Category: เศรษฐกิจ

  • จ่อฟื้นนโยบาย ‘คนละครึ่ง’ เวอร์ชั่นอนุทิน ปลุกเศรษฐกิจ

    จ่อฟื้นนโยบาย ‘คนละครึ่ง’ เวอร์ชั่นอนุทิน ปลุกเศรษฐกิจ

    จ่อฟื้นนโยบาย ‘คนละครึ่ง’ เวอร์ชั่นอนุทิน ปลุกเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนเฟซบุ๊กเพจ “หนุ่มเมืองจันทร์” ได้โพสต์ข้อความเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ระบุถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย กำลังเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบ “คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่” เพื่อฟื้นกำลังซื้อของประชาชน

    โดยในโพสต์ระบุข้อความว่า “มีข่าวว่า ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แบบ ‘ควิกวิน’ เปิดปัดฝุ่นโครงการ ‘คนละครึ่ง’ เอามาใช้อีกครั้ง เพราะนโยบายนี้ชาวบ้านก็ชอบ-ร้านค้าก็ชอบ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ต้องอธิบายมาก” พร้อมภาพที่มีข้อความว่า “คนละครึ่ง คืนชีพ?”

    ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทยเช่นเดียวกันว่ามีแนวคิดจะผลักดันโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งเคยเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ได้รับความนิยมสูงในรัฐบาลก่อนหน้า ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยให้ร้านค้าชุมชนอย่างกว้างขวาง

    ภายหลังจากนายอนุทินได้รับมติโหวตจากสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รายงานข่าวระบุด้วยว่า นายอนุทินมีความพยายามผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจฐานรากยังซบเซา และกำลังซื้อของประชาชนลดลง ซึ่งต้องติดตามว่าแผน “คนละครึ่งเวอร์ชันอนุทิน” จะถูกนำเสนอในรูปแบบใดต่อไป

    เอกชนเคยเสนอฟื้น “คนละครึ่ง” กระตุ้นใช้จ่าย

    สำหรับข้อเสนอในการฟื้นนโยบายคนละครึ่งที่ผ่านมา ถูกเสนอโดยภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานอาวุโส หอการค้าไทย เคยเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันยังอยู่ในภาวะซึมตัวจากหลายปัจจัย ทั้งจากภายนอกและภายใน โดยเฉพาะปัญหากำลังซื้อของประชาชนที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องมีความต่อเนื่องและมุ่งเน้นมาตรการที่เกิดผลเป็นรูปธรรม เช่น โครงการคนละครึ่ง ที่เคยดำเนินการมาก่อน ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน และมีผลเชื่อมโยงไปยังภาคธุรกิจ SMEs หรือในลักษณะโครงการคูณสอง ซึ่งเป็นแนวทางที่หอการค้าฯเคยเสนอไว้ ส่วนนี้จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการนำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QORC-vbMEMuE4agLAz1uA

  • เวทีทองคำลาว 2025 เปิดตัวครั้งแรก! พร้อมแอป “LBB PLUS” พลิกโฉมเศรษฐกิจ-วัฒนธรรม

    เวทีทองคำลาว 2025 เปิดตัวครั้งแรก! พร้อมแอป “LBB PLUS” พลิกโฉมเศรษฐกิจ-วัฒนธรรม

    ดร.จันทอน สิทธิชัย ประธานคณะกรรมการ ธนาคารทองคำลาว หรือ Lao Bullion Bank (LBB) เปิดเผยว่าการจัดงาน “เทศกาลทองคำลาว 2025” โดยเทศกาลนี้นับเป็นงานประจำปีระดับชาติครั้งแรกของประเทศลาว ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 5 – 7 กันยายน 2568 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติแห่งลาว นครหลวงเวียงจันทน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของทองคำต่อเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวลาวในมิติที่หลากหลาย

    สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ยังสอดคล้องกับวาระประวัติศาสตร์อันสำคัญของประเทศลาว ได้แก่ การเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี การก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิวัติลาว, ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาประเทศ และครบรอบ 105 ปี วันคล้ายวันเกิดของท่านไกสอน พมวิหาร อดีตประธานาธิบดีผู้วางรากฐานสำคัญของประเทศ

    ดร.จันทอน กล่าวอีกว่า เทศกาลทองคำลาว 2025 ไม่เพียงเป็นเวทีเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้สนใจในอุตสาหกรรมทองคำ ได้มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แสดงนวัตกรรม และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

    โดยภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสกับกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการสัมมนาระดับสูงจากผู้เชี่ยวชาญด้านทองคำและการลงทุนจากนานาประเทศ การเปิดตัวแอปพลิเคชัน LBB PLUS ที่รองรับการซื้อขายทองคำแบบเรียลไทม์ พร้อมรับผลตอบแทนดอกเบี้ย2% ต่อปี ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของการพลิกโฉมอุตสาหกรรมทองคำสู่โลกดิจิทัลในระดับสากล

    พร้อมกันนี้อีกหนึ่งไฮไลต์ของเทศกาลคือ นิทรรศการทองคำและผ้าไหมลาว ที่สะท้อนถึงความวิจิตรงดงามของวัฒนธรรมท้องถิ่น และ แฟชั่นโชว์ทองคำและผ้าไหม ซึ่งจะนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัยของดีไซเนอร์และผู้ประกอบการชาวลาว เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมทองคำควบคู่กับมรดกทางวัฒนธรรม

    สำหรับเทศกาลทองคำลาว 2025 คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมกว่า 30,000 คน ทั้งในและต่างประเทศ งานนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมอุตสาหกรรมทองคำลาวสู่มาตรฐานสากล และเป็นโอกาสทองสำหรับทุกคนที่สนใจลงทุน เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

    “เทศกาลทองคำลาว 2025 นี้จะกลายเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมทองคำของลาวให้เติบโตอย่างยั่งยืน ดึงดูดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจและสังคมของประเทศก้าวไปสู่ระดับสากลงาน อีกทั้งไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจของชาติ แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจ การลงทุน และวัฒนธรรมของลาว บนเวทีโลกอย่างมีศักยภาพและมั่นคง” ดร.จันทอน กล่าว

    ดร.จันทอน กล่าวต่อว่า ในฐานะผู้บริหารธนาคารแห่งลาว รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสกล่าวเปิดงานและแถลงข่าวเปิดตัวแอปพลิเคชัน “LBB PLUS” ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่ธนาคารของเราพัฒนาเพื่อรองรับการให้บริการที่ทันสมัยและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

    ในช่วงเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารของเราได้ดำเนินกิจกรรมและพัฒนาบริการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการค้าขาย การฝากเงิน และการลงทุนของประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเติบโตและขยายตัวของธุรกิจในหลายภาคส่วนอย่างมีนัยสำคัญ

    ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้บริการธนาคารเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง ธนาคารจึงได้พัฒนาแอปพลิเคชัน “LBB PLUS” ที่จะช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถเปิดบัญชี ฝาก ถอน โอนเงิน และซื้อขายหลักทรัพย์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ผ่านระบบมือถือ ที่รองรับการทำธุรกรรมตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาต่อยอดสู่การเชื่อมต่อกับตลาดสากล เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าของเราสามารถเข้าถึงการลงทุนและการซื้อขายในตลาดโลกได้

