณาการหน่วยงาน อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงแรงงาน  ธนาคารแห่งประเทศไทย  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  การท่าอากาศยาน  ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง  สมาคมผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมมีระบบติดตามและประเมินผล ตัวชี้วัดรายสัปดาห์ เช่น การเปิดบริการโรงแรม จำนวนผู้ได้รับ Soft Loan ความคืบหน้าซ่อมโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมรายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกสัปดาห์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/4fwzepdi23v4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JCzjlDO8n76OZtDtZKlng

  • นายกฯ ถกทีมเศรษฐกิจ วางแผนฟื้นฟูค้าปลีกใต้หลังน้ำท่วม

    นายกฯ ถกทีมเศรษฐกิจ วางแผนฟื้นฟูค้าปลีกใต้หลังน้ำท่วม

    นายอนุทินเรียกประชุมรองนายกฯ เอกนิติ และปลัดพาณิชย์ วางมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจร้านค้า–เยียวยาผู้ประสบอุทกภัยใต้ เตรียมจ่ายชดเชย 9,000 บาทสัปดาห์หน้า

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจเพื่อเร่งพิจารณามาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจและร้านค้าท้องถิ่นที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์

    นายกรัฐมนตรีเดินทางถึงทำเนียบรัฐบาลเวลา 10.17 น. หลังจากลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ต่อเนื่องเป็นครั้งที่สี่เมื่อวานนี้ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอจากประชาชนและผู้ประกอบการในจุดที่ได้รับผลกระทบหนัก โดยภายในที่ประชุมมีการหารือถึงแนวทางฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อยที่ถูกน้ำท่วมและจำเป็นต้องกลับมาดำเนินกิจการอย่างรวดเร็ว

    ก่อนหน้านี้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือหลายด้าน ทั้งเงินชดเชยเบื้องต้นและชุดฟื้นฟูชีวิตขั้นต้น โดยสัปดาห์หน้าจะเริ่มโอนเงินช่วยเหลือ 9,000 บาทให้ผู้ได้รับผลกระทบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งนี้ ที่ประชุมเตรียมพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/534731.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kN6YLudxZArn_xqfRwpfQ

  • เปิดจุดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ดันแท็กซี่-วินมอร์เตอร์ไซต์ ร่วมโครงการฯ

    เปิดจุดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ดันแท็กซี่-วินมอร์เตอร์ไซต์ ร่วมโครงการฯ

    เปิดจุดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ดันคนขับแท็กซี่-วินฯ ร่วมคนละครึ่งพลัส ณ อาคาร 6 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบกจตุจักร

    น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในการเร่งรัดฟื้นฟูเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน กระทรวงคมนาคม ภายใต้การกำกับดูแลของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ตระหนักถึงความสำคัญของภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งเป็นต้นทุนในชีวิตประจำวันของทุกคน จึงได้มอบหมายให้ กรมการขนส่งทางบก เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในภาคการขนส่งสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ

    ซึ่งกรมการขนส่งทางบก ขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ จึงได้ร่วมมือกับ ธนาคารกรุงไทย เปิดพื้นที่ตั้งบูธรับลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัส ภายในกรมการขนส่งทางบก อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะประเภทรถแท็กซี่ รถตู้ประจำทาง รถยนต์สามล้อสาธารณะ รถสองแถวรับจ้างและรถจักรยานยนต์สาธารณะ โดยสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว ระหว่างเดินทางมาติดต่อราชการ

    นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้กับประชาชนนั้น

    ล่าสุด บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะช่องทางหลักของการลงทะเบียนโครงการฯ ให้ความร่วมมือในการตั้งจุดบริการรับลงทะเบียนสำหรับผู้ประกอบการภาคขนส่งสาธารณะโดยเฉพาะ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกสูงสุดให้แก่พี่น้องผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ จึงได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทยตั้งจุดให้บริการรับลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ภายในกรมการขนส่งทางบก ณ อาคาร อาคาร 6 ชั้น 1 ในทุกวันพฤหัสบดี และวันศุกร์ของสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ไปจนถึงวันปิดรับลงทะเบียนสำหรับผู้ประกอบการ (19 ธันวาคม 2568) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการที่เดินทางเข้ามาติดต่อราชการด้านทะเบียนหรือภาษีรถที่กรมฯ อยู่แล้ว สามารถดำเนินการสมัครเข้าร่วมโครงการได้ทันที ณ จุดเดียว (One Stop Service) โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปยังสาขาของธนาคาร

