Category: เศรษฐกิจ

  • แบงก์ชาติอินโดฯ เซอร์ไพรส์ตลาด หั่นดอกเบี้ย 0.25% หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติอินโดฯ เซอร์ไพรส์ตลาด หั่นดอกเบี้ย 0.25% หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างเหนือความคาดหมายในวันนี้ (17 ก.ย.) ซึ่งเป็นการปรับลดครั้งที่ 6 นับตั้งแต่เริ่มเดินหน้านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในเดือนก.ย.ปีที่แล้ว ส่งผลให้ลดดอกเบี้ยรวมแล้ว 1.50%

    BI ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 7 วัน ลง 0.25% เหลือ 4.75% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ปลายปี 2565 สวนทางกับความคาดหมายของนักเศรษฐศาสตร์ 31 รายที่ต่างประเมินว่า BI จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม

    นอกจากนี้ BI ยังปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากข้ามคืนลง 0.50% สู่ระดับ 3.75% และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% สู่ระดับ 5.50%

    เพอร์รี วาร์จิโย ผู้ว่าการ BI ระบุว่า ธนาคารกลางยังคงพิจารณาความเป็นไปได้ในการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูเปียห์กับการหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/530167&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w8wQ6aCw5rT18l1e28hDm

  • ส่องวาระเร่งด่วน! สภาหอการค้าฯ ชง ‘อนุทิน’ 18 ก.ย. ดัน Quick Win เข็นเศรษฐกิจไทยไปต่อ

    ส่องวาระเร่งด่วน! สภาหอการค้าฯ ชง ‘อนุทิน’ 18 ก.ย. ดัน Quick Win เข็นเศรษฐกิจไทยไปต่อ

    ก่อนการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินสายหารือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อ 15 กันยายน 2568 ได้พบกับผู้บริหารของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อวางแนวทางเสริมศักยภาพเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ขณะที่วันที่ 18 กันยายนนี้ เตรียมนำคณะประชุมร่วมกับหอการค้าไทย ภาคเอกชนเตรียมเสนอแผนเร่งด่วนกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ปัญหากำลังซื้อ และอุปสรรคทางธุรกิจต่อรัฐบาลใหม่

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในวันที่ 18 กันยายนนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะพบปะและประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารของหอการค้าฯ และสภาหอฯ ณ หอการค้าไทย เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงรับทราบถึงปัญหาของหอการค้าทั่วประเทศ ที่จะมีการนำเสนอมาตรการเร่งด่วนต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่ได้รวบรวมข้อมูลจากหอการค้าทั่วประเทศ และสมาคมการค้า 15 กลุ่มคลัสเตอร์ของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อให้รัฐบาลได้เร่งขับเคลื่อนต่อไป

    เร่งแก้บาทแข็ง-ดันคนละครึ่ง

    ทั้งนี้แหล่งข่าวจากหอการค้าไทยระบุว่า ในการพบและประชุมร่วมกับผู้บริหารของหอการค้าฯ และสภาหอการค้าฯในครั้งนี้ ภาคเอกชนจากสมาคมการค้าต่าง ๆ ได้รวบรวมประเด็นข้อเสนอมาตรการเร่งด่วนต่อรัฐบาลชุดใหม่ โดยประเด็นที่เป็นปัญหาร่วมที่อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไข เช่น ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อลดความผันผวนและป้องกันค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากเกินไป โดยเวลานี้แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 4 ปี แตะระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบมากต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกไทย อยากให้ช่วยกำกับดูแลให้อ่อนค่าลงสู่ระดับที่แข่งขันได้ เช่น 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    นอกจากนี้เสนอให้พัก/รีไฟแนนซ์หนี้สำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อที่ลดลง การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี การเร่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป(อียู) และการเปิดตลาดใหม่ ๆ รวมถึงการลดค่าไฟฟ้าและพลังงาน เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต เป็นต้น

    ส่องวาระเร่งด่วน! สภาหอการค้าฯ ชง ‘อนุทิน’ 18 ก.ย. ดัน Quick Win เข็นเศรษฐกิจไทยไปต่อ

    ขณะเดียวกันยังมีข้อเสนอสำคัญของสมาคมการค้าต่าง ๆ ในการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน

    โดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทยเสนอโครงการ “คนละครึ่ง” วงเงินค่าใช้จ่าย 1,500 บาทต่อเดือนระยะเวลา ต.ค.-พ.ย.2568, โครงการ Easy E-Receipt เฟส 2 เสนอวงเงิน 1 แสนบาท (รวมทุกหมวดสินค้า) ระยะเวลา พ.ย.-ธ.ค. 2568,โครงการ “รัฐครึ่งเอกชนครึ่ง” สนับสนุนการจ้างงานใหม่โดยรัฐร่วมจ่ายเงินเดือน 50% เป็นระยะเวลา 6 เดือน (แต่เกิน 7,500 บาทต่อคน) เป็นต้น

    ขอลดภาษีที่ดิน-เร่งประมูล PPP

    ส่วน สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร / สมาคมอาคารชุดไทย/สมาคมอสังหา ริมทรัพย์ไทย /สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน/สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมถ์ เสนอมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่อยู่อาศัย โดยขอให้ปรับลดหย่อนมาตรการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยปรับลดอัตราภาษีลงไม่น้อยกว่า 50% โดยเฉพาะในปี 2569 หรือจนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจกิจจะเริ่มกลับมาฟื้นตัว

    การลดต้นทุนผู้ประกอบการอสังหาฯและภาคก่อสร้าง เสนอให้ลดภาษีนำเข้าวัสดุก่อสร้างบางรายการที่ไม่มีการผลิตในประเทศ เช่น เหล็กพิเศษ กระจกคุณภาพสูง และอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และขอให้โครงการลงทุนสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณก่อสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น ถนน รถไฟ ท่าเรือ ระบบสาธารณูปโภคภายใน 6-8 เดือน และจัดทำโครงการ PPP ขนาดเล็ก-กลาง ที่สามารถเริ่มประมูลและลงนามได้เร็ว เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน โครงการสมาร์ทซิตี้ เป็นต้น

    ขอหนุนปล่อยกู้เต็มร้อยอาชีพอิสระ

    สอดคล้องกับนายอิสระ บุญยัง ประธานสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ฯ สภาหอการค้าฯไทย เรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เดินหน้ามาตรการต่อเนื่องจากรัฐบาลเดิม โดยเฉพาะ การค้ำประกันสินเชื่อแบบ Mortgage Insurance ซึ่งเป็นรูปแบบองค์กรคนกลางค้ำประกัน หรือ รูปแบบบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน20% เพื่อสร้างความมั่นใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ ลดภาระที่ตกอยู่กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)มากเกินไป

    พร้อมกันนี้ เสนอให้รัฐสนับสนุนการปล่อยกู้เต็ม 100% สำหรับกลุ่มอาชีพอิสระและผู้ที่พ้นจากสถานะติดเครดิตบูโร รวมถึงผู้ที่ย้ายงาน ซึ่งปัจจุบันใช้เวลาพิจารณาสินเชื่อนานเกินควร