    ในส่วนของเศรษฐกิจประเทศลาว เรามีทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมที่สำคัญ รวมทั้งแหล่งเหมืองแร่หลายแห่งที่เป็นฐานในการผลิตและส่งออกสินค้าหลัก อย่างไรก็ตาม ธนาคารของเราตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินให้ทันสมัย เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ดังนั้น “LBB PLUS” จึงเป็นก้าวแรกของเราในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการบริการทางการเงิน พร้อมแผนงานพัฒนาในอนาคตที่จะนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมาตรฐานการบริการให้ดียิ่งขึ้น

    ดร.จันทอน สิทธิชัย ประธานคณะกรรมการ ธนาคารทองคำลาว หรือ Lao Bullion Bank (LBB)

    ดร.จันทอน กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลเบื้องต้นจากการดำเนินงานในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา พบว่ายอดผู้ใช้งานระบบอยู่ที่ประมาณ 4,000 ราย มูลค่าการซื้อขายทองคำอยู่ที่ประมาณ 10 ตัน โดยคาดการณ์ว่ายอดผู้ใช้งานจะเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 รายในปีถัดไป ขณะเดียวกัน ระบบได้มีการรวบรวมหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ใช้งานกว่า 3 ล้านหมายเลข โดยมีเป้าหมายที่จะขยายฐานผู้ใช้ให้ครอบคลุมถึง 100,000 รายในอนาคต

    ทั้งนี้ ในปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวลาวประมาณ 98% และชาวต่างชาติ 2% สะท้อนศักยภาพและโอกาสทางตลาดภายในประเทศที่ยังเปิดกว้างสำหรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ราคาทองคำในตลาดได้ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 32% ในระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เกิดความสนใจในการลงทุนและการซื้อขายทองคำมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ประชาชน นักลงทุนรายย่อยได้เข้าถึงระบบการซื้อขายและลงทุนที่ปลอดภัยมากขึ้น ภายใต้การบริหารจัดการความเสี่ยงและสภาพคล่องอย่างรัดกุม โดยมีพันธมิตรในภูมิภาค เช่น ประเทศเมียนมา ร่วมขับเคลื่อนโครงการอย่างแข็งขัน

    ด้านนายอัลเบิร์ต  เฉิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมตลาดโลหะมีค่าของสิงคโปร์ (Singapore Bullion Market Association – SBMA) เปิดเผยว่า สมาคมฯ ได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลสิงคโปร์เมื่อประมาณ 15 ปีก่อน โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางด้านตลาดโลหะมีค่าทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งตนได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งในบทบาทดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีแล้ว

    สำหรับสมาคมตลาดโลหะมีค่าของสิงคโปร์ มีพันธกิจหลักในการพัฒนาและเสริมสร้างสถานะของประเทศให้เป็นศูนย์กลางตลาดโลหะมีค่าระดับโลก ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ อีกทั้งยังสนับสนุนสมาชิกของสมาคมในการค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และขยายเครือข่ายความร่วมมือในระดับสากล

    นอกจากนี้ สมาคมยังมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนจากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความประสงค์จะเข้ามาดำเนินธุรกิจในตลาดเอเชียและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งแม้จะมีศักยภาพสูง แต่ก็มีลักษณะซับซ้อนเนื่องจากประกอบด้วย 10 ประเทศที่มีความหลากหลายด้านระบบเศรษฐกิจและกฎระเบียบ นักลงทุนจึงมองหาศูนย์กลางที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ ซึ่งสิงคโปร์สามารถตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในปัจจุบัน สมาคมมีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 11 ราย ประกอบด้วยองค์กรจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญ เช่น สภาการตลาดภายในประเทศ เป็นหนึ่งในสมาชิกของสมาคม สมาคมยังมีภารกิจเพิ่มเติมในการสนับสนุนให้สมาชิกสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมโลหะมีค่าในระดับโลก ตลอดจนร่วมดำเนินงานด้านนโยบายสาธารณะในประเทศต่าง ๆ อาทิ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ อีกทั้งยังมุ่งส่งเสริมการใช้มาตรฐานร่วมกันในระดับภูมิภาค เพื่อยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพของตลาด

    ตัวอย่างของความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ กรณีบริษัท LBB ซึ่งได้เข้ามาขอคำปรึกษาจากสมาคมเมื่อสองปีก่อนเกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินธุรกิจ และได้รับการสนับสนุนจากสมาคมอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านคำแนะนำ การแบ่งปันประสบการณ์ และการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างภาคี

    สมาคมยังให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการจัดประชุมประจำปี ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทั่วโลกได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และประสบการณ์ โดยการประชุมในปีที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมกว่า 600 คน ซึ่งมากกว่าครึ่งเป็นผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางทางการค้าระดับนานาชาติที่ได้รับความไว้วางใจจากภาคธุรกิจทั่วโลก ทั้งนี้ การประชุมประจำปีครั้งต่อไปมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–16 มิถุนายน ณ Sands Expo ประเทศสิงคโปร์ โดยเปิดให้ผู้สนใจจากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วม

    นายอัลเบิร์ต กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางในอนาคต สมาคมมุ่งเน้นการพัฒนาประเทศสิงคโปร์ให้เป็นศูนย์กลางการค้าระดับโลกด้านโลหะมีค่าในภูมิภาคเอเชีย แม้ว่าสิงคโปร์จะไม่มีแหล่งเหมืองทองคำหรือฐานลูกค้าขนาดใหญ่ภายในประเทศ แต่ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโต เช่น ระบบเศรษฐกิจที่มั่นคง โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส จึงทำให้ประเทศมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีองค์ประกอบบางประการที่ต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

    โดยตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สมาคมได้ดำเนินการผลักดันเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยประสบความสำเร็จในการสร้างความเข้าใจกับภาครัฐเกี่ยวกับผลกระทบของการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (GST) สำหรับการซื้อขายทองคำ ซึ่งหากไม่มีการยกเว้นภาษีดังกล่าว จะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของตลาด ต่อมาในปี พ.ศ. 2557 สมาคมได้มีบทบาทในการนำโรงกลั่นโลหะเข้ามาตั้งในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งแม้ประเทศจะไม่ใช่ผู้ผลิตทองคำโดยตรง แต่การมีโรงกลั่นเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปัจจุบันโรงกลั่นดังกล่าวมีกำลังการผลิตมากกว่า 400 หน่วย

    ในระยะยาว สมาคมตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบตลาดซื้อขายให้มีความทันสมัยเทียบเท่าตลาดในกรุงลอนดอน รวมถึงส่งเสริมการจัดตั้งบริการดูแลรักษาทรัพย์สิน (custodian services) สำหรับธนาคารกลาง ซึ่งในปัจจุบันยังมีให้บริการเพียงที่ลอนดอนเท่านั้น โดยมีเป้าหมายให้สิงคโปร์สามารถก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางทางเลือกที่มีความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระยะยาวจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายภาคส่วน

    ทั้งนี้ สมาคมได้กำหนดกลยุทธ์หลักไว้ 5 เสาหลัก เพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนสิงคโปร์สู่การเป็นศูนย์กลางตลาดโลหะมีค่าระดับโลกในภูมิภาคเอเชีย โดยรายละเอียดของกลยุทธ์ดังกล่าวจะมีการนำเสนออย่างเป็นทางการในโอกาสต่อไป

