Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน! ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจพุ่งต่อเนื่อง สะท้อนโอกาสทองของแรงงานและคู่ค้าในไทย | バンコク週報

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน! ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจพุ่งต่อเนื่อง สะท้อนโอกาสทองของแรงงานและคู่ค้าในไทย | バンコク週報

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน! ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจพุ่งต่อเนื่อง สะท้อนโอกาสทองของแรงงานและคู่ค้าในไทย

    จากการรายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (Tankan) โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ โดยปัจจัยบวกหลักมาจากวิกฤตการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ที่คลี่คลายลง ทำให้การผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องจักรกลับมาเดินเครื่องได้เต็มกำลังอีกครั้ง ประกอบกับความต้องการจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงแข็งแกร่ง ช่วยพยุงเศรษฐกิจในส่วนของภาคบริการให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

    ข่าวนี้มีความหมายเชิงบวกอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย เมื่อบริษัทแม่ในญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นและผลประกอบการที่ดีขึ้น ก็ย่อมส่งผลต่อแผนการขยายการผลิตและการลงทุนในฐานการผลิตที่ประเทศไทยด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ การที่ภาคธุรกิจญี่ปุ่นมีความพร้อมในการใช้จ่ายมากขึ้น ยังเป็นโอกาสของผู้ส่งออกวัตถุดิบและอาหารจากไทยที่มุ่งเน้นตลาดพรีเมียมในญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานและการขึ้นค่าจ้าง ซึ่งเป็นจุดที่ผู้บริหารชาวไทยที่ทำงานในบริษัทญี่ปุ่นต้องเตรียมรับมือกับการปรับโครงสร้างองค์กรที่อาจเกิดขึ้นตามมา

    この記事がお役に立ちましたら
    フォローをお願いします

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bangkokshuho.com/japannews-th1-3/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bJYY-PbK0qw26FLK1btWg

  • ผลกระทบของนโยบายอุตสาหกรรมที่มีต่อเศรษฐกิจ: โอกาส และ ความเสี่ยง

    ผลกระทบของนโยบายอุตสาหกรรมที่มีต่อเศรษฐกิจ: โอกาส และ ความเสี่ยง

    ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น รัฐบาลของหลายประเทศทั่วโลกได้หันมาให้ความสำคัญกับนโยบายอุตสาหกรรม (Industrial Policy) เพื่อเร่งการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนการสร้างงาน และยกระดับผลิตภาพ (productivity) ของเศรษฐกิจโดยรวม

    โดยเฉพาะในยุคที่การแข่งขันทางเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานมีความซับซ้อนมากขึ้น การดำเนินนโยบายเฉพาะด้านเช่นนี้มีทั้งศักยภาพและความท้าทายที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน 

    ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจกับนโยบายอุตสาหกรรมก่อน นโยบายอุตสาหกรรม โดยทั่วไปหมายถึงมาตรการและกลยุทธ์ที่ภาครัฐใช้ในการแทรกแซง หรือสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมบางสาขาอย่างมีเป้าหมาย โดยที่รัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเพียงลำพัง

    แต่เข้าไปมีบทบาทในการชี้นำทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง หรือมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมผ่านเครื่องมือต่าง ๆ เช่น การให้เงินอุดหนุน การคุ้มครองทางการค้า สิทธิประโยชน์ทางภาษี การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) หรือมาตรการเชิงนโยบายอื่น ๆ ที่มุ่งสนับสนุนการเติบโตของภาคการผลิต การลงทุน หรือเทคโนโลยีเฉพาะด้าน

    วัตถุประสงค์หลักของการดำเนินนโยบายประเภทนี้ คือ

    (1) ยกระดับผลิตภาพ ให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถผลิตสินค้าได้ในต้นทุนที่ต่ำลงด้วยการเรียนรู้จากการผลิต (learning-by-doing) และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

    (2) เพิ่มความสามารถในการแข่งขันทั้งในตลาดภายในและตลาดโลก

    (3) สร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด หรืออุตสาหกรรมดิจิทัล

    (4) ปกป้องแรงงานและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน

    ถึงแม้ว่านโยบายอุตสาหกรรม สามารถช่วยให้ภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดเสรี ได้รับการสนับสนุนให้เติบโตจนสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้

    อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องที่รับประกันได้เสมอไป เพราะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงและการจัดสรรทรัพยากรที่ซับซ้อน การนำไปปฏิบัติย่อมต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายประการ 

    ในทางวิชาการ การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า นโยบายอุตสาหกรรมสามารถช่วยเพิ่มผลิตภาพในภาคเศรษฐกิจ ที่ได้รับการสนับสนุนได้จริง ผ่านกลไกของการเพิ่มปริมาณการผลิตและการพัฒนาทักษะแรงงาน

    ผลจากการศึกษาเชิงปริมาณพบว่า มาตรการเหล่านี้สามารถส่งผลดีต่อการเพิ่มมูลค่าเพิ่ม (value added) และ ผลิตภาพรวมของปัจจัยการผลิต (total factor productivity) ในอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายเมื่อเทียบกับสถานการณ์ก่อนการดำเนินนโยบาย 

    อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์ระบุว่า ผลลัพธ์เหล่านี้ มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตเฉลี่ยของภาคอุตสาหกรรม โดยมูลค่าเพิ่มโดยเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 0.5 % และผลิตภาพรวมเพิ่มขึ้น ประมาณ 0.3 % หลังจากผ่านไปสามปีของการดำเนินนโยบาย

    การเพิ่มขึ้นนี้ถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างตํ่า เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตเฉลี่ยของมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ที่ประมาณ 6.5 % ต่อปีและการเติบโตของผลิตภาพรวมของปัจจัยการผลิตที่ประมาณ 4 % ต่อปี

    แม้ว่านโยบายอุตสาหกรรมจะมีประโยชน์ในด้านการสนับสนุนภาคเป้าหมาย แต่รัฐบาลควรพิจารณาถึงความเสี่ยง และ trade-offs อย่างรอบคอบ

    หนึ่งในผลข้างเคียงที่สำคัญคือ การจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่เหมาะสม การดึงทรัพยากรจากภาคที่ไม่ได้รับการสนับสนุน เช่น แรงงาน เงินทุน และ ปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ไปยังภาคที่ได้รับการสนับสนุน ซึ่งอาจทำให้ภาคอื่น ๆ หดตัวและลดผลิตภาพรวมของเศรษฐกิจได้ แม้ว่าภาคเป้าหมายจะเติบโตขยายตัวก็ตาม 