    ทั้งนี้ การเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ ในการเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนผู้ใช้บริการตามนโยบายของรัฐบาล โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1584 หรือสายด่วนกรุงไทย 02 111 1122 กด 3

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/945487/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ImP-RBd9Th0LXlPakE3vE

  • พรุ่งนี้ ! นำทีมเศรษฐกิจ หน่วยงานการเงินที่สำคัญ   ลงหาดใหญ่ให้เห็นภาพจริง เพื่อช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    พรุ่งนี้ ! นำทีมเศรษฐกิจ หน่วยงานการเงินที่สำคัญ ลงหาดใหญ่ให้เห็นภาพจริง เพื่อช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/111088&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3svQNE7VXvHKXbvLoqckTF

  • ‘REIC’ ชี้มาตรการ ‘Quick Big Win’ ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ-โอนที่อยู่อาศัยพุ่ง

    ‘REIC’ ชี้มาตรการ ‘Quick Big Win’ ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ-โอนที่อยู่อาศัยพุ่ง

    การขับเคลื่อนมาตรการ Quick Big Win ของรัฐบาลประเมินว่าส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจสะท้อนจากการคาดการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น  ทั้งนี้นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์(REIC) เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวมของไตรมาส 3 ปี 2568

    มีสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาสที่ผ่านมา โดยอุปสงค์ขยายตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 (QoQ) ปัจจัยบวกจากมาตรการของรัฐบาล ได้แก่ การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองที่อยู่อาศัยเหลือ0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท การผ่อนเกณฑ์ LTV และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำ มีผลให้เกิดความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้บริโภค

    ประกอบกับผู้ประกอบการเริ่มมีการปรับลดราคาให้ยืดหยุ่นตามความสามารถของผู้ซื้อที่มีความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงทั้งหมดนี้มีผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยและอัตราการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทุกประเภททั่วประเทศไตรมาส 3 มีจำนวน 84,397 หน่วยเพิ่มขึ้น 9.1% คิดเป็นมูลค่า 226,166 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7% โดยเป็นการโอนกรรมสิทธิ์

    ที่อยู่อาศัยแนวราบจำนวน 57,581 หน่วยเพิ่มขึ้น 6.7% คิดเป็นมูลค่า 164,060 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% และเป็นการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดจำนวนหน่วย 26,816 หน่วยเพิ่มขึ้น 14.8% คิดเป็นมูลค่า 62,106 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.4% ทั้งนี้ เป็นการเพิ่มขึ้นในทุกระดับราคา โดยเฉพาะบ้านสร้างใหม่ระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท มีอัตราการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นถึง 37% ขณะที่บ้านมือสองระดับราคา 5.01 – 7.50 ล้านบาท มีอัตราการโอนกรรมสิทธิ์
    เพิ่มขึ้น 14.1% จากไตรมาสก่อน

    สำหรับ 10 จังหวัดแรกที่มีมูลค่าการโอนสูงสุดในไตรมาส 3 ปี 2568 ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี ภูเก็ต เชียงใหม่ ระยอง นครราชสีมา และขอนแก่น โดยจังหวัดที่มีการขยายตัวของการโอนเพิ่มขึ้น
    จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (YoY) ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าในไตรมาส 3 มี 3 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต ระยองและนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ 9 เดือนแรกของปี 2568 มีเพียงจังหวัดภูเก็ต ระยอง และนครราชสีมา ที่มีการขยายตัวของหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น
    เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

    ด้านการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติ ไตรมาส 3 ปี 2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยมีจำนวน 3,844 หน่วย เพิ่มขึ้น 2.3% มูลค่า 15,378 ล้านบาท ลดลง -17.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยชาวต่างชาติที่มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ “ห้องชุด” มากที่สุด 3 อันดับแรกในไตรมาส 3 ปี 2568

