Category: เศรษฐกิจ

  • ประชุมครม.เศรษฐกิจวันนี้ – เร่งรัดจ่ายเยียวยา เหยื่อน้ำท่วม

    ประชุมครม.เศรษฐกิจวันนี้ – เร่งรัดจ่ายเยียวยา เหยื่อน้ำท่วม

    ประชุมครม.เศรษฐกิจวันนี้ – เร่งรัดจ่ายเยียวยา เหยื่อน้ำท่วม

    วันนี้, 07:45น.

              หลังร่วมประชุมกับผู้ประกอบการจังหวัดสงขลา หอการค้าจังหวัดสงขลา และภาคธุรกิจ โดยใช้เวลาประชุมกว่า 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ ระดับน้ำเริ่มลดลงหมดแล้ว ตอนนี้เข้าสู่โหมดการฟื้นฟูเยียวยา รวมถึงเร่งจ่ายระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ไฟฟ้า และน้ำประปา รวมถึงการเร่งทำความสะอาดเมืองให้เร็วที่สุด

              เป้าหมายคือ นำชาวหาดใหญ่กลับเข้าบ้านเรือนให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังมารับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการ เพื่อเร่งเยียวยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ การช่วยเหลือต่างๆ ตนตั้งใจพาพวกท่านขึ้นรถตระเวนให้เห็นสภาพโดยรวมของเมืองหาดใหญ่ เพื่อที่ท่านจะได้มีไอเดียพอมาดำเนินการช่วยเหลือ ไม่ใช่ฟังแต่รายงาน

              สิ่งที่เรามุ่งเน้นคือ คืนชีวิต คืนความเป็นอยู่ให้กับชาวสงขลา รวมถึงพื้นที่ประสบภัยที่จังหวัดอื่นๆ ด้วย

              อึปสรรคตอนนี้คือ หน้างานกว้างมาก น้ำไม่มีแล้ว ไฟมาแล้ว น้ำท่วมไม่มีแล้ว น้ำประปาเริ่มเข้าแล้ว แต่ยังติดปัญหาเรื่องเบรกเกอร์ถูกไฟช็อตอยู่ในบ้าน ทำให้ชาวบ้านเข้าบ้านไม่ได้ ก็ต้องเร่งให้ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการเร่งซ่อมแซม เพื่อให้จ่ายไฟเข้าไปได้เร็วที่สุด และน้ำประปาเริ่มทยอยจ่ายกลับคืนมาแล้ว

              มาตรการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ ได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นคนอธิบาย เพราะมีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องพักดอก พักหนี้ เรื่องการหาเงินยืม หรือเงินกู้ไม่มีดอกเบี้ย มาเยียวยาฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องการหาเงินยืมไม่มีดอกเบี้ย ค่อยผ่อนใช้ใน 1 ปี เพื่อไปซ่อมแซมทรัพย์สินของตัวเอง และเพื่อไปฟื้นฟูรีเซ็ตชีวิตใหม่ ประเภทละ 100,000 บาท และเรื่องของผู้เอาประกันที่เป็นสมาชิก สำนักงานประกันสังคมจะมาช่วยคนละครึ่งอย่างไรเป็นระยะเวลา 6 เดือน

              กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีเรื่องงบซ่อมแซมบ้านเรือนไม่เกิน 49,000 บาท/ครัวเรือน โดยจะต้องทำการสำรวจ และตีมูลค่าตรงนี้จะเป็นส่วนที่เพิ่มไปจากเงินเยียวยา 9,000 บาท  แต่สิ่งหนึ่งที่ทางกระทรวงการคลังจะเร่งทำก็คือ เรื่องของการจัดเงินยืมให้กับประชาชน

              ส่วนเร่งรัดในการจ่ายเยียวยาได้ไวที่สุดเมื่อไหร่ นายกฯ กล่าวว่า งบประมาณเรื่องเยียวยาอนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว ในวันนี้จะประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซึ่งนายเอกนิติ ก็จะนำเรื่องส่วนที่เหลือเข้ามาเป็นตัวเร่งงบประมาณ เพื่อตีกรอบตรงไหนที่อนุมัติภายในวันอังคารนี้ได้ ก่อนก็จะอนุมัติไปและดำเนินการ ซึ่งตนได้พูดคุยกับผู้อำนวยการสำนักงบประมาณแล้วว่าจะเอามาจากตรงไหน ถ้าติดตรงนี้จะไปเอาจากตรงไหน ตอนนี้ยังไม่มีในเรื่องของงบประมาณที่จะติดขัด

             เมื่อถามถึงเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียชีวิต นายกฯ กล่าวว่า ก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์รายละ 2 ล้านบาท เป็นไปตามระเบียบที่เรามีอยู่ พยายามจะจัดให้มากที่สุด

    เมื่อถามต่อว่า ทำไมหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตครั้งนี้จึงสูงกว่าในอดีตหลายเท่า นายกฯ กล่าวว่า ไม่ครับ เคยมี 7 ล้านบาท

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156992&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gROQs3lQSp620vTVfdo3x

  • นายกฯลงหาดใหญ่ครั้งที่ 5 นำทีมเศรษฐกิจหารือช่วยเหลือผู้ประกอบการ

    นายกฯลงหาดใหญ่ครั้งที่ 5 นำทีมเศรษฐกิจหารือช่วยเหลือผู้ประกอบการ

    นายกฯนำทีมเศรษฐกิจ-หน่วยงานการเงิน บินลงหาดใหญ่รอบที่ 5 คุยผู้ประกอบการ พร้อมลงพื้นที่สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจตลาดกิมหยง ด้าน ‘ศุภจี’ยันมีมาตรการช่วยเหลือแน่นอน