    “สมาคมตลาดโลหะมีค่าของสิงคโปร์มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศให้เป็นจุดเริ่มต้น หรือฐานปฏิบัติการ สำหรับสมาชิก ผู้มีส่วนร่วม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เพื่อเชื่อมโยงไปสู่ตลาดโลหะมีค่าระดับสากล อีกทั้งยังมีเป้าหมายให้สิงคโปร์ทำหน้าที่เป็นประตูสู่ตลาดอาเซียนสำหรับผู้ประกอบการระดับโลก โดยเชื่อมั่นในบทบาทของการเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงตลาด และพร้อมขับเคลื่อนการสร้างอนาคตร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายอัลเบิร์ต  กล่าว

    ขณะที่นายธนรัตน์ ปาซะวงศ์ ประธานเจ้าที่บริหาร Hua Seng Heng Group ได้กล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติ ผู้กำกับดูแล รวมถึงสมาชิกชุมชนระดับชาติที่มาร่วมงาน ว่าในฐานะองค์กรที่ดำเนินธุรกิจซื้อขายในประเทศไทย และเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับชุมชนที่กำลังเติบโต บริษัทมีเป้าหมายในการขยายตลาดกลุ่มนักเรียน (Student Market) ในภูมิภาคเอเชีย

    สำหรับบริษัทเริ่มต้นจากธุรกิจทองคำ โดยมีการดำเนินงานเกี่ยวกับทองรูปพรรณ ก่อนขยายเข้าสู่ตลาดทองคำแท่ง การซื้อขายออนไลน์ การนำเข้า-ส่งออก และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างครบวงจร รวมทั้งการซื้อขายผลิตภัณฑ์ในตลาดแลกเปลี่ยน เช่น กองทุน ETF และกองทุนทองคำ รวมถึงการลงทุนในโรงกลั่นทองคำและโรงงานผลิตเครื่องประดับ

    ทั้งนี้ เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับธุรกิจ โดยทำให้บริษัทสามารถให้บริการลูกค้าได้พร้อมกันในระดับหลักแสนราย ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของธุรกิจทองคำในประเทศไทย

    นายธนรัตน์ระบุว่า บริษัทมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในทุกมิติ ทั้งด้านการเงิน ห่วงโซ่อุปทาน และระบบนิเวศธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ส่วนนายแกรี่ ฟรีดแมน  ผู้จัดการประจำภูมิภาคย่อยสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัท Brinks กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ในการดูแลประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้ รวมถึงประเทศเวียดนาม กัมพูชา เมียนมา และการทำงานร่วมกับทีมในกรุงเทพมหานคร รวมถึงทีมในจีนและลอสแองเจลิส โดยให้ภาพรวมความสามารถด้านการดำเนินงานของ Brinks อย่างละเอียดว่า

    บริษัท Brinks ให้บริการลูกค้าในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ซึ่งครอบคลุมกลุ่มสถาบันการเงิน ร้านค้าปลีก หน่วยงานภาครัฐ ธนาคารกลาง เหมืองทอง โรงกษาปณ์ ร้านเครื่องประดับ และผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์อื่น ๆ มีสำนักงานและดำเนินงานใน 67 ประเทศ พร้อมศูนย์ปฏิบัติการกว่า 1,300 แห่ง รายได้ประจำปีประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีรถขนส่งทรัพย์สินปลอดภัยจำนวน 16,400 คันทั่วโลก และพนักงานกว่า 72,000 คน

    ทั้งนี้ สินค้าและตลาดหลักที่ Brinks ดำเนินงาน ได้แก่ โลจิสติกส์ การประกันภัย และความปลอดภัยในการขนส่งทองคำ ธุรกิจเหมืองทอง เงิน เพชร ธนบัตรทั้งของธนาคารพาณิชย์และธนาคารกลาง รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ พาลาเดียม สินค้าลักชัวรี่ และบัตรเครดิต

    พร้อมกล่าวถึงจุดแข็งของ Brinks ที่ทำให้ลูกค้าเลือกใช้บริการว่า บริษัทมีความเชี่ยวชาญในการขนส่งทรัพย์สินปลอดภัยทั้งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก พร้อมบริการจัดการสินค้าคงคลัง ห้องนิรภัยในหลายประเทศทั่วโลก ศูนย์กระจายสินค้า และบริการโลจิสติกส์สำหรับงานแสดงสินค้าพิเศษ เช่น งานแสดงเพชรและเครื่องประดับ รวมถึงบริการพิธีการศุลกากร การนำเข้า-ส่งออก และการประกันภัยแบบรับผิดชอบเต็มจำนวน

    แผนที่การดำเนินงานของ Brinks แสดงให้เห็นถึงประเทศที่บริษัทดำเนินงานโดยตรงใน 67 ประเทศ (ระบุด้วยสีน้ำเงิน) และอีก 74 ประเทศที่ทำงานร่วมกับผู้รับเหมาช่วง (ระบุด้วยสีเหลือง) ซึ่งสะท้อนถึงเครือข่ายธุรกิจที่ครอบคลุมและกว้างขวาง

    อย่างไรก็ตาม ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Brinks มีสำนักงานในจีนและญี่ปุ่น โดยในภูมิภาคอาเซียน บริษัทมีการดำเนินงานในหลายประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา โดยในเมียนมายังใช้ผู้รับเหมาช่วง แต่มีแผนที่จะขยายการดำเนินงานโดยตรงในอนาคต รวมถึงอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม รวมทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

    สำหรับลาว บริษัทดำเนินการเกี่ยวกับสินค้าคงค่า เช่น เพชรและเครื่องประดับ ธุรกิจธนบัตร การนำเข้า-ส่งออกธนบัตร ทองคำจากเหมือง และการค้าข้ามพรมแดนระหว่างลาวและไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/780702&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08MVavzULsC_K3iTe4z9cQ

  • ทั้งชาวบ้านและผู้ประกอบการร้านค้าต่างขานรับ หากรัฐบาลนายอนุทิน เอานโยบายคนละครึ่งของลุงตู่มา ปัดฝุ่นใช้ เชื่อจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุด | TOPNEWS

    ทั้งชาวบ้านและผู้ประกอบการร้านค้าต่างขานรับ หากรัฐบาลนายอนุทิน เอานโยบายคนละครึ่งของลุงตู่มา ปัดฝุ่นใช้ เชื่อจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุด | TOPNEWS

    ทั้งชาวบ้านและผู้ประกอบการร้านค้าต่างขานรับ หากรัฐบาลนายอนุทิน เอานโยบายคนละครึ่งของลุงตู่มา ปัดฝุ่นใช้ เชื่อจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุด

    • เผยแพร่ : 06/09/2025 16:49

    ทั้งชาวบ้านและผู้ประกอบการร้านค้าต่างขานรับ หากรัฐบาลนายอนุทิน เอานโยบายคนละครึ่งของลุงตู่มา ปัดฝุ่นใช้ เชื่อจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุด

    วันที่ 6 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย ที่พึ่งได้รับโหวตจากรัฐสภา ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล มาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย และมีแนวโน้มที่จะเอานโยบายคนละครึ่ง  ของพรรคพลังประชารัฐ ครั้งที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี กลับมาใช้ใหม่ในยุครัฐบาล 4 เดือนนี้ กระแสข่าวดังกล่าวสร้างความฮือฮาขึ้นมาทันที

    นางสมบูรณ์ ช่างเกวียน อายุ 68 ปี แม่ค้าขายพิซซ่า อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์  กล่าวว่า หากเรื่องนี้เป็นจริงตามกระแสข่าวถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะนโยบายคนละครึ่งประชาชนเข้าใจและใช้งานเป็นมาแล้ว ประกอบกับนโยบายนี้ใช้ได้จริงได้ผลจริงคือมีพลังการจับจ่ายซื้อของเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครั้งสมัยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หากนำมาใช้อีกมันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายตรงกันข้ามเป็นเรื่องที่ดีและเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอนเพราะจะมีคนออกมาจับจ่ายซื้อของกันมากเพราะเกรงจะเสียสิทธิ์ กับโครงการของตนที่ได้รับ

    นางสุดาพัตร บำรุงแคว้น อายุ 57 ปี ชาวบ้าน อ. บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ บอกว่า จริงแล้วก็อยากได้ทั้งหมดคือไม่ต้องคนละครึ่งแต่มันก็จะเกินไป ส่วนตัวเคยใช้ในยุครัฐบาลลุงตู่มาแล้วสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้เป็นอย่างดีอยากให้นำนโยบายนี้กลับมาใช้ ในเร็ววันนี้

    ภาพ/ข่าว เรืองรุจ วังแจ่ม ผู้สื่อข่าว จ.บุรีรัมย์

    ปก

    ปก1

    เสียงจากตลาดตรัง ต่อโครงการคนละครึ่ง

    ททท. จัดงาน “LOVE on EARTH – เทศกาลที่โลกก็รัก คนก็เลิฟ” จุดประกายท่องเที่ยวยั่งยืน สัมผัสประสบการณ์รักษ์โลกกลางโคราช คาดเงินสะพัด 10-15 ล้าน

    นพค 24 ซ่อมแซมฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมและสะพานข้ามลำห้วยให้กับชาวบ้าน

    สพป.เชียงใหม่ เขต1 รวมพลังนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ยุคใหม่

    “ลีน่าจัง” มาแล้ว ลุย ด่า กำนันลี ผู้มีอิทธิพลเขมร ผู้จ้างม็อบเขมร ที่ ด่านชายแดนบ้านหนองจาน

    ปทุมธานี พิพิธภัณฑ์เกษตร จับมือ ARDA ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ก้าวสู่เวที Young Agri Future 2025

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1303120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c-PuJYe7MOTXZRaPI_Neg

  • ขยายผลกลไกการเติบโตของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในเอเชียผ่านเวทีสัมมนาในกรุงเทพฯ

    ขยายผลกลไกการเติบโตของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในเอเชียผ่านเวทีสัมมนาในกรุงเทพฯ

    วันเสาร์ ที่ 06 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.11 น.

    ขยายผลกลไกการเติบโตของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในเอเชียผ่านเวทีสัมมนาในกรุงเทพฯ

    นำเสนอแนวทางรับมือขยะพลาสติกและการปล่อยคาร์บอน จากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์

    เอเชีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายสูงที่สุดในโลก กำลังเป็นที่จับตาในฐานะผู้นำการเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตทางอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนและทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคเอเชียมีอัตราการใช้พลาสติกสูงที่สุดในโลกและเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ถึง 2  ใน 3 ของการผลิตทั่วโลก ซึ่งทั้งสองอุตสาหกรรมนี้สร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

    ด้วยเหตุนี้ แนวทางปฏิบัติเพื่อเดินหน้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและการลดการปล่อยคาร์บอนจึงจำเป็นอย่างเร่งด่วน เพื่อเปลี่ยนจากแบบแผนการผลิตและการบริโภคแบบดั้งเดิม ไปสู่การปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจที่สามารถปกป้องโลกไปพร้อมกัน

    ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้แทนภาครัฐ ผู้นำภาคอุตสาหกรรม องค์การระหว่างประเทศ และผู้เชี่ยวชาญ จึงมาร่วมงานสัมมนา ที่กรุงเทพฯ ในหัวข้อ “Scaling Circular Solutions: From Pilots to Policy in Asia” หรือ “การขยายผลเศรษฐกิจหมุนเวียน: จากโครงการนำร่องสู่นโยบายในทวีปเอเชีย” ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งนอร์เวย์ (SINTEF) และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) 

    งานในครั้งนี้เป็นการขยายผลต่อจากสองโครงการเรือธง ได้แก่ โครงการการจัดการพลาสติกในมหาสมุทรให้กลายเป็นโอกาสในเศรษฐกิจหมุนเวียน (OPTOCE) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลนอร์เวย์ และโครงการการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตในประเทศไทย (Decarbonization of the Cement and Concrete Sectors in Thailand) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งแคนาดา (ECCC) และดำเนินงานโดย UNIDO

    ในงานมีการนำเสนอผลสำเร็จจากโครงการนำร่อง OPTOCE ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้กระบวนการเผาร่วมในเตาปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการจัดการขยะพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ ซึ่งช่วยลดทั้งขยะพลาสติกและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

    เวทีสัมมนายังได้นำเสนอผลลัพธ์จากโครงการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตในประเทศไทย เพื่อแสดงให้เห็นว่าการบูรณาการระหว่างนวัตกรรม นโยบาย และกลไกทางการเงิน ช่วยขับเคลื่อนการพลิกโฉมอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนได้

    นอกจากนี้ เวทีดังกล่าวยังเน้นย้ำถึงก้าวต่อไปที่สำคัญอย่างการขยายผลโครงการนำร่องที่มีประสิทธิภาพไปสู่กลยุทธ์ระดับชาติที่ช่วยลดขยะพลาสติก ลดการปล่อยคาร์บอน และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและปล่อยคาร์บอนต่ำ การพูดคุยภายในงานครอบคลุมประเด็นเรื่องกลไกเชิงนโยบายที่นำไปปฏิบัติได้จริง เช่น กรอบการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) และเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดการปล่อยคาร์บอน

    ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมสำรวจแนวทางปฏิบัติที่พร้อมสำหรับการลงทุนเพื่อขยายผลโครงการเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากร ตอกย้ำว่าแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์การลงทุน ทั้งนี้ จากความท้าทายในการดำเนินนโยบายเหล่านี้ระหว่างประเทศ งานสัมมนาจึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมความร่วมมือที่แข็งแกร่งในระดับภูมิภาค และการสร้างภาคีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะช่วยขยายผลแนวทางปฏิบัติที่ใช้ได้จริง

    นางอัสตริด เอมีเลีย เฮลเล (H.E. Mrs. Astrid Emilie Helle) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรนอร์เวย์ประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานว่า “นอร์เวย์ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาที่ใช้ได้จริงและอาศัยหลักวิทยาศาสตร์ในการรับมือวิกฤตพลาสติกและสภาพภูมิอากาศ โครงการ OPTOCE ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หากมีพันธมิตรที่เหมาะสม เราสามารถเปลี่ยนขยะให้เป็นโอกาส อีกทั้งยังช่วยลดมลพิษ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างคุณค่าใหม่ ๆ เราหวังว่าจะได้เห็นความสำเร็จนี้ขยายผลไปทั่วเอเชีย”

