Category: เศรษฐกิจ

  • ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว!  4 มาตรการเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้

    ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว! 4 มาตรการเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 6 / 2568 ว่า มีมาตรการหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 

    1. มาตรการลดภาะระหนี้ และปล่อยสินเชื่อ โดยจะพักเงินต้นและดอกเบี้ย 0% นาน 12 เดือน วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะผ่อนเกณฑ์ไม่ให้เป็นหนี้เสีย หรือ NPL 

    1.1 สินเชื่อเยียวยา ให้ผู้ประสบภัยกู้เพิ่มรายละไม่เกิน 1 แสนบาท ดอกเบี้ย 0% นาน 12 เดือน อนุมัตวงเงินโดยเร็ว

    1.2 สินเชื่อฟื้นฟู ดอกเบี้ยต่ำ 0% นาน 12 เดือน ไม่เกิน 1 ล้านบาท โดย ธปท. และสมาคมธนาคารไทย จะไปออกแบบมาตรการต่างๆ 

    1.3 สำหรับมาตรการช่วยเหลือ SME จะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ ซอฟต์โลน โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. มาค้ำประกันให้ โดยนำต้นแบบสินเชื่อจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้มาปรับใช้ 

    ”สำหรับมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน จากเหตุการณ์น้ำท่วม จะดำเนินการโดยใช้เงินเงินทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือ SFIs ทั้งหมด ยืนยันว่า ไม่กระทบต่องบประมาณของภาครัฐ เนื่องจากไม่ได้ใช้เงินของรัฐ แต่เป็นความร่วมมือของสถาบันการเงิน ที่ต้องการช่วยเหลือประชาชน“

    ส่วนสถาบันการเงินของเอกชน นายเอกนิติ ระบุว่า หากมีความเสียหายเกิดขึ้น ทางภาครัฐจะช่วยดูแลโดยกำหนดให้ตั้งเป็นโครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA) ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อดูแลความเสี่ยงสถาบันการเงินของเอกชน 

    โดยธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของตนเองอยู่แล้ว ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย จะร่วมบูรณาการให้เกิดมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ พร้อมพิจารณาผ่อนคลายกฎเกณฑ์ให้ธนาคารเอกชนสามารถเข้าร่วมมาตรการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะมีการหารือกับกระทรวงการคลัง ในเรื่องของเงินชดเชยเป็นลำดับต่อไป

    2. มาตรการเพิ่มเงินในกระเป๋า ส่วนหนึ่งเป็นเงินเยียวยา 9,000 บาท โดยวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค.68) ที่ประชุม ครม. จะมีการอนุมัติงบกลางที่จะเบิกให้กับประชาชนครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยได้เตรียมระบบไว้เรียบร้อยแล้ว                                                     

    2.1 กระทรวงการคลังได้ขยายเงินทดลองเพื่อให้เอามาใช้จ่ายจังหวัดละ 100 ล้านบาท และจะมีการผ่อนเกณฑ์ในการเบิกจ่ายในระเบียบต่างๆให้สามารถใช้ในกรณีฉุกเฉินเพื่อมาช่วยประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ                                   

    2.2 ประชาชนที่ทรัพย์สินเสียหาย ทางคณะกรรมการกำกับส่งเสริมธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. จะจ่ายให้ไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับที่อยู่อาศัย / ร้านค้า 30,000 บาท (มีประกัน) / รถยนต์ ถ่ายรูปมาเคลมได้เร็วขึ้น จากการถ่ายรูปรถคู่กับทะเบียนและระดับน้ำที่ท่วม                                

    2.3 สำหรับแรงงาน กรณีเงินนำส่งประกันสังคม จะขยายให้ทั้งหมด ส่วนลูกจ้าง จะมีการจ่ายเงินทดแทนกรณีว่างงาน ร้อยละ 50% ของค่าจ้าง สูงสุดไม่เกิน 180 วัน ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานจะมีสินเชื่อให้ผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมการจ้างงาน โดยมีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กู้ได้ไม่เกิน 15 ล้านบาท

    3. มาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย จะมีการขยายการจ่ายค่าภาษีและค่าทำเนียมทั้งหมด / ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ประสบภัยตามความต้องการของผู้ประกอบการ / ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการซ่อมแซมสินทรัพย์ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท และ ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีซ่อมแซมรถยนต์ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท / สำหรับผู้ประกอบการที่มีค่าใช้จ่ายซ่อมแซมทรัพย์สิน สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่บริจาคช่วยผู้ประสบภัย องค์กรสาธารณกุศลต่างๆ ก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 

    ขณะที่ กระทรวงพาณิชย์ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มาตรการของกระทรวงพาณิชย์จะช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูผู้ประสบภัยภาคใต้ แบ่งเป็น 3 ระยะ 

    ระยะที่ 1 ช่วยเหลือเร่งด่วน ด้วยการส่งสินค้าอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็นให้ประชาชน โดยจะร่วมมือกับผู้ผลิตสินค้า ห้างโมเดิร์นเทรด และพันธมิตร ช่วยลดราคาสินค้าจำเป็น โดยเฉพาะอุปกรณ์ทำความสะอาด วัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยจะจัดงานธงฟ้า ลดสูงสุด 80%  

    ระยะที่ 2 การเยียวยา ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน ยานพาหนะ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางและฟื้นฟูที่อยู่อาศัยได้อย่างสะดวก 

    ระยะที่ 3 การฟื้นฟู โดยจะจัดมหกรรมธงฟ้า ส่งเสริมอาชีพผ่านแฟรนไชส์ราคาประหยัด เปิดจุดจำหน่ายสินค้า และจัดงานแสดงสินค้าภาคใต้ พร้อมจัดหน่วยเคลื่อนที่ให้เข้าถึงชุมชนที่เข้าถึงยาก และนำผู้ประกอบการแฟรนไชส์ต่างๆลงพื้นที่เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสมัครเพื่อสร้างอาชีพใหม่ โดยกระทรวงพาณิชย์จะประสานกับกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์ นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังได้ร่วมมือกับ SME DBank เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

    4. มาตรการฟื้นฟูระยะยาว จะมีการตั้งคณะทำงานถอดบทเรียนภัยพิบัติ เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว ขณะที่ กระทรวงการต่างประเทศ จะมีการประสานร่วมมือกับประเทศที่มีประสบการณ์ เช่น ญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัยของไทย / ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเตรียมแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวและให้หน่วยงานราชการจัดสัมมนาในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้และเม็ด

