Category: เศรษฐกิจ

  • ‘สวนดุสิตโพล’กาง 5 อันดับ‘นักการเมือง’ที่วันนี้ปชช.เชียร์นั่งนายกฯ

    ‘สวนดุสิตโพล’กาง 5 อันดับ‘นักการเมือง’ที่วันนี้ปชช.เชียร์นั่งนายกฯ

    วันอาทิตย์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.30 น.

    ‘สวนดุสิตโพล’กาง 5 อันดับ‘นักการเมือง’ที่วันนี้ปชช.เชียร์นั่งนายกฯ

    21 ธันวาคม 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ถ้ามีการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,232 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 16-19 ธันวาคม 2568 สรุปผลได้ ดังนี้

    1. ประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองใดแบบบัญชีรายชื่อ

    อันดับ 1 ประชาชน 24.55%

    อันดับ 2 เพื่อไทย 21.62%

    อันดับ 3 ภูมิใจไทย 17.74%

    อันดับ 4 ประชาธิปัตย์ 7.84%

    อันดับ 5 พลังประชารัฐ 6.32%

    * อื่นๆ (รวมไทยสร้างชาติ, เศรษฐกิจ, กล้าธรรม, ไทยสร้างไทย, ประชาชาติ, ไทยก้าวใหม่, เสรีรวมไทย ฯลฯ) 10.91%

    * ยังไม่ตัดสินใจ  11.02%

    2. ประชาชนจะเลือก สส.เขต สังกัดพรรคใด

    อันดับ 1 ประชาชน 23.48%

    อันดับ 2 เพื่อไทย 21.53%

    อันดับ 3 ภูมิใจไทย 16.04%

    อันดับ 4 ประชาธิปัตย์ 7.12%

    อันดับ 5 พลังประชารัฐ 6.81%

    * อื่นๆ (กล้าธรรม, รวมไทยสร้างชาติ, เศรษฐกิจ, ไทยสร้างไทย, เป็นธรรม, ประชาชาติ ฯลฯ) 11.49%

    * ยังไม่ตัดสินใจ  13.53%

    3. ประชาชนอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

    อันดับ 1 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) 23.97%

    อันดับ 2 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พท.) 21.95%

    อันดับ 3 อนุทิน ชาญวีรกูล (ภท.) 16.25%

    อันดับ 4 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ปชป.) 7.30%

    อันดับ 5 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (รทสช.) 3.41%

    * อื่นๆ (พล.อ.ประวิตร, พล.อ.รังษี, คุณหญิงสุดารัตน์, พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์, ร.อ.ธรรมนัส ฯลฯ 11.84%

    * ยังไม่ตัดสินใจ 15.28%

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ถ้ามีการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,232 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 16-19 ธันวาคม 2568 พบว่า ถ้ามีการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569 กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 24.55 รองลงมา คือ เพื่อไทย ร้อยละ 21.62  ภูมิใจไทย ร้อยละ 17.74 และเลือก สส.เขตสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 23.48 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 21.53 และภูมิใจไทย ร้อยละ 16.04 ทั้งนี้บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) ร้อยละ 23.97 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พท.) ร้อยละ 21.95 อนุทิน ชาญวีรกูล (ภท.) ร้อยละ 16.25 

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า พรรคประชาชนยังนำทั้งในระดับพรรคและตัวบุคคล ขณะที่ เพื่อไทย การยกเครื่องอาจยังไม่เห็นผลชัด แต่การรีแบรนด์ผ่านตัวบุคคลที่มาพร้อมความสดใหม่ทำให้ดึงคะแนนกลับมาได้  ด้านภูมิใจไทยแม้แนวโน้มคะแนนลดลง แต่ช่องว่างยังไม่มากและมีโอกาสพลิกเกม เมื่อฝ่ายหนึ่งมีความเชื่อมั่นเป็นฐาน อีกฝ่ายมีความสดใหม่เป็นแรงส่ง และอีกฝ่ายมีความได้เปรียบทรัพยากร การช่วงชิงจังหวะจากนี้จึงเป็นการบ้านที่ทุกพรรคเร่งทำ เพื่อส่งประชาชนให้ทันวันเลือกตั้ง

    ด้าน ผศ.อัญชลี รัตนะ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า แนวโน้มการตัดสินใจของประชาชนไทยต่อการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกหล่อหลอมด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความต้องการการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง และความต้องการความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่จับต้องได้จริง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2568 ทั้งความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านและภัยธรรมชาติ เมื่อแยกเป็นประเด็นย่อยต่อการตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง พบว่า ประชาชนให้น้ำหนักกับอุดมการณ์ที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยและการเสนอทางออกใหม่ ๆ ให้กับประเทศ

    ขณะที่การเลือก สส. แบบแบ่งเขตยังเป็นพื้นที่ของการพึ่งพาและความไว้วางใจในตัวบุคคล ผู้สมัครที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเป็นที่พึ่งพาในยามวิกฤตหรือมีการดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง มักจะได้รับความนิยมสูงกว่ากระแสพรรคเพียงอย่างเดียว ส่วนการเลือกผู้นำประเทศ ประชาชนยังคงมองหาบุคคลที่มีส่วนผสมของความรอบรู้เท่าทันโลกยุคดิจิทัลและมีความสามารถในการบริหารจัดการปัญหาปากท้องและหนี้ครัวเรือนอย่างเบ็ดเสร็จ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/936218&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z-PXGTlYil200RkLl2-iV

  • ยกเครื่องเพื่อไทย เดิมพันคนรุ่นใหม่ ปักหมุดเศรษฐกิจดิจิทัล

    ยกเครื่องเพื่อไทย เดิมพันคนรุ่นใหม่ ปักหมุดเศรษฐกิจดิจิทัล

    ยกเครื่องเพื่อไทย เดิมพันคนรุ่นใหม่ ปักหมุดเศรษฐกิจดิจิทัล

    พ่ายเลือกตั้งคือสัญญาณเตือน ยกเครื่องทั้งพรรค 

    การเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 คือจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของ พรรคเพื่อไทย เมื่อพรรคที่เคยครองบทบาทแกนนำทางการเมืองต้องถอยมาเป็นอันดับสอง กระแสวิจารณ์หลังวันเลือกตั้งไม่ได้หยุดแค่ผลคะแนน แต่ลุกลามไปถึงคำถามเชิงโครงสร้าง ว่าพรรคยังตอบโจทย์สังคมไทยยุคใหม่ได้หรือไม่

    แรงกดดันจากการคาดการณ์ว่า ที่นั่งอาจ “ต่ำร้อย” ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป กลายเป็นตัวเร่งให้พรรคต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ นั่นคือการ “ยกเครื่อง” ทั้งโครงสร้าง วิธีคิด และวิธีทำงาน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในสนามการเมืองที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

    ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ไม่ใช่การปรับภาพลักษณ์ระยะสั้น หากแต่เป็นความพยายามเปลี่ยนพรรคจากการเมืองที่ผูกกับตัวบุคคล ไปสู่การเป็น “สถาบันการเมือง” ที่มีระบบ มีนโยบาย และมีผู้นำหลายรุ่นรองรับอนาคต

    รื้อโครงสร้างภายใน สร้างระบบพรรคแท้จริง 

    หัวใจของการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากการยอมรับข้อผิดพลาด แกนนำพรรคอย่าง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ยอมรับตรงไปตรงมาว่า ความพ่ายแพ้ส่วนหนึ่งมาจากการบริหารกระแสและการสื่อสารช่วงท้ายที่ล้มเหลว แม้นโยบายรัฐบาลตลอดสองปีจะเดินหน้า แต่กลับไม่สามารถสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ได้อย่างมีพลัง

    ยกเครื่องเพื่อไทย เดิมพันคนรุ่นใหม่ ปักหมุดเศรษฐกิจดิจิทัล

    พรรคจึงเริ่มต้นจากการยกเครื่องระบบสื่อสาร เปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นเชิงรุก ใช้เครื่องมือดิจิทัลและ Social Listening ติดตามอารมณ์สังคมแบบเรียลไทม์ เพื่อกลับมาชิงบทบาทการกำหนดวาระสาธารณะ ซึ่งเป็นสมรภูมิสำคัญของการเมืองยุคใหม่

