Category: เศรษฐกิจ

  • มังกรผงาด..มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก!? | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์

    มังกรผงาด..มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก!? | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์

    🛑LIVE ธุรกิจรับจ้าง ‘จัดฉาก’ ในสมรภูมิ..ไทย-เขมร | จับจ้องมองโลก

    ธุรกิจรับจ้าง ‘จัดฉาก’ ในสมรภูมิ..ไทย-เขมร จับจ้องมองโลก : วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568

    นายกฯ คนต่อไป!! | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์

    ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์ : วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม 2568

    🛑LIVE ย้อน 2568 ปีปิดเกม #หยุดกร้าวเด็กก้าวไกล #ดับอหังการ์‘ทักษิณ’ #เด็ดปีกเจ้าเล่ห์ฮุนเซน | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร

    ย้อน 2568 ปีปิดเกม #หยุดกร้าวเด็กก้าวไกล #ดับอหังการ์‘ทักษิณ’ #เด็ดปีกเจ้าเล่ห์ฮุนเซน อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/918337/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22WO5XzIWC_wl_qRcpkqB0

  • ‘พิเชษฐ’ นำ ‘พรรควิชชั่นใหม่’ เปิดตัว ชูการเงินไร้ดอกเบี้ย ปักธงทางเลือกใหม่

    ‘พิเชษฐ’ นำ ‘พรรควิชชั่นใหม่’ เปิดตัว ชูการเงินไร้ดอกเบี้ย ปักธงทางเลือกใหม่

    พรรควิชชั่นใหม่เปิดตัวพรรคอย่างเป็นทางการ พร้อมแถลงนโยบายหลัก 4 ด้าน ชูแนวคิดเศรษฐกิจมนุษย์ และการเงินไร้ดอกเบี้ย เป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจ เปิดตัว ธงรบ ด่านอำไพ และ พิเชษฐ สถิรชวาล เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศความพร้อมลงสู้ศึกเลือกตั้งในฐานะทางเลือกใหม่ของประเทศ

    21 ธ.ค.2568-ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จังหวัดปทุมธานี พรรควิชชั่นใหม่จัดกิจกรรมเปิดตัวพรรคและแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการ โดยมี นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรค นายธงรบ ด่านอำไพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค นายสุโท สร้างคำ เลขาธิการพรรค พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรค ผู้บริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค คณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. และผู้สนับสนุนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

    ทั้งนี้ พรรควิชชั่นใหม่ได้เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 คน ได้แก่ 1. นายธงรบ ด่านอำไพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1  2. นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 พร้อมกันนี้ พรรคได้แถลงนโยบายสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ผลักดันการเสนอร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินไร้ดอกเบี้ย ด้านการเมือง เสนอนโยบาย “1 พรรค 1 กระทรวง” และกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งไม่ เกิน 8 ปี หรือไม่เกิน 2 สมัย ด้านสังคม เสนอนโยบาย “บ้านหลังที่ 2 เพื่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทย” และด้านความมั่นคง ตั้งเป้าแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

    นายพิเชษฐ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ กล่าวว่า พรรควิชชั่นใหม่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2562 ในนามกลุ่มวิชชั่นใหม่ จากการรวมตัวของผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขาอาชีพที่เห็นตรงกันว่า ปัญหาประเทศชาติที่สะสมมายาวนานไม่อาจแก้ไขได้หากปราศจากกลไกทางการเมือง จึงนำไปสู่การก่อตั้งพรรควิชชั่นใหม่ขึ้นมา

    เดิมพรรคตั้งเป้าส่งผู้สมัคร ส.ส. ครอบคลุมทั่วประเทศ ตามไทม์ไลน์การเลือกตั้งที่กำหนดไว้ แต่จากสถานการณ์ความไม่ปกติของประเทศ ทั้งปัญหาน้ำท่วมและสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การยุบสภาก่อนกำหนด ทำให้พรรคสามารถส่งผู้สมัคร ส.ส. เขตได้เพียง 7 จังหวัด อย่างไรก็ตาม พรรคได้ส่งรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อไม่น้อยกว่า 100 คน ตามกติกาการเลือกตั้ง และตั้งเป้าหมายที่จะได้ ส.ส. เข้าสภาให้มากที่สุด

    หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ กล่าวว่า พรรคมุ่งเน้นการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน เนื่องจากเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต การคิดดอกเบี้ยในระบบการเงินปัจจุบันส่งผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชนทุกภาคส่วน ขณะนี้มีกองทุนและแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศจำนวนมากพร้อมเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่ติดข้อจำกัดทางกฎหมาย พรรคจึงเห็นความจำเป็นในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินไร้ดอกเบี้ย เพื่อเปิดทางเลือกใหม่ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

    ด้านนายธงรบ ด่านอำไพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค กล่าวว่า ตนพร้อมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน โดยจะนำประสบการณ์จากการเป็นผู้บริหารธนาคารอิสลามมาใช้ในการบริหารประเทศ พรรควิชชั่นใหม่ให้ความสำคัญกับคุณค่าความเป็นมนุษย์ โดยเชื่อว่าคนที่ไม่มีเงินแต่มีความรู้ ความสามารถ และศักยภาพ สามารถนำความสามารถมาประเมินมูลค่าเป็นหุ้นส่วนได้ เพื่อสร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นรากฐานที่ถูกต้องในระบอบประชาธิปไตย และเป็นแนวทางแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมในสังคม

    ขณะที่ นายสุโท สร้างคำ เลขาธิการพรรค กล่าวว่า พรรควิชชั่นใหม่มีความพร้อมเต็มที่สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ทั้งผู้สมัคร ส.ส. เขต และผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ พรรคจะนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารนโยบายให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงในระยะเวลาจำกัด พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า พรรคจะสามารถคว้าที่นั่ง ส.ส. ได้มากกว่า 25 คน เพื่อผลักดันร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินไร้ดอกเบี้ย ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคเข้าสู่สภา

    “การเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ใช่เพียงการเลือกบุคคล แต่เป็นการเลือกทิศทางประเทศ พรรควิชชั่นใหม่ขอเป็นทางเลือกใหม่ที่ให้คุณค่ากับความเป็นมนุษย์มากกว่าการเงิน พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจที่คนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

    นอกจากนี้ พรรควิชชั่นใหม่ยังประกาศนโยบาย “โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล : บ้านหลังที่สองของผู้สูงอายุไทย” โดยมีเป้าหมายยกระดับ รพ.สต. ให้เป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระดับตำบลอย่างครบวงจร ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง มีแพทย์ พยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล และเจ้าหน้าที่บริบาล รวมถึงการยกระดับ อสม. ผ่านการอบรมมาตรฐาน เพื่อรองรับทั้งผู้สูงอายุทั่วไปและผู้ป่วยติดเตียง ลดภาระครอบครัว และลดความแออัดของโรงพยาบาลขนาดใหญ่

    สำหรับไฮไลต์สำคัญของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ คือ คำปราศรัยนโยบายของหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศวิสัยทัศน์ “ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ปรับรากฐานสู่ประเทศศิวิไลซ์ ด้วยเศรษฐกิจมนุษย์และการเงินไร้ดอกเบี้ย” โดยชี้ว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้เกิดจากความยากจนปลายเหตุ หากแต่เป็นผลจากโครงสร้างที่ให้คุณค่ากับเงินมากกว่าคน พร้อมเสนอแนวคิดเศรษฐกิจมนุษย์เป็นทางออกเชิงโครงสร้างของประเทศ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/919233/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EeA_0D8d0F4RO_JC-69mS

  • วิกฤตซ้อนวิกฤต “โจทย์ใหม่” ยุคภัยธรรมชาติ-ภูมิรัฐศาสตร์ป่วน

    วิกฤตซ้อนวิกฤต “โจทย์ใหม่” ยุคภัยธรรมชาติ-ภูมิรัฐศาสตร์ป่วน

    Loading…

    วิกฤตซ้อนวิกฤต “โจทย์ใหม่” ยุคภัยธรรมชาติ-ภูมิรัฐศาสตร์ป่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-234&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qhQhc4gxwnbiO-za0C1kG

  • พาณิชย์โชว์ผลงาน Quick Big Win สร้างมูลค่า ศก. ปีหน้า 9.2 หมื่นล้าน

    พาณิชย์โชว์ผลงาน Quick Big Win สร้างมูลค่า ศก. ปีหน้า 9.2 หมื่นล้าน

    นโยบายที่ 2 รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ขับเคลื่อนกลยุทธ์ “ลดต้นทุน-เพิ่มรายได้” จัดงานธงเขียวราคาประหยัด “ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว” 10 จังหวัด ลดต้นทุนเกษตรกรไปแล้วกว่า 21 ล้านบาท พร้อมออกมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทั้งสินเชื่อชะลอการขาย ชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อก ส่งเสริมการผลิตและแปรรูป และเพิ่มช่องทางการตลาด ตลอดจนเร่งเจรจาขายข้าวผ่านการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOC) กับสิงคโปร์ 1 แสนตัน เป็นจุดเริ่มต้น Food Security Hub และเร่งส่งมอบข้าว G to G กับจีน 5 แสนตัน รวมถึงรักษาตลาดข้าวไทยที่เป็นอันดับ 1 ในฮ่องกง พร้อมบุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ทั้งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ล่าสุดมีออเดอร์มันสำปะหลังอัดเม็ด 30,000 ตัน จากบริษัท ARASCO ของซาอุฯ และอาจสั่งอีก 100,000 ตันในปีหน้า พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร นำร่องเศรษฐกิจข้าวยุคใหม่ “New Rice Economy” จับมือทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน เกษตรกร TDeD Rice Hub มุ่งสู่ “ข้าวประณีต” ขับเคลื่อนข้าวไทยสู่ตลาดเฉพาะทาง เพิ่มมูลค่าแทนการแข่งขันด้านราคา และให้เกษตรกรปลูกพืชเกษตรศักยภาพอื่น ในลักษณะให้ริเริ่มทดแทนบางส่วนตามความพร้อมซึ่งมีตลาดรองรับ 