    “ในช่วงรัฐบาลรักษาการ 4 เดือนนี้ ภาคอสังหาฯ เสนอให้ ต่อยอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ซื้อบ้านทุกราคา, สานต่อโครงการ “บ้านดีมีดาวน์”, และลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนอง สำหรับบ้านราคาตั้งแต่ 7 ล้านบาทขึ้นไป”

    นอกจากนี้ภาคก่อสร้างเสนอเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนให้ผู้รับเหมา และขอให้สถาบันการเงินผ่อนคลายเงื่อนไขสินเชื่อ ขณะที่ภาคคอนกรีต เสนอให้รัฐกำหนดให้นักลงทุนต่างชาติใช้วัสดุก่อสร้างภายในประเทศ และควบคุมปัญหานอมินี ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจท้องถิ่นและรายได้ภาครัฐ

    ชง“เราเที่ยวด้วยกัน”กระตุ้นโลว์ซีซัน

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย และประธานสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว สุขภาพ MICE และ กีฬา เปิดเผยว่า สมาคมฯ ได้เตรียมนำเสนอ 4 มาตรการเร่งด่วนต่อรัฐบาลใหม่โดยเน้นมาตรการที่ดำเนินการได้ทันที และส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจและประชาชนได้แก่

    1.เร่งสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยนักท่องเที่ยวจีน โดยเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจท่องเที่ยว และกระทรวงดิจิทัลฯ จัดตั้งศูนย์แถลงข่าวสาร และนโยบายในการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ การหลอกลวงนักท่องเที่ยว และอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว โดยแถลงข่าวเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อย้ำภาพลักษณ์ความปลอดภัย

    2.เชิญผู้นำระดับสูงของจีนเยือนไทย โดยขอให้กระทรวงการต่างประเทศเชิญผู้นำระดับสูงของจีนมางานสัมพันธ์ไทย-จีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์และฟื้นความเชื่อมั่นผ่านงาน Thailand-China Expo

    3.แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เสนอให้ยกเลิกกฎอัยการศึก เพื่อเปิดทางให้บริษัทประกันท่องเที่ยวกลับมาคุ้มครองนักเดินทาง พร้อมขอซอฟต์โลนและมาตรการภาษีช่วยโรงแรมในพื้นที่ชายแดน

     4.กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงโลว์ซีซัน เสนอให้รัฐบาลเตรียมงบและแผนล่วงหน้า สำหรับโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” รอบใหม่ เริ่ม 1 พ.ค. 2569 โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่าย 40-50% ผ่านแอปฯ เป๋าตังและถุงเงิน ทั้งนี้ ข้อเสนอทั้งหมดมุ่งหวังให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าโดยเร็ว เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและกระตุ้นการท่องเที่ยวในทุกมิติ

    ค้าปลีกเสนอ 3 Quick Win

    นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอ 3 มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อฟื้นเศรษฐกิจช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ได้แก่

    1.กระตุ้นการใช้จ่าย เพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียน (Spending Boost) ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง เวอร์ชันอัปเกรด” โดยปรับเพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวันจาก 150 บาทเป็น 300 บาท กำหนดวงเงินรวมเดือนละ 1,500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย.) และ “Easy e-Receipt” เฟส 2 กระตุ้นการซื้อสินค้าและบริการในช่วงไฮซีซั่น (ต.ค.-ธ.ค.)วงเงินสูงสุด 1 แสนบาทต่อคน ครอบคลุมสินค้าทั่วไป OTOP และสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คาดกระตุ้นเงินหมุนเวียนกว่าแสนล้านบาท

    2.ดันไทยเป็นสวรรค์นักช้อป (Shopping Paradise) เสนอปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์จาก 20-30% เหลือ 10-15%, และทดลองมาตรการคืนภาษี VAT ทันที 7% สำหรับการซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท ณ ร้านสมาชิกในย่านช้อปปิ้งหลักของกรุงเทพฯและขยายเวลาวีซ่านักท่องเที่ยวรัสเซียจาก 30 วัน เป็น เป็น 45-60 วัน

     3.มาตรการกระตุ้นการจ้างงานและเสริมกำลังแรงงาน เสนอเปิดจ้างงานรายชั่วโมง เปิดโอกาสนักศึกษา ผู้สูงอายุ และแรงงานนอกระบบ ช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพบริการ

    นายณัฐระบุว่า มาตรการเหล่านี้จะส่งผลเชิงบวกครอบคลุมทั้งผู้ผลิต แรงงาน SMEs และผู้บริโภค พร้อมย้ำสมาคมฯ พร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมภาคเอกชนกับรัฐบาล

    อาหาร-เครื่องดื่มจี้แก้บาทแข็ง

    ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ ประธานสมาคมการค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วน หรือ Quick Win ที่ผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่ม ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเวลานี้ คือ เงินบาทที่แข็งค่ามากที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันการส่งออกสินค้าไทยมาก เฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าอาหารแปรรูป หรืออาหารสำเร็จรูป ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก รวมถึงพืชผัก ผลไม้ต่าง ๆ

    “เรื่องเงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เวลานี้ภาคการส่งออกของไทยเหนื่อยมาก เฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าอาหาร และผักผลไม้พวกนี้ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก และมีมาร์จิ้นหรือกำไรไม่มาก ซึ่งแม้ว่าเราจะปิดดีลการเจรจาภาษีกับสหรัฐได้ที่ 19% ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านทำให้ไม่เสียเปรียบในเรื่องนี้มาก แต่พอมาเจอเงินบาทแข็งค่ามากกว่าชาวบ้านเราสู้ไม่ไหว ดังนั้นขอให้รัฐบาล Quick Win โดยแก้ปัญหานี้เป็นอันดับแรก และะหากรัฐบาลจะมีโครงการครนละครึ่ง ช้อปดีมีคืน เที่ยวไทยด้วยกัน หรือมีโครงการอื่น ๆ เราก็เห็นด้วย และขอให้เร่งดำเนินการ”

    ห่วงนโยบายเร่งด่วน ไม่สอดคล้องต้นทุนจริง รพ.

