Category: เศรษฐกิจ

  • “อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ หอการค้าไทย ชง 4 มาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่” ฟื้นประเทศ

    “อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ หอการค้าไทย ชง 4 มาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่” ฟื้นประเทศ

    “นายกฯอนุทิน” ขนว่าที่ครม.เศรษฐกิจ พบ หอการค้าไทย รับลูกนำข้อเสนอมาบรรจุเป็นนโยบายเศรษฐกิจ เดินหน้าเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้น ใจกว้างร่วมงานผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่สนว่าใครเป็นคนคิด ย้ำใน 4 เดือนนี้ เศรษฐกิจไทยไม่ถดถอยแน่นอน ด้าน “เอกนิติ” สั่งธปท.จับตาเงินไหลเข้าผิดปกติป่วนบาทแข็ง ขณะที่ “หอการค้า” ชง 4 มาตรการเร่งด่วนรัฐบาลใหม่ฟื้นเศรษฐกิจ เชื่อ “ทีมใหม่” ขับเคลื่อนได้แน่

    นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังนำคณะ เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รมช.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รมว.พลังงาน , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์ มาหารือกับหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วนว่า ได้มารับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และความต้องการจากภาคเอกชนที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและช่วยเหลือ เพื่อให้การประกอบธุรกิจคล่องตัว ซึ่งมีทั้งเรื่องของปัญหาเงินทุน หนี้ครัวเรือน อัตราดอกเบี้ย ค่าพลังงาน แรงงาน โลจิสติกส์ และโอกาสของประเทศไทยในอนาคต เพื่อทลายข้อจำกัดในการทำธุรกิจ โดยจะรวบรวมข้อเสนอภาคเอกชนทั้งหมด เข้าไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปได้อย่างรวดเร็ว

    “เราจะเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งในช่วงระยะเวลา 4 เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศ หลังจากแถลงนโยบายแล้ว ยืนยันว่า เศรษฐกิจจะไม่ถอยหลังแน่นอน จะพยายามเต็มที่ เพื่อทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ผมใจกว้าง ไม่คิดหรอกว่า นโยบายที่ผลักดัน เป็นนโยบายของใคร กลุ่มใด หรือผมไม่ได้คิดเอง แต่ถ้าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อประเทศ ผมทำหมด เพราะเวลามีแค่นี้ ถ้าจะไปกลัวใครดีเด่นดัง หรือได้เครดิต ไม่ได้แล้ว ถ้าเกิดผลักดันแล้วสำเร็จ คนที่คิดโครงการนั้นก็ได้เครดิต ตัวผมผู้ผลักดันก็ได้ ก็วินวิน ไม่ใช่คนหนึ่งชนะคนหนึ่งแพ้ ถ้าอย่างนั้นก็นำไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าวินวินด้วยกัน ผมก็ไม่สนใจ”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รมว.คลัง กล่าวถึงกระแสข่าวมีเงินทุนไหลเข้าผิดปกติมายังประเทศไทย ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วว่า ประเด็นดังกล่าว ได้หารือร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้เหมาะสมไว้แล้ว ส่วนประเด็นกระแสเงินไหลเข้าผิดปกติในขณะนี้ ระหว่างนี้ได้มอบให้ธปท.พิจารณา และหามาตรการรับมือแล้ว แต่การทำงานเต็มรูปแบบ จะต้องรอให้แต่งตั้งครม.อย่างเป็นทางการก่อน

    นาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
    นาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    ส่วนพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้เสนอมาตรการระยะเร่งด่วน 4 เดือนให้รัฐบาลใหม่เร่งทำทันที เริ่มจากเร่งรัดการเจรจาภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ควบคู่กับการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง, ธปท.ควรดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ประมาณ 34–35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออก, เดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น คนละครึ่ง และอีซี่ อี-รีซีท รวมถึงรณรงค์ใช้ของไทย ฟื้นเอสเอ็มอี

    พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 68 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน, ตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์หมวดไลฟ์สไตล์ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่, จัดสรรงบประมาณ 10,000 ล้านบาท บรรเทาความเสียหายจากหนี้เสียให้กับเอสเอ็มอี และเร่งผลักดันโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยใช้เอสเอ็มอีไทย , แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน, บรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี และการปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% เป็นเวลา 1 ปี , เดินหน้าปราบคอร์รัปชัน ยาเสพติด พนันออนไลน์ ค้ามนุษย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์
    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์

    ส่วนมาตรการระยะกลาง 8 เดือน เช่น เร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาออกภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก, พัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด , ควรเร่งแก้ปัญหาหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ที่ถูกกฎหมาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ลดต้นทุนเสริมสภาพคล่อง

    “ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่คือแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ที่จะสร้างความหวังและความเชื่อมั่น หากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง หอการค้าฯ เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาแข็งแรง และพร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศและสังคมไทย”

    นอกจากนี้ ยังได้รวบรวมข้อเสนอจากหอการค้าทั่วประเทศในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ต่อนายกฯ 7 ด้าน ประกอบด้วย 

    1.เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ 

    2.เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 

    3.ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน 

    4.ส่งเสริมการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม สร้างความสามารถแข่งขันให้เอสเอ็มอี 

    5.รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะชายแดน 

    6.เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศ 

    และ7.กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว โดยหวังว่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2883538&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2caHwp5NxXEDLchS_zprQ0

  • เปิด 4 เทรนด์พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    เปิด 4 เทรนด์พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ผู้นำระดับภูมิภาคด้านเศรษฐกิจและภาคธุรกิจชั้นนำของไทย ระบุ 4 เทรนด์ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัฒน์ การให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของโลก กำลังมีอิทธิพลพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก

    จากงานสัมมนา Future Forum 2025: – Great Transformation ที่จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจประเทศไทย (TMA) โดยมีนักวิชาการและภาคธุรกิจเข้าร่วมสัมมนากว่า 250 คน ต่างระบุตรงกันว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

    มร.เฮง สวี เกียต (Mr. Heng Swee Keat) อดีตรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ และประธานมูลนิธิวิจัยแห่งชาติของสิงคโปร์ (National Research Foundation, Singapore) ให้ความเห็นบนเวทีสัมมนาในหัวข้อ “Economic Transformation for Peoples, For Planet” ว่า “กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเผชิญกับวิกฤตที่สำคัญ 2 วิกฤต คือ วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตจากโรคระบาด วิกฤตแรกมีสองครั้งใหญ่คือ วิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียช่วงปี 2540 และวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ส่วนวิกฤตจากโรคระบาดคือ จากการแพร่ระบาดของโรคระบาดอย่าง โคโรน่าไวรัสสายพันธ์ใหม่ 2019 (Covid-19) การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั้งสองรอบส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก แต่ก็ยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้สามารถเติบโตได้ทั้งเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจอาเซียน 5 ประเทศคือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์  แต่เป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงหลังปี 2551 ในขณะที่วิกฤตจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องของเทคโนโลยี ภูมิทัศน์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    โลกในปัจจุบันเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Major Trend ใน 4D คือ