    นอกจากนี้ สำหรับมาตรการค่าน้ำค่าไฟฟรีเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยจะรับเรื่องนี้ไปพิจารณา

    โดยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายเอกนิติ ได้ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “คู่หูเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน” ระบุว่า จากสถานการ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้หลายจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่ แม้จะไม่กระทบต่อ GDP โดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดคือ “ชีวิตของประชาชน” โดยเฉพาะครอบครัวรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมดและไม่รู้จะเริ่มต้นใหม่อย่างไร

    กระทรวงการคลัง
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “คู่หูเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน”

    โดยนายเอกนิติ กล่าวว่า จากการที่ตนเพิ่งลงพื้นที่หาดใหญ่ตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงเที่ยงคืนเมื่อวานนี้ (30 พ.ย.68) พร้อมผู้แทนสมาคมธนาคารไทย ผู้บริหารสถาบันการเงินของรัฐ และคณะจากกระทรวงการคลัง เพื่อประเมินสถานการณ์จริง พบว่า ความเสียหายในพื้นที่มีความรุนแรงต่อประชาชนมากกว่าที่จะวัดได้จากตัวเลขเศรษฐกิจ โดยเน้นว่า การทำนโยบายต้องมองทั้งเสถียรภาพเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน ไม่ใช่มองเฉพาะตัวเลขภาพใหญ่

    “ที่ท่านอาจารย์ป๋วยเคยบอกเสมอว่า งานของนักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้ดูแค่ภาพใหญ่หรือเสถียรภาพมหภาค แต่คือ ชีวิตของคนจริง ๆ การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้เราเห็นชัดว่าต่อให้ผลกระทบทางแมคโครไม่มาก แต่ชีวิตของประชาชน ครอบครัว โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยได้รับความเสียหายหนัก คนจำนวนมากไม่เหลืออะไรเลย”

    ขณะที่คสามคืบหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 นายเอกนิติระบุว่า ขณะนี้  ต้องรอดูก่อนว่าจะใช้งบประมาณจากแหล่งใด เพราะงบประมาณกลางจากปี 2569 จะต้องนำมาช่วยน้ำท่วม ซึ่งต้องขอดูภาพรวมก่อน โดยการประชุมครม.เศรษฐกิจ วันนี้ กระทรวงการคลังได้เสนอนโยบายเพื่อเต็มออกซิเจนพักต้น โดยเชิญคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)  สมาคมธนาคารไทย เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเสริมสภาพคล่องในด้านค่าใช้จ่ายทั่วไป เช่น ค่าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็น อัตราดอกเบี้ย 0%

    กระทรวงการคลัง
    ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเสริมว่า แม้นโยบายการเงินจะดูภาพรวมและไม่เจาะจงแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ แต่ ธปท. ได้สั่งผ่อนเกณฑ์สถาบันการเงินทุกด้านเพื่อช่วยผู้ประสบภัยเต็มที่ ทั้งการไม่ให้ลูกหนี้ผิดนัดชำระถูกจัดชั้นเป็น NPL การลดภาระดอกเบี้ย รวมถึงการลดอัตราผ่อนชำระบัตรเครดิตจาก 8% ลงเหลือ 0–3% ตามความจำเป็น

    ขณะเดียวกัน นายวิทัย กล่าวว่า หาดใหญ่และสงขลามีสัดส่วนต่อ GDP ประเทศประมาณ 2.6% ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจราว 0.1–0.2% แต่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบหนัก จึงต้องอาศัยมาตรการเจาะจง เช่น การลดดอกเบี้ยเป็น 0% ในพื้นที่เสียหายรุนแรง และมาตรการช่วยเหลือพื้นที่น้ำท่วม 9 จังหวัดที่เตรียมทยอยออกตามมา

    พร้อมย้ำว่า ธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐต่างพร้อมร่วมมือกับรัฐบาล เพื่อให้ความช่วยเหลือเกิดขึ้นเร็วที่สุด โดยเฉพาะมาตรการที่ต้องทำแบบเฉพาะหน้าเพื่อประคองประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ประสบภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/262693&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uR223WMGaBe6F-DXIGF5J

  • ส่อง “เศรษฐกิจผมสีเงิน (银发经济)” วงการสินค้าและบริการเพื่อผู้สูงอายุ

    ส่อง “เศรษฐกิจผมสีเงิน (银发经济)” วงการสินค้าและบริการเพื่อผู้สูงอายุ

                   เมื่ออัตราการแต่งงานและอัตราการเกิดในแต่ละประเทศมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด การเพิ่มปริมาณของภาวะประชากรสูงอายุได้กลายมาเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในยุคปัจจุบัน สำหรับประเทศจีนในปีพ.ศ. 2567 จำนวนประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนถึง 310 ล้านคน คิดเป็น 22.0% ของประชากรทั้งหมด การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของประชากรผู้สูงอายุได้ก่อให้เกิดพลวัตทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เรียกขานโดยชื่อเฉพาะว่า วงการ เศรษฐกิจผมสีเงิน (银发经济)” ซึ่งหมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคสูงอายุเป็นหลัก รูปแบบเศรษฐกิจดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเภทสินค้าและการบริการอาทิ การดูแลทางการแพทย์และการพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมขอบเขตที่หลากหลาย เช่น การศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ อุปกรณ์ช่วยเหลือ การเงินเพื่อการดูแลผู้สูงอายุ ฯลฯ ซึ่งได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล และมีแนวโน้มขยายขอบเขตทางเศรษฐกิจต่อไปอย่างต่อเนื่อง