    ด้าน นายแพทย์ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้แสดงความกังวลต่อนโยบายด้านสาธารณสุขของรัฐบาลใหม่ที่อาจเน้นผลลัพธ์เร็ว แต่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงของโรงพยาบาลเอกชน เช่น การควบคุมราคาค่ารักษาและค่ายา

    ทั้งนี้เสนอให้มีตัวแทนภาคเอกชนร่วมในคณะกรรมการด้านนโยบายสุขภาพ เพื่อสะท้อนความแตกต่างของโรงพยาบาลแต่ละประเภท และเรียกร้องให้รัฐเข้าใจต้นทุนและโครงสร้างของโรงพยาบาลเอกชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในระบบประกันสังคมที่แม้ปรับดีขึ้นแต่ยังเผชิญข้อจำกัดงบประมาณ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/639038&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UIyp2ldt0K_r9a_L22-82

  • 7 บริษัทชั้นนำเขตเศรษฐกิจพิเศษจีนจ่อลงทุน EEC กว่า 4.3พันล้าน

    7 บริษัทชั้นนำเขตเศรษฐกิจพิเศษจีนจ่อลงทุน EEC กว่า 4.3พันล้าน


    สกพอ.ลงนาม LOI กับ 7 บริษัทชั้นนำจากพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า สร้างโอกาสการลงทุน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายสู่พื้นที่ EEC

    ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ.  เปิดเผยหลังร่วมลงนาม หนังสือแสดงเจตจำนงการลงทุน (LOI) ระหว่าง สกพอ. และ 7 บริษัทชั้นนำจากพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า (Greater Bay Area : GBA)  ว่า ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนจีนต่อศักยภาพของประเทศไทย และพื้นที่อีอีซีในฐานะศูนย์กลางการลงทุนแห่งใหม่ของเอเชีย โดยคาดว่าจะเกิดเงินลงทุนรวมประมาณ 4,340 ล้านบาท

    ทั้งนี้การลงนาม LOI ดังกล่าว เป็นกิจกรรมไฮไลต์สำคัญ ภายในการจัดงาน “Thailand–GBA Investment Gateway 2025: Unlock EEC Opportunities Forum” ณ สถานกงสุลใหญ่ นครกว่างโจว ซึ่งเป็นการจัดงานร่วมกันระหว่าง สกพอ. สมาคมการค้าส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษไทย-จีน (SIDTA) และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว โดยมีการรวมตัวของภาครัฐและเอกชน

    รวมถึงพันธมิตรด้านการลงทุน เพื่อดึงดูดนักลงทุนจาก เขตเศรษฐกิจพิเศษ GBA เข้าสู่พื้นที่อีอีซี ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของไทย และยกระดับความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ในโอกาสเฉลิมฉลอง 50 ปีแห่งมิตรภาพไทย–จีน ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนจีนอย่างคับคั่ง มีผู้เข้าร่วมกว่า 80 ราย จากบริษัทชั้นนำ 49 บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ การบิน อากาศยานไร้คนขับ ยานยนต์สมัยใหม่ และนวัตกรรมทางการแพทย์

    อย่างไรก็ตามประเทศไทยต้องการยกระดับให้พื้นที่อีอีซีเป็นศูนย์กลางการลงทุนระดับโลก ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ ครอบคลุมมาตรการจูงใจด้านภาษี เขตปลอดอากร การอำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่า การจัดสรรที่ดินที่เหมาะสม และการลดขั้นตอนอนุญาตต่างๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่เป็นมิตรอย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ จะมุ่งมั่นผลักดันการลงทุนใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การแปรรูปอาหาร หุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล การแพทย์และสุขภาพครบวงจร และ การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยอีอีซี ไม่ใช่แค่โครงการไทย แต่เป็นโอกาสของภูมิภาค ที่จะสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลกในอนาคต

    ด้านนายกาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย–จีนในระดับ “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” (Comprehensive Strategic Partnership) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้การค้าการลงทุนเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้น 26% จากปีก่อนหน้า และโดยเฉพาะกับมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นมณฑลที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของจีน มีมูลค่าการค้ากับไทยคิดเป็น 1 ใน 4 ของมูลค่าการค้าทวิภาคีไทย-จีน

    “ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนที่เชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ซึ่งเป็นทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานในการเชื่อมโยงทางโลจิสติกส์ เช่น ท่าเรือแหลมฉบังที่เป็นประตูสู่การค้าในภูมิภาค และการมีความตกลงการค้าเสรีกว่า 15 ฉบับ ทำให้นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในไทยสามารถเข้าถึงตลาดกว่า 19 ประเทศแบบปลอดภาษี” กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว กล่าว

    Dr. Zonglin Guo นายกสมาคมการค้าส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษไทย-จีน (SIDTA )กล่าวว่า SIDTA มีบทบาทสำคัญในการเป็น “สะพานเชื่อม” นักลงทุนจีนกับประเทศไทย โดยเฉพาะใน EEC เพื่อให้การลงทุนราบรื่น มั่นคง และยั่งยืน พร้อมชี้ว่า “ปี 2025 ในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองแห่งความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ที่จะผลักดันความเชื่อมั่นและการเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศ”

    ด้าน นายเอกพล ยวงนาค เลขาธิการ SIDTA กล่าวเสริมว่า SIDTA ไม่ได้เป็นเพียงผู้ประสานงาน แต่ดำเนินงานในลักษณะ One-Stop Solution เชื่อมโยงนักลงทุนกับข้อมูล สิทธิประโยชน์ และเครือข่ายพันธมิตรครบวงจร อีกทั้ง SIDTA ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง เพื่อร่วมกันอำนวยความสะดวกการลงทุนของนักลงทุนจีนและต่างชาติ กับ สกพอ. (MOU) ซึ่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ สร้างการจ้างงาน ยกระดับเทคโนโลยี และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    สำหรับการจัดงานฯ ครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความร่วมมือไทย–จีน ภายใต้บริบทความสัมพันธ์ครบรอบ 50 ปี และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยการเชื่อมโยงกับ Greater Bay Area ของจีน จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ และผลักดันให้อีอีซี ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการลงทุนคุณภาพสูงของภูมิภาคต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35508&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sjNBHQarS4dCH1tA6FXaw

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 17 กันยายน 2568

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 17 กันยายน 2568

    17 กันยายน 2568 19:28 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 17 กันยายน 2568

    -นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อมโยงอ่าวไทย–อันดามัน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้ แม้จะมีเสียงคัดค้านและข้อกังวลเรื่องการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

    – นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และอดีตรมว.คลัง โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง “คนละครึ่ง ถูกวินัยการเงินการคลัง” ระบุว่า ต้องประกาศแผนใช้คืนหนี้สาธารณะ เพราะขณะนี้ ไทยมีหนี้สาธารณะ 11.7 ล้านล้านบาท คิดเป็น 63.6% ของจีดีพี ซึ่งแต่ละปี รัฐขาดดุลงบประมาณอีก 8 แสนล้านบาท และตัวเลขขาดดุลจะเพิ่มขึ้นทุกปี จะทำให้รัฐบาลต้องกู้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นทุกปีเพื่อปิดงบขาดดุล

    – นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า จากที่มีกระแสข่าวว่าตนมีชื่อเป็น รมช.พาณิชย์นั้น ยืนยันที่จะยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์เช่นเดิมจนเกษียณอายุราชการในปี 69 ส่วนเรื่องการเมืองนั้น ในฐานะที่เป็นข้าราชการ ก็สนใจการเมืองอยู่แล้ว เพราะต้องนำนโยบายของนักการเมืองมาสู่การปฏิบัติ แต่เป็นเรื่องอนาคต ขณะนี้ยังไม่สนใจ แต่หลังเกษียณค่อยคิดอีกที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/651939&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25uNqd_LQjBgCwnDqyruMJ