    นอกจากนี้ มาตรการอุดหนุนและการปกป้องอุตสาหกรรมบางอย่าง มักนำไปสู่ราคาสินค้าที่สูงขึ้นสำหรับผู้บริโภคในระยะยาว เนื่องจากการแข่งขันลดลง และอาจขาดแรงจูงใจให้ปรับปรุงประสิทธิภาพ ประกอบกับการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากในการสนับสนุนภาคใดภาคหนึ่ง ย่อมหมายถึงการลดทอนงบสำหรับภาคที่มีความสำคัญอื่น ๆ ของเศรษฐกิจ  

    การให้เงินอุดหนุน หรือ การคุ้มครองทางการค้า อาจทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระงบประมาณมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อหนี้สาธารณะสูง และพื้นที่งบประมาณมีจำกัด แม้จะมีการออกแบบนโยบายอย่างรอบคอบ

                        ผลกระทบของนโยบายอุตสาหกรรมที่มีต่อเศรษฐกิจ: โอกาส และ ความเสี่ยง

    ความสำเร็จของนโยบายไม่ได้เป็นที่แน่นอนเสมอไป เพราะต้องพึ่งพาลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมนั้น ๆ เช่น ระดับเทคโนโลยี ความสามารถในการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคหรือโลก ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลต่อความสำเร็จของมาตรการดังกล่าว 

    การดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมให้ได้ผล จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กรอบสถาบันและนโยบายที่เข้มแข็ง อีกทั้งต้องมีการประเมินผลและการปรับเปลี่ยนมาตรการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึง

    (1) การติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายให้ผลตามวัตถุประสงค์

    (2) การส่งเสริมการแข่งขัน ในระดับภายในและระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

    (3) การพิจารณาต้นทุนโอกาสของการใช้ทรัพยากรในมาตรการเฉพาะ เมื่อเทียบกับการปฏิรูปโครงสร้างอื่น ๆ ที่อาจให้ผลกว้างกว่า

    (4) ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ในกระบวนการออกแบบและติดตามผลของนโยบาย 

    โดยสรุป นโยบายอุตสาหกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการสนับสนุนการเติบโต และยกระดับผลิตภาพในภาคเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลต้องการให้โดดเด่น

    อย่างไรก็ตาม การนำเครื่องมือนี้มาใช้ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงและ trade-offs ที่อาจทำให้ผลลัพธ์โดยรวมของเศรษฐกิจด้อยลง ซึ่งรวมถึงการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เหมาะสม, ต้นทุนที่สูง, และผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน 

    ดังนั้น การออกแบบ ความโปร่งใส และการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินนโยบายอุตสาหกรรม มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป

    คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย … ผศ.ดร.ทยา ดำรงฤทธิกุล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4160 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/setsawana/647302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ibG9Jp30WCqD_KtwxN0mf

  • จับตา 5 ประเด็นร้อนเศรษฐกิจการลงทุนปีม้าไฟ

    จับตา 5 ประเด็นร้อนเศรษฐกิจการลงทุนปีม้าไฟ

    เศรษฐกิจโลกและไทยเข้าสู่วัฏจักรขาลงอย่างชัดเจน โดยคาดว่าจะชะลอตัวรุนแรงที่สุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จากการใช้จ่ายภาครัฐที่หดตัว การส่งออกที่ชะลอ และความไม่แน่นอนทางการเมือง นโยบายการเงินโลกมีทิศทางแตกต่างกัน (Great Divergence) โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง, ยุโรปคงดอกเบี้ย, ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง

    • เศรษฐกิจโลกและไทยเข้าสู่วัฏจักรขาลงอย่างชัดเจน โดยคาดว่าจะชะลอตัวรุนแรงที่สุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 จากการใช้จ่ายภาครัฐที่หดตัว การส่งออกที่ชะลอ และความไม่แน่นอนทางการเมือง
    • นโยบายการเงินโลกมีทิศทางแตกต่างกัน (Great Divergence) โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง, ยุโรปคงดอกเบี้ย, ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง
    • วิกฤตการเมืองไทยจากการยุบสภาจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจใน 7 ด้านสำคัญ รวมถึงการยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, การชะลอตัวของ FDI, และความล่าช้าของงบประมาณและโครงการโครงสร้างพื้นฐาน
    • ค่าเงินบาทคาดว่าจะมีความผันผวนสูง โดยมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 ตามการลดดอกเบี้ยของ Fed ก่อนที่จะกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงครึ่งหลังของปี
    • ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยที่ต้องเร่งแก้ไข 5 ประการ ได้แก่ ภาวะเงินฝืด, การลงทุนต่ำ, การคลังชะลอตัว, ความเสี่ยงภาคการส่งออก และการหดตัวของสินค้าคงคลัง ซึ่งสะท้อนอุปสงค์ที่อ่อนแอ

    ต่อเนื่องจากบทความฉบับที่แล้วที่ได้วิเคราะห์ถึง “ความหวังและความเสี่ยงในปีม้าไฟ” ไปแล้วนั้น ในฉบับส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นี้ ขอพาทุกท่านมาจับตา 5 ประเด็นร้อนที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงสิ้นปี 2025 และต้นปี 2026 ซึ่งจะเป็นช่วง “ทดสอบจุดต่ำสุด” ของเศรษฐกิจโลกและไทย

    1. เศรษฐกิจโลก-ไทย: เข้าสู่วัฏจักรขาลงอย่างชัดเจน

    สัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มชัดเจนมากขึ้น InnovestX คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะเผชิญการชะลอตัวรุนแรงในครึ่งแรกของปี 2026 ก่อนค่อยฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง สหรัฐฯ จะชะลอลงจากผลกระทบของภาษีศุลกากรและการปิดงานภาครัฐ ขณะที่ยุโรปคาดว่าจะฟื้นตัวเล็กน้อยด้วยดอกเบี้ย ECB ที่ยังคงต่ำตลอดทั้งปี ส่วนญี่ปุ่นน่าจะเติบโตจากการฟื้นตัวของค่าจ้างและการบริโภค โดย BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง สำหรับจีน ตัวเลข GDP การค้าปลีก และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรชะลอลงหรือหดตัวมากขึ้นทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าปัญหาโครงสร้างยังคงรุนแรง

    ในส่วนของเศรษฐกิจไทย เราคงประมาณการไว้ต่ำกว่าการประมาณการของสภาพัฒน์ โดยไตรมาส 4/2025-1/2026 จะชะลอหนักสุดจากการใช้จ่ายภาครัฐที่หดตัวรุนแรง การส่งออกบริการที่ชะลอ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ทั้งนี้เรามองว่ามีปัจจัยเสี่ยงสี่ประการหลักที่กดดันเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การส่งออกที่จะชะลอลงต่อ ความผันผวนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น การบริโภคและการลงทุนภายในประเทศที่ยังชะลอต่อเนื่อง และการหดตัวของสินค้าคงคลังที่มากขึ้น