    นโยบายที่ 3 เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs มุ่งแก้ Pain Point ธุรกิจ เรื่องทุน ช่องทางตลาด และทักษะดิจิทัล ผนึกกำลัง SME D Bank สร้างมาตรฐานให้แฟรนไชส์และปล่อยสินเชื่อธุรกิจแฟรนไชส์นำร่อง 8 แบรนด์ วงเงินกว่า 439 ล้านบาท พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าชุมชนด้วยการขึ้นทะเบียน GI ใหม่ 4 รายการ ได้แก่ ทุเรียนชุมพร กกเหล่าพัฒนา (นครพนม) ไก่เบตงยะลา และผ้าทอนาหมื่นศรี (ตรัง) ส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านโครงการ SMEs Pro-active สร้างมูลค่าการค้ากว่า 179 ล้านบาท ส่งเสริมสินค้าอัญมณีผ่านงาน “Bangkok Jewelry Week 2025” และงาน“เทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025” คาดสร้างรายได้รวมกว่า 150 ล้านบาท รวมทั้งเปิดจุดจำหน่ายสินค้าโดยพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อสร้างช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชน นอกจากนี้ ยังเร่ง “Upskill Reskill” ผู้ประกอบการยุคดิจิทัล พัฒนาผู้ประกอบการค้าออนไลน์ร่วมกับพันธมิตร (เช่น META Facebook และ Line) DBD Academy อบรมด้านทรัพย์สินทางปัญญา และอบรม AI โดยได้อบรมผู้ประกอบการแล้วรวมกว่า 32,000 ราย

    นโยบายที่ 4 ดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทันทีผ่านงาน “ธงฟ้าชายแดน” ช่วยลดค่าครองชีพและเยียวยาประชาชนในจังหวัดชายแดนไปแล้วกว่า 24 ล้านบาท พร้อมเปิดตัว “ชิม ช้อป เชียร์ by MOC” ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำสินค้าจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด) มาจำหน่ายช่วงมหกรรมซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ ควบคู่กับการทำ E-Catalog ประชาสัมพันธ์สินค้าเด่น 7 จังหวัดชายแดน และดำเนินโครงการ “ไปรษณีย์ ขนส่งฟรี” สนับสนุนค่าขนส่งให้ผู้ประกอบการใน 7 จังหวัดชายแดน ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และกระตุ้นการค้าขายชายแดน

    พาณิชย์โชว์ผลงาน Quick Big Win สร้างมูลค่า ศก. ปีหน้า 9.2 หมื่นล้าน

    นโยบายที่ 5 รับมือภาษีสหรัฐฯ และการเบี่ยงเบนทางการค้าจากประเทศอื่นๆ  โดยเดินหน้าเจรจาความตกลง Reciprocal Trade กับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง นัดหมายจับคู่กิจกรรม Online Business Matching แล้ว 45 คู่ คาดสร้างมูลค่าการค้า 360 ล้านบาท เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ จากความได้เปรียบของอัตราภาษี Reciprocal Tariff และเพิ่ม Local Content ไทย สร้างโอกาสใหม่ในตลาดสหรัฐฯ (RVC-UP) โดยพัฒนาระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้านำ AI มาช่วยตรวจสอบ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งอบรมผู้ประกอบการให้เพิ่มการใช้ Local Content หรือวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศไทย และกวาดล้างธุรกิจนอมินี ประสาน ปปง. สตช. DSI ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจเป้าหมายและดำเนินการกับผู้กระทำความผิด และเตรียมให้ของขวัญปีใหม่มิจฉาชีพ 4 คำสั่ง 2 ประกาศ เพื่อสร้างมาตรฐานการค้าที่โปร่งใสและเป็นธรรม ป้องกันปราบปรามบัญชีม้า
     
    นโยบายที่ 6 การเจรจา FTA และบุกตลาดใหม่ กระทรวงพาณิชย์ “เร่งเครื่อง” เปิดประตูการค้าโลกเต็มสูบ ผลักดันการบังคับใช้ FTA ไทย-เอฟตา ภายในครึ่งปีแรกของปี 69 เป็นบันไดขั้นสำคัญในการเข้าอียู พร้อมเร่งเจรจา FTA ไทย-อียู ให้คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสแรกของปี 69 และเดินหน้าเจรจา CEPA ไทย-เกาหลีใต้ รวมทั้งเร่งจัดสัมมนาผลักดันการใช้สิทธิประโยชน์ FTA ให้แก่ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังดำเนินโครงการ “Special Task Force” บุก 4 ตลาดศักยภาพใหม่ (ซาอุดีอาระเบีย เวียดนาม อินเดีย จีน) คาดสร้างมูลค่าการค้า 350 ล้านบาท ล่าสุด ได้สั่งการทูตพาณิชย์ 9 แห่งในจีน ให้เร่งเจาะ 5 กลุ่มสินค้าสำคัญ (สินค้าเกษตรและอาหารสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม สินค้ารักษ์โลก และสินค้านวัตกรรมและดิจิทัลคอนเทนต์) เพื่อรองรับกำลังซื้อจากชนชั้นกลางจีนที่กำลังขยายตัวจาก 400 เป็น 800 ล้านคน พร้อมกันนั้น ยังเร่งรัดจัดกิจกรรม Trade Promotion ในต่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั่วโลก สร้างมูลค่าการค้าแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท

    พาณิชย์โชว์ผลงาน Quick Big Win สร้างมูลค่า ศก. ปีหน้า 9.2 หมื่นล้าน

    นโยบายที่ 7 พัฒนาเทคโนโลยีการให้บริการ ปรับปรุงกฎระเบียบ และลดขั้นตอนราชการ โดยยกระดับการให้บริการดิจิทัล อาทิ Dashboard ข้าว Early Warning ระบบคาดการณ์ผลผลิตข้าวนาปี เพื่อประเมินความเสี่ยงผลผลิตล้นตลาด ปัจจุบันพร้อมใช้งานแล้ว และจะใช้กับพืชเกษตรอื่นต่อไป พัฒนาระบบให้บริการ “MOC Plus” ใช้ AI เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะให้คำปรึกษาและบริการออนไลน์ ภายใน พ.ค.69 พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับออกใบอนุญาตสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items: DUI) เชื่อมโยง e-Service กับแอปทางรัฐ (อาทิ บริการขออนุญาตประกอบการค้าข้าว) ภายใน ธ.ค.68 พัฒนาระบบการส่งข้อมูลแบบบูรณาการ e-One Report ร่วมกับ ก.ล.ต. และ SET เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการนำส่งเอกสาร พร้อมเร่งปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อดูแลประชาชน และอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจให้คล่องตัวเช่น กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการซื้อหุ้นคืนฯ ของบริษัทมหาชนจำกัด กฎกระทรวงการขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของต่างประเทศ และออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า(EV Charger) ให้ถูกต้องเที่ยงตรง เป็นต้น 

    “จากความสำเร็จในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์พร้อมเดินหน้า Next Step ต่อเนื่องทันที โดยในช่วง 2 เดือนข้างหน้า (ธ.ค. 68 – ม.ค. 69) จะจัดมหกรรมลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ข้ามปี 1 เดือนเต็ม และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจชายแดน จัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าเชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน และเจรจาตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย รัสเซีย แคนาดา เข้าร่วม WEF (The World Economic Forum) 2026 พบปะภาครัฐและเอกชนชั้นนำของโลก เร่งเครื่องกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศรวมมากกว่า 20 กิจกรรม” นางศุภจีฯ กล่าว

    พาณิชย์โชว์ผลงาน Quick Big Win สร้างมูลค่า ศก. ปีหน้า 9.2 หมื่นล้าน

    “การทำงานตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่ยังวางรากฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า มาตรการต่าง ๆ ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 3.5 หมื่นล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า หรือเทียบเท่า 0.18% ของ GDP และในปี 2569 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประมาณ 9.2 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนหน้า หรือเทียบเท่า 0.46% ของ GDP เป็นความตั้งใจของกระทรวงที่จะผลักดันให้ได้ ซึ่งจะเร่งดำเนินนโยบายให้มีความคืบหน้าเป็นรายสัปดาห์ มีเป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378971069&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a-TP1dnj9I8RNJKMXxqHj

  • สกู๊ปพิเศษ : สทน.สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และวัตกรรม’69

    สกู๊ปพิเศษ : สทน.สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล งานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และวัตกรรม’69

    วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ผลงานจากการวิจัย พัฒนาของสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. สร้างชื่อ คว้า 7 รางวัล จากการประกวดงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และวัตกรรมปี 2569 ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ชี้เป็นงานวิจัยที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บางผลงานพร้อมนำไปต่อยอดทางอุตสาหกรรม

    รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. เปิดเผยว่า นอกเหนือจากภารกิจการให้บริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในด้านต่างๆ (เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การแพทย์ สิ่งแวดล้อม) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม  สทน. ยังมีการวิจัยพัฒนาวิชาการและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ  

    ในแต่ละปีนี้ สทน. ได้ส่งผลงานการวิจัยเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับประเทศและต่างประเทศจนได้รับรางวัลมากมาย สำหรับในปีงบประมาณ 2569  มีผลงานการประดิษฐ์คิดค้นและการวิจัยของ สทน. ได้รับรางวัลการประกวดจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จำนวน 7 รางวัล ดังนี้ 1.รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี จำนวน 1 รางวัล เรื่อง โอ้ซีลีนอร์แคนเซอร์ : นาโนเทคโนโลยีอุบัติใหม่ของซีลีเนียมนาโนไฮบริดที่ทำงานหลากหลายฟังก์ชั่น เป็นตัวนำส่งนาโนอัจฉริยะสำหรับระบบนำส่งยาต้านมะเร็งอย่างทรงประสิทธิภาพ ผลงานของ ดร.ศักด์ชัย หลักสี และคณะวิจัย 2.ผลงานประดิษฐ์คิดค้น รางวัลเกียรติคุณ จำนวน 1 รางวัล คือ นวัตกรรมหุ่นยนต์อัจฉริยะต้นทุนต่ำ  สำหรับตรวจวัดรังสีและเก็บกู้วัสดุกัมมันตรังสี เพื่อการจัดการภาวะฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ  ผลงานของ ดร.กนกรัชต์ ตียพันธ์ และคณะวิจัย และ 3.ผลงานวิจัยรางวัลผลงานคุณภาพ จำนวน 5 รางวัล คือ 

    3.1 “Zeolite Molecular Sieve (ZMS : นวัตกรรมวัสดุดูดซับสำหรับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน( Zeolite Molecular Sieve (ZMS) : An Innovative Adsorbent Material for Carbon Capture and Storage Technologies) ผลงานของ ดร.วิลาสินี กิ่งก้ำ และคณะวิจัย

    3.2 ผลงานเรื่อง “บรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุแคปซูลวัสดุกัมมันตรังสีหลังการปรับสภาพกากกัมมันตรังสี ประเภท DC12CAP ( Packaging for Radioactive Material Capsules After Conditioning of Disused Sealed Radioactive Source (DSRS) Type DC12CAP) ผลงานของ นางอัจฉรา  พัฒนทรัพย์ และคณะวิจัย