    1. De-Globalization หรือการเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัตน์จากเศรษฐกิจเสรี ไปสู่การกีดกันและการผูกขาดมากขึ้น
    2. Decarbonization การที่โลกให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อน
    3. Digitalization การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทุกคน และ
    4. Demographics Challenges การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลก ซึ่งทั้ง 4 ปัจจัยมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก”

    มร.เฮง สวี เกียต กล่าวและเพิ่มเติมว่า “สิงคโปร์ นำทั้ง 4 เทรนด์มาใช้ในการวางกลยุทธ์บริหารประเทศ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยคำนึงถึงเรื่องการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี การให้ความสำคัญกับเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการทำข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ (Free Trade Area) ซึ่งปัจจุบันสิงคโปร์มีข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศทั้งในระดับประเทศ และระดับกลุ่มประเทศถึง 28 ฉบับ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างมีหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในทุกภาคอุตสาหกรรมรวมไปถึงการพัฒนาบุคลากร

    การขับเคลื่อนประเทศและเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน ประเทศต้องขับเคลื่อนโดยการพัฒนาศักยภาพของประชากรในประเทศ เพราะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป โครงสร้างการทำงานก็เปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทโดยเฉพาะเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกที่กำลังเกิดขึ้น โดยการที่ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้  สิ่งสำคัญคือ การต้องพัฒนาศักยภาพในการทำงานของประชากรในประเทศให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เพราะ AI จะเป็นขุมพลังสำหรับการพัฒนาในทุกภาคส่วนของประเทศ รวมไปถึงต้องไม่หยุดที่จะวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่ภาคเอกชนต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ปรับกลยุทธในการทำธุรกิจ และ รู้จักที่จะใช้เทคโนโลยี รวมทั้งการออกแบบกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงเปิดกว้างในการร่วมมือกับธุรกิจทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเติบโตได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน” มร. เฮง สวี เกียต กล่าว

    ทุน-คน-เทคโนโลยี

    ปัจจัยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

    ในขณะที่ ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center กล่าวในช่วงการสัมมนา “The New Transformation Model” ว่า “กรอบแนวคิดดั้งเดิมของความสามารถในการแข่งขันคือ การมีประสิทธิภาพในการทำงาน ความร่วมมือระหว่างกัน และการเพิ่มผลผลิต แต่ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปตามกลไกทางเศรษฐกิจ การเมือง ที่เปลี่ยนแปลงไป คือความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้ถูกวัดแค่เรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน การเพิ่มผลผลิต และความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนเท่านั้น แต่จะถูกวัดด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่มีประสิทธิภาพในระดับโลก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และนโยบายในการบริหารจัดการภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

    ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แต่ละประเทศประสบความสำเร็จได้ ต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ ทุน (Capital) ความสามารถของบุคลากรที่มีคุณภาพ (Talent) และ เทคโนโลยี (Technology) ประเทศที่ประสบความสำเร็จคือประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยี อนาคตในการพัฒนา สิ่งที่สำคัญในอนาคตคือ ทุน บุคลากร และ เทคโนโลยี

    กรอบในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในโลกในปัจจุบันและอนาคต จะวัดกันที่ 3 ประเด็น คือ ประเด็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชากรของประเทศ ต้องเป็นประชากรที่มีความพร้อมสำหรับอนาคต เข้าใจเทคโนโลยี มีความคล่องตัวในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์และมีความรู้ด้านการเงิน  ประเด็นถัดมาในภาคของธุรกิจ ต้องเป็นองค์กรที่มีกระบวนการทำงานที่พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เปิดรับโอกาสในการเติบโตและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และมีการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมทั้งภายในและภายนอกองค์กร และประเด็นในส่วนของภาครัฐ ต้องเป็นรัฐที่มีความพร้อมที่จะรองรับอนาคตของการเข้ามาลงทุนจากภาคเอกชน มีความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่งคั่ง และมีฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” ศาสตราจารย์บริส กล่าวสรุป

    ภาคเอกชนไทย เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กล่าวถึงโมเดลของการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจการเงินว่า “ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทุน และ เทคโนโลยี คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจการเงิน ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาคการเงินเชื่อมโยงกับภาคการเงินของไทยกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในระดับโลก

    ที่ผ่านมาเราพัฒนาธุรกิจของเราโดยให้ความสำคัญกับภายในประเทศและการขยายการลงทุนโดยตรงไปในภูมิภาคอาเซียน และให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจโดยให้ความสำคัญเรื่องของความยั่งยืน ตามมาตรฐานของ ESG (สิ่งแวดล้อม, สังคม และธรรมาภิบาล) ธนาคารให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนองค์กร โดยการพัฒนาเทคโนโลยี และการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กร และความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาเร่งด่วนให้กับลูกค้า

    เทคโนโลยีทำให้เราสามารถที่จะเชื่อมต่อการทำงานและการให้บริการในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้ง 3 ปัจจัยที่สำคัญอย่าง ทุน การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่นำไปสู่การสร้างองค์กรที่ยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” นายชาติศิริ กล่าว

    นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงและท้าทาย ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ธุรกิจต้องเผชิญกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ความล่าช้าในการขนส่งสินค้า การบริโภคที่ลดลง ปัจจุบันบริษัทเผชิญกับกำแพงภาษีของสหรัฐ ตั้งแต่ปี 2566 บริษัทเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจในทุกๆ ด้าน รวมทั้งได้มีการทบทวนโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน และผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมไปถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI

    สิ่งที่เราเรียนรู้และต้องเปลี่ยนแปลงธุรกิจตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ เราต้องทำให้องค์กรของเรามีกระบวนการทำงานที่เรียบง่ายและทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เพราะเรามีธุรกิจอยู่ทั่วโลก รวมไปถึงการปรับปรุงแพลตฟอร์มในการทำงาน สร้างขีดความสามารถเพื่อรองรับกับการทำงานในอนาคต การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมไปถึงการทำธุรกิจในกรอบของ ESG

    การที่สหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 36% ในครั้งแรก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเราก็คงต้องออกไปจากอุตสาหกรรม พอปรับลดลงมาเหลือ 19% เท่ากันหมดในอาเซียน เราก็คิดว่าเราสามารถแข่งขันได้ โดยที่เราต้องมีความชัดเจนในการดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจ ชัดเจนในเรื่องของแผน รวมทั้งการสื่อสารที่ต้องชัดเจนไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องบอกว่า 2 ปีมานี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และ เราต้องปรับตัว ซึ่งเป็นความท้าทาย”

    ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวสนับสนุนเพิ่มเติมว่า “บริษัทใช้งบประมาณ 20-25% ของรายได้ต่อปี ในการลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพราะเราเห็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดขึ้นในทุกภาคอุตสาหกรรม บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาและลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของทุกภาคอุตสาหกรรมทั้งภาคการเงิน ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการด้านสุขภาพ เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ทำให้หัวเว่ย ไม่เคยที่จะหยุดพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มลูกค้าของเรา

    ปัจจุบันเทคโนโลยี ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนนอกเหนือจากการใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ทุกคนพูดถึง AI พูดถึง เทคโนโลยี ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงภาคการผลิต ภาคการบริโภค ทำให้ หัวเว่ย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาภาคธุรกิจ” ดร.ชวพล กล่าวสรุป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/18/579175/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eziglrN4JEubvCogN6gL-

  • ประธานสภาองค์การนายฯ ชี้ รัฐบาลต้องเร่งโชว์ฝีมือ ฝากสปีดแก้เศรษฐกิจปากท้องควบคู่แก้ รธน.

