Category: เศรษฐกิจ

  • ‘ในหลวง’พระราชทานเงินส่วนพระองค์ ช่วยผู้เสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 หมื่น

    ‘ในหลวง’พระราชทานเงินส่วนพระองค์ ช่วยผู้เสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 หมื่น

    วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

    นายกฯเผย ‘ในหลวง’พระราชทานเงินส่วนพระองค์ช่วยผู้เสียชีวิตรายละ 2 หมื่น ถกครม.เศรษฐกิจเร่งเยียวยาจ่ายเงินน้ำท่วมเข้าครม.พรุ่งนี้  สั่ง‘สธ.’ระดมจิตแพทย์ลงพื้นที่ดูแลหวั่นเป็นโรคซึมเศร้า กำชับ ‘ดีอี’อัพเกรดระบบเตือนภัย

    1 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 13.50 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 6/2568 โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

    โดยนายกฯ กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า ทุกช่วงบ่ายของวันจันทร์จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีมหันตภัย สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดภาคใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ร่วมกันออกมาตรการต่างๆในการแก้ปัญหาให้กับประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งตนเห็นว่าเนื่องจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเป็นเมืองเศรษฐกิจซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอุทกภัยในครั้งนี้ ทำให้มีผลกระทบอย่างรุนแรงมากในเรื่องของเศรษฐกิจต่อทั้งตัวจังหวัดเอง ผู้ประกอบการและต่อประชาชนทุกคน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบของการเสริมสร้างรายได้ของพวกเขา ตนจึงได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านให้มาร่วมประชุมกับทางคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงเมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา ตนได้นำหน่วยงานภาครัฐรัฐวิสาหกิจตลอดจนสมาคมทางด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆลงไปในพื้นที่ เพื่อให้พวกท่านได้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะเราจะต้องเร่งทำการฟื้นฟูให้ ส่วนที่เสียหายไปนั้นได้กลับมามีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างรายได้และทำให้โอกาสต่างๆกลับคืนมาต่อไป เรื่องของการฟื้นฟูตัวจังหวัดล้างบ้าน ล้างเมืองและเร่งนำประชาชนกลับเข้าบ้านให้เร็วที่สุด 

    นายกฯ กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชิญพระราชกระแสเนื่องด้วยเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุโดยเฉพาะครอบครัวผู้เสียชีวิต จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับศพผู้เสียชีวิตทุกรายไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ รวมทั้งให้กำลังใจกับบุคลากรทางการแพทย์และจิตอาสา ทั้งนี้จะได้พระราชทานเงินจำนวน 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่และซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ทดแทนที่เสียหายและจากพระราชทานโดรนสำหรับค้นหาและส่งอาหาร ยุทธภัณฑ์ต่างๆให้แก่กองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)เพื่อใช้ในการช่วยเหลือประชาชนถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้  ในการนี้ตนได้รับการแจ้งย้ำว่าขอให้ดำเนินการรับศพผู้เสียชีวิตทุกรายไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ซึ่งหมายความว่าในส่วนของผู้ที่เป็นชาวพุทธจะมีการพระราชทานเพลิงให้กับทุกราย ส่วนผู้ที่เป็นศาสนามุสลิม จะมีการพระราชทานดินฟังศพ ตามประเพณีและวัฒนธรรมที่ดำเนินกันมาอยู่แล้วฉะนั้นตรงนี้ขออนุญาตแจ้งผ่านปลัดกระทรวงมหาดไทยให้แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอที่มีผู้เสียชีวิตได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด อย่าให้ตกหล่น

    “ผมได้รับแจ้งมาว่าจะส่งพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระพระราชทานเงินช่วยเหลือแก่ผู้เสียชีวิตรายละ 20,000 บาท ซึ่งเป็นเงินจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ตรงนี้ขอให้กำชับว่าให้ดำเนินการตามประเพณีและให้ทำรายงานแจ้งกลับราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อนำความกราบบังคมทูลให้พระกรุณาทรงทราบว่าได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว“ นายกฯ กล่าว

    นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้ได้รับข้อเสนอจากประธานสภาหอการค้าไทย และภาคีภาคเอกชนต่างๆ ได้มีข้อเสนออยากให้รัฐบาลช่วยสนับสนุน ก็จะส่งมอบให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง ได้ช่วยรับข้อเสนอต่างๆเหล่านี้เพื่อจัดทำแนวทางในการช่วยเหลือที่เหมาะสมอย่างเร่งด่วน ตอนนี้ในส่วนของสถานการณ์ได้เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นมาก น้ำลดลงแล้วเกือบจะ 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วยกเว้นพื้นที่ที่ยังเป็นพื้นที่ต่ำหรือมีน้ำท่วมขัง ทางผู้ว่าราชการจังหวัด นายกอบจ.สงขลา ยังดำเนินการดูแลฟื้นฟูสภาพเมืองอยู่ทุกวันวันนี้มีเรื่องต่างๆมากมายที่ต้องเร่งในการฟื้นฟูเยียวยาจะใช้มติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อเร่งดำเนินการให้การช่วยเหลือโดยเร็ว เพื่อที่จะนำเสนอให้ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในการประชุมวันที่ 2 ธ.ค.นี้ และในการเข้าร่วมประชุม เพื่อเตรียมมาตรการช่วยเหลือฟื้นฟู หลังเหตุเหตุการณ์ในเรื่องของการช่วยเหลือฟื้นฟูจะต้องเร่งสปีดไปข้างหน้าเพื่อให้ประชาชนผลิกฟื้นความเลวร้ายต่างๆของพวกเขาให้กลับมาสู่การมีโอกาสต่างๆให้มากขึ้นโดยเร็ว ซึ่งไม่ได้มีแค่เพียงมิติเศรษฐกิจเท่านั้น แต่จะต้องเร่งดูแลทั้งในเรื่องของการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ไฟฟ้า ประปา อินเตอร์เน็ตให้กลับมาเป็นปกติให้เร็วที่สุดม

    นายกฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงเรื่องสุขภาพจิต สุขภาพกายของผู้ประสบอุทกภัย โดยขอให้รมว.สาธารณสุขเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ เพื่อทำให้ชีวิตของพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด คนที่สูญเสียทั้งบ้านเรือน สูญเสียธุรกิจและสูญเสียรายได้ สูญเสียครอบครัวเราจะต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิดมากๆ เพื่อให้เขาไม่มีอาการซึมเศร้าถึงขั้นอันตรายที่จะไปทำในสิ่งที่ไม่มีใครต้องการให้มันเกิดขึ้น จึงต้องฝากรมว.สาธารณสุขด้วย ทราบดีว่าท่านได้ จัดเตรียมทีมลงไปดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว จึงขอเน้นย้ำ ว่าตอนนี้หลังจากน้ำลดลงแล้วชาวบ้านกลับเข้าบ้านได้แล้ว ไปเห็นสภาพความเสียหายของบ้าน เห็นการสูญเสียของโอกาสต่างๆ ตนคิดว่ามันสามารถทำให้เกิดความหดหู่ทางจิตใจ ซึ่งจะพัฒนาไปสู่เรื่องการซึมเศร้า และนำไปสู่สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ได้ ดังนั้นต้องเกณฑ์จิตแพทย์ และนักจิตวิทยา ลงไปดูแลพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิดด้วย