    3.3 ผลงานเรื่อง ชวาดอท : คาร์บอนดอทจากกระบวนการรังสีไอออไนซ์สะอาด (Chawa Dots : Carbon Dots from Water Hyacinth Via Clean Ionizing Radiation) ผลงานของ ผศ.ดร.(พิเศษ) ธนกร แสงทวีสิน และคณะวิจัย 

    3.4 ผลงานเรื่อง ระบบตรวจวัดค่าตัวแปรจากภาพ ( Image Processing) เพื่อการประมวลผล และแจ้งเตือนการทำงานที่มีแนวโน้มผิดปกติ (Intelligent Image Processing System for Real-Time Monitoring and Early Anomaly Detection) ผลงานของ นายกิติศักดิ์  โคมน้อย และคณะวิจัย 

    และ 3.5 ผลงานเรื่อง เครื่องสร้างพลาสมาที่สภาวะบรรยากาศแบบทำงานได้สองฟังก์ชั่น ( Dual-Function Atmospheric Pressure Plasma Generator) ผลงานของนายพสิษฐ์  วงษ์หาบุศย์ และคณะวิจัย

    ผลงานการวิจัยดังกล่าว สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้หลากหลาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ  ด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม บางผลงานเป็นเทคโนโลยีที่มีความพร้อมในการนำไปพัฒนาต่อยอดในระดับอุตสาหกรรม สามารถปรับขนาดการผลิต (scalability) ได้ง่าย ใช้วัตถุดิบที่มีราคาประหยัด และถูกออกแบบเพื่อรองรับระบบแยกก๊าซในโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และภาคพลังงานหมุนเวียน  รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวทิ้งท้าย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/935667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_YS36xQwvVg6tkXkpntTt

  • ธนาคารกรุงเทพ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ธนาคารกรุงเทพ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    การเงิน หุ้น

    ธนาคารกรุงเทพ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.53 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ธนาคารกรุงเทพ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิ

    ธนาคารกรุงเทพ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับลูกค้าประชาชน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568

    นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ เอ็มแอลอาร์ (MLR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) เป็น 6.45% ต่อปี เอ็มโออาร์ (MOR) หรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) เป็น 6.60% ต่อปี และเอ็มอาร์อาร์ (MRR) หรืออัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) เป็น 6.60% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568

    การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ต้องการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวและมีความเสี่ยงมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายของภาครัฐ

    นอกจากนี้ ธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.05 – 0.10% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/finance/459531&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WhoV7FaCzQo4qRBQ6vnQ0

  • จีนงัด “เศรษฐกิจกลางคืน” ปลุกเมืองรองคึกคัก “ฉงชิ่ง” ดาวรุ่งดึงนักท่องเที่ยว

    จีนงัด “เศรษฐกิจกลางคืน” ปลุกเมืองรองคึกคัก “ฉงชิ่ง” ดาวรุ่งดึงนักท่องเที่ยว

    จีนงัด “เศรษฐกิจกลางคืน” ปลุกเมืองรองคึกคัก “ฉงชิ่ง” ดาวรุ่งดึงนักท่องเที่ยว

    โมเดล เศรษฐกิจกลางคืนของจีน (Midnight Economy) ดัน “ฉงชิ่ง” เมืองหลวงฮอตพอต ผงาดเมืองรองดาวรุ่ง ดึงนักท่องเที่ยวไทย

    ท่ามกลางกระแสสินค้าจีนที่ทะลักรุกอาเซียนอย่างหนัก อีกด้านหนึ่งของจีนกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยกลไกที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่โรงงาน ไม่ใช่การส่งออก แต่คือ “ชีวิตยามค่ำคืน” ที่ถูกยกระดับให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจตัวใหม่

    หลังโควิด-19 คลี่คลาย รัฐบาลจีนเดินหน้ากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศในหลากหลายมิติ หนึ่งในนโยบายที่เห็นผลชัดคือ Night-time Economy หรือ Midnight Economy ซึ่งไม่เพียงปลุกเมืองให้กลับมาคึกคัก แต่ยังสร้างเทรนด์ท่องเที่ยวใหม่ โดยเฉพาะใน “เมืองรอง” ที่นักท่องเที่ยวไทยเริ่มหันไปสนใจมากขึ้น และชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงนี้คือ “นครฉงชิ่ง”

    เมืองที่ตื่น หลังพระอาทิตย์ตก

    ณัฐ วิมลจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครคุนหมิง เปิดเผยในงานสัมมนา “2026 คว้าโอกาสตลาดจีนในยูนาน” ว่า แรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีนหลังโควิดคือการฟื้น “เศรษฐกิจกลางคืน”

    แม้บางพื้นที่จะยังไม่กลับมาคึกคักเต็มที่ แต่ภาพรวมรัฐบาลจีนเร่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พื้นที่เชิงพาณิชย์ และกิจกรรมยามค่ำคืนในหลายเมือง โดยเฉพาะเมืองรอง ให้กลายเป็นแหล่งใช้จ่าย ทั้งตลาด ของฝาก ร้านอาหาร และกิจกรรมท้องถิ่น เพื่อขยายเวลาการบริโภคและสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ

    “ฉงชิ่ง” เมือง 8 มิติ กับพลังหม้อไฟยามราตรี

    นครฉงชิ่ง (Chongqing) ไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวธรรมดา แต่คือหนึ่งใน “สี่มหานครหลักของจีน” เทียบชั้นปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเทียนจิน ทว่าความพิเศษที่ทำให้ฉงชิ่งโดดเด่นคือการเป็นเมืองที่ มีชีวิตจริงในยามค่ำคืน

    ภูมิประเทศแบบภูเขาซ้อนแม่น้ำ ทำให้เมืองนี้ถูกขนานนามว่า “เมือง 8 มิติ” ตึก ถนน รถไฟ และชุมชนซ้อนทับกันราวฉากหนังไซไฟ ยามค่ำคืนแสงไฟสะท้อนแม่น้ำแยงซี ชีวิตผู้คนเพิ่งเริ่มต้น ร้านอาหารแน่นขนัด เสียงหัวเราะดังแข่งกับไอร้อนจากหม้อไฟ

    รัฐบาลจีนผลักดันให้ฉงชิ่งเป็นหนึ่งในต้นแบบของ Midnight Economy ครอบคลุมตั้งแต่ร้านอาหาร บาร์ ผับ ตลาดกลางคืน ร้านค้า 24 ชั่วโมง การแสดงทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยวกลางคืน ไปจนถึงบริการส่งอาหารยามดึก ซึ่งช่วยสร้างงาน กระตุ้นรายได้ และทำให้เมือง “ไม่หลับใหล”

    จีนงัด “เศรษฐกิจกลางคืน” ปลุกเมืองรองคึกคัก “ฉงชิ่ง” ดาวรุ่งดึงนักท่องเที่ยว

    นโยบายที่เริ่มก่อนโควิด แต่เติบโตหลังโควิด

    ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เฉิงตูระบุว่า Midnight Economy ไม่ใช่แนวคิดใหม่ รัฐบาลจีนเริ่มส่งเสริมอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2562 เพื่อสร้างจุดเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ และเมื่อโควิดจบลง นโยบายนี้ยิ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นกำลังซื้อ โดยเศรษฐกิจกลางคืนของจีนครอบคลุมทั้ง

    • การค้าและบริการ เช่น ตลาดกลางคืน ร้านอาหาร คาเฟ่เปิดดึก
    • วัฒนธรรมและบันเทิง โรงหนัง คอนเสิร์ต พิพิธภัณฑ์เปิดกลางคืน
    • นันทนาการ ฟิตเนส 24 ชม. กีฬาเวลากลางคืน
    • บริการเดลิเวอรี่และแพลตฟอร์มดิจิทัล
    • งานอีเวนต์ เทศกาลแสงสี และกิจกรรมสร้างสรรค์

    นอกจากฉงชิ่ง เมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เฉิงตู กวางโจว และเซินเจิ้น ต่างได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง ส่งผลให้ยอดขายปลีกกลางคืนเพิ่มขึ้น การจ้างงานในภาคบริการขยายตัว และระบบขนส่งสาธารณะต้องยืดเวลาบริการตามไปด้วย

    ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 (2025 December.13)

    เมืองหลวงแห่งฮอตพอตของโลก

    หากจะพูดถึงฉงชิ่งโดยไม่พูดถึง ฮอตพอต คงเป็นไปไม่ได้ เมืองนี้ถูกยกให้เป็น “เมืองหลวงแห่งฮอตพอตของโลก” ร้านฮอตพอตเกือบทุกแห่งเปิดจนดึกดื่น กลายเป็นกิจกรรมหลักของเศรษฐกิจกลางคืน

    ย่านอย่าง หงหยาโต่ว อาคารโบราณริมน้ำที่สว่างไสวราวเมืองในนิทาน หรือ จี๋ฟางเจีย เมืองเก่าที่ร้านอาหารยังเปิดยันดึก ล้วนเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว ขณะที่การล่องเรือชมวิวแม่น้ำ ตลาดนัดกลางคืน และย่านบันเทิงอย่างจิ่วเจีย ทำให้ฉงชิ่งคึกคักจนถึงเช้า

    ทั้งหมดนี้สร้างรายได้เป็นลูกโซ่ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ร้านอาหาร โลจิสติกส์ ไปจนถึงแรงงานบริการกลางคืน

    เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่มากกว่าความบันเทิง

    ข้อมูลสคต.ยัง ชี้ว่า Midnight Economy ในบางเมืองใหญ่ของจีนมีสัดส่วนถึง 15–20% ของการบริโภคทั้งหมด การขยายเวลาใช้จ่ายออกไปอีก 6–8 ชั่วโมง ไม่เพียงเพิ่มรายได้ แต่ยังสร้าง “ระบบนิเวศเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เมืองที่มีชีวิตยามค่ำคืนยังดึงนักท่องเที่ยวให้อยู่ได้นานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ทำงานจนดึก

    บทเรียนถึงไทย ที่ต่อยอดไปได้ไกล

    อย่างไรก็ตาม สคต. ณ เฉิงตู มองว่า ไทยมีจุดแข็งคล้ายจีน คือวัฒนธรรมการกินกลางคืน อาหารริมทาง และอากาศที่เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง

    แนวคิดที่ไทยสามารถต่อยอดได้ เช่น

    • Midnight Food & Culture ตลาดอาหารและวัฒนธรรมยามค่ำคืน
    • Night Shopping Districts ขยายเวลาห้างในบางพื้นที่
    • Night Tourism ทัวร์วัด ทัวร์อาหารยามค่ำคืน