    2. นโยบายการเงินโลก: เข้าสู่ยุค “Great Divergence”

    นโยบายการเงินโลกกำลังแยกทิศทางอย่างชัดเจน โดยธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ลดดอกเบี้ย 25 bps มาอยู่ที่ 3.50-3.75% แต่ส่งสัญญาณ “Hawkish Cut” ที่ชัดเจน ทำให้เราปรับการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ Fed โดยยังคงลด 1 ครั้งในปี 2026 แต่เลื่อนจากการประชุมเดือนมกราคม เป็นการประชุมเดือนมิถุนายน 2026 ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรปน่าจะคงดอกเบี้ยที่ 2.00% ตลอดปี 2026 เนื่องจากเงินเฟ้อใกล้เป้าหมาย ขณะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวดีกว่าคาด ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปอีก 1-2 ครั้งในปี 2026 เนื่องจากเงินเฟ้ออยู่เหนือเป้าหมาย 2% มาแล้ว 41 เดือนติดต่อกัน สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เราคาดว่าน่าจะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง 

    3. วิกฤติการเมืองไทย: 7 ด้านกระทบเศรษฐกิจ

    การยุบสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 จะกระทบเศรษฐกิจไทยในเจ็ดด้านสำคัญ หนึ่ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจถูกยกเลิก ทั้งโครงการคนละครึ่ง Plus, TISA ที่เพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษี 800,000 บาท และช้อปดีมีคืน เนื่องจากรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติโครงการใหม่ได้ สอง การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะชะลอ สาม หากสถานการณ์สงครามชายแดนไทย-กัมพูชายืดเยื้อและรุนแรง อาจมีการประกาศกฎอัยการศึกซึ่งจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป สี่ งบประมาณปี 2570 อาจล่าช้า ห้า การเจรจาภาษีกับสหรัฐและการเจรจาการค้า (FTA) กับประเทศอื่นๆ ในหลักการต้องถูกเลื่อนออกไป หก โครงการโครงสร้างพื้นฐานต้องชะงัก รวมถึงอาจทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนอื่นๆ ล่าช้า และเจ็ด ความกังวลต่อนโยบายการคลัง โดยแผนลดขาดดุลเหลือ 2.1% GDP ภายในปี 2030 เกิดได้ยากขึ้น 

    4. ค่าเงินบาท: แข็งก่อนแล้วอ่อนทีหลัง

    InnovestX คาดค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนสูงโดยคาดเงินบาทเฉลี่ยปี 2568-2569 ที่ 32.9 และ 32.2 บาทต่อดอลลาร์ตามลำดับ โดยในช่วง Q4/2568-Q1/2569 บาทจะแข็งพีคที่ 31.8 บาท (เฉลี่ย) ตามการลดดอกเบี้ยของ Fed แต่ช่วงครึ่งหลังของปี บาทอาจอ่อนกลับมาที่ 32.4-32.7 บาท หาก Fed ลดดอกเบี้ยช้ากว่า ธปท. ทั้งนี้ การผันผวนของค่าเงินนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคส่งออกและภาคการท่องเที่ยว

    5. ปัญหาเชิงโครงสร้างไทย: ห้าทางออกที่ต้องเร่ง

    ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงอยู่และต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนประกอบด้วยห้าประเด็นสำคัญ คือหนึ่ง ภาวะเงินฝืดที่สภาพคล่องในระบบจำกัด ส่งผลให้การหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจไม่เพียงพอ สองคือการลงทุนที่ต่ำ จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง สามคือการคลังที่ชะลอตัว เนื่องจากการใช้จ่ายภาครัฐถูกจำกัดทั้งจากกรอบวินัยการคลังและความล่าช้าในการอนุมัติงบประมาณ สี่คือการส่งออกที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากประเด็น Transshipment ของสหรัฐ และห้าคือสินค้าคงคลังที่หดตัว ซึ่งสะท้อนความต้องการที่อ่อนแอทั้งในประเทศและต่างประเทศ แม้กระทรวงการคลังจะมีมาตรการกระตุ้นห้าด้าน ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง Plus, มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว, การคืนภาษีแบบเร่งรัด, นโยบายปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนและจัดตั้ง AMC และเติมเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจที่มากกว่าคาดยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    ในส่วนของการลงทุน InnovestX แนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” สำหรับตลาดหุ้นไทยที่คาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,230-1,285 จุดช่วงสั้น โดยเน้น 3 ธีมหลักประกอบด้วย (1) หุ้น Defensive ที่ต้านทานความผันผวนได้ดี (ADVANC, BDMS, BEM, BGRIM, GULF, PTT), (2) หุ้นปันผลคุณภาพดีทั้งระยะยาวและระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนเกิน 5% (AP, DIF, KTB, PTT, TISCO, BAM, KBANK, SAT, THANI, TLI), และ (3) หุ้นได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง (CENTEL, GPSC, TRUE, AP, MTC, DIF, FTREIT, LHHOTEL) นอกจากนี้ยังมี Trading Idea สำหรับเก็งกำไรจากเม็ดเงินหาเสียงเลือกตั้ง (CPALL, CPAXT, GFPT, MTC, SAWAD), Window Dressing (BDMS, BH, MINT, CPF, LH) และกองทุน ThaiESG (BDMS, CHG, ERW, GLOBAL, HMPRO, PRM) โดยตั้งเป้า SET ปี 2026 ที่ 1,350-1,400 จุด ขณะที่่คาดกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโต 6% รองรับโดยการท่องเที่ยว ICT และอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้แนะนำจับตาจุดซื้อสำคัญที่ 1,200 จุดในช่วงไตรมาส 2-3 ปี 2026 สำหรับนักลงทุนระยะยาว

    ขอให้นักลงทุนโชคดีในปีม้าไฟนี้

    – รวมทุกช่องทาง InnovestX official ให้คุณได้ติดตามข้อมูลข่าวสารการลงทุนรอบโลก คลิก : https://linktr.ee/InnovestX

    – เปิดบัญชีลงทุน InnovestX วันนี้! เปิดครั้งเดียวลงทุนได้ครบทั้งจักรวาลการลงทุน

    โหลดเลย คลิก https://innovestx.onelink.me/23if/ek1n76zm

    – ติดตามบทวิเคราะห์การลงทุนอื่นๆ เพิ่มเติมจาก InnovestX คลิก : https://bit.ly/respublisher

    #InnovestX #InnovestXResearch #InnovestXApp #จักรวาลการลงทุนในมือคุณ

    *ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/finance/stock/1213537&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27XyOsrbfvQ82cyBPab_lK