                   จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผู้สูงวัย มีจุดเริ่มต้นมาจากปี พ.ศ. 2542 จีนได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเป็นทางการ ด้วยการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจและสังคม เป็นเหตุให้อัตราการเกิดและเจริญพันธุ์ลดลงอย่างต่อเนื่อง อายุเฉลี่ยของประชากรจึงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และภาวะสูงวัยของประชากรก็ทวีคูณขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. 2567 ประชากรจีนมีจำนวนถึง 1.41 พันล้านคน แต่กลับมีแนวโน้มการเจริญพันธุ์ที่ติดลบ ขณะเดียวกัน สัดส่วนประชากรสูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็น 22.0% หรือคิดเป็น 310 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด และอัตราส่วนการพึ่งพิงผู้สูงอายุก็สูงถึง 23.2% ซึ่งเพิ่มขึ้น 11.8% และ 12.9% จากปี พ.ศ.2543 ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราประชากรผู้สูงวัยในประเทศจีน

    fdc92f4a-c3ff-4a81-95ff-d16a9a688708.png

                   ในปี พ.ศ.2562 คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและคณะรัฐมนตรีได้ออกแถลงแผนวาระแห่งชาติเพื่อรับมือกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุอย่างจริงจัง โดยระบุว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำหรับการพัฒนาชาติจีนในระยะยาว พร้อมยกประเด็นการแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุรวมถึงการสร้างระบบบริการและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสำหรับผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญของรัฐบาล ต่อมาในปี พ.ศ. 2564 โครงร่าง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ระยะ 5 ปี และเป้าหมายระยะยาวปี พ.ศ.2578中华人民共和国国民经济和社会发展第十四个五年规划和2035年远景目标纲要ได้เสนอการดำเนินยุทธศาสตร์ชาติเพื่อรับมือกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ในปี พ.ศ. 2566 แนวคิด เศรษฐกิจผมสีเงิน ได้รับการเสนออย่างเป็นทางการครั้งแรกในการประชุมเชิงปฏิบัติการเศรษฐกิจกลาง ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุและการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ในปี พ.ศ. 2567 สำนักงานคณะรัฐมนตรีได้ออก “ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจผมสีเงินและการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของผู้สูงอายุ”关于发展银发经济增进老年人福祉的意见โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าและการบริการสำหรับผู้สูงวัยในสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครอบคลุม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ การเงินเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว การดูแลสุขภาวะผู้สูงอายุอย่างมืออาชีพ ฯลฯ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาแนวทางของเศรษฐกิจผมสีเงินอย่างเป็นรูปธรรม

    b20b1647-0541-4e93-a03e-85738cdcb23e.png

                   โครงสร้างภาพรวมของเศรษฐกิจผมสีเงินในประเทศจีนแบ่งขอบเขตออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ การเงินเพื่อการดูแลผู้สูงวัย สุขภาพผู้สูงวัย ความสุขในการใช้ชีวิต และสินค้าผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงวัย โดยในแต่ละประเภทได้ขยายขอบเขตสินค้าและบริการเพื่อผู้สูงอายุอย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการดูแลทางการแพทย์ กิจกรรมในการดำรงชีวิต อาหารการกิน ความบันเทิง นวัตกรรมเทคโนโลยี การบริหารทรัพย์สิน ฯลฯ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคสูงอายุที่มีจำนวนมากในทุก ๆ ด้าน อีกทั้งยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีความจำเป็นต้องดูแลผู้สูงอายุ ทั้งการดูแลภายในครอบครัว และการดูแลในสถานที่เฉพาะ เช่น โรงพยาบาล บ้านพักคนชรา หรือ สถานสงเคราะห์ เป็นต้น ซึ่งสินค้าและบริการในวงการเศรษฐกิจผมสีเงิน ล้วนเป็นที่นิยมและมีความต้องการสูงในท้องตลาดยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างล้นหลาม

    2775b969-c5cc-4a2a-8157-245aa320093d.png

                  จากข้อมูลบทวิเคราะห์การตลาดเศรษฐกิจผมสีเงินที่จัดทำโดย CCID พบว่า มูลค่าตลาดเศรษฐกิจผมสีเงินในประเทศจีนมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ถึงพ.ศ. 2567 ขนาดตลาดได้เพิ่มขึ้นจาก 5.7 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 25.98 ล้านล้านบาท) เป็น 8.3 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 37.85 ล้านล้านบาท) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี พ.ศ.2567 อัตราการเติบโตของขนาดตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 16.9% สร้างรายได้มูลค่ามหาศาล ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งแนวทางนโยบายที่ภาครัฐให้การสนับสนุนและขนาดของฐานอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี 

                 ในปี พ.ศ.2567 สินค้าและบริการด้านสุขภาพและผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงวัย ถือเป็นประเภทย่อยที่สามารถสร้างรายได้ได้อย่างประสบความสำเร็จที่สุด เนื่องจากสินค้าและบริการวงการเศรษฐกิจผมสีเงินในประเทศจีนได้รับการยอมรับจากตลาดสูง และมีรูปแบบธุรกิจที่ค่อนข้างสมบูรณ์ เป็นผลให้ตลาดด้านสุขภาพผู้สูงอายุสามารถครองสัดส่วนได้มากที่สุดในบรรดาสินค้าและการบริการ ด้วยมูลค่าราว 3 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 13.68 ล้านล้านบาท) และถึงแม้ว่าขนาดตลาดในปัจจุบันของสินค้าและบริการประเภทอื่น ๆ เช่น การเงินเพื่อการดูแลผู้สูงวัย ด้านความสุขในการใช้ชีวิต ฯลฯ จะยังมีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก แต่ก็มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างมหาศาลบนฐานความต้องการบริโภคสินค้าและการบริการคุณภาพสูงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

    95a8af00-66ae-4675-a23e-98d241302387.png

    ความเห็นสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน: เมื่อสังคมทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะประชากรผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ปรากฏการณ์ “เศรษฐกิจผมสีเงิน” ได้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่ที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม ประเทศจีนถือเป็นตัวอย่างสำคัญของประเทศที่กำลังผลักดันเศรษฐกิจผู้สูงวัยอย่างจริงจังและเป็นระบบ ทั้งด้านนโยบาย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างตลาดสินค้า–บริการรูปแบบใหม่เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีจำนวนกว่า 310 ล้านคน หรือคิดเป็น 22% ของประชากรจีนในปีพ.ศ.2567 สะท้อนให้เห็นว่า “เศรษฐกิจผมสีเงินไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่คือโครงสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่จะขับเคลื่อนการเติบโตได้ในระยะยาว

