Category: เศรษฐกิจ

  • ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ฯ คิกออฟการศึกษาพฤติกรรมการเงินคนไทยฐานราก

    ออมสิน ตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ฯ คิกออฟการศึกษาพฤติกรรมการเงินคนไทยฐานราก

    ณ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ ระหว่าง ธนาคารออมสิน และ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อศึกษาความเป็นอยู่และพฤติกรรมทางการเงินของกลุ่มครัวเรือนฐานรากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการเงินในระบบ ที่จะนำไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้จากการวิจัยในการพัฒนาระบบการเงินที่เหมาะสม ช่วยยกระดับเศรษฐกิจและความเข้มแข็งทางการเงินของภาคครัวเรือนไทย โดยมี นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และ ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว

    นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภายใต้บทบาทการเป็น Social Bank ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินและสร้างการเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม ธนาคารเดินหน้าภารกิจหลักที่ 1 ในการสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งหากพิจารณาจากสถานการณ์การเข้าถึงสินเชื่อของคนไทย ปัจจุบันยังพบว่าครัวเรือนกว่าร้อยละ 30 ยังอยู่ในกลุ่ม Unserved และ Underserved โดยเป็นผู้มีรายได้น้อยและ/หรือรายได้ไม่แน่นอน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบจากการขาดประวัติเครดิตทางการเงิน และกว่าครึ่งยังต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นและต้องเผชิญภาระดอกเบี้ยสูง ดังนั้น เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนบทบาทการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ธนาคารจึงได้จัดตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฐานรากขึ้นเป็นครั้งแรก และได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อคิกออฟงานวิจัย “โครงการศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ” โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายของการศึกษาเป็นผู้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส ที่ธนาคารได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ที่มีรายได้ แต่ไม่เคยมีประวัติเครดิตทางการเงิน หรือไม่เคยใช้บริการสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ของโครงการนี้มีลักษณะตัวตน หรือ Customer Persona ที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของงานศึกษาวิจัยครั้งนี้
    ทั้งนี้ ธนาคารหวังว่าจะสามารถนำผลลัพธ์ของงานวิจัยไปออกแบบเครื่องมือทางการเงิน หรือมาตรการสินเชื่อที่ตรงจุด สามารถตอบโจทย์ความคาดหวัง และสร้างระบบการเงินที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs และสอดคล้องตามบทบาทของธนาคารเพื่อสังคม

    ดร. โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการศึกษาข้อมูลเชิงลึกของลูกหนี้ภายใต้โครงการ “สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส” ของธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นต้นแบบสินเชื่อดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้แต่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อในระบบสามารถกู้เงินได้เป็นครั้งแรก โดยธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยคนไทยสร้างประวัติเครดิตทางการเงินไปแล้วกว่า 200,000 ราย สะท้อนถึงความต้องการเข้าถึงสินเชื่อในระบบที่ยังมีอยู่จำนวนมาก การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งขยาย “ประตูสู่ระบบการเงิน” ให้กว้างขึ้น ผ่านการเก็บข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบเป็นครั้งแรก
    ใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
    1) ปัญหาเศรษฐกิจการเงิน พฤติกรรมและความต้องการทางการเงิน
    2) โมเดลผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยให้ลูกหนี้ชำระคืนได้จริง
    3) การทดลองใช้ข้อมูลใหม่และข้อมูลทางเลือกเพื่อค้นหาตัวชี้วัดความเสี่ยงที่แม่นยำยิ่งขึ้นให้กับสถาบันการเงิน
    4) การติดตามผลการเข้าถึงสินเชื่อต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของลูกหนี้ตลอดระยะเวลา 1 ปี
    เพื่อนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสม ซึ่งผลการศึกษาจะช่วยให้ธนาคารออมสินออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการพิจารณาสินเชื่อที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับศักยภาพของลูกหนี้ และเพิ่มโอกาสในการชำระคืน
    ขณะเดียวกัน สถาบัน ฯ จะมีองค์ความรู้เชิงลึกเพื่อนำไปสนับสนุนนโยบาย Your Data และโครงการ Risk-Based Pricing ของธนาคารแห่งประเทศไทย ช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ “เคยถูกมองไม่เห็น” เข้าสู่ระบบการเงินได้มากขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนงานวิจัยให้เกิดผลจริง ต่อประชาชนฐานราก เสริมรากฐานระบบการเงินที่เข้าถึงง่าย ยั่งยืน และช่วยยกระดับศักยภาพและคุณภาพชีวิตของครัวเรือนไทยได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/266334&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Tlw3zAWKXagUfYki5dyST

  • ปรากฏการณ์ ‘ชามข้าวเหล็ก’ วิกฤติงานจีน บีบคนรุ่นใหม่ แห่สอบข้าราชการ

    ปรากฏการณ์ ‘ชามข้าวเหล็ก’ วิกฤติงานจีน บีบคนรุ่นใหม่ แห่สอบข้าราชการ

    World Economics

    ปรากฏการณ์ ‘ชามข้าวเหล็ก’ วิกฤติงานจีน บีบคนรุ่นใหม่ แห่สอบข้าราชการ

    22 ธ.ค. 2025 เวลา 16:01 น.

    ปรากฏการณ์ ‘ชามข้าวเหล็ก’ วิกฤติงานจีน ผลักดันให้คนรุ่นใหม่แห่สอบ ’ข้าราชการ‘ เพื่อความมั่นคง แม้ต้องแข่งขันสูง 1 ใน 100 จุดเปลี่ยนภูมิทัศน์บุคลากรจีน เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจระยะยาว

    “เศรษฐกิจจีน” ที่ชะลอตัว และวิกฤติการจ้างงานของภาคเอกชนที่กำลังพังทลายกำลังผลักดันให้คนหนุ่มสาวที่มีการศึกษาดีหันหาความมั่นคงในอาชีพ “ราชการ”   จำนวนสูงมากเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางภาวะตลาดแรงงานเอกชนที่ตกต่ำหนัก จนกลายเป็นปรากฏการณ์ “ชามข้าวเหล็ก”

     ยอดสอบราชการทะลุ 3.7 ล้านคน

    ปรากฏการณ์ ‘ชามข้าวเหล็ก’ วิกฤติงานจีน บีบคนรุ่นใหม่ แห่สอบข้าราชการ

    ตามรายงานของซีเอ็นบีซีพบว่าเมื่อเดือนที่แล้วมีผู้สมัครสอบคัดเลือกเข้ารับราชการประจำปีมากถึง 3.7 ล้านคนจากทั่วประเทศ รวมถึงบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่คาดว่าจะมีเพียงประมาณ 1 ใน 100 คน เท่านั้นที่จะได้รับตำแหน่งในหน่วยงานราชการระดับเริ่มต้น 38,100 ตำแหน่ง ที่จะเริ่มงานในปีหน้า

    เรื่องนี้ทำให้อัตราการแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเทียบกับ 1 ใน 70 คน ในปี 2566 และสำหรับบางตำแหน่งในพื้นที่ชนบทมีอัตราส่วนสูงถึง 1 ใน 6,470 คน

    หาน เซิน หลิน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า “อัตราการแข่งขันในบางจังหวัดในปัจจุบันเทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยที่มีการคัดเลือกนักศึกษาอย่างเข้มงวดที่สุดในโลก และกำลังกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมกีฬาของชาติที่มีการแข่งขันสูงที่สุดของจีน”

     อัตราว่างงานเยาวชนพุ่งเกิน 17%

    สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่แย่ลง อัตราการว่างงานในกลุ่มคนเมืองอายุ 16-24 ปี ยังคงสูงกว่า 17% ตั้งแต่เดือนก.ค. เมื่อเทียบกับประมาณ 10% ในสหรัฐ

    ตามข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ บริษัทเอกชนชั้นนำ 500 แห่ง ในจีนลดจำนวนพนักงานลง 314,600 คน เมื่อปีที่แล้ว สาเหตุมาจากรัฐบาลปักกิ่งคุมเข้มภาคอสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยี และบริษัทสอนพิเศษ

    ผลสำรวจโดยแพลตฟอร์มจัดหางาน Zhilian Zhaopin แสดงให้เห็นว่า สัดส่วนของนักเรียนที่เลือกงานในภาครัฐเป็นตัวเลือกอาชีพอันดับต้นๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 42% ในปี 2563 เป็น 63% ในปี 2567

    ในทางตรงกันข้าม จำนวนบัณฑิตที่หางานในภาคเอกชนลดลงจาก 25.1% ในปี 2563 เหลือเพียง 12.5% ในปีที่แล้ว

    ปรากฏการณ์ ‘ชามข้าวเหล็ก’ วิกฤติงานจีน บีบคนรุ่นใหม่ แห่สอบข้าราชการ

    คอรัล หยาง วัย 22 ปี บัณฑิตสาขาวิเคราะห์ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในเซี่ยงไฮ้ ใช้เวลา 4 เดือน หางานจนได้งานที่บริษัทการตลาดท้องถิ่น แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา บริษัทก็ยกเลิกตำแหน่งงานนั้นเนื่องจากลดต้นทุน

    “การพลาดโอกาสหลังจากหางานมาหลายเดือนนั้นน่าผิดหวัง แต่มันแสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนมีความไม่มั่นคงมากแค่ไหน” หยางกล่าว ขณะนี้เธอกำลังเตรียมตัวสอบเข้ารับราชการในปีหน้า