    30 พ.ย. 2568 – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกฯ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์  นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย อธิบดีกรมธนารักษ์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง อธิบดีกรมการค้าภายใน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.)ผู้บริหารธนาคารออมสิน  ผู้บริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และรักษาการเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6)ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังกองบิน 56 อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา  โดยเป็นการเดินทางลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเป็นครั้งที่ 5

    เมื่อเดินทางถึงนายกฯ จะเดินทางไปยังศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า (มณฑลทหารบกที่ 42) ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อประชุมรับฟังสรุปผลการติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่หาดใหญ่ รวมถึง  จะร่วมประชุมแผนฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน   โดยนายกฯจะหารือกับผู้ประกอบนักธุรกิจในพื้นที่สงขลา  จากนั้นนายกฯและคณะลงพื้นที่สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจย่านตลาดกิมหยง เพื่อพบปะให้กำลังใจผู้ประกอบการก่อนร่วมประชุมรับฟังปัญหาและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่  ก่อนลงพื้นที่ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3  ซึ่งในพื้นที่ได้มีการจัด Big Cleaning Day (บิ๊ก คลีนนิ่งเดย์) ในวันแรกไปเมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเร่งฟื้นฟูเมืองกลับคืนสู่สภาพปกติ ก่อนที่นายกฯและคณะเดินจะเดินกลับกทม.

    โดยเวลา 12.37 น.นายกฯเดินทางถึงกองบิน 6 ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีมาตรการช่วยเรื่องลดราคาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือไม่ นายกฯหยุดยืนฟังคำถาม และพยักหน้า แต่ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

    ขณะที่ นางศุภจี  กล่าวว่า ขอให้ติดตามดู ยืนยันว่ามีมาตรการช่วยเหลือแน่นอน.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/905941/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BLAB9X_jK-uj1O8IDKHno

  • รายงานพิเศษ :  เศรษฐกิจไทยเดือนตุลาคม ได้ส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศช่วยหนุน

    รายงานพิเศษ : เศรษฐกิจไทยเดือนตุลาคม ได้ส่งออก-ท่องเที่ยวในประเทศช่วยหนุน

    วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ** ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคม 2568…เป็นอย่างไรบ้าง ลองมาดูการฉายภาพจาก 2 หน่วยงานสำคัญของประเทศ อย่าง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง…ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนตุลาคม 2568…ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 18.1% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ลดลง 1.4% ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 51.9 จากระดับ 50.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง พลัส”  อย่างไรก็ดีผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางการค้าจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ลดลง 5.3% และรายได้เกษตรกรที่แท้จริงลดลง 13.7% จากช่วงเดียวกันปี  

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน ในเดือนตุลาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.2% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล 5.3% ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน  1.7% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 4.8%

    มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 28,835.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ที่ 5.7% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่าขยายตัวที่ 15.7% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ในขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ ปรับตัวลดลง

    ภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนตุลาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวมจำนวน 2.57 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 3.9% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาล 8.3% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย จำนวน 23.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 2.0% ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.1% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 3.6% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ดีผลผลิตมันสำปะหลัง และกลุ่มไม้ผล ลดลงจากเดือนก่อน

    สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 87.3 จากระดับ 87.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์น้ำและอุทกภัยในหลายพื้นที่ และมูลค่าการค้าชายแดนหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนตุลาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.6 จากระดับ 54.6 ในเดือนก่อนหน้า

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุด เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ แม้จะเริ่มมีแรงซื้อสุทธิกลับเข้ามาบ้างในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 (มูลค่า 1,251.61 ล้านบาท) แต่ยังคงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยในเดือนพฤศจิกายน (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568)

    “สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 และการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ยังจำเป็นต้องติดตามผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย”

    ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคมขยายตัวจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำ ขยายตัวจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รายรับภาคท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้น ส่วนหนึ่งจากผลของมาตรการภาครัฐ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน อย่างไรก็ดีการผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัวจากผลของการผลิตกลุ่มปิโตรเลียมที่ลดลงจากการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุง แม้การผลิตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ปรับดีขึ้นตามการส่งออก สำหรับการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์หลังเร่งไปในช่วงก่อนหน้า

    เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากการใช้จ่ายใน 1.หมวดบริการ ตามการใช้จ่ายในหมวดโรงแรมและภัตตาคารที่ปรับดีขึ้นจากทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและไทย 2.หมวดสินค้าไม่คงทน ตามยอดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง สอดคล้องกับกิจกรรมการขนส่งผู้โดยสารที่ปรับดีขึ้น และ 3.หมวดสินค้าคงทน ตามยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล โดยเฉพาะรถไฟฟ้า ส่วนการใช้จ่ายในหมวดสินค้า กึ่งคงทนทรงตัว ทั้งนี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สองจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    การลงทุนภาคเอกชน เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อนในทุกหมวด โดย 1.หมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการนำเข้าสินค้าทุนสุทธิ (หรือการนำเข้าหักด้วยการส่งออกสินค้าทุน) ในหมวดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานที่ลดลง 2.หมวดยานพาหนะ ตามยอดจดทะเบียนรถยนต์ที่ลดลงในเกือบทุกประเภท และ 3.หมวดก่อสร้าง จากหมวดที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยตามมูลค่าการโอนพื้นที่อุตสาหกรรมและอาคารพาณิชย์ที่ลดลง และหมวดที่อยู่อาศัยตามพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างบ้านเดี่ยวที่ลดลง

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้น จากเดือนก่อน จากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short-haul) โดยเฉพาะจีนและเกาหลีใต้ที่มีวันหยุดยาวมากกว่าปกติ รวมถึงนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) โดยเฉพาะยุโรปและรัสเซีย ส่งผลให้รายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้น Number of Tourists and Tourism Receipt

    มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนในหลายหมวด อาทิ 1.อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร จากการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และหม้อแปลงไฟฟ้า (transformer) ไปสหรัฐฯ รวมถึงการส่งออกเครื่องจักรไปญี่ปุ่น และ 2.เครื่องใช้ไฟฟ้า จากการส่งออกชิ้นส่วนอุปกรณ์เซลล์แสงอาทิตย์ (solar cell) ไปสหรัฐฯ และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าไปญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามการส่งออกหมวดยานยนต์ ปรับลดลงตามการส่งออกรถยนต์นั่งและรถกระบะไปออสเตรเลีย ตามอุปสงค์ที่ชะลอลง

    การใช้จ่ายภาครัฐหดตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางที่ไม่รวมเงินโอน และรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางหดตัวจากฐานสูงในปีก่อน แต่หากเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต รายจ่ายภาครัฐขยายตัวตามการเบิกจ่ายค่าจัดการเรียนการสอน เงินบำนาญ และค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ รายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัวจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโทรคมนาคม ขณะที่รายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางขยายตัวจากเงินงบประมาณเหลื่อมปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/931496&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0puSyC1b9N40S-laQnsZnQ

  • ครบ 1 เดือน “คนละครึ่ง พลัส” ยอดใช้จ่าย 6.1 หมื่นลบ. เต็มวงเงินแล้ว 2.47 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    ครบ 1 เดือน “คนละครึ่ง พลัส” ยอดใช้จ่าย 6.1 หมื่นลบ. เต็มวงเงินแล้ว 2.47 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    กระทรวงการคลัง เปิดเผยข้อมูลการใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ครบรอบ 1 เดือน หลังจากเปิดโครงการเป็นวันแรกเมื่อวันที่ 29 ต.ค.68 โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 29 พ.ย.68 เวลา 23.00 น. พบว่า มีประชาชนที่ลงทะเบียนใช้สิทธิการใช้จ่ายครบเต็มจำนวนแล้ว (2,000 บาท หรือ 2,400 บาท) 2,471,711 ราย

    ขณะที่มีร้านค้าผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 985,545 ร้านค้า โดยมีร้านค้าที่เข้าร่วมการ Upskill Reskill สำเร็จ 82,878 ราย

    ส่วนยอดการใช้จ่ายในโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” มียอดรวมทั้งสิ้น 61,911 ล้านบาท โดยแยกเป็น การใช้จ่ายในร้านค้าปกติ 59,982 ล้านบาท และร้านค้าผ่าน Food Delivery Platform อีก 1,928 ล้านบาท ทั้งนี้ ในยอดการใช้จ่ายรวม 61,911 ล้านบาทนั้น เป็นเงินที่ประชาชนใช้จ่าย 31,409 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่าย 30,502 ล้านบาท

    อย่างไรก็ดี ประชาชนที่ได้รับสิทธิตามโครงการนี้ สามารถใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการ ตามเงื่อนไขที่กำหนด ภายในวันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค.68

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/550138&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S7f2gEzHZp-r0QPL0fN8e

  • รัฐบาลอนุทินเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต น้ำท่วม-การเมืองระอุ

    รัฐบาลอนุทินเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต น้ำท่วม-การเมืองระอุ

    รัฐบาลอนุทินเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต น้ำท่วม-การเมืองระอุ

    รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเดินหน้าอยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี เมื่อประเทศต้องเผชิญกับภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งด้านภัยพิบัติที่ส่งผลต่อชีวิตประชาชนและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบอบรัฐสภาไทย

    มหาอุทกภัยภาคใต้: วิกฤตที่ท้าทายศักยภาพรัฐ

    ภาคใต้ของไทยกำลังเผชิญ อุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 300 ปี โดยมีฝนตกหนักสะสมในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น อำเภอหาดใหญ่และจังหวัดสงขลา ก่อนลุกลามสู่จังหวัดอื่นในพื้นที่ลุ่มน้ำสายสำคัญ

    ภัยพิบัติครั้งนี้กระทบพื้นที่กว่า 10 จังหวัด ครอบคลุม 92 อำเภอ 581 ตำบล 4,116 หมู่บ้าน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนกว่า 1.91 ล้านคน หรือ 719,000 ครัวเรือน ขณะที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจประเมินอยู่ที่ 1,000–1,500 ล้านบาทต่อวัน และอาจแตะระดับ หมื่นล้านบาท หากสถานการณ์ยืดเยื้อครบหนึ่งเดือน

    ภาคใต้ถือเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญด้านการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน การหยุดชะงักของระบบสาธารณูปโภค การคมนาคม ไฟฟ้า และน้ำสะอาด ส่งผลให้แรงกดดันทางสังคมและเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ
     

    รัฐบาลอนุทินเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต น้ำท่วม-การเมืองระอุ

    รัฐบาลใต้แรงกดดัน: พรก.ฉุกเฉินและการรวมศูนย์อำนาจ

    เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่รุนแรง รัฐบาลตัดสินใจใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก.ฉุกเฉิน) ซึ่งทำให้มีการโอนอำนาจตามกฎหมายกว่า 38 ฉบับ มาสู่นายกรัฐมนตรีโดยตรง ตั้งแต่การบริหารกำลังทหาร การสั่งการหน่วยงานพลเรือน ตลอดจนการจัดการด้านแรงงานและคนต่างด้าว

    การใช้กฎหมายฉุกเฉินครั้งนี้สะท้อนว่า วิกฤตน้ำท่วมถูกจัดเป็นวาระแห่งชาติเร่งด่วน ซึ่งฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการระดมทรัพยากรและลดขั้นตอนราชการ ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์ชี้ว่าเป็นสัญญาณของความล่าช้าในการเตรียมพร้อมและระบบประสานงานที่ไร้เอกภาพ