    พร้อมกันนี้ เพื่อไทยได้ขยับโครงสร้างภายในให้เป็นระบบมากขึ้น ผ่านการตั้ง “คณะกรรมการยุทธศาสตร์” อย่างเป็นทางการ โดยมี จาตุรนต์ ฉายแสง เป็นประธาน กลไกนี้ถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในการลดข้อครหาการครอบงำจากบุคคลหรือเครือข่ายเดิม และยืนยันว่าการตัดสินใจของพรรคขับเคลื่อนผ่านโครงสร้าง ไม่ใช่สายสัมพันธ์นอกระบบ

    นโยบายจากประชาชน สู่เศรษฐกิจดิจิทัล

    อีกแกนหนึ่งของการยกเครื่อง คือการเปลี่ยนวิธีทำนโยบาย จากแนวคิดบนลงล่าง สู่กระบวนการ “Outside In” พรรคเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้าง ก่อนเปิดพื้นที่ให้กลุ่มเป้าหมายจริงอย่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME และแรงงาน เข้ามามีส่วนร่วม ผ่านเวิร์กช็อปและการรับฟังเชิงลึก เพื่อนำข้อมูลกลับมาหล่อหลอมเป็นนโยบายขั้นสุดท้าย

    กระบวนการใหม่นี้ตกผลึกชัดเจนในการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ผสานสายเลือดการเมืองดั้งเดิมเข้ากับวิสัยทัศน์อนาคต การเลือกเขาส่งสัญญาณสองชั้น คือความเปลี่ยนแปลง และความต่อเนื่อง ไปพร้อมกัน

    วิสัยทัศน์หลักถูกวางบนฐานเศรษฐกิจดิจิทัล ตั้งแต่การใช้ AI บริหารโครงสร้างพื้นฐาน การผลักดัน Digital Government เพื่อความโปร่งใส การยกระดับความมั่นคงไซเบอร์ ไปจนถึงการ “ปลดหนี้ทั้งระบบ” เพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว นี่คือการขยับหมากครั้งใหญ่ เพื่อพาเพื่อไทยออกจากภาพจำเดิม สู่พรรคการเมืองแห่งอนาคต

    บทสรุป เดิมพันสูงบนเส้นทางใหม่ 

    การยกเครื่องพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ คือการเดิมพันทางการเมืองที่มีความเสี่ยงสูง แต่ผลตอบแทนก็สูงไม่แพ้กัน หากพรรคสามารถเชื่อมอดีตกับอนาคต เชื่อมฐานเสียงเดิมกับคนรุ่นใหม่ได้จริง เพื่อไทยอาจกลับมาเป็นแกนหลักของการเมืองไทยในทศวรรษหน้า

    คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ว่า พรรค “เปลี่ยนหรือไม่” แต่คือการเปลี่ยนครั้งนี้ จะลึกพอที่จะทำให้สังคมเชื่อหรือไม่ ว่านี่คือเพื่อไทยยุคใหม่อย่างแท้จริง

    ที่มา: เนชั่นสุดสัปดาห์ (คลิ๊กชม)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/735316&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zjZaK5xeQI5-kfeFEuEbR

  • กปภ. ผนึกกำลัง กทพ. กฟภ. NT ลงนาม MOU วางระบบสาธารณูปโภคทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    กปภ. ผนึกกำลัง กทพ. กฟภ. NT ลงนาม MOU วางระบบสาธารณูปโภคทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    20 ธันวาคม 2568, 14:41น.

        การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือการดำเนินโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย เพื่อรองรับระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานสาธารณูปโภค ร่วมกับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กพท.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ กปภ. นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการ กฟภ. และพันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT ร่วมลงนาม ณ อาคารศูนย์บริหารทางพิเศษ กทพ. เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568

        นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ความร่วมมือของ กพท. กับ กปภ. กฟภ. และ NT ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือในการบูรณาการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันทั้งด้านคมนาคม ไฟฟ้า น้ำประปา และโทรคมนาคม อย่างมีประสิทธิภาพบนโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณ ลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนก่อสร้างเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสะดวกในการบำรุงรักษา เป็นการยกระดับความมั่นคงของระบบสาธารณูปโภค รองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชน 

       นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ กปภ. กล่าวว่า เกาะสมุยเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ กปภ. สามารถวางระบบท่อส่งน้ำประปาขนาดใหญ่ผ่านโครงสร้างทางพิเศษได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ รองรับการอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวลดความซ้ำซ้อนในการลงทุน เพิ่มความคุ้มค่าในการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน อันเป็นการสร้างความคุ้มค่าสูงสุดให้แก่ประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของเกาะสมุยในอนาคต อีกทั้งสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านน้ำประปาได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/157665&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_P_g6kd5uh9QQEB2iVj1i

  • สถานการณ์แรงงานข้ามชาติปี 2568 จับตาพรรคการเมืองปั่นกระแส บิดเบือนข้อมูลเพื่อโจมตีทางการเมือง

    สถานการณ์แรงงานข้ามชาติปี 2568 จับตาพรรคการเมืองปั่นกระแส บิดเบือนข้อมูลเพื่อโจมตีทางการเมือง

    เข้าสู่ช่วงนับถอยหลังกำลังจะผ่านพ้นไปแล้วสำหรับปี 2568 หลายภาคส่วนมีการวิเคราะห์-สรุปสถานการณ์ในด้าน”การเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม-สิ่งแวดล้อม-เทคโนโลยี”เพื่อให้เห็นฉากทัศน์ของปี 2568 ที่กำลังผ่านไปและการคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า 2569

    สำหรับในส่วนของเรื่อง”แรงงาน”ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสังคม-เศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจของประเทศจะขับเคลื่อนได้ ก็ต้องมีการแรงงาน-มีคนเข้ามาทำงานในระบบเศรษฐกิจและการจ้างงาน

    โดยในส่วนของ”แรงงานข้ามชาติ”ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะอย่างสถานการณ์การสู้รบไทย กับกัมพูชาตอนนี้ ก็ทำให้แรงงานกัมพูชาต้องเดินทางออกจากประเทศไทยกลับภูมิลำเนาที่กัมพูชาตั่งแต่เดือนก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้ ภาคการผลิตบางส่วน ก็ขาดแคลนแรงงานฯ จนกระทรวงแรงงานมีนโยบายที่จะเปิดให้แรงงานต่างชาติบางประเทศเข้ามาทำงานแทนแรงงานกัมพูชา  เป็นต้น

    สำหรับภาพรวมแรงงานต่างชาติในปีนี้ ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจไม่น้อยเพราะพบว่าเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ที่สมาคมผู้สื่อข่าวระหว่างประเทศ (FCCT) อาคารมณียา เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group :MWG) จัดแถลงข่าวเนื่องในวันแรงงานข้ามชาติสากลปี 2568  (International Migrants Day 2025) ภายใต้หัวข้อ “ปี 2025 จากไซต์งานก่อสร้างถึงสนามรบ : วิกฤติแรงงานข้ามชาติจากชั่วคราวจนเป็นปัญหาชั่วโคตร”  โดยเป็นการสรุปภาพรวมสถานการณ์แรงงานข้ามชาติปี 2568 พร้อมประเด็นเด่นการจัดการปัญหาภัยพิบัติ ภัยสงคราม และจับตาสถานการณ์การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย

     ‘เครือข่ายประชากรข้ามชาติ’ ชำแหละวิกฤตแรงงานข้ามชาติปี 68

    โดย””.ส. โรยทราย วงศ์สุบรรณ จากเครือข่ายประชากรข้ามชาติ” ได้สรุปภาพรวมสถานการณ์แรงงานข้ามชาติในปี 2568 พร้อมประเด็นเด่นเรื่องการจัดการปัญหาภัยพิบัติ ภัยสงคราม และการจับตาสถานการณ์การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย โดยระบุว่า ตลอดปี 2568 มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานถึง 3 คน  แต่กลับไม่ได้มีนโยบายใด ๆ ที่โดดเด่นออกมาเลย ในการช่วยแก้ปัญหาที่ผู้ประกอบการไทย นายจ้าง หรือตัวแรงงานข้ามชาติกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น กรณีตึกสตง.ถล่ม, กรณีแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศจนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอ้อย ลำไย ก่อสร้าง, หรือกรณีที่ดีเอสไอจับกุมคอร์รัปชันในการขึ้นทะเบียนเอกสาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยอย่างมาก และสิ่งที่เห็นได้ชัดในปีนี้คือวิกฤตที่เกิดจากภัยพิบัติและเหตุการณ์ไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็นกรณีตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ทำให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศหลักแสนคน และล่าสุดคือน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่จ้างงานสูงในอุตสาหกรรมยางพารา ก่อสร้าง บริการ หรือโรงงานอาหารทะเล ปัญหาคือแม้แรงงานข้ามชาติจะต้องอยู่ในระบบประกันสังคม แต่ความเป็นจริงคือเอกสารการจ้างงานระหว่างแรงงาน นายจ้างตัวจริง และนายหน้า มักจะไม่ตรงกัน ทำให้แรงงานจำนวนมากเข้าไม่ถึงสวัสดิการประกันสังคมและการเยียวยาตามกฎหมายกำหนด ทั้งกรณีผู้เสียชีวิต หรือพิการจากตึกสตง.ถล่ม หรือแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดงานในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่

    “รัฐบาลไทยออกแบบระบบประกันสังคมมาอย่างดี แต่ในความเป็นจริงกลับปฏิบัติไม่ได้เลย ตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวมาจนถึงน้ำท่วมหาดใหญ่เป็นเวลานานแล้ว แต่กระทรวงแรงงานไม่มีความพยายามใดๆ ที่จะปรับปรุงให้แรงงานข้ามชาติได้รับการช่วยเหลือเยียวยาดูแล หรือบังคับให้นายจ้างเอาจริงเอาจังในการประกันสังคมแรงงาน” นางสาวโรยทรายระบุ

    “นางสาวโรยทราย”กล่าวต่อว่า ข้อมูลสถิติระบุว่า ตัวเลขแรงงานข้ามชาติถูกกฎหมายได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 3,064,000 คนในปีที่แล้ว เป็น 3,651,000 คนในปีนี้ จากการเปิดจดทะเบียนรอบใหม่ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้ที่เข้าประกันสังคมยังคงอยู่ที่ประมาณ 1,400,000 คนเท่านั้น ช่องว่างของตัวเลขที่หายไปจากระบบ ทำให้คนไทยบางส่วนกังวลว่าแรงงานเหล่านี้อาจเป็นภัยหรือมาแย่งทรัพยากร ทั้งที่ความเป็นจริง สังคมไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเป็นกลไกขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    …การอพยพกลับประเทศของแรงงานกัมพูชาทำให้เกิดวิกฤตแรงงานขาดแคลนในภาคเกษตร โดยเฉพาะธุรกิจลำไยและอ้อย ซึ่งมีช่วงเวลาจำกัดในการเก็บเกี่ยว โดยธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า กรณีวิกฤตแรงงานกัมพูชากลับประเทศนี้ ทำให้ธุรกิจลำไยมีความเสียหายสูงถึงประมาณ 2,600 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงแรงงานไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ จนสร้างภาระให้กับธุรกิจและเอกชนไทย นอกจากนี้ การที่กระทรวงแรงงานยังคงใช้โมเดล “หนึ่งนายจ้าง ต่อ หนึ่งแรงงาน” ทำให้ไม่สามารถตอบโจทย์ภาคเกษตรได้ โดยเฉพาะการเก็บเกี่ยวอ้อยที่ต้องใช้แรงงานตามฤดูกาล และไม่เคยมีวิสัยทัศน์ที่จะปรับปรุงโมเดลให้เกิดความยืดหยุ่นในการรวมกลุ่มแรงงานเพื่อย้ายการเก็บเกี่ยวจากไร่หนึ่งไปอีกไร่หนึ่งได้ ทั้งที่นี่คือปัญหาที่เป็นห่วงโซ่กระทบภาคธุรกิจไทยมานาน”

    ..แนวทางแก้ไขคือรัฐต้องเปิดให้การจ้างงานแรงงานข้ามชาติมีความสะดวกในการทำเอกสาร ระบบฐานข้อมูลต้องโปร่งใส เพื่อลดภาระนายจ้างและลดโอกาสการแสวงหาประโยชน์จากระบบนายหน้า ที่สำคัญคือต้องสร้างความยืดหยุ่นในการจ้างงาน โดยทบทวนโมเดล “หนึ่งนายจ้าง หนึ่งแรงงาน” ที่ไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจสังคมในปัจจุบัน

    “การเลือกตั้งครั้งใหม่เดือน ก.พ. 2569  พรรคการเมืองหลายพรรคกำลังใช้ประเด็นแรงงานข้ามชาติเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองอย่างไม่สร้างสรรค์ และขอให้ กกต. เริ่มจับตาดูแล้ว เพราะการนำเสนอที่บิดเบือนข้อมูลจะนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันในอนาคต และบั่นทอนเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติให้เกิดความไม่มั่นใจในสังคมไทย”

    ตึก สตง.ถล่มยังเยียวยาแรงงานต่างชาติไม่ครบ

    ด้าน”วรชัย สนั่นสุข มูลนิธิรักษ์ไทย” กล่าวในประเด็น ชีวิตแรงงานหลังฝุ่นตลบตึกสตง.ถล่ม ว่า สำหรับสถิติตัวเลขแรงงานที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่มเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตรวม 95 คน สูญหาย  2 คนสามารถยืนยันตัวบุคคลและส่งร่างให้ญาติแล้ว 93 คน เป็นชาวไทย 64 คน ชาวเมียนมา 25 คน ชาวกัมพูชา 3 คน และชาวลาว 1 คน ขณะที่การเยียวยาผู้เสียหายเท่าที่ได้รับข้อมูล มีจำนวน 11 เคสที่ยังไม่ได้รับค่าทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนจากสำนักงานประกันคมและ ยอดที่ได้รับจริงปัจจุบันอยู่ 83.2 ล้านบาท ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รับเงินช่วยเหลือแล้ว 82 คน ผู้บาดเจ็บ 9 คน และยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา ซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติเมียนมาและกัมพูชา

    …บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มครั้งนี้ให้บทเรียนสำคัญใหญ่ 2 ประการ  คือ 1.การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐมีปัญหา มีการก่อสร้างสถานที่ของรัฐ ไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรฐานกฎหมายตรวจสอบตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ดังนั้นสถานที่ก่อสร้างตึกของรัฐโครงการดังกล่าว จึงถูกปรับเปลี่ยนแก้ไขแบบก่อสร้างระหว่างทางได้  เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดเหตุตึกถล่มเพียงตึกเดียวทั้งประเทศ การจัดซื้อจัดจ้างมองเพียงมิติงบประมาณและแบบก่อสร้าง ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นว่าแรงงานจะได้รับผลกระทบความเสี่ยงอันตรายจากการแก้ไขแบบก่อสร้างหรือไม่ และยังไม่มีผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ 2.การไม่มีนโยบายที่มีเสถียรภาพของกระทรวงแรงงาน การจ้างงานแบบซับคอนเทรคในการก่อสร้างตึก สตง.  ทำให้สิทธิของแรงงานข้ามชาติไม่เท่ากัน

