Category: เศรษฐกิจ

  • กกร.ห่วงเศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% – เสี่ยงเพิ่มจากการจัดงบฯ ปี 70

    กกร.ห่วงเศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% – เสี่ยงเพิ่มจากการจัดงบฯ ปี 70

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและนายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ร่วมแถลงว่า กกร. มีความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คาดการณ์การใช้จ่ายภาครัฐจะลดลงจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านการลงทุน ขณะที่ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ณ วันที่ 31 มกราคม 2569 ระบุว่า มีการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว จำนวน 176,655 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 21.57 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 ที่กำหนดไว้ร้อยละ 26 สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ

    นอกจากนี้ กกร. มุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ปรับลดกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน และการเข้าสู่ระบบของ SMEs ให้แต้มต่อสินค้า Made in Thailand และสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ สอดคล้องกับแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000011808&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r1cKzak99UHgxKiV67NJc

  • วิเคราะห์สาเหตุ เศรษฐกิจไทย กลายเป็น ‘คนป่วย’ ของเอเชีย

    วิเคราะห์สาเหตุ เศรษฐกิจไทย กลายเป็น ‘คนป่วย’ ของเอเชีย

    ด้านพิพัฒน์ เหลืองนฤมิทชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคิน พัทรา มองว่า ‘ทุกอย่างกำลังพังทลาย’ เพราะไทยไม่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของอุปสงค์ตามวัฏจักร แต่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงที่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการปฏิรูปอย่างแท้จริง

    ขณะที่สัญญาณของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำกำลังเพิ่มมากขึ้น ธนาคารกังวลเรื่องการผิดนัดชำระหนี้จึงปล่อยสินเชื่อน้อยลง ตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ในภาวะตกต่ำที่สุดในรอบสามทศวรรษ และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ถึงความต้องการที่อ่อนแอ 

    นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดที่ทำผลงานแย่ที่สุดในเอเชียในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ในปี 2025 เมื่อคิดเป็นสกุลเงินท้องถิ่น

    แม้ว่ารัฐบาลจะคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 2 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ไว้เพียง 1.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าช้าที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่

    เมื่อเดือนที่แล้ว เกรียงไกร เทียนนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ออกมาเตือนถึงแรงกดดันจากภาษีนำเข้า 19 เปอร์เซ็นต์ของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกที่สำคัญของประเทศ

    เขาย้ำว่า “รัฐบาลใหม่ต้องพยายามอย่างจริงจังในการเปลี่ยนอุตสาหกรรมเก่าให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่”

    เนื่องจากภาคการผลิตของไทยอยู่ในช่วงขาลงมาหลายปีแล้ว หลังได้รับผลกระทบจากความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอ การไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากจีน และการแข่งขันที่รุนแรงจากศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ เช่น เวียดนาม

    ผลกระทบดังกล่าวยังสร้างแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยที่เคยยิ่งใหญ่ เคยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาค แต่ปัจจุบัน บริษัทต่างๆ เช่น นิสสัน ฮอนด้า ซูซูกิ และอื่นๆ ต่างทยอยปิดโรงงานหรือลดกำลังการผลิตลงเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

    ยุพิน บุญสิริจันทร์ ประธานชมรมอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การชะลอตัวอย่างมากของอุตสาหกรรมรถยนต์ ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ทำให้ผลผลิตรถยนต์ ยอดขายในประเทศ และอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 

    ความหวังอยู่ที่รัฐบาลใหม่?

    หากจะมองหาแนวทางแก้วิกฤตครั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ประเทศไทยจะต้องยกเลิกนโยบายกีดกันทางการค้า ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการลงทุนจากต่างประเทศ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเติบโต เช่น ศูนย์ข้อมูล อุตสาหกรรมการผลิตมูลค่าสูง ยา และเทคโนโลยีชีวภาพ

    แต่สิ่งที่สำคัญเร่งด่วนกว่าคือการฟื้นฟูสถานะทางการเงินของผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งปัจจุบันชาวไทยจำนวนมากกำลังลดค่าใช้จ่ายและรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง และมองหาวิธีประหยัดเงินมากขึ้น ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่จะมีลูกค้าน้อยลงเรื่อยๆ

    วิเคราะห์สาเหตุ เศรษฐกิจไทย กลายเป็น 'คนป่วย' ของเอเชีย

    ‘สแกมเมอร์’ ก็มีส่วนรับผิดชอบ

    นักวิเคราะห์ชี้ว่า การท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย ก็กำลังชะงักงัน ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจค้าปลีก เกษตรกรรม และการโรงแรม ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาพักน้อยลง

    โดยหนึ่งในสาเหตุหลักนอกจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศต่างๆ แล้ว ยังมาจากความกังวลด้านความปลอดภัย หลังจากที่นักแสดงชาวจีนถูกลักพาตัวโดยแก๊งมิจฉาชีพทางไซเบอร์เมื่อปีที่แล้วด้วย

    วิเคราะห์สาเหตุ เศรษฐกิจไทย กลายเป็น 'คนป่วย' ของเอเชีย

    ที่มา: FT 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32tiPzMQMvB30-iQeKkr0J

  • โค้งสุดท้าย 3 พรรคใหญ่ โชว์วิสัยทัศน์ ฟื้นเศรษฐกิจ

    โค้งสุดท้าย 3 พรรคใหญ่ โชว์วิสัยทัศน์ ฟื้นเศรษฐกิจ

    Loading…

    โค้งสุดท้าย 3 พรรคใหญ่ โชว์วิสัยทัศน์ ฟื้นเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-275&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZHOlUyWLnZEvdPsgCbXpK

  • เมื่อ ‘อายุยืน’ ไม่เท่ากับ ‘ชีวิตที่ดี’ และประเทศไทยกำลังแก่ก่อนรวย ถึงเวลามอง ‘สุขภาพ’ ใหม่ ในฐานะรากฐานของเศรษฐกิจและอนาคตประเทศ

    เมื่อ ‘อายุยืน’ ไม่เท่ากับ ‘ชีวิตที่ดี’ และประเทศไทยกำลังแก่ก่อนรวย ถึงเวลามอง ‘สุขภาพ’ ใหม่ ในฐานะรากฐานของเศรษฐกิจและอนาคตประเทศ

    ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ และสิ่งที่เปลี่ยนไปมากกว่าตัวเลขประชากร คือบทบาทของ ‘สุขภาพ’ ในโครงสร้างประเทศ

    สุขภาพไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดศักยภาพของแรงงาน ความสามารถในการผลิต และทิศทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    นี่คือจุดตั้งต้นของ Healthspan Festival 2026 เวทีที่ Techsauce ออกแบบขึ้นเพื่อเปลี่ยนวิธีที่สังคมพูดถึงสุขภาพ จากเรื่องการรักษาเฉพาะหน้า ไปสู่การมองสุขภาพในฐานะ ‘ระบบ’ และจากต้นทุนที่ต้องจ่าย ไปสู่ ‘การลงทุน’ ที่กำหนดอนาคต

    หัวใจของงานคือแนวคิด Healthspan ช่วงเวลาของชีวิตที่มนุษย์ยังแข็งแรง ใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และยังมีบทบาทต่อเศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่เพียงการมีอายุยืนยาวตามตัวเลขอายุขัย แต่คือการยืดคุณภาพชีวิตให้ยาวไปพร้อมกับอายุ 

    เมื่อสุขภาพถูกนิยามใหม่จากการรอรักษาเมื่อเจ็บป่วย ไปสู่การออกแบบช่วงชีวิตที่แข็งแรงยาวนานขึ้น Healthspan จึงกลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมในศตวรรษที่ 21

    ‘สุขภาพ’ กับ ‘เศรษฐกิจ’ สิ่งเดียวกันในคนละภาษา

    ช่วงเปิดเวที “Techsauce Health and the Next Economy” โดย คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ Co-founder & CEO ของ Techsauce Media สะท้อนภาพที่ Techsauce พบมาตลอดเกือบทศวรรษของการทำงานด้านนวัตกรรมว่า ประเทศจะไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน หากคนในระบบต้องเผชิญความเจ็บป่วยตั้งแต่วัยทำงาน

    “สุดท้ายแล้วเศรษฐกิจของประเทศ ความก้าวหน้าของประเทศ มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าคนไม่สามารถที่จะสร้างสุขภาพที่แข็งแรงได้”

    แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้า ธุรกิจจะเติบโต หรือเงินทุนจะไหลเวียนมากเพียงใด แต่หากแรงงานขาดสุขภาพที่ดี ระบบทั้งหมดจะสะดุดในที่สุด ด้วยเหตุนี้ Techsauce จึงไม่มองสุขภาพเป็นเพียงส่วนเสริมของเทคโนโลยี แต่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจยุคถัดไป

    Healthspan Festival 2026 จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะแพลตฟอร์มที่เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ เอกชน โรงพยาบาล สตาร์ทอัพ นักวิจัย และประชาชน ได้มาพบกัน เพื่อเชื่อมองค์ความรู้ นโยบาย และนวัตกรรมเข้าด้วยกันบนฐานคิดเดียวกันว่า สุขภาพที่ดีควรเป็นสิทธิ ไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือย

    จาก Lifespan สู่ Healthspan อายุยืนอย่างเดียวไม่เพียงพอ

    หัวใจของงานอยู่ที่เวทีเสวนา “Why Healthspan Matters: ชีวิตยืนยาวต้องเข้าถึงได้” ซึ่งถอดภาพความท้าทายของระบบสุขภาพไทยและโลกผ่านมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

    ในมุมของการแพทย์ พญ. วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันและ Wellness ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ VitalLife โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และ CEO Life Style Tech อธิบายความแตกต่างระหว่างการมีอายุยืนกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างชัดเจน

    “Lifespan คืออายุยืนยาว แต่อายุยืนยาวถ้าไม่มีสุขภาพที่ดีก็ไม่รู้จะอายุยืนยาวไปทำไม สิ่งที่สำคัญกว่าจริงๆ คือ Healthspan คือช่วงเวลาที่เรายังแข็งแรงและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข”

    การแพทย์สมัยใหม่ทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้นอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันคือช่วงเวลาของการมีชีวิตที่ต้องอยู่กับโรคเรื้อรัง ภาวะพึ่งพิง และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น 

    ข้อมูลด้านสาธารณสุขชี้ว่า แม้อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่สามารถป้องกันได้ กลับดึงทรัพยากรจากระบบไปมากกว่า 3 ใน 4 ของงบประมาณด้านสุขภาพ

    ภาระสุขภาพกำลังกลายเป็นโจทย์เศรษฐกิจ

    ขณะที่มุมมองด้านเศรษฐกิจสุขภาพและระบบประกัน คุณนาเดีย สุทธิกุลพานิช รองกรรมการผู้จัดการ และ ผู้บริหารสายงาน Fuchsia Innovation Centre บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ชี้ให้เห็นผลกระทบเชิงโครงสร้างของสังคมสูงวัยที่กำลังเกิดขึ้นจริง

    “เราพบว่าคือคนไทยอายุยืนขึ้น แต่คุณภาพชีวิตไม่ได้ยืนตาม และสุดท้ายกลุ่มนี้ก็กลายเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีรายได้ด้วยตัวเองแล้ว แต่ต้องใช้เงินเกษียณไปเรื่อยๆ”

    การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็วทำให้สมดุลระหว่างคนวัยทำงานกับผู้สูงอายุเปลี่ยนไป ภาระด้านสุขภาพและเศรษฐกิจจึงไม่ได้กระทบเฉพาะปัจเจก แต่สะท้อนกลับมาที่ทั้งระบบ ทำให้การลงทุนใน การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) และ การดูแลสุขภาพเชิงรุก (Proactive Healthcare) กลายเป็นทางเลือกที่จำเป็นต่อความยั่งยืนในระยะยาว

    Health Literacy และ Ecosystem คือกุญแจสำคัญ

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ Health Literacy หรือความสามารถของประชาชนในการเข้าใจและจัดการสุขภาพของตนเองอย่างมีข้อมูลรองรับ สุขภาพไม่ควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะคนเมือง คนมีฐานะ หรือคนที่มีแพทย์เป็นคนใกล้ตัว แต่ต้องถูกออกแบบให้เป็นสิทธิที่ทุกคนเข้าถึงได้

    กรณีศึกษาจาก Blue Zones พื้นที่ที่มีประชากรอายุยืนและมีคุณภาพชีวิตดีทั่วโลก แสดงให้เห็นว่า Healthspan ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีราคาแพงเป็นหลัก แต่เกิดจากวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างสังคมที่เอื้อต่อสุขภาพ การออกกำลังกาย การกิน การพักผ่อน ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิตประจำวันล้วนเป็นปัจจัยสำคัญ

    ตั้งแต่มลภาวะทางอากาศไปจนถึงโครงสร้างเมืองก็ล้วนส่งผลกระทบ การสร้าง Healthspan จึงไม่อาจเกิดขึ้นจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการออกแบบเชิงนโยบายและความร่วมมือระดับระบบ ผ่าน Ecosystem ที่เชื่อมโยงภาครัฐ โรงพยาบาล ภาคเอกชน เทคโนโลยี นักวิจัย นักลงทุน และประชาชน เข้าด้วยกัน