    รัฐบาลประกาศมาตรการเยียวยาเร่งด่วน ได้แก่

    จ่ายเงินช่วยเหลือ 9,000 บาทต่อครัวเรือน

    หากพื้นที่ท่วมขัง 121 วันขึ้นไป เพิ่มเงินเยียวยา 20,000 บาท

    การสั่งการให้สถาบันการเงินรัฐและเอกชนออกมาตรการพักหนี้และสินเชื่อช่วยเหลือ

    แต่เสียงสะท้อนจากพื้นที่บางส่วนยังตั้งคำถามว่า มาตรการมาไม่ทันเวลา และ ระบบเตือนภัยไร้ประสิทธิภาพ

    รัฐบาลอนุทินเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต น้ำท่วม-การเมืองระอุ

    ศึกการเมืองคู่ขนาน: ความเสี่ยงซักฟอก–ยุบสภา

    ท่ามกลางการจัดการภัยพิบัติ สถานการณ์การเมืองก็กำลังดุเดือด โดยเฉพาะเมื่อเข้าใกล้การประชุมสภาวิสามัญ 10–11 ธันวาคม เพื่อพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 และ 3 ตามข้อตกลง MOA ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งผลักดันเพื่อรักษาความร่วมมือกับฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง

    ความเสี่ยงสำคัญคือ ฝ่ายค้านมีแนวโน้มยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบรายบุคคล (มาตรา 151) ซึ่งต้องมีรายชื่อของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลักหลายคน ซึ่งหากญัตติถูกยื่น นายกรัฐมนตรีจะ หมดสิทธิ์ยุบสภา ตามรัฐธรรมนูญทันที

    นายอนุทินเคยประกาศจุดยืนชัดเจนว่า
    “คุณยื่น เรายุบ”
    ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า รัฐบาลอาจตัดสินใจยุบสภาก่อนการซักฟอก โดยวันที่ถูกจับตาหนักที่สุดคือ 11 ธันวาคม หลังปิดประชุมสภา

    ทั้งนี้ หากปล่อยให้การอภิปรายเดินหน้า ความเสี่ยงแตกขั้วในพันธมิตรทางการเมืองอาจเกิดขึ้น และนำไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากรายชื่อแคนดิเดตที่เหลืออยู่

    มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่: กลยุทธ์ประคองความเชื่อมั่น

    เพื่อรับมือทั้งสองสมรภูมิ รัฐบาลเตรียมออกมาตรการเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในการประชุม ครม. 9 ธันวาคม ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ยาหม้อชุดใหญ่” เพื่อบรรเทาความไม่พอใจและฟื้นความเชื่อมั่น

    มาตรการสำคัญที่คาดว่าจะประกาศ ได้แก่

    • ค่าโดยสารรถไฟฟ้า สูงสุด 40 บาท
    • ลดหย่อนภาษีติดตั้ง โซลาร์ครัวเรือนสูงสุด 200,000 บาทถึงปี 2571
    • มาตรการลดค่าครองชีพและช่วยเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัย

    มีรายงานภายในว่า พรรคภูมิใจไทยได้แจ้งให้ สส. และสมาชิกเตรียมความพร้อมรับทุกสถานการณ์ รวมถึงความเป็นไปได้ของการยุบสภาอย่างกะทันหัน

    บทสรุป: เส้นบางของเสถียรภาพ

    รัฐบาลกำลังเผชิญโจทย์ซับซ้อนทั้งด้านการจัดการภัยพิบัติที่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก และการแข่งขันทางการเมืองที่อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของอำนาจรัฐ

    หากการบริหารจัดการน้ำท่วมและการเยียวยาประชาชนไม่บรรลุผลทันการณ์ แรงสะเทือนทางสังคมอาจกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

    และช่วง 10–12 ธันวาคม จะเป็นจุดชี้ชะตาที่ตัดสินว่า
    ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อด้วยรัฐบาลเดิม หรือเปิดฉากการเมืองหน้าใหม่

    ที่มาประกอบ : เนชั่นสุดสัปดาห์ 
    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/734259&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S5zefW0Vf6vlWA6L-lFqQ

  • วันสุดท้ายแล้ว “เมรัยไทยแลนด์ 2025” มหกรรมสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ครั้งใหญ่ของไทย

    วันสุดท้ายแล้ว “เมรัยไทยแลนด์ 2025” มหกรรมสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ครั้งใหญ่ของไทย

    วันสุดท้ายห้ามพลาด “งานเมรัยไทยแลนด์ 2025” ณ Emsphere อัดแน่นร้านค้าสุราชุมชน-คราฟต์เบียร์ไทย ลิ้มรสเมนูพื้นถิ่นที่หายไปใน The Lost Thai Taste และฟรีคอนเสิร์ตศิลปินดัง

    วันที่ 5 ของงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” มหกรรมสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ไทยครั้งยิ่งใหญ่ ที่รวมพลังผู้ผลิตสุราไทยจากทุกภูมิภาคของไทยมาไว้ที่งานเดียว เพื่อเชิดชูภูมิปัญญาการหมักและการกลั่นท้องถิ่น

    โดยวันนี้ (30 พ.ย.68) เป็นวันสุดท้ายของการจัดงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” ซึ่งภายในงานยังคงมีร้านค้าเมรัย ที่รวมสุราชุมชน และคราฟต์เบียร์ไทยกว่า 50 แบรนด์ รวมทั้งกิจกรรมโซนต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ในโซน The Lost Thai Taste: รสชาติที่หายไป เมรัยตามหามา ซึ่งเป็นไฮไลต์ที่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ตั้งใจนำเสนอภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นที่กำลังเลือนหายไปให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