    ประธานสภาองค์การนายฯ ชี้ รัฐบาลต้องเร่งโชว์ฝีมือ ฝากสปีดแก้เศรษฐกิจปากท้องควบคู่แก้ รธน.

    วันนี้ (18 กันยายน) เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างฯแห่งประเทศไทย (ECOT) ให้สัมภาษณ์ถึงมุมมองต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ โดยมองว่าการเชิญคนนอกเข้ามาเสริมทีมเศรษฐกิจถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี หลายคนมีประสบการณ์และประสบความสำเร็จในภาคธุรกิจ เชื่อว่าจะสร้างความหวังให้ประชาชนได้ แต่ยอมรับว่าการอยู่ในตำแหน่งเพียง 4 เดือนเป็นข้อจำกัดใหญ่ แม้รัฐมนตรีจะเก่งเพียงใดก็อาจยังไม่สามารถทำอะไรได้มาก อีกทั้งหลายคนยังไม่มีประสบการณ์ด้านการเมืองและระบบราชการ ซึ่งแตกต่างจากการทำงานในภาคเอกชน

    เอกสิทธิ์ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลคือเสถียรภาพของรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ก็มองว่ามีข้อดี เพราะบังคับให้รัฐบาลและรัฐมนตรีต้องทำงานอย่างเต็มที่ ไม่สามารถปล่อยปละละเลยได้ อีกทั้งต้องฟังเสียงฝ่ายค้านและประชาชนตลอดเวลา หากทำงานไม่เข้าตา ประชาชนไม่พอใจ รัฐบาลก็ไปต่อไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งแสดงฝีมือให้เห็นชัดเจน

    “เก่งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเร็วด้วยในยุคนี้” เอกสิทธิ์ย้ำ พร้อมฝากถึงพรรคฝ่ายค้านว่า ทุกฝ่ายเป็นตัวแทนประชาชน ควรร่วมกันทำงานเพื่อประเทศชาติ ฝ่ายตรวจสอบเองก็ต้องทำงานอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    เมื่อถูกถามถึงประเด็นเร่งแก้รัฐธรรมนูญแทนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เอกสิทธิ์มองว่าควรเดินควบคู่กัน แต่ย้ำว่าตนเป็นห่วงปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า โดยเฉพาะปัญหาปากท้องที่ประชาชนเผชิญมาหลายปี รัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการระยะสั้นทันที เช่น โครงการคนละครึ่งที่เคยได้ผลดี แม้ไม่เพียงพอแต่ถือเป็นจุดเริ่มต้น ขณะเดียวกันก็ควรวางมาตรการระยะยาวไว้ด้วย

    ท้ายที่สุด เอกสิทธิ์ฝากถึงประชาชนให้กำลังใจรัฐบาล พร้อมทั้งขอให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง เชื่อว่าหากทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ประเทศก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/government-urgent-economic-action/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YopvCEwVjG04Ww1rzeMaL

  • “อนุทิน” ควงว่าที่ ครม. ถกหอการค้าไทย ฟังเอกชนทุกมิติ เร่งโรดแมปเศรษฐกิจ

    “อนุทิน” ควงว่าที่ ครม. ถกหอการค้าไทย ฟังเอกชนทุกมิติ เร่งโรดแมปเศรษฐกิจ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมประชุมหารือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ กับ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ,นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมเดินทางมาร่วมประชุมด้วย

    โดยหลังเสร็จสิ้นการประชุมฯ นายอนุทิน กล่าวว่า การมาพบสภาหอการค้าในครั้งนี้ เป็นแนวทางเดียวกับที่เคยเข้าพบสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อรับฟังข้อกังวลและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน ก่อนที่รัฐบาลจะเริ่มบริหารราชการแผ่นดิน โดยพยายามรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด เพื่อให้การทำงานเดินหน้าได้รวดเร็ว และตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจประเทศ

    การหารือในวันนี้ ครอบคลุมปัญหาหลักที่เอกชนสะท้อน ทั้งด้านการเงิน หนี้สิน ดอกเบี้ย พลังงาน โลจิสติกส์ ตลอดจนโอกาสการค้าในอนาคต โดยจะนำมาพิจารณาเป็นมาตรการด้านเศรษฐกิจ ทั้งเพื่อผู้ประกอบการ แรงงาน และสินค้าไทย รวมถึงการแก้ไขเรื่องภาษีและข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ ซึ่งจะส่งต่อให้ว่าที่รัฐมนตรีคลังและพาณิชย์ นำไปปรับใช้ในเชิงนโยบาย

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มอบหมายอะไรบ้างให้กับว่าที่ รมว.พาณิชย์ นายอนุทิน ย้ำว่า หน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ คือ ทำให้การค้าคล่องตัว ไม่เสียเปรียบคู่ค้า และเจรจาสิทธิประโยชน์ทางการค้าให้ประเทศไทยมากที่สุด พร้อมกันนี้ ยังต้องดูแลการค้าภายในประเทศ ควบคู่กับการต่างประเทศ เพื่อลดความเดือดร้อนผู้ประกอบการ และจัดหาแหล่งเงินทุนอัดฉีดเพื่อเสริมสภาพคล่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กและเอสเอ็มอีที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้เก่า สินค้าคงสต็อก และขาดเงินทุนหมุนเวียน

    อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ระบุว่า มาตรการช่วยเหลือจะเน้นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพจริง ไม่ใช่เพียงหมุนเงินประคองไปวันต่อวัน แต่ต้องสามารถต่อยอดธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้

    สำหรับกรอบเวลา 4 เดือนในการบริหารประเทศ นายอนุทิน ยอมรับว่า แม้จะสั้นแต่รัฐบาลเตรียมร่างนโยบายไว้เกือบสมบูรณ์แล้ว และจะนำข้อเสนอจากหอการค้าฯไปปรับให้สอดคล้อง ก่อนแถลงต่อรัฐสภาหลังพิธีถวายสัตย์ โดยย้ำว่าไม่กังวลว่าใครจะได้เครดิต เพราะสิ่งสำคัญคือประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ หากนโยบายใดเกิดประโยชน์พร้อมเดินหน้าผลักดันทันที

    นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือทุกฝ่ายต้องวิน–วิน ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งชนะอีกฝ่ายหนึ่งแพ้ เพราะนั่นจะนำไปสู่ความขัดแย้ง แต่หากทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน ประเทศและประชาชนก็จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/257316&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gREaEz0kLq3_jlQtGIqfD

  • สภาองค์การนายจ้าง ชี้ “รัฐบาลอนุทิน” ต้องเร่งพิสูจน์ฝีมือ แก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง

    สภาองค์การนายจ้าง ชี้ “รัฐบาลอนุทิน” ต้องเร่งพิสูจน์ฝีมือ แก้เศรษฐกิจ-ปากท้อง

    ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย มอง เสถียรภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อยต้องโชว์ฝีมือ ชี้เร่งเครื่องทำงานต้องเก่งและเร็ว ฝากเวลา 4 เดือน สปีดแก้เศรษฐกิจปากท้องให้ประชาชน ควบคู่แก้รัฐธรรมนูญ