    สำหรับเมืองเซี่ยเหมิน-มณฑลฝูเจี้ยน ก็ได้รับอิทธิพลของเศรษฐกิจผมสีเงินเช่นเดียวกัน จากข้อมูลพบว่าในปีพ.ศ.2568 ภายในเมืองเซี่ยเหมินมีประการผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการจำนวน 507,000 คน โดยผู้ที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปคิดเป็น 12.4% และมีผู้สูงวัยที่อายุเกิน 100 ปีกว่า 294 คน โดยคาดการณ์ว่าจำนวนผู้สูงอายุดังกล่าวจะไต่ระดับถึง 600,000 คนภายในปีพ.ศ.2572 และอัตราการสูงวัยจะเพิ่มขึ้นเป็น 17.2% ภายในปีพ.ศ.2573 ดังนั้น การเกิดขึ้นของสถานบริการเพื่อผู้สูงอายุจึงมีการขยายขอบเขตและขนาดอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้เมืองเซี่ยเหมินมีสถานพักพิงคนชรากว่า 44 แห่ง รองรับได้ 23,010 เตียง, ศูนย์สงเคราะห์ 60 แห่ง, ศูนย์บริการผู้สูงอายุตามบ้าน 398 แห่ง, บริการดูแลที่สามารถเข้าถึงผู้สูงวัยได้ภายใน 15 นาที เป็นต้น ครอบคลุมเครือข่ายทั้งในเขตเมืองและชนบท เกิดเป็นวงจรเศรษฐกิจผมสีเงินมูลค่ามหาศาล ทั้งยังมีการประยุกต์ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีติดตามสุขภาพอัจฉริยะ เพื่อให้สามารถตามติดพิกัด ดูแลและคอยเฝ้าระวังผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันเวลา

    ผู้ประกอบการไทยสามารถอาศัยวงการเศรษฐกิจผมสีเงินในประเทศจีนเป็นกรณีศึกษาในการขยายขอบเขตทางการค้า เนื่องด้วยวงการเศรษฐกิจดังกล่าว ไม่ได้จำกัดเพียงการดูแลด้านสุขภาพของผู้สูงวัยเพียงเท่านั้น หากแต่ครอบคลุมรูปแบบสินค้าและการบริการที่เจาะกลุ่มผู้สูงอายุในทุก ๆ ประเภท โดยมีแนวโน้มฐานผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทยสามารถสามารถนำเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยเป็นตัวชูโรงในการโฆษณาและสร้างอัตลักษณ์ทางการค้า อย่างผลิตภัณฑ์อาหารไทยเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย การนวดแผนไทยและสปา อุปกรณ์ทางการแพทย์สมัยใหม่และตามหลักแพทย์แผนไทย อาหารเสริมทางการแพทย์ บริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ฯลฯ โดยไทยมีศักยภาพและทรัพยากรเพียงพอในการตีตลาดเศรษฐกิจผมสีเงิน สามารถทำให้ประเทศไทยตลอดจนสินค้าไทยเป็นที่ดึงดูดในตลาดจีนต่อไปได้

    https://mp.weixin.qq.com/s/BSeeymS4m4KhdoXlnGlSWg

    https://q7.itc.cn/q70/

    https://www.workpointtoday.com/

    https://mr.baidu.com/

    เรียบเรียงโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน

    25 พฤศจิกายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ewpg8vgqna4w894lj0abh4qv&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G7y5H3MiYq1JfBG5IBlmH

  • น้ำท่วมภาคใต้กระทบเศรษฐกิจ 5 แสนล้าน  ‘ครม.เศรษฐกิจ’ เคาะ 4 ชุดมาตรการเร่งการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    น้ำท่วมภาคใต้กระทบเศรษฐกิจ 5 แสนล้าน ‘ครม.เศรษฐกิจ’ เคาะ 4 ชุดมาตรการเร่งการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    01 ธ.ค. 2025 เวลา 17:16 น.

    ครม.เศรษฐกิจ เคาะมาตรการ “เยียวยา-ฟื้นฟู” ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ชงเข้า ครม.พรุ่งนี้ “เอกนิติ” ชูพักหนี้ 1 ปี ดอกเบี้ย 0%  ทั้งประชาชน และภาคธุรกิจ ซอฟต์โลนสูงสุด 15 ล้านให้กับเอสเอ็มอี

    • ครม.เศรษฐกิจรับทราบผลกระทบน้ำท่วมใต้กระทบเศรษฐกิจ 5 แสนล้าน 
    • เคาะมาตรการ “เยียวยา-ฟื้นฟู” ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ชงเข้า ครม.พรุ่งนี้ “เอกนิติ” ชูพักหนี้ 1 ปี ดอกเบี้ย 0%  ทั้งประชาชน และภาคธุรกิจ เคาะซอฟต์โลนสูงสุด 15 ล้านให้กับเอสเอ็มอี
    • พร้อมขอมหาดไทยลดภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ลดภาระธุรกิจ
    • ด้าน “ศุภจี” อัดธงฟ้าพิเศษ ลดราคาสินค้าซ่อมแซมสูงสุด 80% พร้อมให้นำเอาแฟรนไชส์สร้างอาชีพลงไปในพื้นที่

    วันนี้ (1 ธ.ค.68) ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรม.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันแถลงข่าว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การประชุม ครม.เศรษฐกิจวันนี้เป็นวาระพิเศษในการขับเคลื่อน มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ที่จังหวัดสงขลา อำเภอหาดใหญ่ ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้พา ครม.เศรษฐกิจ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปในพื้นที่เมื่อวันที่ 30 พ.ย.68 ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ทุกฝ่ายได้เห็นความเดือดร้อนของประชาชนจากมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศมาตรการเยียวยา ฟื้นฟูแบบบูรณาการ

    โดยมุ่งเน้นการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รวบรวมชุดมาตรการ และรายละเอียดเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค.68) การใช้งบประมาณของโครงการต่างๆ โดยบางส่วนจะให้งบประมาณ และบางส่วนใช้งบประมาณมาตรา 28 ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยให้ธนาคารของรัฐออกไปก่อนแล้วรัฐบาลชดเชยให้ภายหลัง ขณะที่บางส่วนธนาคารเฉพาะกิจของรัฐได้ใช้งบประมาณของตนเองเพื่อช่วยเหลือประชาชน ส่วนงบกลางฯ ที่ต้องเข้าไปช่วยส่วนของสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทยอยู่ระหว่างหารือกันในส่วนนี้

    สำหรับ มาตรการ Soft Loan สำหรับ SME จัดให้มี เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาประกอบธุรกิจได้

    สำหรับแหล่งเงินทุนที่ใช้จาก มาตรการพักหนี้ และสินเชื่อข้างต้นจะใช้เงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยจะมีการตั้งเป็น บัญชี PSA (Public Service Account) เพื่อให้ความเป็นธรรม หากเกิดความเสียหายขึ้น ภาครัฐจะเข้ามาดูแล

    – การเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ประชาชนได้แก่  เงินเยียวยาครัวเรือน : คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติงบกลางในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเงินสดจำนวน 9,000 บาทต่อครัวเรือน ให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยก่อนหน้านี้ได้มีการเพิ่มเงินทดลองผู้ว่าราชการจังหวัด โดยกระทรวงการคลังได้ขยายเงินทดลองให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน จังหวัดละ 100 ล้านบาท พร้อมทั้งผ่อนคลายเกณฑ์ และระเบียบการเบิกจ่ายต่างๆ เพื่อความรวดเร็วในการช่วยเหลือประชาชน

    นอกจากนี้ยังมีการขยายเวลากำหนดเวลาการนำส่งเงินสมทบของนายจ้าง และผู้ประกันตนตามมาตรา 33  และมาตรา 39 ในท้องที่ที่ประสบภัยพิบัติ เป็นต้น

    มาตรการลดภาระภาษี ให้ประชาชน และผู้ประกอบการ ประกอบไปด้วยมาตรการขยายเวลาชำระภาษี : ขยายเวลาชำระภาษี และค่าธรรมเนียมทั้งหมด และลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการซ่อมแซม ได้แก่ ซ่อมแซมทรัพย์สิน ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และลดหย่อยภาษีซ่อมแซมรถ  ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท

    สำหรับผู้ประกอบการ สามารถนำค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สินของผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัย สามารถนำมา หักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า

    สำหรับผู้บริจาค ผู้ที่บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านองค์กรสาธารณกุศลต่างๆ สามารถลดหย่อนภาษีได้ ส่วนข้อเสนอของเอกชนที่ขอให้ลด ภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง กระทรวงการคลังจะมีการประสานกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณา ตามข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการในพื้นที่

    – การลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการ เช่น การยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย การยกเว้นการเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้เช่า ที่ราชพัสดุที่ประสบอุทกภัย การงดหรือลดค่าปรับให้แก่คู่สัญญาที่ทำจัดซื้อจัดจ้าง การลดค่าน้ำประปาในพื้นที่อุทกภัย การเตรียมจัดงานธงฟ้าเยียวยาค่าครองชีพ โดยเน้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดหลังน้ำลด และอุปโภคบริโภคจำเป็น การบรรเทาภาระด้านเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการสินค้า GI (Geographical Indication) การเว้นค่าเช่า และค่าเช่าซื้อ เป็นต้น

    ส่วนมาตรการอื่นๆ เช่น รัฐวิสาหกิจตรวจสอบความปลอดภัยตามที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้างระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้า รางรถไฟ เป็นต้น การอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน และบริษัทจำกัด  การจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานพันธมิตร โดยลงพื้นที่ ให้คำปรึกษา และบริการต่างๆ ด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการถึงในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการยื่นงบการเงิน และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เป็นต้น พร้อมทั้งได้มีการมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแนวทางที่เหมาะสม และสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์  และผู้ให้บริการทางการเงินอื่นๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่ประสบอุทกภัยได้รับความช่วยเหลือ
    ที่สอดคล้องกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป

    ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า หน้าที่หลักของกระทรวงพาณิชย์คือ การทำให้มั่นใจว่าประชาชนมีเครื่องอุปโภคบริโภคเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และมีราคาที่ต่ำ กระทรวงพาณิชย์ได้แบ่งมาตรการช่วยเหลือออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

    1. ระยะเร่งด่วน โดยเน้นการดูแลปากท้อง และควบคุมราคา โดยได้เน้นการจัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภค : มีการส่งวัตถุดิบอาหาร เช่น ไข่ไก่ ข้าวสาร และอาหารต่างๆ ลงไปเป็นวัตถุดิบที่โรงครัว เพื่อให้ประชาชนได้รับอาหารอย่างทันที และต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับภาคเอกชน และห้างต่างๆ การควบคุมราคา และป้องกันการกักตุน : ควบคุมราคาสินค้าไม่ให้แพงเกินไป และป้องกันไม่ให้มีการกักตุนสินค้า เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอในพื้นที่

    2. ระยะเยียวยา โดยเน้นที่การลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมลดราคาอุปกรณ์ซ่อมแซม โดยได้ประสานกับห้างสรรพสินค้า และห้างเฉพาะกิจ เช่น Big C, Lotus, Home Pro, Global House เพื่อร่วมกันลดราคาสินค้าสำหรับซ่อมแซมบ้าน ยานพาหนะ และอุปกรณ์ไฟฟ้าจำเป็น โดยมีการ ลดราคาสูงสุดถึง 80% โดยมี สินค้าจำเป็นที่เร่งนำเข้าพื้นที่ ได้แก่ เบรกเกอร์ สายไฟ และหัวเทียน เพื่อช่วยให้รถมอเตอร์ไซค์สามารถสัญจรได้ ความร่วมมือ : ร่วมมือกับ SCG ในการนำอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน และช่างต่างๆ เข้าไปในพื้นที่

    3. ระยะฟื้นฟู โดยเน้นที่การสร้างรายได้ และการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ได้แก่

    1 ) มหกรรมธงฟ้าพิเศษ โดยเตรียมจัด มหกรรมธงฟ้า ที่มีลักษณะพิเศษ นอกเหนือจากการเน้นสินค้าอุปโภคบริโภค

    2)หน่วยเคลื่อนที่ (Mobile Unit) : จัดหน่วยเคลื่อนที่เข้าไปยังจุดที่ประชาชนไม่สะดวกเดินทางมายังจุดแสดงสินค้าธงฟ้า

    3)สนับสนุนแฟรนไชส์ โดยนำผู้ประกอบการแฟรนไชส์ลงไปในพื้นที่เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ และอาชีพ กระทรวงพาณิชย์จะประสานกับกระทรวงการคลัง และ สสว. เพื่อช่วยสนับสนุนเงินในส่วนของค่าแฟรนไชส์บางส่วน

    4) การเข้าถึงแหล่งทุน และอำนวยความสะดวก : กรมพัฒนาธุรกิจการค้าทำงานร่วมกับ SMED Bank เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมทั้งให้ความสะดวก และรวดเร็วในการขอใบรับรอง การจดทะเบียนบริษัท และใบอนุญาตต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการกลับมาทำการค้าได้รวดเร็ว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1210102&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eWtHNz33SFkvDjEhb1Jhe

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D100345301%26symbol%3DSET&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16QkzC3UV0-cuKK8JMMR7i

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานการประชุมแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 27 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานการประชุมแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 27 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานการประชุมแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 27