    นอกจากนี้ยังมีเรื่องอื่นๆอีกมากมายที่ได้หารือ เช่น การปรับปรุงการเตือนภัยอย่างเร่งด่วน การจ่ายเงินเยี่ยวยาผู้เสียชีวิต ซึ่งเรื่องของการเตือนภัยเร่งด่วนได้หารือกีบรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจกิจและสังคม(ดีอี) แล้วซึ่งรัฐมนตรีจะได้ไปหาหนทางและวิธีการและหาแพลตฟอร์มในการอัปเกรดการเตือนภัยให้เร่งด่วนและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้เรื่องสำคัญ ในเบื้องต้นที่จะเร่งดูแลพี่น้องประชาชน คือการจ่ายเงินเยียวยาทั้งเยียวยาในรายครัวเรือนและเยียวยาในเรื่องของผู้เสียชีวิตตรงจะให้ทางรมว.คลังได้นำเสนอให้ที่ประชุมได้รับทราบ และตนได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเร่งนำเสนองบประมาณในการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตและครอบครัวผู้ประสบภัยเข้าครม.ในวันที่ 2 ธ.ค.นี้.

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/royal/931765&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PXwPAFGMX3FlhZOpfL0n9

  • ธปท.ปรับบทบาทลุยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เร่งออกมาตรการช่วยน้ำท่วมใต้เพิ่ม

    ธปท.ปรับบทบาทลุยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เร่งออกมาตรการช่วยน้ำท่วมใต้เพิ่ม

    ธปท.ปรับบทบาทลุยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เร่งออกมาตรการช่วยน้ำท่วมใต้เพิ่ม

    หากกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับภาครัฐ และแนวทางการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ปัญหาสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ในประเด็นนี้ยังมีหลายคนสงสัยว่าทั้ง 2 หน่วยงาน มีการสอดประสานนโยบายกันหรือไม่ 

    ประสานนโยบายที่ไร้รอยต่อ

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานปาฐกถาพิเศษ คู่หูเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน “Fiscal-Monetary Synergy in Sight” ที่จัดขึ้นโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ว่า ความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง และ ธปท. ทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดีมาก การทำงานร่วมกันนี้เป็นไปอย่างเต็มที่ ยืนยันว่าไม่มีปัญหาด้านการประสานนโยบาย (policy coordination) หรือแนวคิดที่ว่าต่างฝ่าย “วิ่งกันคนละทาง” 

    “ธปท. มีความเป็นอิสระ แต่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องคำนึงถึงนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย”

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญหน้ากับบริบทที่ไม่เหมือนเดิมและมีความท้าทายสูง โดยที่ภาวะเศรษฐกิจเปิดกว้างมากขึ้นแต่การเติบโตกลับชะลอตัวลงอย่างชัดเจน 

    โดยก่อนโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเคยเติบโต 4% โดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามในการกระตุ้นมากนัก แต่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำมาก โดยคาดการณ์ว่าปี 2568 จะเติบโตเพียง 2.1% และปี 2569 เติบโตไม่ถึง 2% 

    การเติบโตไม่กระจายตัวและไม่ทั่วถึง โดยธุรกิจขนาดใหญ่ยังพอไปได้และสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย แต่กลุ่มธุรกิจ SME กลับมีปัญหา สะท้อนจากสินเชื่อ SME ติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาส

    ปัญหาเชิงโครงสร้าง-ขีดจำกัดนโยบายการเงิน

    นอกจากนี้ ยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างรุมเร้า เช่น หนี้ครัวเรือน และเข้าสู่สังคมประชากรสูงวัย อีกทั้งยังมีข้อจำกัดของนโยบายการเงิน 

    โดยนโยบายทางการเงิน เป็นนโยบายในภาพรวม ซึ่งเป็นเครื่องมือหลัก มีผลในวงกว้าง ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะจุด การลดดอกเบี้ยจะมีผลต่อเศรษฐกิจ ถ้าปัญหาเชิงโครงสร้างมีจำกัด 

    “การลดดอกเบี้ยนโยบาย 4 ครั้ง ที่ผ่านมา มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจต่ำกว่า 0.2% เพราะปัญหาในปัจจุบันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง หากธนาคารกลางยังคงใช้เครื่องมือทางการเงินเพียงอย่างเดียว จะมีผลต่อเศรษฐกิจน้อยมาก และจะถูกมองว่าเป็นเพียงผู้ร่วมวิเคราะห์ที่ไม่ได้ลงมือทำ”

    ปรับบทบาทแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ดังนั้น ธปท. จึงได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายและบทบาทการทำงาน โดยจะไม่เป็นเพียงหน่วยงานที่ออกมาวิเคราะห์ปัญหาอย่างเดียว แต่ต้องการเป็น”ผู้ลงมือทำ” และเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับปัญหา

    บทบาทใหม่ของ ธปท. เปลี่ยนจากผู้ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก มาเป็นผู้ดูแลเศรษฐกิจมหภาคด้วย

    เป็นผู้นำในการเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างโดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ และต้องดำเนินมาตรการอย่างซ้ำ ๆ ต่อเนื่อง พร้อมยื่นมือเข้าไปแก้ปัญหาและอยู่ใกล้ชิดกับประชาชน

    “จากข้อจำกัดและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ธปท. จึงไม่ได้ใช้เพียงแค่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดียวในการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ แต่ใช้เครื่องมือและมาตรการอื่นประกอบด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้มาตรการเฉพาะจุด”

    วิทัย รัตนากร

    มาตรการเชิงรูปธรรมมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ธปท. ได้ริเริ่มมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ SME ไม่ว่าจะเป็นโครงการแก้ไขปัญหาหนี้รายย่อยต่ำกว่า 100,000 บาท และต้นปี 2569 เตรียมเจรจากับนอนแบงก์เพื่อดำเนินการในเฟสต่อไป 

    รวมไปถึง ธปท. กำลังดำเนินการออกกลไกค้ำประกันสินเชื่อ SME สำหรับวงเงิน 100,000 ล้านบาท มุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น อาหาร, เกษตร, และ Smart Tech เพื่อหวังว่าสินเชื่อ SME จะกลับมาเติบโตและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม

    การปรับเปลี่ยนครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ธปท. ตระหนักดีว่านโยบายการเงินไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องมีการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศ ควบคู่ไปกับการใช้นโยบายการเงิน

    เร่งออกมาตรการช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมใต้เพิ่มเติม

    เหตุการณ์น้ำท่วมภายใต้ โดยเฉพาะที่หากใหญ่ จ.สงขลา ในเชิงภาพรวม ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมมีไม่มาก คาดว่าผลกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.1% ไม่เกิน 0.2%