    ดร.คอเร เฮลเก คาร์สเตนเซน (Dr. Kåre Helge Karstensen) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์และผู้จัดการโครงการ OPTOCE กล่าวในงานสัมมนาว่า “จากโครงการ OPTOCE เราได้พิสูจน์แล้วว่าการนำพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้มาเผาร่วมในเตาปูนซีเมนต์นั้น ไม่เพียงแต่จะทำได้จริง แต่ยังปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถสร้างผลกระทบในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราต้องทำต่อคือขยายผลจากโครงการนำร่องสู่การนำไปใช้เป็นนโยบาย ขั้นตอนสำคัญคือการนำไปเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติและสร้างความร่วมมือในภูมิภาค เพื่อให้เอเชียเป็นผู้นำในการจัดการปัญหาพลาสติกและลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม”

    นายบรูโน ฟ็อกซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทรี อีโคไซเคิล จำกัด กล่าวว่า “อินทรี อีโคไซเคิล ได้ดำเนินโครงการรื้อร่อนบ่อขยะในประเทศไทย เพื่อผลิตเชื้อเพลิงขยะหรือ RDF มาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้ว จากการศึกษาพบว่าขยะที่ถูกทิ้งส่วนใหญ่เป็นพลาสติกมูลค่าต่ำ และขยะเหล่านี้มักจะรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำและทะเล การนำขยะพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้มาแปลงเป็นเชื้อเพลิงทดแทนในการผลิตปูนซีเมนต์ ช่วยให้เราลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดปัญหาบ่อขยะล้นและช่วยป้องกันไม่ให้พลาสติกไหลลงสู่ทะเล เรามุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนต่อไป และยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน”

    นางสาวปิง กิดนิกร (H.E. Ms. Ping Kitnikone) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย กล่าวว่า “แคนาดา เดินหน้ารับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างเส้นทางพัฒนาที่ยั่งยืน เรารับทราบว่าความก้าวหน้าที่แท้จริงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเสริมสร้างความพร้อมรับมือ และการสร้างอนาคตสีเขียว จำเป็นต้องอาศัยแนวทางแก้ไขในระดับโลก เราต้องการพันธมิตรที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในระยะยาว จะช่วยให้เราสามารถปรับระบบการทำงานต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความยั่งยืนอย่างแท้จริง”

    การสัมมนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมระดับภูมิภาคที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการจัดงานในลักษณะเดียวกันที่กรุงฮานอยในเดือนตุลาคม เพื่อให้ข้อมูลสำคัญต่อการกำหนดนโยบายระดับชาติและการเจรจาระหว่างประเทศ รวมถึงการเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกที่กำลังดำเนินอยู่ ทั้งนี้งานครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานของ UNIDO ในการลดคาร์บอนทั้งในภูมิภาคและทั่วโลก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุน ตลอดจนการพัฒนาขีดความสามารถ และสร้างความตระหนักรู้เรื่องการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม

    รชา อับดราบู (Rasha Abdrabu) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม  องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) กล่าวสรุปว่า “เราจำเป็นต้องเร่งการดำเนินงานและร่วมมือกันสร้างแนวร่วมเพื่อขับเคลื่อนการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อขยายผลให้เกิดการลงทุนในวงกว้างสำหรับการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/445441&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IEk2RPiC96z1RdHLxbufN

  • ‘อนุทิน’ โชว์ตัว ‘ว่าที่ 3 รมต.ทีมเศรษฐกิจป้ายแดง’ ล้อมวงกินเค้กส้ม | เดลินิวส์

    ‘อนุทิน’ โชว์ตัว ‘ว่าที่ 3 รมต.ทีมเศรษฐกิจป้ายแดง’ ล้อมวงกินเค้กส้ม | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 6 ก.ย. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ดื่มกาแฟร่วมกัน ที่ร้านจานิสตาร์ ชั้น 1 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ภายหลังหารือร่วมกันที่บริเวณชั้นบน

    นายอนุทินได้แนะนำตัวแต่ละคนให้สื่อมวลชน พร้อมระบุถึงว่าที่ตำแหน่งที่ชัดเจนอย่าง นายสีหศักดิ์ จะมาเป็น รมว.การต่างประเทศ นายเอกนิติ จะมาเป็น รมว.คลัง พร้อมระบุว่าเลือกจากความสามารถ ประสบการณ์ความทุ่มเทเสียสละ ซึ่งเมื่อทั้งหมดตอบรับชัดเจน ก็ไม่ต้องมาคอยคาดการณ์ว่าใครจะดำรงตำแหน่งอยู่ตรงไหน เดี๋ยวจะทำงานกันไม่สะดวกเพราะเวลาเรามีน้อย ก็จะเริ่มเตรียมงานและประสานงานกันไว้ก่อน หลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก็จะได้ทำงานได้เลย 

    นายอนุทิน กล่าวยืนยันว่า รัฐมนตรีในสัดส่วนคนนอกยังมีอีก หลังจากนี้ก็จะทยอยแนะนำให้พี่น้องประชาชนรับทราบ ที่แน่แล้วคือกระทรวงการคลังและกระทรวงการต่างประเทศ

    เมื่อถาม ความคาดหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากกระทรวงการคลังในระยะสั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ว่าที่ รมว.คลัง อยู่ในกระทรวงการคลัง มาโดยตลอด มีประสบการณ์ การทำงาน ทั้ง ต่างประเทศและในประเทศ เป็นอธิบดีมาหลายกรม เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์ ท่านมีความรู้ความสามารถ ที่จะประสานงานกับฝ่ายประจำ ทำงานต่อเนื่องได้อย่างไม่มีปัญหา

    ส่วนการฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด ถ้าเป็นประโยชน์และเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน วันนี้ก็ดูเต็มฟีด ก็จะเร่งมอบหมายให้ว่าที่ รมว.คลัง เร่งพิจารณา เมื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะได้ดำเนินการต่อไป เพราะเวลาเรามีน้อย ไม่มาก

    ส่วนจะมีการสานต่อจากแอปพลิเคชันเดิมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวยืนยันว่า “อะไรที่ดี ก็จะทำต่อ เราไม่มีเข้ามาแล้วบอกว่าอันนี้ไม่ใช่ของเรา ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลของผมจะไม่ทำ”

    ส่วน รมว.การต่างประเทศ ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แก้ไข MOU 43 และ 44 นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าพูดถึงชื่อ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” เชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในวงการการทูต ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจ น่าจะมีความพึงพอใจและมั่นใจ รัฐบาลนี้เข้ามา ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพราะฉะนั้น ต้องนำผู้ที่มีประสบการณ์ ต้องได้รับการยอมรับจากนานาชาติแก้ไขปัญหาโดยเร็ว 

    ส่วนรัฐมนตรีมั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้ใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญ ต้องวางพื้นฐานให้เป็นระยะยาว ส่วนมองว่าเป็นเผือกร้อนหรือไม่ ยืนยันว่าทุกอย่างต้องให้ความสำคัญ