  • ผู้นำฮ่องกงรับปากปฏิรูปเศรษฐกิจ-ความเป็นอยู่

    ผู้นำฮ่องกงรับปากปฏิรูปเศรษฐกิจ-ความเป็นอยู่

    ฮ่องกง 17 ก.ย.- นายจอห์น ลี ผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกง แถลงนโยบายประจำปีครั้งที่ 4 ในวันนี้ รับปากจะกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น

    นายลี วัย 67 ปี ซึ่งรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 แถลงนโยบายประจำปีครั้งที่ 4 ต่อสภานิติบัญญัติเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 13.54 น.วันนี้ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง ใช้เวลาทั้งหมด 174 นาที แยกเนื้อหาตามประเด็นสำคัญได้ดังนี้

    Digital screen writing Hong Kong leader delivers 2025 policy address

    ประเด็นเศรษฐกิจ

    • คาดว่าเศรษฐกิจฮ่องกงปีนี้จะขยายตัวที่ร้อยละ 2-3 เทียบกับปี 2567 ที่ขยายตัวร้อยละ 2.5
    • จะเร่งพัฒนาเขตมหานครทางตอนเหนือ (Northern Metropolis Area) ของฮ่องกงที่อยู่ใกล้กับพรมแดนจีนแผ่นดินใหญ่
    • จะส่งเสริมการพัฒนาเอไอพลัส (AI+) ที่ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบทั้งหมด โดยเน้นย้ำอย่างหนักแน่นเรื่องการป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
    • จะสำรวจลู่ทางการสร้างกลไกที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการใช้มาตรการจูงใจทางภาษีที่สอดล้องกับมาตรฐานฐากล
    • จะชักชวนบริษัทเวชภัณฑ์ชั้นนำของจีนและสากลให้มาเปิดดำเนินการในฮ่องกง
    • จะส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ ขณะนี้ฮ่องกงกำลังจะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนก่อนปี 2593
    • จะก่อสร้างโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี ขนาดใหญ่แห่งแรกของฮ่องกง คาดว่าจะเริ่มดำเนินงานได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
    • จะส่งเสริมให้ฮ่องกงเป็นตลาดค้าทองคำสากล และส่งเสริมการสร้างที่เก็บทองคำที่สามารถเก็บได้กว่า 2,000 ตันภายใน 3 ปี
    • จะจัดมหกรรมและการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และนำเสนอทัวร์สุดหรูที่ออกแบบสำหรับนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงเป็นการเฉพาะ
    • จะเปิดร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง
    Hong Kong leader focuses on boosting economy, livelihoods long shot

    การเมืองและความมั่นคงแห่งชาติ

    • จะเดินหน้าปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของชาติอย่างแน่วแน่
    • จะเดินหน้าส่งเสริมระบบกฎหมายและกลไกการบังคับใช้เพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อป้องกัน ปราบปราม และลงโทษการกระทำและกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงแห่งชาติ

    ชีวิตความเป็นอยู่

    • การปกป้องความต้องการพื้นฐานด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนชาวฮ่องกงคือสิ่งสำคัญที่สุด
    • จะเพิ่มปริมาณห้องชุดพักอาศัย
    • จะอำนวยความสะดวกให้ผู้รับเงินบำนาญชาวฮ่องกงไปใช้ชีวิตวัยเกษียณที่มณฑลกวางตุ้งและฝูเจี้ยนของจีน
    • จะเพิ่มมาตรการส่งเสริมการมีบุตร
    • ผู้เสียภาษีจะได้รับการลดหย่อนค่าเลี้ยงดูบุตรทั้งหมด 260,000 ดอลลาร์ฮ่องกง(ราว 1 ล้านบาท) สำหรับการเลี้ยงดูบุตรแต่ละคนในช่วง 2 ขวบปีแรก.-814.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    กรุงเทพฯ 15 ก.ย. – ธปท. ย้ำทุกหน่วยงานร่วมกำหนดเงื่อนไขปลดล็อกบัญชีไม่มีเอี่ยวบัญชีม้า สิ้นเดือน ก.ย.นี้ เพื่อให้ร้านค้ามั่นใจรับโอนเงินซื้อสินค้า นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบชำระเงินฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากปัญหาชาวบ้านถูกระงับธุรกรรมและระงับวงเงิน แต่ไม่ได้ระงับเงินในบัญชีในช่วงเดือนกันยายน 68 ตรวจพบบัญชีต้องสงสัยเฉลี่ย 10,000 บัญชี/สัปดาห์ ยอมรับว่าการคุมเข้มในช่วงที่ผ่านมา เพื่อต้องการกวาดเอาเส้นทางบัญชีที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ ทั้งโอนเงินผ่าน e-money และคริบโตฯ ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบในบางส่วน ในการทำธุรกรรมทางการเงิน ธปท. จึงเร่งหารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกำหนดเงื่อนไขร่วมกันให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ “ธปท., ธนาคาร, ตำรวจ ศปอท. พร้อมปลดล็อกให้กับผู้บริสุทธิ์ มุ่งเน้นบัญชีจำนวนไม่มาก เช่นวงเงิน 100-500 บาท หรือร้านค้า ที่มีการซื้อของมาประกอบอาหารหรือสินค้าในร้านเป็นประจำในยอดที่ไม่สูงมากนัก กลุ่มเหล่านี้จะเร่งตรวจสอบ เพื่อแจ้งข้อมูลให้ลูกค้าบัญชีรับทราบ พร้อมทำอย่างรวดเร็ว และมุ่งทำความเข้าใจกับร้านค้า ให้เกิดความเชื่อมั่น และรับเงินโอนจากลูกค้า เพราะที่ผ่านมายอดปฏิเสธรับโอนเงินไม่สูงมากนัก หากตรวจสอบเสร็จแล้วคาดว่าใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ถึง 1 […]

    กทม. 15 ก.ย.-ครอบครัวชินวัตร ถึงเรือนจำคลองเปรม เข้าเยี่ยม “ทักษิณ” หลังครบ 5 วันกักโรค และกรมราชทัณฑ์ อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้วันนี้เป็นวันแรก นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำเรื่องขอเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม หลังครบ 5 วัน การกักตัวเฝ้าระวังโรคโควิด-19 และกรมราชทัณฑ์ อนุญาตให้ญาติตามรายชื่อ 10 คน และทนายความ เข้าเยี่ยมได้วันนี้เป็นวันแรก โดยก่อนหน้านี้ พันตำรวจโท เชน กาญจนาปัจจ์ โฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่าอาการของนายทักษิณ โดยรวมดีขึ้น ความดันสูงก่อนหน้านี้ลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งการเข้าเยี่ยมจะเป็นการพูดคุยผ่านกระจกใส เพื่อความปลอดภัย ล่าสุด ครอบครัวชินวัตรเดินทางมาถึงเรือนจำคลองเปรมแล้ว นำโดยคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์, น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ลูกสาวคนโต และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี.-สำนักข่าวไทย