    โดย ธปท. อยู่ระหว่างการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายใต้ความรับผิดชอบ และธนาคารพาณิชย์ เพื่อเร่งรัดในการออกมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินเพิ่มเติม จากมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนของธนาคารพาณิชย์ที่ออกไปก่อนหน้านี้ 

    ขณะนี้ มาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ กำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายและเตรียมทยอยประกาศออกมา โดยย้ำว่าจะดำเนินการให้เร็วที่สุดเท่าที่สามารถทำได้

    สำหรับมาตรการช่วยเหลือที่กำลังจะออกมานั้น คาดว่าจะมีขอบเขตที่กว้างกว่ามาตรการที่เคยออกไปแล้ว โดยเน้นครอบคลุมลูกค้าสินเชื่อบ้าน และสินเชื่อลิสซิ่ง

    ในส่วนของโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ของ ธปท. นั้น ต้องดำเนินการผ่านการออกพระราชกำหนด (พรก.) ซึ่งในขณะนี้มีข้อจำกัดในทางการเมือง จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ดังนั้นซอฟต์โลนที่สามารถออกได้ในขณะนี้มีเพียงธนาคารออมสินเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/734329&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oPeC2yYKkbnodb60eOWjG

  • จีนเตือนภัยฟองสบู่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หวั่นกระทบเศรษฐกิจชาติ

    จีนเตือนภัยฟองสบู่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หวั่นกระทบเศรษฐกิจชาติ

    รัฐบาลจีนประกาศชัด บริษัทที่สร้างหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ไม่มีประโยชน์ต้องหยุด หรือไม่ก็ออกจากตลาดไปจะดีกว่า เพราะเกรงว่ากระแสบ้าคลั่งหุ่นยนต์ในจีนอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ซึ่งเป็นหน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจหลักของจีน ได้ออกแถลงการณ์ที่ไม่ปกติ

    โดย NDRC สังเกตเห็นปรากฏการณ์ที่บริษัทเทคโนโลยีหลายสิบแห่งในประเทศต่างพากันผลิตหุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ออกมาในรูปแบบที่ซ้ำ ๆ กัน และที่สำคัญคือหุ่นยนต์เหล่านี้ยังไม่สามารถทำงานที่เป็นประโยชน์หรือมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนได้ 

    ด้านโฆษกหญิงของ NDRC, Li Chao จึงได้ออกมาแสดงความกังวลว่ากระแสนี้อาจกำลังดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถให้ออกห่างจากงานวิจัยที่มีประโยชน์และมีมูลค่าที่แท้จริง

    หุ่นยนต์เต้นเก่ง แต่คนเก่งเสียเวลา สาเหตุของความกังวล

    ทำไมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่เต้นได้ แต่ทำอะไรไม่เป็น อาจกำลังทำลายเศรษฐกิจ ?

    เนื่องจากทางการจีนได้ย้อนมองไปถึงประสบการณ์ในอดีตอย่าง ตลาดจักรยานให้เช่า (Bike-sharing) ที่เคยบูมอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันสูงมากจนเกิดเป็นฟองสบู่ขนาดใหญ่ เมื่อฟองสบู่แตก บริษัทจำนวนมากก็ล้มละลาย และทิ้งไว้เพียงภาพสุสานจักรยานที่เป็นกองภูเขาจักรยานที่ถูกทิ้งร้าง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเก็งกำไรที่ผิดพลาด

    การประกาศเตือนครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณที่หนักแน่นว่า รัฐบาลจีนกำลังมองว่าการผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ไม่แตกต่างกันและไร้ประโยชน์จริงจังนั้น อาจเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

    Li Chao ชี้ว่าอาจทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบหลายอย่าง โดยเฉพาะ

    ดึงทรัพยากรผิดที่ ความคลั่งไคล้นี้กำลังดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถสูง และเงินทุนจำนวนมหาศาลให้หันเหออกจากงานวิจัยและพัฒนาที่มีความสำคัญและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาวไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ฉาบฉวย

    สร้างฟองสบู่แห่งความหวัง การโหมกระแสและเก็งกำไรในเทคโนโลยีที่ยังไม่พร้อมใช้งานจริง ทำให้เกิดการเติบโตที่ไม่สมดุล คล้ายกับการพองตัวของฟองสบู่ ซึ่งอาจแตกออกเมื่อนักลงทุนตระหนักว่าหุ่นยนต์เหล่านี้ยังไม่สามารถสร้างผลกำไรหรือมูลค่าได้จริง

    นโยบายนี้ไม่ได้แปลว่าจีนต่อต้านเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่เป็นความพยายามที่จะควบคุมความเร็วของการเติบโต เพื่อให้เกิดคุณภาพ แทนปริมาณ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคใหม่ของจีน

    รัฐบาลจีนจึงประกาศใช้มาตรการแบบคู่ขนานเพื่อจัดระเบียบตลาด โดยไม่ได้มีเป้าหมายจะปิดกั้นอุตสาหกรรมนี้ แต่ต้องการให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน อาทิ

    การที่รัฐบาลจะทุ่มเงินและทรัพยากรเพื่อขยายการวิจัยและพัฒนาขั้นพื้นฐานและสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ เช่น ศูนย์ทดสอบและฝึกฝนหุ่นยนต์ เพื่อส่งเสริมให้บริษัทพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีนวัตกรรมและหลากหลายอย่างแท้จริง

    รวมถึงจะมีการกำหนด กฎระเบียบที่เป็นทางการสำหรับการเข้าและออกจากตลาด อย่างชัดเจน เพื่อสกัดกั้นบริษัทที่เข้ามาเพื่อเก็งกำไร หรือบริษัทที่ทำเพียงการผลิตสินค้าเลียนแบบที่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์

    และสุดท้ายบริษัทเทคโนโลยีหุ่นยนต์ในจีนจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผลิตภัณฑ์ของตนสามารถทำสิ่งใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์จริง ๆ และแตกต่างจากคู่แข่งได้ ไม่ใช่แค่การโชว์เต้นรำหรือการเคลื่อนไหวพื้นฐานเพื่อเรียกเสียงฮือฮาอีกต่อไป

    อ้างอิง: gizmodo

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/china-warns-humanoid-robot-bubble&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21FK0KjS1rUSAxgl8-BmZk

  • ‘กอบศักดิ์’ ชี้เศรษฐกิจจีนยังอ่อนแอ กดดันสินค้าทะลักเข้าไทยอย่างน้อยอีก 5 ปี

    ‘กอบศักดิ์’ ชี้เศรษฐกิจจีนยังอ่อนแอ กดดันสินค้าทะลักเข้าไทยอย่างน้อยอีก 5 ปี

    ‘กอบศักดิ์’ ชี้เศรษฐกิจจีนยังอ่อนแอ กดดันสินค้าทะลักเข้าไทยอย่างน้อยอีก 5 ปี แนะให้ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ด้านทีมนักวิเคราะห์กลุ่ม ปตท. ย้ำโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอุปสงค์-อุปทานน้ำมันผันผวน