    นายอนุทิน ยังยอมรับว่า กว่าว่าที่รัฐมนตรีโควตา “คนนอก” จะตอบรับ ตนใช้เวลาหลายวันหลายคืน เพราะอธิบดีเอกนิติ มีอายุราชการเหลืออีก 6 ปี ซึ่งความรู้ความสามารถ ยังมีอนาคตในทางราชการ สามารถก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้อีก แต่ท่านก็เสียสละ เราเห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องประเทศชาติ เรื่องพี่น้องประชาชนมีความสำคัญ ซึ่งคุณสมบัติความรู้ความสามารถของท่าน ขณะนี้ต่อให้พ้นวาระนี้ไป คงจะมีเส้นทางในอาชีพของท่านได้มากมาย ซึ่งท่านขอเวลาคิด 2-3 คืน ก็ตัดสินใจมาร่วมทำงาน ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ท่านตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต โดยมุ่งมั่นถึงประเทศของเรา และพี่น้องประชาชน

    “หน้าตา ครม. ไม่ขี้เหร่แน่นอน ต้องเป็น ครม. ที่เข้ามาแล้วทำงานได้เลย สโลแกนทำวันนี้เสร็จเมื่อวานของผมก็ยังถือว่าเป็นแนวทางการทำงานของพวกเราอยู่” นายอนุทิน กล่าว

    ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลจะให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 วันนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะทำให้เร็วที่สุด และคอยคิดถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ทางการเมือง และเรื่องทางการเมืองตนคิดว่ามีความชัดเจนแล้ว อีก 4 เดือนก็ต้องยุบสภา ดังนั้นต้องทำทุกอย่างภายในอีก 4 เดือน ให้เกิดผลงาน ให้เกิดความคืบหน้าและการแก้ปัญหาให้มากที่สุด

    เมื่อถามว่า มีโครงการใดที่ ครม.ชุดใหม่ ต้องการทำเพิ่มอีกบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ให้ใจเย็นๆ ให้รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายในแต่ละกระทรวง มีอำนาจเต็มที่ในการกำหนดนโยบายด้วยความรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอว่าหัวหน้ารัฐบาลจะเอาด้วยหรือไม่ ซึ่งจะมาพูดว่าเดี๋ยวจะขัดกับพรรคโน้นพรรคนี้หรือไม่ ตนรับรองว่าไม่มี เราจะเอาประสบการณ์ที่มีของรัฐบาล 2-3 ชุดที่ผ่านมา ที่เห็นจุดอ่อนของการมีปัญหาและไม่ทำงาน ที่กังวลเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบกัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ระหว่างที่นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ที่คาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อเป็น รมว.พลังงาน ได้ตามมาสมทบในห้องกาแฟ

    ทำให้นายอนุทิน พูดขึ้นมาว่า ท่านมาแล้ว ความลับแตกหมดเลย ก่อนจะหัวเราะ จากนั้นนายอรรถพล ก็ได้แนะนำตัวเอง ตำแหน่งที่เคยเป็นอดีต CEO ของ ปตท. ก่อนที่นายอนุทินจะแซวขึ้นมาว่า “ไม่ได้เอามาเป็น รมว.วัฒนธรรม อย่างแน่นอน”

    ส่วนเหตุผลที่ทาบทามนายอรรถพลนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างที่ตนบอกว่าเป็นรัฐบาลที่มีภารกิจแน่นอน เราต้องได้ผู้ที่เข้ามาแล้ว ทำงานได้เลย ไม่ต้องมาเรียนรู้งาน แต่ละท่านที่เข้ามาก็ล้วนแต่เป็นผู้บริหารสูงสุดในองค์กรที่ท่านกำลังจะเข้าไปรับผิดชอบ ดังนั้นจะเป็นการสร้างความมั่นใจว่า เราจะสามารถเดินหน้าได้ดี ไม่ต้องรำมวย 

    เมื่อถามว่า กระทรวงกลาโหมควรจะเป็นทหารเข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการประจำกระทรวงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องการให้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพ

    ส่วนกระแสข่าวที่จะเป็น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แข่งกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า หากตรงไหนมีความชัดเจน ก็จะพามาเปิดตัวเช่นนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนรับทราบโดยไม่ต้องคาดเดา ดังนั้นการที่ยังไม่พาคนอื่นมา แสดงว่ายังไม่แล้วเสร็จ หรือมีคำถามที่จะต้องเคลียร์กันก่อน

    ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะนี้ จำเป็นจะต้องเป็น พล.อ.ประวิตร หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าถามแบบนี้ อะไรที่ตอบได้ก็ตอบ เพราะสไตล์การทำงานของตนไม่ต้องการให้ประชาชนมาคาดการณ์ใดๆ ถ้ามีความชัดเจนแล้ว ก็จะนำมาแนะนำตัวต่อพี่น้องประชาชนทุกคน ให้รับรู้ รับทราบ ว่ารัฐบาลจะเป็นไปในทางใด พยายามจะทำงานให้ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ให้ทำเหมือนว่ามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศร่วมกัน ฝ่ายการเมืองอย่างพวกเรา ฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเป็นหลักอยู่แล้ว

    เมื่อถามว่า ภาพของ “ครม.อนุทิน” จะออกมาเป็นแบบใด นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นภาพมืออาชีพที่ทำงาน ผู้ที่ร่วมทำงานทุกคนมีความเป็นพี่น้องสมัครสมาน สามัคคี เพราะตนเป็นสมาชิกใน 36 คน มาหลายสมัย มีความรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวแทบจะไม่เลย คุยแต่เรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ไม่เคยมีการตัดสินใจร่วมกันเลย ภาพแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลของตนแน่นอน เนื่องจากทุกคนจะต้องเข้าใจเป้าหมายเดียวกัน และเข้าใจภารกิจที่เรามีอย่างจำเพาะ ต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่พรรคนี้เสนอ พรรคนี้ค้าน หัวหน้ารัฐบาลไม่ใช่มองว่าอันนี้ไม่เกิดประโยชน์กับพรรคตนเอง ก็ให้เรื่องช้าหน่อย สิ่งเหล่านี้จะไม่มี

    ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงตำแหน่งของนายสันติ ที่จะมานั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข นายอนุทิน รีบปัดตอบว่า ฝ่ายการเมืองเดี๋ยวมาพูดคุยกัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่รัฐมนตรีป้ายแดงทั้ง 3 คน ได้นั่งพูดคุยกับนายอนุทินด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง และมีการเสิร์ฟเมนู “เค้กส้ม” ด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5089622/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hdZ8h_3Il_-B5ABnJLDJe

  • เศรษฐกิจไทย H2/68 โตแผ่ว 1.3% จากขยายตัว 3.0%ใน H1 ส่งออก-การเมือง-ท่องเที่ยวเผชิญด่านหิน : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจไทย H2/68 โตแผ่ว 1.3% จากขยายตัว 3.0%ใน H1 ส่งออก-การเมือง-ท่องเที่ยวเผชิญด่านหิน : อินโฟเควสท์