    ผู้ที่เข้าร่วมงานจะได้ลิ้มลองอาหารประจำถิ่นภาคใต้ “มะพร้าวคั่ว+พุงปลาอื้อ Pairing คู่กับ สุราสักทองแพร่” อาหารพื้นถิ่นชื่อดังจากจังหวัดนครศรีธรรมราช เมนูนี้ เชฟบุช – เลอชาญ โก๊ะแอ เลือกใช้กุ้งลายเสือลวกเบิร์นไฟ เสิร์ฟกับเจลพุงปลาอื้อและกัวคาโมเลเนื้อนุ่ม ท็อปด้วยแตงกวาและผักชีลาว วางบนแคร็กเกอร์มะพร้าวคั่วจากชุมพร เพิ่มกลิ่นรสแบบใต้ในคำเดียว พร้อมเสิร์ฟวันละ 4 รอบ คือ 16.00 / 17.00 / 18.00 และรอบพิเศษ 19.00 (Pairing กับเมรัยไทย)

    และไฮไลต์ช่วงเย็นจะเป็นฟรีคอนเสิร์ต พบกับ Onra (18.00-20.00 น.), วงดนตรีจาก ม่วน บางกอก สุดเขต (20.00-21.00 น.), Guncharlie’ หรือ กัน เสฐพงษ์ (21.30 – 22.30 น.) และ Yellow Fang (22.45-23.45 น.)

    สำหรับงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” เปิดให้เข้าฟรีตลอดงาน ที่ EM WONDER & SPHERE HALL ชั้น 5 ศูนย์การค้า The Emsphere กรุงเทพฯ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2898872&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K1xUVbIvzfEs7Iq7uwCOP

  • นายกรัฐมนตรีนำทีมเศรษฐกิจ – หน่วยงานการเงิน สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจตลาดกิมหยง หาดใหญ่

    นายกรัฐมนตรีนำทีมเศรษฐกิจ – หน่วยงานการเงิน สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจตลาดกิมหยง หาดใหญ่

    นายกรัฐมนตรีนำทีมเศรษฐกิจ – หน่วยงานการเงิน สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจตลาดกิมหยง หาดใหญ่

    นายกรัฐมนตรีนำทีมเศรษฐกิจ – หน่วยงานการเงิน บินลงหาดใหญ่รอบที่ 5 คุยผู้ประกอบการ พร้อมลงพื้นที่สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจตลาดกิมหยง ด้าน “ศุภจี”ยันมีมาตรการช่วยเหลือแน่นอน

    เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 30 พ.ย.2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกฯ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย อธิบดีกรมธนารักษ์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง อธิบดีกรมการค้าภายใน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ผู้บริหารธนาคารออมสิน ผู้บริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังกองบิน 56 อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา โดยเป็นการเดินทางลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเป็นครั้งที่ 5

    เมื่อเดินทางถึงนายกฯ จะเดินทางไปยังศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า (มณฑลทหารบกที่ 42) ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อประชุมรับฟังสรุปผลการติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่หาดใหญ่ รวมถึงจะร่วมประชุมแผนฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน โดยนายกฯจะหารือกับผู้ประกอบการและนักธุรกิจในพื้นที่สงขลา จากนั้นนายกฯและคณะลงพื้นที่สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจตลาดกิมหยง เพื่อพบปะให้กำลังใจผู้ประกอบการก่อนร่วมประชุมรับฟังปัญหาและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่ ก่อนลงพื้นที่ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ซึ่งในพื้นที่ได้มีการจัด Big Cleaning Day (บิ๊ก คลีนนิ่งเดย์) ในวันแรกไปเมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเร่งฟื้นฟูเมืองกลับคืนสู่สภาพปกติ ก่อนที่นายกฯและคณะจะเดินทางกลับกทม.

    โดยเวลา 12.37 น. นายกฯเดินทางถึงกองบิน 6 ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีมาตรการช่วยเรื่องลดราคาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือไม่ นายกฯหยุดยืนฟังคำถาม และพยักหน้า แต่ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

    ขณะที่ นางศุภจี กล่าวว่า “ขอให้ติดตามดู ยืนยันว่ามีมาตรการช่วยเหลือแน่นอน.”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2898955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PNMDYmpkgM_IFkIeMBFDA

  • ส่องโอกาสธุรกิจ Wellness ทางรอดเศรษฐกิจไทยยุคชะลอตัว

    ส่องโอกาสธุรกิจ Wellness ทางรอดเศรษฐกิจไทยยุคชะลอตัว

    ในยุคที่ปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ และภาระค่าใช้จ่ายของผู้คนเพิ่มขึ้นทั่วโลก ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังพัฒนาศักยภาพด้านการแพทย์และมีอัตราการเติบโตสูงในธุรกิจนี้ โดยปี 2566 อุตสาหกรรมด้าน Wellness มีมูลค่ารวมราว 40.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย 1.3 – 1.4 ล้านล้านบาท เป็นอันดับ 1 ของโลก เติบโต 28.4% ขณะที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) มีอัตราการเติบโตสูงสุดครองอันดับ 2 รองจากประเทศจีน ติดอันดับ 1 ใน 20 ประเทศปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของโลก

    นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ต บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ธุรกิจ Wellness อาจเป็นทางรอดเดียวของประเทศไทยในยุคที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจชะลอตัว การที่ไทยเป็นแชมป์อันดับ 1 และ 2 ของโลกในธุรกิจ Wellness และ Wellness Tourism ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจและอยากศึกษาว่าประเทศไทยทำอย่างไร จึงทำให้มูลค่าเศรษฐกิจเกี่ยวกับสุขภาพเติบโตได้