    1 ธ.ค. 2568 – นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Shifting Tides: Navigating Economic Trends in Global, Asia and the Thai Region” ในงานสัมมนา 2025 The Annual Petroleum Outlook Forum ว่าโลกกำลังเผชิญกับปัจจัยความท้าทายที่ไม่ปกติ โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ปัญหาการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆของสหรัฐฯ ไม่ได้กลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมมากนัก และ WTO ได้ประเมินการค้าโลกว่า เศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะปรับตัวดีขึ้นจากปีนี้ 

    ขณะที่เอเชีย เศรษฐกิจยังขยายตัวต่อเนื่อง อาเซียนโต 4.3% แต่เศรษฐกิจจีน จะอ่อนแอลง ส่วนประเทศไทยการส่งออกไม่ได้แย่ลง อย่างไรก็ตาม ยังมีผลกระทบจากการที่สินค้าจีนจะเข้ามาตีตลาดในประเทศไทยมากขึ้น หลังจากจีนส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯได้น้อยลง จนต้องเปลี่ยนมาส่งออกสินค้าให้ไทยมากขึ้นถึง 30% ซึ่งปัญหานี้จะยังอยู่กับประเทศไทยไปอย่างน้อยอีก 5 ปี รวมถึงจีนมีการส่งออกผู้ประกอบการจีนเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทยด้วย ก็เป็นสิ่งที่น่ากังวนใจ

    “ไทยจำเป็นต้องก้าวสู่ความท้าทาย โดยต้องเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อคว้าโอกาสที่จะเกิดขึ้น พร้อมปรับตัวให้เข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต”นายกอบศักดิ์ กล่าว

    ด้านทีมนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมัน กลุ่ม ปตท. (PRISM Experts) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันสองด้าน ทั้งจากอุปสงค์น้ำมันที่อ่อนแอเพราะผลกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ประกอบกับอุปทานจากประเทศกลุ่ม OPEC+ และ Non-OPEC+ ที่เพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุปทานล้นตลาด จึงคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในปี 2569 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 60 – 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะเดียวกันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มีความรุนแรงขึ้น ทำให้ประเทศต่าง ๆ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero โดยประเทศไทยปรับเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้น จากปี 2065 เป็นปี 2050 ตั้งเป้าพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 50% มีการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการเปลี่ยนผ่าน ควบคู่ไปกับการใช้ CCS ในการช่วยลดคาร์บอน 

    ขณะที่น้ำมันยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ พร้อมเดินหน้าผลักดันเทคโนโลยีใหม่ Hydrogen และ SMR มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และการผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือการสร้างสมดุลระหว่างการใช้พลังงานฟอสซิลและการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและรองรับการเติบโตในอนาคต โดยประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัยและใช้ได้จริง การผลักดันการลงทุนสีเขียว การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อลดต้นทุน และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/906377/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QgiW_R9uOMnrDuhKxwwJK

  • ครม.เศรษฐกิจเคาะ 4 มาตรการฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วมใต้ หลังกระทบกว่า 5 แสนล้าน

    ครม.เศรษฐกิจเคาะ 4 มาตรการฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วมใต้ หลังกระทบกว่า 5 แสนล้าน

    วันนี้, 18:19น.

              นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 6/2568 (ครม.เศรษฐกิจ) ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ รวม 4 มาตรการใหญ่ หลังเหตุอุทกภัยภาคใต้ที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและทรัพย์สิน คิดเป็นมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท และกระทบประชาชนมากกว่า 2.9 ล้านคน

              สำหรับมาตรการฟื้นฟูเยียวยาหลัก 4 ด้านจะแยกออกเป็นกลุ่มหลัก 2 กลุ่ม นั่นคือ มาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี สรุปได้ดังนี้

              1.มาตรการลดภาะระหนี้ และปล่อยสินเชื่อ โดยจะพักเงินต้นและดอกเบี้ย 0% นาน 12 เดือน วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะผ่อนเกณฑ์ไม่ให้เป็นหนี้เสีย หรือ NPL

              สำหรับสินเชื่อเยียวยา ให้ผู้ประสบภัยกู้เพิ่มรายละไม่เกิน 1 แสนบาท ดอกเบี้ย 0% นาน 12 เดือน อนุมัตวงเงินโดยเร็ว และสินเชื่อฟื้นฟู ดอกเบี้ยต่ำ 0% นาน 12 เดือน ไม่เกิน 1 ล้านบาท โดย ธปท. และสมาคมธนาคารไทย จะไปออกแบบมาตรการต่างๆ

              ขณะที่มาตรการช่วยเหลือ SME จะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ ซอฟต์โลน โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. มาค้ำประกันให้ โดยนำต้นแบบสินเชื่อจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้มาปรับใช้

               ส่วนมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน จากเหตุการณ์น้ำท่วม จะดำเนินการโดยใช้เงินเงินทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือ SFIs ทั้งหมด ยืนยันว่า ไม่กระทบต่องบประมาณของภาครัฐ เนื่องจากไม่ได้ใช้เงินของรัฐ แต่เป็นความร่วมมือของสถาบันการเงิน ที่ต้องการช่วยเหลือประชาชน

               ด้านสถาบันการเงินของเอกชน หากมีความเสียหายเกิดขึ้น ทางภาครัฐจะช่วยดูแลโดยกำหนดให้ตั้งเป็นโครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA) ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อดูแลความเสี่ยงสถาบันการเงินของเอกชน

              “โดยธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของตนเองอยู่แล้ว ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย จะร่วมบูรณาการให้เกิดมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ พร้อมพิจารณาผ่อนคลายกฎเกณฑ์ให้ธนาคารเอกชนสามารถเข้าร่วมมาตรการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะมีการหารือกับกระทรวงการคลัง ในเรื่องของเงินชดเชยเป็นลำดับต่อไป” นายเอกนิติ กล่าว

              2.มาตรการเพิ่มเงินในกระเป๋า ส่วนหนึ่งเป็นเงินเยียวยา 9,000 บาท โดยวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค.68) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ครม. จะมีการอนุมัติงบกลางที่จะเบิกให้กับประชาชนครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยได้เตรียมระบบไว้เรียบร้อยแล้ว

              ขณะที่กระทรวงการคลังได้ขยายเงินทดลองเพื่อให้เอามาใช้จ่ายจังหวัดละ 100 ล้านบาท และจะมีการผ่อนเกณฑ์ในการเบิกจ่ายในระเบียบต่างๆให้สามารถใช้ในกรณีฉุกเฉินเพื่อมาช่วยประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ

              ด้านประชาชนที่ทรัพย์สินเสียหาย ทางคณะกรรมการกำกับส่งเสริมธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. จะจ่ายให้ไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับที่อยู่อาศัย / ร้านค้า 30,000 บาท (มีประกัน) / รถยนต์ ถ่ายรูปมาเคลมได้เร็วขึ้น จากการถ่ายรูปรถคู่กับทะเบียนและระดับน้ำที่ท่วม