    วันนี้ (18 ก.ย.2568) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) กล่าวถึงมุมมองภาพลักษณ์ของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ว่า มีการเชิญคนนอกเข้ามาเสริมโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ และประสบความสำเร็จในภาคธุรกิจมาหลายท่าน ซึ่งถือว่าหน้าตาภาพลักษณ์ดูดี เชื่อว่าจะเป็นความหวังทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้

    แต่เนื่องจากรัฐบาลได้ทำสัญญาไว้ว่าจะอยู่ในตำแหน่ง 4 เดือน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้พี่น้องประชาชนก็จะค่อนข้างลำบาก แม้ว่ารัฐมนตรีใน ครม.จะเก่งแค่ไหนแต่ในระยะเวลาแค่ 4 เดือนยังทำอะไรไม่ได้ ซึ่งหลายคนมีความรู้ความสามารถด้านธุรกิจ แต่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองและไม่เคยบริหารราชการ ไม่ได้ทำงานกับข้าราชการประจำมาก่อน เพราะการทำงานภาครัฐไม่เหมือนภาคเอกชน ถือเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องให้เวลาพิสูจน์

    หลายปีที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนประสบกับปัญหาเศรษฐกิจมามากแล้ว ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ให้ช่วยดูแลแก้ปัญหาปากท้องเศรษฐกิจของประเทศเป็นเรื่องเร่งด่วน หากมีเวลา 4 เดือน รัฐบาลทำให้สภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นก็ถือว่าดีใจมากแล้ว

    ส่วนข้อกังวลเรื่องเสถียรภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะมีผลกระทบต่อการบริหารประเทศหรือไม่นั้น นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยถือว่ามีข้อดีเพราะ รัฐบาลและรัฐมนตรีทุกคน ต้องทำงานอย่างเต็มที่ จะปล่อยปละละเลยหรือจะมาทำงานเช้าชามเย็นชามไม่ได้เพราะเวลาน้อยต้องอาศัยเสียงฝ่ายค้านและฟังเสียงประชาชน แต่ถ้ามีเรื่องใดที่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยและประชาชนคัดค้านรัฐบาลก็อยู่ต่อไม่ได้ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องโชว์ฝีมือให้เห็นอย่างเต็มที่ทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด

    สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและทำผลงานออกมาให้เร็วที่สุด เก่งเท่านั้นไม่พอแต่ต้องเร็วด้วยในยุคนี้

    ทั้งนี้นายเอกสิทธิ์ ยังฝากถึงพรรคฝ่ายค้าน ว่า ทุกคนมาเป็นตัวแทนของประชาชนในการทำงานบ้านเมืองแล้ว ก็ขอให้ร่วมมือกันผลักดัน ซึ่งทำหน้าที่ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายตรวจสอบด้วยความเข้มแข็งทั้งคู่ ทำประโยชน์ให้กับประชาชนยึดมั่นประเทศชาติเป็นหลัก ซึ่งฝ่ายตรวจสอบเอง ก็ต้องทำงานเข้มแข็งเรื่องการตรวจสอบปัญหาทุจริตคอรัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญของการเจริญเติบโต ของประเทศเรา พร้อมทั้งผลักดันกฎหมายต่างๆ ให้ผ่าน และเป็นหูเป็นตาแทนประชาชนในการตรวจสอบรัฐบาลด้วย

    ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงเรื่องที่รัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นพ้องว่าควรเร่งแก้รัฐธรรมนูญแทนที่จะเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั้น ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย มองว่าควรจะทำควบคู่กันไปแต่ส่วนตัวเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า แน่นอนว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่สำคัญต่อประชาชนก็ต้องดำเนินการต่อไปควบคู่กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยเฉพาะปัจจุบันเรื่องปากท้องเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรีบทำ

    ทั้งนี้ภาครัฐจะต้องหามาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและระยะยาวแต่ในเมื่อรัฐบาลชุดนี้มีการให้สัญญาว่าจะอยู่ในตำแหน่ง 4 เดือน ก็จำเป็นต้องหามาตรการระยะสั้นออกมาก่อน เช่นมาตรการคนละครึ่ง ซึ่งได้ผลดีเพราะเคยใช้มาแล้วเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแต่ก็ยังไม่พอซึ่งควรมีส่วนที่ต้องเพิ่มเติมอีก แต่ก็รู้สึกเป็นห่วงว่าแค่ 4 เดือนจะทำได้ทันหรือไม่

    ฝากพี่น้องประชาชนให้กำลังใจรัฐบาลด้วย ขณะเดียวกันฝ่ายค้านก็ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง เชื่อว่าแบบนี้ประเทศชาติจะไปได้ ต้องให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงานแสดงฝีมือก่อนว่าจะทำได้หรือไม่

    อ่านข่าว :

    หอการค้าฯ ถก อนุทิน ยื่น 7 ข้อเสนอเสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    ภูมิใจไทยชง “ตั๋วบุฟเฟต์” รถไฟฟ้า-รถเมล์ 30 บาทโดยสารทั้งวัน

    “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ว่าที่ รมว.พาณิชย์ ชี้เศรษฐกิจไทยต้องเดินหน้า รอช้าไม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZrTN2XTnZnP8yMFC2pos3

  • ‘คลัง’ ปัดฝุ่นแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนคนละครึ่ง – อีซี่ อี-รีซีท ดันบริโภค

    ‘คลัง’ ปัดฝุ่นแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนคนละครึ่ง – อีซี่ อี-รีซีท ดันบริโภค

    เศรษฐกิจ

    ‘คลัง’ ปัดฝุ่นแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนคนละครึ่ง – อีซี่ อี-รีซีท ดันบริโภค

    18 ก.ย. 2025 เวลา 10:31 น.

     “คลัง” เตรียมชงมาตรการควิกวินรับนโยบายรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี ชี้ “คนละครึ่ง” วงเงินยิ่งสูงยิ่งสร้างผลกระทบมาก ดัน “อีซี่ อี-รีซีท” พร้อมกระตุ้นท่องเที่ยว

    ในระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินสายหารือภาคเอกชนเพื่อรับฟังความเห็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในขณะที่การทำงานคู่ขนานกันได้ให้ว่าที่ทีมเศรษฐกิจเตรียมแผนงานไว้ส่วนหนึ่ง ในขณะที่กระทรวงการคลังได้เตรียมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเสนอรัฐบาลใหม่เช่นกัน

    แหล่งข่าวจาก กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายใต้ข้อตกลงทางการเมืองที่รัฐบาลจะมีเวลาการบริหารเพียง 4 เดือนนับตั้งแต่วันแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นระยะเวลาไม่นาน ดังนั้นเรื่องที่ดำเนินการได้ช่วงดังกล่าวภายใต้อำนาจเต็มของรัฐบาลจึงมีจำกัด ซึ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อเร่งฟื้นเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง

    โดยหนี่งในนโยบายที่ถูกกล่าวถึงหลายครั้งว่าจะนำกลับมาใช้ คือ โครงการคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นการบริโภค และช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน ซึ่งแนวคิดรอบนี้จะแบ่งการใช้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 