  • น้ำมัน WTI ปิดบวก 37 เซนต์ นลท.ประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ,ความเสี่ยงอุปทาน : อินโฟเควสท์

    น้ำมัน WTI ปิดบวก 37 เซนต์ นลท.ประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ,ความเสี่ยงอุปทาน : อินโฟเควสท์

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันอังคาร (23 ธ.ค.) ขณะที่นักลงทุนประเมินตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่ขยายตัวแข็งแกร่งเกินคาดในไตรมาส 3/2568 และความเสี่ยงที่อุปทานน้ำมันจากรัสเซียและเวเนซุเอลาจะเกิดภาวะชะงักงัน

    • ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 37 เซนต์ หรือ 0.64% ปิดที่ 58.38 ดอลลาร์/บาร์เรล
    • ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 31 เซนต์ หรือ 0.5% ปิดที่ 62.38 ดอลลาร์/บาร์เรล

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3/2568 โดยระบุว่า GDP ขยายตัว 4.3% ซึ่งเป็นการขยายตัวรวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2566 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 3.3% โดยได้แรงหนุนจากความแข็งแกร่งของการใช้จ่ายผู้บริโภค

    นักวิเคราะห์จากบริษัท Price Futures Group กล่าวว่า นักลงทุนพยายามประเมินสถานการณ์ที่ว่า อุปสงค์อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นจากตัวเลข GDP ที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่ก็กังวลว่าข้อมูลดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

    ส่วนข้อมูลด้านอื่น ๆ ได้แสดงภาพที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดย Conference Board เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวลง 3.8 จุด สู่ระดับ 89.1 ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการจ้างงานและรายได้ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เปิดเผยว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากลดลง 0.1% ในเดือนต.ค.

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังประเมินความเสี่ยงที่อุปทานน้ำมันจากรัสเซียและเวเนซุเอลาจะเกิดภาวะชะงักงัน โดยสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ มีคำสั่งให้ปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันทั้งหมดที่ถูกคว่ำบาตร ไม่ให้เดินทางเข้าและออกจากเวเนซุเอลา

    ส่วนในรัสเซียนั้น กองกำลังทหารของรัสเซียและยูเครนยังคงเดินหน้าโจมตีกัน โดยล่าสุดกองกำลังรัสเซียได้โจมตีท่าเรือโอเดสซาในทะเลดำของยูเครนเมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ท่าเรือและเรือลำหนึ่งได้รับความเสียหาย ซึ่งถือเป็นการโจมตีภูมิภาคนี้เป็นครั้งที่สองในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

    ด้านกองกำลังของยูเครนใช้โดรนโจมตีเรือของรัสเซียที่ท่าเรือในทะเลดำ ซึ่งสร้างความเสียหายแก่เรือสองลำ ท่าเทียบเรือสองแห่ง และทำให้เกิดไฟไหม้ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลดำ ในภูมิภาคคราสโนดาร์ของรัสเซีย ทั้งนี้ ทะเลดำถือเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งออกพลังงานของรัสเซีย

    บาร์เคลย์สระบุในรายงานล่าสุดว่า ตลาดน้ำมันยังคงมีอุปทานเพียงพอในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แต่ปริมาณน้ำมันส่วนเกินจะลดลงเหลือเพียง 700,000 บาร์เรล/วันในไตรมาส 4 และหากเกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันเป็นเวลานาน อาจทำให้ตลาดน้ำมันเผชิญภาวะตึงตัวมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/556078&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DOz1RtfKjtjW8CTT0wj-c

  • เริ่มขยายแล้ว ถนนหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก ‘มนพร’ มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    เริ่มขยายแล้ว ถนนหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก ‘มนพร’ มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    สส.มนพร เจริญศรี หนุนพัฒนาขยายถนน 4 เลน เส้นทางหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก โดยกระทรวงคมนาคม ได้อนุมัติงบฯเฟสแรก พร้อมผลักดันการพัฒนาต่อเนื่องระหว่างปี 2568- 2570 มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    สส.เดือน ‘มนพร เจริญศรี’ สส.เพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ได้เผยผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันนี้ (2 พฤศจิกายน 2568) ว่า หนุนพัฒนาขยายถนน 4 เลน เส้นทางหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก นครพนม โดยกระทรวงคมนาคม ได้อนุมัติงบดำเนินการแล้วเฟสแรก พร้อมผลักดันการพัฒนาต่อเนื่องระหว่างปี 2568- 2570 มั่นใจรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว นครพนม

    โครงการพัฒนาขยายถนน 4 เลน เส้นทางระหว่าง ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม เชื่อม กับ อ.นาแก นับเป็นอีกโครงการสำคัญ ในการผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางคมนาคมสายหลัก สายรอง เชื่อมระหว่างจังหวัด อำเภอ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้ขับเคลื่อนมาตลอดไม่ว่าจะเป็นขั้วรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน เนื่องจากเป็นเส้นทางหลัก ที่ประชาชน นักท่องเที่ยว สัญจรไปมา ระหว่างตัวจังหวัดนครพนม กับตัวอำเภอ เคยมีปัญหาเกิดอบัติเหตุบ่อย เพราะเดิมเป็นเส้นทางสองช่องการจราจร ล่าสุดในปี 2568 รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้สนับสนุนกระทรวงคมนาคม อนุมัติงบประมาณกว่า 450 ล้านบาท เริ่มดำเนินการพัฒนาในเฟสแรก ขยายถนน 4 เลน ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร พร้อมมีการผลักดันการวางแผนพัฒนา ต่อเนื่อง จนถึงปี 2570 จนกว่าจะแล้วเสร็จ ตลอดสาย โดยจะต้องใช้งบผูกพันต่อเนื่อง เพราะมีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ รวมถึงสถานการณ์ทางการเมือง แต่มั่นใจจะสามารถผลักดันการพัฒนา ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด รวมถึงเส้นทางหลักสายสำคัญ ในพื้นที่ของ นครพนม

    มั่นใจโครงการพัฒนาเส้นทางหนองญาติ เชื่อม อ.นาแก นครพนม จะเป็นเส้นทางสำคัญที่จะรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ของนครพนม อีกทั้งยัง เป็นการเพิ่มความปลอดภัย ทางถนน แก่ประชาชน นักท่องเที่ยว ผลักดันสู่นครพนม เป็นเมืองหลัก แห่งการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/Rp2o_RWyr&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S-kNcb34Qkx340L9VwS9z

  • อย่าปล่อยให้เงินบาทซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

    อย่าปล่อยให้เงินบาทซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

    Editorial

    อย่าปล่อยให้เงินบาทซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

    24 ธ.ค. 2025 เวลา 7:00 น.