     ตำแหน่งงานข้าราชการร่วง 4%

    แม้ความต้องการงานราชการพุ่งสูง แต่จำนวนตำแหน่งงานว่างกลับไม่เพิ่มตาม เจียนเว่ย ซู นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Natixis ระบุว่า ความตึงเครียดทางการคลังจากภาวะตกต่ำของภาคอสังหาริมทรัพย์ทำให้รัฐบาลท้องถิ่น “ขาดแคลนเงินสดและไม่เต็มใจที่จะเพิ่มบุคลากร”

    ตำแหน่งงานใหม่ในหน่วยงานราชการเพิ่มขึ้น 66% ในปี 2563 ท่ามกลางความต้องการบุคลากรเพื่อบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ แต่สำหรับปี 2026 รัฐบาลกลางได้ลดจำนวนบุคลากรลง 4% เหลือ 38,119 คน

    กระทรวงศึกษาธิการพยายามส่งเสริมการจ้างงานในวิสาหกิจเอกชนโดยเสนอการลดหย่อนภาษี ค่าประกันสังคม และเงินอุดหนุน แต่แรงจูงใจยังอยู่ในระดับต่ำ เช่น รัฐบาลเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ให้เงินอุดหนุนเพียง 1,500 หยวน ต่อการจ้างงานใหม่หนึ่งคน

     12.7 ล้านบัณฑิตเรียนจบปีหน้า

    ปรากฏการณ์ ‘ชามข้าวเหล็ก’ วิกฤติงานจีน บีบคนรุ่นใหม่ แห่สอบข้าราชการ

    จำนวนผู้สมัครสอบเข้าศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาแห่งชาติลดลงเหลือ 3.4 ล้านคน จากจุดสูงสุดที่ 4.74 ล้านคน ในปี 2566 ตามข้อมูลกระทรวงศึกษาธิการ สะท้อนความเชื่อมั่นที่ลดลงว่าปริญญาขั้นสูงจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้งาน

    ผลสำรวจของ Zhilian Zhaopin พบว่า บัณฑิตจากวิทยาลัยอาชีวะมีอัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็น 56.6% ในปีที่แล้ว ในขณะที่บัณฑิตระดับสูงกว่าปริญญาตรีมีผู้ได้รับข้อเสนอการจ้างงานน้อยกว่า 45% ลดลงจากเกือบ 57% ในปี 2566

    เจียนเว่ย ซู จาก Natixis กล่าวว่า “ผลตอบแทนจากการเรียนต่อระดับปริญญาโทดูเหมือนจะลดลงเรื่อยๆ ความไม่สมดุลนี้ทำให้คุณค่าของปริญญาโทลดลงตามไปด้วย”

    ปัญหาจะรุนแรงมากขึ้นเมื่อปีหน้าจะมีผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยและโรงเรียนอาชีวศึกษาจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ถึง 12.7 ล้านคน ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในตลาดแรงงานดุเดือดมากยิ่งขึ้น

    รัฐบาลปักกิ่งจึงปรับเพิ่มอายุสูงสุดในการสมัครงานขึ้น 3 ปี เป็น 38 ปี สำหรับผู้ที่มีวุฒิการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี และ 43 ปี สำหรับผู้ที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก

     เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจระยะยาว

    เหวย ซาน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเอเชียตะวันออก มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และหมิงเจียง หลี่ รองศาสตราจารย์จากโรงเรียนการศึกษานานาชาติ เอส. ราชารัตนัม เตือนว่า แนวโน้มนี้อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    หลี่กล่าวว่า “เมื่อเวลาผ่านไป แนวโน้มนี้อาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านบุคลากรของจีน โดยการเสริมสร้างฐานทุนมนุษย์ของระบบราชการของรัฐ ในขณะที่ลดพลวัตด้านนวัตกรรมในภาคเอกชน”

    นีล โทมัส นักวิจัยจากศูนย์วิเคราะห์จีน สถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี้ เสริมว่า หลายคนที่ได้งานราชการสำเร็จพบว่าระบบราชการที่เข้มงวดเป็นอุปสรรค การเลื่อนตำแหน่งอาจเป็นไปอย่างช้า และยิ่งสูงขึ้นไปก็ยิ่งเกี่ยวข้องกับการเมืองมากขึ้น

    ปรากฏการณ์ ‘ชามข้าวเหล็ก’ วิกฤติงานจีน บีบคนรุ่นใหม่ แห่สอบข้าราชการ

    ปรากฏการณ์ “ชามข้าวเหล็ก” หรืองานราชการที่เคยถูกมองข้ามในยุคเศรษฐกิจจีนเฟื่องฟู กำลังกลับมาเป็นที่ต้องการอีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการแสวงหา “ความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว” ของคนรุ่นใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1213211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nV-rcHiv6RNLnBU0_2O0M

  • ‘ศุภวุฒิ’ ชี้โครงสร้างเศรษฐกิจพัง เสี่ยง ‘จีดีพี‘ โตต่ำ 1% ย้ำไทยเร่งยกเครื่อง

    ‘ศุภวุฒิ’ ชี้โครงสร้างเศรษฐกิจพัง เสี่ยง ‘จีดีพี‘ โตต่ำ 1% ย้ำไทยเร่งยกเครื่อง

    Finance

    22 ธ.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    “ศุภวุฒิ” เตือนการเติบโตไทยกำลังเสื่อมถอยลงพร้อมกันหลายด้าน เต็มไปด้วยปัญหาโครงสร้างประชากร พลังงาน การค้าโลก การดึงดูดเงินลงทุนและศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

    • ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ เตือนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้างที่รุนแรง ไม่ใช่แค่ความผันผวนระยะสั้น เนื่องจากปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในอดีตกำลังเสื่อมถอยลง
    • ปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมสูงวัย, พลังงานในประเทศทลดลง, ภูมิรัฐศาสตร์โลกหมดเสน่ห์ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
    • หากไม่ปฏิรูปอย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยเสี่ยงจีดีพีต่ำกว่า 1% อาจเข้าสู่ภาวะชะงักงันถาวร
    • ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง “ยกเครื่อง” หรือปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่
    • เพื่อหลีกเลี่ยงการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องและการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

    เศรษฐกิจไทยในวันนี้ ไม่ได้เผชิญเพียงความผันผวนระยะสั้นตามวัฏจักรเศรษฐกิจ หากแต่กำลังยืนอยู่บนทางแยกเชิงโครงสร้างที่ชี้ชะตาการเติบโตของประเทศระยะยาว 
     

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ออกมาเตือนผ่านการให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ deep talk กรุงเทพธุรกิจว่า แรงขับเคลื่อนพื้นฐานที่เคยทำให้ไทยเติบโตอย่างโดดเด่นในอดีต กำลังเสื่อมถอยลงพร้อมกันหลายด้าน

    ตั้งแต่โครงสร้างประชากร พลังงาน การค้าโลก ไปจนถึงความสามารถในการดึงดูดเงินลงทุนและศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย 
    หากไทยไม่เร่งปรับตัวอย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยอาจไม่เพียงชะลอตัว แต่เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “ชะงักงันถาวร”และค่อย ๆ สูญเสียบทบาทบนเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างไม่มีวันหวนกลับ

    ศุภวุฒิ มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่รุนแรงและซ้อนทับกันหลายชั้น ไม่ใช่เพียงความผันผวนระยะสั้น แต่เป็นการหมดแรงขับเคลื่อนพื้นฐานที่เคยทำให้ไทยเติบโตได้ดีในอดีต “หากไม่เร่งปรับตัว ประเทศอาจเข้าสู่ภาวะชะงักงันถาวร”

    หากย้อนดูเศรษฐกิจไทยในอดีต จากในช่วงทศวรรษ 1990 ไทยเคยมีศักยภาพเติบโตสูงจนเกือบก้าวขึ้นเป็น “เสือตัวใหม่ของเอเชีย” เพราะมีปัจจัยพื้นฐาน 5 ปัจจัยที่เอื้อ แต่ปัจจัยเหล่านั้นวันนี้กลับเปลี่ยนจากแรงหนุนเป็นแรงถ่วง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

    ปัจจัยแรก โครงสร้างประชากร ในอดีตไทยมีประชากรวัยแรงงานจำนวนมาก อายุเฉลี่ยยังต่ำ เป็นพลังขับเคลื่อนการผลิต แต่ปัจจุบันไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว อายุมัธยฐานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แรงงานใหม่เข้าสู่ระบบน้อยลงอย่างน่ากังวล

    ปัจจัยที่สอง ทรัพยากรพลังงาน ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่งเคยเป็นพลังงานราคาถูกและเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรม กำลังร่อยหรอจนใกล้หมด ทำให้ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานมากขึ้น ทั้งจากเมียนมาและก๊าซ LNG จากตลาดโลก

    ปัจจัยที่สาม ภูมิรัฐศาสตร์ เดิมไทยได้เปรียบจากการเป็นประเทศสงบในช่วงที่เพื่อนบ้านเพิ่งพ้นสงคราม แต่ปัจจุบันโลกกลับเต็มไปด้วยความขัดแย้งของมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐกับจีน ทำให้การค้าโลกเข้าสู่ยุคกีดกันทางการค้าและความไม่แน่นอนสูง

    ปัจจัยที่สี่ ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติในอดีต เงินเยนแข็งค่าทำให้ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานผลิตมาไทย แต่วันนี้นักลงทุนมีทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจกว่า ทั้งเวียดนามและอินโดนีเซีย