              สำหรับแรงงาน กรณีเงินนำส่งประกันสังคม จะขยายให้ทั้งหมด ส่วนลูกจ้าง จะมีการจ่ายเงินทดแทนกรณีว่างงาน ร้อยละ 50% ของค่าจ้าง สูงสุดไม่เกิน 180 วัน ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานจะมีสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมการจ้างงาน โดยมีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กู้ได้ไม่เกิน 15 ล้านบาท

              3.มาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย จะมีการขยายการจ่ายค่าภาษีและค่าทำเนียมทั้งหมด พร้อมลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ประสบภัยตามความต้องการของผู้ประกอบการ

              ขณะที่ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการซ่อมแซมสินทรัพย์ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท และ ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีซ่อมแซมรถยนต์ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท

              สำหรับผู้ประกอบการที่มีค่าใช้จ่ายซ่อมแซมทรัพย์สิน สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่บริจาคช่วยผู้ประสบภัย องค์กรสาธารณกุศลต่างๆ ก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

              4.มาตรการอื่นๆด้านอื่น ๆ ได้แก่ การตรวจสอบความปลอดภัยบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง ระบบน้ำ ไฟฟ้า และรางรถไฟของรัฐวิสาหกิจ การอำนวยความสะดวกจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน-บริษัท การจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อลงพื้นที่ให้คำปรึกษาด้านการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงอำนวยความสะดวกการยื่นงบการเงินและบัญชีผู้ถือหุ้น

              พร้อมกันนี้ มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการทางการเงิน Non-Bank ที่ประสบอุทกภัยให้สอดคล้องกับแนวทางช่วยเหลือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

               ทั้งนี้จะมีการตั้งคณะทำงานถอดบทเรียนภัยพิบัติ เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว ขณะที่ กระทรวงการต่างประเทศ จะมีการประสานร่วมมือกับประเทศที่มีประสบการณ์ เช่น ญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัยของไทย ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเตรียมแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวและให้หน่วยงานราชการจัดสัมมนาในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้และเม็ด นอกจากนี้ สำหรับมาตรการค่าน้ำค่าไฟฟรีเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยจะรับเรื่องนี้ไปพิจารณา

              ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย ของกระทรวงพาณิชย์จะช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูผู้ประสบภัยภาคใต้ แบ่งเป็น 3 ระยะ

              ระยะที่ 1 ช่วยเหลือเร่งด่วน ด้วยการส่งสินค้าอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็นให้ประชาชน โดยจะร่วมมือกับผู้ผลิตสินค้า ห้างโมเดิร์นเทรด และพันธมิตร ช่วยลดราคาสินค้าจำเป็น โดยเฉพาะอุปกรณ์ทำความสะอาด วัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยจะจัดงานธงฟ้า ลดสูงสุด 80%

             ระยะที่ 2 การเยียวยา ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน ยานพาหนะ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางและฟื้นฟูที่อยู่อาศัยได้อย่างสะดวก

             ระยะที่ 3 การฟื้นฟู โดยจะจัดมหกรรมธงฟ้า ส่งเสริมอาชีพผ่านแฟรนไชส์ราคาประหยัด เปิดจุดจำหน่ายสินค้า และจัดงานแสดงสินค้า ภาคใต้ พร้อมจัดหน่วยเคลื่อนที่ให้เข้าถึงชุมชนที่เข้าถึงยาก และนำผู้ประกอบการแฟรนไชส์ต่างๆลงพื้นที่เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสมัครเพื่อสร้างอาชีพใหม่ โดยกระทรวงพาณิชย์จะประสานกับกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์ นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังได้ร่วมมือกับ SME D Bank เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

    #ครมเศรษฐกิจ

    #มาตรการพื้นฟูน้ำท่วมภาคใต้

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157016&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hefKbDYzjN4x1qiDIBkkf

  • “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด จี้เร่งฟื้นส่งออกหลังขยายตัวต่ำสุดในรอบ 13 เดือน

    “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด จี้เร่งฟื้นส่งออกหลังขยายตัวต่ำสุดในรอบ 13 เดือน

    “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจยิ่งทรุดหนัก ไทยอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย จี้เร่งฟื้นส่งออกหลังขยายตัวต่ำสุดในรอบ 13 เดือน ราคาข้าวเปลือกเจ้ายังต่ำมาก แนะอย่าสร้างความรู้สึกต่อต้านสหรัฐ จะทำให้เศรษฐกิจยิ่งแย่ ชื่นชม ปลดล็อก “อุตสาหกรรมอนาคต” มาถูกทางทำเศรษฐกิจไทยฟื้นได้

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ กล่าวว่า มหันตภัยน้ำท่วมที่ อ. หาดใหญ่ สงขลา และ หลายจังหวัดในภาคใต้ นอกจากจะทำความเสียหายต่อชีวิตที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 170 ราย และความเสียหายในทรัพย์สิน บ้านเรือน และ ธุรกิจ เป็นจำนวนมากแล้ว ยังจะมีผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้ทรุดหนักลงอีก โดยจะส่งผลกระทบทำให้จีดีพีในไตรมาส 4 น่าจะแย่ลงกว่าที่คาดไว้และอาจจะขยายต่ำกว่า 1% ได้ หลังไตรมาส 3 ขยายได้เพียง 1.2% เท่านั้น และมีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค จากจีดีพีที่จะติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน

    นอกจากนี้ การส่งออกในเดือนตุลาคม 2568 ขยายตัวได้เพียง 5.7% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ต่ำสุดในปี 68 หลังจาก 9 เดือนแรก การส่งออกขยายได้ถึง 13.9% โดยการส่งออกในเดือนกันยายนภายหลังจากการเจรจาภาษีทรัมป์แล้ว การส่งออกยังขยายได้ถึง 19% สูงสุดในรอบ 42 เดือน แต่การส่งออกในเดือนตุลาคมกลับขยายตัวต่ำสุดในรอบ 13 เดือน แต่การนำเข้ากลับไม่ลด ทำให้การขาดดุลการค้าพุ่งสูงถึง 3.4 พันล้านเหรียญ ดังนั้นจึงอยากให้เร่งฟื้นการส่งออกให้อยู่ในระดับเดิม ตามที่ รมว. พาณิชย์ประกาศไว้เอง โดยการส่งออกทั้งปี 2568 นี้ น่าจะต้องขยายได้ 11-12% เป็นอย่างต่ำ จากการส่งออกสะสมใน 9 เดือนแรกที่ขยายตัวสูงกว่า 3.4 พันล้านเหรียญ และ การส่งออกในปีหน้าน่าจะต้องขยายตัวได้มากเช่นกัน ทั้งนี้หากเศรษฐกิจไทยจะฟื้นและประเทศไทยจะสามารถแข่งขันได้ การส่งออกของไทยจะต้องขยายตัวมากๆติดต่อกันหลายๆปี