    อย่าปล่อยให้เงินบาทซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

    สถานการณ์ “เงินบาท” ปัจจุบันอยู่ในสถานะที่ “น่าห่วงยิ่ง” เพราะนอกจากจะสวนทางกับพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแล้ว ยังอาจเป็นภัยคุกคามเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าด้วย

        ก่อนหน้านี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พูดชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยไม่อาจรับมือกับเงินบาทที่แข็งค่าได้ ยิ่งเวลานี้เครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาจาก “ภาคส่งออก” และ “การท่องเที่ยว” ล้วนเป็นเครื่องยนต์ที่ต้องอาศัยค่าเงินบาทในการขับเคลื่อน
        การแข็งค่าของเงินบาทในรอบนี้ ดูเหมือนว่า “ธุรกรรมซื้อขายทองคำ” ตกเป็นเป้ากล่าวหาหลักว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น เนื่องจากปริมาณซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีสัดส่วนสูงถึง 80% และส่วนใหญ่ยังเป็นการเก็งกำไรระยะสั้นโดยไม่มีการส่งมอบทองจริง เมื่อราคาทองพุ่งสูงขึ้น ผู้ค้าทองจะขายเงินดอลลาร์เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินบาทในปริมาณมหาศาล ซึ่งในบางช่วงมีมูลค่าสูงถึง 40-50% ของปริมาณการขายดอลลาร์สุทธิทั้งประเทศ แรงกดดันนี้ส่งผลโดยตรงต่อ ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก ทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้น และซ้ำเติมภาคการท่องเที่ยวที่ต้องเผชิญกับสภาวะ “เมืองไทยแพงเกินไป” สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

        ทางการไทยพยายามงัดมาตรการหลายด้านมาดูแล โดยกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาเก็บ “ภาษีธุรกิจเฉพาะ” สำหรับการเทรดทองออนไลน์เพื่อเพิ่มแรงเสียดทานและชะลอการเก็งกำไร ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เข้าแทรกแซงตลาดจนทำให้ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศพุ่งสูงทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองเป็น 12% นอกจากนี้ ธปท. ยังผลักดันให้มีการซื้อขายทองคำในสกุลดอลลาร์มากขึ้นเพื่อลดความเชื่อมโยงโดยตรงกับค่าเงินบาท

        อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของตลาดต่อมาตรการเหล่านี้กลับค่อนข้างเย็นชา โดยมองว่ามาตรการที่ประกาศออกมายัง “ไม่มีนัย” ที่ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วหรือชัดเจน แม้ในช่วงที่มีข่าวการแถลงของ ธปท. ค่าเงินบาทจะมีการสวิงตัวชั่วคราวแต่สุดท้ายก็กลับมาแข็งค่าที่ระดับเดิม เนื่องจากนักลงทุนประเมินว่ามาตรการภาษีหรือการเพิ่มความเข้มงวดในการรายงานข้อมูลอาจใช้เวลานานในการบังคับใช้ และไม่อาจหยุดยั้งกระแสการเก็งกำไรได้ตราบใดที่ราคาทองคำในตลาดโลกยังคงเป็นขาขึ้น
        ความท้าทายในระยะข้างหน้าของรัฐบาลและ ธปท. คือการรักษาสมดุลไม่ให้บาทแข็งค่าจนทำลายเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ต้องระวังไม่ให้ถูกสหรัฐ เพ่งเล็งว่าเป็น “ประเทศบิดเบือนค่าเงิน” ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางการค้า แม้จะมีการคาดการณ์ทางเทคนิคว่าเงินบาทอาจเริ่มกลับมาอ่อนค่าได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 แต่ในระยะสั้นนี้ มาตรการของทางการเปรียบเสมือน การพยายามกางร่มคันเล็กท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำ แม้จะช่วยบังฝนได้บ้างในบางจุด แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความผันผวนของตลาดโลกที่ยังคงซัดเข้าหาเศรษฐกิจไทยอย่างบ้าคลั่งได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1213520&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IVPqgczvA9kfsK3W_eScK

  • ‘ทีทีบี’ ห่วงปีหน้าเศรษฐกิจเสี่ยงสูง ฉุดอสังหาฯ ยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง70%

    ‘ทีทีบี’ ห่วงปีหน้าเศรษฐกิจเสี่ยงสูง ฉุดอสังหาฯ ยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง70%

    Finance

    24 ธ.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    “ทีทีบี” ชี้เศรษฐกิจไทยผันผวน-ความเสี่ยงซ้อนทับจากหลายด้าน ส่งผลให้ “ปัญหาหนี้ครัวเรือน” และ “ความเปราะบางทางการเงิน” ของประชาชนทวีความรุนแรงขึ้น ห่วง “ภาคอสังหาริมทรัพย์” ไม่ฟื้นลากยาวถึงปีหน้า ยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง 70% เร่งปรับกลยุทธ์เจาะ “กลุ่มรายได้เกิน 7 หมื่นบาทขึ้นไป” มุ่งบ้าน-คอนโด 7-10 ล้านบาท หวังลดเสี่ยง

    • TTB ห่วงเศรษฐกิจปีหน้าจะเผชิญความเสี่ยงสูงจากหลายปัจจัยพร้อมกัน
    • ทั้งภัยธรรมชาติ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาด
    • ภาคอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะตลาดระดับล่างที่มีความเปราะบางสูง
    • ทำให้ธนาคารต้องปรับกลยุทธ์ไปเน้นกลุ่มลูกค้าระดับบน และคาดการณ์ว่าสินเชื่อบ้านใหม่ทั้งระบบจะหดตัว
    • อัตราการปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงถึง 60-70% เนื่องจากผู้ยื่นกู้ส่วนใหญ่มีความไม่พร้อมทางการเงินและมีภาระหนี้สินสูงเกินกว่าจะรับภาระหนี้ใหม่ได้
    • ปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเปราะบางทางการเงินของประชาชนทวีความรุนแรงขึ้น
    • ชี้ผลสำรวจพบว่าคนไทยจำนวนมากมีสถานะการเงินที่น่าเป็นห่วง

    ท่ามกลางภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนและความเสี่ยงซ้อนทับจากหลายด้าน สะท้อนว่าปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ “เศรษฐกิจไทย” ต้องเผชิญแรงกระแทกหนักเกินคาด จากทั้งภัยธรรมชาติ ความไม่แน่นอนการเมือง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ 

    ส่งผลให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเปราะบางทางการเงินของประชาชนทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้สถาบันการเงินไม่สามารถดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป และจำเป็นต้องเร่งปรับกลยุทธ์จากการขยายสินเชื่อ ไปสู่การ “ซ่อมร่างลูกหนี้” และปรับโครงสร้างหนี้อย่างจริงจัง เพื่อประคองทั้งลูกค้าและเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

    นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB กล่าวว่า หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่ประเมินไว้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงต่างกันมาก ปีที่เคยตั้งเป้าให้เป็นปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้

    กลับกลายเป็นปีที่ความเสี่ยงหลายด้านถาโถมเข้ามาพร้อมกัน จนทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกระแทกหนักกว่าที่คิด และผลกระทบไม่ได้จบลงแค่ระยะสั้นแต่มีผลพวงต่อเนื่องลากยาวมาถึงปัจจุบัน

    ความท้าทายสำคัญ “เศรษฐกิจ” รอบนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เกิดจากหลายปัจจัยที่เข้ามาพร้อมกัน และล้วนเป็นปัจจัยที่อยู่นอกการควบคุม ไม่ว่าจะเป็น ภัยธรรมชาติ สถานการณ์การเมือง หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทั้งในด้านภัยธรรมชาติ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่

    เช่น จังหวัดเชียงราย รวมถึงสถานการณ์ในหาดใหญ่ และเหตุแผ่นดินไหว ล้วนส่งผลโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่รายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งผลกระทบไม่ได้จำกัดแค่ทรัพย์สินเสียหาย แต่ลุกลามไปถึงโครงสร้างรายได้ของครัวเรือน ทำให้ลูกหนี้จำนวนมากที่เดิมประคองตัวอยู่ได้ เริ่มเข้าสู่ภาวะเปราะบาง

    • การเมือง”ความไม่แน่นอนต่อศก.

    ขณะเดียวกัน สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันก็สร้างความไม่แน่นอนต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจ การตัดสินใจลงทุน และความเชื่อมั่นโดยรวม ซึ่งเมื่อความไม่แน่นอนทางการเมืองมาซ้อนทับกับปัจจัยลบอื่นๆ ก็ยิ่งทำให้ความเสี่ยงขยายตัว

    นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างประเทศไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นถึงสองรอบ ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเชิง Impact อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

    ดังนั้น ภายใต้บริบทเช่นนี้ ธนาคารไม่สามารถทำธุรกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป สิ่งที่ต้องทำอย่างจริงจังคือการ “ปรับโครงสร้างหนี้” ไม่ใช่เพียงเพื่อประคองตัวเลข แต่เพื่อช่วยให้ลูกหนี้สามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤติไปได้จริง โดยเฉพาะการรวมหนี้และการจัดการภาระหนี้ให้เหมาะสมกับรายได้ที่แท้จริง

    • สุขภาพการเงินคนไทยเดี้ยง

    โดยหากดูในภาคการเงินปัจจุบัน พบว่าสุขภาพการเงินของคนไทยน่าเป็นห่วงมากขึ้น โดยจากการสำรวจสถานการณ์หนี้ครัวเรือน ซึ่งจากการทำแบบสำรวจสุขภาพทางการเงินของกลุ่มตัวอย่างกว่า 100,000 คน ทั้งพนักงานธนาคารและบุคคลทั่วไปพบว่าภาพรวมของคนไทย “น่าเป็นห่วงอย่างมาก”

    ซึ่งพบว่า ในนี้มีกลุ่มคนที่ภาวะการเงินเข้าสู่โคม่าราว 5% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ที่มีปัญหาหนี้สินรุนแรงจนไม่สามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน

    ถัดมาคือ 15% จากทั้งหมดเริ่มมีสัญญาณอันตราย เช่น การชำระหนี้สะดุด หรือรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในบางเดือน กลุ่มนี้อาจยังไม่ผิดนัดอย่างเป็นทางการ แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะทรุดตัวลง และอีกกลุ่มรายได้ชนเดือน มีราว 15% แม้จะยังไม่ผิดนัดชำระหนี้ แต่ใช้เงินแบบเดือนชนเดือน ไม่มีเงินสำรอง และพร้อมจะไหลลงไปสู่กลุ่มสีส้มหรือสีแดงทันที หากมีปัจจัยลบมากระทบเพียงเล็กน้อย

    ขณะที่ กลุ่มสีเขียว ซึ่งถือว่ามีสถานะการเงินปกติ มีอยู่เพียงประมาณครึ่งหนึ่ง หรือราว 50% เท่านั้น ภาพรวมนี้สะท้อนว่า คนไทยจำนวนมากอยู่ในโซนเสี่ยง โดยมีเพียงส่วนน้อยที่มีความมั่นคงจริง

    • อสังหาฯ”กลุ่มเปราะบางลากยาว

    ทั้งนี้ หากดูภาพในเชิงลึกพบว่าหลายภาคส่วนระบบเศรษฐกิจ กำลังมีปัญหาสะสม ทั้งความเปราะบางในภาคอสังหาริมทรัพย์ และกับดักคอนโดขนาดเล็ก โดยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงคงค้างคามาตั้งแต่ยุคก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 

    ดังนั้น ธนาคารจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์โดยหันโฟกัสไปสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ที่เป็นระดับบนมากขึ้น เช่น บ้านราคา 7-10 ล้านบาทขึ้นไป เพราะตลาดระดับล่างมีความเสี่ยงสูงมากในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

    “Safe Zone ที่แท้จริงในยุคนี้คือผู้ที่มีรายได้ประมาณ 70,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป ซึ่งพอจะหายใจหายคอได้บ้างหากรายได้อยู่ในช่วง 30,000-50,000 บาท ถือว่ายังไม่พร้อมสำหรับการผ่อนบ้านในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน

    • อัตราปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง 70%  

    ทั้งนี้ ข้อมูลที่สะท้อนความตึงตัวของตลาด คือ อัตราการอนุมัติสินเชื่อในภาพรวมอยู่เพียง 30-40% เท่านั้น โดยในคน 10 คนที่ยื่นขอสินเชื่อ จะมีถึง 6-7 คนที่ถูกปฏิเสธ เนื่องจากความไม่พร้อมทางการเงินและภาระหนี้ที่สูงเกินไป

    ในด้านเป้าหมายการเติบโตธุรกิจรายย่อยในปี 2569 ในส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารยังประเมินว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ใหม่ยังคงชะลอตัว จากปี 2568 คาดว่าสินเชื่อบ้านใหม่ทั้งระบบหดตัว -4%

    โดยในส่วนของทีทีบีหดตัว -2% จากยอดสินเชื่อคงค้างปัจจุบันอยู่ที่ 3 แสนล้านบาท แต่ในส่วนของสินเชื่อบ้านใหม่ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อขยายตัว 1-2%