    ปัจจัยสุดท้าย บริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนไป จากยุคการค้าเสรีที่สหรัฐเป็นผู้นำ สู่ยุคที่อเมริกาหันมาปกป้องตลาดตัวเอง ขณะที่จีนพัฒนาอุตสาหกรรมจนมีศักยภาพสูงกว่าไทยในหลายมิติ

    ไม่เพียงเท่านั้น “เศรษฐกิจไทย” ยังเผชิญกับปัจจัยฉุดรั้งถาโถมอย่างมากจากหลายปัจจัยที่ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งจาก ความเสี่ยงแรงงานและสังคมสูงวัย การลดลงของประชากรวัยแรงงาน ซึ่งเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจ

    โครงสร้างเช่นนี้หมายความว่า คนทำงานต้องแบกรับภาระการดูแลคนสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ขณะที่กำลังการผลิตของประเทศกลับลดลง
    ดังนั้น บนเงื่อนไขนี้ GDP ไทยอาจเติบโตได้เพียงปีละ 1% หรือต่ำกว่านั้น และไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนาประเทศ

    ไทยยังเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงานและต้นทุนเศรษฐกิจ เมื่อก๊าซในอ่าวไทยลดลง ไทยต้องนำเข้าก๊าซ LNG ปีละราว 8,000-9,000 ล้านดอลลาร์ยังไม่รวมพลังงานจากเมียนมาและไฟฟ้าพลังน้ำจากลาวเพื่อเสถียรภาพระบบไฟฟ้า

    หากไทยไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานต้นทุนต่ำ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานที่ได้มาฟรี ต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ และทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศที่มีทรัพยากรพลังงานของตนเอง

    นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากสงครามการค้าและความเสี่ยงจากสหรัฐยังสูงต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกมากกว่า 50% ของ GDP จึงเปราะบางอย่างยิ่งต่อความเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐ ซึ่งความเสี่ยงจากกำแพงภาษีที่รุนแรง

    วันนี้การส่งออกไปสหรัฐคิดเป็นถึง 20% ของการส่งออกทั้งหมด และไม่มีตลาดใดสามารถทดแทนได้ในระยะสั้น จีนเองก็ไม่ใช่คำตอบ เพราะไทยขาดดุลการค้ากับจีนมหาศาล ขณะที่เศรษฐกิจรัสเซียมีขนาดเล็กเกินไป”

    สิ่งที่น่าห่วงต่อเนื่อง คือกับดักหนี้และปัญหางบดุล ที่เราเผชิญมาต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเพราะแก้ไม่ถูกจุด การแก้ปัญหาหนี้ของไทยในอดีตแก้ผิดจุดโดยเน้นพักชำระหนี้ ซึ่งเป็นการจัดการด้านหนี้สิน แต่ไม่เคยแก้ปัญหาด้านสินทรัพย์

    ปัญหาคือสินทรัพย์ของคนไทยให้ผลตอบแทนต่ำ ไม่ก่อให้เกิดกระแสเงินสดเพียงพอในการชำระหนี้ ต่อให้พักหนี้กี่ครั้ง หากไม่เพิ่มรายได้หรือประสิทธิภาพสินทรัพย์ ปัญหาก็จะวนกลับมาเสมอ

    สัญญาณอันตรายอีกด้านคือเงินทุนไทยไหลออกสุทธิไปต่างประเทศปีละ 8,000-9,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนนักลงทุนมองเศรษฐกิจไทยไม่มีโอกาสที่น่าสนใจเพียงพอ

    ศุภวุฒิ ยังมองนโยบายการเงินและความเสี่ยงเงินฝืดยังเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่ใช่ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทย จากภาวะเงินเฟ้อต่ำหรือเริ่มใกล้เคียงกับคำว่าฝืด ทำให้ภาระหนี้จริงของประชาชนเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของไทยสูงกว่าสหรัฐและถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน ไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศเกินความจำเป็นกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ แต่กลับไม่ถูกนำไปใช้เชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างรายได้หรือเสริมอำนาจทางเศรษฐกิจในเวทีโลก

    ไม่เพียงเท่านั้น ประเทศไทยยังมีจุดอ่อนทางการเมืองและระบบราชการ โดยมองว่าปัญหาทางการเมือง ความไม่โปร่งใส และระบบราชการแบบไซโล ทำให้การปฏิรูปเศรษฐกิจทำได้ยาก ภาคเอกชนขาดความเชื่อมั่น และการพัฒนาทักษะแรงงานกระจัดกระจาย ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานจริง

    สุดท้ายแล้ว หากประเทศไทย “ไม่ปรับตัว”หากไทยยังคงเดินนโยบายแบบเดิม ระยะข้างหน้าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเรื่อยๆจาก 2-3% เหลือใกล้ 1% อุตสาหกรรมไทยจะแข่งขันกับจีนไม่ได้ และถูกกีดกันจากชาติตะวันตกมากขึ้น

    ในที่สุด ไทยอาจกลายเป็นประเทศที่ไม่มีบทบาท ไม่มีอำนาจต่อรอง และถูกลืมในเวทีเศรษฐกิจโลก!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1213350&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cUebupCQ6QU-GS1B3nu-S

  • ป.ป.ช.พิจิตร-แขวงทางหลวงชนบทพิจิตร ตรวจเร่งรัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจงานก่อสร้างถนนงบ 9.69 ล้านบาท | TOPNEWS

    ป.ป.ช.พิจิตร-แขวงทางหลวงชนบทพิจิตร ตรวจเร่งรัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจงานก่อสร้างถนนงบ 9.69 ล้านบาท | TOPNEWS

    วันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายวราพงษ์ อินต๊ะโมงค์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพิจิตร พร้อมด้วย นายปริญญา เอกศิริวรานนท์ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทพิจิตร, นายศุภวิชญ์ สกุลศักดิ์ ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการ แขวงทางหลวงชนบทพิจิตร และสมาชิกชมรม STRONG – จิตพอเพียงต้านทุจริตจังหวัดพิจิตร ลงพื้นที่ตรวจติดตามเร่งรัดการก่อสร้างถนน ซึ่งเป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจงานก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัลต์คอนกรีต งบประมาณค่าก่อสร้าง 9,691,000 บาท รหัสสายทาง พจ.2026 ชื่อสายทาง แยก ทล.11 – บ้านบ่อทราย อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ระยะเวลาสัญญาเริ่มต้น 1 ตุลาคม 2568 ถึง สิ้นสุด 2 กุมภาพันธ์ 2569

    จากการตรวจพบว่า งานการก่อสร้างโครงการดังกล่าวนี้แบ่งงวดงานเป็น 13 งวด ผู้รับจ้างทำงานส่งงานแล้ว 5 งวดคิดเป็นผผลงาน 64% ซึ่งจากการสอบถามปัญหาและอุปสรรคพบว่างานยังล่าช้ากว่าแผนงานประมาณ 10% เนื่องจากต้องมีการย้ายเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่จำนวน 26 ต้น รวมถึงต้องย้ายท่อประปาที่อยู่บริเวณไหล่ทาง

    ขณะนี้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว สำหรับถนนดังกล่าวเดิมเป็นถนนคอนกรีตที่ใช้งานมายาวนานกว่า 25 ปี ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา อีกทั้งบริเวณดังกล่าวเป็นย่านชุมชนมีรถใช้เส้นทางเป็นจำนวนมาก โดครงการนี้เป็นการดำเนินการปรับปรุงใหม่ด้วยการ ก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัลต์คอนกรีต ผิวจราจรกว้าง 6.00 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 1.50 เมตร (พร้อมระบบระบายน้ำ ทั้ง 2 ข้างทาง) ซึ่งจะทำให้ถนนมีขนาดกว้าง 9 เมตร มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น


    จากการตรวจงานของ ป.ป.ช.พิจิตร ไม่มีเรื่องร้องเรียนเรื่องการทุจริตแต่การตรวจครั้งนี้เพื่อเป็นการให้คำแนะนำและร่วมกันแก้ปัญหาอุปสรรคเพื่อให้ถนนเส้นนี้ใช้งานได้ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งจะมียานพาหนะใช้ถนนเส้นนี้กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้รับจ้างมีศักยภาพเพียงพอที่จะเร่งรัดงานในช่วง 7 วันนี้ เพื่อให้แล้วทันตามแผนที่กำหนดไว้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1432068&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KOXtPOoloSNe3vEtkbXaI

  • เมื่อสุขภาพคือความลักชัวรีแบบใหม่

    เมื่อสุขภาพคือความลักชัวรีแบบใหม่

    โดยงานวิจัย “ภูมิทัศน์การดูแลสุขภาพของคนไทย” ชี้ให้เห็นว่า Gen Z จัดเป็นกลุ่ม “ผู้ปรับตัวเร็ว” ที่เติบโตมากับโลกดิจิทัลและเปิดรับเทรนด์ใหม่ก่อนใคร นิยมค้นหาข้อมูลสุขภาพผ่านโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลัก ในด้านการบริโภค แม้กำลังซื้อยังไม่สูง โดยมีค่าใช้จ่ายด้านอาหารสุขภาพเฉลี่ย 262 บาทต่อมื้อ และค่าใช้จ่ายด้านวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเฉลี่ย 2,592 บาทต่อเดือน แต่ก็สะท้อนแนวโน้มความสนใจในการลงทุนเพื่อสุขภาพ ด้านการออกกำลังกาย นิยมกิจกรรมที่ใช้พลังงานสูง โดยเลือกวิ่งมากที่สุด มีแรงจูงใจมาจากต้องการมีสุขภาพแข็งแรงและภาพลักษณ์ที่ดี แต่มีความสม่ำเสมอต่ำกว่าเจเนอเรชันอื่น โดยมีเพียง 61.99% ที่ออกกำลังกายอย่างน้อย 3-4 วันต่อสัปดาห์ ในด้านการดูแลสุขภาพจิต Gen Z 33.83% นิยมผ่อนคลายผ่านงานอดิเรกและกิจกรรมพักใจมากที่สุด