    ได้แก่ จีน ไต้หวัน และพม่า ซึ่งจีนยังคงมีแนวโน้มลดลงโดยมีการโอนห้องชุดในไตรมาสนี้จำนวน 1,335 หน่วย มีมูลค่า4,573 ล้านบาท จำนวนหน่วยลดลง -11.8% มูลค่าลดลง -34.6% ไต้หวันจำนวน 376 หน่วย มูลค่า 1,844 ล้านบาทจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 31.5% มูลค่าเพิ่มขึ้น 17.1% พม่าโอนห้องชุดในไตรมาสนี้จำนวน 517 หน่วย เพิ่มขึ้น 25.5% แต่มูลค่า1,550 ล้านบาท ลดลง -30.3% โดยภาพรวมหลายประเทศมีแนวโน้มการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเพิ่มขึ้นตามทิศทางการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม อุปสงค์สะสมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ยังหดตัวทั้งด้านจำนวนและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทุกประเภทมีจำนวน 227,106 หน่วย ลดลง -9.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีจำนวน 250,386 หน่วย มีมูลค่า 617,768 ล้านบาท ลดลง -12.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีมูลค่า 705,085 ล้านบาท สะท้อนกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    โดยแบ่งเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบมีจำนวน 155,125 หน่วย ลดลง -7.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีจำนวน167,308  หน่วย มูลค่า 446,309 ล้านบาท ลดลง -9.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 492,506 ล้านบาทและอาคารชุดมีจำนวน 71,991 หน่วย ลดลง -13.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีจำนวน 83,078 หน่วยมูลค่า 171,458 ล้านบาท ลดลง -19.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 212,578 ล้านบาท

    ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2568 มีมูลค่า 146,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2ปี 2568 (QoQ) ที่มีมูลค่า 134,115 ล้านบาท จากอานิสงค์บวกของ 2 มาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แต่โดยภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2568 มีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่มีมูลค่า 390,317 ล้านบาท
    ลดลง -6.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีมูลค่า 417,944 ล้านบาท

    นายกมลภพ กล่าวอีกว่า แม้การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยสะสมในช่วงที่ผ่านมายังหดตัว แต่จากการจัดทำมาตรการ “Quick Big Win” ของภาครัฐ อาทิ มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ ผ่านโครงการคนละครึ่ง พลัส มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ ผ่านมาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว การเร่งรัดเบิกจ่ายภาครัฐและโครงการพลังงานสะอาด มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC)และการปรับโครงสร้างหนี้เสียภาคครัวเรือน รวมถึงมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs

    คาดการณ์เป็นปัจจัยบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้ยอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศไตรมาส 4 ปี 2568 ฟื้นตัวขึ้น โดยจะมียอดการโอนจำนวน 95,484 หน่วย เพิ่มขึ้น  13.1% จากไตรมาส 3 (QoQ) ที่มีจำนวน 84,397 หน่วย และมีมูลค่าจำนวน 255,632 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.0% จากไตรมาส 3 (QoQ) ที่มีจำนวน 226,166 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ ทั่วประเทศ ไตรมาส 4 ปี 2568 คาดการณ์มีมูลค่าประมาณ 160,775 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% จากไตรมาส 3 (QoQ) ที่มีมูลค่า 146,834 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม ทั้งปี 2568 การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศยังคงติดลบ แต่เป็นการติดลบที่ลดลงกว่าที่เคยคาดการณ์ โดยจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน  322,500 หน่วย ลดลง -7.3%  เมื่อเทียบกับปี 2567 และมีมูลค่าการโอนประมาณ 873,400 ล้านบาท ลดลง -10.9% เมื่อเทียบกับปี 2567 และคาดว่าปี 2569 สถานการณ์
    จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง

    โดยจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน 320,200 หน่วย ลดลงเพียง -0.7%เมื่อเทียบกับปี 2568 และมีมูลค่าการโอนประมาณ 866,200 ล้านบาท ลดลง -0.8% เมื่อเทียบกับปี 2568 ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ทั่วประเทศในปี 2568 จะมีมูลค่าประมาณ 551,092 ล้านบาท ลดลง -5.8%

    เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีมูลค่า 584,843 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ ทั่วประเทศในปี 2569 จะมีมูลค่าประมาณ 547,533 ล้านบาท ลดลง -0.6% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่มีมูลค่า 551,092 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/645287&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kG9Ol2rCGQyVGKwKBcHRV