    ทั้งนี้ อยากให้เร่งให้สำนักงานผู้แทนการค้าของสหรัฐ (USTR) มีการตอบรับยืนยันการกลับมาเจรจาการค้ากับประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากที่ USTR ได้แจ้งหยุดการเจรจาผ่านกระทรวงต่างประเทศของไทย อย่าไปเหมาเอาเองว่าเขาเริ่มเจรจาแล้ว ถ้ายังไม่มีการยืนยันกลับมาอย่างเป็นทางการ เพราะหากสหรัฐขึ้นภาษี Tariff กับไทย เศรษฐกิจไทยจะยิ่งทรุดหนักเพราะไทยพึ่งส่งออกไปสหรัฐถึงประมาณปีละ 2 ล้านล้านบาท หรือ เกือบ 1 ใน 5 ของการส่งออกของไทยทั้งหมด การจะหาตลาดใหม่ทดแทนสหรัฐจะทำได้ยากหรือทำไม่ได้เลย

    นอกจากนี้ อยากขอให้ระวังการประชาสัมพันธ์ของ รมว. พาณิชย์ ในเรื่องการค้ากับสหรัฐ การสร้างภาพคล้าย รมว. พาณิชย์ไทยสามารถบีบสหรัฐ หรือ สหรัฐต้องง้อไทย อาจจะสร้างความไม่พอใจให้สหรัฐเพิ่มมากขึ้น และ อาจตัดสินใจขึ้นภาษี Tariff กับไทย ซึ่งเชื่อว่า รมว. พาณิชย์ คงไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาแบบนั้น แต่ถ้าปล่อยไว้และไม่ชี้แจงแก้ไข น่าจะสร้างปัญหาในการเจรจาได้ จึงอยากให้เร่งแก้ไขในเรื่องนี้โดยด่วน

    การที่สหรัฐนำเข้าข้าวหอมมะลิจากไทยเป็นจำนวนมาก น่าจะประมาณครึ่งหนึ่งของการส่งออกข้าวหอมมะลิทั้งหมดของไทย เพราะข้าวหอมมะลิมีคุณภาพพิเศษเฉพาะ ทำให้ราคาข้าวหอมมะลิของไทยราคาไม่ตก ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ตันละ 15,000-16,500 บาท มาโดยตลอดหลายปีนี้ แต่ที่น่ากังวลคือราคาข้าวเปลือกเจ้าที่ยังคงมีราคาที่ต่ำมากอยู่ตันละ 6,100-6,800 บาทเท่านั้น ทำอย่างไรจะทำให้กลับมาอยู่ที่เดิมที่ตันละ 8,800-9,000 บาทได้ นี่ไม่นับข้าวเปลือกนาปีในปี 67 ราคาสูงถึง ตันละ 10,000 – 12,000 บาทเลย อย่างไรก็ตามแม้จะขายข้าวส่งออกได้มากก็อาจจะไม่สามารถยกระดับราคาได้มากนัก ทั้งนี้เพราะ ตอนต้นปีและกลางปี 68 ตนได้จัดงาน Thai Rice Convention สามารถขายข้าวได้ 6.6 แสนตัน และ ตนได้ส่งทีมไปประเทศแอฟริกานำโดยผู้ช่วย รมต. สามารถส่งออกไปขายประเทศแอฟริกาได้อีก 4.4 แสนตัน แต่ราคาข้าวก็ยังไม่ขึ้นนัก

    ทั้งนี้ในภาวะหลังวิกฤตน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ กระทรวงพาณิชย์ต้องเข้าไปดูแลสินค้าอุปโภคบริโภค อย่าให้ขาดและอย่าให้แพง จะเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนที่ลำบากอยู่แล้วได้ ตามนโยบายเดิมที่ให้ไว้คือ ห้ามขาด ห้ามแพง ซึ่งยังไม่ทันไรค่าตั๋วเครื่องบินระหว่าง กรุงเทพ-หาดใหญ่ ราคาก็พุ่งสูงแล้ว อีกทั้งค่าทำความสะอาด การเก็บกวาดบ้านเรือนและร้านค้าในบริเวณที่เป็นโคลน รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ อย่าได้ขึ้นราคาเกินจริง

    อย่างไรก็ตาม ตนขอชื่นชม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ ครม. เศรษฐกิจที่ได้ปลดล็อก อุตสาหกรรมสมัยใหม่ ที่มีมูลค่าสูงเช่น Data centers, AI, พลังงานสะอาด, เซมิคอนดักเตอร์, อิเล็กโทรนิกส์, EV ฯลฯ เพื่อให้การลงทุนในธุรกิจเหล่านี้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น โดยมีมาตรการ Thailand FastPass ซึ่งมีขึ้นเพื่อเร่งรัดให้เกิดการลงทุนโดยเร็ว เพราะประเทศไทยจะต้องอาศัยอุตสาหกรรมและธุรกิจสมัยใหม่เหล่านี้ในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าไป และในปัจจุบันมีนักลงทุนต่างประเทศรอจะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่นี้ในไทยเป็นจำนวนมากถึงหลายแสนล้านบาท และในอนาคตน่าจะถึงหลายล้านล้านบาท

    ทั้งนี้หากประเทศไทยจะพัฒนาต่อได้อย่างมั่นคง การส่งออกจะต้องขยายเพิ่มขึ้นมากๆ และ การลงทุนจากต่างประเทศจะต้องเข้ามามากๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ไทยต้องแข่งขันกับประเทศอื่นในการดึงดูดเข้ามาลงทุนในไทย เพื่อสร้างรายได้ และทำให้คนไทยตามโลกได้ทัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2899085&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HtqLg-BNJX8GHF6E-Aowe

  • น้ำท่วมใต้ เศรษฐกิจเสียหาย 5 แสนล้าน  คลังเร่งอัดมาตรการเยียวยา-ฟื้นฟู

    น้ำท่วมใต้ เศรษฐกิจเสียหาย 5 แสนล้าน คลังเร่งอัดมาตรการเยียวยา-ฟื้นฟู

    วันนี้ ( 1 ธ.ค.2568) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เป็นประธานการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือแนวทางช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2568 คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจได้มีมติรับทราบมาตรการช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

    จากการลงพื้นที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2568 ที่ผ่านมา ได้มีการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นโดยการแจกถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม รวมทั้งได้สำรวจความเสียหายและรับฟังความเดือดร้อนของประชาชน ประกอบด้วย ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เพื่อรับฟังข้อเสนอต่าง ๆ เพื่อนำมาจัดทำมาตรการให้ความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด และเป็นระบบ ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการเงิน ภาษี การประกันภัย การประกอบอาชีพ และการฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค โดยยึดหลักความต้องการของประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ภายใต้แนวคิด Quick Big Recovery แบ่งเป็น

    ระยะที่ 1: การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน เป็นการให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า เช่น การจัดหาสิ่งของอุปโภคและบริโภคจำเป็นและขาดแคลน การจัดหาที่พัก/ศูนย์พักพิง การจัดหาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ไฟฟ้า ประปา อินเตอร์เน็ต เป็นต้น) การบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยการดำเนินมาตรการภาษีสนับสนุนการบริจาค และ การเร่งรัดให้จ่ายเงินทดแทนกรณีว่างงาน