    ทีมวิจัยกรุงศรี มีมุมมองเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 68 ว่า มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากหลายทาง ทั้งปัจจัยภายนอกจากการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สู่อัตรา 19% ส่งผลให้ภาคการส่งออกสินค้าของไทยที่เคยเป็นแรงส่งหลักในช่วงครึ่งปีแรกมีแนวโน้มหดตัว ส่วนปัจจัยภายในประเทศมีความซับซ้อนและเปราะบางมากขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

    วิจัยกรุงศรี จึงประเมินว่า หากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจยังมีความต่อเนื่อง คาดว่าทั้งปี 68 เศรษฐกิจไทยจะยังเติบโตได้ตามคาดการณ์เดิมที่ 2.1% โดยในช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัวเพียง 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งชะลอลงจาก 3.0% ในช่วงครึ่งแรก โดยมีปัจจัยในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนี้

    1. ภาคส่งออกสูญเสียแรงขับเคลื่อน การส่งออกที่เติบโตสูงในช่วงครึ่งแรกของปี (+15.0% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ส่วนใหญ่มาจากการเร่งสะสมสินค้าล่วงหน้า (Front-loaded exports) ก่อนที่สหรัฐฯ จะขึ้นอัตราภาษีนำเข้า

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปีคาดว่าแรงส่งดังกล่าวจะลดลงอย่างรุนแรง จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าไทย ซึ่งเพิ่มจากอัตรา 10% ในเดือนเม.ย. เป็นอัตรา 19% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลงจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและกิจกรรมในภาคการผลิตทั่วโลก จึงคาดว่าการส่งออกของไทยทั้งปี 68 จะขยายตัวเพียง 3.5%

    1. การลงทุนภาคเอกชนเผชิญความท้าทายที่เพิ่มขึ้น แม้การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 จะกลับมาขยายตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส (+4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำในปี 67 และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้นจากการเร่งส่งออกล่วงหน้า

    อย่างไรก็ตาม แรงส่งดังกล่าวอาจขาดความต่อเนื่อง โดยทั้งปีคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตในระดับต่ำที่ 0.9% แม้ยังพอมีปัจจัยบวกอยู่บ้างจากการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กของภาครัฐวงเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท แต่การลงทุนภาคเอกชนยังมีความเปราะบางอยู่มาก ท่ามกลางปัจจัยลบจากความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้ากว่าคาด และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

    1. ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มหดตัวเป็นปีแรกหลังฟื้นตัวจากโควิด ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 21.9 ล้านคน ลดลง -7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงอย่างมากของนักท่องเที่ยวจีน (ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการฟื้นตัวเพียง 40% เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19) เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาค วิจัยกรุงศรีจึงคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 68 จะลดลงเหลือ 34 ล้านคน จาก 35.5 ล้านคนในปี 67 ซึ่งเป็นการลดลงรายปีครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 64
    2. การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันโดยหลายปัจจัย แม้การบริโภคจะได้แรงหนุนจากนโยบายบางส่วนของภาครัฐ อาทิมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ผลเชิงบวกอาจมีจำกัดเนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยฉุดรั้งต่าง ๆ ทั้งผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อการจ้างงานและรายได้ครัวเรือน รายได้เกษตรกรที่ลดลงเนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ซบเซา ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ การบริโภคในช่วงที่เหลือของปีจึงมีแนวโน้มเติบโตต่ำ

    ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1-2 ครั้ง ภายในไตรมาสแรกของปี 69 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.50% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาวะทางการเงินที่ตึงตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 68 มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.2% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% ซึ่งนับเป็นอีกปัจจัยที่จะช่วยเปิดทางให้ กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้

    น.ส.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY) กล่าวว่า ในภาพรวม เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 68 มีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงและความผันผวนสูง จากทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลพวงจากข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็นภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment Tariff) และการเสนออัตราภาษี 0% ให้กับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความเสี่ยงภาวะ Twin Influx หรือการไหลทะลักของสินค้าสหรัฐฯ ที่จะซ้ำเติมการไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ไทย

    นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองในประเทศที่ปัจจุบันเสถียรภาพทางการเมืองยังคงเปราะบาง โดยในกรณีฐานคาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีจะอยู่ในวงจำกัด ส่วนในกรณีเลวร้าย หากพัฒนาการทางการเมืองมีผลกระทบต่อความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงการเจรจาทางการค้ากับประเทศสำคัญ เศรษฐกิจไทยอาจสูญเสียแรงส่งการฟื้นตัวและเผชิญความเสี่ยงที่จะขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในกรณีฐานได้

              
    ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
    % เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน 2567 2568 (ครึ่งแรก) 2568 (ทั้งปี)
    GDP 2.5 3.0 2.1
    การบริโภคภาคเอกชน 4.4 2.3 2.4
    การบริโภคภาครัฐ 2.5 2.8 1.5
    การลงทุนภาคเอกชน -1.6 1.4 0.9
    การลงทุนภาครัฐ 4.8 17.5 4.7
    มูลค่าส่งออก (สกุลดอลลาร์) 5.9 15.0 3.5
    มูลค่านำเข้า (สกุลดอลลาร์) 5.5 12.0 5.0
    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (ล้านคน) 35.5 16.7 34
    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 0.4 0.4 0.2
    อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (% ณ สิ้นปี) 2.25 1.75 1.25
    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527399&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gxCAY0H0-5kHSunM9aSnr

  • ภูมิใจไทยจ่อฟื้น “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปัดปูทางหาเสียงเลือกตั้ง

    ภูมิใจไทยจ่อฟื้น “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปัดปูทางหาเสียงเลือกตั้ง

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    วิดีโอ

    ภูมิใจไทยจ่อฟื้น “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปัดปูทางหาเสียงเลือกตั้ง

    6 ก.ย. 2568 12:10 น.

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รับ รัฐบาลที่นำโดยว่าที่นายกฯ “อนุทิน” เตรียมปัดฝุ่น “โครงการคนละครึ่ง” เพิ่มสิทธิประโยชน์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปัดปูทางหาเสียงเลือกตั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath_news/news-update/1167555&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14cfi5jkJmnVBo9f1U0EP_

  • ส.อ.ท. หนุนรัฐบาลเฉพาะกิจ เดินหน้า ศก.เต็มสูบใน 4 เดือน สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

    ส.อ.ท. หนุนรัฐบาลเฉพาะกิจ เดินหน้า ศก.เต็มสูบใน 4 เดือน สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ภายหลังการโหวตเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลเฉพาะกิจ โดยมีวาระการทำงาน 4 เดือนว่า เราหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ และกล้าตัดสินใจ โดยเฉพาะในทีมเศรษฐกิจหลัก เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะสิ่งนี้จะเป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นให้ทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ แม้จะเป็นรัฐบาลระยะสั้น ก็ควรรีบเร่งทำงานอย่างเต็มที่ทันที

    อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ระยะเวลา 4 เดือนนับว่าสั้นมาก สำหรับการขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการปรับระบบภาษี การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการวางยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ซึ่งต้องใช้ความต่อเนื่องหลายปีจึงเห็นผลชัดเจน ในระยะเวลาจำกัดนี้ รัฐบาลจึงควรเน้นมาตรการเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาปัญหาเร่งด่วนและสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดี

    สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่ต้องการเห็นภายใน 4 เดือน ส.อ.ท. เสนอว่ารัฐบาลใหม่ควรเร่งดำเนินการ ดังนี้

    •  บรรเทาค่าครองชีพและต้นทุนพลังงาน ที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและผู้ประกอบการ

    •  ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการเพิ่มสภาพคล่อง ลดภาษี และมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้เสีย

    •  เร่งรัดการเจรจาการค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ และตลาดสำคัญ เพื่อไม่ให้การเจรจาสะดุดจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

    •  ปรับปรุงระบบธุรกิจและภาษี ให้ทันสมัย ลดความซ้ำซ้อน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน

    ประธาน ส.อ.ท.กล่าวเพิ่มเติมว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นประเด็นหลักที่กระทบต่อการตัดสินใจลงทุน ภาคธุรกิจและหน่วยงานราชการหลายแห่งอยู่ในภาวะ “wait and see” ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ทำได้เพียงประมาณ 50% ของเป้าหมาย ซึ่งกระทบต่อการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ หากรัฐบาลไม่สามารถดำเนินมาตรการได้อย่างชัดเจน การเจรจาการค้าระหว่างประเทศอาจหยุดชะงัก และการลงทุนใหม่ ๆ อาจล่าช้าออกไป ซึ่งจะเป็นความท้าทายสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกิจในช่วงเวลาเพียง 4 เดือนนี้

    “แม้รัฐบาลจะมีเวลาจำกัด แต่ก็เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะสร้างแรงกระตุ้นต่อเศรษฐกิจ และสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้รัฐบาลถาวรในอนาคตมาสานต่อ ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนและร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้มาตรการเหล่านี้เกิดผลจริง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-government-investors&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ofxT6ZLPzuJdtXqttnZpP

  • “สิริพงศ์” ยอมรับ ภท.จ่อฟื้นคนละครึ่ง หวังเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “สิริพงศ์” ยอมรับ ภท.จ่อฟื้นคนละครึ่ง หวังเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “สิริพงศ์” ยอมรับ ภท.จ่อฟื้นคนละครึ่ง หวังเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยอมรับภายหลังกระแสข่าวที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ต้องการฟื้นคืนโครงการคนละครึ่งว่า กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย มีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และทีมนโยบายมีการพูดคุยกันว่า นโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น จะมีอะไรบ้าง ซึ่งโครงการคนละครึ่ง ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่อาจจะมีอะไรที่มากกว่า เช่น เรื่องสิทธิประโยชน์ที่มากขึ้น ซึ่งก็มีการรับฟังโครงการต่าง ๆ ที่เป็นโครงการที่ดีในอดีต ที่สามารถนำมาต่อยอดได้ และทำให้ดีขึ้น 

    ส่วนมองเพราะโครงการคนละครึ่ง ได้ประโยชน์มากกว่าโครงการดิจิทัลวอลเลตหรือไม่นั้น นายสิริพงศ์ บอกว่า ถ้าดูจากกระแสการตอบรับจากโซเซียลมีเดีย และสื่อต่าง ๆ ก็คิดว่า น่าจะเป็นเช่นนั้น และตัวเม็ดเงินที่ใช้ในระบบไม่ได้มากเท่า แต่ความรู้สึกของคนเรื่องการหมุนของเงินน่าจะดีกว่า ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะมีการสั่งการ และยืนยันว่า จะทำให้เร็วที่สุด แต่แนวทางที่คุยกัน จะไม่เน้นการลงทุนกับแอปพลิเคชันใหม่ หากระบบรัฐที่ดีก็จะใช้ต่อ 

    ส่วนหลังการแถลงนโยบายคาดจะแล้วเสร็จเมื่อใดนั้น นายสิริพงศ์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรี มีเวลาทำงาน แค่ 4 เดือน ทั้งหมดต้องเกิดขึ้นเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมยืนยันว่า การนำนโยบายนี้กลับมาเพื่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพื่อเป็นการปูทางในการหาเสียงเลือกตั้ง

    ทั้งนี้ ยังมีรายงานว่า ภายหลัง นายอนุทิน เข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว เตรียมมาตรการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน “คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่” เพื่อฟื้นกำลังซื้อของประชาชน เนื่องจาก เป็นนโยบายที่ประชาชน และผู้ประกอบการชื่นชอบ สามารถลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้ และทุกฝ่ายได้ประโยชน์ กระตุ้นเศรษฐิจได้อย่างกว้างขวาง และยังเคยเป็นนโยบายที่ได้รับความนิยม ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378966494&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ysOolBBn-azUuw_zMmAm3

  • ภูมิใจไทย เตรียมฟื้นโครงการคนละครึ่ง ปรับรูปแบบใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน

    ภูมิใจไทย เตรียมฟื้นโครงการคนละครึ่ง ปรับรูปแบบใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน

    ภูมิใจไทย เตรียมฟื้นโครงการคนละครึ่ง ปรับรูปแบบใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน


    6/09/2568 | 82 |

    วันนี้ (6 ก.ย.68) นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางเข้าพรรคพร้อมให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวเรื่องการฟื้นโครงการคนละครึ่งในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค รวมถึงทีมงานด้านนโยบาย มีการพูดคุยกันถึงมาตรการที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น หนึ่งในนั้นคือโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ได้รับการพิจารณา แต่หากนำกลับมาใช้ก็อาจไม่ใช่รูปแบบเดิมทั้งหมด อาจมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้ครอบคลุมและตอบโจทย์มากขึ้น

    ทั้งนี้ ได้มีการพิจารณาโครงการดี ๆ หลายโครงการจากอดีต แม้อาจมีข้อบกพร่องบ้าง แต่ถ้าแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสม ก็น่าจะต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้ เช่นเดียวกับโครงการคนละครึ่ง ที่ในมุมมองของตนเองถือว่ามีประสิทธิภาพและกระแสตอบรับในโซเชียลได้รับผลตอบรับดีกว่าโครงการดิจิทัลวอลเลตที่ผ่านมา ทั้งในแง่การหมุนเวียนเงินในระบบ และความรู้สึกของประชาชน แม้งบประมาณที่ใช้จะไม่สูงมากนักก็ตาม

    นายสิริพงษ์ ยังกล่าวถึงแนวทางการดำเนินงาน พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มุ่งเน้นที่จะลงทุนสร้างระบบใหม่ แต่จะใช้ระบบที่ภาครัฐมีอยู่แล้วและดำเนินการต่อได้ทันที เพื่อความรวดเร็วและประหยัดงบประมาณ ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปวงเงินชัดเจน เนื่องจากเป็นเพียงการหารือในหลักการ แต่คาดว่าเมื่อรัฐบาลแถลงนโยบายเสร็จ นายกรัฐมนตรีจะเร่งรัดสั่งการให้เริ่มดำเนินงานโดยเร็วที่สุด ภายใน 1 เดือนแรกหลังการแถลงนโยบาย และทั้งหมดต้องเกิดขึ้นภายใน 4 เดือนที่รัฐบาลมีเวลาในการทำงาน จุดประสงค์ของแนวนโยบายนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างคะแนนนิยม แต่ที่สำคัญคือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศอย่างเร่งด่วน


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/421432&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qQnWz9H_dEc3qEUF4NzqC