    สำหรับ ตลาดรถยนต์ปีนี้ปัจจัยบวกสำคัญคือกระแส EV 3.0 และ 3.5 ซึ่งช่วยให้ยอดจดทะเบียนรถยนต์ทำ New High จากมาตรการภาษีและการลดราคาที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ที่น่าสนใจคือคุณภาพลูกหนี้ในกลุ่มรถ EV โดยเฉพาะรถ EV จากจีนพบว่ามีคุณภาพใกล้เคียงกับลูกค้าที่เคยซื้อรถญี่ปุ่นระดับบน เช่น CRV หรือ HRV ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและความเสี่ยงต่ำ

    แต่ตลาดรถกระบะยังขยายตัวได้ไม่ดี เนื่องจากผูกพันกับภาคการเกษตร ซึ่งเผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วมและปัจจัยเศรษฐกิจอื่น ๆ ทำให้กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว

    สงครามราคารถ EV ในปีหน้าจะเริ่มนิ่งหรือ Stable มากขึ้น ซึ่งอาจช่วยให้ผู้บริโภคที่ลังเลตัดสินใจได้ง่ายขึ้น แต่แม้สินเชื่อใหม่จะเติบโตได้ราว 10% สินเชื่อคงค้างในภาพรวมของอุตสาหกรรมยังมีแนวโน้มลดลง เพราะยอดการชำระคืนหนี้เก่ายังสูงกว่าการก่อหนี้ใหม่”

    ภาพรวมยอดสินเชื่อคงค้างรถยนต์ทั้งอุตสาหกรรมปี 2569 ประเมินว่า ยังปรับลดลง เพราะว่าอัตราการปล่อยสินเชื่อใหม่ยังไม่ได้สูงกว่าสินเชื่อชำระคืน (Re-Payment) เนื่องจากในช่วง 4-5 ปีก่อนปล่อยสินเชื่อใหม่ค่อนข้างสูง ทำให้ยอดชำระหนี้คืนยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างยังลดลง

    แต่ในปี 2569 ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่จะขยายตัวดีขึ้น ส่งผลยอดสินเชื่อคงค้างการลดลงน้อยลง

    ซึ่งในส่วนของธนาคารตั้งเป้าเติบโตสินเชื่อปล่อยใหม่ราว 10% จากยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 3.5-3.6 แสนล้านบาท

    สุดท้ายแล้วมองว่า ภายใต้ปัญหา “หนี้” ที่ยังคงอยู่ระดับสูงต่อเนื่อง มองว่ากลยุทธ์ของ TTB จึงไม่ได้มุ่งเน้นแค่การปล่อยกู้ใหม่แต่คือการ “ซ่อมร่าง”ลูกหนี้ ผ่านโครงการโค้ชปลดหนี้ และการผลักดันให้ลูกค้าเข้าสู่ระบบรีไฟแนนซ์ที่ช่วยลดภาระดอกเบี้ยในระยะยาว เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ไหลลงไปสู่กลุ่มสีแดง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจโดยรวมในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1213539&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fhsjAFywPSBxPUHmikDbk

  • ตลาดหุ้นสหรัฐคึก S&P 500 และราคาทองทำนิวไฮ จากเศรษฐกิจขยายตัวแกร่ง

    ตลาดหุ้นสหรัฐคึก S&P 500 และราคาทองทำนิวไฮ จากเศรษฐกิจขยายตัวแกร่ง

    ดัชนี S&P 500 ปิดทำนิวไฮ รับแรงหนุนหุ้นเติบโต หลังเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวแกร่ง ส่งผลราคาทองและราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเช่นกัน

    ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันอังคารที่ผ่านมา โดยดัชนี S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มเติบโต ภายหลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการ ซึ่งรวมถึงตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวในอัตรา 4.3% ต่อปีในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2566 และสูงกว่าประมาณการของนักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดยรอยเตอร์ซึ่งคาดไว้ที่ 3.3% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง

    แม้ว่าการประกาศข้อมูลจะล่าช้าเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลเป็นเวลา 43 วัน และนักวิเคราะห์จำนวนมากคาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 4 จะชะลอตัวลง แต่ตลาดการเงินเริ่มปรับลดความคาดหวังต่อโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนมกราคม ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้น ตามข้อมูลจาก CME

    ดัชนีดาวโจนส์ปรับเพิ่มขึ้น 79.73 จุด หรือ 0.16% ปิดที่ 48,442.41 จุด 

    ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 31.30 จุด หรือ 0.46% ปิดที่ 6,909.79 จุด 

    และดัชนีแนสแด็กคอมโพสิตเพิ่มขึ้น 133.02 จุด หรือ 0.57% ปิดที่ 23,561.84 จุด

    ด้านตลาดทองคำ ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงในสัปดาห์ที่มีวันทำการสั้นจากช่วงวันหยุด ซึ่งการอ่อนค่าของดอลลาร์ช่วยเพิ่มความน่าสนใจของโลหะมีค่าในสายตานักลงทุนต่างชาติ 

    ราคาทองสปอตเพิ่มขึ้น 1.1% อยู่ที่ 4,492.99 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,497.55 ดอลลาร์ 

    ขณะที่สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ปรับเพิ่มขึ้น 0.8% ปิดที่ 4,505.7 ดอลลาร์

    ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยนักลงทุนประเมินข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งกว่าคาด รวมถึงความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจากเวเนซุเอลาและรัสเซีย 

    ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 31 เซนต์ หรือ 0.5% ปิดที่ 62.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

    ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ของสหรัฐเพิ่มขึ้น 37 เซนต์ หรือ 0.64% ปิดที่ 58.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/735465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RY-oYL8_QVOm2cReeMiOR

  • ทำไมหลายธุรกิจไม่ได้ไปต่อในปี 69 ปัจจัยเสี่ยงฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

    ทำไมหลายธุรกิจไม่ได้ไปต่อในปี 69 ปัจจัยเสี่ยงฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจไทยปี 69 ยังเผชิญกับดัก ‘วิกฤต’

    หนึ่งในความไม่แน่นอนสำคัญ คือ การเมืองไทยที่กำลังเดินเข้าสู่ช่วงสำคัญ การเปลี่ยนรัฐบาล หรือการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังเกิดขึ้นในปีหน้า สร้างคำถามถึงความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ หากเป็นไปด้วยความเรียบร้อยก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากมีเหตุการณ์ให้ต้องสะดุดกลางทาง หรือแม้จะเลือกตั้งเสร็จสิ้น แต่เกิดความล่าช้าหรือการจัดตั้งรัฐบาลมีปัญหา ไม่เพียงความเชื่อมั่นนักลงทุนจะสั่นคลอน แต่ภาคธุรกิจและประชาชนจะต้องรับต้นทุนจากความไม่ชัดเจนในการกำหนดทิศทางประเทศ