    บช.ก. 15 ก.ย. – “บิ๊กเต่า” เปิดคดีใหม่ พระวัดดังเมืองปทุมธานี เอี่ยวเงินวัดโยงสีกาเยอรมัน ฝากให้มาชี้แจงความบริสุทธิ์ หากไม่มาจะเสียหาย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) เปิดเผยถึงกระแสข่าวพระวัดดังจังหวัดปทุมธานี ที่มีความเกี่ยวข้องกับเงินวัดจำนวน 12.2 ล้านบาท ที่โอนเข้าบัญชีสีการายหนึ่ง ว่า เรื่องนี้ทราบว่ามีคนแจ้งความและเป็นคดีความอยู่ที่กองบังคับการปราบปรามแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ และได้ข้อมูลที่น่าสนใจมากพอสมควร ซึ่งสีกาคนดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับสีกาที่ทางตำรวจเพ่งเล็งอยู่หรือไม่จะต้องตรวจสอบในประเด็นนี้ด้วย แต่คดีนี้หลักๆ จะดูที่เส้นทางการเงินของบัญชีวัด หากพบใครเกี่ยวข้องก็จะต้องดำเนินการ ส่วนกรณีที่ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นำหลักฐานออกมาโพสต์ผ่านโซเชียลนั้น ก็ถือว่ามีประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนจะเรียกเข้าสอบหรือไม่นั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานสอบสวน ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานเรื่องนี้จะชัดเจน มีรายงานว่าผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้พบว่ามี 8 คน รวมพระด้วยเป็น 9 คน จึงอยากฝากถึงพระว่า ให้มาชี้แจงความบริสุทธิ์ หากไม่มาจะเสียหายเนื่องจากมีหลักฐานจำนวนมาก.-419-สำนักข่าวไทย

    กทม. 16 ก.ย.-บุกห้ามยายวัย 83 โอนเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เกือบ 5 ล้าน แต่ยายไม่ฟัง ไม่เชื่อว่าโดนหลอก ไล่ตำรวจกลับไป แถมโทรฟ้องมิจฉาชีพว่าตำรวจมากวน สุดท้ายเข้าแจ้งความแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พระโขนง ตะโกนคุยกับคุณยายวัย 83 ปี ข้ามรั้วประตูบ้าน ว่า อย่าโอนเงินให้มิจฉาชีพอีก หลังธนาคารพบความผิดปกติ เนื่องจากคุณยายถอนเงินออกมาหลายล้านบาท จึงประสานงานไปที่ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ AOC 1441 ให้แจ้งมายังตำรวจนครบาล เพื่อตรวจสอบการโอนเงินของคุณยายโดยด่วน ปรากฏว่า เมื่อตำรวจมาถึงบ้าน คุณยายไม่เชื่อ แถมยังคุยโทรศัพท์กับตำรวจปลอมในมือถือตลอดเวลา แล้วไม่เชื่อว่า ตำรวจที่มาหน้าบ้านเป็นตำรวจจริง จนตำรวจตัวจริงอ่อนใจ ทำได้เพียงแค่ประสานงานผู้นำในชุมชนให้ช่วยดูแลคุณยาย และเตือนเรื่องนี้ ล่าสุดคุณยายมาแจ้งความแล้ว เมื่อวันที่ 13 กันยายน แต่ยังไม่ได้เงินคืน ข้อมูลของตำรวจพบว่า คุณยายโอนเงินไปทั้งหมด 5 ครั้งครั้งแรกวันที่ 3 กันยายน ฝากเงินสดเข้าบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง 3.5 ล้านบาทวันที่ 4 กันยายน โอนเงินสดไป 400,000 บาทวันที่ […]

    ข่าวแนะนำ


    ศรีสะเกษ 17 ก.ย. – พ่อค้ายาเสพติดคลุ้มคลั่ง ควงปืนสงคราม AK-47 ขู่ยิงเจ้าหน้าที่ หลังถูกชุดปฏิบัติการ 238 พิทักษ์นครลำดวน สนธิกำลังตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ปิดล้อมบ้านเป้าหมายพื้นที่ อ.โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ เกลี้ยกล่อมนานกว่า 8 ชั่วโมง สุดท้ายทนแรงกดดันไม่ไหว ยอมวางอาวุธมอบตัวแต่โดยดี เจ้าหน้าที่พยายามใช้ยุทธวิธีเจรจาเกลี้ยกล่อมนายวีระศักดิ์ อายุ 35 ปี มีประวัติพัวพันการค้ายาเสพติด ครอบครองอาวุธสงคราม และยังเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งวิ่งเข้าไปหลบภายในบ้าน ต.หนองกุง อ.โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ หลังตำรวจแสดงตัวเข้าตรวจค้น เพราะได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่าเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่ มีพฤติกรรมอุกอาจ แต่นายวีระศักดิ์กลับวิ่งไปหยิบอาวุธปืนสงคราม AK-47 ออกมาขู่เจ้าหน้าที่ พร้อมตะโกนด้วยเสียงดุดันว่าถ้าเข้ามาจะยิง จากนั้นรีบหลบกลับเข้าไปในบ้าน เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ปิดล้อมบริเวณโดยรอบอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันเหตุร้าย บรรยากาศตึงเครียด เจ้าหน้าที่พยายามใช้ยุทธวิธีเจรจาเกลี้ยกล่อม ทั้งให้พ่อแม่และญาติสื่อสารทางโทรศัพท์ หวังให้ผู้ต้องหายอมมอบตัวแต่ไม่เป็นผล เนื่องจากนายวีระศักดิ์ยังอยู่ในอาการคลุ้มคลั่งจากการเสพยาบ้า ถือปืนพร้อมยิงตลอดเวลา นานกว่า 8 ชั่วโมง […]

    17 ก.ย.- ทบ. แจงตรวจพบ PMN-2 เพิ่มเติมอีก 8 ทุ่นบริเวณช่องโดนเอาว์ จ.ศรีสะเกษ ชี้กัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ย้ำควรรับผิดชอบและร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงใจ วันนี้ (17 ก.ย.68) ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่ากองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ภายหลังจากที่กำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 132 ฐานปฏิบัติการชนะศึก ได้ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อเสริมภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่ช่องโดนเอาว์ ฐานปฏิบัติการชนะศึก อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ วานนี้ (16 ก.ย.68) โดยได้ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PMN-2 จำนวน 8 ลูก มีสภาพใหม่ ติดตั้งในลักษณะพร้อมทำงาน ซึ่งทางหน่วยได้ทำการเก็บกู้รื้อถอนและนำเก็บเพื่อรอการทำลายเป็นที่เรียบร้อย สำหรับการตรวจพบระเบิดดังกล่าว เป็นเครื่องยืนยันว่าฝ่ายกัมพูชายังคงมีความพยายามอย่างไม่ลดละในการใช้อาวุธต่อกำลังของฝ่ายไทย ซึ่งถือเป็นการละเมิดต่อข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน และเป็นพฤติกรรมที่สวนทางกับข้อตกลงที่กัมพูชาได้ให้ไว้ในที่ประชุม GBC เมื่อวันที่ 10 ส.ค.68 ที่ผ่านมา ในเรื่องความร่วมมือที่จะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งจากนี้กองทัพบกจะนำหลักฐานที่ได้ตรวจพบทั้งหมดในพื้นที่ รวบรวมนำส่งให้ส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อร้องเรียนตามกระบวนการในเวทีสากลต่างๆ ต่อไป รวมทั้งขอความร่วมมือกัมพูชา […]