    โดยอาจเริ่มจากพื้นที่นำร่อง เช่น เจริญกรุง สนามหลวง หรือเกาะรัตนโกสินทร์ พร้อมมาตรการสนับสนุนด้านภาษี ค่าสาธารณูปโภค การขนส่งสาธารณะ และมาตรฐานความปลอดภัย

    เมืองไม่หลับ เศรษฐกิจก็ไม่หยุด

    กรณีของฉงชิ่งสะท้อนว่า Midnight Economy จะสำเร็จได้ ต้องเติบโตจากวัฒนธรรมที่มีอยู่จริง ไม่ใช่การสร้างภาพชั่วคราว เมื่อรัฐทำหน้าที่เสริมโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และกติกาที่เหมาะสม เมืองก็จะมีชีวิต เศรษฐกิจก็เดินต่อ และในวันที่จีนไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องสินค้า แต่แข่งกันด้วย “ประสบการณ์” ยามค่ำคืน เมืองรองอย่างฉงชิ่งจึงก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่น ที่นักท่องเที่ยวไทยเริ่มมองเป็นจุดหมายปลายทาง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/735334&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NAyywpsMqisuNdIbwHElz

  • มติ กนง.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากร้อยละ 1.50 เหลือร้อยละ 1.25 ต่อปี

    มติ กนง.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากร้อยละ 1.50 เหลือร้อยละ 1.25 ต่อปี

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    คณะกรรมการนโยบายการเงิน มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เหลือร้อยละ 1.25 และให้มีผลทันที เพื่อรับมือกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวชัดเจน และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น นโยบายการเงินครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ลดต้นทุนทางการเงิน และบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการ SMEs

    เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2568–2570 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำ การชะลอตัวมีสาเหตุหลัก จากกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง การส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากภาษีของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงปัจจัยชั่วคราว เช่น ภาคการผลิตที่อ่อนแรง และสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวและเป็นแรงพยุงเศรษฐกิจที่สำคัญ

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงิน ปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงินและพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000122892&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3onLoUN9vy27Z9jltw5bod

  • ‘พท.’ เปิด10กรอบนโยบายศก. ปลดหนี้ ดึงเงินขาว รื้อธุรกิจใต้ดิน เข้าระบบ

    ‘พท.’ เปิด10กรอบนโยบายศก. ปลดหนี้ ดึงเงินขาว รื้อธุรกิจใต้ดิน เข้าระบบ

    Politics

    21 ธ.ค. 2025 เวลา 10:26 น.

    ‘พท.’ เปิด10กรอบนโยบายศก. ปลดหนี้ ดึงเงินขาว รื้อธุรกิจใต้ดิน เข้าระบบ

    “เผ่าภูมิ” เผย 10กรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจ “เพื่อไทย” ปลดหนี้ทั้งระบบ ปลดล็อคกฎหมาย-ระบบภาษี ดึงเงินขาวต่างชาติ ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ปชช.

    นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรมช.คลัง เปิดเผยถึงกรอบแนวคิด นโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทย ก่อนทยอยประกาศนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง ดังนี้

    1.สร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ รับผิดชอบทางการคลัง ลดการขาดดุลงบประมาณ ยกระดับเครดิตเรตติ้งประเทศผ่านการคลังที่มั่นคง

    2.สิทธิ์สู่มือประชาชนผ่านการกระตุ้นด้านดีมานด์ ให้ประชาชนเป็นผู้ถือเงินหรือคูปองในการเลือกใช้บริการภาครัฐเปลี่ยนการใส่งบประมาณไปที่หน่วยงานรัฐแล้วจัดซื้อจัดจ้าง เป็นใส่สิทธิ์ตรงให้ประชาชนโดยตรงเป็นผู้มีอำนาจในการเลือก

    3.หนี้ดีต้องได้รางวัล หนี้เสียรัฐต้องช่วยเหลือ – ปลดหนี้ประชาชนทั้งระบบ ครบทุกกลุ่ม เน้นไปที่หนี้เสียเรื้อรัง ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง

    4.ไม่มุ่งแต่ใช้งบประมาณ แต่ปลดล็อคกฎหมายและระบบภาษี เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน เอาเงินต่างชาติที่ถูกกฎหมาย มาหมุนเศรษฐกิจไทย การลงทุนภาครัฐต้องเหนี่ยวนำการลงทุนภาคเอกชน

    5.แปลงสินทรัพย์เป็นทุน ยังคงเป็นหลักคิดที่สำคัญ ทรัพย์สินของรัฐ ที่ดินของรัฐ ต้องสร้างรายได้ ต้องไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และประชาชนต้องมีส่วนร่วมลงทุน

    6.การพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการให้สิทธิ์ตรงลงไปที่ประชาชนโดยตรง ไม่ผ่านตัวกลาง เลือกเพื่อเพิ่มทักษะในสาขาเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ

    7.เปลี่ยนรัฐควบคุม เป็นรัฐบริการ ระบบใบอนุญาตจะไม่ใช่วิจารณญาณจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะกลายเป็นหลักปฏิบัติที่มีมาตรฐานเดียวกัน จะมีระบบที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงงบประมาณ สถานะโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง เพราะเราจะสร้างรัฐที่โปร่งใส

    8.เศรษฐกิจมูลค่าสูง คุณภาพมาก่อนปริมาณ เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อปริมาณแรงงานน้อยลง แก่ขึ้น ต้องยกระดับผลิตภาพแรงงาน ยกระดับเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI

    9.ยกเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบสู่ในระบบ เพิ่มการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย

    10.ลดภาระ ต้นทุนชีวิตประชาชน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ารักษาพยาบาล ประกันชีวิตผู้เสี่ยงภัย ค่าเดินทาง ค่าไฟ รวมถึงต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจทั้งระบบ ระบบภาษีต้องเอื้อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ให้รัฐเป็นลูกค้า SME เพิ่มขึ้น เหล่านี้คือกรอบที่เราใช้คิดเพื่อออกแบบนโยบาย เตรียมพบกับนโยบายเพื่อไทยเร็วๆนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1213116&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29TdgVEm0VojRNdenZXBrm

  • กนง. เปิดเกมผ่อนคลายเต็มรูปแบบ ดอกเบี้ยขาลงรับเศรษฐกิจแผ่ว จับตาลดอีกเหลือ 1.0% ต้นปี 2569

    กนง. เปิดเกมผ่อนคลายเต็มรูปแบบ ดอกเบี้ยขาลงรับเศรษฐกิจแผ่ว จับตาลดอีกเหลือ 1.0% ต้นปี 2569

    กนง. เดินหน้าผ่อนคลายนโยบาย รับมือเศรษฐกิจชะลอ ข้อมูลจากทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า ทิศทางนโยบายการเงินของไทยยังคงอยู่ในโหมดผ่อนคลาย หลังเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณชะลอตัวชัดเจนจากหลายปัจจัย ทั้งแรงกดดันจากภายนอกประเทศและปัจจัยภายใน

    โดยประเมินว่า กนง. มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้ง หรือ 0.25% สู่ระดับ 1.0% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569

    การลดดอกเบี้ยรอบถัดไปมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน บรรเทาภาระหนี้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ และช่วยประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐและการลงทุนเอกชนยังไม่กลับมาเต็มที่

    มติล่าสุดลดดอกเบี้ยตามคาด เหลือ 1.25%

    เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.5% เหลือ 1.25% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ โดย กนง. เห็นว่าสภาวะเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงด้านลบมากกว่าด้านบวก

    การลดดอกเบี้ยในรอบนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ลดภาระหนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางอย่างครัวเรือนรายได้น้อยและผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการเศรษฐกิจด้านอื่นของภาครัฐ

    เศรษฐกิจปี 2569 ฟื้นช้า เงินเฟ้อยังต่ำ

    กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.5% ก่อนจะค่อยๆฟื้นตัวเป็น 2.3% ในปี 2570 โดยแรงกดดันหลักยังมาจาก

    • การบริโภคภาคเอกชนที่เติบโตจำกัด จากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า
    • ภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
    • ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการคลังในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่าเงินเฟ้อปี 2569 จะอยู่ที่ 0.3% และเพิ่มขึ้นเป็น 1.0% ในปี 2570 แรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่มาจากฝั่งต้นทุน เช่น ราคาพลังงานและอาหารสด ขณะที่แรงกดดันจากฝั่งการใช้จ่ายยังมีจำกัด สะท้อนเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ

    ค่าเงินบาทแข็งกว่าภูมิภาค กนง. จับตาใกล้ชิด

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ กนง. ให้ความสนใจ คือทิศทางค่าเงินบาท ซึ่งแข็งค่ามากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค จากการปรับมุมมองดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมถึงปัจจัยเฉพาะของไทย

    กนง. ระบุว่าจะยกระดับการติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด และพร้อมพิจารณาแนวทางดูแลธุรกรรมที่อาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคส่งออกและเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม

    ดอกเบี้ยลด แต่สินเชื่อยังไม่ฟื้น

    ทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง มองว่า แม้อัตราดอกเบี้ยในระบบการเงินจะปรับลดลงตามนโยบาย แต่การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินยังคงหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนว่าการส่งผ่านนโยบายการเงินผ่านช่องทางสินเชื่อยังทำงานได้จำกัด ปัจจัยกดดันมาจากทั้งสองด้าน ได้แก่

    • ฝั่งผู้กู้ยังชะลอการก่อหนี้และการลงทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
    • ฝั่งสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่ จากความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้แม้ต้นทุนทางการเงินจะลดลง แต่สินเชื่อไม่สามารถขยายตัวได้เต็มที่ ส่งผลให้ประสิทธิผลของนโยบายการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีข้อจำกัด

    มุมมองระยะถัดไป ดอกเบี้ยใกล้จุดต่ำสุดของรอบนี้

    ในระยะข้างหน้า ทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ยังคงมุมมองว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 1.0% ในไตรมาสแรกของปี 2569 เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐยังไม่ชัดเจน

    อย่างไรก็ดี ด้วยขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่เริ่มจำกัด คาดว่าวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินรอบนี้จะสิ้นสุดที่ระดับดังกล่าว และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไปจะต้องพึ่งพานโยบายการคลังและโครงสร้างเศรษฐกิจมากขึ้น

    รูปแสดงตัวอย่างการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนประจำเดือนธันวาคม 2568

    อ้างอิงข้อมูลการจัดสรรสินทรัพย์ จากรายงาน Cross Asset Strategy ประจำเดือนธันวาคม 2568 จากทีม Wealth Research

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/columnist/735318&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20cGylqJcS3xMCJBwsCO01