    แน่นอนว่าปัจจัยบวกและโอกาสที่ขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ มาจากประเทศไทยได้ก้าวเข้าสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างสมบูรณ์แล้ว และคาดว่าอีกประมาณ 8 ปี ไทยจะเข้าสู่ระดับ “สุดยอด” คือมีคนอายุเกิน 60 ปี เกิน 28% เป็นปัจจัยสำคัญสอดคล้องกับข้อมูลของประชากรโลก ที่เริ่มเกิดการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน, ความดัน, ไขมัน, หัวใจ, เส้นเลือดแตก/ตีบ, มะเร็ง, และโรคเครียด

    ส่องโอกาสธุรกิจ Wellness ทางรอดเศรษฐกิจไทยยุคชะลอตัว

    หากเจาะลึกดูสถิติของสาเหตุการเสียชีวิต ประชากรไทยเสียชีวิตด้วยโรค NCDs สูงถึง 77% คิดเป็น 38,400 คนต่อปี หรือ 44 คนต่อชั่วโมง ซึ่งล้วนเกิดจากการกินไม่ดี นอนไม่ดี ออกกำลังกายน้อย ขี้เกียจ และมีความเครียดสูง ยังมีผลกระทบจากโควิด-19 ที่ทำให้คนปกติซึ่งมีโรคประจำตัวหรือโรค NCDs แฝงอยู่อาการทรุดหนัก เสี่ยงทำให้เกิดการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า

    เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้ผู้คนหันมาสนใจสุขภาพมากขึ้น ความสนใจในธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขภาพมากขึ้นเช่นกัน และปัจจัยบวกสำคัญที่สุดอีกอย่างคือ เทรนด์การป้องกันดีกว่าการรักษา คนเริ่มตระหนักแล้วว่าการป้องกันโรคช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าการป่วยแล้วไปรักษา เพราะถ้าป่วยแล้วจะเสียเงินมาก ถ้าโชคร้ายจะเสียทั้งเงิน ไม่หาย และทรมาน

    “ทั้งหมดนี้คือโอกาสของธุรกิจด้าน Wellness ภายใต้แนวคิดใหม่ที่จะใส่ใจในคำว่า Healthspan หรือ การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี ไม่เจ็บ ไม่ป่วย มากกว่า Lifespan (อายุตามบัตรประชาชน) ซึ่งปัจจุบัน Healthspan ของคนไทยเฉลี่ยนอยู่ในช่วงอายุประมาณ 67 ปี ส่วน Lifespan คือ 77 ปี จะสังเกตว่าค่าเฉลี่ยที่ห่างกันนี้ทำให้คนไทยเกือบทุกคนต้องทรมานจากการเจ็บป่วยประมาณ 10 ปี ก่อนเสียชีวิต ฉะนั้นเป้าหมายสูงสุดคือทำให้ Healthspan กับ Lifespan มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน เพื่อให้ผู้คนหลับและเสียชีวิตไปอย่างสบาย ไม่ทรมาน”

    ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ประชาชนทุกคนต้องใส่ใจสุขภาพ ต้องนอนดี กินดี อารมณ์ดี และหลีกเลี่ยงสารอันตราย เช่น บุหรี่ เหล้า สุรา ขณะเดียวกันภาครัฐและเอกชนต้องช่วยกันผลักดันด้วยเช่นกัน โดยแกนหลักสำคัญคือภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะต้องปรับโครงสร้างราคาและภาษีเกี่ยวกับธุรกิจด้าน Wellness อย่างจริงจัง

    ส่องโอกาสธุรกิจ Wellness ทางรอดเศรษฐกิจไทยยุคชะลอตัว

    ไม่ว่าจะเป็นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพกาย ใจ และจิต เช่น ขายเครื่องมือออกกำลังกาย, การเปิดค่ายมวย/โยคะ, ค่ายปฏิบัติธรรม, นั่งสมาธิ, ทำสปา สิ่งเหล่านี้ควรได้รับการยกเว้นภาษี เพราะนับได้ว่าเป็นธุรกิจที่ช่วยสร้างให้ประชาชนมีสุขภาพดี ลดภาระค่าใช้จ่ายในระบบสาธารณะสุขได้ เหมือนการทำดีต้องได้รับ Incentive หรือรางวัลเป็นแรงจูงใจ ส่วนธุรกิจอันตรายต่อสุขภาพอาจจะต้องเพิ่มกำแพงภาษีให้สูงขึ้น เช่น ในหมวดอาหารที่มีสารอันตรายต่างๆ เช่น สารหนู ตะกั่ว ปรอท รวมถึงภาษีน้ำตาล (Sugar) ภาษีความเค็ม (เกลือ/Salt) ภาษีไขมัน แม้กระทั่งภาษีผงชูรส ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ

    นอกจากนี้ อยากเสนอนโยบายสุขภาพถึงภาครัฐ ให้พิจารณานำเงินส่วนต่างๆ คืนให้แก่ประชาชนผู้ที่ไม่ใช้สิทธิ์ในการรักษาพยาบาลในแต่ละปี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น เพราะหากคนไทยแข็งแรงจะทำให้รัฐบาลเหลือเงินในระบบสุขภาพเยอะขึ้น ประชาชนก็ได้สุขภาพดี ไม่ต้องได้รับผลกระทบจากความเจ็บป่วย