    วันที่นำเข้าข้อมูล 1 ธ.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 1 ธ.ค. 2568

    | 38 view

    เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานการประชุมแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 27 โดยไทยเป็นเจ้าภาพจัดที่กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิดหลัก “ส่งเสริมการเติบโตที่ครอบคลุม การพัฒนาที่สมดุล และความเจริญรุ่งเรืองผ่านการบูรณาการรัฐบาลท้องถิ่นและภาคเอกชนในภูมิภาค GMS”

    ไทยเสนอประเด็นยุทธศาสตร์ 3 ด้านในการขับเคลื่อน GMS ได้แก่ (1) การรับมือกับความท้าทายเร่งด่วนในอนุภูมิภาค อาทิ อาชญากรรมข้ามชาติ คุณภาพน้ำและการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงมลพิษข้ามพรมแดน (2) การส่งเสริมความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ ผ่านการดําเนินการตามความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดน (Cross Border Transport Facilitation Agreement: CBTA) และ (3) การส่งเสริมความสอดประสานระหว่าง GMS กับกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อาทิ ACMECS และ MLC ตลอดจนกรอบความร่วมมืออื่น ๆ อาทิ IMT-GT และ BIMSTEC

    รัฐมนตรีฯ ยังได้เป็นประธานการประชุมรัฐมนตรีแผนงาน GMS อย่างไม่เป็นทางการ (Ministerial Retreat) ก่อนการประชุมระดับรัฐมนตรีฯ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนและรัฐบาลท้องถิ่นในการขับเคลื่อนการเติบโตผ่านโครงการของ GMS การระดมทุน และการส่งเสริมนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุมในภูมิภาค

    อนึ่ง แผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เป็นความร่วมมือของประเทศริมฝั่งแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา จีนตอนใต้ (มณฑลยูนนานและเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง) สปป.ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2535 โดยมีธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) เป็นสำนักเลขาธิการ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค ทั้งนี้ GMS มีสาขาความร่วมมือทั้งสิ้น 10 สาขา ได้แก่ คมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม พลังงาน การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข อำนวยความสะดวกทางการค้า การลงทุน การเกษตร และการพัฒนาเมือง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/fm-chairs-27th-ministerial-con-gms-th%3Fpage%3D5d5bd3cc15e39c306002a9e9%26menu%3D5d5bd3cc15e39c306002a9ea&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UqMbrIH7t1-WgcEpaovly

  • “เอกนิติ” ชง ครม. เศรษฐกิจ ให้แบงก์พาณิชย์ พักต้น ลดดอก พยุงเศรษฐกิจภาคใต้

    “เอกนิติ” ชง ครม. เศรษฐกิจ ให้แบงก์พาณิชย์ พักต้น ลดดอก พยุงเศรษฐกิจภาคใต้

    วินทร์ กุมภเศรษฐ์ เผยแพร่เมื่อ : 1 ธ.ค. 2568, 13:21 1

    วันนี้(1 ธ.ค. 68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “คู่หูเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน” (Fiscal-Monetary Synergy in Sight)โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นภาคใต้หลายจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่ส่งผลให้กระทบเศรษฐกิจแมคโครโดยเฉพาะชีวิตคน ส่วนในแง่ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ใหญ่ของยังไม่กระทบมาก สิ่งที่ต้องเร่งทำวันนี้คือการเยียวยาชีวิตคนและเร่งฟื้นฟู

    อย่างไรก็ดีการประชุมคณะกรรมนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) บ่ายวันนี้กระทรวงการคลังเตรียมเสนอนโยบายเพื่อเต็มออกซิเจน โดยให้ธนาคารพาณิชย์พักเงินต้น และลดดอกเบี้ย โดยเชิญคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)  สมาคมธนาคารไทย เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเสริมสภาพคล่องในด้านค่าใช้จ่ายทั่วไป เช่น ค่าอุปโภคและบริโภคที่จำเป็น อัตราดอกเบี้ย 0%

    “วันนี้ต้องเอาเรื่องช่วยเยียวยาเพื่อเติมออกซิเจน ให้ความสำคัญกับชีวิตคนก่อน ต้องช่วยฟื้นฟูธุรกิจและชีวิตคนก่อน”

    ส่วน โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 รอดูก่อนว่าจะใช้งบประมาณจากแหล่งใด เพราะงบประมาณกลางจากปี 2569 จะต้องนำมาช่วยน้ำท่วม ซึ่งต้องขอดูภาพรวมก่อน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/g80clgc4ces&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SiDYlRbSGqBYmbg7GTwRd

  • ครม.เศรษฐกิจ คลอด 4 มาตรการใหญ่ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วม ชงครม.พรุ่งนี้

    ครม.เศรษฐกิจ คลอด 4 มาตรการใหญ่ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วม ชงครม.พรุ่งนี้

    ครม.เศรษฐกิจ คลอด 4 มาตรการใหญ่ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วม ชงครม.พรุ่งนี้ ดึงเงินมาตรา 28 พรบ.วินัยการเงินการคลังฯ ช่วยพักหนี้ ปล่อยซอฟต์โลน ช่วยประชาชน 2.9 ล้านคน หลังกระทบเศรษฐกิจในพื้นที่กว่า 5 แสนล้านบาท

    1 ธันวาคม 2568 – ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจ เห็นชอบการออกมาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วม 4 มาตรการใหญ่ โดยจะเสนอให้กับที่ประชุมครม.พิจารณาในวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค.) เห็นชอบ

    ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจและทรัพย์สินเป็นวงกว้างโดยกระทบกับประชาชนมากกว่า 2.9 ล้านคน และส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจในพื้นที่กว่า 5 แสนล้านบาท
    สำหรับมาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วม ทั้ง 4 มาตรการใหญ่ รัฐบาลเตรียมดึงเงินจากมาตรา 28 แห่งพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาใช้ในการฟื้นฟูและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งประชาชน และภาคธุรกิจ โดยการนำเสนอต่อครม.วันพรุ่งนี้จะแยกออกเป็นกลุ่มหลัก 2 กลุ่ม นั่นคือ มาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี สรุปได้ดังนี้

    1.การลดภาระหนี้ โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 12 เดือน โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะยกเว้นการคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาการพักชำระหนี้ (คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0 ต่อปี) รายละไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะผ่อนเกณฑ์ไม่เป็นหนี้เสีย หรือ NPL ด้วย