    ระยะที่ 2 – 3: การเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและทรัพย์สิน โดยเมื่อพ้นจากสถานการณ์ฉุกเฉิน การดำเนินการจะเปลี่ยนผ่านสู่การเยียวยา ซึ่งเป็นการประคับประคองและบรรเทาภาระความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมถึงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่อย่างรอบด้าน ครอบคลุมด้านการลดภาระหนี้ การเก็บเงินไว้ในกระเป๋า/ส่งเงินให้ถึงมือ การลดภาระค่าใช้จ่าย และมาตรการด้านอื่น ๆ เพื่อให้ภาคประชาชน ธุรกิจ และเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

    โดยมีการดำเนินการ ดังนี้ ลดภาระหนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 12 เดือน โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะยกเว้นการคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาการพักชำระหนี้ (คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0 ต่อปี) รายละไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

    การเก็บเงินไว้ในกระเป๋า/ส่งเงินให้ถึงมือ เช่น การให้สินเชื่อเพื่อเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เป็นสินเชื่อเพิ่มเติมภายใต้วงเงินกู้เดิมกับธนาคาร (ลูกหนี้เดิม) รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก การให้สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก

    การสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเสียหาย การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินชดเชยที่ได้รับ การยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บุคคลธรรมดาที่ประสบอุทกภัยตามจำนวนค่าเสียหายที่เกิดขึ้น การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินที่รับจากรัฐบาลเพื่อการป้องกันอุทกภัย

    รวมถึงการขยายระยะเวลา/ผ่อนผันระยะเวลาการเก็บเบี้ยประกันภัย การเพิ่มรายได้และสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย การขยายเวลากำหนดเวลาการนำส่งเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ในท้องที่ที่ประสบภัยพิบัติ เป็นต้น

    นอกจากนี้ การลดภาระค่าใช้จ่าย เช่น การยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย การยกเว้นการเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้เช่าที่ราชพัสดุที่ประสบอุทกภัย การงดหรือลดค่าปรับให้แก่คู่สัญญาที่ทำจัดซื้อจัดจ้าง การลดค่าน้ำประปาในพื้นที่อุทกภัย การเตรียมจัดงานธงฟ้าเยียวยาค่าครองชีพ โดยเน้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดหลังน้ำลดและอุปโภคบริโภคจำเป็น การบรรเทาภาระด้านเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการสินค้า GI (Geographical Indication) การเว้นค่าเช่าและค่าเช่าซื้อ เป็นต้น

    ส่วนด้านอื่น ๆ เช่น รัฐวิสาหกิจตรวจสอบความปลอดภัยตามที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้างระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้า รางรถไฟ เป็นต้น การอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด การจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานพันธมิตร โดยลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและบริการต่าง ๆ ด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการถึงในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการยื่นงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เป็นต้น พร้อมทั้งได้มีการมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่ประสบอุทกภัยได้รับความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป

    อ่านข่าว:

    ทางรอดวิกฤต “กุ้งไทย” บุกตลาดสหรัฐฯ หลัง “อินเดีย”โดนภาษีอ่วม

    วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่เศรษฐกิจเสียหาย 2 หมื่นล้าน คาดใช้เวลา 3 เดือนฟื้นฟู

    น้ำท่วม 10 จังหวัดภาคใต้ คาดเศรษฐกิจเสียหายวันละ 1.5 พันล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/359029&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38vPMBVc9PauTRKcJWyvLl

  • ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียวมาตรการเยียวยาน้ำท่วมใต้ พักหนี้-สินเชื่อฟื้นฟู-ซอฟท์โลน : อินโฟเควสท์

    ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียวมาตรการเยียวยาน้ำท่วมใต้ พักหนี้-สินเชื่อฟื้นฟู-ซอฟท์โลน : อินโฟเควสท์

    ภาพสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ จ. สงขลา, วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 (ภาพ: thaigov.go.th)

    คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) วันนี้มีมติเห็นชอบมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประสบภัยจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง หลังจากนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะเดินทางลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวานนี้ โดยเป็นชุดมาตรการที่ประกอบด้วย พักหนี้ทั้งเงินและดอกเบี้ยลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ การให้สินเชื่อเพื่อการยังชีพและฟื้นฟูบ้านเรือนที่อยู่อาศัย รวมถึงสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรนสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/550416&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z-NhonReoutrxUgkb4xdz

  • ครม. เศรษฐกิจ เคาะเยียวยา-ฟื้นฟู น้ำท่วมใต้ คลอดมาตรการพักหนี้ 1 ปี

    ครม. เศรษฐกิจ เคาะเยียวยา-ฟื้นฟู น้ำท่วมใต้ คลอดมาตรการพักหนี้ 1 ปี

    วินทร์ กุมภเศรษฐ์ เผยแพร่เมื่อ : 1 ธ.ค. 2568, 17:56 1

    วันนี้ (1 ธ.ค. 68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) โดยที่ประชุมได้เห็นชอบ 4 มาตรการ ได้แก่ มาตรการแรกลดภาระหนี้ โดยพักเงินต้นและดอกเบี้ยแบ 1 ล้าน ต่อราย นาน 12 เดือนหรือ 1 ปี เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องมาผวงที่จะต้องมาจ่ายหนี้ พร้อมอนุมัติสินเชื่อเยียวยาโดยเพิ่มวงเงินกู้จากลูกค้าเดิมของธนาคาร ให้สามารถสินเชื่อเพิ่มไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย และอนุมัติสินเชื่อฟื้นฟู (ซอฟต์โลน) อัตราดอกเบี้ย 0% ไม่เกิน 1 ล้าน เพื่อฟื้นฟูอาชีพ  โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทยจะไปหารือกับธนาครพาณิชย์เพื่อออกมาตรการให้คล้ายกันกับมาตรการของธนาคารรัฐ ส่วนมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี จะมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาค้ำประกัน โดยจะนำโมเดลสินเชื่อในสามจังหวัดชายแดนใต้

    มาตรการในส่วนที่ 2 เป็นเงินเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบครัวเรือนละ 9,000 บาท  โดยในการประชุมคณะคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค. 68) จะมีการพิจารณางบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2569 ซึ่งวันนี้ (1 ธ.ค. 68) ได้พิจารณาจ่ายล็อตแรกไปแล้ว 26,000 ครัวเรือน  ขณะที่มาตรการประกันภัยได้ลดขั้นตอนการเคลมประกันให้มีความรวดเร็วขึ้น ส่วนด้านแรงงานได้ขยายเงินนำส่งประกันสังคม พร้อมจ่ายประโยชน์ทดแทนสำหรับประชาชนที่ไม่สามารถทำงานได้ 50% ของค่าแรงต่อวัน ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงานยังเตรียมสินเชื่อเพื่อการจ้างงานเพื่อที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถจ้างแรงงานได้