    17 ก.ย.- เปิดไทม์ไลน์เหตุเผชิญหน้า “บ้านหนองหญ้าแก้ว” เจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตา-กระสุนยาง หลังชาวเขมรชุมนุมประท้วง ก่อความวุ่นวาย ล่าสุดสถานการณ์ทั่วไปอยู่ในความควบคุม แต่กลุ่มชาวกัมพูชายังคงปักหลักใกล้แนวชายแดน.-สำนักข่าวไทย

    ทำเนียบ 17 ก.ย.- ทำเนียบรัฐบาล เตรียมพร้อมสถานที่รับนายกฯ-ครม.ใหม่ ถ่ายรูปติดบัตร ก่อนถวายสัตย์ปฏิญาณ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวของคณะรัฐมนตรี ก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน และยังมีการตัดแต่งต้นไม้ บริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล และตัดหญ้าด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการถ่ายรูปหมู่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (16 ก.ย.) นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา และวันนี้มีการส่งทีมงานเข้ามาดูห้องทำงานภายในตึกบัญชาการ 1 ด้วย สำหรับตำแหน่งว่าที่รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลอนุทิน มีชื่อทั้งหมด 7 คน ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี และนายโสภณ​ ​ซา​รัมย์​ รอง​นายก​รัฐมนตรี​ ขณะที่ตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/world-1586754&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KjgSlPutZc1crDNoGeGX4

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 17 กันยายน 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 17 กันยายน 2568 – InterGold

    วันที่ 17 กันยายน 2568 เวลา 10.46 น.

    กลยุทธ์  :  ลุ้นย่อก่อนทะยานอีกครั้ง
    แนวรับ  :  $3,660  หรือ  55,000 บาท
    แนวต้าน  :  $3,700  หรือ  55,400 บาท

    ข่าว :  

    .

    ตลาดทองคำยังคงเคลื่อนไหวตามความคาดหวังนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยเกือบ 100% ของนักลงทุนมั่นใจว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งถัดไป ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าและบอนด์ยีลด์ลดลง หนุนให้ราคาทองคำมีแรงซื้อเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด โดยเฉพาะยอดค้าปลีกเดือนสิงหาคมที่ขยายตัว 0.6% สูงกว่าคาด อาจกลายเป็นตัวแปรที่ทำให้เฟดไม่เร่งส่งสัญญาณผ่อนคลายดอกเบี้ยมากนัก ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดันตลาด ไม่ว่าจะเป็นการค้าระหว่างสหรัฐฯ–อินเดีย หรือความตึงเครียดทางพลังงาน แม้จะมีข่าวบวกจากความคืบหน้าของดีล TikTok ที่ช่วยผ่อนคลายความสัมพันธ์สหรัฐฯ–จีนบางส่วนก็ตาม

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากดอลลาร์อ่อนค่าและภาวะบอนด์ยีลด์ที่ถดถอย แต่แรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งทำให้การขึ้นยังถูกจำกัดในระยะสั้น ขณะที่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศยังคงสร้างความไม่แน่นอน หนุนให้นักลงทุนยังถือทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ด้านเทคนิค พบสัญญาณ Bearish Divergence ใน Timeframe 1H และ 4H ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีการปรับฐานก่อน โดยแนวรับสำคัญอยู่ที่ $3,660 หรือ 55,000 บาท และอาจย่อตัวลึกลงถึง $3,600 หรือ 54,400 บาทก่อนการประชุมเฟด

    กลยุทธ์ :

    .

    แม้ระยะสั้นทองคำมีโอกาสอ่อนตัวตามสัญญาณทางเทคนิคและแรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจ แต่แนวโน้มหลักยังคงเป็นขาขึ้น เนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยที่คาดว่าจะลดลงและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นักลงทุนควรรอจังหวะย่อตัวเพื่อเข้าซื้อ โดยพิจารณารับที่แนวรับ $3,660 หรือ 55,000 บาท และหากย่อลงลึกอาจสะสมเพิ่มที่ $3,600 หรือ 54,400 บาท ขณะที่แนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ $3,700 หรือ 55,400 บาท หากผ่านได้จะเปิดทางให้ทองคำทะยานขึ้นต่อในระยะกลางถึงยาว

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-17-sep-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IKR-OGd-9p8Rb6I6GVqVo

  • CGS เชื่อ เฟดลดดอกเบี้ย 0.25%  – แนะลงทุน “S&P500 + หุ้นเอเชีย + ทองคำ+พันธบัตร”

    CGS เชื่อ เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% – แนะลงทุน “S&P500 + หุ้นเอเชีย + ทองคำ+พันธบัตร”

    การประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รอบนี้ กลายเป็นจุดโฟกัสสำคัญของนักลงทุนทั่วโลกว่าจะมี “เซอร์ไพรส์” หรือไม่ โดยเฉพาะการลดดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์

    กรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ CGS International (ประเทศไทย) เปิดเผยในรายการ First Up ทางเพจ SPACEBAR ว่า ตลาดกำลังคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งถือเป็น “เส้นกลาง” ที่ไม่สร้างแรงสั่นสะเทือน แต่หากเฟดลดมากถึง 0.50% หรือแม้แต่ไม่ลดเลย ตลาดจะเกิดความผันผวนทันที

    “ถ้าลด 0.25% ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงยังเดินต่อได้ แต่ถ้า 0.50% ไม่ใช่ข่าวดี เพราะสะท้อนว่าเฟดอาจกังวลเศรษฐกิจมากกว่า ขณะเดียวกันหากไม่ลดเลย ตลาดก็จะผิดหวังทันที”

    — กรรณ์ หทัยศรัทธา

    “Goldilocks Economy” ยังหนุนตลาดหุ้นโลก

    กรรณ์ อธิบายว่า เศรษฐกิจโลกขณะนี้ยังอยู่ในบรรยากาศแบบ Goldilocks คือเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เศรษฐกิจเดินต่อไปได้ และแม้ราคาสินทรัพย์จะแพง แต่ก็มีเหตุผลรองรับ

    “ตลาดสหรัฐฯ อยู่ใน Goldilocks มาสักพักแล้ว ถ้าเฟดยึดตามสัญญาณจาก Jackson Hole ลดดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป ภาพนี้ก็ยังต่อเนื่อง และยังเปิดโอกาสให้หุ้นไปต่อ”

    กลยุทธ์ลงทุน: ต้อง “มีทุกอย่าง”

    สำหรับการจัดพอร์ตลงทุนในช่วงนี้ กรรณ์แนะนำให้ลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะผ่าน กองทุนหรือ ETF S&P500 ซึ่งช่วยให้นักลงทุนได้ประโยชน์จากหุ้นเทคยักษ์ใหญ่โดยไม่ต้องเสี่ยงเลือกหุ้นรายตัว