    1.ผู้ยื่นแบบภาษีจำนวน 11 ล้านคน รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% 2.ประชาชนทั่วไป และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐช่วยจ่าย 50% และประชาชนจ่าย 50%

    ทั้งนี้ การฟื้น “คนละครึ่ง” กลับมาอีกควรทำเป็นโครงการขนาดใหญ่ ยิ่งใช้วงเงินสูงยิ่งสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้มาก โดยการดำเนินโครงการที่ผ่านมาเฟสที่ใช้งบประมาณสูงสุดถึง 110,000 ล้านบาท ผู้ใช้สิทธิกว่า 26.34 ล้านคน ได้รับวงเงินใช้จ่าย 4,500 บาท/คน 

    อย่างไรก็ตาม ยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะมีการพิจารณาใช้งบประมาณเท่าใด รวมทั้งรายละเอียดของโครงการ ซึ่งต้องพิจารณาเพื่อจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่จำกัดกับนโยบายอื่นร่วมด้วย 

    รวมทั้งหากเริ่มทำ “โครงการคนละครึ่ง“ทันก่อนสิ้นปีงบประมาณรายจ่าย 2568 ที่จะสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2568 จะใช้งบกลางรายการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 ที่มีวงเงินเหลืออยู่ 2.6 หมื่นล้านบาท รวมกับงบกลางรายการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2569 วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท และงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนวงเงิน 9.8 หมื่นล้าน

    นอกจากนั้น มีโครงการสำเร็จรูปอื่นที่กระทรวงการคลังเคยดำเนินการ และประสบความสำเร็จมาแล้ว และเป็นหนึ่งในนโยบายควิกวินรัฐบาลได้ อาทิ มาตรการภาษี Easy E-Receipt (อีซี่ อี-รีซีท) และลดหย่อนภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ

    “สำหรับเงินที่มีอยู่อาจจะไม่ได้ใช้ทำโครงการคนละครึ่งทั้งหมด อาจจะมีโครงการหรือมาตรการอื่นๆ ด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะมีนโยบายอะไรออกมา” แหล่งข่าว ระบุ

    เน้นดูแลประชาชน-เอสเอ็มอี

    นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การหารือวงเล็กระหว่าง ส.อ.ท.และว่าที่ทีมเศรษฐกิจคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2568 หารือหลังจากที่ ส.อ.ท.ได้พบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันที่จะเน้นการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อยที่กังวลต่อภาวะใน 3 เดือนข้างหน้า ขณะที่รายกลางและรายใหญ่ยังประเมินสถานการณ์ดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่ง ส.อ.ท.ชี้ว่าควรเร่งช่วยผู้ประกอบการรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน พร้อมให้รายใหญ่ช่วยเหลือเป็นทอด ๆ

    รวมทั้งทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์รายเดือน และระยะสั้นจะประชุมร่วมกันทุกสัปดาห์ พร้อมเร่งแก้ปัญหาสินค้าต่างประเทศที่เข้ามาทุ่มตลาด 

    อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และทีมงาน แต่เชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีได้คัดเลือกทีมเศรษฐกิจที่เหมาะสม และมีประวัติการทำงานที่ดีจึงมั่นใจว่าจะสามารถประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

    ส.อ.ท.หนุนรัฐลดค่าไฟ ลดต้นทุน

    นายนาวา กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าลงหน่วยละ 4 ส.ต.หากทำได้จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพราะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน และลดต้นทุนผู้ประกอบการ แม้จะไม่มากนักแต่สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาล

    “แม้ลดได้เพียง 4 สตางค์แต่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของเอกชนเมื่อเทียบกับอาเซียนที่ต้นทุนยังต่ำกว่าไทยก็ขอขอบคุณ แต่ภาคเอกชนหวังจะลดได้มากกว่านี้ โดยต้องไม่กระทบความมั่นคงพลังงาน และต้องการเสนอรัฐบาลผลักดันพลังงานทดแทน โดยเฉพาะไบโอดีเซลจากพืชเกษตรที่ไทยมีศักยภาพสูง และราคาตกต่ำ

    อีกประเด็นสำคัญคือ ค่าเงินบาทแข็งค่า กระทบการส่งออกอย่างมาก ขณะที่เวียดนามได้เปรียบจากค่าเงินที่ไม่แข็งเท่าไทย โดยเรื่องนี้ส.อ.ท.ได้หารือร่วมกันกับทีมเศรษฐกิจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไปแล้ว และมีการรับปากจะเร่งดำเนินการ

    ‘คลัง’ ปัดฝุ่นแพ็คเก็จกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนคนละครึ่ง ‘อีซี่อีรีซีท’ ดันบริโภค

    “อนุทิน” นัดหารือหอการค้าไทย

    รายข่าวจากหอการค้าไทย ระบุว่า วันที่ 18 ก.ย.2568 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือกับนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมถึงคณะกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    สำหรับการหารือจะมีประเด็นสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะหยิบประเด็นสถานการณ์และข้อเสนอแนะที่ได้รวบรวมจากหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย หอการค้าไทยทั่วประเทศ และสมาคมการค้า อาทิ

    1.โครงการคนละครึ่ง เสนอวงเงินค่าใช้จ่าย 1,500 บาท/เดือน ระยะเวลา ต.ค.- พ.ย.2568

    2.โครงการ Easy E-Receipt เฟส 2 เสนอวงเงิน 100,000 บาท (รวมทุกหมวดสินค้า) ระยะเวลา พ.ย.- ธ.ค.2568

    3.มาตรการอสังหาริมทรัพย์เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อที่อยู่อาศัย รวมถึงลดหย่อนเก็บภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ไม่น้อยกว่า 50% จนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว

    4.มาตรการการท่องเที่ยว รวมถึงโครงการเราเที่ยวด้วยกัน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่น และความปลอดภัยนักท่องเที่ยวจีนเชิญผู้นำระดับสูงของจีนเยือนไทย

    สภาตลาดทุนจ่อหารือ “คลัง” ถกแผนดึงเชื่อมั่น

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และประธานสภาตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า สภาตลาดทุนไทยเตรียมยื่นหนังสือเข้าพบ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรองนายกรัฐมนตรี เพื่อขอหารือในการหาแนวทางกระตุ้นเศรฐกิจ และตลาดทุนไทย

    สำหรับข้อเสนอหลักๆ ที่จะนำเข้าหารือคือ แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลระยะสั้น แต่มองเป็นโอกาสในการปฏิรูปเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรมอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมกับผลักดันนโยบายเร่งด่วนให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ที่จะผลดีต่อประเทศไทย หลักๆ คือ 

    1.ให้ภาครัฐผลักดันแนวคิด TISA (Thailand Individual Savings Account) ที่เป็นบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้นที่เปิดให้นักลงทุนที่ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สิทธิลดหย่อนภาษี โดยเป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนลงทุนหุ้นไทยมากขึ้น

    ขณะที่แพ็กเกจ TISA ที่ FETCO เตรียมเสนอกระทรวงการคลัง จะรวมการต่ออายุกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยาว (SSF) ที่ครบกำหนดอายุปี 2568