    Gen Y มีบทบาทเป็น “นักลงทุนในสุขภาพของตนเองอย่างสมดุล” และเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงที่สุด โดยมีพฤติกรรมการหาข้อมูลสุขภาพผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลักเช่นเดียวกับ Gen Z ด้านการบริโภค พบว่า Gen Y ใช้จ่ายด้านวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูงถึง 4,608 บาทต่อเดือน และมีค่าใช้จ่ายด้านอาหารสุขภาพสูงสุดเมื่อเทียบกับเจเนอเรชันอื่น เฉลี่ย 320 บาทต่อมื้อ ด้านการออกกำลังกาย จัดเป็นกลุ่มที่มีวินัยสูง โดย 81.99% ของ Gen Y ออกกำลังกายอย่างน้อย 3-4 วันต่อสัปดาห์ มีแรงจูงใจสำคัญมาจากต้องการมีสุขภาพแข็งแรง และเป็นเจเนอเรชันที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคมากที่สุด ด้านการดูแลสุขภาพจิต กิจกรรมหลักของ Gen Y ส่วนใหญ่ 32.50% เป็นงานอดิเรกและการพักผ่อนจิตใจ

    ส่วน Gen X ถูกนิยามให้เป็น “ผู้รักษาสมดุลสุขภาพ” ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน และมีความเชื่อมั่นในข้อมูลสุขภาพจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น คลินิกหรือโรงพยาบาล มากกว่าช่องทางดิจิทัล ในด้านการบริโภค Gen X เป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายด้านวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูงที่สุด เฉลี่ย 4,846 บาทต่อเดือน และมีค่าใช้จ่ายด้านอาหารสุขภาพเฉลี่ย 297 บาทต่อมื้อ ด้านการออกกำลังกายเป็นกลุ่มที่มีระเบียบวินัยสูงสุด โดย 91.34% ออกกำลังกายอย่างน้อย 3-4 วันต่อสัปดาห์ และนิยมเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับร่างกายในระยะยาวอย่างการเดินหรือเดินเร็ว ด้านสุขภาพจิต Gen X ส่วนใหญ่ 32.46% ให้ความสำคัญกับกิจกรรมทางศาสนามากที่สุด และยินดีจ่ายเพื่อกิจกรรมสร้างความสงบทางจิตสูงสุด เฉลี่ย 13,993 บาทต่อครั้ง

    เมื่อมองลึกลงไปในแต่ละเจเนอเรชัน จะเห็นโอกาสทางธุรกิจที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z แม้ยังไม่ใช่กำลังซื้อหลัก แต่ก็เป็นกลุ่มที่เปิดรับและกล้าทดลองสินค้าและบริการด้านสุขภาพใหม่ๆ ได้เร็ว ส่วน Gen Y ข้อมูลชี้ชัดว่ากลุ่มนี้มีความพร้อมและมีกำลังจ่ายสูงจึงเป็น “Sweet Spot” หรือกลุ่มทองคำ ของธุรกิจที่ต้องการพัฒนาแพ็กเกจสุขภาพเชิงประสบการณ์ แบรนด์ที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างสรรค์เนื้อหาเพื่อสื่อสารได้อย่างที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกับคุณค่าด้านความยั่งยืน มีโอกาสครองใจกลุ่มนี้ ขณะที่ Gen X ก็เป็นกลุ่มที่พร้อมใช้และพร้อมจ่ายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะบริการ Longevity Center, Longevity Retreat และ Longevity Residence เหมาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่เน้นบริการเชิงลึกและเชื่อถือได้.

    รุ่งนภา สารพิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/919272/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SJV8FCMhBMr5U2IMIxXRc

  • เมียนมาจะก้าวสู่บทใหม่หลังการเลือกตั้ง

    เมียนมาจะก้าวสู่บทใหม่หลังการเลือกตั้ง

    เมียนมาจะก้าวสู่บทใหม่หลังการเลือกตั้ง พลเอกอาวุโส  มิน ออง ไลง์ รักษาการประธานธิบดีเมียนมา ได้พบกับสมาชิกและครอบครัวของกองทัพ โดยได้กล่าวว่าขอให้เข้าใจบทบาทของกองทัพในทางการเมืองเมียนมา เพื่อรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของเมียนมา ซึ่งเมียนมาจะดำเนินการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในปลายปีนี้ (28 ธ.ค. 68)  และต้นปีหน้าช่วงเดือน ม.ค. 69 โดยการเลือกตั้งเป็นสิ่งสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ที่ผ่านมารัฐบาลเมียนมาได้เตรียมการที่จำเป็น ได้สำรวจสำมะโนประชากรและครัวเรือนในปี 2567 เพื่อให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งประชาธิปไตย แบบหลายพรรคจะสามารถดำเนินการได้สำเร็จ ขอให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งและเลือกผู้สมัครที่มีความสามารถและตั้งใจทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ขอให้เลือกผู้สมัครที่มีมุมมองด้านการเมือง การบริหาร เศรษฐกิจ ความมั่นคง และหลักนิติธรรม รวมทั้งเป็นผู้ที่สามารถร่วมมือกับกองทัพเพื่อรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของเมียนมา โดยเมียนมา จะก้าวสู่บทใหม่ภายหลังการเลือกตั้ง ขอให้ทุกคนร่วมมือกันและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศชาติ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การเกษตร สังคม และเรื่องต่างๆ ต่อไป

    ผลกระทบ/โอกาส การเลือกตั้งในเมียนมาที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็น“โอกาสที่ดี” ต่อประเทศเมียนมา ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์และการยอมรับกับประเทศต่างๆ ที่ดีมากขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชนและทุกภาคส่วน รวมทั้งการยอมรับจากคนเมียนมาและประเทศต่างๆ ด้วย โดยหวังว่าการเลือกตั้งเมียนมาจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เมียนมาเปลี่ยนผ่านทางการเมืองสู่ระบอบประชาธิปไตและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพในเมียนมา รวมทั้ง หวังว่าหลังจากเลือกตั้งแล้ว เมียนมาจะมีการปรับนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และเรื่องต่างๆ ผ่อนคลายมากขึ้น ให้เป็นกลไกตลาดมากขึ้นตามลำดับหรือตามความเหมาะสมต่อไป

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งเมียนมาที่จะเกิดขึ้น และเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งหากการเมืองเมียนมาเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย มีเสถียรภาพและได้รับการยอมรับมากขึ้น รวมทั้งหากผ่อนคลายนโยบายหรือมาตรการทางเศรษฐกิจมากขึ้น ก็จะส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและประเทศต่างๆ โดย สคต.ย่างกุ้ง ยินดีสนับสนุนธุรกิจไทยคว้าโอกาสและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมาต่อไป

    ********************************************

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง

    นสพ.Global New Light of Myanmar

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/bxw2egsu9w62x03q9te03pgd&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E0XMepi3TVfVLXmA4mQha