    ขณะเดียวกัน ต้องมีสัดส่วนใน ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) เพราะหากดอลลาร์อ่อนค่า เม็ดเงินจะไหลเข้าตลาดเอเชีย รวมถึง ทองคำและพันธบัตร ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่จะได้รับแรงหนุนหากเฟดเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อ

    “ง่ายที่สุดคือกระจายพอร์ตให้มีทุกอย่าง หุ้นสหรัฐฯ ควรอยู่ราว 15–20% ของพอร์ต ไม่เกิน 50% เพื่อไม่ให้เสี่ยงเกินไป ส่วนที่เหลือควรเน้นหุ้นเอเชีย ทองคำ และพันธบัตร เพราะมีโอกาสเติบโตและป้องกันความผันผวน”

    ทองคำ: ยังคงเป็นสินทรัพย์ “ต้องมี”

    แม้ราคาทองคำจะปรับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ แต่กรรณ์ย้ำว่าทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่ต้องถือครองในลักษณะ DCA (ทยอยซื้อ) ทุกเดือน เพราะบริบทโลกยังหนุน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การที่ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำเพิ่ม และการอ่อนค่าของดอลลาร์

    หุ้นไทย: ได้แรงหนุนจาก ครม.ใหม่ – ชู CPALL-PTT เป็น Quick Win

    กรรณ์มองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยภายใน โดยเฉพาะความเชื่อมั่นต่อทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ดรีมทีม” ขณะที่การทำงานประสานกันระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาด

    “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างโครงการคนละครึ่ง จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและเป็นข่าวบวกต่อกลุ่มค้าปลีก โดยเฉพาะ CPALL ส่วน PTT ได้ประโยชน์จากโอกาสปรับโครงสร้างราคาก๊าซเพื่อลดค่าไฟประชาชน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/cgs-fed-set-quick-win&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QWw19OcshJZ2tojrQOLmB

  • ธปท.เดินหน้าจัดการบัญชีม้า ย้ำสภาพคล่องระบบการเงินไทยยังแข็งแรง

    ธปท.เดินหน้าจัดการบัญชีม้า ย้ำสภาพคล่องระบบการเงินไทยยังแข็งแรง

    เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยความคืบหน้ากรณีมาตรการระงับธุรกรรมบัญชีต้องสงสัย (บัญชีม้า) ว่า แม้มาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประชาชนบางส่วน แต่จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในระบบการเงินระยะยาว

    ย้ำระบบการเงินไทยยังมีเสถียรภาพ

    ผู้ว่าฯ ระบุว่า แม้มีประชาชนจำนวนหนึ่งถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในบางสาขาที่มีปริมาณการถอนเงินสดสูงกว่าปกติ แต่ สถาบันการเงินโดยรวมยังมีสภาพคล่องเพียงพอ และไม่มีปัญหาเรื่องเงินฝาก พร้อมยืนยันว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ “Bank Run” ตามความหมายทางเศรษฐศาสตร์

    “ธนาคารพาณิชย์มีการสำรองเงินสดไว้เพียงพอ และสามารถบริหารจัดการการกระจายเงินในแต่ละสาขาได้อย่างเหมาะสม ไม่ได้เกิดความตื่นตระหนกในระบบ”

    เข้าใจผู้ได้รับผลกระทบ แต่ย้ำความจำเป็น

    ธปท. ยอมรับว่า มาตรการระงับบัญชีม้าอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้สุจริต โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพอิสระและพ่อค้าแม่ค้าที่จำเป็นต้องหมุนเวียนเงินผ่านบัญชีอยู่ตลอดเวลา แต่หากไม่ดำเนินการ มิจฉาชีพจะสามารถใช้ช่องโหว่ในระบบการเงินเพื่อก่ออาชญากรรมต่อเนื่อง และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

    “มิจฉาชีพในปัจจุบันมีบทบาทมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ทั้งการหลอกลวงออนไลน์ การโอนเงินผ่านบัญชีบุคคลที่สาม ซึ่งหากปล่อยไว้ จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมทางการเงินในภาพรวม และฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ”

    ธปท. ปรับกระบวนการให้เร็วขึ้น – ลดผลกระทบรายย่อย

    เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ธปท. ได้ปรับปรุงขั้นตอนการขอปลดล็อกธุรกรรมให้รวดเร็วขึ้น โดยในปัจจุบันสามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 4 ชั่วโมง หรือช้าสุดไม่เกิน 1 วัน

    ปัญหาความมั่นคง – เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจมหภาค

    ผู้ว่าการ ธปท. ยังสะท้อนภาพรวมว่า ความไม่ปลอดภัยในระบบดิจิทัล รวมถึงปัญหามิจฉาชีพในระบบการเงิน อาจส่งผลกระทบต่อ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะในภาคการค้า การท่องเที่ยว และการบริโภคภาคครัวเรือน

    “มีคนบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ฟื้น นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากจีนไม่มา รายได้ลดลง สาเหตุส่วนหนึ่งคือความไม่มั่นใจในระบบความปลอดภัย หากไม่เร่งจัดการกับอาชญากรรมทางการเงิน จะยิ่งซ้ำเติมภาคเศรษฐกิจที่กำลังเปราะบาง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-suspend-account-transactions&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qgiDg-PE5HuTYU8dIeA98

  • รัฐบาลอินโดฯ เปิดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจเกือบ 3.7 หมื่นล้านบาท หวังพยุงจีดีพีโต 5.2%

    รัฐบาลอินโดฯ เปิดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจเกือบ 3.7 หมื่นล้านบาท หวังพยุงจีดีพีโต 5.2%

    รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ มูลค่าเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 36,700 ล้านบาท เพื่อรับมือการชะลอตัวและพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมาย 5.2% ในปีนี้  

    วันที่ 16 กันยายน 2568 นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ ของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่าแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ารวม 16.23 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 36,700 ล้านบาท เพื่อรับมือการชะลอตัวและพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมาย 5.2% ในปีนี้ หลังไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 5.12% สูงสุดในรอบ 2 ปี

    โดยระบุว่า มาตรการจะเริ่มใช้ในไตรมาส 4 ของปีนี้ และบางส่วนขยายต่อถึงปี 2569 โดยสาระสำคัญคือการช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อยกว่า 18.3 ล้านครอบครัวด้วยการแจกข้าวสาร 10 กิโลกรัมต่อครอบครัว พร้อมจัดโครงการ “เงินสดแลกงาน” มูลค่า 5.3 ล้านล้านรูเปียห์ ให้ประชาชนกว่า 600,000 คนทำงานก่อสร้างถนนและสะพานในช่วงกันยายนถึงธันวาคม

    นอกจากนี้ยังมีการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับแรงงานภาคท่องเที่ยว ขยายเวลาเบี้ยประกันภัยแรงงานให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างและคนขับรถบรรทุก ลดลงครึ่งหนึ่ง รวมถึงโครงการฝึกงานแบบมีค่าตอบแทนสำหรับบัณฑิตจบใหม่กว่า 20,000 คน ขณะที่ภาษีธุรกิจขนาดเล็กที่เดิมกำหนดจะปรับขึ้นจาก 0.5% เป็น 1% ในปีหน้า ได้ถูกชะลอออกไปจนถึงปี 2572 