    2.มาตรการดึงนักลงทุนต่างชาติลงทุนไทยเพิ่ม โดยต้องการให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณ และบุคลากรให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อย่างน้อย 3 เท่า เพื่อดึงลงทุนต่างชาติเพิ่ม ซึ่งคำขอรับส่งเสริมการลงทุนช่วง 6 เดือน ที่ผ่านมา สูงถึง 1 ล้านล้านบาท 

    “เช่นเดียวกันการผลักดันการขับเคลื่อนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้ดึงดูดลงทุนมากขึ้น และโครงการใน EEC ที่ยังติดขัดอยู่ให้เดินหน้าได้ในช่วง 8 เดือนข้างหน้า” 

    3.โครงการคนละครึ่ง ที่เป็นโครงการระยะสั้นที่ควรดำเนินการ

    4.การพัฒนา “ท่าเรือตะวันตก” เพียงโครงการเดียว หรืออย่างน้อยที่สุดคือ การทำท่าเรือเบื้องต้นที่ระนอง เพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในการส่งสินค้าไปอินเดียที่จะเป็นตลาดแห่งอนาคต ดังนั้นหากเชื่อมโยงจากทั่วประเทศ เช่น เชียงราย หนองคาย แหลมฉบัง ไปท่าเรือระนองได้มีประสิทธิภาพโครงการนี้จะสำคัญมาก

    5.การส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยควรเพิ่มงบประมาณให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพราะเห็นโอกาสดึงนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่งจะเป็น “ควิกวิน” ที่ทำได้เลยช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างมากหลังจากนี้

    6.การส่งออก โดยควรเพิ่มงบประมาณให้กระทรวงพาณิชย์เพื่อหาตลาดส่งออกใหม่ ซึ่งไทยไม่ควรพึ่งตลาดสหรัฐมากเกินไป และการตั้งเป้าหมายลดสัดส่วนการพึ่งพาสหรัฐจาก 20% ให้เหลือต่ำกว่า 10% ภายใน 3 ปี และควรเพิ่มการส่งออกไปอาเซียน อินเดีย ยุโรป และแอฟริกาให้มากขึ้นที่ถือเป็นตลาดที่มีโอกาสสูง

    7.การฟื้นความเชื่อมั่นประเทศ โดยรัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นเพื่อสื่อสารข่าวดีไปสู่โลกภายนอกเป็นระบบ โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาที่เป็นความสำเร็จที่ชัดเจนสุดช่วงนี้ และควรสื่อสารการส่งออกที่ดีขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1199303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oIYZAcuDpAY1DyyLpqYUc

  • เศรษฐกิจชะลอตัว-การเมืองไม่นิ่ง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นดิจิทัล Q3/68 หดตัวต่อเนื่อง

    เศรษฐกิจชะลอตัว-การเมืองไม่นิ่ง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นดิจิทัล Q3/68 หดตัวต่อเนื่อง

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital Industry Sentiment Index) ไตรมาส 3/68 หดตัวจากไตรมาสก่อนหน้า อยู่ในระดับ “ไม่เชื่อมั่น” สาเหตุจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากการหดตัวของภาคการท่องเที่ยว และระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรดิจิทัลและ AI Disruption และข้อพิพาทพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยการแข่งขันช่วงชิงการลงทุนในภูมิภาค ประกอบกับการขาดแคลนบุคลากรดิจิทัลและ AI Disruption ที่ส่งผลต่อศักยภาพของภาคเอกชน รวมไปถึงความไม่มั่นใจในความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล และข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุน

    อย่างไรก็ตาม มาตรการตรึงราคาพลังงานและการขยายตัวของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงผลสรุปการเจรจาภาษีนำเข้าสหรัฐอเมริกาสามารถช่วยคลี่คลายความกังวลของผู้ประกอบการ

    ทั้งนี้ หากแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า ไตรมาส 3/68 มีหนึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีดัชนีความเชื่อมั่นฯ สูงกว่าระดับ 50 ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ โดยมีดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 52.7 ส่วนอีก 4 กลุ่มอุตสาหกรรม มีดัชนีความเชื่อมั่นฯ ต่ำกว่า 50 ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ มีดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 39.0 กลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล อยู่ที่ระดับ 48.1 กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ อยู่ที่ระดับ 46.8 และกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม อยู่ที่ระดับ 46.5

    ขณะที่ไตรมาส 2/68 มี 2 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีดัชนีความเชื่อมั่นฯ สูงกว่าระดับ 50 ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ โดยมีดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 52.3 และกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม อยู่ที่ระดับ 51.8 ส่วนอีกสามกลุ่มอุตสาหกรรมมีดัชนีความเชื่อมั่นฯ ต่ำกว่าระดับ 50 ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ อยู่ที่ระดับ 38.5 กลุ่มอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล อยู่ที่ระดับ 48.1 และกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ อยู่ที่ระดับ 46.4

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยคาดหวังให้ภาครัฐเร่งพัฒนากำลังคนดิจิทัลภายในประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาสภาวะขาดแคลนบุคลากรดิจิทัล พร้อมส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจมีโอกาสเติบโต อีกทั้งเพิ่มศักยภาพกลุ่มธุรกิจ SMEs ให้ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก พร้อมส่งเสริมกิจกรรมทางการตลาด และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000089398&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OzHdXRrXTRXzlrbltBN9j

  • ‘Blue Economy’  พัฒนาเศรษฐกิจไทย อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลให้ยั่งยืนไปด้วยกัน

    ‘Blue Economy’  พัฒนาเศรษฐกิจไทย อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลให้ยั่งยืนไปด้วยกัน


    ทางออกวิกฤตทะเลไทย ‘Blue Economy’ พัฒนาเศรษฐกิจไทย อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลให้ยั่งยืนไปด้วยกัน

    เป็นที่รู้กันว่าประเทศไทยนั้นอุดมไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติอันล้ำค่า นอกจากผืนป่า สายน้ำ และแผ่นดิน ยังมีท้องทะเลขนาบข้างทั้งสองฝั่งคือ ทะเลอันดามัน (มหาสมุทรอินเดีย) และอ่าวไทย ซึ่งเปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญ ทั้งยังเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ ทว่าที่ผ่านมาด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างไม่บันยะบันยัง ทำให้ทะเลเสื่อมโทรมลง หนำซ้ำยังต้องเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง

    ทั้งหมดนี้นำไปสู่แนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายนอกจากจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาสมบูรณ์แล้ว ยังสามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตภายใต้ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมไปด้วยพร้อมกัน

    นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีอาณาเขตทางทะเลกว่า 320,000 ตารางกิโลเมตร มีความยาวของชายฝั่งทะเลกว่า 3,100 กิโลเมตรครอบคลุม 23 จังหวัด ทำให้มีทรัพยากรทางทะเลที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 24 ล้านล้านบาท นอกจากนี้สร้างรายได้ให้กับประเทศถึง 1 ใน 3 ของ GDP 
    “ความโชคดีของประเทศไทยคืออยู่ติดทะเลสองฝั่งทั้งมหาสมุทรอินเดียและอ่าวไทย ทำให้เรามีทรัพยากรทางทะเลค่อนข้างเยอะ ซึ่งในอดีตท้องทะเลมีความอุดมสมบูรณ์กว่านี้ มีสัตว์น้ำเป็นจำนวนมาก มีแนวปะการังสวยงาม แต่ช่วงสามสิบปีมานี้เราใช้ทรัพยากรจนเกินขีดจำกัด ทำให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรม สัตว์น้ำลดลง แนวปะการังเสียหายจากปรากฏการณ์ฟอกขาว คุณภาพน้ำแย่ลงจากปรากฏการณ์ทะเลเปลี่ยนสี (Plankton Bloom) รวมถึงผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่ขาดจิตสำนึกและการประมงผิดกฎหมาย ทุกวันนี้ทรัพยากรทางทะเลของไทยถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว”