    การเข้าถึงสิทธิแม้กฎหมายจะเปิดให้เท่าเทียม แต่หลายครอบครัวต้องรอเงินเยียวยานาน เพราะขั้นตอนพิสูจน์สิทธิยุ่งยาก นิยามนิติสัมพันธ์อ้างอิงกระทรวงแรงงาน ไม่เหมือนกัน นายจ้าง เอกสารใบอนุญาตการทำงาน ถ้านายจ้างกับสถานที่ทำงานไม่ตรงกัน หรือนายจ้างไม่จ่ายเงินสมทบประกันสังคม มีโอกาสที่ผู้ประสบภัยจะต้องไปฟ้องบังคับคดีด้วยตนเอง และไม่ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ เงินทดแทน 2537  ทั้งนี้ยังมีในเรื่องของบทบาทพนักงานตรวจแรงงานต้องเชิงรุกในไซต์ก่อสร้าง และสามารถสั่งหยุดงานในพื้นที่เสี่ยงได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเหตุ

    “วรชัย” กล่าวต่อไปว่า สำหรับชีวิตแรงงานหลังเหตุการณ์ สิ่งที่พวกเขาเผชิญจริงเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป แรงงานและครอบครัวต้องเผชิญกับภาระหนี้ค่าใช้จ่ายระยะเวลาว่างงาน และร่างกายที่ต้องฟื้นฟู ใบอนุญาตทำงานที่เสี่ยงหมดอายุ และผู้ประสบภัยมีความสภาวะโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) เรื่องความมั่นคงทางจิตใจ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายรองรับในเชิงหลักการแต่ “ช่องว่างในการบังคับใช้” ทำให้ชีวิตแรงงานข้ามชาติจึงยังคงเปราะบางวันนี้ไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงแรงงานที่เดินทางจากบ้านเกิด แต่เป็นวันที่เราต้องถามตัวเองว่า กฎหมายแรงงานไทยที่มีอยู่สามารถปกป้องแรงงานทุกคนได้จริงหรือไม่  เหตุการณ์ตึกถล่มที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ และสะท้อนให้เราเห็นว่า แรงงานโดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติคือผู้รับภาระความเสี่ยงสูงที่สุดในระบบเศรษฐกิจ 

     “วรชัย” กล่าวถึงข้อเสนอในการแก้ปัญหาในอนาคต ว่า นายจ้างต้องจัดสภาพการทำงานที่ปลอดภัย และต้องแจ้งอุบัติเหตุร้ายแรงภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งยังมีปัญหาการบังคับใช้ และหลายครั้งแรงงานไม่กล้าแจ้งเหตุเพราะ กลัวผลกระทบต่อการทำงานจึงไม่กล้าปฏิเสธงานที่มีความเสี่ยง สำหรับ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 แรงงานทุกคนที่เป็นลูกจ้าง ไม่ว่าจะไทยหรือข้ามชาติ ต้องได้รับค่ารักษาพยาบาล เงินทดแทนการขาดรายได้ และเงินชดเชยการเสียชีวิต แต่แรงงานหลายคนไม่ได้รับสิทธิเพราะนายจ้างไม่ขึ้นทะเบียนเข้าระบบประกันสังคม อีกทั้งเอกสารใบอนุญาตการทำงานที่ชื่อนายจ้างไม่ตรงกับทำงานจริง เอกสารที่ถือไว้ก็มีโอกาสไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมาย และเมื่อนายจ้างไม่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ลูกจ้างก็จะไม่ได้รับเงินทดแทนในกองทุนพ.ร.บ.เงินทดแทน เมื่อจ่ายเป็นลักษณะจ่ายนอกกองทุนลูกจ้างต่างชาติต้องติดตามบังคับคดีฟ้องแพ่งกับนายจ้างด้วยตนเอง

    “นี้คือความจริงของแรงงานข้ามชาติจำนวนมากในประเทศไทย เมื่อเกิดเหตุมักจะเผชิญสภาพปัญหานี้ สิทธิและกฎหมายที่ควรปกป้องแรงงาน แต่ยังเข้าถึงได้ไม่ทั่วถึง ประเทศไทยมีกรอบกฎหมายที่ค่อนข้างชัดเจนและบทบาทการตรวจสถานที่ทำงานไชต์ก่อสร้างของพนักงานตรวจแรงงาน เพราะทราบว่าบางบริษัทจ่ายค่าจ้าง 2 เดือนต่อหนึ่งครั้งก็มี   เรามี พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยฯ พ.ศ. 2554 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 ที่ต้องบังคับใช้อย่างเข้มงวด แรงงานคือผู้สร้างเมือง โรงงาน อาคาร และระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในหลายครั้งพวกเขาเป็นคนแรกที่ได้รับผลกระทบ และเป็นคนสุดท้ายที่ได้รับความช่วยเหลือ  ดังนั้นแรงงานต้องได้รับความปลอดภัยและการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนด้วย ”นายวรชัย กล่าว

    ขณะที่เนื้อหาในช่วงการเสวนาในหัวข้อ “โอกาสประเทศไทยด้วยยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติทั้งระบบ” ที่มีบุคคลจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาให้ความเห็นกัน ก็มีความเห็นและข้อมูลที่น่าสนใจ เช่นกัน

    อย่างเช่นความเห็นของ “ศิรดา เขมานิฏฐาไท  อาจารย์ประจำสำนักวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ “ที่กล่าวในหัวข้อเลือกตั้งพม่า 2025 และแนวโน้มต่อสถานการณ์การย้ายถิ่นจากความไม่สงบ โดยระบุว่า สำหรับผลกระทบข้ามชาติของการเลือกตั้งเมียนมาต่อแรงงานและผู้พลัดถิ่นในไทย  การเลือกตั้งในเมียนมาไม่ได้ส่งผลจำกัดอยู่แค่ผลลัพธ์ทางการเมืองภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบข้ามชาติอย่างลึกซึ้งมายังประชากรชาวเมียนมาที่อยู่ในประเทศไทย

    ประกอบด้วย1. การย้ายถิ่นฐานและความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น การเลือกตั้งที่จัดขึ้นภายใต้ระบอบทหารในครั้งนี้ จะไม่สามารถหยุดยั้งกระบวนการย้ายถิ่นฐานได้ การเลือกตั้งนี้ไม่ได้นำไปสู่การปฏิรูปทางการเมืองที่แท้จริง แต่มีเป้าหมายเพื่อรวบอำนาจของผู้นำระบอบทหาร และการสู้รบและความรุนแรงจะยังคงดำเนินต่อไป ดังนั้นสถานการณ์จะยิ่งกระตุ้นให้มีจำนวนผู้พลัดถิ่นเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจาก ความรุนแรงที่ทวีความเข้มข้น จะผลักดันให้ทั้งแรงงานข้ามชาติ, ผู้ลี้ภัย, ชนชั้นกลางที่แสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ, และเยาวชนที่ต้องการโอกาสทางการศึกษา ต้องหลบหนีออกจากประเทศ  นอกจากนี้ สภาพปัจจุบันของเมียนมายังขาดความพร้อมในทุกด้าน ทั้งระบบการศึกษาและสาธารณสุขที่ล้มเหลว ความขัดแย้งที่ยังไม่ยุติเพราะขาดการเจรจา การบังคับการเกณฑ์ทหารก็ยังดำเนินต่อไปและระบบเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อคนส่วนใหญ่ แม้แต่ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจก็ยังรู้สึกไม่มั่นคง

    … 2.การควบคุมข้ามชาติจากรัฐบาลทหารหลังการเลือกตั้ง รัฐบาลทหารที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งจะใช้ผลการเลือกตั้งเป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรม และดำเนินนโยบายควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศหรือการควบคุมข้ามชาติอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยเริ่มเห็นสัญญาณมาตลอดในการควบคุมประชาชนที่อยู่นอกประเทศ ซึ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงและขยายประเภทของหนังสือเดินทาง เพื่อใช้เป็นกลไกในการควบคุม และปัจจุบันพบกรณีการไม่ต่ออายุหนังสือเดินทาง 3.แรงกดดันต่อผู้ย้ายถิ่นฐานในประเทศไทย เมื่อผลการเลือกตั้งได้รับการรับรองหรือถูกมองว่ามีความชอบธรรมจากบางฝ่าย จะทำให้การเลือกตั้งอาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการสร้างแรงกดดันต่อผู้ย้ายถิ่นฐานชาวเมียนมาในไทย ด้วยความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วนในความซับซ้อนทางการเมืองของเมียนมา ทางการไทยอาจพิจารณาการให้ความคุ้มครองลดลง หรือร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมาหลังการเลือกตั้งในการผลักดันการส่งคนเมียนมากลับประเทศ หรือบังคับให้ชาวเมียนมาต้องมีเอกสารที่ออกโดยรัฐบาลเมียนมาอย่างเคร่งครัด  นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่กลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งของไทยอาจใช้การเลือกตั้งเป็นเหตุผลเพื่อเพิ่มแรงต่อต้านต่อต่อแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัย

    4.ความสนใจจากนานาชาติที่ลดลง ประชาคมโลกตะวันตกมีแนวโน้มที่จะลดความสนใจในการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมลง ทั้งในแง่ของการให้สถานะคุ้มครอง และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ซึ่งปัจจัยนี้จะส่งผลให้ผู้พลัดถิ่นเลือกที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อแสวงหาความอยู่รอด 5.การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และรูปแบบการพลัดถิ่นใหม่ การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการที่ระบอบทหารเมียนมากระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียและจีน อาจจะนำไปสู่การพลัดถิ่นรูปแบบใหม่ ๆ เพิ่มเติม เช่น โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เขตเศรษฐกิจพิเศษ การสร้างโรงไฟฟ้า และ เหมืองแร่ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/articles-news/918928/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Pzr7LwiP5W3-_4VAu99u4

  • ธนาคารโลกอนุมัติเงินกู้ 700 ล้านดอลลล์ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจปากีสถาน : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกอนุมัติเงินกู้ 700 ล้านดอลลล์ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจปากีสถาน : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกอนุมัติเงินกู้มูลค่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ปากีสถาน ภายใต้โครงการหลายปีที่มุ่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจมหภาคและการให้บริการของประเทศ โดยการสนับสนุนด้านเงินกู้ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Public Resources for Inclusive Development – Multiphase Programmatic Approach (PRID-MPA) ซึ่งสามารถให้เงินกู้รวมได้สูงสุดถึง 1.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ในจำนวนเงิน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐจะนำไปใช้กับโครงการของรัฐบาลกลาง ส่วนอีก 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐสนับสนุนโครงการของจังหวัดสินธ์ (Sindh) ทางตอนใต้ของประเทศ

    การอนุมัติครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากธนาคารโลกมอบเงินช่วยเหลือ 47.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนส.ค. เพื่อปรับปรุงการศึกษาขั้นพื้นฐานในจังหวัดปัญจาบ (Punjab) ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดของปากีสถาน

    รายงานร่วมระหว่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกที่เผยแพร่โดยกระทรวงการคลังปากีสถานในเดือนพ.ย. ระบุว่า การกำกับดูแลที่กระจัดกระจาย การจัดทำงบประมาณที่ไม่โปร่งใส และการแทรกแซงทางการเมือง กำลังจำกัดการลงทุนและทำให้รายได้ของรัฐอ่อนแอลง

    ทั้งนี้ ความตึงเครียดระดับภูมิภาคอาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับการจัดหาเงินทุนระหว่างประเทศให้แก่ปากีสถาน โดยก่อนหน้านี้ในเดือนพ.ค. มีรายงานว่า อินเดียคัดค้านการจัดหาเงินทุนจากธนาคารโลกสำหรับปากีสถาน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/555171&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E_lN1dI88hIzot6TZlq_5

  • “เชาวนนท์ ” ขอนโยบายการเมืองใหม่ ดันเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่เอื้อนายทุน

    “เชาวนนท์ ” ขอนโยบายการเมืองใหม่ ดันเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่เอื้อนายทุน

    “เชาวนนท์ ” ขอนโยบายการเมืองใหม่ ดันเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่เอื้อนายทุน

    จุดเปลี่ยนประเทศไทย จะเกิดขึ้นหลังเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.2569 นี้หรือไม่ กำลังถูกจับตามองจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ปัจจุบันเต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ “โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “เชาวนนท์ คลังเปรมจิตต์” กรรมการและอุปนายกด้านต่างประเทศ สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย ทายาทรุ่นที่ 2 บริษัท สยามมิตซุย จำกัด บริษัทเครื่องปรับอากาศของคนไทย และ ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพสายมู บริษัท อัลติเมท เดสตินี่ จำกัด กับความหวังรัฐบาลใหม่ ที่เขาคาดหวังว่าจะมีนโยบายที่ ไม่ “สร้างภาพ”  ไร้ “คอร์รัปชั่น ” ที่สำคัญคือต้อง “ไม่เอื้อนายทุน” กลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง 

    นโยบายต้องเน้นผลประโยชน์ส่วนร่วม ไม่เอื้อนายทุน-ไม่คอร์รัปชั่น

    “เชาวนนท์” กล่าวว่า อยากเห็นนโยบายของพรรคการเมืองที่ไม่สร้างภาพ หรือเป็นนโยบายการลงทุนเพื่อเอื้อพวกพ้อง หรือ ผลประโยชน์ของนายทุน การขับเคลื่อนประเทศด้วยนโยบายนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเวลานี้ เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเศรษฐกิจดิจิทัล จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เร็วที่สุด การส่งต่อนวัตกรรมสู่สากล โดยเฉพาะการสนับสนุนผ่านสตาร์ทอัพ จะเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถกระตุ้นตัวเลข GDP ของประเทศให้เติบโตได้

    รัฐบาลชุดหน้าควรสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการเติบโตตั้งแต่วัยเรียน เช่น ในสหรัฐอเมริกาที่หากนักศึกษามีไอเดียและสามารถพิสูจน์แนวคิดได้ ก็ควรมีนักลงทุนพร้อมสนับสนุนเงินทุนทันทีโดยไม่ต้องรอให้มียอดขายมหาศาล

    “เชาวนนท์ ” ขอนโยบายการเมืองใหม่ ดันเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่เอื้อนายทุน

    นอกจากนี้ยังมองว่านโยบายที่ดีต้องเน้น ผลประโยชน์ส่วนรวมและสร้างผลกระทบในวงกว้าง มากกว่าเรื่องพวกพ้อง หรือการคอร์รัปชั่น และต้องเป็นธุรกิจที่เติบโตได้จริงในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่การทำภาพลักษณ์ให้ดูสวยงามเท่านั้น

    ชูบทบาท “Global Day One”

    สำหรับบทบาทของสมาคมฯในฐานะที่ “เชาวนนท์” เพิ่งรับตำแหน่งอุปนายกสมาคมฯด้านต่างประเทศ คือ การนำสตาร์ทอัพบุกตลาดโลก และ การเดินหน้า ปรับ Mindset ของสตาร์ทอัพ ตั้งแต่วันแรกของการเริ่มธุรกิจ ที่ต้องคิดเพื่อขายตลาดโลก ไม่ใช่ คิดเพื่อขายแค่ในประเทศไทย

    “Global Day One” คือ กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ โดยเขาอธิบายว่า ปัญหาสำคัญของสตาร์ทอัพไทยที่ผ่านมาคือการมี Local Mindset หรือการเน้นทำตลาดเฉพาะในประเทศตั้งแต่วันแรก ทำให้เมื่อเติบโตถึงจุดหนึ่งจะพบทางตัน และไม่สามารถสเกลต่อได้ แม้แต่ยูนิคอร์นบางรายก็ยังติดปัญหานี้

    จากนี้ สมาคมฯ มุ่งเน้นการปรับมายเซ็ทให้กับกลุ่มสตาร์ทอัพให้เป็น Global Day One คือการออกแบบผลิตภัณฑ์และวางแผนบุกตลาดโลกตั้งแต่วันที่เริ่มก่อตั้ง เพราะหากวางโครงสร้างไว้เพื่อตลาดในประเทศตั้งแต่แรก การจะเปลี่ยน ไปสู่ตลาดสากลในภายหลังจะทำได้ยากมาก