    เมื่อ “เงินเฟ้อ” ไม่ใช่แค่ตัวเลข และ “SME” กำลังขาดลมหายใจ

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในภาวะ “เงินฝืด” อย่างที่หลายคนกังวล แต่เรากำลังยืนอยู่บนความผันผวนที่ประมาทไม่ได้ 

    เงินเฟ้อที่ “เอาแน่เอานอนไม่ได้”

    แม้ระดับเงินเฟ้อจะทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นช้าๆ แต่ปัจจัยภายนอกอย่าง ราคาพลังงาน และ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ทิศทางราคาสินค้ามีความผันผวนสูง

    รัฐบาลไม่สามารถใช้นโยบาย “แจกเงิน” หรือกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแหได้อีกต่อไป เพราะหากทำโดยไม่คำนึงถึงเสถียรภาพในระยะยาว อาจกลายเป็นการซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อให้บานปลาย

    วิกฤตสินเชื่อ SME กระดูกสันหลังที่เริ่มเปราะบาง

    โจทย์ใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลมองข้ามไม่ได้คือ ภาคเอสเอ็มอี (SME) ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ แต่ตอนนี้กำลังเผชิญกับ “ภาวะเงินฝืดในระดับธุรกิจ” (Credit Crunch)

    การปล่อยสินเชื่อใหม่ที่ “ติดลบ” อย่างต่อเนื่อง เป็นหลักฐานชัดเจนว่ากลไกทางการเงินกำลังติดขัด ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ และผู้ประกอบการเข้าไม่ถึงเงินทุน

    มาตรการแก้เกม: แค่ “อัดฉีด” อาจไม่พอ

    ปัจจุบันกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารพาณิชย์ กำลังเตรียมมาตรการ “ชดเชยต้นทุนสินเชื่อ” เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ย แต่นี่เป็นเพียงการ “ปฐมพยาบาล” เท่านั้น

    การช่วยเรื่องต้นทุนดอกเบี้ยเป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่ “คำตอบสุดท้าย” คือการ ยกระดับขีดความสามารถ ของ SME ให้แข่งขันได้ในโลกยุคใหม่ หากไม่แก้ที่ศักยภาพ ต่อให้มีเงินทุนหมุนเวียน ธุรกิจก็อาจไปต่อไม่ได้ในระยะยาว

    ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ , ม.หอการค้าไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861245&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MfyrNFsN_NKc6gu0_9IDj

  • O

    O

    จบลงอย่างงดงามสำหรับ Chang Music Connection Presents Overcoat Music Festival 2025 ครั้งที่ 15 เทศกาลดนตรีที่สร้างค่ำคืนสุดประทับใจให้ชาวแกะนับหมื่น และกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางดนตรี ที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวของภูมิภาค และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน ให้จังหวัดเพชรบูรณ์และจังหวัดใกล้เคียงอย่างมีนัยสำคัญ

    Overcoat Music Festival ครั้งที่ 15 ส่งท้ายปีสวยงาม! ดันเศรษฐกิจเพชรบูรณ์-ภาคเหนือตอนล่าง กระตุ้นท่องเที่ยวไทยรับฤดูหนาว

    สัปดาห์เทศกาลวันหยุดยาวสุดท้ายก่อนสิ้นปี นักเดินทางจากทั่วประเทศหลั่งไหลเข้าสู่จังหวัดเพชรบูรณ์ จนโรงแรม รีสอร์ต ที่พัก และโฮมสเตย์เต็มยาวหลายวันก่อนถึงวันงาน ขณะที่ร้านอาหาร คาเฟ่ ปั๊มน้ำมัน ตลาดชุมชน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในอำเภอเขาค้อและอำเภอใกล้เคียง ได้รับอานิสงส์จากการเดินทาง ของกลุ่มผู้ชมจำนวนมหาศาล สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนภายในพื้นที่ตลอดสุดสัปดาห์ได้อย่างคึกคัก นอกจากรายได้ทางตรงแล้ว Overcoat Music Festival เทศกาลดนตรีที่ครองใจชาวเพชรบูรณ์ ยังช่วยขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น เช่น ผู้ขายสินค้าแฮนด์เมด ชุมชนผลิตสินค้าพื้นเมือง และ SME ในพื้นที่ โดยมีการจัดบูทสนับสนุนสินค้าในงาน สร้างพื้นที่ให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตควบคู่กับงานบันเทิงขนาดใหญ่ ในมิติความเป็น “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” Overcoat ยังเป็นตัวอย่างของคอนเสิร์ตที่สร้างผลลัพธ์เกินกว่าความบันเทิง ด้วยการดึงดูดนักเดินทางรุ่นใหม่—กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ไลฟ์สไตล์ และคุณค่าทางวัฒนธรรม ส่งผลให้เขาค้อกลายเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวฤดูหนาวที่เติบโตขึ้นทุกปี Overcoat Music Festival ครั้งที่ 15 ส่งท้ายปีสวยงาม! ดันเศรษฐกิจเพชรบูรณ์-ภาคเหนือตอนล่าง กระตุ้นท่องเที่ยวไทยรับฤดูหนาว

    จันทร์ศรีษร มณีฉาย กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีเดีย แรพ จำกัด ผู้จัดงาน เผยว่า “Overcoat Music Festival ไม่ได้เป็นเพียงงานดนตรี แต่เป็นฟันเฟืองหนึ่งของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ช่วยสร้างรายได้ให้คนในชุมชน ปีนี้เราครบรอบ 15 ปี เห็นได้ชัดว่าพลังของดนตรีกลายเป็นวัฒนธธรมที่สามารถสร้างโอกาส ให้จังหวัดเพชรบูรณ์และพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างแท้จริง และเราตั้งใจจะทำให้ Overcoat เป็นส่วนหนึ่ง ของอนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยต่อไป”

    การจัดงานในปีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของจังหวัดเพชรบูรณ์ในการเป็นเจ้าภาพกิจกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายจังหวัดกำลังมุ่งสู่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงคนรุ่นใหม่กลับมาท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น ด้วยบรรยากาศลมหนาวที่เป็นเอกลักษณ์ ไลน์อัพศิลปินระดับประเทศ และงานที่จัดอย่างพิถีพิถัน Overcoat Music Festival ปีนี้จึงกลายเป็นทั้งความสุขของผู้ชม และแรงกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีไปพร้อมกัน ผู้จัดงานยืนยันแล้วว่า ปีหน้า Overcoat จะกลับมาพร้อมเซอร์ไพรส์และความพิเศษมากกว่าเดิม สร้างความหวังให้ชาวแกะและชุมชนท่องเที่ยวในพื้นที่เตรียมต้อนรับการเติบโตต่อเนื่องอีกครั้งในปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iessjycm6ztefb18k742xvp7h3n833zj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TyaueM-fBQ8f8HmDZAfth