    “เวลาเราพูดถึงคำว่า ‘อนุรักษ์’ คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าจะต้องสงวนทรัพยากรเอาไว้โดยไม่ใช้เลย ซึ่งในสมัยที่เรายังมีทรัพยากรเยอะก็ถือว่าสมเหตุสมผลอยู่ แต่ปัจจุบันเมื่อประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้น ทรัพยากรร่อยหรอลง คำว่าสงวนจึงถูกใช้ในบริบทที่ยากขึ้น ตามมาด้วยความขัดแย้งในหลายพื้นที่ เช่น รัฐอยากอนุรักษ์ผืนป่า แต่ชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นไม่ได้ใช้ประโยชน์ จึงเกิดการต่อต้าน สุดท้ายก็ไม่สามารถปกป้องผืนป่า ปกป้องทะเลได้ ไม่มีฝ่ายไหนได้ประโยชน์ ท้ายที่สุดจึงเกิดแนวคิดที่จะดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนดีกว่าจะกันคนออกไปเฉยๆ”

    “ยกตัวอย่างแนวปะการัง เมื่อก่อนเราประกาศว่าจะอนุรักษ์สงวนแนวปะการังเอาไว้เป็นที่อยู่อาศัยของปลา ห้ามใครรุกล้ำหรือแตะต้องเป็นอันขาด แต่ในความเป็นจริงปั้จจุบันผู้คนนิยมการท่องเที่ยวทางทะเลมากขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมดำน้ำไปชื่นชมความสวยงามใต้ทะเล คำถามคือเราจะบริหารจัดการอย่างไรให้ได้ประโยชน์ทั้งสองทาง นักท่องเที่ยวก็ได้ดำน้ำ ปะการังก็ยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำได้”


    นายปิ่นสักก์ อธิบายว่า ‘เศรษฐกิจสีน้ำเงิน’ หรือ ‘Blue Economy’ คือแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในระยะยาว สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals – SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 14 ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงินในประเทศไทย โดยทำหน้าที่ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างชาญฉลาด ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ทางเศรษฐกิจ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และความเป็นธรรมทางสังคม


    “ถ้าเราจะส่งเสริมเศรษฐกิจสีน้ำเงิน หัวใจสำคัญคือกระบวนการดึงคนเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน จนถึงชาวบ้านในพื้นที่ พูดง่ายๆ ว่าทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เราต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่าเศรษฐกิจสีน้ำเงินคืออะไร แล้วทะเลไทยสร้างเศรษฐกิจจากตรงไหนบ้าง เช่น การท่องเที่ยว ธุรกิจประมง ทรัพยากรแร่ธาตุ แหล่งเชื้อเพลิงและพลังงาน หรือการขนส่งทางทะเล แล้วใครบ้างที่ได้ประโยชน์จากตรงนั้น ทำยังไงจะไม่ให้มีปัญหารวยกระจุกจนกระจาย ปล่อยให้ใครก็ไม่รู้มาได้ประโยชน์ แต่คนในพื้นที่ไม่ได้อะไรเลย” 


    นายปิ่นสักก์เชื่อว่าแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงินคือปลายทางของการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน สามารถทำให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้โดยปราศจากความขัดแย้ง และที่สำคัญยังสร้างรายได้ทำให้เศรษฐกิจภาคทะเลเจริญเติบโต 
    “แม้ทุกวันนี้จะมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเยอะขึ้น ระบบนิเวศเสื่อมโทรมลง แต่นักท่องเที่ยวยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวอยู่ตลอด ไม่ว่าจะปัจจัยเรื่องความอุดมสมบูรณ์ ความสวยงาม ความสะดวกสบายก็ตาม ผมมองว่าประเทศไทยเราอยู่ในจุดที่เหมาะสม เดินทางง่าย คนไทยนิสัยดี แถมยังมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพ ในอนาคตข้างหน้าถ้าเราฟื้นฟูท้องทะเลให้กลับคืนมาได้ เราก็จะสามารถเสริมจุดแข็งทางเศรษฐกิจภาคทะเลเพื่อไปแข่งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนิเซีย และฟิลิปปินส์ได้”


    ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันยังสามารถอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้ยั่งยืนได้พร้อมกันด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/sustain-biz/35468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xDonrFcCw6OniJtnjvI0H

  • หอการค้าฯ ถก อนุทิน  ยื่น 7 ข้อเสนอเสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    หอการค้าฯ ถก อนุทิน ยื่น 7 ข้อเสนอเสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    วันนี้ (18 ก.ย.2568) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวหลังการหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ ถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในระยะเร่งด่วน ว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ราคาสินค้าเกษตรและการส่งออกที่ปรับตัวลดลง ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    ตลอดจนความไม่แน่นอนด้านการเมืองระหว่างประเทศ หอการค้าไทยจึงได้ระดมข้อคิดเห็นจากเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ ทั้งหอการค้าจังหวัด สมาคมการค้า หอการค้าต่างประเทศ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยจัดทำเป็นข้อเสนอ 7 เสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยเพื่อให้รัฐบาลนำไปพิจารณาใช้เป็นมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

    1. Rebuild Confidence Plan เสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศและนักลงทุน ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความปลอดภัย
    2. Liquidity for SMEs & Households เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ให้ผู้ประกอบการและครัวเรือนเข้าถึงแหล่งทุนได้สะดวก
    3. Ease Cost of Living ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนของประชาชน
    4. Seamless Trade ค้าขายคล่อง ส่งเสริมการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม(Fair Trade) สร้างความสามารถแข่งขันให้ SMEs

    5. Safety & Security of Thailand ยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยทั้งอาชญากรรม ยาเสพติด และสังคมออนไลน์
    6. Trade War Response เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากสงครามการค้าโลกและความผันผวนค่าเงิน
    7. Boost Demand & Tourism กระตุ้นกำลังซื้อและส่งเสริมการท่องเที่ยว ผ่านมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    สำหรับข้อเสนอในระยะเร่งด่วน 4 เดือน หอการค้าไทยเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินมาตรการสำคัญหลายด้านอย่างทันที เริ่มจากการค้าระหว่างประเทศ ที่ควรเร่งรัดการเจรจากับสหรัฐฯ ภายใต้กรอบ Reciprocal Tariff (RT) ควบคู่กับการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยควรดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ราว 34–35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออก

    ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควรเดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่ประชาชนคุ้นเคย เช่น คนละครึ่งและ Easy E-Receipt รวมถึงรณรงค์ใช้ของไทย ฟื้น SMEพร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน ส่วนภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลควรตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์หมวดไลฟ์สไตล์ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่