    ยกตัวอย่างในกรณีศึกษา จากผลการดำเนินงานและนโยบายพนักงานของ BDMS Wellness Clinic ที่เติบโตในระดับ 2 ดิจิต เกินกว่าเป้าหมายทุกปี และเติบโตสูงที่สุดในกลุ่ม BDMS โดยในปี 2568 คาดว่าจะมีผู้เข้ารับบริการเป็นชาวต่างชาติ 60% และ คนไทย 40% ส่วยเป้าหมายในอนาคตปีถัดไปต้องการเร่งเครื่องดันกลุ่มต่างชาติให้ถึง 70% และเป็นคนไทย 30% แต่ในการบริหารมีนโยบายจูงใจพนักงานสุขภาพดี ให้โบนัสแก่พนักงานที่ไม่ป่วย ซึ่งได้ผลตอบรับดีมาก

    ส่องโอกาสธุรกิจ Wellness ทางรอดเศรษฐกิจไทยยุคชะลอตัว

    “จากปีแรกที่ BDMS Wellness Clinic เริ่มนโยบายเรื่องสุขภาพดีได้โบนัส มีพนักงานที่ไม่ป่วยประมาณ 10% ปีที่ 2 (ปี 2567) เพิ่มขึ้นเป็น 25% คาดการณ์สำหรับปีนี้อาจถึง 40% สิ่งนี้คือการผลักดันโมเดล Wellness ให้คนเกิดการแข่งขันกันเพื่อมีสุขภาพดี และจะสามารถนำผลนี้ขายต่อได้ ถึงโมเดล Wellness จะไม่สำเร็จ 100% แต่จะเป็นส่วนหนึ่งให้พนักงงานทุกคนมี Healthy ภายใต้การดูแลของหมอ ทำให้ทุกคนแข็งแรงขึ้น”

    นายแพทย์ตนุพล กล่าวว่า ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลจะต้องสร้าง Wellness Tourism และความยั่งยืน (Sustainable/ESG) ให้แข็งแรง แม้นักท่องเที่ยวของไทยในปี 2568 จะลดลงทุกกลุ่มจนทำให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจไม่คึกคักมากนัก แต่เครื่องยนต์ของ Wellness Tourism ยังไม่ดับลงและมีแนวโน้มเติบโตขึ้น เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่ม Wellness ยังคงใช้จ่ายต่อหัว (Spending per head) สูง 50,000 – 60,000 บาท มากกว่านักท่องเที่ยวปกติถึง 4-5 เท่า โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความรู้สูง รักธรรมชาติ มีแนวคิด Sustainable (ลดโลกร้อน) รักตัวเอง ชอบออกกำลังกาย และสร้างขยะน้อย

    ส่องโอกาสธุรกิจ Wellness ทางรอดเศรษฐกิจไทยยุคชะลอตัว

    โดยเทนรด์ Wellness ในปี 2569 ก็ยังมีทิศทางการเติบโตสูง เช่น เทรนด์ Mental Wellness (สุขภาพจิต) ผู้คนจะแสวงหาประเทศที่สามารถเดินทางไปพักผ่อนเพื่อสุขภาพจิตดี ไปนั่งสมาธิ สงบ เก็บมือถือ ดูแลพลังจิตใจ, Longevity (ความยืนยาวของชีวิต) และ Biological Age ครอบคลุมถึงเรื่อง Genetic, Proteomic, Multiomic, และ Epic Genetic คนอยากรู้ว่าอายุชีวภาพ (Biological Age) ภายในของตนเองนั้นเป็นอย่างไร, AI for Wellness ที่ช่วยวางแผนการใช้ชีวิตเพื่อให้มีสุขภาพดี, Spiritual Health สุขภาพทางจิตวิญญาณ รวมถึง Wellness Real Estate เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม คนทั่วโลกมีความเชื่อมั่น (Trusted) ในแบรนด์ไทย ด้วยจุดแข็งใน 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1.ธรรมชาติ (Sea, Sand, Sun) 2.อาหารไทย (เต็มไปด้วยสมุนไพรและ Antioxidant) 3.การบริการแบบไทย (Thai Hospitality) 4. ภูมิปัญญาโบราณ (เช่น นวด ไทย, สมุนไพร ไทย) และ 5.การเป็น Medical Hub รองรับกรณีผู้สูงอายุเจ็บป่วยได้ ทำให้การขับเคลื่อนธุรกิจด้าน Wellness ทำได้ง่าย สามารถผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลาง Wellness Hub ได้ด้วยต้นทุนที่ประเทศอื่นไม่มี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/health/645400&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33swdVnBagSZR8A-H7EAVT

  • นายกฯ นำทีมเศรษฐกิจ-หน่วยงานการเงิน บินลงหาดใหญ่

    นายกฯ นำทีมเศรษฐกิจ-หน่วยงานการเงิน บินลงหาดใหญ่

    เวลา 13.00 น. วันนี้ (30 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกฯ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์  นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย อธิบดีกรมธนารักษ์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง อธิบดีกรมการค้าภายใน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ผู้บริหารธนาคารออมสิน  ผู้บริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และรักษาการเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังกองบิน 56 อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา  โดยเป็นการเดินทางลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเป็นครั้งที่ 5

    สำหรับกำหนดการเมื่อเดินทางถึงสงขลา นายกฯ จะเดินทางไปยังศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า (มณฑลทหารบกที่ 42) ค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อประชุมรับฟังสรุปผลการติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่หาดใหญ่ รวมถึงจะร่วมประชุมแผนฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน  โดยจะหารือกับผู้ประกอบนักธุรกิจในพื้นที่สงขลา  จากนั้นจะลงพื้นที่สำรวจความเสียหายย่านธุรกิจย่านตลาดกิมหยง  และเข้าร่วมประชุมรับฟังปัญหาและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่โรงแรมบุรีศรีภู อำเภอหาดใหญ่  ก่อนลงพื้นที่ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3  ซึ่งในพื้นที่ได้มีการจัด Big Cleaning Day (บิ๊ก คลีนนิ่งเดย์)  ก่อนที่นายกฯและคณะเดินจะเดินกลับ กทม.

    อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถามใดๆของสื่อมวลชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/62255&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qNUX_hhU_JAALMWFpsK4c

  • ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพฤศจิกายน 2568 ขยายตัวต่อเนื่อง นำโดยอีสาน-ตะวันออก แม้ยังจับตาน้ำท่วมและเศรษฐกิจโลกผันผวน

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพฤศจิกายน 2568 ขยายตัวต่อเนื่อง นำโดยอีสาน-ตะวันออก แม้ยังจับตาน้ำท่วมและเศรษฐกิจโลกผันผวน

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้จัดทำแบบสำรวจพิเศษเพื่อประเมินนโยบาย Quick Big Win พบว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และโครงการเที่ยวดีมีคืน เป็นมาตรการที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคมากที่สุด”

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 จากการประมวลผลข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจรายจังหวัดจากสำนักงานคลังจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคพบว่า

    “ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะ 6 เดือนข้างหน้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง นำโดยภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีแรงสนับสนุนจากมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และการเพาะปลูก

    ทั้งนี้ ควรติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้จัดทำแบบสำรวจพิเศษเพื่อประเมินนโยบาย Quick Big Win พบว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และโครงการเที่ยวดีมีคืน เป็นมาตรการที่ส่งผลต่อการเติบทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคมากที่สุด” โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออก

    อยู่ที่ระดับ 77.6 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ โดยเฉพาะในภาคบริการและการจ้างงาน จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องของภาครัฐและเอกชน

    ประกอบกับคาดว่าภาคธุรกิจและการลงทุนจะเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการจ้างงานให้เพิ่มขึ้น

    แม้ว่าจะหมดช่วงฤดูการท่องเที่ยวและเริ่มมีฝนตกในบางพื้นที่ และสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 80.6

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    อยู่ที่ระดับ 75.8 โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการเป็นสำคัญ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนผู้ประกอบการของรัฐบาล การจัดโครงการและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีต่อเนื่อง รวมถึงอุปสงค์สินค้าที่มีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเข้าสู่ช่วงฤดูการเพาะปลูก

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคเหนือ

    อยู่ที่ระดับ 74.7 โดยมีปัจจัยบวกจากภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศษฐกิจ สนับสนุนการท่องเที่ยว และส่งเสริมผู้ประกอบการของรัฐบาล ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังมีศักยภาพในการเติบโตได้ต่อเนื่อง

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้

    อยู่ที่ระดับ 72.7 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความเชื่อมั่นในภาคบริการและการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของเดือน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์อุทกภัยในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ตอนล่างส่งผลกระทบต่อภาคบริการและการเกษตรจากการปิดการให้บริการของร้านค้า การเดินทางขนส่งที่ไม่สะดวก และภาคเกษตรไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตามปกติ

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคกลาง

    อยู่ที่ระดับ 70.7 โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร จากอุปสงค์สินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามการเร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล เพื่อขยายตลาดสินค้าส่งออก ส่งเสริมผู้ประกอบการ สนับสนุนด้านพลังงาน และกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและนักลงทุนเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังเข้าสู่ช่วงฤดูการเพาะปลูกใหม่ และคาดว่าสภาพอากาศจะเอื้ออำนวย

    อย่างไรก็ตาม ควรต้องติดตามประเด็นความแปรปรวนของสภาพอากาศ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และราคาต้นทุนการผลิต

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภาคตะวันตก

    อยู่ที่ระดับ 70.2 โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคบริการและภาคเกษตร จากมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวและภาคเกษตร กระตุ้นการบริโภค และส่งเสริมเศรษฐกิจที่คาดว่าจะมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน

    ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล

    อยู่ที่ระดับ 64.3 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มความเชื่อมั่นในภาคบริการและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางส่วนยังรอความชัดเจนและติดตามผลการดำเนินงานของรัฐบาลเพิ่มเติม

    สำหรับเดือนพฤศจิกายน 2568 กระทรวงการคลังได้จัดทำการสำรวจพิเศษเพื่อประเมินผลกระทบของนโยบาย Quick Big Win ซึ่งสะท้อนความสำเร็จตามเป้าหมาย “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” อย่างชัดเจน โดยในระยะสั้นพบว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนมากที่สุด

    เนื่องจากช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายมากขึ้นทันที ส่งผลให้ร้านค้ารายย่อยและธุรกิจท้องถิ่นมียอดขายเพิ่ม เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างรวดเร็ว

    รองลงมาคือ โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว (เที่ยวดีมีคืน) ตามลำดับ สำหรับในระยะปานกลางถึงระยะยาว

    โครงการที่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนมากที่สุด คือ โครงการคนละครึ่ง พลัส โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 และโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) (โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้) ตามลำดับ

    นอกจากนี้ ผลการสำรวจเกี่ยวกับหลักสูตรพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส พบว่า ทักษะเกี่ยวกับการใช้ช่องทางออนไลน์เป็นทักษะที่ได้รับความพึงพอใจมากที่สุดและได้รับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับทักษะที่เป็นที่ต้องการอื่น ๆ เช่น ความรู้ด้านภาษี การทำบัญชี การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ ความรู้ด้านเครือข่ายและความปลอดภัยไซเบอร์ การตลาด การเพิ่มมูลค่าสินค้าและการประชาสัมพันธ์ และการตั้งคำถามและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อบรรลุเป้าหมาย เป็นต้น

    ตารางสรุปดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568

    กองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
    โทร. 0-2273-9020 ต่อ 3254

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/thailand-regional-economic-sentiment-index-rsi-for-november-2025/top-stories/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_QyCVOnwaiCJyWG9LD2lJ