    เทคโนโลยี ข้อมูล และ Sandbox ของเศรษฐกิจสุขภาพใหม่

    เทคโนโลยีและข้อมูลกำลังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของแนวคิด Healthspan เพราะช่วยให้การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันขยับจากการประเมินด้วยความรู้สึก ไปสู่การตัดสินใจบนฐานของข้อมูลที่ตรวจสอบได้ 

    ตั้งแต่ Genomics ที่ช่วยให้เห็นความเสี่ยงด้านสุขภาพเฉพาะบุคคลตั้งแต่ต้นทาง Pharmacogenomics ที่ทำให้การใช้ยาเหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคนมากขึ้น ไปจนถึง Biomarker ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดสุขภาพที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้จริงในแต่ละช่วงเวลา

    เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกเชื่อมเข้ากับระบบสุขภาพอย่างเหมาะสม การดูแลสุขภาพจึงไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดโรคก่อน แต่สามารถคาดการณ์ ปรับพฤติกรรม และป้องกันล่วงหน้าได้มากขึ้น ทั้งในระดับบุคคลและระดับระบบ ซึ่งเป็นหัวใจของการออกแบบ Healthspan ให้เกิดขึ้นได้จริงในสังคมสูงวัย

    อย่างไรก็ตาม การขยายผลจำเป็นต้องอาศัยพื้นที่ทดลองหรือ Sandbox ที่เปิดให้ทุกภาคส่วนร่วมกันทดสอบ วัดผล และเรียนรู้จากข้อมูลจริง ก่อนนำไปใช้ในวงกว้าง

    Healthspan Festival 2026

    แนวคิดเหล่านี้จะถูกต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรมใน Techsauce Healthspan Festival 2026 งานมหกรรมสุขภาพแห่งปีที่รวมทุกมิติของ Healthspan, Longevity และ Health & Wellness เข้าไว้ด้วยกัน ทั้งเวทีความรู้ นวัตกรรมสุขภาพ และพื้นที่เชื่อมโยงผู้เล่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

    งานถูกออกแบบให้เป็นมากกว่างานสัมมนาสุขภาพทั่วไป โดยครอบคลุมตั้งแต่ 

    • Conference: อัปเดตทิศทางสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาพจากผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำองค์กร และผู้เชี่ยวชาญระดับโลก 
    • Exhibition: เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสนวัตกรรม Health & Wellness จริงจากบริษัทและสตาร์ทอัพทั้งในและต่างประเทศ 
    • Connection: สำหรับเชื่อมโยงโรงพยาบาล นักวิจัย นักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อจุดประกายความร่วมมือข้ามภาคส่วนที่สามารถต่อยอดได้จริง

    27–28 มีนาคม 2026 | Paragon Hall ชั้น 5 สยามพารากอน 

    ซื้อบัตรได้ที่: https://bit.ly/4kmNpon

    เพราะการมีอายุยืน อาจไม่สำคัญเท่าการมีช่วงชีวิตที่แข็งแรง และ Healthspan คือบทสนทนาที่กำลังออกแบบอนาคตสุขภาพของทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/healthspan-festival-2026-economy-aging-society&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LpRWXCIfwY-edY0VlreSs

  • 3ส.อสังหาฯยื่น2ข้อเสนอกรมที่ดิน เพิ่มเวลาเช่าเป็น60ปี-ลดขนาดที่ดินจัดสรร

    3ส.อสังหาฯยื่น2ข้อเสนอกรมที่ดิน เพิ่มเวลาเช่าเป็น60ปี-ลดขนาดที่ดินจัดสรร

    วันที่ : 4 กุมภาพันธ์ 2569

    3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์เข้าพบอธิบดีกรมที่ดิน ยื่น 2 ข้อเสนอ ปรับกฎหมาย “ทรัพย์อิงสิทธิ์” ขยายอายุสิทธิ์จาก 30 เป็น 60 ปี พร้อมปรับกฎหมายที่ดิน รองรับการลงทุนระยะยาว และเพิ่มโอกาสคนรุ่นใหม่เข้าถึงที่อยู่อาศัย

       3 สมาคมอสังหาฯ เผยเข้าพบหารืออธิบดี กรมที่ดิน ยื่น 2 ข้อเสนอกรมที่ดินปรับปรุงกฎหมายและเวลา “ทรัพย์อิงสิทธิ์” ขอขยายอายุสิทธิ์จาก 30 เพิ่มเป็น 60 ปี รองรับการลงทุนระยะยาว สร้างความเชื่อนักลงทุน-สถาบัน การเงิน และกำหนดขนาดที่ดินขั้นต่ำเริ่มต้นของการจัดสรร หวังปลดล็อกกฎหมายที่ดิน เชื่อมช่องว่าง คนรุ่นใหม่สู่บ้านหลังแรก หาจุดเหมาะสมของเวลาให้เช่าทรัพย์ อิงสิทธิ์ ส้รางกลไกสำคัญปลดล็อกศักยภาพของอสังหาฯ ไทย แก้ปัญหาการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้เริ่มต้นครอบครัวใหม่

       นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประกอบด้วย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร พร้อมนายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ออกแบบ และก่อสร้างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ไปพบเข้านายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน เพื่อหารือข้อเสนอ พ.ร.บ. จัดสรรที่ดิน และกฏหมายที่เกี่ยวข้อง ในหัวข้อ 1. การขยายเวลา พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ์ เพื่อหาจุดเหมาะสมระหว่าง ผู้ให้เช่าและผู้เช่าที่ดิน และ 2. ขนาดที่ดินขั้นต่ำเริ่มต้นของการจัดสรร เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้เริ่มต้นครอบครัวใหม่ (First Jobber)

       โดยข้อเสนอที่ 1. ให้มีการขยายเวลา พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ์ มีเป้าหมายเพื่อปลดล็อกกฎหมายที่ดิน เชื่อม ช่องว่างคนรุ่นใหม่สู่บ้านหลังแรก และจุดเหมาะสมของเวลาให้เช่า ทรัพย์อิงสิทธิ์ เพื่อเป็นกลไกสำคัญเพื่อปลดล็อกศักยภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยการเสนอการปรับปรุงด้านกฎหมายและเวลา ให้มีการปรับปรุงด้านกฎหมายทรัพย์อิงสิทธิ์เพื่อขยายอายุสิทธิ์จาก 30 ปี เป็น 60 ปี เพื่อรองรับการลงทุนระยะยาวและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสถาบันการเงิน และเสนอให้มีการปรับปรุงทางด้านกายภาพและพื้นที่ โดยมีการเสนอให้ปรับลดขนาดพื้นที่ดินขั้นต่ำ เพื่อแก้ไขประกาศ คณะกรรมการการจัดสรรที่ดินกลาง ให้สอดคล้องกับสถานภาพเศรษฐกิจและขนาดครอบครัวปัจจุบัน