    ด้านมาตรการสำหรับภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ขอให้มีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเสียหายจากหนี้เสีย (NPL) และเร่งผลักดันโครงการ THAI SME-GP ด้านแรงงาน รัฐบาลควรกำหนดการปรับค่าจ้างตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยใช้กลไกไตรภาคี รวมถึงหาทางออกต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

    ขณะเดียวกัน ประชาชนควรได้รับการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี และการปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลงร้อยละ 50 เป็นเวลา 1 ปี นอกจากนี้ยังควรเดินหน้านโยบาย Zero Corruption และบูรณาการการปราบปรามปัญหาสังคม ทั้งยาเสพติด การค้ามนุษย์ กลโกงออนไลน์ และการพนันอย่างจริงจัง

    ส่วนมาตรการในระยะกลาง 8 เดือน หอการค้าไทยเสนอให้รัฐบาลเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาออกภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก พร้อมกันนี้ ภาครัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา จัดตั้งกลไกการพัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยเน้นสาขาที่มีศักยภาพสูง เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์สมัยใหม่ และเกษตร–อาหารสมัยใหม่

    อีกทั้งยังควรมีมาตรการสนับสนุนผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและคูปองฝึกอบรม ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ถูกกฎหมาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ตลอดจนการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบควรถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ด้วยการใช้มาตรการ Regulatory Guillotine เพื่อลดความซ้ำซ้อน ลดภาระที่ไม่จำเป็น และช่วยให้ภาคธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่คือ แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ที่จะสร้างความหวังและความเชื่อมั่น หากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง หอการค้าฯ เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาแข็งแรง และพร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศและสังคมไทย

     อ่านข่าว:

    “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ 5 ปี ยุคแห่งความท้าทาย

    ตลาดอาหารหมา-แมวคึกคัก ไทยขึ้นแท่นเบอร์2 ส่งออกโลก

    ส.อ.ท.จี้นายกฯ อุ้ม SMEs แก้สินค้าทุ่มตลาด-ลดต้นทุนพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw204PZ6U_cUgfUptnHTo6yf

  • “นายกฯ อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ ร่วมหารือสภาหอการค้าฯ ย้ำทูลเกล้ารายชื่อครม.แล้ว พร้อมผนึกเอกชนลุยฟื้นศก.ไทย | TOPNEWS

    “นายกฯ อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ ร่วมหารือสภาหอการค้าฯ ย้ำทูลเกล้ารายชื่อครม.แล้ว พร้อมผนึกเอกชนลุยฟื้นศก.ไทย | TOPNEWS

    “นายกฯ อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ ร่วมหารือสภาหอการค้าฯ ย้ำทูลเกล้ารายชื่อครม.แล้ว พร้อมผนึกเอกชนลุยฟื้นศก.ไทย

    • เผยแพร่ : 18/09/2025 11:45

    นายกฯ นำทีมเศรษฐกิจประชุมสภาหอการค้าไทย ย้ำ ทูลเกล้าฯ ชื่อ ครม. แล้ว โปรดเกล้าเมื่อไหร่ลุยงานทันที เผย รัฐมนตรีช่วยคลัง เอกนิติ คัดมากับมือ

    “นายกฯ อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ ร่วมหารือสภาหอการค้าฯ ย้ำทูลเกล้ารายชื่อครม.แล้ว พร้อมผนึกเอกชนลุยฟื้นศก.ไทย – Top News รายงาน

    นายกฯ อนุทิน

    เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมประชุมหารือกับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหารือเรื่องเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยมี ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย พร้อมคณะ

    ดร.พจน์ ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับ นายอนุทิน ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 พร้อมเผยนโยบายขับเคลื่อนภาคเอกชน Unlocking New Growth 4 ด้าน นอกจากนี้ยังมี 7 ด้านที่พร้อมสนับสนุน 1.เสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศและนักลงทุน 2.เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 3.ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุน 4.ส่งเสริมการค้าการลงทุนแบบเป็นธรรม สร้างความสามารถแข่งขันให้ธุรกิจ SMEs 5.รักษาความปลอดภัยและทางสังคมโดยเฉพาะชายแดน 6.เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศ 7.กระตุ้นการซื้อและการท่องเที่ยว และพร้อมจะสนับสนุน 4 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

    นายอนุทิน กล่าวในที่ประชุมว่า ทุกคนในทีมไม่ใช่คนแปลกหน้าแปลกตา สำหรับตนรู้จักกันมาเป็นเวลานาน มีความสนิทสนมคุ้นเคย เคารพนับถือกันมาอย่างดี สิ่งที่ตนได้มาในวันนี้เพื่อพบกับพวกท่าน นำคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจมาให้ทุกท่านได้รู้จัก ตนมั่นใจว่าท่านทั้งหลายก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว มาในวันนี้ตั้งใจจะมารับฟังรายละเอียด มาหารือและรับข้อเสนอแนะของหอการค้าไทย รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นรัฐบาลที่จะเน้นการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจที่อยู่ในประเทศไทย ให้มีความกระชับและเข้มแข็งขึ้นในระยะเวลาที่มีอยู่

    จากนั้น นายอนุทิน ได้แนะนำคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อไปแล้ว เมื่อโปรดเกล้าฯ แล้วจะเร่งนำมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภา สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะรับเรื่องของเศรษฐกิจและดูกระทรวงการคลัง รู้จักกันดีอยู่แล้ว และผู้ที่จะมาดูแลกระทรวงพาณิชย์-การค้า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ส่วนผู้ที่ดูเรื่องของนโยบายพลังงานไฟฟ้าตนได้เชิญอดีตซีอีโอ ปตท. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเป็นผู้ที่ นายเอกนิติ นำเสนอ ตนไม่มีสิทธิ์ตั้ง ให้มาช่วยกระทรวงการคลัง รับผิดชอบดูแลเศรษฐกิจภาพรวม และ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นอดีตคณะที่ปรึกษาของ นายพิชัย ชุณหวชิร และเป็นผู้นำในการเจรจาเรื่องภาษีทรั้มป์ ได้มีผลงานมาที่เรียบร้อย แต่เราก็ต้องมีการคุยสืบเนื่องต่อไป เพื่อทำงานร่วมกันไม่ให้ขาดช่วง

     

    hmghf

    SOCAIL 16-9-Recovered

    เจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย พายเรือลุยน้ำท่วม ให้กำลังใจคณะสงฆ์วัดพลายชุมพล

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว ควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า ในพื้นที่เสี่ยง จังหวัดฉะเชิงเทรา

    ตร.ล่อ ซื้อ 200 บาท รวบหนุ่มค้ายากลางคอกหมู ยึดยาบ้า 384 เม็ด

    “ปชป.” เคาะเลือก หัวหน้าพรรค – กก.บห ชุดใหม่ 18 ต.ค.นี้ อุบชื่อคนชิงตำแหน่ง มั่นใจไร้รอยร้าว พร้อมลุยศึกเลือกตั้ง

    ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ใจดี มอบจักรยานน้ำ 5 ลำ หนุนสุขภาพ-ท่องเที่ยวหัวทะเล

    พิจิตร น้ำท่วมนานนับเดือน ผู้พิการทางสายตา เดือดร้อนหนัก วอนช่วยบริจาค “สิ่งของยังชีพ”  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1319823&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GRNKjZ4QWGiFPRLCJyh-l