    นำร่องพาสตาร์ทอัพแมทชิ่งระดับโลก

    “เชาวนนท์” กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ สมาคมฯได้พาสตาร์ทอัพไทยไปแมทชิ่งและออกบูธในตลาดพรีเมียมอย่างยุโรป พบว่าได้รับผลตอบรับดีเยี่ยมใน 2 งานหลัก ได้แก่

    • งาน Slush งานประจำปีที่สำคัญของเมืองเฮลซิงกิ (Helsinki) ประเทศฟินแลนด์ เป็นงานระดับนานาชาติ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่โลกสตาร์ทอัพและเทคโนโลยี ทั้งยังดึงดูดผู้ประกอบการและนักลงทุนจากทั่วโลกมารวมกันในงานนี้ โดยสมาคมฯร่วมกับสถานทูตและหน่วยงานภาครัฐพาสตาร์ทอัพ 10 ราย ไปนำเสนอผลงาน

    • งาน AsiaBerlin Summit 2025: Connecting Startup Ecosystems for Diversity and Innovation เยอรมัน โดยมีผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทย ประมาณ 5-6 ราย ได้เข้าร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์ของบริษัท บนเวที พิชชิ่ง

    เขากล่าวว่า ในเวทีตลาดยุโรปนั้น ผลตอบรับถือว่าดีเกินคาด มีผู้สนใจเข้าฟังการ พิชชิ่ง จนห้องเต็มและมีการพูดคุยเจรจาธุรกิจต่อเนื่อง นักลงทุนในต่างประเทศให้ความสนใจตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคนอย่างมาก ขณะเดียวกันสตาร์ทอัพไทยก็ได้เห็นสเกลการลงทุนที่แตกต่าง โดยในยุโรปอาจมีการพูดถึงตัวเลขการลงทุนสูงถึง 10-100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าสเกลปกติที่เคยพบเห็น

    สำหรับสตาร์ทอัพของประเทศไทยที่โดดเด่นและสามารถก้าวสู่ยูนิคอร์นได้ คือ สตาร์ทอัพเกี่ยวกับ AI เช่น “BOTNOI” AI Avatar ที่โต้ตอบแบบ Real-time และมีระบบแปลภาษา,สตาร์ทอัพเกี่ยวกับดาวเทียม เช่น RIFFAI ในการใช้ดาวเทียมสำรวจพลังงาน โดยทำงานคู่กับ AI ปัจจุบันขยายธุรกิจไปทั้งอังกฤษ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และกำลังมุ่งสู่สหรัฐฯ โดยมีผู้ก่อตั้งอายุเพียง 22 ปี

    VEKIN (เวคิน) สตาร์ทอัพไทยสาย Deep Tech ที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีสีเขียว โดยพัฒนาแพลตฟอร์มที่ใช้ AI และบล็อกเชน เพื่อช่วยให้การลดคาร์บอนและตรวจสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทำได้ง่ายขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์อย่างแอปพลิเคชัน CERO ที่ช่วยสะสมแต้มจากการทำกิจกรรมลดคาร์บอนในชีวิตประจำวัน และนำไปแลกสิทธิพิเศษ สร้างความยั่งยืนให้องค์กรและบุคคลทั่วไป ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ความต้องการในตลาดยุโรป

    สุดท้ายคือสตาร์ทอัพเกี่ยวกับ HealthTech เนื่องจากเป็นจุดแข็งสำคัญของไทยจากความเชี่ยวชาญด้านบริการทางการแพทย์และค่าใช้จ่ายที่แข่งขันได้ (เช่น การผ่าตัดไส้ติ่งในไทยราคา 5 แสนบาท ขณะที่ในสหรัฐฯ อาจสูงถึง 5 ล้านบาท) ดังนั้นประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางหรือฮับด้านสุขภาพด้วยบริการ ความสามารถในการรักษา ในราคาไม่สูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/735269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Mz10uP83kN3xvXgGpI0p_

  • เวียดนามกำลังจะแซงไทย…จริงหรือ? 

    เวียดนามกำลังจะแซงไทย…จริงหรือ? 

    Economics

    เวียดนามกำลังจะแซงไทย…จริงหรือ? 

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คู่เปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนจากมาเลเซีย ซึ่งก้าวข้ามไทยเป็นที่เรียบร้อยและกำลังจะก้าวผ่านเกณฑ์ของประเทศรายได้สูงได้ภายในปี 2030 มาเป็นอินโดนีเซียและเวียดนาม

    ทั้งอินโดนีเซียและเวียดนามต่างเป็นเศรษฐกิจที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

    แต่ด้วยความคล้ายคลึงทั้งในเชิงโครงสร้าง ผลผลิต รวมไปถึงบริบทเกี่ยวข้องอื่นๆ ทำให้ไทยมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับเวียดนาม จนนำมาสู่คำถามที่ภายหลังเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า “เวียดนามกำลังจะแซงไทย…จริงหรือ?”

    หากเทียบกันเฉพาะขนาดเศรษฐกิจล้วนๆ ตัวชี้วัดเบื้องต้นที่พอนำมาเปรียบเทียบได้คือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ในปี 2024 ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของไทยนั้นอยู่ที่ 461,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 6,573 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวประชากร

    เทียบกับเวียดนามที่ไล่กวดมาติดๆ ที่ 405,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4,017 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวประชากร จะเห็นได้ว่าขนาดเศรษฐกิจของไทยและเวียดนามนั้นเริ่มที่จะใกล้เคียงกันมาก

    หากคำนวนคร่าวๆ โดยใช้อัตราการเติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 2021-2024 ของไทยที่ 2.17% และของเวียดนามที่ 5.81% จะได้ผลว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของเวียดนามจะแซงไทยภายในปี 2028-29 ในขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติต่อประชากรจะแซงได้ช้ากว่ากันมาก คือในปี 2042

    อย่างไรก็ตาม หากใช้ภาวะเสมอภาคของอำนาจซื้อ หรือ Purchasing Power Parity ในการเปรียบเทียบ ช่องว่างดังกล่าวก็จะยิ่งแคบลงไปอีก

    หากเปรียบเทียบกันเฉพาะของปี 2024 PPP ของไทยจะอยู่ที่ 1.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 21,737.178 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวประชากร เทียบกับเวียดนามที่ 1.45 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 14,415.216 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวประชากร

    หากคำนวนคร่าวๆ โดยใช้อัตราการเติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 2021-2024 ที่เท่ากันคือ 2.17% สำหรับไทย และ 5.81% สำหรับเวียดนาม PPP ของเวียดนามจะแซงไทยในปี 2026 ส่วน PPP ต่อหัวประชากรจะช้าไปถึงปี 2039 เป็นอย่างน้อย

    เพื่อสรุปให้เห็นภาพ เวียดนามมีโอกาสที่จะแซงไทยในแง่ของขนาดเศรษฐกิจโดยสมบูรณ์ภายในปี 2030 หากวัดเฉพาะขนาดเศรษฐกิจรวมของทั้งประเทศ

    อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบในเชิงรายได้ต่อหัวประชากร เวียดนามยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15-20 ปีในการแซงไทย ปัจจัยสำคัญคือขนาดประชากรของเวียดนามที่มากถึง 101.6 ล้านคน เทียบกับไทยที่น้อยกว่าเพียง 71.6 ล้านคน

    ถึงกระนั้น แนวโน้มข้างต้นตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยที่ 2% และเศรษฐกิจเวียดนามเติบโตเฉลี่ยที่ 5% ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงยังมีตัวแปรอีกมากที่ทำให้อัตราการเติบโตของทั้งสองประเทศ “เบี่ยงเบน” มากขึ้นหรือน้อยลงได้ 

    ข้อมูลทางสถิติอื่นๆ ที่พอจะใช้ในการคาดการณ์แนวโน้มของการเจริญเติบโดทางเศรษฐกิจคือปัจจัยว่าด้วยผลิตภาพ (productivity) ซึ่งตามทฤษฎีแล้วการขยายตัวของผลิตภาพย่อมทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มพูนสูงขึ้น