       ทั้งนี้ การเสนอแก้ไขกฎหมายทรัพย์อิงสิทธิ์ พ.ศ. 2562 ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและสถาบันการเงิน แต่ระยะเวลา 30 ปีในปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกับการลงทุนจริง โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องการใช้เวลาในการคืนทุนระยะยาว ดังนั้น การเสนอขยายสิทธิ์จาก 30 ปีเป็น 60 ปี จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและน่าสนใจแก่ผู้ลงทุนและสถาบันการเงิน ซึ่งจะทำให้ประโยชน์ในเชิงกลยุทธ์ ช่วยให้เจ้าของยังคงถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน และยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนทางด้านการจัดเก็บภาษี และค่าธรรมเนียม ให้กับภาครัฐได้มากขึ้น

       ขณะที่ความชัดเจนด้านภาษีและค่าธรรมเนียมที่จำเป็นก็ควรต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้มาตรการทรัพย์อิงสิทธิ์สำเร็จผล โดยภาครัฐต้องมีความชัดเจนใน 5 ประเด็นหลัก คือ 1. ภาษีเงินได้ ถือเป็นค่าเช่า (40(5)) หรือเงินได้อื่น(40(8)) หากค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้หรือไม่ 2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้รับการยกเว้นเหมือนสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปหรือไม่ 3. ภาษีธุรกิจเฉพาะ การโอน กรรมสิทธิ์ ต้องเสียภาษี SPT เหมือนการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์หรือไม่ 4. อากรแสตมป์เป็นนิติกรรมต้องเสียอากรเหมือนสัญญาเช่าหรือไม่ และ 5. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ผู้ทรงสิทธิ์ ถือเป็น “ผู้ใช้ประโยชน์” ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ใช่หรือไม่

       นอกจากนี้ กฎหมายทรัพย์อิงสิทธิ์ยังมีบทบาทในมิติการจัดระเบียบชาวต่างชาติ ช่วยให้เกิดความชัดเจนในการถือกรรมสิทธิ์ ซึ่งช่วย แก้ปัญหาการถือครองกรรมสิทธิ์โดยนอมินีคนไทยให้กับชาวต่างชาติ เนื่องจาก กม. ทรัพย์อิงสิทธิ์ไม่ใช่การขายชาติ เพราะต่างชาติเพียงแค่เป็นผู้ใช้ประโยชน์ จากอสังหาฯ แต่ไม่ใช่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ และยังช่วยให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลกำหนดให้เงื่อนไขระยะเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจน ช่วยสร้างความโปร่งใส ช่วยดึงดูดดีมานด์ชาวต่างชาติเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง และตรวจสอบได้ และยังช่วยให้รัฐสามารถเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

       ขณะเดียวกันการปรับปรุงกฎหมายทรัพย์อิงสิทธิ์ยังช่วยเอื้อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจแบบองค์รวม 3 ด้านคือ คือ 1. ประโยชน์ที่เกิดกับภาครัฐ ทำใหฐานรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นจากธุรกรรมมูลค่าสูง ที่ดินรัฐถูกใช้ประโยชน์โดยไม่ต้องขายกรรมสิทธิ์ ช่วยลดภาระงบประมาณรัฐบาลไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด 2. ประโยชน์ต่อภาคเอกชน คือ ต้นทุนเริ่มต่ำลง ไม่ต้องซื้อขาดที่ดิน สามารถกู้เงินได้ง่ายง่ายขึ้น เพราะสิทธิ์การเช่ายาวนานถึงหกสิบปี ทำให้มีความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น 3. ประโยชน์ต่อภาคการเงิน ทรัพย์อิงสิทธิ์ ใช้เป็นหลักประกันที่มีเสถียรภาพ และยังช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิต

       ข้อเสนอ ข้อที่ 2 ซึ่งเสนอปรับลดขนาดที่ดินขั้นต่ำเริ่มต้นในการขออนุญาตจัดสรรที่ดิน มีเป้าหมมายเพื่อ 3 ด้านคือ 1. เพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อและโครงสร้างครัวเรือนปัจจุบัน ขนาดที่ดินขั้นต่ำเดิม (เช่น 50 ตร.ว./35 ตร.ว./16 ตร.ว.) ไม่สอดคล้องกับรายได้คนรุ่นใหม่ ข้อเสนอให้ลดเหลือระดับ 35/28/14 ตร.ว. ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยเริ่มต้นเข้าถึงได้จริงมากขึ้น 2. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินในเมืองและพื้นที่ชานเมือง การลดขนาดแปลงช่วยใช้ที่ดินอย่าง คุ้มค่า รองรับการขยายตัวของเมือง และตอบโจทย์ผังเมืองในบริบทที่ที่ดินมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ 3. ช่วยลดภาระต้นทุนโครงการโดยไม่ลดมาตรฐาน เมื่อขนาดแปลงเล็กลง ต้นทุนที่ดินต่อหน่วยลดลง ทำให้ ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาโครงการในราคาที่เหมาะสมขึ้น โดยยังอยู่ ภายใต้กฎหมายควบคุมคุณภาพและสาธารณูปโภคเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://reic.or.th/News/RealEstate/470638&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22-bxX0wgO_mlNPWLCLuXP

  • กกร.ห่วงเศรษฐกิจไทย โตต่ำ 2%  เหตุปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ งบปี70 ล่าช้า

    กกร.ห่วงเศรษฐกิจไทย โตต่ำ 2% เหตุปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ งบปี70 ล่าช้า

    กกร. กังวลเศรษฐกิจไทยปี 2569 แนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เหตุปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีสหรัฐสร้างความผันผวน การจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้า สศค.คาดการณ์ใช้จ่ายภาครัฐลดลงจากปี68 พร้อมกังวลนโยบายหาเสียงพรรคการเมืองเน้นประชานิยมและกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

    วันนี้ (4 ก.พ.2569) นายเกรียงไกร  เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานเป็นประธาน กกร.  กล่าวว่า ที่ประชุมกกร. มีความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า โดยล่าสุด สศค. คาดการณ์การใช้จ่ายภาครัฐจะลดลงจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านการลงทุน ขณะที่ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง วันที่ 31 ม.ค.2569 ระบุว่ามีการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว จำนวน 176,655 ล้านบาท หรือคิดเป็น 21.57% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย สิ้นเดือนม.ค.2569 ที่กำหนดไว้ 26% สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ 

    นายเกรียงไกร  เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานเป็นประธาน กกร.