  • ‘กงสุลใหญ่’ กว่างโจว จี้ไทยอัพสกิลแรงงาน ยกระดับซอฟต์แวร์ รับนักลงทุนจีน

    ‘กงสุลใหญ่’ กว่างโจว จี้ไทยอัพสกิลแรงงาน ยกระดับซอฟต์แวร์ รับนักลงทุนจีน

    เศรษฐกิจ

    ‘กงสุลใหญ่’ กว่างโจว จี้ไทยอัพสกิลแรงงาน ยกระดับซอฟต์แวร์ รับนักลงทุนจีน

    'กงสุลใหญ่' กว่างโจว จี้ไทยอัพสกิลแรงงาน ยกระดับซอฟต์แวร์ รับนักลงทุนจีน

    กงสุลใหญ่ฯ “กว่างโจว” ชี้กวางตุ้งคือ “หัวใจเศรษฐกิจจีน” เตือนไทยเร่งอัพสกิลแรงงาน–ยกระดับซอฟต์แวร์รัฐ รับคลื่นลงทุนจีนยุค AI

    • “กาจฐิติ วิวัธวานนท์” กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว ชี้ว่ามณฑลกวางตุ้งเป็นขุมพลังเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจีนและเป็นคู่ค้าสำคัญที่สุดของไทย แต่การขาดดุลการค้าที่พุ่งสูงขึ้นเป็นสัญญาณของคลื่นการลงทุนขนาดใหญ่จากจีนที่กำลังเข้ามาในไทย
    • นักลงทุนจีนเผชิญปัญหาใหญ่คือการขาดแคลนแรงงานทักษะสูงของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม EV ทำให้บริษัทจีนต้องจัดทำโครงการ Upskill/Reskill เองเพื่อแก้ปัญหา
    • กงสุลใหญ่ฯ เสนอให้ไทยยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “หุ้นส่วนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” กับจีน เพื่อรับมือกับยุคที่จีนขับเคลื่อนด้วย AI และเทคโนโลยีขั้นสูง
    • ไทยถูกเตือนให้เร่งพัฒนา “ซอฟต์แวร์ภาครัฐ” เช่น ระบบตรวจคนเข้าเมืองและการบริหารข้อมูล ควบคู่ไปกับการปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างคนให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต

    นายกาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว เปิดมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ต่อทิศทางเศรษฐกิจจีนและความสัมพันธ์ไทย-จีน ในจังหวะครบรอบ 50 ปี ชี้ “กวางตุ้ง” ยังเป็นขุมพลังเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจีน และเป็นคู่ค้าสำคัญที่สุดของไทย เตือนไทยกำลังเผชิญภาวะ “ขาดดุลการค้าพุ่งแรง” สะท้อนการลงทุนจีนที่ไหลบ่า ขณะที่แรงงานทักษะไทยยังไม่พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่

    สำหรับมณฑลกวางตุ้ง ยังเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจ” ใหญ่ที่สุดของจีน เติบโตต่อเนื่อง 36 ปี และมี GDP มากกว่าไทยถึง 4 เท่า พร้อมเป็นฐานเมืองเทคโนโลยีสำคัญของจีน ทั้งกว่างโจวและเซินเจิ้น

    ปัจจุบันกวางตุ้งเป็น คู่ค้าอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นสัดส่วน 25% ของการค้ารวมไทย-จีน แต่ไทยกลับขาดดุลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปี 2566 ขาดดุล 1,500 ล้านดอลลาร์ และเพียงครึ่งปีแรกของ 2568 ตัวเลขก็แซงหน้าปีก่อนแล้ว

    “นี่อาจไม่ใช่วิกฤติการค้า แต่คือสัญญาณของการลงทุนจีนที่เข้ามาเป็นคลื่นใหญ่ ทั้ง BYD, GAC และผู้ผลิตเทคโนโลยี ที่ตั้งฐานในไทย” 

    'กงสุลใหญ่' กว่างโจว จี้ไทยอัพสกิลแรงงาน ยกระดับซอฟต์แวร์ รับนักลงทุนจีน

    สัมพันธ์ 50 ปี สู่ “หุ้นส่วนวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี”

    นายกาจฐิติ เสนอว่า ความสัมพันธ์ไทย-จีนในอีก 50 ปีข้างหน้าต้องขยับสู่การเป็น “หุ้นส่วนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” แทนความสัมพันธ์แบบเชิงสายเลือดในอดีต

    จีนกำลังขับเคลื่อนประเทศด้วยยุทธศาสตร์ High Quality Development ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์ โดย AI และเทคโนโลยีขั้นสูงเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมผนึกกำลังในโครงการ Greater Bay Area (GBA) ซึ่งรวม 9 เมืองกวางตุ้งเข้ากับฮ่องกง-มาเก๊า สร้างซูเปอร์คลัสเตอร์เทคโนโลยีระดับโลก