  • วิกฤติเศรษฐกิจเยอรมันกำลังเลวร้ายลง

    วิกฤติเศรษฐกิจเยอรมันกำลังเลวร้ายลง

    ดัชนีตลาดหุ้นเยอรมัน (DAX) เกือบแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และในปีนี้ราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นฯ 40 แห่ง ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเพิ่มขึ้น 19% ประเด็นเหล่านี้ได้สร้างความหวังต่อภาคธุรกิจเยอรมันและผู้ถือหุ้น แต่จริง ๆ แล้วเป็นแค่ภาพลวงตาเท่านั้น เพราะรายได้ที่เกิดขึ้นจริงถึง 4 ใน 5 ของบริษัทดังกล่าวเกิดขึ้นในต่างประเทศ ดังนั้น การขยายตัวของพวกเขาจึงไม่ได้สะท้อนถึงสถานะที่แท้จริงของภาวะเศรษฐกิจในเยอรมนี สำหรับ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยยังคงดำเนินต่อไปไม่หยุดในตลาดภายในประเทศ โดยสะท้อนจากข้อมูลของสำนักข่าว Handelsblatt ที่ระบุว่า ในไตรมาสที่ 3 รายได้ของภาคอุตสาหกรรมในเยอรมนีลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือ 5.25 แสนล้านยูโร โดยกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์มีรายได้ลดลงมากที่สุด ซึ่งลดลง 3.2% (ถือว่า ลดลงมากเมื่อเทียบกับภาคส่วนอุตสาหกรรมโดยรวม) เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ของปี 2022 รายได้ของบริษัทต่าง ๆ ลดลง 6.2% และนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2023 เป็นต้นมา ในทุกไตรมาสรายได้ของภาคอุตสาหกรรมเยอรมันลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยแบบสำรวจนี้อิงจากข้อมูลดิบของสำนักงานสถิติประจำประเทศเยอรมนี (Statistisches Bundesamt) ซึ่งได้รับการวิเคราะห์โดยบริษัท EY บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ โดยการวิเคราะห์นี้มุ่งเน้นไปที่บริษัทที่มีพนักงานขั้นต่ำ 50 คน ซึ่งในเยอรมนีคิดเป็น 22,000 บริษัท (โดยประมาณ) ด้านนาย Jan Brorhilker สมาชิกคณะกรรมการบริหารของบริษัทที่ปรึกษา EY กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในภาคอุตสาหกรรมยังคงดำเนินต่อไป และยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว” ซึ่งสาเหตุของวิกฤตมีหลายสาเหตุ เช่น (1) ความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอเรื้อรัง (2) การขาดแคลนการลงทุน (3) ราคาพลังงานที่สูงขึ้น (4) ต้นทุนแรงงานที่ไม่ใช่ค่าจ้าง (Non-Wage Labour Costs) (5) อุปสรรคทางการค้าเนื่องจากภาษีศุลกากร และ (6) การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น สาเหตุเหล่านี้สร้างแรงกดดันให้กับภาคเอกชนอย่างหนัก นาย Brorhilker มองว่า โครงการลงทุน 500 พันล้านยูโร ของรัฐบาลกลางอาจจะไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด “ความหวังที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในระยะสั้นนั้นริบหรี่ลงเรื่อย ๆ” อีกทั้ง วิกฤตการณ์เศรษฐกิจเริ่มเลวร้ายลงไปอีก เนื่องจากตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดของบริษัทเยอรมันอย่างตลาอสหรัฐฯ ได้ทยอยหายไป หลังจากที่ในไตรมาสที่ 2 การส่งออกของเยอรมนีไปยังสหรัฐฯ ได้ลดลงไปแล้ว 10% ซึ่งการส่งออกที่ลดลงนี้ได้ขยายเป็น 16% ในไตรมาสที่ 3 สาเหตุหลักมาจากการเรียกเก็บภาษีนำเข้าภายใต้นโยบายของนาย Donald Trump ซึ่งภาษีนำเข้าปัจจุบันโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 15% สำหรับสินค้าจากสหภาพยุโรป (EU) และคาดการณ์ว่า จะลดลงเหลือระหว่าง 2.5  5% ในอนาคต โดยตั้งแต่ปี 2024 ภาษีในสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นทำให้ราคาสินค้าเยอรมันมีราคาสูงขึ้น ซึ่งทำให้สินค้าเหล่านี้ลดกำลังในการแข่งขันลง

    มีการลดจำนวนพนักงานในแทบทุกอุตสาหกราม ยกเว้นอุตสาหกรรมอาหาร – ปัญหาต่าง ๆ ได้ทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อยอดขายในจีนก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน เพราะจีนเป็นตลาดที่สำคัญเป็นอันดับสองสำหรับบริษัทเยอรมัน โดยในไตรมาสที่ 3 การส่งออกไปจีนลดลง 8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปัจจุบันจีนตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 8 ของตลาดส่งออกของเยอรมนี ในขณะที่เมื่อ 5 ปีก่อน จีนยังคงเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญเป็นอันดับ 2 ของเยอรมนี ภาคเอกชนกำลังตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจด้วยการลดจำนวนพนักงาน โดยตัวเลข ณ วันที่ 30 กันยายน 2025 จำนวนพนักงานในภาคอุตสาหกรรมลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับช่วง 12 เดือนก่อนหน้า ซึ่งภายในหนึ่งปีคำนวณเป็นจำนวนตำแหน่งงานที่หายไปรวมกันมากถึง 120,300 ตำแหน่ง โดยนับตั้งแต่ปี 2019 หรือเป็นช่วงก่อนการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรน่า จำนวนพนักงานสุทธิลดลง 271,700 คน หรือลดลง 4.8% ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจำนวนตำแหน่งงานในภาคอุตสาหกรรมหายไปเกือบ 1 ใน 20 ตำแหน่ง โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วปริมาณการจ้างงานลดลง 6.3% ซึ่งเป็นการลดลงที่รุนแรงกว่าภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดยมีจำนวนตำแหน่งงานหายไปกว่า 48,800 ตำแหน่ง และเมื่อเทียบกับปี 2019 จำนวนตำแหน่งงานลดลง 112,000 ตำแหน่ง หรือคิดเป็น 13% หมายความว่า ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาเกือบ1 ใน 7 ของตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนีหายไป นอกเหนือจากอุตสาหกรรมอาหารซึ่งเป็นเพียงอุตสาหกรรมเดียวที่มีจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้น 1.8% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เพิ่มขึ่นเป็น 510,500 คน ในไตรมาสที่ 3 แต่ในภาคส่วนอุตสาหกรรมอื่น ๆ ประสบกับตำแหน่งงานภาวะลดลงทุกภาค (1) อุตสาหกรรมยานยนต์ : ลดลง 6.3% – ปัจจุบันมีพนักงาน 721,400 คน (2) อุตสาหกรรมการผลิตและการแปรรูปโลหะ : ลดลง 5.4% – ปัจจุบันมีพนักงาน 215,400 คน (3) อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์ประมวลผลข้อมูล ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมเลนส์ : ลดลง 3.0% – ปัจจุบันมีพนักงาน 310,300 คน (4) อุตสาหกรรมพลาสติก : ลดลง 2.6% – ปัจจุบันมีพนักงาน 321,400 คน (5) อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ : ลดลง 2.5% – ปัจจุบันมีพนักงาน 491,500 คน (6) อุตสาหกรรมวิศวกรรมเครื่องกล : ลดลง 2.2% – ปัจจุบันมีพนักงาน 934,200 คน (7) อุตสาหกรรมเคมี : ลดลง 1.2% – ปัจจุบันมีพนักงาน 323,600 คน โดยนาย Brorhilker กล่าวว่า การลดจำนวนพนักงานในอุตสาหกรรมของเยอรมนียังไม่มีแนวโน้มที่จะสิ้นสุดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ (1) กำไรที่ลดลง (2) กำลังการผลิตที่มากเกินไป (3) อุปสรรคทางการค้า และ (4) ตลาดต่างประเทศที่อ่อนแอลง ทำให้การลดต้นทุนอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นต่อไป โดยเฉพาะในเยอรมนี ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์กลางสำนักงานบริหาร และแผนกวิจัยและพัฒนา ผู้ผลิตยานยนต์หลายแห่งได้เริ่มโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด และแพ็คเกจค่าชดเชยหากพนักงานลาออกก่อนเวลา โดยผลกระทบจากโครงการเหล่านี้จะปรากฏให้เห็นในสถิติการจ้างงานในระยะยาวเท่านั้น ภายในปี 2030 บริษัท Volkswagen เพียงบริษัทเดียววางแผนที่จะลดจำนวนการจ้างงาน 35,000 ตำแหน่ง ในโรงงาน 10 แห่ง ในเยอรมนี ภายในปี 2030 บริษัท Bosch ตั้งใจที่จะลดจำนวนพนักงานในแผนกธุรกิจยานยนต์ในโรงงานในเยอรมนีลง 22,000 ตำแหน่ง แม้แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายเล็กอย่าง Mahle เองก็วางแผนที่จะลดตำแหน่งงานลงถึง 1,000 ตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม แม้ว่า อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศจะเฟื่องฟู และในสายการผลิต (ของยานยนต์กับของการป้องกันประเทศ) จะมีคุณสมบัติที่ซ้ำซ้อนกันอยู่บ้าง แต่ความต้องการบุคลากรก็ยังไม่สูงมากพอที่จะชดเชยปริมาณการจ้างงานที่ลดลงได้ ความหวังที่ภาควิศวกรรมเครื่องกลจะพลิกฟื้นคืนชีพนั้นน้อยมาก จากข้อมูลจากรายงานล่าสุดของบริษัทตรวจสอบบัญชี PwC ก่อนช่วงฤดูร้อนแจ้งให้ทราบว่า มีเพียงผู้บริหาร 1 ใน 4 ที่คนมองสถานการณ์พัฒนาเศรษฐกิจของเยอรมนีในอีกสิบสองเดือนข้างหน้าเชิงบวก แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือเพียงหนึ่งในห้าเท่านั้น แรงกดดันด้านต้นทุนที่สูงขึ้น และความต้องการสินค้าที่อ่อนแอลง กำลังสร้างปัญหาให้กับอุตสาหกรรมวิศวกรรมเครื่องกลหลายแห่ง ในไตรมาสที่สามอัตราการใช้กำลังการผลิตโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 80.8% ซึ่งเรียกได้ว่า ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโคโรนาหนักที่สุด จากผลสำรวจล่าสุดของสถาบันเศรษฐศาสตร์เยอรมนี (IW – das Institut der deutschen Wirtschaft) พบว่า ในปีหน้าบริษัทเยอรมัน 1 ใน 3 วางแผนที่จะลดจำนวนพนักงาน โดย 36% ของบริษัทที่ตอบแบบสำรวจตั้งใจที่จะลดตำแหน่งงานในปีหน้า และในภาคการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 41% แนวโน้มการพัฒนาเชิงลบนี้ได้รับการยืนยันจากดัชนีชี้ตรวจวัดปริมาณการจ้างงานของสถาบันเพื่อการวิจัยทางเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัยมิวนิค (Ifo – Institut für Wirtschaftsforschung an der Universität München) ซึ่งลดลงหนึ่งจุดเหลือ 92.5 จุด ดัชนีชี้อิงจากการสำรวจบริษัทมากกว่า 9,000 แห่ง โดยครั้งสุดท้ายที่ตัวเลขดัชนีดังกล่าวต่ำเช่นนี้คือ มากกว่าห้าปีที่แล้ว และอยู่ในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสไวรัสโคโรนานั้นเอง นาย Klaus Wohlrabe หัวหน้าฝ่ายสำรวจของ Ifo กล่าวว่า หลายบริษัทยังคงลดจำนวนพนักงานอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเศรษฐกิจที่ซบเซา ตลาดแรงงานจึงยังคงความอ่อนแอต่อไปเนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ภาคเอกชนจำนวนมากขึ้นกำลังพิจารณาที่จะย้ายฐานการผลิตทั้งหมด หรือบางส่วนออกจากเยอรมนี นี่คือผลการสำรวจล่าสุดที่จัดทำโดยบริษัทตรวจสอบบัญชี Deloitte และสหพันธ์อุตสาหกรรมเยอรมนี (BDI – Bundesverband der Deutschen Industrie) จากการสำรวจกลุ่มผู้บริหารธุรกิจที่เกี่ยวของในห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิตจำนวน 148 คน พบว่า 68% ของบริษัทอุตสาหกรรมที่ตอบแบบสอบถามชี้แจงว่า พวกเขามีแผนที่จะย้ายฐานการผลิตทั้งหมด หรือบางส่วนภายใน 2 – 3 ปีข้างหน้าเนื่องจากประสบปัญหาจากภาษีนำเข้า โดยภูมิภาคเป้าหมายที่สำคัญที่สุดนอกยุโรปคือ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นชื่อประเทศถูกกล่าวถึงบ่อยกว่าการสำรวจครั้งก่อน ๆ มาก โดย 26% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า พวกเขาวางแผนที่จะย้ายฐานการผลิตไปที่นั่น นาย Wolfgang Niedermark สมาชิกคณะกรรมการบริหารของ BDI แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการสำรวจดังกล่าวว่า รัฐบาลเยอรมันต้องเร่งดำเนินการอย่างเด็ดขาด และเร็วขึ้น วิธีนี้เท่านั้นจึงจะสามารถลดความเสียเปรียบด้านการแข่งขันได้ ตัวอย่างเช่นบริษัท BASF ผู้ผลิตสารเคมีรายใหญ่ที่สุดของยุโรปได้ลดการผลิตสารเคมีพื้นฐานซึ่งเป็นการผลิตที่ใช้พลังงานสูงเป็นพิเศษในโรงงานหลักในเมือง Ludwigshafen และปิดโรงงานย่อยบางแห่งไปเรียบร้อยแล้ว ในทางกลับกัน BASF ก็เพิ่มการลงทุนนอกยุโรป เช่น ในประเทศจีน และสหรัฐอเมริกา ขึ้นแทน นาย Wolfgang Große Entrup ซีอีโอของสมาคมอุตสาหกรรมเคมี (VCI – Verband der chemischen Industrie) รายงานเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า อัตราการใช้กำลัง การผลิตเฉลี่ยของภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 70% ซึ่งหมายความว่า โรงงานต่าง ๆ กำลังดำเนินการผลิตต่ำกว่าจุดคุ้มทุนมาก เนื่องจากในปัจจุบันสารเคมีจากจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตสารเคมีรายใหญ่ที่สุดในโลกไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้อีกต่อไป เนื่องจากพวกเขาประสบปัญหาภาษีศุลกากรเช่นกัน ทำให้สินค้าของผู้ผลิตชาวจีนจำนวนมากทะลักเข้ามาในตลาดยุโรป นอกจากนี้ประเทศเยอรมนียังเป็น “ประเทศที่มีต้นทุนในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value added) ทางอุตสาหกรรมสูงที่สุดของโลกตะวันตก” ยกตัวอย่างเช่นในปัจจุบันค่าไฟฟ้าในสหรัฐฯ ถูกกว่าในเยอรมนีประมาณ 1 ใน 4 นี่ก็เป็นสาเหตุให้ภาคเอกชนต้องการที่จะย้ายฐานการผลิตเช่นกัน