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานเป็นประธาน กกร.

    นอกจากนี้ กกร. มุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ปรับลดกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน และการเข้าสู่ระบบของ SMEs ให้แต้มต่อสินค้า Made in Thailand และสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ สอดคล้องกับแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย

    ส่วนปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลกปี 2569 สะท้อนจาก Global Risks Report ของ World Economic Forum ที่ระบุว่าปัจจัยด้าน Geoeconomics เป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของโลกและสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว อีกทั้ง เหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ตลาดการเงิน โดยเฉพาะค่าเงินและราคาทองคำผันผวน ส่วนมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในปีนี้มีอีกอย่างน้อย 9 รายการสินค้าที่อยู่ในข่ายถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม โดยมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ. หรือคิดเป็น 63% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2568 โดยเฉพาะ Semiconductor ที่ขยายตัวสูงถึง 53%

    ทั้งนี้ กกร.ขอบคุณกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ดำเนินการเชิงรุกในการแก้ปัญหาธุรกรรมทองคำที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ผ่านการควบคุมธุรกรรมซื้อขายทองคำในสกุลเงินบาทบนแพลตฟอร์มออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องร่วมกันสร้างกลไกและเครื่องมือในการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงข้อมูลอย่างรอบด้าน และปรับเปลี่ยนกฎระเบียบ เพื่อป้องกันและปิดช่องว่างการทำธุรกรรมอื่นๆ ที่อาจกระทบค่าเงินบาท อาทิ การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ที่พบว่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มในไทยเป็น USDT ในระดับสูง และมีสัดส่วนของนักลงทุนต่างประเทศค่อนข้างสูง โดยการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง USDT กับเงินบาท เสมือนกับการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง USD กับเงินบาท เป็นต้น

     กกร. กังวลต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ที่ส่วนใหญ่ที่มักให้ความสำคัญกับนโยบายประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งใช้งบประมาณสูงมาก มากกว่าการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงขาดนโยบายในการสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางนโยบายการคลัง (Fiscal Space) จากระดับหนี้สาธารณะที่ปรับสูงขึ้น โดยเดือนธ.ค.2568 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.09%  ต่อ GDP ซึ่งเข้าใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน70% ต่อ GDP ทำให้การกำหนดนโยบายด้านการใช้จ่ายมีข้อจำกัดมากขึ้น

    อ่านข่าว:

    ค้าชายแดน-ผ่านแดน ปี 68 โต 6.7% คต. เผย กัมพูชา-เมียนมา ยังมีปัญหาส่งออก

    เปิดแผนดันส่งออกปี 69 พาณิชย์ ตั้งเป้าทำเงิน 1.42 แสนล้าน รับบาทแข็งกระทบ

    โจทย์ใหญ่ “ทุเรียนไทย” ปี2569  หืดขึ้นคอ คู่แข่งรอบด้าน ราคาไม่ฟื้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/501794&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18tiA_HVhRtJTUOrQG84v7

  • ด่วน! DSI ส่งสำนวนคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน ส่ง “ป.ป.ช.” แล้ว | เดลินิวส์

    ด่วน! DSI ส่งสำนวนคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน ส่ง “ป.ป.ช.” แล้ว | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 ก.พ. “ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์” ได้รับรายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 ได้ดำเนินการตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin โดยได้มีการเรียกสอบปากคำพยานบุคคล ได้มีการขยายผลเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทกลุ่มที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตา ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับกองทุน Prime Opportunity Fund VCC ประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ ยังมีชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับโครงการ TIDC (Thailand International Digital Business & Finance Centre) ตามที่ถูกระบุไว้ใน MOU ซึ่งจากการตรวจสอบของคณะพนักงานสอบสวนพบว่าการดำเนินการในโครงการสแกนม่านตาพบความผิดปกติในการบริหารโครงการและการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี่ที่ได้รับจากต่างประเทศ ซึ่งมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14

    รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า นอกจากการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ก็ยังมีผลตรวจสอบของทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดีอีฯ ซี่งมี นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีบันทึกความเข้าใจสำหรับโครงการนำร่องสู่การพัฒนาศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลของประเทศไทย จากคำสั่งแต่งตั้งของนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์ความผิดปกติเร่งรัดในการจัดทำ MOU และให้การยืนยัน ดังนี้

    1.การลงนาม MOU ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบ เนื่องจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง (ตำแหน่งในขณะนั้น รมว.ดีอีฯ) ได้มาเซ็นลงนามให้ความเห็นชอบ ย้อนหลังในวันที่ 29 มี.ค.67 ทั้งที่ผ่านพิธีลงนาม MOU มาแล้วเมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ซึ่งมีลักษณะเหมือนเป็นการรู้เห็นเป็นใจกัน เพราะในหลักการราชการไม่สามารถทำได้ เพราะต้องให้ความเห็นชอบก่อน

    2.กรณีที่อัยการสูงสุดได้ตั้งข้อสังเกตว่าสินทรัพย์ของ MOU อาจทำให้รัฐบาลเสียเปรียบในด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เนื่องจากใน MOU ระบุชัดเจนว่าทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดที่เกิดจากโครงการจะเป็นของผู้พัฒนา (Developer) เพียงฝ่ายเดียว 100% โดยไม่เป็นของภาครัฐหรือเป็นเจ้าของร่วม ซึ่งในลักษณะเช่นนี้จำเป็นต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องได้มีการจัดพิธีลงนาม MOU ขึ้น โดยไม่ได้มีการปรับ MOU ทำตามแต่อย่างใด

    3.เรื่องกฎหมายโครงการนำร่อง (Sandbox) เพราะกฎหมายได้มีการระบุเจาะจงพื้นที่ โดยต้องไปทำเป็นตัวกฎหมายก่อนแล้วค่อยมาเขียนโครงการนำร่อง แต่ปรากฏว่าโครงการถูกเขียนขึ้นมาก่อน

    4.การจัดทำ MOU ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงในเวลา 3 วันซึ่งมันไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งถือว่ามีความเร่งรัดผิดปกติ และปกติแล้วกระบวนการจะต้องอยู่ในระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน อีกทั้งเรื่องดังกล่าวจะต้องเข้าสู่กองกฎหมาย ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะหน่วยงานเจ้าของเรื่อง แต่เรื่องนี้กลับเข้าไปยังกองการต่างประเทศของกระทรวงฯ เป็นต้น

    รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยต่อว่า และจากผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมไปถึงพยานหลักฐานการสอบสวนของดีเอสไอ จึงพบว่าในเรื่องดังกล่าวมี ข้าราชการฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐของกระทรวงดีอีฯ รวม 6 ราย เข้ามาเกี่ยวข้องกับ MOU ซึ่งตามกฎหมายแล้วหากสำนวนคดีพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ดีเอสไอจะต้องนำสำนวนพร้อมรายละเอียดพฤติการณ์แจ้งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อรับไปดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ในการไต่สวนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่วนหลังจากนี้ก็เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าจะรับไปดำเนินการเองทั้งหมด หรือจะส่งส่วนใดส่วนหนึ่งกลับมายังดีเอสไอให้ดำเนินการ

    รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยด้วยว่า ส่วนกรณีของนายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด และกรรมการบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งก็เป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับ MOU และการสแกนม่านตา ดังนั้น รายละเอียดความเกี่ยวข้องของนายโอภาส ก็จะรวมอยู่ในสำนวนนี้เช่นเดียวกันที่ได้ส่งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริง ว่ามีการกระทำใดของนายโอภาส เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 หรือไม่

    ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า บุคคลทั้ง 6 ราย ที่ถูกคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แจ้งพฤติการณ์ไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่ามีความเกี่ยวข้องกับ MOU ประกอบด้วย 1.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ตำแหน่งในขณะนั้น) 2.นายวัลลภ รุจิรากร (ตำแหน่งในขณะนั้น เลขานุการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) 3.นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 4.นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) 5.ผอ.กองการต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ 6.เจ้าหน้าที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยทั้งหมดมีพฤติการณ์ตามฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเช้าวันนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้นำส่งสำนวนคดี จำนวน 6 กล่อง แฟ้ม จำนวน 10 แฟ้ม และเอกสารประมาณ 5,000 แผ่น ไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดนนทบุรี เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5566392/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15PH64Sz9lsIcV5BeWpmEU

  • กกร.กังวนศก.ปี 69 ขยายตัวต่ำกว่า 2% หวั่นนโยบายหาเสียงพรรคการเมือง ส่งผลกระทบจัดทำวินัยการเงิน

    กกร.กังวนศก.ปี 69 ขยายตัวต่ำกว่า 2% หวั่นนโยบายหาเสียงพรรคการเมือง ส่งผลกระทบจัดทำวินัยการเงิน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานที่ประชุมกกร. เผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มีความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยในปี 69 ที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่า 2% และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการจัดทำประมาณรายจ่ายปี 2570 ที่อาจจะล่าช้า ซึ่งล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดการณ์การใช้จ่ายภาครัฐจะลดลงจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านการลงทุน ขณะที่ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ระบุว่า ณ วันที่ 31 ม.ค.69 มีการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว 1.76 แสนล้านบาท คิดเป็น 21.57% ต่ำกว่าเป้าหมายของเดือนม.ค. ซึ่งกำหนดไว้ที่ 26% สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ

    ขณะที่ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ เป็นความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลกปี 69 อีกทั้งเหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ตลาดการเงิน โดยเฉพาะค่าเงินและราคาทองคำผันผวน โดยมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในปีนี้ มีอีกอย่างน้อย 9 รายการสินค้าที่อยู่ในข่ายถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม โดยมีมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็น 63% ของมูลค่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ในปี 68 โดยเฉพาะ Semiconductor ที่ขยายตัวสูงถึง 53%

    “กกร.ยังคงกรอบประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 ไว้ตามเดิม ดังนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) โต 1.6-2.0% ,การส่งออก หดตัว -1.5 ถึง -0.5% และเงินเฟ้อ เพิ่มขึ้น 0.2-0.7%”

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า ทั้งนี้ที่ประชุมมุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ปรับลดกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน และการเข้าสู่ระบบของ SMEs ให้แต้มต่อสินค้า Made in Thailand และสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ สอดคล้องกับแนวทาง “Reinvent Thailand” เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย

    อย่างไรก็ดี กกร.แสดงความกังวลต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ที่ส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับนโยบายประชานิยม และการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ซึ่งใช้งบประมาณสูงมาก และมากกว่าการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงขาดนโยบายในการสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    “พรรคการเมือง ควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่นโยบายการคลัง (Fiscal Space) จากระดับหนี้สาธารณะที่ปรับสูงขึ้น โดย ณ เดือนธ.ค.68 หนี้สาธารณะคงค้าง คิดเป็น 66.09% ต่อ GDP ซึ่งเข้าใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ต้องไม่เกิน 70% ของ GDP ทำให้การกำหนดนโยบายด้านการใช้จ่าย มีข้อจำกัดมากขึ้น” นายเกรียงไกร กล่าว

    ทั้งนี้ กกร. เห็นว่าการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในระยะถัดไป ควรให้ความสำคัญกับการวางยทธศาสตร์การเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการใช้ทรัพยากทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเสริมสร้างฐานรายได้ใหม่ใหประเทศ ผ่านการเพิ่มผลิตภาพของภาคการผลิต การยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ รองรับความผันผวนในอนาคต และเติบโตได้อย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน

    นายเกรียงไกร กล่าวด้วยว่า กกร.ขอบคุณกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ดำเนินการเชิงรุกในการแก้ปัญหาธุรกรรมทองคำที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ผ่านการควบคุมธุรกรรมซื้อขายทองคำในสกุลเงินบาทบทแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งระยะถัดไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต้องร่วมกันสร้างกลไก และเครื่องมือในการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงข้อมูลอย่างรอบด้าน และปรับเปลี่ยนกฎระเบียบ เพื่อป้องกันและปิดช่องว่างในการทำธุรกรรมอื่น ๆ ที่อาจจะกระทบต่อค่าเงินบาท อาทิ การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/127193&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Xaz0PD7T25c4TNVxxx3E8

  • จี้! รัฐฯ เร่งฟื้นโครงสร้างเศรษฐกิจ-สร้างความเชื่อมั่น

    จี้! รัฐฯ เร่งฟื้นโครงสร้างเศรษฐกิจ-สร้างความเชื่อมั่น

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังคงมาจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ตลาดการเงินโลกผันผวน โดยเฉพาะค่าเงินและราคาทองคำ ทั้งนี้ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในปีนี้ ยังมีสินค้าอย่างน้อย 9 รายการที่อยู่ในข่ายถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม

    ภาพจาก : กกร.
    จี้! รัฐฯ เร่งฟื้นโครงสร้างเศรษฐกิจ-สร้างความเชื่อมั่น

    คิดเป็นมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 63% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2568 โดยเฉพาะสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ที่มีการขยายตัวสูงถึง 53% ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทยในระยะถัดไป

    กกร. มีความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่อาจขยายตัวต่ำกว่า 2% โดยยังคงประมาณการ GDP ไทยจะเติบโตในกรอบ 1.6-2.0% ขณะที่การส่งออก แม้ในปี 2568 จะขยายตัวได้ถึง 12.9% แต่ในปี 2569 มีแนวโน้มกลับมาติดลบในช่วง -1.5 ถึง -0.5% ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำที่ 0.2-0.7%

    รวมถึงยังมีความกังวลความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า โดยล่าสุด สศค. คาดการณ์การใช้จ่ายภาครัฐจะลดลงจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านการลงทุน ขณะที่ ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ณวันที่ 31 มกราคม 2569 ระบุว่ามีการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว จำนวน 176,655 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 21.57 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 ที่กำหนดไว้ร้อยละ 26 สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ 

    “หากการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ไม่เป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ ก็มีความกังวลว่า จะทำให้มีงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ หยุดชะงัก” 

    ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนมุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง โดยแสดงความกังวลต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ ที่มักเน้นนโยบายประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมาก มากกว่าการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงยังขาดนโยบายในการสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    นอกจากนี้ พรรคการเมืองควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะที่ปรับตัวสูงขึ้น โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 66.09 ต่อ GDP ซึ่งเข้าใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 ต่อ GDP ส่งผลให้การกำหนดนโยบายด้านการใช้จ่ายมีข้อจำกัดมากขึ้น

    กกร.จึงเห็นว่า การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปควรให้ความสำคัญกับการวางยุทธศาสตร์การเติบโตในระยะยาว ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเสริมสร้างฐานรายได้ใหม่ให้ประเทศ ผ่านการเพิ่มผลิตภาพของภาคการผลิต การยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ รองรับความผันผวนในอนาคต และเติบโตได้อย่างมั่นคง สมดุล และยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด Reinvent Thailand

    สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่อยากให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการภายใน 100 วันแรก ได้แก่ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กดดันกำลังซื้อ / การรับมือสินค้าต่างประเทศที่ทะลักเข้ามากระทบผู้ประกอบการ SMEs / ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า / ปัญหาทุนเทาและคอร์รัปชัน / การปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ รวมถึงการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตลอดจนการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ซึ่งแม้ขณะนี้ไทยถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 19% แต่ยังมีความเสี่ยงจากสินค้า 9 รายการที่อาจถูกเก็บภาษีเพิ่มเติม

    อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนยังอยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีที่คัดเลือกบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความสามารถเฉพาะด้าน เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พร้อมเห็นว่านโยบายที่ดีและมีอยู่แล้วควรดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้การกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุด

    นอกจากนี้ กรณีที่สื่อต่างประเทศ บอกว่าไทยเป็น “Sick Man Of Asia” ในส่วนของเอกชนก็มองว่า ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่อยู่ในภาวะแข็งแรง และกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเปรียบเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจไทยเหมือนคนที่ไม่สบาย ทั้งกายและใจ ซึ่งย่อมสะท้อนออกมาทางสีหน้าและพฤติกรรม 

    จากเดิมที่ไทยเคยถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีเสน่ห์ ดูดีในสายตาต่างชาติ แต่ในช่วงเวลาสั้น ๆ กลับถูกมองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ บางประเทศในภูมิภาค เช่น เวียดนาม ซึ่งในอดีตเคยติดตามและเรียนรู้จากไทย วันนี้กลับถูกมองว่ามีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและน่าสนใจมากขึ้น ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญมาจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้นที่เติบโตดี ประชาชนมีความมั่นคง ไม่ต้องเผชิญความกังวลเรื่องการตกงาน ค่าครองชีพสูง หรือ รายได้ไม่เพียงพอ ซึ่งความรู้สึกของประชาชนเหล่านี้สะท้อนออกมาในตัวเลขเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

    ดังนั้น การที่ไทยถูกตั้งฉายาในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องตระหนัก และเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาแข็งแรงโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชนและนักลงทุนอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/267645&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EdFn-5G-ldgdrdlu6es7y

  • จากเสือเศรษฐกิจ ไทยกลายเป็น ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

    จากเสือเศรษฐกิจ ไทยกลายเป็น ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

    ประเทศไทยกลายเป็น ‘ผู้ป่วย’ แห่งเอเชียได้อย่างไร?

    The Financial Times สำนักข่าวเศรษฐกิจอังกฤษ รายงานบทวิเคราะห์ ‘How Thailand became the ‘sick man’ of Asia’ ว่า ครั้งหนึ่งไทยเคยเป็นเสือเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ เสือแห่งเอเชีย ที่มีการเติบโตสองหลัก (Double digit) แต่ปัจจุบันเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก ทั้งการบริโภค การผลิต และภาคการท่องเที่ยว ทั้งหมดกำลังอยู่ในช่วง ‘ขาลง’

    เช่นเดียวกับคนไทยหลายล้านคน The Financial Times สัมภาษณ์ ทิพย์วิมล วานิชถาพันธ์ ผู้ประกอบการวัย 57 ปี เดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อหางานที่ดีกว่าเลี้ยงดูครอบครัว ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เธอเปิดร้านอาหารเล็กๆ ให้บริการพนักงานออฟฟิศ

    แต่ขณะนี้ยอดขายลดลงถึงสองในสามในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ลูกค้าไม่มาใช้บริการ กระทั่งขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ และเดือนเมษายน วางแผนที่จะปิดร้านเมื่อสัญญาเช่าหมดอายุ

    เธอระบุว่า ตอนนี้มีคนถูกเลิกจ้างจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนกำลังซื้อจึงลดลง พร้อมกังวลค่าใช้จ่าย และสินเชื่อรถยนต์ที่ยังไม่ได้ชำระคืน

    ทั้งนี้ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันอาทิตย์นี้ (8 ก.พ.) โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล และบรรดาพรรคการเมืองต่างชูนโยบายหาเสียง ด้วยการให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    10 ปี ไทยถดถอย จากเสือแห่งเอเชีย สู่ ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’

    อย่างไรก็ตาม ไทยที่เคยมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงติดกับดัก GDP ที่โตราวๆ 2% มาตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยหลักที่ต้องพึ่งแรงหนุนจากการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยว ‘ล้วนอยู่ในช่วงขาลง’