    “Pain Point ใหญ่ของนักลงทุนจีนคือ ไทยขาดแคลนแรงงานทักษะสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรม EV ซึ่งต้องการแรงงานกว่า 50,000 คน บริษัทจีนต้องจัดทำโครงการ Upskill/Reskill เอง หรือจับมืออาชีวะไทยทำ MOU เพื่อยกระดับทักษะ ขณะที่บริษัท SME จีนเริ่มขอให้รัฐบาลกวางตุ้งช่วยประสานกับหน่วยงานไทย คำถามคือ ทำไมไทยยังไม่มีสถาบันเทคโนโลยีแบบจีน เหมือนที่เคยทำกับญี่ปุ่น” 

    ดันความร่วมมือ 3 ธีมใหญ่ “ATMP-พลังงาน-เกษตรแม่นยำ”

    อย่างไรก็ตาม จึงควรวาง 3 ภารกิจเชื่อมศักยภาพกวางตุ้งกับไทย ได้แก่

    1. การแพทย์ขั้นสูง (ATMP) มุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยี Gene Editing, Cell Therapy ไทยเพิ่งบรรลุความร่วมมือ เทคโนโลยีตัดต่อยีนรักษาโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งไทยอาจเป็นประเทศแรกที่ได้รับถ่ายทอดจากจีน

    2. พลังงานทางเลือก  รวมถึงเทคโนโลยีใหม่อย่าง แม่เหล็กพลังงาน ที่อาจดิสรัปต์โลก EV

    3. เกษตรแม่นยำ นำข้อมูล โดยใช้ AI ยกระดับการผลิต

    “การแพทย์แผนไทย ต้องผลักดันให้ไทยสกัดสารออกฤทธิ์จากสมุนไพร พร้อม หลักฐานวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาเป็นยาที่แพทย์ตะวันตกสามารถสั่งจ่ายได้”

    สิ่งที่จีนทำได้ดีคือ เทคโนโลยีใหม่ อาทิ 1. Palm Scanning Payment การสแกนเส้นเลือดฝ่ามือเพื่อชำระเงิน ใช้จริงแล้วในหลายเมืองของจีน 2. Magnetic Power เทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยแรงแม่เหล็ก อาจเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรม EV 3. Small Modular Reactor (SMR) ซึ่งไห่หนานเตรียมเป็นพื้นที่แรกของโลกที่นำ SMR มาใช้เชิงพาณิชย์ในปี 2568 ขณะที่หน่วยงานไทยกว่า 15 คณะเดินทางไปศึกษาดูงานแล้ว

    'กงสุลใหญ่' กว่างโจว จี้ไทยอัพสกิลแรงงาน ยกระดับซอฟต์แวร์ รับนักลงทุนจีน

    ไห่หนาน 2035 จากพื้นที่ชายแดนสู่ฐานเศรษฐกิจโลกใหม่

    ทั้งนี้ จีนกำลังผลักดันไห่หนานสู่ Free Trade Port และฐานเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ตั้งแต่ Space Industry โรงงานซ่อมบำรุงอากาศยาน MRO Center ไปจนถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ รวมถึงฐานปล่อยจรวดของไห่หนานที่ยังมองไทยเป็นพันธมิตรที่เป็นไปได้ เพราะอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ทำให้ใช้พลังงานน้อยและบรรทุกน้ำหนักได้มากกว่า

    “ด้าน Connectivity นั้น อนาคตไม่ใช่การแข่งขันด้านฮาร์ดแวร์ แต่คือการแข่งขันด้าน ซอฟต์แวร์รัฐ เช่น ระบบ ตม. ด่านตรวจ และการบริหารข้อมูล”

    ปมใหญ่ของไทย “การศึกษา” ไม่ตอบโจทย์โลกใหม่

    นายกาจฐิติ กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดคือ เด็กไทยเรียนไม่ตรงกับอุตสาหกรรมอนาคต ซึ่ง 10 เดือน ที่รับตำแหน่งยังไม่เจอเด็กไทยคนใดในกวางตุ้งที่เรียนด้านเทคโนโลยี หรือ Education โดยนักศึกษาจำนวนมากยังเรียนเฉพาะ Business และภาษา ซึ่งทำให้โอกาสเติบโตในบริษัทเทคโนโลยีจำกัดอยู่แค่ HR-Marketing-Accounting เพราะเด็กศิลป์ไม่เรียนวิทย์ เด็กวิทย์ไม่เรียนภาษา จึงยากที่ไทยจะเป็นฮับในภูมิภาคได้