    ตลาดเดียวของยุโรป (European Single Market) ปัจจัยหลักที่สามารถสร้างเสถียรให้เยอรมนีได้– ในทางตรงกันข้ามมีการพัฒนาการเชิงบวกในตลาดสำคัญ ๆ ใน EUจากข้อมูลของ EY Industry Barometer ในไตรมาสที่ 3 การส่งออกของภาคอุตสาหกรรมเยอรมันไปยังประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน) เพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว การส่งออกไปยังฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น 6% และส่งออกไปยังเนเธอร์แลนด์เพิ่มขึ้น 8% การที่ห่วงโซ่อุปทานที่สั้นลง และเหนือสิ่งอื่นใด การค้าปลอดภาษีภายใน EU ส่งผลดีต่อบริษัทที่มุ่งเน้นการส่งออก นอกจากนี้ ประเทศและบริษัทในยุโรปยังลงทุนอย่างหนักในด้าน (1) ดิจิทัล (2) ระบบอัตโนมัติ และ (3) เทคโนโลยีสีเขียว นโยบาย “Green Deal” ของ EU กำลังเพิ่มความต้องการสินค้าให้กับภาคอุตสาหกรรมหลัก (Key Industry) ของเยอรมนี เช่น วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมไฟฟ้า และเทคโนโลยีพลังงาน นอกจากนี้ กรอบการประกอบธุรกิจทั่วไปก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเช่นกัน ธนาคารกลางยุโรปได้ลดอัตราดอกเบี้ยหลักลงแปดครั้งนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2024 จาก 4% เหลือ 2% ซึ่งทำให้เอกชน และประเทศที่มีหนี้สินสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อการลงทุนใหม่ได้ง่ายขึ้น นาย Brorhilker ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมของ EY กล่าวว่า การที่อุตสาหกรรมของเยอรมันมีความเป็นสากลสูง และมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่แข็งแกร่งกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรป ถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรมเยอรมันบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลก เช่น บริษัทที่จดทะเบียนใน DAX กำลังใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบนี้อย่างเต็มที่ แม้ว่าเยอรมนีจะอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) และภาวะเศรษฐกิจไม่เติบโต (Stagnation) ตลอดสามปีที่ผ่านมา แต่บริษัทส่วนใหญ่ก็ยังคงทำกำไรได้ดี จากการเปิดเผยงบการเงินเก้าเดือน และประมาณการเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ สำนักข่าว Handelsblatt คาดการณ์ว่า บริษัท 40 บริษัทหลักที่เป็นผู้กำหนดค่าดัชนี DAX จะมีกำไรสุทธิ 115 พันล้านยูโร ในปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งต่ำกว่าปีที่ทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2021 เพียง 7% เท่านั้น

    จาก Handelsblatt 22 ธันวาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ooc5i8meq59j2besrer3tz5u&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F5RkQX-rQoU8LweOYxxNk

  • เปิด 5 แกนฟื้นเศรษฐกิจไทย หอการค้าชงสมุดปกขาว 2568 ถึงรัฐบาล

    เปิด 5 แกนฟื้นเศรษฐกิจไทย หอการค้าชงสมุดปกขาว 2568 ถึงรัฐบาล

    เสียงจากเอกชนถึงรัฐบาล เปิดสาระสำคัญ สมุดปกขาว 2568 หอการค้าไทย ชงข้อเสนอ 5 แกนหลักรีเซ็ตเศรษฐกิจไทย ดึงลงทุน–ยกระดับแข่งขัน

    หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยนำเสนอสมุดปกขาว 2568 ต่อรัฐบาล เสนอแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย เสริมความสามารถการแข่งขัน พัฒนาความยั่งยืน และขับเคลื่อนศักยภาพการค้า การลงทุน และ SMEs ทั่วประเทศ

    โดยกำหนดการนำเสนอสมุดปกขาว หอการค้าไทย ปี 2568 ต่อ คณะรัฐบาลปัจจุบัน ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    การมอบสมุดปกขาวในช่วงเวลานี้มีความหมายยิ่งใหญ่ ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน แต่ยังสะท้อนถึงความยืนหยัดและความมุ่งมั่นของภาคธุรกิจไทยที่พร้อมเดินหน้าร่วมกับรัฐบาล เพื่อฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวผ่านทุกความท้าทาย ทั้งจากภัยพิบัติธรรมชาติและความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก

    สมุดปกขาว คืออะไร? เข้าใจความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในยุคใหม่

    สมุดปกขาวคือเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญที่รวบรวมเสียงของภาคเอกชนทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนต่อรัฐบาล โดยสะท้อนเจตนารมณ์ของหอการค้าไทยในการ”ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ” เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและทั่วถึงในทุกภูมิภาค การมอบสมุดปกขาวในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศถือเป็นธรรมเนียมประจำปีที่มีความสำคัญ โดยรวบรวมข้อเสนอจากผู้ประกอบการและถ่ายทอดสู่รัฐบาลอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ 

    ไฮไลต์ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หอการค้าไทยได้สรุปข้อเสนอเชิงนโยบาย ภายใต้บทบาท “คลังสมองเอกชน” โดยการระดมความคิดเห็นอย่างเป็นระบบจากคณะกรรมการและที่ปรึกษาภายใต้โครงสร้างของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จำนวน 36 คณะกรรมการ ครอบคลุม 10 สายงานหลัก ได้แก่ การค้า–การลงทุน, เกษตร–อาหาร, ท่องเที่ยวและบริการ, AI & Technology, Sustainability, พัฒนาเครือข่ายหอการค้า, โครงสร้างเศรษฐกิจ, กฎหมาย, พัฒนาสังคมและจรรยาบรรณ และ SMEs 