    ขณะเดียวกันยังมีการให้สินเชื่อเพื่อเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เป็นสินเชื่อเพิ่มเติมภายใต้วงเงินกู้เดิมกับธนาคาร (ลูกหนี้เดิม) รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก และการให้สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก

    นอกจากนี้ธปท.และสมาคมธนาคารไทยยังจะผ่อนเกณฑ์ในการปล่อยสินค้า เพื่อชวยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี รวมทั้งหารปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันให้ภาคธุรกิจด้วย

    2.การเก็บเงินไว้ในกระเป๋า โดยนายกฯกำชับเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยตามเกณฑ์ครัวเรือนละไม่เกิน 9,000 บาท กระทรวงมหาดไทย จะเสนอที่ประชุมครม. วันพรุ่งนี้ เพื่อของบกลาง และจะเร่งเบิกจ่ายให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังได้ขยายเงินทดลองให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำมาใช้จ่ายต่าง ๆ ได้สะดวกมากขึ้น จังหวัดละ 100 ล้านบาท พร้อมผ่อนเกณฑ์ในการเบิกจ่ายให้สามารถใช้ในกรณีฉุกเฉินเพื่อมาช่วยประชาชนที่เดือดร้อนในพื้นที่

    ด้านการประกันภัย สำหรับประชาชนที่ทรัพย์สินเสียหาย บริษัทประกันจะเร่งจ่ายค่าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงไม่เกิน 20,000 บาท ส่วนร้านค้าต่าง ๆ จะจ่ายค่าสินไหมทดแทน 30,000 บาท ส่วนรถยนต์จะเร่งเคลมให้รวดเร็ว โดยสามารถถ่ายรูปรถยนต์ให้เห็นทะเบียนและระดับน้ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถเคลมยนต์ได้ทันที

    ส่วนกระทรวงแรงงาน ได้ขยายระยะเวลาเงินนำส่งประกันสังคมทั้งหมด ขณะที่ลูกจ้าง จะมีการจะจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในกรณีไม่สามารถทำงานได้ในอัตรา 50% ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 180 วัน และจัดสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน ในกิจการที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กู้ได้ไม่เกินรายละ 15 ล้านบาท

    3. การลดภาระค่าใช้จ่าย โดยจะขยายเวลาชำระภาษีและค่าธรรมเนียม จะประสานกับทางกระทรวงมหาดไทย เพื่อลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ที่ประสบภัย พร้อมลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับซ่อมแซมทรัพย์สินตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อซ่อมแซมรถยนต์ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท

    ส่วนผู้ประกอบการที่มีค่าใช้จ่ายซ่อมแซมทรัพย์สิน สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักได้ 2 เท่า นอกเหนือจากนั้นผู้ที่บริจาคช่วยผู้ประสบภัย และองค์กรสาธารณกุศลต่าง ๆ ก็สามารถลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

    4. ด้านอื่น ๆ เช่น รัฐวิสาหกิจตรวจสอบความปลอดภัยตามที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้างระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้า รางรถไฟ เป็นต้น การอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด การจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานพันธมิตร โดยลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและบริการต่าง ๆ ด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการถึงในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการยื่นงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เป็นต้น

    พร้อมทั้งได้มีการมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่ประสบอุทกภัยได้รับความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป

    รองนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ ยังได้มอบหมายให้ถอดบทเรียนจากภัยพิบัติครั้งนี้ โดยขอให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ เป็นประธานในการถอดบทเรียนต่าง ๆ ทั้งการแก้ปัญหาในระยะสั้น และการเตรียมความพร้อมระยะยาว โดยกระทรวงต่างประเทศ จะขอความช่วยเหลือกับประเทศที่ได้มีปัญหาประสบอุทกภัย เช่น ประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาวางระบบในการที่จะดูแล

    นอกจากนี้นายกฯ ยังได้มอบหมายกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยว หลังจากฟื้นฟูและให้หน่วยราชการต่าง ๆ จัดสัมมนาในจังหวัดที่ประสบภัยเพื่อให้กระตุ้นการท่องเที่ยวช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อไป ส่วนมาตรการลดค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้า ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับไปดำเนินการต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/906698/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ehpRV5yeyrU65JF3NzYK6

  • “ภาคใต้” จมน้ำอ่วมคาดกระทบเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้าน

    “ภาคใต้” จมน้ำอ่วมคาดกระทบเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้าน

    ต้นกุมภาฯ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 1 ธ.ค. 2568, 14:36 1

    วันนี้ (1 ธ.ค.68) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลกระทบจากเหตุอุทกภัยที่สงขลาและหลายจังหวัดภาคใต้ต่อเศรษฐกิจ เป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรก ผลกระทบทันทีจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งพอจะประมาณได้ ส่วนที่สองจากความเสียหายต่อสินทรัพย์ ซึ่งซับซ้อนกว่า เพราะความเสียหายอาจทยอยรับรู้ในอนาคตโดยหลายภาคส่วน นอกเหนือไปจากครัวเรือน เช่น รัฐบาล สถาบันการเงิน คู่ค้า ฯลฯ

    สำหรับส่วนแรกนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเบื้องต้นอาจคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาทในกรอบเวลา 1 เดือน หรือราว 0.13% ของขนาดเศรษฐกิจประเทศไทย (Nominal GDP) บนสมมติฐานเหตุการณ์รุนแรงในช่วง 10-15 วันแรก และความรุนแรงทยอยลดระดับลงในอีก 10-15 วันถัดมา โดยผลกระทบหลักอยู่ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งช่วงแรกประสบภัยในแทบทุกพื้นที่ 

    โดยหลักๆ จะมาจากการหยุดชะงักลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคบริการ (สถานที่พักแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ขนส่ง เป็นต้น) และการผลิตอุตสาหกรรม (เช่น เกษตรและอาหารแปรรูป) ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 56% และ 18% ตามลำดับในจังหวัดสงขลา รวมไปถึงการหยุดให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างไฟฟ้าและประปา (สัดส่วนกว่า 3%) 

    ขณะที่ เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจมักจะคึกคักขึ้นตามปัจจัยด้านฤดูกาลของการท่องเที่ยว อีกทั้งอยู่ในช่วงที่ไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพงานกีฬาซีเกมส์ 9-20 ธันวาคม 2568 และสงขลาเป็นหนึ่งในสถานที่จัดการแข่งขันหลายประเภทกีฬา นอกจากนี้ ความเสียหายส่วนที่เหลือของสงขลาและในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ผลกระทบจะเป็นภาคเกษตร ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมัน รวมถึงพื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำหรือประมง 