    “ไทยต้อง ‘เปลี่ยนเรือสำเภา‘ จากการค้าสายสัมพันธ์ในอดีต สู่เรือบรรทุกเทคโนโลยี-นวัตกรรม-ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อพร้อมรับโลกใหม่ที่จีนกำลังสร้างในยุค 2035 การเป็นมหาอำนาจของจีนไม่ได้อยู่ที่อาวุธ แต่อยู่ที่ความพร้อมของคนและระบบ ถ้าไทยอยากเป็นฮับ ต้องเริ่มจากการสร้างคนและซอฟต์แวร์รัฐให้ทันโลก”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1209553&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QSvV5qT_k7WcT24qDPHbm

  • นายกฯ เตรียมนำทีมเศรษฐกิจ-ผู้บริหารสถาบันการเงิน ลงพื้นที่หาดใหญ่เร่งฟื้นฟูความเสียหาย

    นายกฯ เตรียมนำทีมเศรษฐกิจ-ผู้บริหารสถาบันการเงิน ลงพื้นที่หาดใหญ่เร่งฟื้นฟูความเสียหาย

    “อนุทิน” ยอมรับบกพร่อง ย้ำขอโทษไม่สามารถปกป้องให้ประชาชนปลอดภัยได้ มองต้องแก้กฎหมาย ยกระดับการเตือนภัย เผย 30 พ.ย. ขนทีมเศรษฐกิจ-ผู้บริหารสถาบันการเงิน ลงพื้นที่หาดใหญ่ ให้เห็นกับตา ก่อนปล่อยสินเชื่อฟื้นฟู ระบุหลังได้ลงพื้นที่เขต 8 สงขลา ไม่พบความรุนแรง เจอแต่ความเสียหาย

    29 พฤศจิกายน 2568 – เมื่อเวลา 13.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 30 พ.ย.ช่วงบ่ายตนจะเดินทางลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อีกครั้ง โดยจะมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย นายฉัตรชัย ศิริไล ประธานสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และรักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และนายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ร่วมคณะลงพื้นที่ เพื่อจะได้เห็นเหตุการณ์จริงทั้งหมด และจะได้เตรียมการเรื่องของให้สินเชื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างเต็มที่ ซึ่งต้องลงพื้นที่ไปเห็นหน้างานด้วยตัวเองจะได้เห็นภาพ และนำกลับมาทำงานได้ด้วยความเข้าใจ และรวดเร็วในการให้ความช่วยเหลือ

    นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนที่เรียกนายเอกนิติ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ประชุมที่ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเป็นการสรุป และดูสิ่งที่ต้องช่วยเหลืออย่างโดยด่วน หลังจากลงพื้นที่มาได้มอบภารกิจให้กับรัฐมนตรีและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งวันนี้จะเร่งให้กระทรวงมหาดไทย นำรายชื่อผู้ที่จะได้รับการเยียวยา หลังรัฐบาลได้อนุมัติกรอบวงเงินไว้เรียบร้อยแล้ว ครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าเงินเยียวยาจะถึงมือประชาชน

    เมื่อถามว่า มีข่าวว่ายอดการเยียวยาอาจจะทะลุไปถึง 30,000 บาท นายกฯ กล่าวว่า การเยียวยามีหลายอย่าง ตอนนี้ตรงไหนที่ใช้เยียวยาได้ก็เอาออกมาใช้ให้หมด อย่างเช่นงบฯของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ครัวเรือนละ 9,000 บาท จะดำเนินการทันที และยังมีเรื่องของการซ่อมแซมบ้านตามความเสียหายจริงครัวเรือนละไม่เกิน 45,000 บาท ซึ่งตนจะระดมคนลงพื้นที่ไปเร่งสำรวจ โดยหากคนส่วนกลางไม่พอก็จะระดมคนจากส่วนภูมิภาคลงไปช่วยเหลือด้วย

    นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้จะมีการให้สินเชื่อเพื่อฟื้นตัว รายละไม่เกิน 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย ในระยะเวลา 6 เดือน และอีกก้อนหนึ่งคือ สินเชื่อเพื่อนำไปซ่อมแซมทรัพย์สิน ครัวเรือนละ 100,000 บาทเช่นกัน และระยะเวลา 1 ปี ซึ่งรมว.คลัง ตอบรับมาแล้วว่าสถาบันการเงินมีแหล่งเงินเพียงพอในการให้สินเชื่อ ซึ่งส่วนนี้ก็จะเป็นธนาคารของรัฐ ที่รับนโยบายอยู่แล้ว รวมไปถึงการพักหนี้ พักดอกเบี้ย อย่างไรก็ตามนายเอกนิติ และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังหารือเพื่อขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ เพราะเราไปบังคับเขาไม่ได้ จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือ

    นายกฯ กล่าวว่า ส่วนเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ จะมีการจัดให้มีสินค้าราคาทุน หรือต่ำกว่าทุน จัดเป็นมหกรรม หรือศูนย์กลางเพื่อจำหน่ายสินค้า ให้กับประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้ยืนยันว่าได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการและผู้ผลิตบางคนให้สินค้าราคาทุน และยังแถมสินค้ามาเพิ่มให้ด้วย

    นายกฯ กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ระหว่างลงพื้นที่ ตนพบเจอใครก็บอกขอโทษที่รัฐบาลไม่สามารถดูแลปกป้อง ให้พวกเขามีความปลอดภัยได้

    เมื่อถามว่า ตอนนี้เข้าสู่ระยะฟื้นฟูแล้วได้มีการสรุปถึงสาเหตุปัญหาอุปสรรคที่ทำให้ อ.หาดใหญ่วิกฤติหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้มองไปข้างหน้า เรื่องที่มาของปัญหาอย่างไร รัฐบาลมีความบกพร่องตนก็ยอมรับไม่ว่าจะมาจากที่ไหนก็แล้ว แต่เมื่อมีคนเสียชีวิต มีคนสูญเสีย มีคนบาดเจ็บ อยู่บ้านไม่ได้ มันก็นายกฯทั้งนั้น ความผิดนายกฯทั้งนั้น นี่คือเหตุผลที่ต้องลงไปประจำ ต้องใช้องคาพยพ ใช้ความรู้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีอยู่ทุ่มเทลงไปในจุดแห่งปัญหานี้ และเร่งแก้ปัญหาพลิกฟื้นให้เร็วที่สุด

    เมื่อถามย้ำว่า มีความจำเป็นต้องหาถึงต้นตอ จะได้ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำในอนาคต นายอนุทิน กล่าวว่า ต้นตอมีหลายอย่าง เรื่องการเตือนภัยจะต้องมีการยกระดับว่าเตือนภัย เตือนปุ๊บต้องออกจากบ้านปั๊บ ซึ่งต้องมาแก้กฎหมายอีก เมื่อสักครู่นั่งคุยกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย ไม่ใช่ว่าเตือนใครจะออกก็ออก ต้องมีการซ้อมการหนีภัย ซึ่งได้สั่งให้ ปภ. และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะเราทราบจุดที่เสี่ยงเกิดภัยอยู่แล้ว ต้องดำเนินการ

    เรื่องของสภาพภูมิประเทศ จ.สงขลาคือ แอ่งกระทะจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเมืองหาดใหญ่คือกระทะ ทุกอย่างก็ไหลลงมากองอยู่ก้นกระทะ ตอนนี้ต้องไปนั่งแก้ไข ถนนเป็นอุปสรรคหรือไม่ ถ้าถนนเป็นอุปสรรคจะทำอย่างไร เพื่อให้ส่วนแนวถนนเป็นที่ระบายน้ำ ก็ต้องมาดูรายละเอียดเยอะ พอระบายไปที่ทะเลสาบสงขลา เกิดมีช่วงหนึ่งน้ำทะเลหนุนมากกว่าช่องรูถนน จะทำให้น้ำกลับไหลเข้าเมืองอีกหรือไม่ ตรงนี้กรมทางหลวงต้องดูอย่างละเอียด ทางเลี่ยงเมืองต้องคิดแล้วว่า จะเลี่ยงอย่างไร ทำให้เป็นคันกั้นน้ำ เอาไว้รายละเอียดค่อยว่ากัน

    นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนการลงพื้นที่เขต 8 อำเภอหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่สถานการณ์ไม่ปกติ สถานการณ์แย่ เพราะน้ำได้ทำลายบ้านเรือนโดยส่วนใหญ่ น้ำทำลายหมด เหลือแต่เปลือกบ้าน จึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือ ซึ่งรัฐบาลใช้หลักเดียวการเดียวกันกับ State Quarantine ตอนที่มีโควิด-19 ซึ่งผู้ที่ยังเข้าบ้านเรือนไม่ได้ ทางจังหวัดจัดให้ไปอยู่ที่โรงแรม อย่างน้อย 3-5 วัน และจะเร่งระดมทั้งอาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ ทำเฮ้าท์คลีนนิ่ง

    นอกจากทำความสะอาดเมืองแล้ว ก็จะไปทำความสะอาดบ้าน เจ้าของบ้านก็จะใช้ช่วงเวลากลางวันเข้าไปทำความสะอาดบ้านของตนเอง แต่ช่วงกลางคืนก็จะกลับไปพักที่โรงแรม ถือเป็นการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจด้วย เพราะช่วงนี้โรงแรมจะมีผู้ที่เข้าพักเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นผู้ที่จะเข้าพักก็คงไม่มีแล้ว จึงนำชาวบ้านเข้าไปอาศัยอยู่แทน และภารกิจศูนย์พักพิงก็จะลดลงด้วย และค่าใช้จ่ายก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่

    “ตอนนี้สภาพเขต 8 นอนไม่ได้จริงๆ ตรงไหนมีตู้ลอยน้ำมาก็ไปนอนอยู่ตรงนั้น สภาพแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ รัฐบาลก็ต้องดูแลพวกเขา เมื่อวานก็เจอคนนึงบอกไม่ได้อาบน้ำมา 7 วัน ต้องทำให้เขาสะดวก“ นายกรัฐมนตรี กล่าว

    ผู้สื่อข่าวถามว่า ในพื้นที่เขต 8 ไม่มีสิ่งผิดกฎหมายใช่หรือไม่ เพราะในโลกออนไลน์มีการเผยแพร่ข่าวว่ามีการใช้ความรุนแรง และอาวุธปืนเยอะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเองเข้าไปก็ไม่เห็นมีเรื่องแบบนั้น และที่ตนเข้าไปก็ไม่ได้มีตำรวจมาล้อมรอบตน เพียงแต่จะมีเหตุการณ์อารมณ์ยั่วยุบ้างเป็นครั้งๆ แต่ก็ได้ให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้การฯ หาดใหญ่ ดูแล ซึ่งก็จะเห็นได้ว่ามีการปล่อยแถวตรวจ และส่วนที่รุนแรงก็จะอยู่ที่ตรงใจกลางเมืองหาดใหญ่ เขต 8 แต่เชื่อว่าสถานการณ์โดยรวมไม่มีเรื่องรุนแรงอย่างที่กล่าวมา

    ส่วนกรณีที่มีผู้ปล้นสะดมสินค้า ในช่วงที่เกิดเหตุน้ำท่วม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ก็ได้ให้คำยืนยันกับตนเองว่าได้มีการควบคุมพื้นที่ และ อส.ของกระทรวงมหาดไทย ก็ได้ระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปช่วย จำนวน 4,000 นาย ซึ่งจะไปช่วยเรื่องการควบคุมพื้นที่และการคลีนนิ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/905538/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dXtZsJT3yjDSD8Q4bSgSC

  • ราคาทองวันนี้ (29 พ.ย. 68) ทอง +400 รูปพรรณ 64,800

    ราคาทองวันนี้ (29 พ.ย. 68) ทอง +400 รูปพรรณ 64,800

    ตู๋ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 29 พ.ย. 2568, 10:09 1

    วันนี้ ( 29 พ.ย. 68 ) เวลา 09.00 น. รายงานจาก สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาขึ้น 400 บาท

    ทำให้ทองคำแท่งรับซื้อที่บาทละ 63,900 บาท ขายออกบาทละ 64,000 บาท

    ขณะที่ราคาทองคำรูปพรรณ รับซื้อบาท 62,625.96 บาท และขายออกบาทละ 64,800 บาท

    ข้อมูลนี้เป็นประกาศจากสมาคมค้าทองคำ ณ เวลา 09:00 น. (ครั้งที่ 1)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/439ud8xectse&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Id7ZeNcofjZlf0KKQ41hu