    ทว่า หากย้อนดูอัตราการเติบโต สูงถึง 13% ในปี 1988 ในปีนั้นประเทศไทยได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘เสือแห่งเอเชีย’ (Asian Tiger)

    ปัจจุบันเป็นเพียง ‘ความทรงจำ’ อันว่างเปล่า เนื่องจากไทยเผชิญประชากรสูงอายุและลดลงอย่างรวดเร็ว หนี้ครัวเรือนสูง (Household debt) และขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

    “จากที่เคยได้รับการขนานนามว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปราศจากพิษภัย เป็นเสือแห่งเอเชีย วันนี้กลับกลาย ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ ภายใน 10 ปี นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก” บุรินทร์ อดุลวัฒนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกสิกรไทยกล่าว

    หนี้ครัวเรือนสูง การเมือง ‘ไร้เสถียรภาพ’

    สิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก คือความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ยืดเยื้อและการเปลี่ยนแปลงผู้นำบ่อยครั้ง ประกอบกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมสถาบันพระมหากษัตริย์และกองทัพติดอยู่ในภาวะเผชิญหน้ากับพรรคปฏิรูปที่ชนะการเลือกตั้ง แต่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าสู่อำนาจ ส่งผลให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนใน 3 ปี

    กิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า โครงการและงบประมาณด้านการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หากรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพที่ดีกว่านี้ เราก็สามารถกลับไปสู่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดได้

    พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทุกอย่างกำลังพังทลาย เราไม่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ นี่ไม่ใช่เรื่องของอุปสงค์ตามวัฏจักร แต่ตอนนี้มันเป็นปัญหาที่ร้ายแรงซึ่งต้องการ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการปฏิรูปอย่างแท้จริง”

    อีกหนึ่งสัญญาณร้ายของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและกำลังเพิ่มขึ้น คือการผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารจึงปล่อยสินเชื่อน้อยลง ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ในภาวะตกต่ำที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ถึงความต้องการที่อ่อนแอ ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในเอเชียในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยลดลง 10% ในปี 2025

    เวียดนามมาแรง ‘ภาคการผลิตไทย’ อ่อนแรง

    แม้รัฐบาลคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 2% ในปีนี้ แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ไว้เพียง 1.6 % ซึ่งเป็นตัวเลขที่โตต่ำสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    “เรากังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย” เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว โดยเกรียงไกรเตือนว่า แรงกดดันจากภาษีนำเข้า 19% ของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ จะบั่นทอนภาคการส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญของประเทศ

    “รัฐบาลใหม่ต้องพยายามอย่างจริงจังในการเปลี่ยน อุตสาหกรรมเก่าให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่” เขาย้ำ

    โดยภาคการผลิตอยู่ในช่วงขาลงมาหลายปีแล้ว เนื่องจากความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอ การไหลเข้าของสินค้าจีนราคาถูกทะลัก และการแข่งขันที่รุนแรงจากศูนย์กลางการผลิตใหม่ๆ จากเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม

    ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคยานยนต์ของไทยที่เคยรุ่งเรือง ซึ่งประเทศไทยเคยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาค แต่ Nissan, Honda, Suzuki และบริษัทอื่นๆ ได้ปิดโรงงานหรือลดการผลิตลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    ยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การชะลอตัวอย่างมาก ของอุตสาหกรรมรถยนต์ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    “ยอดผลิตรถยนต์ ยอดขายในประเทศ และอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงจากระดับก่อนเกิดโรคระบาดและระดับสูงสุด” เธอกล่าวพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนและความต้องการภายในประเทศ

    นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยจะต้องปลดล็อกนโยบายกีดกันทางการค้า ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการลงทุนจากต่างประเทศ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่การเติบโตที่มีศักยภาพ เช่น Data center อุตสาหกรรมการผลิตสินค้ามูลค่าสูง เช่น ยา และเทคโนโลยีชีวภาพ

    “แต่ภารกิจเร่งด่วนกว่าคือการฟื้นฟูฐานะทางการเงินของผู้บริโภคไทย”

    โดยเฉพาะอัตราส่วนหนี้ภาคครัวเรือนต่อ GDP ทะลุเพดาน 90% ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในอันดับต้นในเอเชีย เนื่องจากค่าจ้างยังคงทรงตัว และประชากรไทยลดลงต่อเนื่องมา 4 ปี โดยอัตราการเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี ในปี 2025

    ภาพบรรยากาศร้านค้าและร้านอาหารริมทางที่ถนนบรรทัดทอง กรุงเทพฯ ซบเซาและปิดตัวลง สะท้อนภาวะเศรษฐกิจไทยถดถอย 1

    ส่งผลให้ คนไทยจำนวนมากกำลังลดค่าใช้จ่ายและการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น “ลูกค้าของฉันน้อยลงเรื่อยๆ” เจ้าของร้านเสริมสวยในกรุงเทพฯ กล่าว เธอบอกว่า ปีนี้คนไทยหาทางประหยัดมากขึ้น ซื้อของใช้ส่วนตัวน้อยลง และเน้นซื้อของให้ลูกๆ มากขึ้น เธอกล่าวขณะซื้อของที่ร้านขายของราคา 20 บาท

    ท่องเที่ยวหดตัว ร้านค้าทยอยปิดตัว

    บุรินทร์ กล่าวเสริมอีกว่า “เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในห้องไอซียู แต่หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ สถานการณ์จะแย่ลงกว่านี้มาก”

    นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจค้าปลีก เกษตรกรรม และการก่อสร้างโรงแรม ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.9 ล้านคนในปี 2025 ลดลง 7% จากปีที่แล้ว และยังต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนเกิดโรคระบาดที่ 40 ล้านคนในปี 2019

    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากความกังวลด้านความปลอดภัยหลังจากนักแสดงชาวจีนถูกลักพาตัว จากปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเมื่อปีที่แล้ว รวมถึงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศต่างๆ เช่น เวียดนามและญี่ปุ่น

    บรรยากาศที่หดหู่ปรากฏให้เห็นทั่วกรุงเทพฯ ที่ซึ่งร้านอาหารร้าง โรงแรมแทบจะไม่เต็ม และผู้ค้าปลีกกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ที่ถนนบรรทัดทอง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งอาหารริมทาง (Street food) ที่คึกคักสำหรับนักท่องเที่ยว ร้านอาหารหลายแห่งทยอยปิดตัวลง

    ภาพ: Sakchai Vongsasiripat , Getty images

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-economic-downturn/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hm_W-n9zLx2l5UiDuco_s