    เปิด 5 แกนฟื้นเศรษฐกิจไทย หอการค้าชงสมุดปกขาว 2568 ถึงรัฐบาล

    โดยคณะกรรมการทุกชุดได้ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ เศรษฐกิจและความต้องการของภาคธุรกิจในทุกมิติ ภายใต้กรอบข้อเสนอ 5 Core Values ซึ่งครอบคลุมทั้งนโยบายระดับประเทศ

    และแนวทางขับเคลื่อนในระดับภูมิภาค เพื่อให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงจากฐานราก เชื่อมต่อสู่เวทีเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน ดังนี้

    1. ด้านการค้าและการลงทุน (Trade & Investment) มุ่งยกระดับศักยภาพการค้าการลงทุนของประเทศผ่านการเร่งให้สัตยาบัน FTA (ไทย–ศรีลังกา, ไทย–EFTA) และการสมัครเข้าร่วม OECD พร้อมปรับโครงสร้างกฎหมาย เปิดเสรีโลจิสติกส์ ทบทวน พ.ร.บ.ธุรกิจคน ต่างด้าว และจัดตั้งหน่วย Fast Track Reform (Guillotine Unit) เพื่อรื้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค

    ขณะเดียวกันสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ชีวภาพ (Bioplastics) และพลังงานสะอาด ด้านแรงงาน เสนอระบบค่าจ้างตามทักษะ (Pay-by-Skills) ร่วมกับการยกระดับทักษะ แรงงาน (Up/Reskill) จัดตั้งศูนย์บริการแรงงานเบ็ดเสร็จ และคณะกรรมการร่วมรัฐ–เอกชนด้านแรงงาน (กรอ.แรงงาน)

    ส่วนด้านค้าปลีก เสนอขยายโครงการ Easy e-Receipt เฟส 2 จัดตั้งเขตปลอดภาษีในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก คืน VAT ทันทีแก่นักท่องเที่ยว และตั้งศูนย์ One Stop Service อำนวยความสะดวกผู้ค้าปลีก

    2. ด้านเกษตรและอาหาร (Agriculture & Food) เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร (Value-Based Agriculture) ผ่านการผลักดัน Product Champions ในสินค้าหลัก เช่น ข้าว ยาง ปาล์ม ไก่ หมู กุ้ง และพืชสมุนไพร พร้อมสนับสนุนการแปรรูป การพัฒนาพันธุ์ด้วยเทคโนโลยี Gene Editing และส่งเสริมสินค้า GI–Future Food

    แผนยุทธศาสตร์มหานครผลไม้เมืองร้อนของประเทศไทย ขับเคลื่อนสู่ศูนย์กลางการค้าและความรู้ผลไม้เมืองร้อนโลก รวมถึงพัฒนาโครงสร้างฐานราก เช่น ระบบน้ำ ที่ดิน ฐานข้อมูลเกษตรกร และศูนย์ประสานงานสินค้าเกษตรและอาหาร (AFC) ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลตลาด

    นอกจากนี้ยังยกระดับอุตสาหกรรมประมง ด้วยการลดภาษีวัตถุดิบ การพัฒนาแรงงานตามมาตรฐานสากล (GLP) และเร่งปลดล็อกข้อจำกัดการส่งออก

    3. ด้านการท่องเที่ยวและบริการ (Tourism & Services) เสนอเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและสุขภาพระดับโลก (Global Wellness & Tourism Hub) โดยผลักดันการใช้แนวคิด “Happy Model” เป็นกรอบพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูง มุ่งยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นผ่านโครงการ Trusted Thailand ใช้มาตรการภาษีและการเงินกระตุ้นการท่องเที่ยวหักลดหย่อนภาษีสูงสุด 15,000 บาท และหักภาษี 3 เท่าสำหรับการจัดอบรมต่างจังหวัด)

    พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์ม TAGTHAi ให้เป็น National Digital Tourism Utility เชื่อมโยงข้อมูลเมืองหลักและเมืองรอง เสริมเส้นทาง ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและทางทะเล (Wellness & Cruise Tourism) รวมถึงจัดสรร Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SME และ Startup ด้านท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

    4. ด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Digital & AI with Innovation) ผลักดันเศรษฐกิจ Digital–Green Economy ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนเศรษฐกิจดิจิทัลต่อ GDP จาก 23.9% เป็น 35% ภายในปี 2579 และสร้างงานคุณภาพกว่า 2 ล้านตำแหน่ง

    เสนอจัดตั้งศูนย์บัญชาการเศรษฐกิจดิจิทัล (DECC) พร้อมกองทุน Digital–Green Infrastructure เพื่อสนับสนุนการลงทุนใน AI, Cloud, Data Center และพลังงานสะอาด

    พัฒนาโครงการ Thailand AI Ready ยกระดับทักษะประชาชนกว่า 5 ล้านคน และ ออกมาตรการ Digital Visa ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เสริมด้วย Digital Voucher สำหรับ SME และกรอบกฎหมายใหม่ว่าด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล–กรีน พร้อมมาตรฐาน AI Ethics และ Data Governance การส่งเสริมโครงการพลิกโฉมธุรกิจ สู่ Smart Business ด้วย Automation and Robotics 

    5. ด้านความยั่งยืน (Sustainability) เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยเสนอร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาด จัดตั้ง “กองทุนอากาศสะอาด” ลดการเผาในภาคเกษตรด้วยระบบ Traceability ส่งเสริมมาตรฐานการออกแบบบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล การใช้วัสดุหมุนเวียน และแรงจูงใจทางภาษีสำหรับ Green Innovation พร้อมผลักดันตลาดไฟฟ้าเสรี (Open Electricity Market) และขยายความรับผิดชอบผู้ผลิต (EPR) ไปยังอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง และการสนับสนุนโครงการ Platform ซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Neutrality 4 ALL) 

    ข้อเสนอทั้งหมดนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของหอการค้าไทยในการ “ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ” เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึงในทุกภูมิภาค 

    โดยการมอบสมุดปกขาวในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ถือเป็นธรรมเนียมสำคัญประจำปี ที่หอการค้าไทยจัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคเอกชนทั่วประเทศ ถ่ายทอดเสียงของผู้ประกอบการสู่รัฐบาลอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ สมุดปกขาวฉบับนี้จึงมิได้เป็นเพียงเอกสารข้อเสนอ แต่คือ “แผนที่เศรษฐกิจภาคเอกชนของไทย” ที่สะท้อนพลังของความร่วมมือและความมุ่งมั่นของเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เข้มแข็งและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/735353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37zjs8z3VFbA5dtY4oLFcb

  • มุมมองนักบริหาร : เมื่อเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ธปท.ต้องปรับบทบาท…สิ่งที่ต้องทำคือยื่นมือเข้าไปร่วมแก้ไข

    มุมมองนักบริหาร : เมื่อเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ธปท.ต้องปรับบทบาท…สิ่งที่ต้องทำคือยื่นมือเข้าไปร่วมแก้ไข

    วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ** นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Driving Thailand Toward Sustainable Wealth : เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยเพื่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน” ในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี “Thailand Next Move 2026 : Wealth Creation ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน” จัดโดย วารสารการเงินธนาคาร

    นายวิทัย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในยุคของอัตราการเติบโตที่ลดต่ำลง จนกลายเป็น New Normal ซึ่งเป็นการเติบโตที่ช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากหลายปัญหาในเชิงโครงสร้าง อาทิ ปัญหาด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัญหาด้านผลิตภาพการผลิต (Productivity) ปัญหาเรื่องแรงงาน ปัญหาสังคมสูงวัยที่ส่งผลทำให้กำลังซื้อลดลง ปัญหาด้านการศึกษา รวมถึงปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง ฯลฯ ขณะเดียวกันประเทศไทยขาดการลงทุนมานาน โดยอาศัยการเติบโตจากอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเก่า อาศัยการเติบโตจากบุญเก่า นี่จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถเติบโตได้ตามศักยภาพ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำสูง ดังนั้นแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง และนโยบายการเงิน การจะทำให้เศรษฐกิจโตถึงศักยภาพในปัจจุบันที่ 2.7% จึงยังไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่

    “ธปท.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะเติบโตที่ประมาณ 2.2% แต่คาดการณ์การเติบโตในปี 2569 ได้ถูกปรับลดลงเหลือเพียง 1.5% และคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในปี 2570 ที่ 2.3% แต่ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยเหลือเพียงประมาณ 2.7% หากประเทศไทยไม่มีการลงทุนใหม่หรือขยายศักยภาพ อัตราการเติบโตสูงสุดที่จะเจออาจจะไม่เกินระดับนี้ ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง”

    ทั้งนี้ปัญหาที่ฉุดรั้งการเติบโตเศรษฐกิจไทยนั้นมีหลายประการ แต่สามารถสรุปปัญหาเชิงโครงสร้างได้เป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ผลิตภาพต่ำ (Low Productivity) ไทยยังคงอยู่กับอุตสาหกรรมเก่าและขาดการลงทุนใหม่มาเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันไม่เพิ่มขึ้น การลงทุนของไทยแทบไม่เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีการลงทุนเติบโตสูงกว่าไทยถึง 2-3 เท่า 2.ภูมิคุ้มกันต่ำ (Low Resilience) ระดับหนี้ของประเทศอยู่ในระดับสูงมาก โดยหนี้ภาคครัวเรือนอยู่ที่ 87% ของ GDP และหนี้ภาคธุรกิจก็สูงถึง 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และ NPL ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้กำลังซื้อและการบริโภคต่ำลง 3.ความเหลื่อมล้ำสูง (High Inequality) เกิดภาวะเศรษฐกิจไทยเติบโตแบบ K-Shape โดยธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงแข็งแกร่งและมีผลประกอบการที่ดี แต่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) และประชาชนทั่วไป ประสบปัญหาอย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อสินเชื่อของ SMEs ติดลบต่อเนื่องมาเป็นเวลา 13 ไตรมาส ในขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่มีจำนวนน้อย หรือมีสัดส่วน 2% แต่มีรายได้คิดเป็น 83% ของรายได้ธุรกิจทั้งหมด