    ขณะที่มาตรการที่ 3 คือลดค่าใช้จ่าย โดยจะขยายลดค่าภาษีทั้งหมด อาทิ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับซ่อมแซมบ้าน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีลดเกิน 30,000 บาท สำหรับซ่อมแซมรถ ส่วนผู้ประกอบการสามารถลดหย่อนภาษีได้สองเท่าเพื่อซ่อมแซมธุรกิจ  นอกจากนี้ยังลดหย่อนภาษีสำหรับผุ้บริจาคช่วยผู้ประสบภัย องค์การกุศลต่างๆ สามารถลดหย่อนภาษีได้

    ขณะเดียวนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงท่องเที่ยวกันเตรียมฟื้นฟูการท่องเที่ยวโดยจัดแคมเปญท่องเที่ยวในพื้นที่ รวมถึงเตรียมให้หน่วยงานรัฐไปจัดประชุมสัมมนาหลังพื้นที่

    ด้าน น.ส.ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า มาตรการที่ 4 กระทรวงพาณิชย์เตรียมออกมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีสินค้าไม่คาดแคลนเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรกจะส่งสินค้าที่จำเป็นไปทันที ทั้ง ไข่ไก่ ข้าวสาร ร่วมกับพันธมิตร ส่วนระยะที่สองคือการเยียวยา โดยได้ร่วมมือกับร้านวัสดุก่อสร้างไม่ให้ขาดแคลนและให้จำหน่ายในราคาย่อมเยา ขณะเดียวกันเตรียมขายธงฟ้าราคาประหยัดเพื่อจำหน่ายให้ประชาชน พร้อมควบคุมไม่ให้มีการกักตันสินค้า และเตรียมนำรถโมบายเพื่อนำไปจัดหน่ายในพื้นที่ไม่สะดวกจะตั้งร้านสนามได้  นอกจากนี้ได้มีการประสานกันห้างร้าต่างๆ เพื่อลดราคาสินค้าวัสดุก่อสร้างในอัตราสูงสุด 80% และดูแลไม่ให้ขาดแคลน ขณะเดียวกันจะนำร้านแฟรนไชส์ไปให้ความรู้ผู้ประกอบการรายย่อยที่สนใจ นอกเหนือจากลดราคาอุปโภคบริโภค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/4xpl94riqq1r&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2un7cgAVyEDhjni-o7t2mi

  • ครม.เศรษฐกิจ เตรียมชงมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ กระทบปชช.กว่า 2.9 ล้านคน เสียหายกว่า 5 แสนล.

    ครม.เศรษฐกิจ เตรียมชงมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ กระทบปชช.กว่า 2.9 ล้านคน เสียหายกว่า 5 แสนล.

    วันที่ 1 ธันวาคม 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) เป็นประธานการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือแนวทางช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจได้มีมติรับทราบมาตรการช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป  

    ทั้งนี้จากการลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นโดยการแจกถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม รวมทั้งได้สำรวจความเสียหาย และรับฟังความเดือดร้อนของประชาชน ประกอบด้วย ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เพื่อรับฟังข้อเสนอต่าง ๆ เพื่อนำมาจัดทำมาตรการให้ความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด และเป็นระบบ ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการเงิน ภาษี การประกันภัย การประกอบอาชีพ และการฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค โดยยึดหลักความต้องการของประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ภายใต้แนวคิด “Quick Big Recovery” มีรายละเอียด ดังนี้

    ระยะที่ 1: การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน เป็นการให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ได้แก่ (1) การจัดหาสิ่งของอุปโภคและบริโภคจำเป็นและขาดแคลน (2) การจัดหาที่พัก/ศูนย์พักพิง (3) การจัดหาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ไฟฟ้า ประปา อินเตอร์เน็ต เป็นต้น (4) การบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยการดำเนินมาตรการภาษีสนับสนุนการบริจาค และ (5) การเร่งรัด
    ให้จ่ายเงินทดแทนกรณีว่างงาน

    ระยะที่ 2 – 3: การเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและทรัพย์สิน โดยเมื่อพ้นจากสถานการณ์ฉุกเฉิน การดำเนินการจะเปลี่ยนผ่านสู่การเยียวยา ซึ่งเป็นการประคับประคองและบรรเทาภาระความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมถึงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่อย่างรอบด้าน ครอบคลุมด้านการลดภาระหนี้ การเก็บเงินไว้ในกระเป๋า/ส่งเงินให้ถึงมือ การลดภาระค่าใช้จ่าย และมาตรการด้านอื่น ๆ เพื่อให้ภาคประชาชน ธุรกิจ และเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยมีการดำเนินการ ดังนี้

    1) การลดภาระหนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 12 เดือน โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะยกเว้นการคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาการพักชำระหนี้ (คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0 ต่อปี) รายละไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

    2) การเก็บเงินไว้ในกระเป๋า/ส่งเงินให้ถึงมือ เช่น การให้สินเชื่อเพื่อเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เป็นสินเชื่อเพิ่มเติมภายใต้วงเงินกู้เดิมกับธนาคาร (ลูกหนี้เดิม) รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก การให้สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก การสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเสียหาย การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินชดเชยที่ได้รับ การยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บุคคลธรรมดาที่ประสบอุทกภัยตามจำนวนค่าเสียหายที่เกิดขึ้น การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินที่รับจากรัฐบาลเพื่อการป้องกันอุทกภัย การขยายระยะเวลา/ผ่อนผันระยะเวลาการเก็บเบี้ยประกันภัย การเพิ่มรายได้และสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย การขยายเวลากำหนดเวลาการนำส่งเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ในท้องที่ที่ประสบภัยพิบัติ เป็นต้น

    3) การลดภาระค่าใช้จ่าย เช่น การยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย การยกเว้นการเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้เช่าที่ราชพัสดุที่ประสบอุทกภัย การงดหรือลดค่าปรับให้แก่คู่สัญญาที่ทำจัดซื้อจัดจ้าง การลดค่าน้ำประปาในพื้นที่อุทกภัย การเตรียมจัดงานธงฟ้าเยียวยาค่าครองชีพ โดยเน้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดหลังน้ำลด
    และอุปโภคบริโภคจำเป็น การบรรเทาภาระด้านเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการสินค้า GI (Geographical Indication) การเว้นค่าเช่าและค่าเช่าซื้อ เป็นต้น

    4) ด้านอื่น ๆ เช่น รัฐวิสาหกิจตรวจสอบความปลอดภัยตามที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้างระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้า รางรถไฟ เป็นต้น การอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน และบริษัทจำกัด การจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานพันธมิตร โดยลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและบริการต่าง ๆ ด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการถึงในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการยื่นงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เป็นต้น พร้อมทั้งได้มีการมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่ประสบอุทกภัยได้รับความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป

    อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลัง คาดว่า การบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ในครั้งนี้ จะช่วยส่งมอบความช่วยเหลือได้อย่างครบถ้วนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในระยะฉุกเฉิน การเยียวยาด้วยการลดภาระทางการเงินและภาษี ตลอดจนการฟื้นฟูอาชีพและเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบสามารถตั้งหลักและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ประกอบกับการเร่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ให้กลับคืนสู่ความเข้มแข็งและเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/114151&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Zl2e80y5SeRbawDGhap2v