    เมื่ออุทกภัยทยอยคลี่คลาย ผู้ประสบภัยจะได้รับผลกระทบจากการจัดการความเสียหายของสินทรัพย์เพิ่มเติม เช่น อาคาร รถยนต์ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งการรับรู้ผลกระทบในส่วนที่สองนี้ ทั้งการซ่อมแซม/ฟื้นฟู/ซื้อใหม่ คงจะทยอยใช้เวลา และยังต้องขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น เงินออมและความสามารถในการหารายได้ของแต่ละครัวเรือน ภาวะเศรษฐกิจ ความช่วยเหลือจากเจ้าหนี้และคู่ค้าต่างๆ ซึ่งรวมถึงสถาบันการเงิน ตลอดจนมาตรการจากภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/4g40591x1htm&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W-2yEJDtKW_GtjPB1ZfVP

  • พิชัย ห่วงน้ำท่วมใต้ฉุดเศรษฐกิจทรุด ไทยเสี่ยงถดถอยหนัก

    พิชัย ห่วงน้ำท่วมใต้ฉุดเศรษฐกิจทรุด ไทยเสี่ยงถดถอยหนัก

    พิชัย ห่วงน้ำท่วมใต้ฉุดเศรษฐกิจทรุด ไทยเสี่ยงถดถอยหนัก

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงความกังวลต่อผลกระทบจากมหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 170 ราย และสร้างความเสียหายหนักต่อบ้านเรือน ธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจในภาพรวม โดยระบุว่าสถานการณ์ครั้งนี้จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแรงอยู่แล้ว และอาจกดตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ให้ขยายต่ำกว่า 1% หลังไตรมาส 3 ขยายเพียง 1.2% เสี่ยงนำไปสู่ภาวะ เศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค หาก GDP ติดลบต่อเนื่อง 2 ไตรมาส

    ด้าน การส่งออกเดือนตุลาคม 2568 ขยายตัวเพียง 5.7% ต่ำสุดในรอบ 13 เดือน ขณะที่การนำเข้าไม่ลดลง ทำให้ขาดดุลการค้าสูงถึง 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงเสนอให้เร่งฟื้นการส่งออกให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งทั้งปี 2568 ควรขยายได้อย่างน้อย 11-12% และปีหน้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพื่อพยุงเศรษฐกิจไทย

    นายพิชัยเตือนว่าควรรีบผลักดันให้ USTR ยืนยันกลับมาเจรจาการค้าอย่างเป็นทางการ หลังสหรัฐประกาศพักการเจรจา เพราะหากมีการขึ้น Tariff กับไทยจะกระทบหนัก เนื่องจากไทยส่งออกไปสหรัฐ ราว 2 ล้านล้านบาทต่อปี หรือเกือบ 20% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด พร้อมเตือนว่าการสื่อสารที่สร้างภาพว่าสหรัฐต้องง้อไทยอาจส่งผลลบต่อความสัมพันธ์ทางการค้า

    ในส่วนสินค้าเกษตร นายพิชัยระบุว่าแม้ข้าวหอมมะลิยังมีราคาดี 15,000–16,500 บาทต่อตัน แต่ราคาข้าวเปลือกเจ้ายังต่ำมากเพียง 6,100–6,800 บาทต่อตัน และควรเร่งมาตรการดันราคากลับสู่ระดับ 8,800–9,000 บาทต่อตัน พร้อมกำชับว่ากระทรวงพาณิชย์ต้องดูแลราคาสินค้าบริโภคในพื้นที่น้ำท่วมตามนโยบาย “ห้ามขาด ห้ามแพง” หลังพบราคาตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ–หาดใหญ่ และอุปกรณ์ทำความสะอาดพุ่งสูงขึ้นแล้ว

    อย่างไรก็ตาม นายพิชัยชื่นชมรัฐบาลและคณะเศรษฐกิจที่เดินหน้า ปลดล็อกอุตสาหกรรมอนาคต อาทิ Data Center, AI, พลังงานสะอาด, เซมิคอนดักเตอร์, อิเล็กทรอนิกส์ และ EV ผ่านมาตรการ Thailand FastPass ซึ่งจะช่วยเร่งการลงทุนจากต่างประเทศหลายแสนล้านบาท และในอนาคตอาจถึงระดับหลายล้านล้านบาท

    นายพิชัยทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยต้องการพัฒนาอย่างมั่นคง ต้องเร่งทั้ง การขยายตัวของการส่งออก และ การดึงการลงทุนสมัยใหม่จากต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้ใหม่และทำให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/734288&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rw9ZQN81gQ_rjkLXGseHJ

  • กรมการพัฒนาชุมชนเปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพกลไกการขับเคลื่อนงานทุนชุมชน ระดับกรม มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชนเปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพกลไกการขับเคลื่อนงานทุนชุมชน ระดับกรม มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชนเปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพกลไกการขับเคลื่อนงานทุนชุมชน ระดับกรม มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน


    1/12/2568 | 28 | |

    กรมการพัฒนาชุมชนเปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพกลไกการขับเคลื่อนงานทุนชุมชน ระดับกรม มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    วันนี้ (1 ธันวาคม 2568) เวลา 13.09 น. ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนชลบุรี จังหวัดชลบุรี นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดโครงการ “เสริมสร้างศักยภาพกลไกการขับเคลื่อนงานทุนชุมชน กิจกรรมที่ 1 เพิ่มศักยภาพกลไกการขับเคลื่อนงานทุนชุมชนตามหลักธรรมาภิบาลและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก (ระดับกรม)” โดยมีผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาทุนชุมชน ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักพัฒนาทุนและองค์กรการเงินชุมชน พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    การเสริมสร้างศักยภาพกลไกงานทุนชุมชน เป็นภารกิจสำคัญที่สะท้อนบทบาทของ พช. ในการผลักดันกองทุนชุมชนให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ และสมรรถนะของบุคลากร เพื่อบริหารจัดการเงินทุนชุมชนตามหลักธรรมาภิบาล เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ลดความเสี่ยงทางการเงินของครัวเรือน และสนับสนุนการออมเชิงคุณภาพ รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชนเชื่อมั่นว่า ผู้เข้าร่วมโครงการจะสามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดต่อแก่พัฒนากรอำเภอและคณะกรรมการกองทุนชุมชนในพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้การดำเนินงานกองทุนชุมชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทยด้านการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/293298&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HW8ltMxztzpBWqplVhgZP