    ขณะเดียวกัน ในปี 2569 รัฐบาลยังเตรียมเดินหน้าโครงการปลูกทดแทนพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่ 870,000 เฮกตาร์ ครอบคลุมอ้อย โกโก้ กาแฟ มะม่วงหิมพานต์ จันทน์เทศ และมะพร้าว ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานใหม่ได้กว่า 1.6 ล้านตำแหน่ง

    ด้านนายเปอร์บาญา ยูดิ ซาเดวา รัฐมนตรีการคลัง ยืนยันว่า มาตรการนี้จะไม่กระทบต่อเป้าการขาดดุลงบประมาณปี 2568 ซึ่งล่าสุดคาดการณ์อยู่ที่ 2.78% ของจีดีพี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2883279&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rPldfoKxw312-fZx1Stfv

  • ‘พิพัฒน์‘ยัน‘รัฐบาลอนุทิน‘เดินหน้า‘แลนด์บริดจ์’ ผนึกกำลังทีมงานภาคใต้ดันเศรษฐกิจ

    ‘พิพัฒน์‘ยัน‘รัฐบาลอนุทิน‘เดินหน้า‘แลนด์บริดจ์’ ผนึกกำลังทีมงานภาคใต้ดันเศรษฐกิจ

    ‘พิพัฒน์‘ยัน‘รัฐบาลอนุทิน‘เดินหน้า‘แลนด์บริดจ์’ ผนึกกำลังทีมงานภาคใต้ดันเศรษฐกิจ

    วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.51 น.

    ‘ว่าที่รมว.คมนาคม‘ ยัน ‘รัฐบาลอนุทิน‘ เดินหน้า ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ ผนึกกำลังทีมงานภาคใต้ดันเศรษฐกิจ ชี้ที่ผ่านมาเสียโอกาสไปเยอะ หากไม่เริ่มวันนี้ก็จะชะลอไปเรื่อยๆ เสียเวลา 4 เดือนเปล่าประโยชน์ เชื่อ EIA เดินหน้าไปมากแล้ว

    เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวถึงการเดินหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ภายหลังการเปิดตัวทีม อบจ.ชุมพร ของนายชุมพล จุลใส อดีต สส.ประชาธิปัตย์ ที่มาสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ว่า ต้องขอบคุณทีม อบจ.ชุมพร ที่มาร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศของเราต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญที่พวกเรามีการประสาน และรวมตัวกัน เพราะเรามีนโยบายที่จะพัฒนา โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญที่สุดอย่างกรณีโครงการแลนด์บริดจ์ว่าจะเกิดหรือไม่ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็มีการให้สัมภาษณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเราจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป 

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า โครงการแลนด์บริดจ์เริ่มต้นจากสมัยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่จะมีการสร้างระบบราง ถนน และระบบท่อ ของ 2 ฝั่งในทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ซึ่งก็จะเป็นการสร้างอาชีพให้กับคนไทยเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะพื้นที่ จ.ชุมพร และระนอง ที่จะสามารถจ้างงานเพิ่มขึ้นได้มากมาย จึงถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยตนได้หารือเป็นการส่วนตัวกับนายชุมพล ว่า เราจะมาสานความสำเร็จ และเป็นการพัฒนาจังหวัดของเรา พวกเราต้องช่วยกันคิด และจัดทำอย่างไรให้โครงการนี้ราบรื่นไปได้ จึงเป็นที่มาที่ทำให้เรามาอยู่ด้วยกัน

    นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนได้รับหน้าที่ให้พูดคุยกับเพื่อนๆ พื้นที่ภาคใต้ว่า มีอุดมการณ์มาทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้ เพราะที่ผ่านมาเราเสียโอกาสเยอะมาก เพราะพวกเราไม่ได้มีการรวมตัวกัน ซึ่งหากมีการรวมตัว และช่วยกันในเรื่องยุทธศาสตร์ ก็มั่นใจว่าจะสามารถพัฒนาภาคใต้ได้มากกว่านี้

    เมื่อถามถึงกรณีการเดินหน้าโครงการแลนด์บริจด์ ที่มีคนไม่เห็นด้วย และขอให้ชะลอโครงการดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะศึกษาผลกระทบ EIA ไม่ทัน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ถ้าเราไม่สานต่อในวันนี้ ก็จะมีการชะลอไปเรื่อยๆ และโอกาสคงไม่เกิด ซึ่งตนในฐานะที่เป็นคนใต้ใน จ.สงขลา และมีบริษัทเดินเรือระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ได้วิ่งในประเทศไทย ตนก็คิดว่า เรามีความรู้ในระดับหนึ่ง ซึ่งคำว่าแลนด์บริดจ์ คุ้มกับการลงทุนหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ประเทศไทยเป็นผู้ลงทุน แต่ต้องมีการเชิญชวนเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เพราะวันนี้ประเทศไทยไม่พร้อมในเรื่องการกู้ยืมเงิน แต่มั่นใจว่าเรามีศักยภาพ ในการเชิญชวนให้คนมาใช้ท่าเรือทั้ง 2 ฝั่ง 

    เมื่อถามว่าในระยะเวลา 4 เดือน จะสามารถจัดทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ได้ทันหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เท่าที่ตนได้ทราบมา การสำรวจหรือการทำ EIA น่าจะทำไปได้ไกลแล้ว แต่ตอนนี้อยู่ในการตัดสินใจของรัฐบาลของนายอนุทิน ว่าในระยะเวลา 4 เดือน เรื่องของแลนด์บริจด์ เราจะสานต่อหรือไม่ ซึ่งนายอนุทินก็มีการให้สัมภาษณ์ไปแล้ว เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นการสร้างงานอีกชิ้นหนึ่ง ที่เป็นงานชิ้นใหญ่ หลังจากที่เรามีการ EEC ไปก่อนหน้านี้ และหลังจากนั้นประเทศไทยยังไม่มีโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งเราพยายามทำโครงการนี้ให้สำเร็จ และที่สำคัญคือการจะทำให้เป็นตัวเชื่อม SEC ซึ่งเรามีความพร้อม และความตั้งใจของนายกรัฐมนตรี ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในในช่วงระยะเวลาสั้นๆ 

    นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า แต่หากเราไม่คิดที่จะริเริ่มอะไร 4 เดือนก็จะผ่านไปแบบเปล่าประโยชน์ ฉะนั้นขออย่าไปสนใจว่าเป็น 4 เดือนหรือกี่วัน เมื่อเราเข้ามาสิ่งที่ต้องทำ และทำได้มากน้อยขนาดไหน ถ้าครั้งต่อไปพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เราจะมาสานต่อนโยบาย แต่หากไม่ได้รับความไว้วางใจก็ขอฝากโครงการที่ดีๆ หรือโครงการที่จะทำให้คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นให้กับรัฐบาลชุดต่อไป พร้อมย้ำว่า นโยบายดังกล่าวเป็นความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/914765&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PoakGWPWPsg3-oJE62Qw8