    ด้านการดำเนินนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ได้ดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อวาน (17 ธ.ค.2568) กนง.ได้ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% จนเหลือ 1.25% ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยรวมในช่วงประมาณ 1 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.25% หรือคิดเป็น 5 ครั้ง และปรับลดครั้งละ 0.25% โดยระดับดอกเบี้ยที่ลดลงนี้มาถึงปัจจุบันถือเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี

    “ดอกเบี้ยนโยบายต่อเศรษฐกิจมีจำกัดมาก เนื่องจากปัญหาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอยู่เป็น ปัญหาเชิงโครงสร้าง การลดดอกเบี้ยนโยบายจึงไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ เช่น ผลิตภาพที่ต่ำลงได้ เห็นได้จากการลดดอกเบี้ยนโยบาย 4 ครั้งก่อนหน้านี้ รวม 1% ในช่วง 12 เดือน มีผลต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ต่ำกว่า 0.2% แม้จะมีผลจำกัด แต่ ธปท. ยังจำเป็นต้องใช้เครื่องมือนี้ เนื่องจากเป็นมาตรการที่ช่วย บรรเทาภาระให้กับประชาชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ในการจ่ายหนี้ได้”

    นายวิทัย กล่าวอีกว่า ธปท.ตัดสินใจปรับเปลี่ยนบทบาทให้เป็นมากกว่าการวิเคราะห์ แต่จะเป็นผู้นำในการเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยใช้การผสมผสานระหว่างนโยบายการเงิน และมาตรการการเงินเฉพาะจุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและสร้างความยั่งยืน ซึ่ง ธปท.จะทำตามหลักการที่เคยมีมา คือ ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน คำว่า ยืนตรง คือ อยู่บนหลักการ ,มองไกล คือ ดูไปข้างหน้า ,ยื่นมือ คือช่วยประชาชน ,ติดดิน คือการอยู่กับสังคม โดยเชื่อว่า ธปท.สามารถทำในส่วนของ “ยื่นมือ” และ “ติดดิน” ได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน การติดอยู่กับคนกับปัญหาเป็นสิ่งที่ ธปท.ปรับตัวเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ดอกเบี้ยนโยบายทำไม่ได้

    ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ที่นโยบายการเงินตามปกติ ไม่สามารถทำได้เต็มที่ ตามที่ ธปท.ได้ปรับบทบาทมาเป็นผู้นำในการเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมาตรการที่เริ่มกันไปแล้ว เรื่องแรกคือ การแก้ปัญหาหนี้ NPL รายย่อย ผ่านการโอนบัญชีหนี้เสีย (NPL) รายย่อยที่มีหนี้ ไม่เกิน 100,000 บาท เข้าสู่บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) โดยมาตรการนี้ครอบคลุม 1.6 ล้านบัญชี หรือ 1.2 ล้านราย คิดเป็นมูลค่าหนี้ประมาณ 43,000 ล้านบาท มีเป้าหมายเพื่อให้มีการแก้ไขหนี้อย่างจริงจัง และให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้

    มาตรการต่อมาคือ มาตรการชดเชย Credit Cost สำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ให้กับ SMEs เป็นความร่วมมือกับกระทรวงการคลัง และธนาคารพาณิชย์ เพื่อค้ำประกันสินเชื่อใหม่ วงเงินสินเชื่อรวม 100,000 ล้านบาท ที่จะมีการลงนามในสัปดาห์หน้า โดยมุ่งเน้นช่วย SMEs ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายคือธุรกิจที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับ “Reinvent Thailand” เช่น ท่องเที่ยว, เกษตรแปรรูป, ยานยนต์ไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์, และโลจิสติกส์ มีการชดเชยความเสียหาย (Max Claim) ประมาณ 15-30% ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมาย มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    มาตรการที่ 3 คือ มาตรการด้าน Financial Inclusion หรือ การดึงคนฐานรากเข้าสู่ระบบ โดย ธปท.มีแผนจะออกชุดมาตรการเพื่อดึงคนฐานรากที่ไม่สามารถกู้ได้ (unbanked) เข้าสู่ระบบสินเชื่อ โดยมีเป้าหมายให้กู้ไปทำธุรกิจ ทำมาหากิน ไม่ใช่กู้เพื่อการบริโภค มาตรการที่ 4 คือ มาตรการด้าน Fairness หรือ ความเป็นธรรมทางการเงิน ความเหลื่อมล้ำสูง ธปท.จะทำเรื่องความเป็นธรรมในระบบสินเชื่อ เช่น การแก้ไขเรื่องการขายพ่วงประกัน หรือการเก็บค่าธรรมเนียมบางตัวที่สูงเกินไป, รวมถึงการลด Transaction Cost และ Accreditation Cost ที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นต้นทุนที่ฉุดรั้งไม่ให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้

    นายวิทัย กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องการสื่อสารคือ ไม่ควรเน้นการวิเคราะห์ปัญหาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากในทุกวันนี้มีผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากที่ออกมาแสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียอยู่เสมอ ซึ่งอาจมีทั้งผู้ที่มีความรู้จริงและผู้ที่ไม่มีความรู้จริง รวมถึงบุคคลที่ผลิตคลิปวิดีโอเพื่อสร้างบทบาททางการเมือง หรือมุ่งหวังจะเป็น influencer ไม่ว่าจะมีความรู้ในเรื่องนั้นจริงหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นจึงเห็นการวิเคราะห์ปัญหาต่างๆจากหลากหลายแหล่งอยู่ตลอดเวลา ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดผู้วิเคราะห์ แต่ขาดคนที่ลงมือทำจริงๆ เราจึงควรร่วมมือกันลงมือแก้ไขปัญหา ธปท.ก็จำเป็นต้องปรับตัว เพราะไม่สามารถดำเนินงานแบบเดิมไปได้ ตลอดยุคสมัยที่ผ่านมาการตีความบทบาทของ ธปท.อาจแตกต่างไปบ้าง

    “ผมเห็นว่าเราต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างและเศรษฐกิจจำนวนมาก สำหรับธปท.เอง ไม่ควรมีบทบาทเพียงแค่การวิเคราะห์สถานการณ์เท่านั้น แต่ควรเป็นผู้นำในการเข้าไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเน้นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว มากกว่าการเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงระยะสั้น หรือดำเนินการในเรื่องที่ไม่จำเป็น เป้าหมายของ ธปท.ควรเป็นการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศในระยะยาว”

    ** อนันตเดช พงษ์พันธุ์ **

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/935979&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CUTZnQ_5ygVaPki3dvwPT

  • อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคอย่างไม่เป็นทางการประจำปี ค.ศ. 2026 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคอย่างไม่เป็นทางการประจำปี ค.ศ. 2026 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคอย่างไม่เป็นทางการประจำปี ค.ศ. 2026

    วันที่นำเข้าข้อมูล 21 ธ.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 21 ธ.ค. 2568

    | 10 view

    เมื่อวันที่ 10 – 13 ธันวาคม 2568 นางสาวรุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคไทย ได้เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคอย่างไม่เป็นทางการ ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ เมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะเจ้าภาพการประชุมเอเปคในปีนี้ จีนนำเสนอหัวข้อหลักในการเป็นเจ้าภาพ คือ ‘เสริมสร้างประชาคมเอเชีย – แปซิฟิกเพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน (Building an Asia-Pacific Community to Prosper Together) และ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ Openness, Innovation และ Cooperation โดยเน้นผลักดัน (1) การสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่เปิดกว้างและครอบคลุม การขับเคลื่อนวาระการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก และการยกระดับความเชื่อมโยงในภูมิภาค (2) การกระชับความร่วมมือเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะการลดช่องว่างทางดิจิทัล การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และการเสริมสร้างทักษะทางดิจิทัล และ (3) การส่งเสริมความร่วมมือภายในเอเปค และระหว่างเอเปคกับหุ้นส่วนภายนอกในสาขาต่าง ๆ อาทิ ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การท่องเที่ยว สาธารณสุข คมนาคม การคลัง และการปฏิรูปโครงสร้าง

    ไทยกล่าวสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพเอเปคของจีน รวมถึงผลักดันประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญ ได้แก่ (1) การยึดมั่นต่อระบบการค้าพหุภาคีที่มี WTO เป็นแกนกลาง และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน (2) การรับมือกับโอกาสและความท้าทายจากดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางไซเบอร์และอาชญากรรมออนไลน์ และ (3) การสานต่อวาระด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการขับเคลื่อนเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG และโครงการ BCG Award อย่างต่อเนื่อง

    ในปี 2570 จีนมีแผนจัดการประชุมรัฐมนตรีรายสาขา 10 รายการ ได้แก่ สตรีและเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงทางอาหาร วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย พลังงาน คมนาคม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการคลัง โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนจะจัดกิจกรรมสัปดาห์ดิจิทัล คู่ขนานกับการประชุมรัฐมนตรีด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/apec-informal-senior-officials-meeting-2026%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Xwm0jNhNsQg6AfKPV-4N7