    ตัวชี้วัดอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ ผลิตภาพการผลิตรวม หรือ Total Factor Productivity ซึ่งหมายถึงความสามารถในการเพิ่มผลผลิตที่นอกเหนือไปจากการเพิ่มปัจจัยการผลิตอย่างปัจจัยทุนและแรงงาน เช่น การพัฒนาประสิทธิภาพ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และอื่นๆ

    จากการคำนวนโดย Asian Productivity Organization พบว่าระหว่างปี 2020-2023 TFP ของเวียดนามเพิ่มขึ้นเฉลี่ยที่ 1.3% ในขณะที่ของไทยที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.3% เท่านั้น โดยที่อัตราเฉลี่ยของทั้งกลุ่มประเทศอาเซียนอยู่ที่ 1.5% 

    ในส่วนของปัจจัยทุนและแรงงานก็ไม่ได้มีแนวโน้มต่างกันนัก โดยผลรวมของการสะสมทุนถาวรเบื้องต้นหรือ Gross Fixed Capital Formation ระหว่างปี 2020-2023 ของเวียดนามนั้นขยายตัวโดยเฉลี่ย 4.34% เทียบกับของไทยที่ขยายตัวโดยเฉลี่ยเพียง 0.45%

    ในขณะที่ผลิตภาพเฉลี่ยต่อหัวแรงงานของเวียดนามนั้นเพิ่มขึ้นถึง 4.6% ในขณะที่ของไทยนั้นเพิ่มขึ้นเพียง 0.6% เมื่อพิจารณาปริมาณกำลังแรงงานของไทยที่ 40.23 ล้านคน และของเวียดนามที่ 53 ล้านคน

    ด้วยสถิติข้างต้น ในทางปฏิบัติแล้วจึงมีความเป็นไปได้สูงที่ผลิตภาพที่ดีกว่าของเวียดนามจะส่งผลในรูปของแนวโน้มของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าไทย อย่างน้อยก็ภายในระยะเวลา 3-5 ปีต่อจากนี้ จนสามารถ “ไล่กวด” ไทยได้อย่างหายใจรดต้นคอ

    อย่างไรก็ดี เวียดนามยังคงเผชิญกับความท้าทายที่เปรียบเสมือนเป็น “เพดานแก้ว” ที่จำกัดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หนึ่งคือ การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเวียดนามในปัจจุบันคือผลลัพธ์โดยตรงจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI

    หากพิจารณาลงลึกไปยัง “ไส้ใน” ก็จะพบว่าเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ลงไปในภาคการผลิตและส่งออกโดยเฉพาะในภาคอิเล็กทรอนิกส์และสิ่งทอ ซึ่งมีสิงคโปร์ เกาหลี จีน ฮ่องกง และญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนหลัก

    ในที่นี้ แม้ว่ายุทธศาสตร์ FDI จะเป็นเครื่องมือที่ให้ “ประสิทธิผล” ในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยเฉพาะท่ามกลางบริบทของสงครามการค้าที่เวียดนามได้ประโยชน์ในฐานะ “ทางผ่าน” ของสินค้าและบริการขั้นกลางจากจีน ไปสู่สินค้าและบริการขั้นสมบูรณ์ที่ถูกส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป

    อย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบที่ว่าในขณะเดียวกันก็ “อ่อนไหว” ต่อความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง เช่นที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการโต้ตอบในรูปแบบของกำแพงภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

    ส่วนที่สองยังคงเกี่ยวเนื่องกับ FDI คือความล้มเหลวในการสร้างอุตสาหกรรมต้นน้ำ (backward linkages) ที่ตามรายงานล่าสุดของ OECD ชี้ให้เห็นว่ามูลค่าเพิ่มของสินค้าส่งออกถึง 48% มาจากต่างชาติ และ 4 ใน 5 ของมูลค่าสินค้าส่งออกนั้นมาจากสินค้านำเข้าอีกทอดหนึ่ง

    ด้วยเหตุนี้ สถานะของการเป็นเพียง “ผู้รับจ้างประกอบ” ไม่เพียงทำให้เวียดนามจะขาดแคลนบรรษัทท้องถิ่นที่สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ เวียดนามยังมีบทบาทน้อยมากใน Global Value Chain เมื่อเทียบกับกลุ่มเศรษฐกิจ ASEAN อื่นๆ โดยเฉพาะบทบาทของภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการสร้างมูลค่าส่วนเพิ่มทางเศรษฐกิจอีกด้วย 

    ส่วนที่สาม ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับส่วนก่อนหน้าด้วย คือข้อจำกัดด้านแรงงาน กล่าวคือเวียดนามมีข้อได้เปรียบด้านกำลังแรงงานในวัยฉกรรจ์จำนวนมหาศาล ที่พร้อมเข้าสู่ภาคการผลิตและบริการ

    อย่างไรก็ตาม กำลังแรงงานส่วนมากยังคงเป็นแรงงานทักษะต่ำ ส่วนแรงงานทักษะสูง อย่างผู้จบการศึกษาระดับอาชีวะหรือมหาวิทยาลัยยังคงขาดแคลนอยู่เป็นอย่างมาก แม้ว่าเวียดนามพยายามจะเร่งพัฒนาทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะกับแรงงานทักษะสูงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความท้าทายของประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่จำต้องเผชิญในระยะ “ขั้นกลาง” ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งไทยเองก็เคยเผชิญมาก่อนหน้าในทศวรรษที่ 2530 และ 2540

    หากมองไทยและเวียดนามเป็นเหมือนนักวิ่งสองคนที่ต่าง “วิ่งไล่กวด” (catch up) ตามท้ายประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ณ วันนี้ ทั้งคู่ต่างมีกำแพงที่ต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้ร่วมกัน ซึ่งก็คือ “กับดักรายได้ปานกลาง”

    แนวทางของเวียดนามคือยุทธศาสตร์ Doi Moi 2.0 ที่พยายามสร้างภาคเอกชนอันเข้มแข็ง ให้มีผลิตภาพเพิ่มขึ้นและสร้างนวัตกรรมได้มากขึ้น ส่วนของไทยคือการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันตามแนวทางในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่แม้ในปัจจุบันอาจจะยังไม่ค่อยออกดอกออกผลเป็นรูปธรรมซักเท่าใด

    อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่นักวิ่งวัยกลางคน ผู้ซึ่งสภาพร่างกายบางส่วนเริ่มถดถอยอย่างไทย อาจจะต้องใช้ความพยายามมากกว่าในการฟื้นฟูสภาพร่างกายเพื่อรักษาระยะห่างกับนักวิ่งที่หนุ่มกว่า สดกว่า และฟิตกว่าอย่างเวียดนาม

    และที่สำคัญที่สุดคือ ไทยยังคงต้องพยายามที่จะวิ่งต่อไป  ไม่ใช่ค่อยๆ ชะลอความเร็วจนกลับมาหยุดนิ่ง เพราะหากเป็นเช่นนั้น เวียดนามย่อมแซงไทยเป็นอย่างที่แน่นอน แม้ว่าเวียดนามเองจะไม่ได้ปรับปรุงหรือพัฒนาเพิ่มเติมแต่อย่างใด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1213020&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mbakpjbgyAMWtSMGf_2bn

  • เศรษฐกิจฝืด แต่ของแพงไม่ตาย เมื่อ ‘คุณค่า’ ชนะคำว่าแพง

    เศรษฐกิจฝืด แต่ของแพงไม่ตาย เมื่อ ‘คุณค่า’ ชนะคำว่าแพง


    นายกสมาคมภัตตาคารไทยชี้ ราคาไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่คือเรื่องของการตลาด ต้นทุนที่มองไม่เห็น และคุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง หลายคนหันมาให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่ “คุ้มค่าเงิน” (value for money) มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาพตลาดกลับสะท้อนความย้อนแย้ง เมื่อสินค้าและอาหารบางประเภทที่มีราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไปยังสามารถยืนระยะได้ และบางแบรนด์กลับเติบโตสวนทางเศรษฐกิจ จนเกิดคำถามว่า สินค้าเหล่านี้ “แพงเกินจริง” หรือเป็นเพียงผลลัพธ์ของกลไกตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

    นางสาวฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า การจะตัดสินว่าสินค้าหรืออาหารมีราคาแพงเกินจริงหรือไม่ ไม่สามารถมองเพียงราคาขายหรือวัตถุดิบที่เห็นปลายทาง แต่ต้องพิจารณาโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด รวมถึงกลยุทธ์ทางการตลาดและการรับรู้คุณค่าของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม

    ในมุมมองทางธุรกิจ “สินค้า overpriced คือเรื่องของการตลาด” ตั้งแต่การกำหนดตัวตนแบรนด์ การวางตำแหน่งสินค้า การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสื่อสารภาพลักษณ์ ไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและมาตรฐาน ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนที่ผู้บริโภคมองไม่เห็น แต่ถูกสะท้อนอยู่ในราคาขาย

    นายกสมาคมภัตตาคารไทยระบุว่า ผู้บริโภคจำนวนมากมักมองเพียงวัตถุดิบหรือขั้นตอนการผลิตเบื้องต้น โดยไม่เห็นกระบวนการเบื้องหลัง ทั้งการวิจัย ทดลอง พัฒนาสูตร การบริหารของเสีย และเงินลงทุนจำนวนมาก ความสำเร็จของแบรนด์จึงไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการวางแผนและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/38692&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ga8qek-SI2dYkot7SKgQh

  • ร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย หัวข้อ “สภาพเศรษฐกิจการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และแนวโน้มในอนาคต”

    ร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย หัวข้อ “สภาพเศรษฐกิจการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และแนวโน้มในอนาคต”

    ร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย หัวข้อ “สภาพเศรษฐกิจการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และแนวโน้มในอนาคต”

    20 Dec 68

    วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม 2568 ผู้แทนหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ โดย นายปรกฤษฎิ์ สายหัสดี รองประธานกรรมการ เป็นวิทยากรบรรยาย หัวข้อ “สภาพเศรษฐกิจการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และแนวโน้มในอนาคต” ให้กับ วิทยาลัยการทัพอากาศ กรมยุทธศึกษาทหารอากาศ หลักสูตรการทัพอากาศ รุ่นที่ 60 ประจำปีการศึกษา 2569 ณ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3850852/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-IYQPcXwsKTKoUlHWfKR-

  • ความหวังรัฐบาลใหม่ กู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย

    ความหวังรัฐบาลใหม่ กู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย

    ความหวังรัฐบาลใหม่ กู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย

    ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติซํ้าซ้อน ความไม่แน่นอนทางการเมือง การยุบสภา และ สุญญากาศนโยบาย รวมถึงแรงสั่นสะเทือนจากความขัดแย้งชายแดน ไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นทั้งหมด คือ บริบทจริงที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญ ไม่ใช่ข้ออ้าง แต่คือโจทย์ใหญ่ของการบริหารประเทศเศรษฐกิจไทยอ่อนแรงอยู่แล้ว ยิ่งเปราะบางต่อทุกแรงกระแทกความเชื่อมั่นนักลงทุนจึงเป็นสิ่งแรกที่ต้องเร่งกอบกู้รัฐบาลต้องแสดงภาวะผู้นำ ชัด เจาะจง และ เด็ดขาด

    นโยบายเศรษฐกิจต้องเดินหน้า แม้การเมืองยังผันผวนการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ ต้องรวดเร็ว โปร่งใส และ ตรงเป้า ไม่ปล่อยให้ความเสียหายลุกลามเป็นต้นทุนระยะยาว การใช้จ่ายภาครัฐต้องกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ไม่รั่วไหล ขณะเดียวกัน ต้องรักษาวินัยการคลังในยามวิกฤต ภาคเอกชนต้องเห็นสัญญาณเสถียรภาพ มากกว่าคำสัญญา 

    ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ต้องบริหารด้วยสติและการทูต เพราะสงครามไม่เคยสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ รัฐบาลใหม่ต้องคิดไกลกว่าการเอาตัวรอดรายวัน 

    ปี 2569 คือเป้าหมายการกลับมาเติบโตอย่างมีความหมาย การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และ อุตสาหกรรมใหม่ต้องเร่งควบคู่การดูแลปากท้องประชาชนฐานราก

    เมื่อวิกฤตมาพร้อมกันทุกด้าน โอกาสก็ซ่อนอยู่เช่นกัน อยู่ที่รัฐบาลจะเปลี่ยนแรงกดดันเป็นพลังได้หรือไม่ นี่ไม่ใช่เวลาการเมืองทดลอง แต่คือเวลาของการตัดสินใจ อนาคตเศรษฐกิจไทย กำลังรอคำตอบจากรัฐบาลใหม่ ที่กำลังประชันนโยบายประชานิยมหาเสียงกันอย่างดุเดือดในขณะนี้ 

    ความหวังต่อรัฐบาลใหม่ ไม่ได้อยู่ที่ถ้อยแถลงวันแถลงนโยบายแต่อยู่ที่ความสามารถในการกู้เศรษฐกิจไทยออกจากหล่มยาว โดยปี 2569 ถูกจับตาในฐานะปีชี้ชะตาการกลับมาเติบโตอย่างมีคุณภาพหลังเศรษฐกิจซบยาวจากหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้ออ่อนแรงและความสามารถแข่งขันที่ถดถอยในเวทีโลก

    โจทย์แรก คือ การฟื้นความเชื่อมั่น ด้วยเสถียรภาพการเมืองและนโยบายชัดรัฐบาลต้องสื่อสารให้ตลาดเห็นทิศทางเดียว ไม่เปลี่ยนไปมา

    โจทย์ถัดมา คือ การอัดฉีดเศรษฐกิจอย่างตรงจุด ไม่หว่านเงินจนเปลืองงบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ต้องเร่งและต้องคุ้มค่าควบคู่การดึงเอกชนร่วมลงทุน ลดภาระการคลังระยะยาว ภาคส่งออกต้องยกระดับจากปริมาณ สู่มูลค่าและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมใหม่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล และ สุขภาพ คือโอกาส

    ขณะเดียวกัน SME ต้องเข้าถึงทุน เทคโนโลยี และ ตลาดการแก้หนี้ครัวเรือนต้องทำจริง ไม่ใช่แค่พักหนี้ชั่วคราว
    ปรับโครงสร้างหนี้ เพิ่มรายได้ และ สร้างวินัยทางการเงินด้านการท่องเที่ยว ต้องพ้นกับดักปริมาณ สู่คุณภาพและยั่งยืน 

    การคลังต้องรอบคอบ ใช้งบทุกบาทให้เกิดตัวคูณสูงสุดการปฏิรูปกฎระเบียบ คือ คันเร่งที่ต้นทุนตํ่าแต่ได้ผลสูง ลดอุปสรรคธุรกิจ เพิ่มความง่ายในการทำมาหากินการพัฒนาคน คือฐานรากของการเติบโตระยะยาว

    การศึกษาและทักษะแรงงาน ต้องสอดรับเศรษฐกิจใหม่ หากรัฐบาลใหม่ทำได้จริง เศรษฐกิจปี 2569 มีลุ้นฟื้นแรง แต่หากยังวนกับการเมืองระยะสั้น โอกาสจะหลุดมือ ความหวังจึงมาพร้อมความคาดหวัง และแรงกดดันมหาศาลถึงเวลาพิสูจน์ ว่ารัฐบาลใหม่จะพาไทยโตได้จริงหรือไม่

    บทบรรณาธิการ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45 ฉบับที่ 4,159 วันที่ 21 -24 ธันวาคม พ.ศ. 2568 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/646938&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Nq9hzfZ3OwZak4stL1gC2